4 อันดับอาหารต้องห้าม ทาสหมา-แมวต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596486

  • วันที่ 02 ส.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

4 อันดับอาหารต้องห้าม ทาสหมา-แมวต้องรู้

“รู้แล้วว่ารัก” ทาสหมา-ทาสแมว ตระหนักอาหารที่เหมาะกับสัตว์เลี้ยง ลดความเสี่ยงทำลายสุขภาพสัตว์

ผู้เลี้ยงน้องหมาและแมว ควรศึกษาว่าอาหารประเภทใดเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของเราบ้าง เนื่องจากสัตว์แต่ละสายพันธุ์มีระบบการทำงานในร่างกายที่แตกต่างกันเราจึงต้องระมัดระวังในเรื่องอาหารของพวกเขาเป็นพิเศษ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดีจะได้อยู่กับเราไปนานๆ

แต่ก็ยังมีผู้เลี้ยงที่ชอบให้น้องหมาน้องแมวกินอาหารของคน ยิ่งถ้าเขาแสดงท่าทีว่ามีความสุขที่ได้กินก็ยิ่งให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจลืมคำนึงถึงผลกระทบที่จะส่งผลต่อสุขภาพของน้อง เพราะปกติแล้วอาหารของคนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสัตว์เลี้ยง แต่ก็มักเห็นผู้เลี้ยงหลายๆ คนยังเพลิดเพลินกับการให้อาหารของคนต่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ 4 ประเภทยอดฮิตนี้

1. ปลาเส้น ปลาเส้นเป็นขนมสุดโปรดของน้องแมว ด้วยกลิ่นปลาที่ยั่วยวนชวนให้กิน สังเกตได้จากพฤติกรรมเขาเวลาที่เราหยิบปลาเส้นขึ้นมาเหล่าบรรดาน้องๆ ก็จะมาออดอ้อนขอกินตลอด ความเป็นทาสของเราเมื่อน้องขอก็รีบยื่นให้แต่โดยดี แต่รู้หรือไม่ว่าปลาเส้นมีอันตรายที่แฝงมาด้วย เพราะมีการปรุงแต่งรสชาติ ซึ่งแน่นอนโซเดียมแน่นมาก ปลาเส้น 30 กรัม มีปริมาณโซเดียมสูงถึง 500-700 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่ามีปริมาณที่เกินกว่าที่น้องหมาน้องแมวสามารถรับได้ในแต่ละวัน

โดยระดับโซเดียมที่แนะนำสำหรับน้องแมว อยู่ที่ 0.3-0.6% และสำหรับสุนัข ควรมีค่าน้อยกว่า 0.3% ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม นอกจากนี้สำหรับทาสอย่างเราอาจจะคิดว่ารสชาติก็ไม่ได้เค็มขนาดนั้นนะ ทำไมน้องแมวเราจะกินไม่ได้ล่ะ? ก็เพราะว่าเค็มของเรากับเค็มของเขาไม่เหมือนกันรสชาติปลาเส้นสามารถทำให้น้องแมวของเราเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้ และคงไม่มีใครอยากให้น้องแมวสุดที่รักของเราป่วย เมื่อรู้ถึงผลกระทบของปลาเส้นแล้ว ก็ควรเปลี่ยนเป็นขนมสำหรับน้องแมวโดยเฉพาะจะดีกว่า

2. เบคอน อาจจะเป็นของโปรดของใครหลาย ๆ คน ด้วยรสชาติที่อร่อยแต่เบคอนก็มีไขมัน และโซเดียมอยู่มากน้องหมาต้องหลีกเลี่ยงเพราะอาจส่งผลทำให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ส่งผลร้ายต่อร่างกายน้องหมาแบบเฉียบพลัน แต่หากน้องหมาได้รับในปริมาณที่มาก จะทำให้ไขมันเกิดการสะสมอยู่ในร่างกายของเขาและเกิดการเจ็บป่วยอย่างเรื้อรัง

3. ช็อกโกแลต น้องหมาน้องแมวไม่สามารถกินช็อกโกแลตได้เหมือนเรา ในช็อกโกแลตมีส่วนผสมของสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Theobromine เป็นสารกลุ่มเดียวกับคาเฟอีนและเป็นพิษต่อสุนัข หากกินเข้าไปจะทำให้มีอาการอาเจียน และ ท้องร่วงได้ แต่สำหรับน้องหมาบางตัวที่มีอาการรุนแรง ส่งผลทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นกว่าปกติ และเกิดอาการชักได้ อย่างไรก็ตามอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นมากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของช็อกโกแลตที่พวกเขาได้รับเข้าไปในร่างกาย เมื่อเจ้าของรู้อย่างนี้แล้วควรหลีกเลี่ยงให้สัตว์เลี้ยงกินช็อกโกแลตเลยจะดีที่สุด

4. ของทอด-ของปิ้งย่าง หลายคนชอบซื้อลูกชิ้น ไก่ปิ้ง หมูปิ้งให้น้องหมาน้องแมวกิน เพราะหาซื้อง่ายและน้องหมาน้องแมวก็ชอบกันมาก ๆ จริงอยู่ที่เราให้เขาได้กินในสิ่งที่ชอบ และเขาก็ดูจะมีความสุขมาก ๆ เมื่อได้กินอาหารเหล่านี้ แต่จริง ๆ แล้วเหมือนเป็นการทำร้ายพวกเขาทางอ้อมเพราะในอาหารเหล่านี้มีการปรุงรส เมื่อน้องหมาน้องแมวกินเข้าไปจะทำให้ตับและไตทำงานหนักขึ้นส่งผลเสียต่อสุขภาพของน้อง ๆ อย่างมากในระยะยาว

ยังมีอาหารและผลไม้อีกหลายชนิดที่ไม่เหมาะกับน้องหมาน้องแมว คุณพ่อคุณแม่หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพของลูกๆ เรามาปรับพฤติกรรมโดยหลีกเลี่ยงการให้อาหารเหล่านี้ เพื่อให้น้องหมาน้องแมวอยู่กับเราไปนานแสนนาน หยุดตามใจน้องหมาน้องแมวสุดที่รัก

แล้วหาอาหารอร่อยดีและเหมาะสมต่อสุขภาพของน้องๆ กันได้ที่งาน Pet Expo Championship 2019 ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petexpothailand.net/ หรือ เฟซบุ๊ก PetExpoClub

เลิกด่วน 7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596506

  • วันที่ 02 ส.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เลิกด่วน 7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง ตัวการก่อร่างพัง

กระดูกในร่างกายเรามีทั้งหมด 206 ชิ้นที่เป็นโครงสร้างของร่างกายและทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ ไขกระดูกบางชนิดจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว และเส้นเอ็นจะเป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทุกส่วนล้วนทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่องย่อมกระทบส่วนอื่นๆ ไปด้วย สำหรับกระดูกสันหลัง นอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ กระดูกสะบัก กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครงอีกด้วย สำคัญขนาดนี้เลยอยากจะชวนทุกคนมาดูแลกระดูกสันหลังกันสักหน่อย

เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังของเราอย่างไม่รู้ตัว มาดูกันว่าอะไรบ้างที่เราควรจะเลิกเพื่อช่วยถนอมรักษากระดูกสันหลังของเรา

1. นั่งไขว่ห้าง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คุณสาวๆ อย่านั่งไข่วห้าง ถึงนั่งแล้วจะได้สรีระรูปตัวเอส (s) ดึงดูดสายตาชวนให้เหลียวมอง แต่สังเกตซักนิดว่าเวลาเรานั่งไขว่ห้างนานๆ เท้าอาจจะเริ่มชาจนต้องสลับข้าง เพราะเลือดเดินไม่สะดวก เวลานั่ง ตัวก็จะตะแคงบิดมาอีกด้านหนึ่ง ยิ่งถ้านั่งเป็นประจำน้ำหนักตัวก็จะทิ้งไปด้านเดียว กระดูกก็จะถูดบิดเป็นประจำทำให้หลังเสียโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้นั่งวางเท้าชิดกันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหันไหล่ตรงก็เป็นท่านั่งที่ทำให้หุ่นดูสวยไม่แพ้กัน

2. การกอดอก ถึงมีเรื่องที่ต้องขบคิด เครียด หรือมีเรื่องหนักอก แนะนำว่าอย่าเอามากอดไว้กับอกเลย เพราะเวลาที่เรากอดอกนั้น สรีระช่วงบน อย่างสะบัก และหัวไหล่ต้องยืดยาว และค้อมไปด้านหน้า แถมคอก็ยังยืดออกเหมือนเต่า ทำให้ปวดหลังได้แบบไม่รู้ตัว อีกทั้งยังจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี เกิดอาการปวดหัวได้อีก กอดอก อีกท่าที่เคยชินแต่อาจทำร้ายหลังแบบไม่รู้ตัว

3.ท่ายืนพักขา การยืนพักขาแม้จะจะเป็นท่าที่สบาย แต่ทราบไหมคะว่าการพักขาจะเป็นการทิ้งน้ำหนักให้เป็นภาระด้านกับร่างกายด้านหนึ่ง สะโพกก็จะเอียง กระดูกสันหลังก็โค้งตามไปด้วย ไม่ดีต่อสมดุลของร่างกายอย่างแน่นนอน การยืนที่ดีที่สุดก็เพียงแค่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน ง่ายๆ แค่นี้เอง

4.นั่งหลังงอ จำไว้ว่าหลังต้องตรงเหมือนตุ๊กตาหุ่นที่มีใครมาดึงเชือกด้านบนไว้ตลอด บางครั้งการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เราอาจเผลอก้มหน้าไปจนติดจอ หลังค่อม งอ โค้ง ไม่น่าดู ยิ่งนานวันเข้ากระดูกก็จะงอคดตามจนผิดรูป ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง แก้ไขได้ยาก ทางที่ดีควรปรับระดับความสูงและความเอียงของจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และเตือนตัวเองไว้เสมอๆ ให้นั่งหลังตรงตลอดเวลา

5.นั่งเก้าอี้หมิ่นๆ จะเพราะกระโปรงสั้น หรือเก้าอี้สูงนั่งไม่สบาย ทำให้สาวๆ บางคนต้องนั่งหมิ่นๆ แต่รู้ไหมคะว่ากล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักขนาดไหนในการรับน้ำหนัก ลองนึกภาพก็จะเหมือนกับการวางของหนักๆ ไว้บนฐานที่แคบๆ เวลานั่งเก้าอี้จึงควรนั่งแบบเต็มก้นจะดีกว่า

6.นอนขดเป็นดักแด้ เวลานอนถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะพักผ่อนอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อทุกส่วนต้องสบาย และการนอนแต่ละครั้ง ร่างกายจะอยู่ในท่าเดิมๆนั้นๆ นานหลายชั่วโมง การนอนขดตัวจะทำให้กระดูกงอโค้ง กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งไม่ได้พักผ่อน คนที่นอนอาจตื่นมาไม่สดชื่นนัก เพราะร่างกายไม่ได้ผ่อนคลายจริงๆ นั่นเองค่ะ ท่านอนที่ดีท่าหนึ่ง คือการนอนตะแคงขวา โดยมีหมอนข้างใบน้อยช่วยรับน้ำหนักของร่างกายบางส่วน ท่านอนท่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังแล้ว ยังจะทำให้หัวใจทำงานได้สะดวกอีกด้วย

7.ส้นสูง ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารองเท้าส้นสูงถึงใส่แล้วจะดูขายาว หุ่นเพรียวสวย แต่ก็เป็นภัยร้ายแรง ทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ อาการปวดหลังก็ตามมา แนะนำว่าถ้าเลี่ยงได้ ลองมองหารองเท้าส้นเตี้ยที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับรูปเท้า และรองรับน้ำหนักจากการเดินได้ดีจะดีกว่า

รู้จักพฤติกรรมที่เป็นภัยร้ายกับกระดูกสันหลังกันแล้ว มาปรับพฤติกรรมของเราตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการป้องการอาการบาดเจ็บแล้ว ยังช่วยให้มีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วย

 

ภาพ : freepik

ข้อมูล : ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก

เทรนด์ใหม่วัยรุ่นไทยกับ 3 ไอเดียเที่ยวสนุกเชิงอนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596470

  • วันที่ 01 ส.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

เทรนด์ใหม่วัยรุ่นไทยกับ 3 ไอเดียเที่ยวสนุกเชิงอนุรักษ์

วัยรุ่นไทยกับไอเดียท่องเที่ยวสนุกอนุรักษ์ท้องทะเลช่วยเซฟชีวิตพันธุ์สัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

เป็นกระแสโด่งดังไม่น้อยกับ “มาเรียมฟีเวอร์” จากกรณีลูกพะยูนน้อยพลัดหลงแม่บริเวณเกาะลิบง จ.ตรัง ที่นอกจากความน่ารักและพฤติกรรมสุดขี้อ้อน จนกลายเป็นที่ชื่นชมและครองใจชาวโซเชียลแล้ว ยังช่วยปลุกกระแสการอนุรักษ์ให้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง

จากผลสำรวจปริมาณขยะทะเลทั่วโลกล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอร์เจีย พบว่า ทะเลไทยกำลังประสบภาวะวิกฤตมลพิษทางทะเล หรือขยะทะเลอย่างรุนแรง หรือจัดอยู่ในประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งปัญหาขยะในทะเลนั้น ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความเสียหายกับเรือ เครื่องมือประมง ทำลายทัศนียภาพอันสวยงามแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ พันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์น้ำทั้งบริเวณชายหาด และใต้ท้องทะเลอีกด้วย

ปัจจุบันมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มต้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถใช้เวลาพักผ่อนไปพร้อมกับช่วยอนุรักษ์ท้องทะเลได้ไปพร้อมๆ กัน ผ่าน 3 เทรนด์กิจกรรมเชิงอนุรักษ์ยอดฮิต ได้แก่

1.อาสาเก็บขยะพลาสติก

ปริมาณขยะพลาสติกจำนวนมากเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งปลายทางของปริมาณขยะมหาศาลท้ายที่สุดจะไปกระจุกตัวอยู่ในท้องทะเล กิจกรรมเก็บขยะริมทะเล คัดแยกประเภทขยะเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ จึงมักเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเยาวชน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนแล้ว ยังสร้างเสริมความสมัครสมานสามัคคี นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดสู่การเสริมสร้างพฤติกรรมการลดใช้พลาสติก หันมาใช้วัสดุที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อาทิ การพกถุงผ้าไปซื้อของริมชายหาก พกแก้วน้ำส่วนตัวเวลาไปซื้อน้ำ หรือเตรียมภาชนะบรรจุอาหารที่สามารถใช้ซ้ำได้ เพื่อลดปริมาณการใช้ขยะพลาสติกอีกด้วย

2.อาสาอนุบาลสัตว์น้ำ

การจับสัตว์น้ำ หรือการให้อาหารสัตว์ทะเล เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งเมื่อเราเดินทางล่องเรือออกไปในทะเล เนื่องจากจะทำให้พฤติกรรมของสัตว์เปลี่ยนแปลงไป เช่น สัตว์บางชนิดมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เป็นมิตร เกิดการแย่งอาหาร หรือพฤติกรรมการหาอาหารเปลี่ยนแปลงไป จนทำให้ระบบนิเวศไม่สมดุล จากปัญหาเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของเทรนด์อนุบาลสัตว์ทะเลที่มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ่ออนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ การให้อาหาร และใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันกับเหล่าสัตว์ทะเล ฯลฯ ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ที่จะสามารถแนะแนวทางและวิธีที่เหมาะสม ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล

3.อาสาดำน้ำเก็บซากอวนประมง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนพบว่า อัตราการตายของสัตว์ทะเลสูงถึงร้อยละ 20-40 มีสาเหตุมาจากการพันรัดของขยะทะเลภายนอก เช่น เศษอวน เนื่องจากไปติดพัน และทำให้สัตว์ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติจนล้มตายลงในที่สุด อีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตสำหรับคนรักทะเลจึงหนีไม่พ้นอาสาสมัครเก็บซากอวนประมง บริเวณแนวปะการัง ที่เป็นเสมือนศูนย์กลางการดำเนินชีวิตสำหรับสัตว์ทะเลในระยะยาว

นางสาววันวิสาข์ โคมินทร์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความต้องการท่องเที่ยวพักผ่อน เป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แต่ข้อสำคัญอย่างยิ่ง ได้แก่ การท่องเที่ยวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ด้านธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทยเอง ล่าสุด ได้จัดกิจกรรมสุดกรีนจากหนึ่งในไอเดียเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภายใต้โครงการ “SAVE the Ocean – Clean the SEA” ที่เปิดโอกาสให้อาสาสมัครซิตี้ร่วมกิจกรรมเก็บซากอวนประมง และขยะใต้ทะเล ซึ่งเป็นขยะที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ และเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ เพื่อร่วมเป็นแรงขับเคลื่อนในการอนุรักษ์ท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการ วันชุมชนซิตี้ 2562 หรือ Citi Global Community Day 2019 ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสังคมในหลากหลายมิติ สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามรอยพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

นับว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีไม่น้อย ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกับเทรนด์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถนำไปประยุกต์กับแผนการท่องเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเชื่อว่าพฤติกรรมการท่องเที่ยวเหล่านี้จะได้รับการแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ก่อนที่สัตว์น้ำเพื่อนร่วมโลกแสนน่ารัก จะถึงคราวสูญพันธุ์ไปจากท้องทะเล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น.เอ. สาขากรุงเทพมหานคร หรือ www.citibank.co.th

6 วิธีกระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ผลักดันองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593366

  • วันที่ 01 ส.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

6 วิธีกระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ผลักดันองค์กร

ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันองค์กรและเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวสู่โมเดล Thailand 4.0 ได้อย่างตรงเป้าหมาย

องค์กรธุรกิจยุคปัจจุบันจึงต้องการไอเดียสร้างสรรค์มาช่วยให้คนและองค์กรสามารถขับเคลื่อนภารกิจสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งหน้าที่ของการสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดเพียงฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่สามารถฝึกกันได้ และเป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร ซึ่ง 6 ไอเดียนี้น่าจะช่วยได้

1. เปิดกว้างเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพราะวิธีการที่เคยใช้แล้วได้ผลดี ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ไปตลอด ทุกคนจึงควรเลิกยึดติดกับการทำงานรูปแบบเก่า และให้เวลากับทีมในการทดลองสิ่งใหม่ๆ และกล้าเสี่ยงที่จะล้มเหลวบ้าง โดยอย่าลืมว่าไอเดียเจ๋งๆ ที่เกิดขึ้น กว่าจะได้มาก็ต้องแลกกับการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

2. สร้างค่านิยมแห่งการสร้างสรรค์ พร้อมปลูกฝังทุกคนในทีม การสร้างค่านิยมแห่งการสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถือเป็นตัวกำหนดแนวทางการทำงานให้พนักงานทุกคน เช่น ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในทุกชิ้นงาน โดยหัวหน้าหรือองค์กรต้องหมั่นสื่อสารให้พนักงานได้ตระหนักและรับรู้ ซึ่งสามารถทำได้โดยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ตลอดจนคอยกระตุ้นให้ทุกคนยึดถือแนวคิดนี้ในการทำงานอยู่เสมอ

3. กำหนดเป้าหมายแต่ไม่กำหนดวิธีการ หากมัวแต่คอยกำกับว่าพนักงานต้องทำอะไรบ้าง แล้วจะคาดหวังให้ได้งานหรือผลลัพธ์ที่แปลกใหม่จากพนักงานได้อย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ การบอกให้พนักงานเข้าใจถึงเป้าหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอแนวทางการทำงานที่แตกต่าง แต่สามารถไปถึงเป้าหมายได้เช่นกัน ซึ่งการทำแบบนี้อาจได้เห็นแนวคิดดีๆ ที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็ได้

4. สร้างบรรยากาศแห่งความคิดสร้างสรรค์ บรรยากาศในการทำงานเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เช่น การตกแต่งออฟฟิศให้มีสีสันสดใส มีห้องนั่งเล่นให้พนักงานได้ผ่อนคลายในยามที่เครียด หรือมีกิจกรรมสนุกๆ ให้พนักงานร่วมกันทำ บางองค์กรอาจให้พนักงานออกมาบอกเล่าเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร เทคโนโลยี เทรนด์ใหม่ๆ ของโลก ตลอดจนเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งวิธีการนี้ยังเป็นเหมือนการอัพเดทความรู้ใหม่ๆ ให้กับพนักงานคนอื่นด้วย

5. อย่ารีบด่วนตัดสินใจ หลายครั้งที่พนักงานมักจะพลาดโอกาสในการสร้างผลงานที่ดีกว่า เพียงเพราะหัวหน้าหรือองค์กรรีบตัดสินใจ ดังนั้น ควรมองหาหรือนำความคิดอื่นมาเปรียบเทียบเพิ่มเติม แต่บางสถานการณ์ที่ต้องการความรีบด่วนก็อาจจะใช้วิธีนี้ไม่ได้ ซึ่งก็ต้องปรับใช้กันไปตามความเหมาะสม

6. อย่าปล่อยให้พนักงานจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ นานเกินไป บางครั้งการอยู่ในบรรยากาศหรือการทำงานร่วมกับคนเดิมๆ ก็อาจจะทำให้พนักงานขาดความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะภายนอกยังมีอีกหลายสิ่งมากมายให้ออกไปเจอและศึกษาค้นคว้า ดังนั้น หากหัวหน้าหรือองค์กรสามารถให้พนักงานออกไปเปิดโลกทัศน์ เช่น การไปศึกษาดูงาน อาจทำให้พนักงานได้แนวคิดใหม่ และนำกลับมาใช้กับการทำงานในองค์กรได้

ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่สร้างได้ แม้พนักงานบางคนอาจจะไม่ได้มีความคิดที่โดดเด่นมากนัก แต่ในรูปแบบของการทำงานเป็นทีม แค่บางส่วนของความคิดเห็นก็สามารถนำมาปะติดปะต่อให้กลายเป็นไอเดียที่ดีเยี่ยมได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหัวหน้างานที่จะต้องเชื่อมต่อไอเดียเล็กๆ เหล่านั้นให้กลายเป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์แบบ หรือนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

 

ภาพ : freepik

หยุดการล้มละลายทางสุขภาพ ลดละเลิกหวานมันเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596324

  • วันที่ 01 ส.ค. 2562 เวลา 08:30 น.

หยุดการล้มละลายทางสุขภาพ ลดละเลิกหวานมันเค็ม

อาหารช่วยให้มีพลังทำกิจกรรมต่างๆ และส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ถ้ากินอาหารหวาน มัน เค็ม ในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพและสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จนบางคนตกอยู่ในสภาพของ “การล้มละลายทางสุขภาพ” มาเริ่มต้นสุขภาพที่ดีกับการหยุดอาหารหวาน มัน และเค็มกันเถอะ

หยุดหวาน…ตัดวงจรโรคเบาหวาน

คนไทยกินอาหารรสหวานมากขึ้น สังเกตได้จากอาหารที่ขายเกือบทุกชนิดในปัจจุบันมีรสหวานขึ้น ในทางโภชนาการ น้ำตาลจัดเป็นแหล่งพลังงานว่างเปล่า คือให้แต่พลังงาน โดยไม่ให้สารอาหารอื่นที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย ในขณะที่อาหารอื่นๆ เช่น ข้าว ผลไม้ จะให้ทั้งพลังงาน แร่ธาตุ วิตามิน และสารสำคัญอื่นๆ ดังนั้น การกินน้ำตาลมากทำให้ได้แต่พลังงานที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อพลังงานมากเกินไปก็จะทำให้อ้วนและมีการสะสมเป็นไขมัน

หยุดมัน…ตัดวงจรโรคหลอดเลือดและหัวใจ

ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ที่ละลายในไขมัน นอกจากนี้ ยังให้พลังงานมากกว่าอาหารประเภทอื่น คือไขมัน 1 ก.ให้พลังงานสูงถึง 9 กิโลแคลอรี ขณะที่คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่ได้จากอาหารประเภทแป้งและเนื้อสัตว์ให้พลังงานเพียง 4 กิโลแคลอรีต่อ ก. ดังนั้น การกินไขมันมากจะทำให้อ้วนง่าย เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและหัวใจ จึงควรหลีกเลี่ยงของทอดและอาหารผัดต่างๆ ที่ใช้น้ำมันมาก

หยุดเค็ม…ตัดวงจรโรคความดันโลหิตสูงและไตวายเรื้อรัง

ความเค็มของอาหารมาจากสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ หรือที่รู้จักกันในนามของเกลือแกง เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นกับร่างกาย มีหน้าที่ควบคุมความดันออสโมติก รักษาปริมาณของน้ำที่อยู่ในเซลล์และนอกเซลล์ให้สมดุล ช่วยให้ระบบไหลเวียนของเหลวภายในร่างกาย รวมถึงปริมาตรของเลือดและความดันเลือดเป็นปกติ แม้จะมีประโยชน์มากมายกับร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมที่มากเกินไปก็เป็นผลเสียต่อสุขภาพ คือทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ เป็นภาระกับไตในการขับโซเดียมที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย เกิดโรคความดันโลหิตสูง มีภาวะแทรกซ้อนต่อสมอง หัวใจ ตับ และไต อาจทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้ามีความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานและไม่ได้รับการรักษา

 

ภาพ freepik

เรื่องของ “เก๊าต์” ที่เราต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596322

  • วันที่ 31 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เรื่องของ "เก๊าต์" ที่เราต้องรู้

เจ็บๆ ปวดๆ บริเวณข้อ…นี่เราแค่เสี่ยง!! หรือกำลังเป็นโรคเก๊าต์แล้วกันแน่ มาดูอาการและสาเหตุของโรคเก๊าต์ แล้วเช็กตัวเองกันสักหน่อย

เก๊าต์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่ทำให้มีอาการปวดแสบร้อน บวม แดง ตามข้อต่ออย่างเฉียบพลันเป็นระยะๆ อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อเดียวหรือหลายข้อต่อพร้อมกัน

อาการของโรคเก๊าต์

โรคนี้จะก่อให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงตามข้อต่อ ที่พบได้บ่อยที่สุดคือข้อต่อนิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็สามารถเกิดกับข้อต่อหลายส่วนตามร่างกายได้ เช่น ข้อเท้า ข้อศอก หัวเข่า ข้อต่อกระดูกมือ หรือข้อมือ อาการปวดจะรุนแรงในช่วง 4-12 ชั่วโมงแรก จากนั้นจะเริ่มปวดน้อยลงและมีอาการดีขึ้นภายใน 7-10 วัน แต่ในบางรายอาจมีอาการปวดได้นานหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์

นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น ข้อต่อเกิดการอักเสบและติดเชื้อ อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อต่อ จนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นสีแดง บวมแดง และแสบร้อน เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวกจากภาวะข้อติด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกความรุนแรงของโรคที่เพิ่มมากขึ้น หรือผิวหนังบริเวณข้อต่อเกิดการลอกหรือคันหลังจากอาการของโรคดีขึ้น ซึ่งอาการของโรคเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และมักเป็นๆ หายๆ จนกว่าจะได้รับการรักษา โดยมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนได้บ่อยกว่าช่วงเวลาอื่น

อย่างไรก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์หากผู้ป่วยมีไข้ ปวดข้ออย่างรุนแรง จนทำให้ผิวหนังบวมแดงและแสบร้อนขึ้น เพราะอาการปวดข้ออาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดได้ว่าเป็นสัญญาณของโรคข้ออื่นๆ การปล่อยให้โรคพัฒนารุนแรงขึ้นโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่อาการปวดอย่างเรื้อรังและสร้างความเสียหายให้กับข้อต่อได้

สาเหตุของโรคเก๊าต์

โรคเก๊าต์เป็นผลมาจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งเป็นภาวะของร่างกายที่มีการสะสมของกรดยูริกในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดการตกผลึกตามข้อต่างๆ จนเกิดอาการปวดบวมตามข้ออย่างรุนแรงและอาการอื่นๆ ของโรคตามมา

กรดยูริกเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งในเลือดที่ได้มาจากการย่อยสลายสารพิวรีนในเนื้อเยื่อทั่วร่างกายและอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยร่างกายจะมีการปรับสมดุลของกรดยูริกด้วยการกรองจากไตก่อนมีการขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ เมื่อมีปริมาณกรดยูริกมากขึ้นจากการสร้างของร่างกาย จากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง หรือไตมีความผิดปกติในการกรองสารพิวรีน มักนำไปสู่ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น

  • การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก
  • การรับประทานอาหารทีมีสารพิวรีนมากเกินไป เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก กุ้งเคยหรือกะปิ ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ สารสกัดจากยีสต์
  • ได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ
  • การดื่มน้ำอัดลมเกินปริมาณที่พอดีต่อวัน ซึ่งมีการศึกษาพบว่าการดื่มน้ำอัดลมประเภทที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอาจเพิ่มการสะสมกรดยูริกในเลือดได้สูงถึง 85% นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงผลไม้และน้ำผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก
  • อาการเจ็บป่วยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเซลล์ในร่างกายอย่างรวดเร็ว เช่น โรคสะเก็ดเงินขั้นรุนแรง หรือความผิดปกติทางเลือดบางอย่าง
  • ยาบางประเภทที่ส่งผลต่อระดับกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาขับปัสสาวะ  ยาเคมีบำบัดบางชนิด ยาแอสไพริน และยาลดความดันโลหิตบางชนิด
  • โรคประจำตัวหรือสภาวะของร่างกายบางอย่าง เช่น ภาวะอ้วน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ไตทำงานผิดปกติ โรคเบาหวาน โรคพร่องเอนไซม์
  • ความผิดปกติของไขกระดูก โรคหลอดเลือดผิดปกติ
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าต์ โดยพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคเก๊าต์จะมีบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วย

 

ภาพ freepik

อะไรควรกิน-ไม่ควรกิน เมื่อเป็นกรดไหลย้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596194

  • วันที่ 29 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

อะไรควรกิน-ไม่ควรกิน เมื่อเป็นกรดไหลย้อน

“กรดไหลย้อน” โรคยอดฮิตที่เกิดมากขึ้นเพราะไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เร่งรีบ รวมไปถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง

กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร จนทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยผู้ป่วยจะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ หากปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้ แม้โอกาสเกิดจะไม่มากนักก็ตาม

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นกรดไหลย้อน

ได้แก่ อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว อาหารหมักดอง ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่น สับปะรด ส้ม มะนาว อาหารที่ทำมาจากถั่ว เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) น้ำอัดลมที่มีทั้งแก๊สและกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลัง

อาหารควรกินเพราะมีส่วนช่วยบรรเทากรดไหลย้อน

ได้แก่ เครื่องดื่มร้อน เช่น ชาสมุนไพร ชาขิง ชามินต์ ช็อกโกแลตร้อน น้ำเต้าหู้ หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยขับลม ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง เน้นรับประทานทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ กล้วยหอม หรือแอปเปิล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก

ส่วนที่หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกรดไหลย้อนกำเริบ การดื่มนมจะช่วยเคลือบกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วนมอาจไปเพิ่มปัญหาให้กระเพาะโดยไม่รู้ตัว เพราะลำไส้ของบางคนไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนม จึงมักเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึงท้องเสีย แทรกขึ้นมาจากอาการกรดเกินที่เป็นอยู่ ดังนั้น ควรเลือกนมที่ไม่มีแลคโตสที่หาได้ตามท้องตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ให้กระเพาะไม่ทำงานหนักกว่าเดิม สามารถเคลือบกระเพาะได้ และอยู่ท้อง

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นกรดไหลย้อน

  • เมื่อมีอาการควรลุกขึ้นนั่งหลังตรงสักพัก เพื่อควบคุมอาการที่กำเริบ ให้กรดที่หลั่งออกมาอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ไม่ระคายเคืองหลอดอาหาร
  • หากจะเอนหลังพักหรือนอนให้ปรับหมอนหนุนให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนนอนต่อ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว ป้องการเกิดอาการซ้ำ
  • เมื่ออยู่ในช่วงที่ทำงานหนัก หรือเร่งรีบ รเจียดเวลาไปรับประทานข้าวไม่ได้ ควรมีขนมชิ้นเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้เพื่อรองท้องให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะ ทางที่ดีควรเป็นขนมปังเพราะโซเดียมต่ำ ไม่ผ่านการทอด ไม่อย่างนั้นแล้วกระเพาะจะต้องทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม หรือจะพกกล้วยน้ำว้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพราะกล้วยน้ำว้าสามารถแก้ปัญหากรดเกินเฉพาะหน้าได้ แต่มีเคล็ดลับคือ ต้องเลือกลูกที่กำลังเขียว-ห่าม เพราะกล้วยห่ามจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกเคลือบกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ทำลายระบบธรรมชาติของร่างกาย
  • อีกวิธีที่ดีคือมียาลดกรด-เคลือบกระเพาะไว้ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินได้ทันท่วงที บางสูตรออกฤทธิ์เร็วเพียง 5 นาทีก็บรรเทาอาการได้แล้ว โดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาและร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพียงเท่านี้ก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้แล้ว

อาการปวดคอ สาเหตุที่พบบ่อยและวิธีป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596163

  • วันที่ 29 ก.ค. 2562 เวลา 10:15 น.

อาการปวดคอ สาเหตุที่พบบ่อยและวิธีป้องกัน

เช็กลิสต์หาต้นตอของการปวดคอ ด้วย 4 สาเหตุที่พบบ่อย พร้อมหาวิธีป้องกัน…รู้เท่าทันก่อนปวดเรื้อรังรักษาหายยาก

ช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนบ่นให้ฟังว่า “ปวดคอ” พอถามสาเหตุ บ้างก็ไม่รู้ บ้างว่าบอกนอนตกหมอน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มีสาเหตุที่ร้ายแรงและสามารถทุเลาลงภายในไม่กี่วัน แต่อาการปวดต้นคอที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรง อย่างการได้รับบาดเจ็บหรือป่วยเป็นโรคที่ต้องรับการรักษาจากแพทย์ หากเกิดอาการปวดต้นคออยู่เรื่อยๆ ติดต่อกันนานมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ หรือเกิดอาการชา มือและแขนอ่อนแรง หรือเจ็บแปลบที่ไหล่หรือแขน ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษา

สาเหตุของอาการปวดคอที่พบบ่อย

1.พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ทำซ้ำๆ

  • ติดโทรศัพท์มือถือ คนที่เล่นโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ ล้วนเสี่ยงต่ออาการปวดหลัง เนื่องจากมักจะก้มหน้าตลอดเวลา การก้มหน้านานๆ ก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน ทำให้ปวดคอได้
  • นอนผิดท่า ท่านอนก็มีผลต่ออาการปวดคอเช่นกัน การนอนผิดท่า นอนตกหมอน หมอนไม่ตรงกับสรีระ หมอนสูงหรือต่ำเกินไป ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดหลัง ดังนั้นจึงควรเลือกหนุนหมอนให้เหมาะกับตัวเอง หากปวดคอมากๆ อาจหันมาเลือกใช้หมอนโฟมหรือหมอนที่ผลิตมาเพื่อผู้ที่ประสบปัญหานี้โดยเฉพาะ น่าจะพอทำให้อาการปวดคอลดลง
  • ออกกำลังกายหนักเกินไป การออกกำลังกายหนักเกิน หรือฝืนขีดจำกัดของตัวเอง ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ โดยเฉพาะการเล่นเวทเทรนนิ่ง และการยกน้ำหนัก การรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ไม่ฝืนร่างกายจนเกินไป รวมไปถึงการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย น่าจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
  • สะพายกระเป๋าหนัก หลายๆ คน โดยเฉพาะผู้หญิง มักใส่ของทุกอย่างลงในกระเป๋าสะพายประหนึ่งว่าจะแบกบ้านไปด้วย ซึ่งการที่เราแบกกระเป๋าหนักๆ ทุกวันแบบนี้ มีส่วนทำให้สายสะพายของกระเป๋าไปกดไหล่ลง ทำให้ปวดคอและไหล่ ดังนั้นหากเกิดอาการปวดคอ ให้ลองเช็กน้ำหนักของกระเป๋าสะพายดูก่อน อาจจะทำให้อาการดีขึ้นได้

ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เป็นอาการปวดต้นคอที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากกล้ามเนื้อแข็งเกร็งนั้นมาจากกิจกรรมหรือพฤติกรรมในการใช้งานกล้ามเนื้อคอที่ผิดท่าและนานเกินไป รวมทั้งการจัดวางระเบียบท่าทางไม่ถูกต้อง

2.การได้รับบาดเจ็บที่คอ

คอถือเป็นอวัยวะเปราะบาง เสี่ยงได้รับบาดเจ็บได้ง่าย โดยอาการบาดเจ็บที่คอเกี่ยวเนื่องกับการที่ศีรษะถูกกระชากทันที มักเกิดขึ้นหลังจากได้รับการกระทบกระเทือนโดยไม่ทันตั้งตัว เช่น รถชน เป็นต้น ภาวะดังกล่าวทำให้ข้อต่อหรือเอ็นของคอได้รับความเสียหาย นอกจากอาการปวดต้นคอและคอแข็งแล้ว การได้รับบาดเจ็บที่คอยังทำให้กล้ามเนื้อคอตึง เคลื่อนไหวคอได้น้อยลงและจะเจ็บเมื่อต้องหันคอ รวมทั้งปวดหัวด้วย

3.ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม

มักเป็นสาเหตุอาการปวดต้นคอในผู้สูงอายุ บางครั้งก็เรียกภาวะนี้ว่า โรคกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม (Cervical Spondylosis) มักไม่ปรากฏอาการ หากกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมอยู่ใกล้เส้นประสาทจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บลามไปตั้งแต่แขน เป็นเหน็บ และชาที่มือและขา ทั้งนี้ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีส่วนใหญ่จะเกิดกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมโดยอาจไม่มีอาการปวดต้นคอ

4.เส้นประสาทถูกกด

อาการปวดต้นคอที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดนั้นมีสาเหตุมาจากโรครากประสาทคอ (Cervical Radiculopathy) โดยส่วนใดส่วนหนึ่งของกระดูกสันหลังที่อยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลังนั้นแยกออกและมีเจลข้างในกระดูกนูนออกมาข้างนอกใกล้กับเส้นประสาท พบในผู้สูงอายุได้บ่อยกว่า เนื่องจากกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อมและสูญเสียมวลน้ำเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระดูกขาดความยืดหยุ่นและเสี่ยงต่อการกระดูกแยกได้ง่าย นอกจากปวดต้นคอแล้ว อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น รู้สึกชา เกิดอาการเหน็บชา แขนบางส่วนเจ็บและอ่อนแรง ผู้ป่วยอาจรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ ทั้งนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยบางราย

การป้องกันอาการปวดคอ

ส่วนใหญ่แล้ว อาการปวดต้นคอมักมีสาเหตุมาจากการจัดวางท่าทางไม่ถูกต้อง รวมทั้งภาวะกระดูกเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น การตั้งศีรษะให้ตรง อยู่ตรงกลางตามแนวกระดูกสันหลังคือวิธีป้องกันอาการดังกล่าว ซึ่งมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  1. จัดท่าทางให้ถูกต้อง เมื่อยืนหรือนั่งควรให้ไหล่ตั้งตรงอยู่ในแนวเดียวกับสะโพก เช่นเดียวกับใบหูที่อยู่เหนือไหล่ในแนวเดียวกัน
  2. ควรเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ไม่ควรนั่งทำงานท่าเดิมนานเกินไป
  3. จัดโต๊ะทำงาน โดยให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ปรับเก้าอี้ให้นั่งแล้วหัวเข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย และใช้เก้าอี้ทำงานที่มีที่พักแขน
  4. ไม่ควรคุยโทรศัพท์โดยแนบไว้ระหว่างไหล่กับหู ควรเปิดลำโพงหรือใช้หูฟังในการคุยโทรศัพท์แทน
  5. หยุดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้เสี่ยงเกิดอาการปวดต้นคอได้สูง
  6. ไม่ควรแบกหรือสะพายกระเป๋าหนักๆ ไว้บนไหล่ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง
  7. ควรนอนให้ศีรษะและคออยู่ในแนวเดียวกับร่างกาย โดยใช้หมอนเล็กๆ รองคอไว้ นอนราบให้หลังติดที่นอนและใช้หมอนรองต้นขาให้สูงขึ้น

7 ผลไม้ต้านมะเร็ง กินได้ทุกวันทั้งก่อนและหลังป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596143

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 17:10 น.

7 ผลไม้ต้านมะเร็ง กินได้ทุกวันทั้งก่อนและหลังป่วย

นอกจากยาและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคมะเร็ง การเลือกกินอาหารและผลไม้ ก็จะทำให้เราสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งได้ด้วย ลองมาดูกันว่า 7 ผลไม้ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านมะเร็งนั้นมีอะไรกันบ้าง

มะเร็งเป็นโรคร้ายอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทย โดยผู้ชายมีสถิติการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนผู้หญิงมักจะเสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านม การเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งนั้นมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากการดูแลสุขภาพของคนในปัจจุบันที่มีปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่าย ทั้งอาหารการกิน การออกกำลังกาย รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ หากเราลองมองรอบตัวให้ดีก็จะพบว่าการดำเนินชีวิตของเรานั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ส่วน วิธีที่จะป้องกันไม่ให้โรคร้ายมาเยือนหรือช่วยบรรเทาให้อาการของโรคเบาบางลงง่ายๆ คือการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงอาหารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เช่น ผลไม้ต้านมะเร็งทั้ง 7 อย่างนี้

มังคุด

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า สารสกัดจากมังคุดช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด TH1 และ TH 17 ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกำจัดและป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้ ไม่เว้นแม้แต่มะเร็งเต้านม อีกทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาว TH1 ยังเป็นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง สามารถช่วยป้องกันโรคได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งร้าย นอกจากนี้ ในมังคุดมีสารแซนโทน (Xanthone) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายในร่างกายช่วยต้านมะเร็งได้

 

ทับทิม

งานวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐ พบว่า น้ำทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง และยังมีไฟโตนิวเทรียนท์ รวมถึงกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ และยับยั้งการขยายตัวของเซลล์ผิดปกติซึ่งอาจจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ประเทศสหรัฐ ยังระบุด้วยว่า สารเอลลาจิกในทับทิม สามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของผู้หญิงได้อีกด้วย

ส้ม

ผลการศึกษาของ Texas A&M University เผยว่า นอกจากส้มรวมไปถึงมะนาวและเลม่อนจะเปี่ยมไปด้วยวิตามินซีแล้ว ยังมีคุณสมบัติต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากมีสารแคโรทีนอยด์ค่อนข้างสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย มีส่วนช่วยลดโอกาสในการเกิดมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง และที่กระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ในเปลือกส้มยังมีฤทธิ์ในการช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้ด้วย

 

มันเทศ

มันเทศนอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เบต้าแคโรทีน ไฟเบอร์ วิตามินอี วิตามินซี ไรโบฟลาวิน โพลีฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดคาเฟอิกแล้ว การศึกษาจาก The International Potato Center เผยว่า ในมันเทศหรือมันหวานยังเปี่ยมไปด้วยกรดคาเฟโออิวควินิก (Caffeoylquinic Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม แต่ก็อย่าเผลอกินมันเทศแบบจัดหนัก เพราะอย่าลืมว่ามันเทศเป็นพืชหัวที่มีคาร์โบไฮเดรตอยู่เยอะ ดังนั้นหากไม่อยากอ้วนก็พยายามอย่ากินเป็นของว่างมื้อดึกก็แล้วกัน

องุ่น

ทั้งในองุ่นแดงและองุ่นเขียวมีสารที่ช่วยต้านมะเร็งได้ องุ่นเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยให้ร่างกายป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมากได้ ในขณะที่องุ่นแดงนั้นช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งและช่วยป้องกันเนื้องอกได้อีกด้วย

ลิ้นจี่

ผลไม้หอมหวานชื่นใจรสชาติหวานอมเปรี้ยว ในเนื้อลิ้นจี่และเปลือกลิ้นจี่มีสารฟลาโวนอยด์หลายชนิด ซึ่งสารฟลาโวนอยด์ในลิ้นจี่นั้นมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

เบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่มีคุณสมบัติต้านเซลล์มะเร็งร้าย โดยงานวิจัยพบว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ โดยเฉพาะบลูเบอร์รี่มีสารพฤกษเคมีจำพวกแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สูง ซึ่งช่วยชะลอการเกิดเซลล์มะเร็ง และลดเซลล์มะเร็งเต้านมในหนูทดลองได้ถึง 60-75% เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่ไม่ได้กินบลูเบอร์รีเป็นประจำ

หมอเผยประโยชน์ของรังนกจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/596122

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

หมอเผยประโยชน์ของรังนกจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท ชี้ 3 ประโยชน์ของ “รังนก” ดีกับผิวพรรณ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ดีต่อระบบประสาท

รังนก (Edible bird’s nests) ถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าเป็นที่นิยมของคนจีนมาเป็นเวลานานนับพันปี ได้รับการขนานนามว่า “คาเวียร์แห่งตะวันออก (Caviar of the East)” รังนกเป็นผลผลิตที่ได้จากน้ำลายของนกนางแอ่น (Swiftlet หรือ Collocalia) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aerodramus fuciphagus

รังนกแท้คุณภาพดีดูกันอย่างไร

รังนกแท้ที่คุณภาพดีที่สุดคือ รังนกแท้ สีเหลืองทองจากถ้ำธรรมชาติที่เก็บครั้งแรกของปี เพราะรังนกจะมีขนาดใหญ่ เนื้อหนา มีสิ่งเจือปนน้อย

รู้จักประโยชน์ของรังนก

สำหรับคุณประโยชน์ของรังนกนั้น หมอหนุ่ม-นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์ปฏิบัติการนิวทริชัน Royal Free Hospital ลอนดอน อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ไอดีไลฟ์คลินิก ให้ข้อมูลว่า รังนกอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ รังนกประกอบด้วย ไกลโคโปรตีน (คาร์โบไฮเดรตเชื่อมต่อกับโปรตีน) โปรตีน คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิด เช่น ทรีโอนีน ทริปโตแฟน ซีสตีน และไทโรซีน มีแร่ธาตุหลากหลายได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ารังนกมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ได้แก่

รังนกดีต่อผิวพรรณ รังนกมีโปรตีนแบบพิเศษที่มีโครงสร้างเหมือนกับอีพิเดอร์มอล โกรท แฟคเตอร์ (Epidermal Growth Factor หรือ EGF) ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว EGF ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสลาย ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย

นอกจากนั้น ยังพบว่ารังนกมีไกลโคโปรตีนที่ประกอบด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่มีคาร์บอนจำนวน 9 อะตอมที่ชื่อว่า เอ็น-อะซิทิลนิวรามินิค แอซิด (N-acetylneuraminicacid หรือ NANA) เป็นส่วนประกอบ จากการศึกษาในห้องแล็บพบว่า NANA (นานา) หรือ กรดไซอะลิค (sialic acid) ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินของเซลล์ผิวหนังโดยช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งเอนไซม์ไทโรซิเนสเป็นสาเหตุของการเกิดเม็ดสีเมลานิน และความหมองคล้ำของผิว

รังนกดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน รังนกมีฤทธิ์ยับยั้งการติดเชื้อไวรัสโดยสารออกฤทธิ์ที่ชื่อว่า NANA(นานา) หรือ กรดไซอะลิค (sialic acid) สารนี้จะจับเชื้อไวรัสและยับยั้งการเกิดฮีแมกกลูติเนชัน (เป็นการจับกันระหว่างฮีแมกกลูตินินของไวรัสกับตัวรับที่ผิวเซลล์ทำให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์) จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ไกลโคโปรตีนในรังนกยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์และกระตุ้นการหลั่งสารภูมิต้านทานต่างๆ ได้แก่ อิมมูโนโกลบูลินเอ (IgA) ซึ่งเป็นแอนติบอดีหลักบริเวณเยื่อบุทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ, อิมมูโนโกลบูลินเอ็ม (IgM)และอิมมูโนโกลบูลินจี (IgG) ซึ่งเป็นแอนติบอดีในเลือดรังนกจึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ดีต่อระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการหวัดและภูมิแพ้

รังนกดีต่อระบบประสาท การศึกษาในระดับโมเลกุลและในสัตว์ทดลองพบว่า กรดไซอะลิค (sialic acid) เป็นส่วนประกอบหลักของสารในกลุ่มไกลโคไลปิดที่เป็นองค์ประกอบของแกงกลิโอไซด์ (gaglioside) ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง ช่วยเพิ่มความจำมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของระบบประสาท (anti-neuroinflammatory effect)

เมื่อความนิยมรังนกในตลาดมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีผู้ผลิตรังนกปลอม (ผลิตจากยางไม้คารายาที่มาจากต้นสุพรรณิการ์) เลียนแบบรังนกแท้ออกมาในท้องตลาดเนื่องจากรังนกแท้และรังนกปลอมมีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกันมากจนไม่สามารถแยกความแตกต่างได้จากการสังเกต สามารถแยกได้จากการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีทางเคมีและเทคนิคอินฟราเรดสเปกตรัม