ชวนเที่ยวทิพย์ตะลอนทัวร์เมืองใหญ่ 3 ทวีปผ่านวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681450

วันที่ 26 เม.ย. 2565 เวลา 09:10 น.ชวนเที่ยวทิพย์ตะลอนทัวร์เมืองใหญ่ 3 ทวีปผ่านวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ

3 ทริปเที่ยวทิพย์ตะลอนทัวร์เมืองใหญ่ 3 ทวีป! เนสเพรสโซ เปิดโลกวัฒนธรรมไปกับกาแฟ World Explorations ใหม่ ส่งตรงรสชาติสุดลงตัวสำหรับคอเอสเพรสโซ

เคยสงสัยไหมว่า … ทำไมชาวปารีสถึงชอบนั่งจิบกาแฟที่คาเฟ่?

… คนบราซิลดื่มกาแฟกันทั้งวันจริงไหม?

… แล้วชาวตุรกีมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จริงหรือเปล่า?

มาร่วมท่องวัฒนธรรมหาคำตอบไปกับกาแฟเนสเพรสโซ ในกลุ่ม World Explorations ใหม่ที่เหมาะกับการดื่มกาแฟแบบเอสเพรสโซตั้งแต่วันนี้! 

Paris

เริ่มต้นขอพาคอกาแฟทัวร์ดินแดนยุโรปบุกปารีส กับ World Explorations Paris Espresso หากพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟฉบับ ปารีเซียง คงต้องย้อนกลับไปสู่ช่วง ปี ค.ศ. 1644 ที่เป็นครั้งแรกที่ชาวปารีสได้เริ่มดื่มด่ำกาแฟ เมื่อกาแฟเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้คาเฟ่เริ่มผุดขึ้นมากมาย จนเกิดเป็นสภากาแฟ โดยร้านกาแฟได้กลายมาเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข่าวสารต่างๆ และความคิด รวมถึงเป็นสถานที่พบปะสำคัญแม้ในยามสงคราม จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ที่หลบภัยของคนเกียจคร้านและที่พักพิงของคนยากจน”

จากประวัติศาสตร์ต่างๆ นานา ทำให้ปารีสกลายเป็นเมืองสุดชิคที่มีวัฒนธรรมกาแฟเป็นเอกลักษณ์ หันไปทางไหนก็เจอคาเฟ่ให้นั่งจิบกาแฟคลายเครียดได้ทุกหัวมุมถนน หากใครกำลังเศร้าๆ เหงาๆ แต่ยังไม่มีแพลนไปไหน ขอแนะนำให้หยิบโต๊ะและเก้าอี้ออกไปนั่งในสวน มองดูเหล่านกชมไม้เที่ยวปารีสทิพย์แบบห่างไกลโควิด ด้วยการจิบกาแฟ World Explorations Paris Espresso จากเนสเพรสโซ ผสานวัฒนธรรมกาแฟแท้ๆจากปารีส มอบรสชาติความเข้มระดับ 6 พร้อมกลิ่นความหอมของธัญพืชและฟรุตตี้ ให้อารมณ์เหมือนจิบกาแฟอยู่ที่ เทอเรซ คาเฟ่ในกรุงปารีส สามารถดื่มด่ำวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวปารีเซียงได้เป็นอย่างดี

Rio de Janeiro

หลังจากตะลอนทัวร์ยุโรปเรียบร้อยแล้ว ขอพาคนรักกาแฟเปลี่ยนบรรยากาศมาที่อเมริกาใต้ ณ ดินแดนแห่งสีสัน รีโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) สวมบทเป็นชาวบราซิล ต้อนรับแขกทุกคนด้วย Cafézinho หรือกาแฟถ้วยเล็ก โดยบราซิลขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่า “ทุกเวลาคือเวลาของการดื่มกาแฟ” โดยในอดีต เนื่องจากราคากาแฟค่อนข้างสูง จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการแบ่งชนชั้น โดยบราซิลนั้นจะมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า Cafézinho เป็นการเสิร์ฟกาแฟถ้วยเล็กเพื่อต้อนรับแขกโดยเฉพาะ เป็นสัญลักษณ์แห่งการต้อนรับอันอบอุ่นและความใส่ใจ

โดยเนสเพรสโซได้หยิบยกวัฒนธรรมการดื่มกาแฟสุดเก๋มาบรรจบกับรสชาติคั่วเข้มของเมล็ดกาแฟอาราบิก้าของบราซิล ที่มีกลิ่นอายความหอมจากไม้จันทร์และสมุนไพร พร้อมแต่งแต้มจิตวิญญาณเมืองแห่งเทศกาลที่จะทำให้คุณท่องไปใน Rio de Janeiro นครแห่งสีสันกับ World Explorations Rio de Janeiro Espresso โดยหากคอกาแฟท่านใดอยากลองดื่มกาแฟตามแบบฉบับของชาวบราซิลอย่างแท้จริง เราแนะนำให้ใส่แคปซูลเพิ่มเป็น 2 ช็อต เพื่อลิ้มรสชาติกลมกล่อมนุ่มละมุนของกาแฟเอสเพรสโซอย่างที่ผู้คนในเมือง Rio de Janeiro เรียกกันว่า “Carioca”

Istanbul

มาแลนด์ดิ้งปิดท้ายทริปกันที่ดินแดนแห่งสองทวีปอย่างประเทศตุรกี ที่เชื่อว่า “กาแฟคือหน้าต่างของหัวใจ” เพราะชาวตุรกีเชื่อว่า กาแฟสามารถบอกหรือทำนายสิ่งต่างๆได้ไม่แพ้แววตา! กาแฟได้ถูกจารึกไว้ในวัฒนธรรมตุรกีมาอย่างยาวนานและถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในชีวิตประจำวัน โดยชาวตุรกีเชื่อว่า กาแฟหนึ่งแก้ว จะถูกจดจำด้วยมิตรภาพนานนับ 40 ปี โดยกาแฟถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความจริงใจ หากมีแขกเหรื่อมาเยี่ยมบ้าน ชาวตุรกีก็มักจะเสิร์ฟกาแฟตุรกีดั้งเดิมพร้อมน้ำเปล่าเพื่อแสดงถึงความยินดีและการต้อนรับอันอบอุ่น ในทางกลับกัน การรับแก้วกาแฟมาดื่มยังถือเป็นการให้เกียรติเจ้าบ้านอีกด้วย หรือแม้แต่การทำพิธีการสู่ขอของบ่าวสาวตุรกี กาแฟก็ยังมีบทบาทสำคัญไม่น้อย เจ้าสาวจะต้องแสดงฝีมือการชงกาแฟให้แก่ครอบครัวเจ้าบ่าว เพื่อพิสูจน์ถึงความเป็นแม่ศรีเรือนของเธอและความจริงใจที่มีต่อเจ้าบ่าวอีกด้วย

หากอยากลองสัมผัสรสชาติกาแฟแห่งวัฒนธรรมของสองทวีป เนสเพรสโซขอมอบรสชาติความเข้มระดับ 8 จาก World Explorations Istanbul Espresso ให้เนื้อกาแฟที่หนาและนุ่มนวล เจือความฟรุตตี้ของผลไม้ป่าที่สุกแล้ว พร้อมกลิ่นหอมของอัลมอนด์พาให้ย้อนเวลากลับไปในบรรยากาศของเส้นทางการค้าโบราณของเมืองตุรกีที่มีรากฐานวัฒนธรรมของการดื่มกาแฟที่เก่าแก่

Le Du X World Explorations

และความพิเศษในครั้งนี้ เนสเพรสโซ ประเทศไทย ได้เตรียมกิจกรรมสุดพิเศษให้กับเหล่าคอกาแฟ ผ่านการจับมือกับฤดู (Le Du) ร้านอาหารที่ดีที่สุดของเอเชีย ลำดับที่ 4 จากการจัดอันดับ Asia’s 50 Best Restaurants ปีล่าสุด รังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกาแฟ World Explorations ทั้ง 3 รสชาติใหม่ โดยเชฟต้น – ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เปิดประสบการณ์อาหารที่ผสมผสานด้วยกาแฟ ทำให้คุณลืมการดื่มกาแฟแบบเดิมๆ โดยเหล่าคอกาแฟ

สามารถร่วมลุ้นรางวัลรับประทานคอร์สสุดพิเศษที่ร้านฤดู (Le Du) แบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ง่ายๆ เพียงซื้อแคปซูลกาแฟในกลุ่ม World Explorations แพ็ค 10 และเล่นเกมตอบคำถาม เพื่อลุ้นเป็นผู้โชคดี 15 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2565 ติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊คเพจ https://www.facebook.com/Nespresso.Thailand

เตรียมแพ็คกระเป๋าเที่ยวทิพย์ผ่านวัฒนธรรมกาแฟสามเมืองได้ง่ายๆ กับแคปซูล World Explorations 3 รสชาติใหม่ ในราคาแคปซูลละ 24 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่เนสเพรสโซบูติกทุกสาขา หรือทางเว็บไซต์เนสเพรสโซ https://www.nespresso.com/th/ และเนสเพรสโซ แอปพลิเคชั่นสำหรับ iPhone, iPad และ Android TM

MIDO เปิดตัว Multifort Skeleton Vertigo เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681353

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 16:45 น.MIDO เปิดตัว Multifort Skeleton Vertigo เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลก

สร้างลุคให้โดดเด่นได้ในทุกโอกาสกับ “มิโด” (MIDO) ที่ล่าสุดเปิดตัว “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” เรือนเวลาหรูที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ โดยมีแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่ม “คิม ซู ฮยอน” ร่วมถ่ายทอดความงดงามผ่านไลฟ์สไตล์อันโดดเด่น

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน และดีไซน์งดงามเหนือกาลเวลา ไปกับเรือนเวลาหรูจาก “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ในคอลเลกชั่นล่าสุด “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” (Multifort Skeleton Vertigo) ที่สะกดทุกสายตาด้วยหน้าปัดแบบเปลือย ซึ่งเผยให้เห็นถึงความงดงามของชิ้นส่วนกลไกอย่างชัดเจน อีกทั้งยังโดดเด่นด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน ความสวยงาม และความแข็งแกร่ง ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอันโด่งดังของโลกอย่าง สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbour Bridge) ในประเทศออสเตรเลีย โดยนาฬิกาเรือนแรกจากตระกูล “มัลติฟอร์ต” (Multifort) และสะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbour Bridge) ยังได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในสมัยทศวรรษที่ 1930 อีกด้วย

MIDO แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน

แบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มชื่อดัง “คิม ซู ฮยอน” ได้กล่าวถึงนาฬิกาเรือนโปรด Multifort Skeleton Vertigo ว่า “นาฬิการุ่นนี้มีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร เพราะคุณจะได้เห็นกลไกการทำงานของนาฬิกาผ่านการดีไซน์ตัวเรือนแบบเปลือย ซึ่งนาฬิกาที่มีการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์นั้น สามารถสร้างความโดดเด่นให้กับการแต่งตัวได้เป็นอย่างดี อย่างนาฬิกาเรือนนี้สามารถใส่ได้ทั้งกับลุคคลาสสิก อย่างสูท หรือลุคแคชชวลอย่างกางเกงยีนส์และเสื้อยืด ก็สามารถสร้างคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นได้แล้ว”

สำหรับ Multifort Skeleton Vertigo เป็นเรือนเวลาจากตระกูล Multifort ที่มีทั้งความโดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์สปอร์ต ชวนให้หลงใหลด้วยหน้าปัดและฝาหลังแบบเปลือย ที่สามารถมองเห็นการทำงานของกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 80 ที่อยู่ด้านใน ด้วยรายละเอียดการดีไซน์สุดประณีตบรรจง พร้อมลวดลายแนวตั้งบนหน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากเส้นสายเคเบิ้ลอันแข็งแกร่งที่ยึดตัวสะพานไว้ ผสมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยลวดลายเจนีวา สไตรป์ พร้อมเทคนิคการทำสีแอนทราไซต์ เพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่ล้ำสมัย โดยตัวเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา สีขาว ที่ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้นแม้ในที่มืด พร้อมกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่ช่วยป้องกันแสงสะท้อนบนหน้าปัดทั้งสองด้าน ส่วนตัวเรือนนั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร พร้อมฝาหลังที่สลักโลโก้ ‘MIDO’ ไว้อย่างชัดเจน และเม็ดมะยมแบบขันเกลียว เรียบโก้ด้วยสายรัดสแตนเลสสตีลและตัวล็อคแบบบานพับที่ทำจากเหล็กเคลือบซาติน อีกทั้งยังสามารถสำรองพลังงานยาวนานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงที่ทำจากนิวาครอน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการต้านแรงแม่เหล็ก และป้องกันการกระแทกได้เป็นอย่างดี และฟังก์ชั่นดำน้ำลึกได้ถึงระดับ 100 เมตร

เคล็ดลับการเลือกนาฬิกาสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากสะสม

การสะสมนาฬิกาที่เป็นงานอดิเรกของใครหลายคนนั้น นอกจากจะสะสมเพื่อชื่นชมความงดงาม หรือนำมาสวมใส่เพื่อเติมเต็มคาแรคเตอร์ให้สมบูรณ์แบบแล้ว ยังสามารถสะสมเพื่อเป็นการลงทุนได้อีกด้วย ดังนั้นองค์ประกอบสำคัญในการเลือกซื้อจะต้องประกอบไปด้วยแบรนด์ระดับโลกซึ่งเป็นที่รู้จัก เพราะแบรนด์ระดับโลกนั้นจะมีเรื่องราวประวัติศาสตร์มายาวนานจึงสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบแต่ละคอลเลกชั่นจึงสามารถสร้างมูลค่าได้เป็นอย่างดี รวมถึงดีไซน์ที่ต้องมีความคลาสสิกเหนือกาลเวลา สามารถสวมใส่ได้ทุกยุคสมัย และฟังก์ชั่นการใช้งานก็ต้องตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน

พบกับ Multifort Skeleton Vertigo จากเรือนเวลาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์ MIDO นาฬิกาดีไซน์หรูคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้ที่เคาน์เตอร์ MIDO เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งผ่านทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์ www.midowatches.com, LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299

Pomelo เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681329

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 12:55 น.Pomelo เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษฉลองวันคุ้มครองโลก

“Pomelo” ฉลองวันคุ้มครองโลกด้วยคอลเลคชั่นพิเศษ พร้อมย้ำความมุ่งมั่นเดินหน้าโครงการ “Down to Earth”

Pomelo (โพเมโล) แฟชั่นแพลตฟอร์มอันดับ 1 ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉลิมฉลองวันคุ้มครองโลกด้วยการยกระดับความคิดริเริ่มในการผลิตสินค้ากลุ่มยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการ “Down to Earth” เป็นปีที่สองติดต่อกัน ผ่านแนวคิด “Make it Count” ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่มีมายาวนานในการนำเสนอเครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ที่นำเทรนด์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงทีละขั้นด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษซึ่งมีวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   

โครงการ “Down to Earth” 

วันคุ้มครองโลกปีนี้ โพเมโล เปิดตัวคอลเลคชั่นสุดพิเศษ ในสินค้ากลุ่มยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำจากวัสดุและกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงผ้าฝ้าย ทั้งนี้ โพเมโลภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ The Better Cotton Initiative (BCI) เพื่อคัดสรรผ้าฝ้ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คอลเลคชั่นฤดูร้อนจำนวน 31 ชิ้น ซึ่งทำจากผ้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการทำงานที่มีจริยธรรม ซึ่งรวมถึงผ้าฝ้ายและผ้าเดนิมที่มีกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายคุณภาพของน้ำโดยคอลเลคชั่นนี้นำเสนอผลงานชิ้นสำคัญที่มาพร้อมสีสันและลายพิมพ์ที่เต็มไปด้วยความสดใส ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแคว้น คัมปาเนีย (Campania) สถานที่ท่องเที่ยวบนชายฝั่งทางตอนใต้ของอิตาลี  

‘Down to Earth’ คือโครงการหลักที่รวมเอาความคิดริเริ่มต่าง ๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหมดของ โพเมโล โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแฟชั่นในอนาคตทั้งในระยะเวลาอันใกล้และในระยะยาว ภายในปี 2565 โพเมโลยังได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 40% สำหรับการเลือก ใช้วัตถุดิบ ที่มีความยั่งยืนมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์โพเมโล ซึ่งสะท้อน ให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงและมอบสินค้าแฟชั่นที่ทั้งอินเทรนด์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในขณะเดียวกัน  

นายเดวิด โจว ประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) และ ผู้ร่วมก่อตั้ง โพเมโล แฟชั่น กล่าวว่า “ในช่วงเวลาที่เรากำลังก้าวสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแฟชั่น เรายังคงให้ ความสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อชุมชนและโลกของเรา การผลักดันประเด็นการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาคของโพเมโล เราเลือกทำโดยการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ฝ้ายที่ปลูกและเก็บเกี่ยวด้วยกระบวนการที่มีความยั่งยืน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับสินค้าที่มีคุณภาพและมีความสวยงามทันสมัย ซึ่งผลิตขึ้นด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดเท่าที่จะเป็น ไปได้”  

“นอกจากนี้ เทคโนโลยีแบบเฉพาะบุคคล (Personalization technology) ของเรายังช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือก ซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในแบบที่ตนเองชอบ ซึ่งผลิตและได้รับการคัดสรรสำหรับลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ‘Sustainable Edit” ซึ่งมีสินค้าที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสินค้าจาก แบรนด์ที่เป็นมิตรต่อโลก สินค้ากลุ่ม Pre-Loved ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (earth care homeware) และผลิตภัณฑ์ เพื่อความงาม เป็นต้น”  

รวมพลัง มุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

โพเมโลภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับแบรนด์ที่มีเป้าหมายเดียวกัน ในการเดินหน้าสร้างอนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น ในโลกแฟชั่นโดยที่ผ่านมาโพเมโลได้ส่งเสริมแบรนด์ชั้นนำที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมบนแพลทฟอร์มของเรา อาทิ Sabina, Born on Saturday, HVISK, V Activewear, Le Specs, L’occitane, Innisfree, Skin 1004, Laneige และ Cotton On และ แบรนด์อื่น ๆ อีกมากมายที่แชร์แนวคิดร่วมกันและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมใน ทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันคุ้มครองโลกปีนี้ โพเมเลได้จับมือกับแบรนด์ อาทิ Sabina, Mymomsaysimcool, Memories Brand , Zentury Vintage, Imnotamorningperson, และ Vick’s 

“ปัจจุบันเรามีแบรนด์มากกว่า 500 แบรนด์ ทั้งแบรนด์ระดับนานาชาติ แบรนด์ของดีไซเนอร์ไทย และแบรนด์ต่าง ๆ จากอินสตาแกรมที่กำลังมาแรงที่สุด ทั้งหมดรวบรวมไว้ในแพลตฟอร์มของเรา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ การที่เรายังคงมีความมุ่งมั่นในเรื่องของความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในเรื่องของการนำเสนอแบรนด์ของเราเอง และการประสานความร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่มีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม โดยในขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า เพื่ออนาคต เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อทุกคน” เดวิด โจว กล่าวเสริม 

ก้าวเดินบนเส้นทางสู่ความยั่งยืน 

โพเมโลได้คำนึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 โพเมโล ได้เปิดตัวคอลเลคชั่นแคปซูล “Purpose” เพื่อเผยความตระหนักในเรื่องการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในทุกผลิตภัณฑ์ของคอลเลคชั่นนี้ โดยภายใต้การสร้างสรรค์คอลเลคชั่นนี้ โพเมโลได้สำรวจกระบวนการผลิตและการเลือกใช้วัตถุดิบใหม่ ๆ เช่น การเลือกใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ผ้ารีไซเคิล และผ้าเหลือใช้ เพื่อนำมาใช้ในแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้น จากความสำเร็จของคอลเลคชั่นนี้ โพเมโลได้ขยายแนวคิดในการสร้างสรรค์นี้ไปยังกลุ่มสินค้าต่าง ๆ ของโพเมโลในวงกว้างมากขึ้น 

ต่อมาในปี 2563 โพเมโล ริเริ่มคอลเลคชั่นหน้ากากผ้าเพื่อสังคม “Pomelo Cares” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ และบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ โพเมโล ยังร่วมมือกับ วีจีไอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Trash to Treasure’ เปลี่ยนขยะเหลือใช้แทนถุงของโพเมโล และปรับปรุงร้านค้าต่าง ๆ ด้วยแนวคิด 3R: ลดการใช้ ใช้ซ้ำ และนำกลับไปใช้ใหม่ (Reduce, Reuse, and Recycle) 

และตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 โพเมโลยังได้เปิดตัว E-commerce Mailers ที่ย่อยสลายได้ 100% โดยมีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์ให้เหลือน้อยที่สุด โดยร่วมมือกับ Grounded Packaging ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่นำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์ตามสั่ง นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงการนำกระดาษรีไซเคิลที่ผ่านการรับรอง FSC ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและลดของเสียจากบรรจุภัณฑ์ที่เหลือใช้ 

ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโพเมโลและเติมเต็มความหมายให้กับคุ้มครองโลกในปีนี้โพเมโลยัง ได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ ‘Sustainable Edit” โดยมีวางจำหน่ายแล้วที่เว็บไซต์ pomelofashion.com แอปพลิเคชัน และที่ร้าน Pomelo ในประเทศไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  

เคล็ดลับนักวิ่ง : เติมพลังด้วยอาหารปลอดกลูเตน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/681347

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 07:10 น.เคล็ดลับนักวิ่ง : เติมพลังด้วยอาหารปลอดกลูเตน

สายวิ่งต้องรู้!! เคล็ดลับเติมพลังด้วย “อาหารปลอดกลูเตน” ทางเลือกสำหรับเหล่านักวิ่งที่แพ้กลูเตน

สำหรับนักวิ่งแล้ว สิ่งสำคัญนอกจากการฟิตร่างกายแล้ว คือการเลือกทานอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เพื่อเพิ่มพลังงานเสริมความแกร่งให้การวิ่ง แต่ก็มี นักวิ่งอีกหลายคนที่แพ้กลูเตนในคาร์โบไฮเดรต เจนเนอราลี่ เผยเคล็ดลับเติมพลังงานให้นักวิ่งที่แพ้กลูเตนเพื่อเป็นตัวช่วยในการวางแผนพิชิตเส้นชัยได้ตามเป้าหมาย โดย Aisling Pigott นักโภชนาการและผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพ เผยว่า

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่มักจะมีกลูเตนอยู่เล็กน้อย แต่ถ้าผู้ที่แพ้กลูเตนจะทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ท้องร่วง และปวดท้อง ส่งผลต่อการวิ่งระยะไกล ๆ ดังนั้น ทางเลือกสำหรับเหล่านักวิ่งที่แพ้กลูเตน คือเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ปลอดกลูเตน

ปัจจุบันมีทางเลือกสำหรับอาหารที่ปลอดกลูเตนมากขึ้น เช่น พาสตา ขนมปัง เค้ก และซีเรียลบาร์ ซึ่งมีจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหาร แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะมีราคาแพงกว่าอาหารทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ยังได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต เปลี่ยนอาหาร อาหารหลักตามธรรมชาติที่ปลอดกลูเตนมีให้เลือกมากมาย เช่น ข้าว มันฝรั่ง ถั่วเมล็ดแห้งและถั่วต่าง ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น

ถัดมาคือต้อง วางแผนการทานล่วงหน้า อาหารที่ควรทานตอนเย็นก่อนวิ่ง ต้องเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมันต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์ในปริมาณเล็กน้อย เพื่อให้แน่ใจว่าสะสมไกลโคเจนไว้ได้มากพอ เช่น พาสตา 1 ถ้วย (พร้อมซอส) ทำให้ได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างเต็มที่และปลอดกลูเตนด้วย ในตอนเช้าก่อนวิ่งประมาณ 2 ชั่วโมง อาหารเช้าที่มีไข่ เห็ด หรือมะเขือเทศบนขนมปังปลอดกลูเตนก็เป็นตัวเลือกที่ดี โดยให้ลองทานระหว่างซ้อมวิ่งเพื่อดูว่าจะไม่เกิดปัญหาใด ๆ ต่อลำไส้ ระหว่างวิ่งมาสักระยะหนึ่งแล้ว เจลและเครื่องดื่มชูกำลัง จะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมพลังให้ได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อผู้ที่มีปัญหาเรื่องกลูเตน แต่ให้ระวังขนมจำพวกบาร์และซีเรียลบาร์ที่ให้พลังงานบางประเภท เพราะมักจะมีกลูเตนรวมอยู่ด้วย

นักวิ่งทุกคนควรเริ่ม ฟื้นฟูร่างกายหลังวิ่งเสร็จ ภายใน 20 นาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งทำให้กระดูกแตกหักได้ง่ายขึ้น นักวิ่งเหล่านี้ควรดื่มนมวัวหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่นมที่เพิ่มแคลเซียมพิเศษไปด้วย จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและโปรตีนที่ช่วยซ่อมแซมร่างกายได้ รวมถึงการดื่มนมช็อกโกแลตหรือโปรตีนเชคก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน สำหรับผู้ที่ชอบดื่มนม และควรทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ผัก และผลไม้เสริมด้วย

เมื่อร่างกายพร้อมแล้วก็พร้อมร่วมวิ่งพิชิตใจตัวเองในงาน “เขาค้อ มาราธอน 2022” (Khaokho Marathon 2022) กิจกรรมวิ่งมาราธอนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2565 ณ จอลลี่ แลนด์ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมสิทธิพิเศษโดยเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ได้มอบ โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ Khaokho Marathon 2022  และติดตามเนื้อหาสาระดีๆ ด้านสุขภาพ และเคล็ดลับการวางแผนสร้างหลักประกันในชีวิต จากเจนเนอราลี่ได้ที่นี่

Eatery by COSI Rock Garden อาหารทะเลสดอร่อยสไตล์ใต้ในบรรยากาศสุดชิล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681410

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 14:57 น.Eatery by COSI Rock Garden อาหารทะเลสดอร่อยสไตล์ใต้ในบรรยากาศสุดชิล

โรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช เปิดตัว “Eatery by COSI Rock Garden” อาหารทะเลสดอร่อยสไตล์ใต้ ในบรรยากาศสุดชิล

โรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช เปิดตัว “Eatery by COSI Rock Garden” ร้านอาหารนั่งชิลแบบเอาท์ดอร์ นำเสนออาหารทะเลสดใหม่ ผสานความอร่อยแบบจัดจ้านสไตล์ใต้ ท่ามกลางเสียงเพลงและสายลมในบรรยากาศแฮงค์เอาท์แบบสบายๆ มาพร้อมเมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้อย่าง ไข่ตุ๋นทะเลหม้อไฟ, ปลาทับทิมลุยสวน, ทะเลถัง และเมนูซิกเนเจอร์ ยำ Eatery โดยเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16:00 – 23:00 น.

ร้านอาหาร “Eatery by COSI Rock Garden” ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ (ถัดจากโรงแรมโคซี่ กระบี่ อ่าวนาง บีช) เปิดให้บริการทุกวัน พร้อมดนตรีสด

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง ได้ที่ https://www.facebook.com/cosikrabi Line: @cosikrabi หรือ โทร 075-819-999

เติมความสดใสให้ยามบ่ายด้วยสีสันของชุด Afternoon Tea ที่ทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681350

วันที่ 25 เม.ย. 2565 เวลา 12:30 น.เติมความสดใสให้ยามบ่ายด้วยสีสันของชุด Afternoon Tea ที่ทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์

พบกับชุด Afternoon Tea ที่พร้อมทำให้ทุกคนสดชื่น ต้อนรับซัมเมอร์ ณ ห้องอาหารทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท

เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขหลังมื้อเที่ยง ด้วยสีสันและความอร่อยที่ห้องอาหารทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท  เตรียมไว้ต้อนรับช่วงซัมเมอร์นี้ ด้วยชุดน้ำชาชามบ่ายสีสันสดใส ที่หยิบยกเอาผลไม้หน้าร้อนมาทำเป็นเมนูความหวานได้อย่างตื่นตาตื่นใจ หากพูดถึงช่วงหน้าร้อน ผลไม้ที่ชวนทำให้นึกถึงต้องมี มะพร้าว มะม่วง กล้วย สับปะรด เสาวรส และ ฝรั่ง ยังไม่เพียงเท่านั้น ลิ้นจี่ และลำไย ผลไม้ขึ้นชื่อก็ถูกนำมารังสรรค์ให้เป็นเมนูคาวหวาน ในชุดน้ำชาน้ำยามบ่ายครั้งนี้อีกด้วย

เมนูหลักที่ถือว่าเป็นเมนูไฮไลท์ของเซ็ตนี้ ต้องยกให้ Coconut Cake เชฟเด่นได้สร้างสรรค์เมนูนี้ให้คล้างคลึงกับลูกมะพร้าวให้ได้มากที่สุด เมื่อได้ตักขึ้นมาชิมจะสัมผัสได้ถึงความนุ่ม เบา ของมูสมะพร้าว และได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกะทิสด อีกทั้งยังมีเนื้อมะพร้าวอ่อนที่ถูกสอดไส้ไว้ด้านในและมะพร้าวกะทิชิ้นใหญ่ที่ตกแต่งไว้ด้านบน ที่จะทำให้คุณได้ลองลิ้มทั้งรสสัมผัสและเนื้อสัมผัสของมูสมะพร้าว กับเนื้อมะพร้าวสดอย่างลงตัว

หากแต่ว่าไม่ได้มีเพียงชิ้นเดียวที่จะทำให้คุณประทับใจจนต้องร้องว้าว ยังมีอีกหลากหลายเมนูที่จะทำให้คุณประทับใจ อาทิ สโคนกล้วยตาก กลิ่นหอมหวลจากกล้วย รสชาติหวานจากน้ำผึ้ง มีความหนุบหนับชวนเคี้ยวเพลิน Exotic Pineapple รสชาติละมุนละไมของไวท์ ช็อคโกแลตมูส ทานคู่กับสับปะรดภูเก็ตและมะม่วงน้ำดอกไม้หั่นเต๋า นำไปเคี่ยวกับน้ำเสาวรสจนได้ที่ นำมาสอดเป็นไส้ในของขนม รสหวานตัดเปรี้ยวกลมกล่อมเป็นอย่างมาก อีกทั้ง Lychee Roselle และ Orange Mandarin ก็เป็นเมนูที่โดดเด่นและน่ารับประทานไม่แพ้กัน

ในส่วนของอาหารคาวเชฟยังคงหยิบผลไม้หน้าร้อนมารังสรรค์เป็นเมนูสำหรับช่วงซัมเมอร์ อาทิ แซนด์วิชครีมชีสที่ผสมกับเนื้อมะละกอตากแห้ง ตกแต่งด้วยพาร์ม่าแฮมและมะละกอสุก และอีกหนึ่งเมนูที่ควรลิ้มลอง นั่นก็คือ Guava Tarte มัสคาโปรชีส ฝรั่งชมพู ดอกกะหล่ำ ผสมให้เข้ากันเพิ่มความกรุบกรอบด้วยเมล็ดทานตะวัน เมนูแปลกใหม่แต่อร่อยจนลืมไม่ลง

ชุดน้ำชายามบ่าย สำหรับ 2 ท่าน พร้อมชาหรือกาแฟ ราคา 1,380 บาท++

ชุดน้ำชายามบ่าย สำหรับ 2 ท่าน พร้อมชาหรือกาแฟ และ สปาร์คกลิ้งไวน์ 2 แก้ว ราคา 1,680 บาท++

นอกจากจะให้บริการเป็นชุดน้ำชายามบ่ายแล้ว ยังมีให้บริการเป็นชิ้นสำหรับซื้อกลับบ้านไปทาน หรือนำไปเป็นของฝากได้อีกด้วยนี้ สามารถเลือกได้ตามเมนูดังนี้

·      Coconut Cake ราคา 250 บาท++

·      Lychee Roselle ราคา 220 บาท++

·      Orange Mandarin ราคา 210 บาท++

·      Exotic Pineapple ราคา 200 บาท++

ชุดน้ำชายามบ่าย เปิดให้บริการทุกวัน ที่ห้องอาหารทักซิโด้ เอสเปรสโซ่ บาร์

ระยะเวลาให้บริการ: 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2565

เวลา: 12:00 น. – 16:30 น.

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.carltonhotel.co.th

เคล็ดลับความสำเร็จของ “เจ๊ไข่ซีฟู้ด” ร้านในตำนานย่านประชาชื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/681333

วันที่ 24 เม.ย. 2565 เวลา 13:11 น.เคล็ดลับความสำเร็จของ “เจ๊ไข่ซีฟู้ด” ร้านในตำนานย่านประชาชื่น

“สด ใหม่ ใหญ่ แซ่บ” กับคุณภาพที่ไม่เคยหยุดพัฒนา ชวนล้วงลึกความสำเร็จ “เจ๊ไข่ซีฟู้ด” ร้านอาหารซีฟู้ดโดดเด่นริมคลองประปา จากร้านในตำนานย่านประชาชื่น สู่สุดยอดร้านเดลิเวอรีแห่งปี

หากใครที่มีโอกาสผ่านไปย่านประชาชื่น คงจะคุ้นเคยกับร้านอาหารซีฟู้ดที่ตั้งโดดเด่นริมคลองประปาอย่างร้าน “เจ๊ไข่ซีฟู้ด” ซึ่งถือเป็นร้านอาหารทะเลเจ้าแรกบนถนนเส้นนี้ ด้วยชื่อเสียงด้านความอร่อยที่ลือเลื่องมานานกว่า 30 ปีทำให้มีลูกค้าแน่นร้านเกือบตลอดเวลาในทุกวัน  หลายคนที่เคยแวะเวียนไปลิ้มลองรสชาติอาหารที่ถือเป็นตำนานต่างก็ติดใจจนเกิดการบอกต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่อะไรคือปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้ร้านนี้เติบโตและขยายกิจการได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถครองใจลูกค้าในทุกยุคทุกสมัย จนกลายเป็นสุดยอดร้านเดลิเวอรีอันดับหนึ่งที่การันตีโดยรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2022 อย่างในปัจจุบัน วันนี้เราจะชวนมาฟังเคล็ดลับในแบบฉบับ “เจ๊ไข่” สาวแกร่งร่างเล็กที่หยุดพักจากงานครัวชั่วคราวมาถ่ายทอดประสบการณ์การทำร้านอาหารให้คนกินติดใจมายาวนานกว่าสามทศวรรษ

เริ่มต้นธุรกิจด้วย “ความซื่อสัตย์และความจริงใจ”

นิภาพร ซื่อสัตย์ คือชื่อและนามสกุลจริงของ “เจ๊ไข่” สาวแกร่งวัย 57 ปี ที่ก่อตั้งธุรกิจร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ดมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองและสามี หากจะบอกว่าเธอคือคนที่ซื่อสัตย์กับใจตัวเองและลูกค้าก็คงไม่ผิดนัก เพราะถึงแม้จะเป็นคนกุมบังเหียนการบริหารร้าน แต่เจ๊ไข่ก็ยังคงทำหน้าที่ลงไปตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบถึงแหล่งด้วยตัวเองอยู่เสมอ ด้วยความตั้งใจที่ต้องการรักษามาตรฐานของร้านเอาไว้

“เจ๊ไข่เรียนจบแค่ ป.7 ก็เลยตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำเป็นลูกมือคอยช่วยหั่น ช่วยสับอาหารอยู่ในครัว เพราะเรารู้ตัวว่าชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็กๆ พออายุ 17 เจ๊เลยตัดสินใจชวนแฟนมาทำรถเข็นขายอาหาร ซึ่งช่วงนั้นลูกค้าก็เริ่มติดใจในรสมือ จนเป็นแรงผลักดันให้อยากมีร้านขายอาหารที่เป็นหลักแหล่ง บวกกับสมัยนั้นที่ถนนเส้นประชาชื่นไม่มีร้านขายอาหารซีฟู้ดเลย เรามองเห็นโอกาสตรงนี้เลยตัดสินใจกู้เงินมาลงทุน คว้าโอกาสไว้และเริ่มเปิดเป็นร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ดอย่างทุกวันนี้ เจ๊มองว่าสิ่งที่ทำให้คนติดใจและกลับมากินอาหารที่ร้านเราซ้ำบ่อยๆ คือมาตรฐานของรสชาติและการบริการ วัตถุดิบที่เจ๊เลือกมาทำอาหารต้องมีคุณภาพเหมือนที่เราทำให้คนในครอบครัวเรากิน สิ่งนี้คือความซื่อสัตย์และจริงใจที่เรามอบให้ลูกค้ามาตลอด”

“พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” เปลี่ยนร้านเก่า…สู่ร้านเก๋าในยุคดิจิทัล

เจ๊ไข่ซีฟู้ดเปิดมาแล้วว่า 40 ปี แน่นอนว่าย่อมเจอกับวิกฤติมากมาย รวมถึงการที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่สาวแกร่งคนนี้ก็นำพาอาณาจักรร้านอาหารของเธอฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นจนก้าวเข้ามาเป็นร้านในดวงใจของใครหลายคน และหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ๊ไข่ซีฟู้ดยังคงยืนหนึ่งในด้านอาหารทะเลมาจนถึงทุกวันนี้ คือการพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคอยเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ จากลูกๆ อย่าง คุณบ๊วย-พนารัตน์ เอี่ยมผ่องใส ที่ได้เข้ามาช่วยบริหารร้านและออกไอเดียปรับเปลี่ยนระบบภายในให้ทันสมัย

“วิกฤติหรือปัญหาเศรษฐกิจที่เคยเจอมาเทียบไม่ได้เลยกับช่วงโควิด เพราะเราไม่สามารถขายหน้าร้านได้เลย แต่ก่อนหน้านั้นเรามีทำระบบฟู้ดเดลิเวอรีของเราเองอยู่แล้ว คือมีมอเตอร์ไซต์อยู่ 3 คันสำหรับใช้ส่งออเดอร์ที่สั่งตรงกับร้าน แต่ด้วยจำนวนรถแค่นี้ทำให้ช่วงโควิดระบาดหนักๆ เราก็ไม่สามารถส่งอาหารได้ทันกับความต้องการของลูกค้า บางครั้งลูกๆ เองก็ยังต้องช่วยกันขับรถออกไปส่งอาหารด้วยตัวเอง ตอนนั้นเจ๊ก็เริ่มมองหาเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยเราแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งแกร็บก็เป็นตัวเลือกแรกที่เจ๊สนใจ เพราะมีไรเดอร์เยอะ ลูกค้าที่มาทานหน้าร้านก็มีถามถึงบ่อยๆ ว่าส่งผ่านแกร็บหรือเปล่า พอตัดสินใจเข้าร่วมกับแกร็บ เจ๊ก็ไม่ผิดหวังนะ เพราะช่วยทำให้ลูกค้าเข้าถึงอาหารของร้านเราได้เยอะขึ้น แถมได้ขยายฐานลูกค้าใหม่ที่อยู่นอกโซนประชาชื่นอีกด้วย กลายเป็นว่ายอดสั่งอาหารผ่านแกร็บในช่วงนั้นนับเป็นอีกหนึ่งรายได้หลักของร้านก็ว่าได้” 

“บ๊วยมองว่าเราเป็นลูกที่โชคดีที่คุณแม่เป็นคนเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบการบริหารร้านให้ดีขึ้น ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมีผลเยอะมากต่อการบริหารร้านให้ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะเทรนด์ร้านอาหารในยุคคุณแม่คือการเน้นขายตัวตนของผู้ก่อตั้ง แต่เมื่อเราต้องมารับช่วงดูแลกิจการต่อ จะทำอย่างไรให้ร้านเติบโตต่อไปได้และที่สำคัญคือลูกค้าก็ยังคงต้องเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของร้านเราไม่ต่างจากรุ่นบุกเบิก ซึ่งคุณแม่เองก็เห็นตรงกันกับลูกๆ ในเรื่องนี้ จึงได้พยายามปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง ลูกๆ เองก็นำวิธีการทำงานของคุณแม่มาต่อยอดและผสมผสานกับแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ จนกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราดึงดูดได้ทั้งลูกค้าเดิมที่มาทานตั้งแต่รุ่นคุณแม่ และลูกค้าใหม่ที่เป็นวัยรุ่นซึ่งรู้จักร้านของเราผ่านโซเชียลมีเดียและการทำการตลาดออนไลน์”

เสียงสะท้อนความสำเร็จผ่านรางวัลการันตี “ความอร่อยยกนิ้ว” 

คุณนิภาพร ซื่อสัตย์

ด้วยความจริงใจและใส่ใจในคุณภาพอาหารที่สั่งสมมาอย่างยาวนานทำให้ร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ดได้รับรางวัลการันตีมากมายจากหลายสถาบัน และล่าสุดกับ “รางวัลสุดยอดร้านเดลิเวอรีแห่งปี ประเภทอาหารไทย” จากงานประกาศรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2022 ที่กลายเป็นอีกหนึ่งเสียงยืนยันความนิยมของร้านผ่านการขายบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีอย่าง GrabFood

“แม้ว่าเราจะเริ่มทำตลาดผ่านช่องทางฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 2 ปีกว่า แต่ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดหวัง เพราะตอนนี้ยอดขายหลักเกือบ 50% ก็มาจากช่องทางนี้ แถมยังทำให้เราได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น  สำหรับรางวัล #GrabThumbsUp ที่เราเพิ่งได้รับนี้ เจ๊และลูกๆ รู้สึกภูมิใจมาก เพราะเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่เราได้รับจากลูกค้า และเป็นกำลังใจให้กับความทุ่มเทในการรักษามาตรฐานมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน รางวัลนี้ก็ถือเป็นแรงผลักดันให้เราต้องรักษาคุณภาพและพัฒนาบริการให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อให้สามารถครองใจลูกค้าได้ในทุกเจเนอเรชัน 

“สด ใหม่ ใหญ่ แซ่บ” กับคุณภาพที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

“สด ใหม่ ใหญ่ แซ่บ” คือสโลแกนที่เจ๊ไข่ตั้งขึ้นมาเพื่อการันตีคุณภาพและรสชาติของอาหารที่เสิร์ฟให้กับลูกค้าตลอด 30 กว่าปี แต่สโลแกนนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการบริหารร้านที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างรุ่นแม่สู่รุ่นลูกอีกด้วย

“คำว่า สด ใหม่ ใหญ่ แซ่บ เป็นประโยคที่ฟังแล้วติดหู ลูกค้ามาทานอาหารร้านเราก็จะได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับบ้านไป เพราะวัตถุดิบของร้านมีความสดและไซส์ใหญ่คุ้มราคา ส่วนในแง่ของการดูแลร้านเจ๊มองว่าเราต้องมีไอเดียสดใหม่อยู่เสมอ อย่างเช่นการที่น้องบ๊วยเปิดคาเฟ่ HATCH  by J’Khai ที่กำลังจะรีแบรนด์เป็น Hatchery ก็เป็นอีกหนึ่งความสดใหม่ที่เราใส่เข้ามา ใครจะไปคิดว่าร้านอาหารทะเลและคาเฟ่จะอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งร้านนี้เราก็ทำการตลาดออนไลน์เหมือนกัน สิ่งนี้ถือเป็นจุดขายที่เจ๊ใช้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้เปิดใจเข้ามาทานอาหารร้านเรา เมื่อลูกค้าเห็นว่าร้านเจ๊ไข่ซีฟู้ดมีการปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ล้าสมัย ลูกค้าก็จะไม่เบื่อที่จะกลับมา เจ๊มองว่านี่เป็นกำไรของเรานะ มองว่าเป็นความแซ่บที่เราได้รับตอบแทนจากการที่เราทุ่มเทความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าทำงานตรงนี้มาโดยตลอดก็ได้นะ” เจ๊ไข่พูดทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

Sensitive Skin Awareness Month เดือนแห่งการบอกลาผิวแพ้ง่ายเพื่อผิวสุขภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681084

วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 09:45 น.Sensitive Skin Awareness Month เดือนแห่งการบอกลาผิวแพ้ง่ายเพื่อผิวสุขภาพดี

เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังพบ 70% ของคนบนโลกกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพผิวอ่อนแอจากหลายปัจจัย เซตาฟิลชวนบอกลา 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายเพื่อผิวสุขภาพดี ผ่านแคมเปญ Sensitive Skin Awareness Month

หนึ่งในแบรนด์ที่คนผิวแพ้ง่ายบอบบางรู้จักกันดี ต้องมี เซตาฟิล (Cetaphil) ผู้พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชั้นนำของโลก ที่ล่าสุดเดินหน้าภารกิจพิเศษเพื่อเสริมสร้างผิวสุขภาพดีเป็นครั้งแรกพร้อมกันทั่วโลก ผ่านแคมเปญ Sensitive Skin Awareness Month เพื่อให้ความรู้สู่สมการผิวสุขภาพดีตลอดเดือนเมษายนนี้

สุทธนา เผ่าไทย ผู้บริหารส่วนงานผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยผลสำรวจตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาในกว่า 20 ประเทศจาก 5 ทวีปทั่วโลกว่า กว่า 50% ของกลุ่มตัวอย่างที่เซตาฟิลได้ทำการสำรวจมีสภาพผิวที่บอบบาง แพ้ง่าย และปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ผิว เซลาฟิล (Cetaphil) จึงได้สร้างสรรค์แคมเปญ ‘Sensitive Skin Awareness Month’ ให้เป็นเดือนแห่งการรณรงค์เผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้บริโภคเพื่อบอกลาปัญหาผิวแพ้ง่าย

“ปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มการเกิดสภาพผิวแพ้ง่ายจากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยเฉพาะจากการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ความงามและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่หลากหลาย รวมทั้งการต้องเผชิญกับปัญหามลภาวะ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสภาพผิวทั้งสิ้น

แม้ผู้บริโภคยุคใหม่จะฉลาดเลือก แต่ก็อาจตัดสินใจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผิดพลาดได้ หากไม่รู้สภาพผิวของตนเอง ที่สำคัญพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีสภาพผิวที่แพ้ง่าย เซตาฟิล (Cetaphil) จึงพยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ ด้วยการนำเสนอ 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายเพื่อให้ผู้บริโภคได้ดูแลผิวอย่างเหมาะสมที่สุด” นายสุทธนา เผ่าไทย กล่าว 

ทั้งนื้ แคมเปญ Sensitive Skin Awareness Month ที่จะจัดขึ้นโดยเซตาฟิล ประเทศไทยนั้น มีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับที่จัดขึ้นในทุกประเทศ คือต้องการสร้างให้เป็นเดือนแห่งการให้ความรู้เรื่องผิวแพ้ง่าย ให้ความรู้ผู้บริโภคเกี่ยวกับสาเหตุและสัญญาณของผิวที่บอบบาง รวมถึงการดูแลผิวแพ้ง่ายให้ดีที่สุดและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน โดยได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังระดับแนวหน้าของไทยและต่างชาติผ่านการสร้างสรรค์วิดีโอเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพผิวแต่ละประเภทโดยเฉพาะปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่ายแบบเจาะลึก

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Real Change Real Skin ที่ชวนผู้ใช้จริงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ทั้งหมด 20 ท่าน ผ่านทาง Cetaphil Facebook fan page โดยให้คณะกรรมการคัดเลือก พร้อมรับผลิตภัณฑ์จาก Cetaphil ไปใช้ พร้อม Review ติดต่อกัน 7 วัน เพื่อบอกลา 5 สัญญาณผิวแพ้ง่าย กันไปเลย ซึ่งหลังจากจบกิจกรรมทั้งหมด 7 วัน บอกได้คำเดียวว่าเห็นผลจริง ทั้งยังได้ร่วมกับ Shopee สอดแทรกเคล็ดลับการดูแลผิวแพ้ง่ายพร้อมโปรโมชันพิเศษผ่านเฟซบุ้กไลฟ์ พร้อมมอบผลิตภัณฑ์ขนาดทดลองผ่านกิจกรรมทางช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับเกียรติจากแฟนพันธุ์แท้ของ เซตาฟิล ‘เขื่อน-ภัทรดนัย เสตสุวรรณ’ มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงในการดูแลผิวแพ้ง่ายด้วย ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้บริโภค” นายสุทธนา เผ่าไทย กล่าวถึงภาพรวมกลยุทธ์การสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องในการดูแลผิวแพ้ง่ายที่เซตาฟิล ประเทศไทยสร้างสรรค์ขึ้น

บอกลา 5 สัญญาณผิวแพ้ง่าย เพื่อผิวสุขภาพดีแบบฉบับเซตาฟิล 

1. เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ (Weakened Skin Barrier) ผิวของเราทุกคนมีเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติอยู่ที่ผิวชั้นนอก แต่เมื่อผิวได้รับการระคายเคืองจากปัจจัยภายนอก เช่น ฝุ่น มลภาวะ สารเคมีจากผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือปัจจัยภายใน เช่น การพักผ่อนไม่พอ ความเครียด จะทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ผิวเกิดรอยรั่ว พวกสิ่งสกปรก แบคทีเรีย สารเคมีต่างๆ ก็เข้าไปรบกวนให้ผิวเกิดการระคายเคือง ส่งผลให้เรามีผิวแพ้ง่าย มีอาการผิวแห้งกร้าน เกิดริ้วรอยก่อนวัย หากไม่รีบแก้อาจเกิดเป็นปัญหาผิวเรื้อรัง ทั้งรักษายากและใช้เวลานานเลยทีเดียว

2. ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น (Dryness) เกราะป้องกันผิวที่อ่อนแอลง ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น แห้ง แตก ลอกเป็นขุย เกิดอาการตึงๆ ผิว ตามมาด้วยอาการคัน แสบผิว ผิวระคายเคืองง่าย หากปล่อยไว้อาจลุกลามกลายเป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่รักษาได้ยาก ซึ่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์ สามารถช่วยเติมน้ำให้ผิว ฟื้นฟูผิวให้กลับมาชุ่มชื้นและแข็งแรงได้

3. ผิวไม่เรียบเนียน มีผดผื่น (Roughness) ผิวแห้ง มักตามมาด้วยอาการคัน เมื่อเราห้ามมือห้ามใจไม่ไหว ไปแกะเกา ผิวก็ลอกเป็นขุย เมื่อผิวถูกทำร้ายมากเข้าก็จะขึ้นปื้นแดงๆ ถ้าเกาต่อเนื่องปื้นแดงจะขยายบริเวณใหญ่ขึ้น เกิดผดผื่นตามมา ทำให้ผิวไม่เรียบเนียน ขรุขระ และไม่น่าสัมผัส

4. ผิวทั้งแสบทั้งระคายเคือง (Irritation) สังเกตไหมว่า แค่ออกไปโดนแสงแดดนิดเดียว ทำไมผิวเราทั้งแสบ ทั้งระคายเคือง นั่นเป็นสัญญาณว่า เพราะผิวอ่อนแอ จึงถูกรังสียูวีจู่โจมทำร้าย ทำให้ผิวระคายเคือง ตามมาด้วยอาการแสบผิว รอยแดงบนผิวหน้า และหนักที่สุดถ้าไม่ป้องกันด้วยครีมกันแดดอยู่เสมอ ผิวอาจไหม้แดดได้ ซึ่งฟื้นฟูยากสุดๆ

5. ผิวแน่นตึง (Tightness) เกิดมาจากผิวที่ขาดน้ำ ขาดความชุ่มชื้น ไม่จะเป็นว่าต้องเกิดขึ้นกับคนที่สภาพผิวแห้งเท่านั้น แต่ผิวมันก็ขาดน้ำได้ โดยจะมีความรู้สึกตึงผิว รู้สึกว่าหน้าแห้งมาก สำหรับผู้หญิงที่แต่งหน้าเป็นประจำ จะรู้สึกเลยว่า เครื่องสำอางไม่ติดผิว หลุดล่อนออกโดยง่าย จะแต่งกี่ลุคก็ไม่มั่นใจ

บอกลาผิวแพ้ง่าย ด้วย 3 STEP ง่ายๆ ดังนี้

STEP 1 ล้างหน้าให้สะอาดด้วย “คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน”

ทำความสะอาดผิวหน้าทั้งเช้าและเย็นด้วย Cetaphil Gentle Skin Cleanser ล้างสิ่งสกปรกหมดจด ไม่แน่นผิว

• นวัตกรรม Moisturizing Film ล้างพร้อมล็อกความชุ่มชื้นให้ผิว ปกป้องผิวจากการสูญเสียน้ำระหว่างวัน

• สร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ด้วยส่วนผสมจาก Glycerin และ Panthenol

• สูตร Non-comedogenic อ่อนโยน ปราศจากส่วนผสมของสบู่ ไม่ทำร้ายผิว ไม่อุดตันรูขุมขน

• ไม่พบสัญญาณผิวแน่นตึงหลังใช้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์3,4,12

• 95% ของผู้หญิงทุกคนเห็นด้วยว่าใช้ Cetaphil Gentle Skin Cleanser แล้วรู้สึกผิวดีทันทีหลังล้างหน้า  

STEP 2 บำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นด้วย “มอยส์เจอไรเซอร์”

บำรุงทั้งเช้าและเย็น ฟื้นฟูผิวแห้งกร้าน หมองโทรม ให้กลับฟื้นคืนความสดใส เปล่งปลั่ง อิ่มน้ำด้วย Cetaphil Moisturising Cream ครีมบำรุงสำหรับผิวแห้ง-แห้งมาก และผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่มีปัญหาผิวพบว่าเกราะป้องกันเสียหายลดลงหลังจากใช้ได้ 3 วัน 21

• ฟื้นคืนเกราะป้องกันผิว เติมความชุ่มชื้นให้ผิวกลับมาชุ่มชื้นได้ภายใน 7 วัน

• ฟื้นบำรุงผิวถึงขีดสุดด้วยสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง Sweet Almond Oil วิตามิน E และ B5สูตรเข้มข้นแต่ไม่เหนอะหนะผิวใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกายอ่อนโยนต่อผิวบอบบางแพ้ง่ายปราศจากน้ำหอมและลาโนลินไม่อุดตันผิวไม่ก่อให้เกิดสิว

STEP 3 ปกป้องผิวตลอดวันด้วย “ครีมกันแดดสูตรบางเบาพิเศษ”

เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะตลอดวัน ช่วงกลางวันใช้ Cetaphil Sun SPF50+ PA++++ Light Gel  

• เนื้อเจลบางเบาพิเศษ (Light GEL) เกลี่ยง่าย ซึมซาบเร็ว ให้ความรู้สึกเบาสบายผิว

• สูตร Very Water Resistant กันน้ำ ทนเหงื่อ เหมาะสำหรับวันออกแดดจัด และการเล่นกิจกรรมทางน้ำ

• ค่า SPF 50+ PA++++ ปกป้องผิวได้สูงสุดยาวนานจากรังสี UVA และ UVB

• อ่อนโยนปราศจากส่วนผสมของน้ำหอม สารกันเสีย และพาราเบน

ข้อมูลอ้างอิง

^ จากผลสำรวจการแนะนำผลิตภัณฑ์ของแพทย์ผิวหนังในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1,532 คน พ.ย. 2562 โดย IQVIA ประเทศสหรัฐอเมริกา

*95% ของผู้หญิงไทยอายุระหว่าง 18-40 ปี (213 จาก 223 คน) เห็นด้วยว่ารู้สึกผิวดีทันทีหลังล้างหน้าด้วย เซตาฟิล เจนเทิล สกิน คลีนเซอร์ จากการสำรวจบนเว็บไซต์ tryandreview ประเทศไทย ระหว่างเดือน ธ.ค. 2562 – ม.ค. 2563 3 Data on file, Gladerma Laboratories L.P. CRLNJ2020-0498 4Data on file, Gladerma Laboratories L.P. 86-1308-74 12Data on file, Gladerma Laboratories L.P. MKG001

**จากการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัครผู้หญิง จำนวน 50 ราย ระหว่างเดือน ก.ค. ถึง ส.ค. 2560 โดย Biometrix, Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา

21Data on file, Gladerma Laboratories L.P. GLI.04.SPR.US10402

สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่ายหรือไม่มั่นใจสภาพผิว สามารถตรวจสอบ 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายได้ที่ https://www.cetaphil.co.th/ หรือ https://www.facebook.com/CetaphilThailand

เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ณ สตูดิโอโยคะไลฟ์สไตล์ใจกลางกรุง ‘Atha Yoga Lifestyle Studio’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681283

วันที่ 23 เม.ย. 2565 เวลา 14:30 น.เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ณ สตูดิโอโยคะไลฟ์สไตล์ใจกลางกรุง 'Atha Yoga Lifestyle Studio'

เช็กอิน Community แห่งใหม่สำหรับคนอยากมีสุขภาพดี ที่ Atha Yoga Lifestyle Studio สตูดิโอโยคะไลฟ์สไตล์ใจกลางสุขุมวิท จากความตั้งใจของคุณแพร-ณัชชา หมู่ธนะกิจภิญโญ

เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบคือความสวยงามที่แท้จริง

ท่ามกลางความเร่งรีบของไลฟ์สไตล์คนเมืองย่านทองหล่อ สุขุมวิท ยังมีสถานที่เงียบสงบให้คนกรุงไปปรุงแต่งชีวิต เติมมุมสงบผ่อนคลายผ่านดีไซน์สะดุดตาด้วยความโค้งของฝ้าเพดานและผนังอาคารที่ออกแบบมาโดยได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อที่ว่า “ความไม่สมบูรณ์แบบคือความสวยงามที่แท้จริง” ที่นี่คือ “Atha Yoga Lifestyle Studio”

Atha (อฐ)

รู้จักกับ Atha

สำหรับ Atha (อฐ) มาจากภาษาสันสกฤต ที่มีความหมายว่า “ณ เวลานี้” “ตอนนี้” ด้วยต้องการให้คนที่เข้ามาสัมผัสได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน คุณแพร-ณัชชา หมู่ธนะกิจภิญโญ ผู้ก่อตั้ง เล่าถึงความเป็นมาว่า จากการที่เราเป็นคนที่มีโครงสร้างกระดูกใหญ่ ตั้งแต่เด็กจนโตก็พยายามกับการลดน้ำหนักมาโดยตลอด เพราะยึดติดกับค่านิยมความสวยตามบรรทัดฐานของสังคมมากเกินไป แต่การลดน้ำหนักมากๆ ก็ เปรียบเสมือนเป็นการลงโทษและทำให้ตัวเองรู้สึกแย่

คุณแพร-ณัชชา หมู่ธนะกิจภิญโญ ผู้ก่อตั้ง Atha Yoga Lifestyle Studio

หลังจากได้รู้จักกับโยคะและฝึกฝนก็เปลี่ยนทัศนคติของตัวเองอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง โยคะทำให้เรียนรู้ในการยอมรับตัวเอง อยู่กับตัวเองในปัจจุบัน มีความสุขในแบบฉบับของตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องทำตามค่านิยม จึงเป็นแรงบันดาลใจในการเปิดสตูดิโอสอนโยคะเพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์ของโยคะที่ทำให้เราเรียนรู้ตัวตนของเรา ซึ่งกลายเป็นที่มาของ Atha Yoga Lifestyle Studio แห่งนี้

การเรียนโยคะที่ Atha จะเน้นการเรียนในแบบที่เหมาะกับความต้องการของผู้ฝึก เน้นการรู้จักตัวตนให้มากยิ่งขึ้น และเข้าถึงจิตใจของตัวเองอย่างลึกซึ้ง โดยมีครูสอนโยคะที่มากด้วยประสบการณ์หลากหลายคน และจุดเด่นที่นับว่าสร้างความแตกต่างให้กับที่นี่ คือบริการที่ปรึกษา (consultation service) โดยครูโยคะผู้เชี่ยวชาญจะคอยให้คำแนะนำว่าแต่ละคนเหมาะกับการฝึกแบบไหน เป้าหมายการฝึกเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้ฝึกได้รับการฝึกที่ตอบโจทย์กับตัวเองมากที่สุด

Atha Class

คลาสเรียนโยคะของ Atha จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ Private Class คือการฝึกตัวต่อตัวกับครู Semi-Private Class เป็นการฝึกร่วมกันกับเพื่อน 2-5 คน โดยจับกลุ่มกันเอง และ Group Class การเรียนแบบกลุ่ม

Private Class และ Semi-Private Class จะเป็นการฝึกที่เน้น Tailor-made class ครูผู้สอนจะดีไซน์คลาสให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ฝึกหรือเป้าหมายที่ผู้ฝึกตั้งไว้ เหมาะสำหรับผู้ฝึกที่มีความมุ่งมั่น ต้องการเพิ่มศักยภาพให้กับตัวเอง เพราะโปรแกรมการสอนจะถูกออกแบบมาอย่างเข้มข้น

Group Class มาพร้อมกับคอนเซปต์ที่แปลกใหม่และแตกต่าง เริ่มตั้งแต่ชื่อของคลาสโยคะ ที่ไม่ได้เรียกตามรูปแบบของโยคะทั่วไป แต่นำเอา “Feel ความรู้สึก” มาตั้งเป็นชื่อคลาส เพราะเชื่อว่าร่างกายของคนเราในแต่ละวันจะมีอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป โดยแบ่งออกเป็น 4 Feels ด้วยกัน คือ Feel Calm, Feel Good, Feel Active และ Feel Sweaty ซึ่งแต่ละ Feel ผู้ฝึกสามารถเลือกฝึกได้ตามความต้องการของตัวเองในแต่ละวัน

โดยใน Group Class คือครูสอนโยคะแต่ละคนจะดีไซน์คลาสของตัวเอง ด้วยการนำท่าโยคะรูปแบบต่างๆ มาปรับเพื่อให้เหมาะสมในแต่ละ Feel ทำให้แม้จะฝึก Feel เดียวกัน แต่เรียนกับครูที่ต่างกัน ผู้ฝึกก็จะได้รับประสบการณ์การฝึกที่แตกต่างออกไป ซึ่งยังคงได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกนั้นๆ อยู่ ทำให้ รู้สึกสนุกและไม่น่าเบื่อ แม้จะไม่เคยฝึกโยคะมาก่อน

Sound Bath ศาสตร์บำบัดด้วยเสียง

Sound Bath

ถ้าพูดถึง Atha สิ่งที่เป็น Signature เลยของที่นี่คือคลาส Sound Bath ศาสตร์บำบัดด้วยเสียงหรือการนอนอาบเสียง ที่ใช้คริสตัล โบลว์ (crystal bowl) หรือพลังจากหินคริสตัลมาเป็นตัวช่วยการบรรเลง เสียงตัวโน้ตที่บรรเลงออกมาแต่ละตัวช่วยในการบำบัดความเครียด ทำให้การนอนหลับดีขึ้น และยังช่วยฟื้นฟูจิตใจได้ดีอีกด้วย

โยคะเป็นศาสตร์ที่ทำให้คนได้ใกล้ชิดกับพื้นที่ ผ่านการรับรู้ทางสายตาและการสัมผัส การออกแบบสตูดิโอจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทุกองค์ประกอบ และการตกแต่งภายใน ออกแบบมาเพื่อเสริมประสบการณ์การเล่นโยคะโดยเฉพาะ เน้นให้เกิดความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และปรับอารมณ์จากความวุ่นวายภายนอก ทำให้มีสมาธิมากขึ้น

ดีไซน์และการออกแบบ Atha Yoga Lifestyle Studio

จุดที่เป็นไฮไลท์ของสตูดิโอ คือทางเข้าห้องโยคะ จะได้พบกับเสน่ห์ของประตูทางเข้าที่มีดีไซน์เหมือนทางเข้าถ้ำ ใช้ลูกเล่นการซ่อนไฟที่พื้นห้องเพื่อให้เกิดทิศทางของแสงที่แตกต่างจากโถงด้านนอกเป็น Transition space ให้ผู้ฝึกได้ปรับอารมณ์ก่อนเข้าสู่พื้นที่เล่นโยคะด้านในได้ละทิ้ง ได้ปลดปล่อยความวุ่นวายจากข้างนอก เพื่อเตรียมชาร์จพลังได้อย่างเต็มที่

เมนูเพื่อคนรักสุขภาพของ Atha Cafe

Atha Yoga Lifestyle Studio ถือว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพ เพราะนอกจากจะได้ฝึกโยคะเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายแล้ว ที่นี่ยังมี Atha Café คอยให้บริการเครื่องดื่ม อาหารว่าง สำหรับผู้ที่มาฝึกโยคะจะได้จิบชาหลังฝึกเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย โดยเมนูไฮไลท์ที่ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบมาก คือ โยเกิร์ต โบวล์ (Yogurt Bowl) ที่รับประทานคู่กับซอสราสเบอร์รี่ หรือบลูเบอร์รี่ ทำสดใหม่ทุกวัน โรยหน้าด้วยกราโนล่า เป็นเมนูที่อร่อย อิ่มท้อง และยังสุขภาพดีอีกด้วย

โดยความตั้งใจของ Atha คือต้องการที่จะเป็น Community สำหรับทุกคนที่อยากมีสุขภาพดี โดยมีโยคะเป็นสื่อกลาง และร่วมส่งต่อ message “Yoga for anyone” ให้โยคะเข้าถึงทุกคนได้ง่าย ใครๆ ก็เล่นได้ และเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิต

เพื่อตอบโจทย์ให้ทุกไลฟ์สไตล์สามารถเข้าถึงโยคะได้ง่ายขึ้น Atha จึงได้จัดโปรแกรม Atha Yoga Retreat ชวนคุณมาหลีกหนีความวุ่นวายจากตัวเมือง กลับคืนสู่ธรรมชาติที่ห้อมล้อมไปด้วยท้องทะเลอันแสนงดงามของเกาะมันนอก จังหวัดระยอง โดยงานนี้ Atha ปิดทั้งเกาะมันนอก เพื่อชวนคุณมาผ่อนคลายไปกับการฝึกโยคะริมทะเล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Solace by the Sea” ให้ทุกโสตประสาทสัมผัสทั้ง 5 ดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม ในวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2565 นี้

สำหรับใครที่อยากรีชาร์จพลังงานบวกให้กับร่างกายและจิตใจต้องห้ามพลาดโปรแกรมพิเศษนี้ เพราะตลอด 3 วัน 2 คืน คุณจะได้อิ่มเอมไปกับการฝึกโยคะ ที่ทาง Atha ได้จัดเตรียมคลาสพิเศษที่ดีไซน์เพื่อให้ตอบโจทย์ 5 ประสาทสัมผัสของคุณ ได้แก่

– คลาสโยคะ Sunset Sight Flow คลาสฝึกโยคะท่ามกลางแสงยามเย็นในช่วงพระอาทิตย์กำลังตกดิน ที่จะกระตุ้นโสตประสาทด้านการมองเห็น ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายและแสงที่สวยงามตาจะช่วยให้การฝึกโยคะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

– คลาสโยคะ Ocean Scent Breathing คลาสที่จะกระตุ้นโสตประสาทด้านกลิ่น สูดรับกลิ่นไอจากธรรมชาติแห่งท้องทะเลไปพร้อมกับการฝึกหายใจแบบ Ujjayi ตามศาสตร์ของโยคะ โดยจะเน้นการกระชับกล้ามเนื้อด้านหลังลำคอ เพื่อสร้างเสียงที่คลายกับคลื่นของมหาสมุทรในขณะที่หายใจ

– คลาส Sound bath และการฝึกโยคะนิทรา ที่จะช่วยกระตุ้นโสตประสาทด้านการฟัง ให้คุณนอนอาบเสียงจากคริสตัลโบลว์ ไปพร้อมกับการฟังเสียงคลื่นแห่งท้องทะเล เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนอย่างล้ำลึก และผ่อนคลายขั้นสุดที่จะช่วยให้การนอนของคุณหลับลึกอย่างสบาย

– กระตุ้นโสตประสาทด้านการสัมผัสไปกับ องค์ประกอบความสวยงามธรรมชาติพร้อมกับกิจกรรมและเวิร์กช้อปพิเศษ

– กระตุ้นต่อมการรับรส โดย Atha ได้ร่วมกับ El Mercado ที่มาช่วยเนรมิตให้ค่ำคืนของคุณเต็มไปด้วยอรรถรส กับกิจกรรมฝึกโยคะไปพร้อมกับจิบไวน์รสนุ่มๆ ในคลาส Wineyasa คลาสโยคะที่เน้นการฝึกสมาธิและการทรงตัว หลังจบคลาสเพลิดเพลินไปกับอาหารเมนูซิกเนเจอร์จากร้าน El Mercado ที่เตรียมทีมมาเสิร์ฟความอร่อยกลางเกาะมันนอกถึงสองวันเต็ม

พบกับคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพได้ที่ Atha Yoga Lifestyle Studio อาคารคอนโดมิเนียม Noble Remix ชั้น 2 ซอยสุขุมวิท 36 ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีทองหล่อ

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.athalifestyle.com

Facebook: Atha.Lifestyle

Instagram: @atha.lifestyle

Line Official Account: @athalifestyle

หรือโทรศัพท์ 065-638-5398

ช้อปรักษ์โลก Ecotopia ร่วมสร้างโลกที่ดีไปด้วยด้วยกัน ต้อนรับ Earth Day

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/681167

วันที่ 22 เม.ย. 2565 เวลา 07:20 น.ช้อปรักษ์โลก Ecotopia ร่วมสร้างโลกที่ดีไปด้วยด้วยกัน ต้อนรับ Earth Day

ต้อนรับ Earth Day วันคุ้มครองโลก Ecotopia แหล่งรวมสินค้าอีโค่แสดงจุดยืนเป็นคอมมูนิตี้ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“Ecotopia” ที่สุดของแหล่งรวมสินค้าอีโค่สำหรับคุณ ครบครันหลากหลายเพื่อโลกที่ดีขึ้น เป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สินค้าออร์แกนิค เปิดให้ทุกคนเข้ามาค้นพบและเลือกสรรได้ที่อีโค่โทเปียได้อย่างครบครัน จบในที่เดียวกว่า 300 แบรนด์ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ทุกวันที่ 22 เมษายน เพื่อปลุกจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งอีโค่โทเปีย เป็นคอมมูนิตี้ที่แสดงจุดยืนในการร่วมใส่ใจสิ่งแวดล้อมมายาวนาน เป็นเมืองรวมผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย ณ Ecotopia ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม

“เราสร้างโลกให้ดีขึ้นไปด้วยกัน” เป็นความตั้งใจที่ ECOTOPIA มุ่งมั่นในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเรา ด้วยการลดการสร้างขยะ เพิ่มการใช้ซ้ำ ทำความรู้จักกับธรรมชาติในมุมมองใหม่และสร้างคุณค่าของเหลือใช้ให้กลับมามีประโยชน์ขึ้นอีกครั้ง อีกทั้งยังสามารถค้นหาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ง่ายๆ จบในที่เดียวอีกด้วย

ในการสร้างโลกให้ดีไปด้วยกันในยุคนี้ มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเพราะมีนวัตกรรมใหม่ๆมาให้ได้ทดลองใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย อาทิ NATEDE นวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศด้วยต้นไม้ โดยจุดเด่นที่ทำให้ไม่เหมือนใครคือ การใช้งานร่วมกับธรรมชาติได้ดีเยี่ยม เพราะสามารถปลูกต้นไม้ในกระถางพร้อมฟอกอากาศไปในตัว นอกเหนือจากมอบอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังสามารถตกแต่งมุมบ้านได้อย่างสวยงามอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศอีกมากมาย ทั้งแบบพกพา หรือตั้งไว้ในสถานที่ต่างๆ อย่าง SABAIDEE CARE เครื่องฟอกอากาศ รุ่น NAPHA IV นอกจากช่วยขจัดเชื้อโรคแล้วยังช่วยกรองฝุ่น กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์อีกด้วย หรือจะแบบพกพาง่าย กระทัดรัด แบบ Aura Air Mini เครื่องฟอกอากาศแบบพกพา สามารถตั้งโต๊ะทำงาน หรือไว้บนรถก็ได้

นอกจากนี้ ด้วยสถานการณ์โควิด19 ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ควรต้องมี อย่าง หน้ากากอนามัย, แอลกอฮอล์ล้างมือ ซึ่งมีการพัฒนามีส่วนผสมที่ช่วยป้องกัน ปกป้องได้ยาวนาน อย่าง Disinfect & Shield (ดิสอินเฟ็กต์ แอนด์ ชีลด์) นวัตกรรมกำจัดและป้องกันแบคทีเรียและ

ไวรัสสุดล้ำแบรนด์ดังจากสหรัฐอเมริกา ป้องกันกำจัดแบคทีเรียไวรัสได้ถึง 99.99 รวมทั้งผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ไม่มีสารระคายเคืองเหมาะกับเด็กเล็กหลากหลายยี่ห้อมากมาย รวมไปถึงถุงขยะที่สามารถย่อยสลายได้ ของใช้ในครัวเรือน อย่างช้อนส้อมทำจากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้

อีกทั้งยังชวนมาสวยต้อนรับวันคุ้มครองโลกไปกับผลิตภัณฑ์บิวตี้ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ มีความออร์แกนิค ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ มีทั้งบลัชออน ลิปสติก Maria TintedVegan มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ ให้ความชุ่มชื้นบำรุงริมฝีปาก, สบู่ก้อน Wavertree & London นำเข้าจากออสเตรเลีย มีให้เลือกถึง 35 ผลิตจากวัตถุดิบชั้นดีจากธรรมชาติ และมีครีมกันแดด ยาสระผม ครีมนวดผมออร์แกนิคอีกมากมาย

ตอกย้ำการให้ความสำคัญในวันคุ้มครองโลก “ECOTOPIA” จัดแคมเปญมอบโปรโมชั่นพิเศษกับ “ECOTOPIA EARTH DAY SALE PLANET WARRIORS” เอาใจสายรักษ์โลก ไม่ช้อป ไม่ได้แล้ว ลดสูงสุด 50% พร้อมรับคูปองท้ายบิลสูงสุด 200 บาท พิเศษ ช้อปครบ 2,500 บาท รับฟรี Disinfect&Shield มูลค่า 990 บาท และสำหรับลูกค้า VIZ Member ช้อปครบ 1,500 บาท รับ Coins X5 (รับสูงสุด 30 coins) ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เมษายน 2565

ECOTOPIA มอบความสะดวกสบาย ช้อปออนไลน์ง่ายๆ หลากหลายช่องทาง ผ่าน OneSiam SuperAPP, Shopee, Lazada หรือสามารถช้อปได้ที่ ECOTOPIA ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : Ecotopia Thailand