เก่งภาษาอังกฤษ ที่ฟิลิปปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570568

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 16:00 น.

เก่งภาษาอังกฤษ ที่ฟิลิปปินส์

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : pixabay.com

ในโลกการทำงานยุคใหม่การเรียนภาษาอังกฤษจัดว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เกือบทุกตำแหน่งงานในระดับสูงต้องมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาพื้นฐานที่สามารถพูด อ่าน และเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการได้งานและเติบโตในหน้าที่การงานด้วย

ปรียาพร สินฉลอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมงโก้ เลิร์นนิ่ง เอ็กซ์เพรส สถาบันแนะแนวการสอนต่างประเทศ ให้คำแนะนำเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษภายในงานฟิลิปปินส์ อีเอสแอล แนะแนวการเรียนภาษาอังกฤษในฟิลิปปินส์ ว่า โลกการทำงานของเราทุกวันนี้ภาษามีความจำเป็นอย่างมาก นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสการได้งานแล้ว ยังทำให้เรามีความมั่นใจในการทำงานในทุกที่ และหนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยพัฒนาความสามารถด้านภาษาที่ดีที่สุดก็คือการเรียนภาษาในต่างประเทศ ที่ซึ่งเราจะได้มีโอกาสฝึกอย่างเต็มที่

โดยประเทศที่มีคนทำงานและนักศึกษานิยมเดินทางไปเรียนมากที่สุด คือ ออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเราจะพบว่ามีค่าใช้จ่ายสูงและความยุ่งยากในการขอวีซ่าที่มีความเข้มงวดมากขึ้น แต่ยังมีอีกประเทศหนึ่งที่มีค่าใช้จ่ายไถูกกว่าและได้ผลเป็นที่นิยมของคนไทย เกาหลี และจีน ก็คือฟิลิปปินส์ หนึ่งในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุดในโลก

อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับคนไทยเป็นอย่างมาก ไปอยู่แล้วเหมือนกับอยู่บ้านเราเอง ค่าครองชีพใกล้เคียงกับไทย ที่สำคัญค่าเรียนภาษาอังกฤษถูกกว่าไปเรียนประเทศอื่นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เรียนทั้งวันแบบตัวต่อตัว โดยใช้เวลาเรียนเพียง 1-3 เดือน ก็สามารถฟังและพูดและเขียนได้เป็นอย่างดี แต่การจะเดินทางไปเรียนภาษาที่ฟิลิปปินส์ให้ประสบความสำเร็จนั้น ปรียาพร ให้คำแนะนำกับทุกคนดังนี้

1.พอสื่อสารได้ก็ไปได้สวย

หลายคนที่อยากจะเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศแล้วกลัวว่าจะไปไม่รอดนั้น ที่จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การเรียนภาษาในต่างประเทศสิ่งแรกที่ต้องใช้คือควรสื่อสารแบบพื้นฐานได้ บอกความต้องการของตัวเองได้ อ่านได้ แล้วค่อยไปพัฒนาทักษะด้านการฟัง การพูด ซึ่งทักษะการอ่านหรือการแปลนั้นที่ต่างประเทศสภาพแวดล้อมจะทำให้เราปรับตัวได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะทักษะด้านการฟังนั้นเป็นสิ่งแรกที่ต้องปรับหูเพื่อแยกคำต่างๆ ให้ชัดเจน แล้วทักษะการพูดและการเขียนอื่นๆ จะตามมาภายหลัง

2.สละเวลาช่วงสั้นๆ

เพื่อความสามารถระยะยาว

การเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศนั้นจำเป็นต้องใช้เวลาเรียนอยู่พอสมควรตั้งแต่ 1-3 เดือนเพื่อปูพื้นฐานทักษะทางภาษาอย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่เป็นนักเรียนนักศึกษาสามารถใช้ช่วงเวลาปิดเทอมในการเรียนได้อย่างเต็มที่ แต่ในกรณีของคนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนนั้นดูจะเป็นการยากในการหาเวลาเรียน

ดังนั้นหากต้องการพัฒนาทักษะทางภาษาในระยะเวลาอันสั้นที่สุด เพื่อให้ได้ทักษะที่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีก็จำเป็นต้องหาเวลาเรียน หรือหาทุนการศึกษาเรียนต่อในต่างประเทศเพื่อให้ได้ความรู้ความสามารถในระดับที่เราต้องการ

มีตัวอย่าง คนอายุ 70 ปี ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ เพราะต้องการจะเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับตัวเองได้ความรู้ ได้ภาษา ได้เพื่อนใหม่ และได้เที่ยวไปในตัว

3.เลือกเรียนแบบตัวต่อตัว

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษได้ผลดีที่สุดก็คือการเรียนแบบตัวต่อตัวโดยครูสอนภาษาที่ผ่านการอบรม จะสามารถพูดคุย ปรับทักษะแก้ไขปัญหาทางภาษาของคุณได้ทันที เราสามารถพูดคุยสอบถามเป็นภาษาอังกฤษกับคุณครูได้ตลอดเวลา ผิดจุดไหนก็สามารถแก้ไขให้พูดใหม่ได้ทันที เมื่อพูดคุยกันทุกวันฟังทุกวัน ได้ใช้ประโยคในชีวิตประจำวันบ่อยขึ้น ยิ่งทำให้เก่งภาษาได้เร็วกว่าการเรียนแบบกลุ่ม แล้วให้พูดหรือทำตามพร้อมๆ กัน ทำให้พัฒนาได้ช้า ซึ่งคุณอาจะพบว่าต้องใช้เวลาเรียนเป็นปีกว่าจะฟัง พูด อ่าน เขียนได้อย่างคล่องแคล่ว

4.เลือกเรียนในราคาที่เหมาะสมและได้ผล

มีหลายประเทศในโลกที่เราสามารถเดินทางไปฝึกภาษาอังกฤษ แต่มีไม่กี่แห่งที่คนไทยจะรู้สึกเป็นมิตรมากกว่า ซึ่งการเลือกประเทศที่จะไปเรียน เราควรคำนึงถึงค่าครองชีพ สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ผู้คนที่มีอัธยาศัยเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ และมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับเรา

หากมีแหล่งท่องเที่ยวอยู่ใกล้ๆ สถาบันสอนภาษาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับการเรียนมากขึ้น ไม่เครียดและทำให้เรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษอยู่ในชีวิตประจำวัน แล้วภาษาที่ได้จะช่วยทำให้เราได้รับโอกาสใหม่ๆและชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกมาก

คอนโดเพื่อสาวๆ จากญี่ปุ่นสู่เมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570565

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

คอนโดเพื่อสาวๆ จากญี่ปุ่นสู่เมืองไทย

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

สินค้าทุกวันนี้ล้วนออกแบบให้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่คอนโดมิเนียมราคาหลักล้าน จากเดิมที่เคยออกแบบให้ทุกคนสามารถใช้งานอยู่ร่วมกันได้ในครอบครัว ก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนออกแบบมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ และน่าจะเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ของคอนโดมิเนียมที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเป็นอย่างมากเวลานี้

ชีวิตสาวๆ เราต้องเข้าใจ

เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ อธิบายถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีผลต่อตัวแปรในการเลือกซื้อบ้านของผู้หญิงรุ่นใหม่ว่า ภายในงานแถลงความสำเร็จในโครงการร่วมทุนกับบริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ ที่เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ว่า “ทุกวันนี้ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในเรื่องของการทำงาน หรือแม้กระทั่งการจัดการสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง เลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ เลือกซื้อของใช้ต่างๆ ภายในบ้านผู้หญิงจะเป็นผู้ตัดสินใจเสมอ ในขณะที่ผู้หญิงบางส่วนเลือกที่จะทำหน้าที่สำคัญในครอบครัวด้วยการออกจากงานมาดูแลลูกๆ เต็มตัว ทำให้ผู้หญิงมีอำนาจการตัดสินใจในบ้านเพิ่มมากขึ้น

จากการสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงด้วยการทำโฟกัสกรุ๊ป ก็พบว่าผู้หญิงมีกำลังซื้อและอำนาจในการตัดสินใจที่มากกว่าผู้ชาย รูปแบบการใช้ชีวิตของสังคมไทยก็เปลี่ยนไปจากครอบครัวใหญ่ แยกมาอยู่ครอบครัวขนาดเล็กกันมากขึ้น ต้องการที่อยู่อาศัยที่เดินทางไปทำงานสะดวกสบาย จากสัดส่วนการอยู่คอนโดมิเนียม เราก็พบว่ามีผู้หญิงย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในคอนโดมากกว่าผู้ชาย และที่สำคัญผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชาย

ดังนั้น เมื่อเทียบสัดส่วนเวลาที่ใช้ในการอยู่บ้านแล้วผู้หญิงจะใช้เวลาอยู่บ้านมากกว่า หากผู้หญิงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดมิเนียมในห้องที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายตรงความต้องการของผู้หญิงแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้หญิงมีความสุข และเมื่อผู้หญิงมีความสุข ทุกคนในบ้านก็จะมีความสุขตามไปด้วย”

วิถีญี่ปุ่นสู่ผู้หญิงเมืองไทย

หากจะพูดถึงประเทศที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะตึกสูงเช่นคอนโดมิเนียมแล้ว ย่อมหนีไม่พ้นชื่อประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับคอนโดมิเนียมมานานกว่าคนไทย หลังจากบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ร่วมทุนกับทางฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ แล้ว จึงเริ่มมีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือนวัตกรรมและแนวคิดในการพัฒนาคอนโดมิเนียมยุคใหม่ขึ้นมา ซึ่งนวัตกรรมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้อยู่สบายของชาวญี่ปุ่นของฮันคิว ก็คือ จีโอฟิต พลัส ซึ่งนำมาสู่แนวคิดในการสร้างคอนโดเพื่อผู้หญิง อย่างเช่นแนวคิด เมด ฟรอม เฮอร์ ในเวลาต่อมานั่นเอง

ภายในแล็บ จีโอฟิต พลัส นั้นมีตัวอย่างนวัตกรรมในการพัฒนาคอนโดมิเนียมอยู่หลายอย่างและสะท้อนให้เห็นถึงความสะดวกสบายและความใส่ใจให้ห้องเล็กอยู่สบายเหมือนบ้านหลังน้อยได้เช่นกัน เจ้าหน้าที่นำชมของฮันคิวอธิบายรูปแบบคอนโดของชาวญี่ปุ่นว่า

คอนโดมิเนียมของชาวญี่ปุ่นนั้นมีราคาแพงทำให้การออกแบบห้องในตารางนิ้วต้องใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มพื้นที่ ชาวญี่ปุ่นชอบห้องที่หันหน้าต่างหรือระเบียงไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นที่ทิศที่มีแสงสว่างส่องมายังห้องได้เกือบตลอดวัน เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่มักจะเลือกแบบที่เป็นบิลต์อินซึ่งดูแลรักษาได้ง่าย แต่ภายในความเป็นบิลต์อินนั้นจะต้องปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการด้วยเช่นกัน

ส่วนที่จอดรถนั้นมีอยู่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนห้องทั้งหมด เพราะชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปทำงานด้วยรถไฟฟ้ามากกว่าขับรถไปเอง

เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้ามาเราจะพบว่ามีรูเจาะที่ตัวตู้อยู่หลายระดับ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนระดับความสูงได้ตามต้องการ บางครอบครัวมีเสื้อผ้าเด็กเยอะก็ติดตั้งราวแขวนในตู้เดียวประมาณ 2-3 ชั้น หรือมีเดรสยาวก็สามารถปรับความสูงเพื่อให้พอดีกับขนาดของเสื้อผ้าได้ ในช่วงฤดูหนาวผู้หญิงญี่ปุ่นจะนิยมใส่รองเท้าบู๊ตยาว ตู้ใส่รองเท้าจึงต้องปรับระดับได้ด้วยเช่นกัน

ในส่วนของห้องครัวซึ่งเรียกได้ว่าแทบจะเป็นหัวใจอย่างหนึ่งของบ้าน ลูกค้าผู้หญิงชาวญี่ปุ่นส่วนมากแล้วจะไม่ชอบให้แขกหรือคนในครอบครัวเห็นความรกระหว่างประกอบอาหารบริเวณซิงก์ล้างจาน จึงต้องมีที่กั้นยกขึ้นมาสำหรับเป็นที่วางจานหรือขวดซอสปรุงรสต่างๆ และพื้นที่หนึ่งที่จะไม่ยอมให้สูญเปล่าก็คือซิงก์ล้างจาน สามารถนำแผ่นปิดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะวางปิดเพื่อเพิ่มพื้นที่ประกอบอาหาร เคาน์เตอร์ครัวเคลือบด้วยอีนาเมล เพื่อป้องกันรอยขูดขีดและความร้อนได้ดี รักษาความสะอาดง่าย และสวยงาม สามารถยกสูงขึ้นเพื่อป้องกันคราบเลอะและทำความสะอาดได้ง่าย

ในขณะที่ห้องน้ำเองความต้องการของลูกค้าชาวญี่ปุ่น คือที่แขวนไดรเป่าผม ที่รีดผม และที่วางเครื่องใช้หน้ากระจก ที่วางกล่องทิชชู่และมีปลั๊กไฟเพิ่มสำหรับเครื่องไฟฟ้าและสำหรับชาร์จ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องติดตั้งเพิ่ม ซึ่งปัญหาของคนที่ซื้อคอนโดมิเนียมอย่างหนึ่งก็คือ ตำแหน่งปลั๊กไฟมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ต้องติดตั้งเพิ่มเติมหรือใช้วิธีการลากสายไฟพ่วงแทน และแน่นอนว่าในส่วนของสาวๆ กับงานช่างนั้นหาน้อยคนนักที่จะทำได้ด้วยตัวเอง ปลั๊กไฟจึงเป็นอีกจุดที่ต้องวางให้เพียงพอตั้งแต่ต้น

ในส่วนของการซักรีดแม่บ้านชาวญี่ปุ่นจะแตกต่างจากคนไทยตรงที่แม้จะมีแดดจัด แต่พวกเขาก็เลือกที่จะใช้เครื่องอบผ้ามากกว่า เพราะประหยัดเวลาและไม่ต้องเสี่ยงกับวันที่ฝนตกแล้วเก็บผ้าเข้าบ้านไม่ทัน ในห้องจึงมีการทำราวตะขอแขวนพิเศษเอาไว้สำหรับใช้เป็นราวตากผ้าในห้อง แทนการใช้โครงตากผ้าเพื่อประหยัดพื้นที่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อผู้หญิงหนึ่งคนที่ทำหน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือการดูแลทุกคนในบ้าน หรืออาจจะเลือกบ้านเพื่อดูแลตัวเองก็ได้เช่นกัน

ผู้หญิงเลือกบ้านต้องมั่นคงและยั่งยืน

มีหนึ่งคำกล่าวในกลุ่มสาวโสดเปรียบบ้านกับผู้ชายไว้ว่า “เลือกบ้านต้องเลือกให้ดีกว่าเลือกผู้ชาย เพราะผู้ชายอาจทิ้งคุณได้แต่บ้านจะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต” การเลือกบ้านหรือคอนโดมิเนียมสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดีต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

เกษรา อธิบายแนวคิดเรื่องคอนโดมิเนียมสำหรับผู้หญิงต่อว่า สิ่งที่ผู้หญิงจะมองเป็นอันดับแรกๆ ในการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมก็คือระบบรักษาความปลอดภัย ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งคอนโดที่ดีจะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัย มีบัตรหรือรหัสผ่านเข้าออก มีกล้องวงจรปิดที่แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหว ดูกล้องวงจรปิด และขอความช่วยเหลือจากส่วนกลางได้ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน แม้กระทั่งที่จอดรถสำหรับผู้หญิงเองก็ควรมีที่จอดสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ไม่ให้มีการจอดซ้อนคัน

แต่สิ่งที่ผู้หญิงควรมองมากกว่านั้นก็คือเรื่องการมองเรื่องความมั่นคงของชีวิตระยะยาว คือความมั่นคงตลอดชีวิตซึ่งเราเองก็ได้จากจีโอฟิต พลัส ของฮันคิวมาหลายอย่าง

เริ่มตั้งแต่การออกแบบโดยคำนึงถึงทุกช่วงชีวิตตั้งแต่หนุ่มสาวไปจนถึงแก่ชรา บ้านต้องพร้อมใช้งานสำหรับเจ้าของบ้านในทุกช่วงวัย ทางลาดสำหรับรถเข็นและสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่ปากทางเข้าโครงการ ลานจอดรถไปถึงหน้าห้อง ห้องสามารถปรับเปลี่ยนรองรับทุกช่วงวัยอย่างเหมาะสม ตำแหน่งปลั๊กไฟ ระบบขอความช่วยเหลือจากส่วนกลางต้องดีพอที่จะทำให้ลูกบ้านสามารถพึ่งพากันได้

ในเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการเลือกพื้นที่ส่วนกลางที่เพียงพอสำหรับทุกคน ฟิตเนส 24 ชม. เพราะแต่ละคนก็มีช่วงเวลาที่ตัวเองสะดวกแตกต่างกันออกไป ใครสะดวกออกกำลังกายช่วงไหนก็สามารถเข้าไปใช้งานได้เลย”

มองย้อนกลับไปที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง การออกแบบคอนโดมิเนียมแล้วระบบส่วนกลางของพวกเขานั้นมีการวางแผนตั้งแต่การสร้างไปจนถึงขั้นตอนเมื่อเกิดภัยพิบัติ โครงสร้างที่รองรับแผ่นดินไหวมากกว่า 7.5 ริกเตอร์ หากเกิดกรณีที่ต้องอพยพก็มีแผนรองรับ มีห้องพยาบาลและเครื่องมือแพทย์ฉุกเฉิน ห้องน้ำเคลื่อนที่ รองรับสำหรับการสร้างแคมป์อพยพรอความช่วยเหลือ จึงไม่ใช่แค่การสร้างคอนโดมิเนียมเพื่อให้คนเข้ามาอยู่อาศัย แต่เป็นการสร้างสังคมส่วนรวมของทุกคนในคอนโดมิเนียมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

ดังนั้น การเลือกคอนโดสำหรับสาวๆ ยุคใหม่ การเลือกแค่ฟังก์ชั่นใช้งาน ความสวยงาม และทำเลอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะไม่แน่ว่าห้องที่คุณซื้ออาจกลายเป็นห้องที่คุณอยากอยู่ไปทั้งชีวิต เรื่องความมั่นคงในชีวิตยามเกษียณจึงเป็นอีกเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้ามไปอย่างเด็ดขาด

ฟิตร่างกาย (ให้พร้อม) ก่อนลงสนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570567

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 15:30 น.

ฟิตร่างกาย (ให้พร้อม) ก่อนลงสนาม

เรื่อง พุสดี

“การวิ่ง” กลายเป็นเทรนด์การออกกำลังกายที่มาแรงในหมู่คนเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้สุขภาพดีๆ ได้แบบไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ การวิ่งยังเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ก่อให้เกิดเพื่อนใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากเริ่มมาได้สักระยะคำถามที่มักเกิดขึ้นในใจมือใหม่หัดวิ่งทั้งหลาย คงหนีไม่พ้นเมื่อไหร่ฉันจะพร้อมลงสนามประลองความอึด? และถ้าคิดจะลองวิ่งสักรายการต้องเตรียมตัวอย่างไรให้ไม่ต้องถอดใจกลางทาง?

คำตอบ คือ แม้การวิ่งจะเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาก เพียงแค่มีรองเท้าผ้าใบสักคู่และใจที่พร้อม ก็สามารถลงสนามได้แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าการจะเป็นนักวิ่งที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นมือสมัครเล่นหรือมือโปร แต่การเตรียมความพร้อมของร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะในแต่ละส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสมรรถภาพการวิ่งให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในแง่ความเร็วและความอึด ทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระยะยาว

เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ คัดสรร 6 คลาสออกกำลังกายที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายให้ฟิตแอนด์เฟิร์มพร้อมลุยทุกสนาม สำหรับเป็นไอเดียให้เหล่านักวิ่งได้ลองนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวิ่ง

เริ่มจากโยคะ คาล์ม (Yoga Calm) เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนหรือหลังการวิ่ง ซึ่งเหล่ามือใหม่หัดวิ่งทั้งหลายที่มีพื้นฐานด้านโยคะอยู่แล้วถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง เพียงแต่ถ้าจะให้ดีลองนำหลักการของคลาสนี้ไปปรับใช้ด้วยการใช้เวลาในแต่ละโพสให้นานขึ้นอีกนิด เพื่อเน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อชั้นลึก บรรเทาความเจ็บปวดของข้อต่อต่างๆ

ถัดมาคือ ซู (Zuu) คลาสการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบาผ่านท่าทางการเคลื่อนไหวที่ได้แรงบันดาลใจจากสัตว์นานาชนิดมาช่วยสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย ความคล่องตัว ความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของหัวใจ เหล่านักวิ่งทั้งหลายอาจนำไอเดียนี้ไปฝึกต่อเพื่อช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการวิ่งให้ดีขึ้น ทั้งด้านความกระฉับกระเฉงว่องไว ความยืดหยุ่น และยังเสริมความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต ตลอดจนระบบหายใจ

ขณะที่ พิลาติส รีฟอร์เมอร์ (Pilates Reformer) เป็นการใช้อุปกรณ์รีฟอร์เมอร์เพื่อช่วยพัฒนาด้านความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกายแบบฟูลบอดี้ พร้อมปรับสมดุลของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการปวดต่างๆ โดยเฉพาะช่วงหลัง สำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่อยากจะฝึกอย่างต่อเนื่องอาจประยุกต์ด้วยการออกกำลังกายแบบพิลาติสแมต (Pilates Mat) เพื่อช่วยในการบริหารความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกายบนเสื่อโยคะแทน โดยใช้น้ำหนักตัวช่วยในเรื่องของแรงต้าน เพื่อให้ร่างกายสามารถทรงตัวให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมในการสร้างสมดุลแทน

ต่อด้วย กริด แอ็กทีฟ (GRID Active) คลาสออกกำลังกายที่เน้นการพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวและความยืดหยุ่นแบบฟังก์ชั่นนัล (Functional) ผ่านท่าออกกำลังกายพื้นฐาน 6 ท่า ทั้งผลัก ดึง ย่อ ก้าว ก้ม และบิด เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการวิ่งหรือแม้กระทั่งท่าทางในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ซึ่งหากฝึกอย่างต่อเนื่องยังช่วยเผาผลาญไขมันในเวลาอันสั้น แต่หากต้องการเพิ่มความอึด แนะนำ กริด ฟิต (GRID Fit) คลาสที่จะช่วยพัฒนาความคล่องตัวด้านการเคลื่อนไหวและความยืดหยุ่น คล้ายคลึงกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ทำให้นักวิ่งสามารถวิ่งได้ทนและนานยิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วยฮีต (HEAT) คลาสนี้เน้นฝึกฝนแบบนักกีฬา ท้าทายความแข็งแกร่งของหัวใจ โดยใช้การฝึกแบบเป็นสถานีกับอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและความแกร่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และมีพละกำลังมากขึ้น นักวิ่งจะรู้สึกเฟิร์มและเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น และยังสามารถเผาผลาญแคลอรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ก่อนจะผูกเชือกรองเท้าและลุยสนามวิ่ง อย่าลืมเตรียมตัวเองให้พร้อม…จะได้ไม่พลาดทุกเส้นชัย

ภาพทิวทัศน์ในมุมมอง อิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570417

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 10:17 น.

ภาพทิวทัศน์ในมุมมอง อิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : อิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์

ชีวิตสั้น ศิลปะยืนยาว เป็นคำกล่าวที่ช่างเหมาะสมกับ อิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์ เป็นอย่างยิ่ง จิตรกรหญิงชาวเบลเยียม ผู้ลาโลกไปด้วยอายุยังไม่เต็ม 29 ปีดี ขณะนี้ผลงานของเธอกำลังจัดแสดงให้ชมครั้งแรกในสหราชอาณาจักร ณ แกลเลอรี่ วิกตอเรีย มิโร

แม้จะลาจากโลกนี้ไปนับสิบปีแล้วก็ตาม ผลงานศิลปะที่งดงาม มากด้วยความรู้สึก และสีสัน ที่ผสมผสานความอ่อนหวานและเข้มข้นแบบเฉพาะตัว จะพาสเทลก็ไม่ใช่ จะจัดจ้านไปเลยก็ไม่เชิง ทุกวันนี้ผลงานของอิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์ ยังคงได้รับความสนใจจากคนรักศิลปะหน้าใหม่ๆ ได้ทุกครั้งที่มีการจัดแสดงงานของเธอ

นิทรรศการ Ilse D’Hollander จัดระหว่าง วันนี้-21 ธ.ค. นับเป็นครั้งแรกที่ได้แสดงผลงานของจิตรกรหญิงชาวเบลเยียมผู้นี้ หลังจากที่แกลเลอรี่วิกตอเรีย มิโร ได้รับสิทธิได้การดูแลมรดกตกทอดของ อิลซา ทั้งบ้านและที่ดิน รวมไปถึงผลงานศิลปะแนวแอบสแทรกต์ของเธอด้วย

อิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์ เกิดที่เมืองซินท์-นิคลาส ที่อยู่ระหว่างเมืองเกนท์และแอนท์เวิร์ป เธอทำงานศิลปะโดยได้นำเอาความประทับใจและประสบการณ์ในการเป็นสาวบ้านนอก สาวแห่งท้องทุ่ง ถ่ายทอดลงบนผืนผ้าใบและแผ่นกระดาษคาร์ดบอร์ด

อิลซา เรียกผลงานแอบสแทรกต์ของเธอว่า เป็นภาพวาดประเภท ภาพทิวทัศน์ (Landscape) โดยเธอเปรียบผืนผ้าใบเป็นประหนึ่งเส้นขอบฟ้าอันแสนกว้างใหญ่ แต่อย่างที่คนคุ้นเคยกับผลงานของอิลซารู้กันดีว่า ภาพที่ออกมานั้นเป็นลักษณะของภาพกราฟฟิกสีสันอ่อนหวาน อาจจะยากสักนิดที่จะมองให้เห็นเป็นภาพทิวทัศน์

หลายครั้งที่ อิลซา เล่นกับโทนสีเดียว ซึ่งในภาพจะเบรกด้วยบล็อกของสี หรือรูปทรงเรขาคณิต หรืออาจจะเป็นลักษณะของการแต้มฝีแปรงที่แตกต่างออกไป ซึ่งสำหรับเธออาจหมายถึงต้นไม้ หรือก้อนหิน ในทิวทัศน์นั้นๆ ที่เธอเห็น คุ้นเคย และรักที่จะถ่ายทอดออกมา

แน่นอนว่าภาพแลนด์สเคปแบบนี้มีเอกลักษณ์ซึ่งไม่มีใครเหมือน ราวการเดินทางข้ามไปมาระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก โลกแห่งความเป็นจริงแบบที่เราเห็นด้วยตา และโลกในแบบภาพสัญลักษณ์

อิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์ ฆ่าตัวตายในปี 1997 ขณะที่อายุได้ 28 ปี ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอมีนิทรรศการศิลปะเดี่ยวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทว่าหลังจากที่เธอลาจากโลกไปในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการจัดแสดงผลงานเดี่ยวของเธอมากมายหลายครั้ง ทั้งในยุโรปและสหรัฐ

วิกตอเรีย มิโร ประกาศการได้รับสิทธิในการบริหารจัดการมรดกทุกอย่างของอิลซา เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมานี้เอง โดยก่อนหน้านี้ได้มีการก่อตั้ง อิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์ เอสเตท ที่บ้านของเธอในเบลเยียมเป็นมูลนิธิ เพื่อแสดงผลงานและเผยแพร่ศิลปะของเธอออกไปให้คนรู้จัก ตั้งแต่ปี 2001 (รายละเอียดเพิ่มเติม ilsedhollander.org.)

สำหรับการจัดนิทรรศการ Ilse D’Hollander ทางวิกตอเรีย มิโร ได้จัดพิมพ์หนังสือรวมภาพวาดของอิลซา ออกมาด้วย โดยภายในนอกจากงานศิลปะแล้ว ยังมีความเรียงเกี่ยวกับตัวศิลปิน ซึ่งเขียนโดย เดวิด แอนแฟม นักเขียน/นักวิจารณ์ศิลปะ และที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์ไคลฟอร์ด สติล ในเดนเวอร์ด้วย

อิลซา เดอ ฮอลแลนเดอร์ เกิดเมื่อปี 1968 สำเร็จการศึกษาที่สถาบันศิลปะโฮเกอร์ ในแอนท์เวิร์ป เมื่อปี 1998 และไปต่อที่สถาบันในเครือเดียวกัน ณ เมืองเกนท์ จนจบในปี 1991 ตลอดชีวิตเธอมีนิทรรศการเดี่ยวเพียง 1 ครั้งในปี 1996 ที่เด็นบาว ในเมืองกาลเกน ประเทศเบลเยียม ทว่าหลังจากที่เธอเสียชีวิต ผลงานของเธอได้ไปจัดแสดง ณ แกลเลอรี่ของทำเนียบขาว หลายแกลเลอรี่ในนิวยอร์ก สหรัฐ และหลายแห่งในเยอรมนี ฝรั่งเศส และแน่นอนในหลายเมืองที่บ้านเกิดของเธออย่างเบลเยียม

ธนจักร สินรัชตานันท์ สตรีทเวิร์กเอาต์ตอบทุกโจทย์ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570416

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 10:11 น.

ธนจักร สินรัชตานันท์ สตรีทเวิร์กเอาต์ตอบทุกโจทย์ชีวิต

โดย กั๊ตจัง

“ไม่ว่าเราจะออกกำลังกายแบบไหนมาหากใช้ไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ยังไม่นับว่าคือที่สุดของประโยชน์ที่ได้จากการออกกำลังกาย” ธนจักร สินรัชตานันท์ กล่าวไว้เช่นนั้น และหนุ่มหน้าใสผู้นี้คือทายาทของ นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ เจ้าของธีรพรคลินิก คลินิกศัลยกรรมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในวงการบันเทิง

ธนจักร กำลังเข้ามาเรียนรู้งานและรับช่วงต่อธุรกิจของคุณพ่อ ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่ยากเกินความสามารถของเขาแน่นอน และเมื่อเราถามถึงไลฟ์สไตล์การออกกำลังกายและการดูแลตัวเองให้ดูดีแล้ว สิ่งแรกที่ธนจักร แนะนำกับเราก็คือการออกกำลังกายแบบสตรีทเวิร์กเอาต์ เทรนด์ใหม่ที่ในเมืองไทยยังหาคนออกกำลังกายแบบนี้ได้น้อยนัก

“ผมออกกำลังกายด้วยการเล่นเวตมาตั้งแต่สมัยเรียน ม.4 ก็ออกกำลังกายมาโดยตลอดถึงทุกวันนี้ จนเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วผมได้เจอกับเพื่อนชาวสเปนคนหนึ่งมาแชร์เรื่องการออกกำลังกายของเขาให้ฟังวิธีการออกกำลังกายของเขาเป็นการออกกำลังแบบใช้น้ำหนักตัวล้วนๆ

ตอนแรกผมก็ดูแล้วก็คิดว่าไม่น่ายาก เพราะว่าเราออกกำลังกายมาได้ประมาณ 4-5 ปี ยกเวตยกน้ำหนักได้ดีพอสมควร แต่พอไปทำท่าออกกำลังกายแบบเขาเรากลับพบว่าเราทำไม่ได้ เราไม่แข็งแรงพอที่จะทำท่านั้นได้ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนความคิดในเรื่องการออกกำลังกายว่า ทำไมเราออกกำลังกายมาตั้งเยอะ แต่กลับไม่มีความแข็งแรงเทียบเท่า นี่แหละของจริงที่แท้จริงของการออกกำลังกายมันต้องอยู่ตรงนี้คือสามารถออกแล้วไม่ใช่แค่รูปร่างสวยแต่ต้องแข็งแรงพอที่จะทำให้เราเคลื่อนไหวในสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศแบบต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว

สตรีทเวิร์กเอาต์ (Street Work Out) เป็นกีฬาที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรมาก เราสามารถออกกำลังกายตามท้องถนนทั่วไป โดยใช้น้ำหนักของตัวเราในการออกแรงเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับตัวเอง ดูไปแล้วก็จะคล้ายกับการเล่นยิมนาสติก แต่ระดับของความยากและความแข็งแรงจะไม่เท่า

เพราะเน้นแค่การออกกำลังกายในระดับที่สามารถเคลื่อนไหว ได้ดีชีวิตประจำวันได้ แล้วใครๆ ก็สามารถฝึกได้ ถ้าเทียบกับการยกเวตจะเป็นการออกกำลัง โดยโฟกัสแค่กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่สตรีทเวิร์กเอาต์จะออกกำลังโดยใช้กล้ามเนื้อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่สามารถออกร่วมกันได้ในครั้งเดียว ทำให้การออกกำลังกายนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งในเวลานี้เมืองไทยยังไม่พบเห็นมากนัก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มเล็กๆ เล่นกันตามสวนสาธารณะ แล้วฝึกฝนกันเองเสียมากกว่า มีอิสระมากกว่า ไม่ใช่แค่การเข้าฟิตเนสแล้วก็ไปยกน้ำหนักให้ครบเซต แล้วก็กลับบ้าน การเล่นสตรีทเวิร์กเอาต์เหมือนเป็นการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่าวันนี้เราจะต้องทำอะไรให้ได้บ้าง

ทำให้การออกกำลังกายแบบนี้มันไม่น่าเบื่อมันมีสีสันและมันเป็นเช่นการแสดงอื่นๆ ด้วย เพราะมันไม่ได้ไปแค่คนเดียว มันมีท่าทางทำอย่างไรให้มันสวย ดึงอย่างไรให้สวย มันเป็นท่าทางอย่างหนึ่งในการแสดง ทำให้เรารู้สึกสนุกกับการเล่นมากขึ้น

แนวทางการออกกำลังกายของผมจะออกกำลังกายประมาณ 5 วัน/อาทิตย์ ผมจะพักประมาณ 1-2 วัน แล้วแต่ว่าวันไหนที่เรารู้สึกว่าเราเหนื่อย เราถึงจะพักร่างกายของเรา ซึ่งร่างกายจะบอกเองว่าพร้อมหรือไม่พร้อมกับการออกกำลังกายในแต่ละวันคนออกกำลังกายนานๆ จะรู้ว่าวันนี้ร่างกายควรจะพักเขา เมื่อรู้สึกว่าพร้อมแล้วค่อยออกใหม่ ซึ่งผมเชื่อสตรีทเวิร์กเอาต์เป็นการออกกำลังกายที่ดี ให้ความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็สามารถออกกำลังได้ การมีสุขภาพที่ดี ได้มีสังคมและเพื่อนใหม่ และรูปร่างที่สมส่วนเป็นที่น่าพึงพอใจนั่นเอง”

L’Etape Phang Nga 2018 งานปั่นจักรยานยอดเยี่ยมแห่งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570415

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 10:02 น.

L’Etape Phang Nga 2018 งานปั่นจักรยานยอดเยี่ยมแห่งปี

โดย Withaya Heng ภาพ : L’Etape Thailand

ผานพ้นกันไปแล้วกับงานปั่นจักรยานที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ เลต๊าป พังงา 2018 (L’Etape Phang Nga 2018 by Le Tour de France) งานปั่นตามรอยโปรที่จัดขึ้นโดยใช้มาตรฐานเดียวกับการจัดการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ (Tour de France) ที่ฝรั่งเศส แต่ที่นี่คุณจะเป็นมือโปรหรือจะแค่มือสมัครเล่นก็สามารถมาร่วมปั่นได้หมด เพราะมีการจัดการที่ยอดเยี่ยมและมาตรฐานความปลอดภัยเหนือระดับจริงๆ

เท้าความสักนิดว่างานนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ไล่เรียงมาตั้งแต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา TCEB ททท. การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดพังงา สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพังงา สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โดยมี จ.พังงา รับหน้าที่เป็นเจ้าบ้าน และบริษัท มูฟ เอเชีย เป็นผู้ดำเนินการจัดงานทั้งหมดภายใต้การรับรองมาตรฐานจากผู้จัด ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ผลจากการร่วมมือกันอย่างจริงจังของทุกฝ่ายผนวกกับประสบการณ์ในการจัดงานวิ่งมาอย่างช่ำชองของมูฟ เอเชีย ทำให้งาน เลต๊าป พังงา 2018 ถือได้ว่าเป็นงานปั่นจักรยานที่จัดได้ดีที่สุดในประเทศไทยรายการหนึ่งเลย

งานนี้ออกมาดีได้เพราะอะไร

นอกจากความสวยงามของวิวสองข้างทางตลอดเส้นทางปั่นทั้งแบบ 70 กม.และ 140 กม. เส้นทางที่มีเนินขึ้นลงกว่า 80% ที่ตอนแรกเหมือนจะน่ากลัว แต่เอาจริงแล้วกลับทำให้ปั่นสนุกและเหนื่อยน้อยกว่าปั่นทางราบเสียอีก แต่สิ่งที่ทำให้เราประทับใจมากๆ คือสภาพของผิวถนนที่เรียบกริบ น่าจะเป็นงานเดียวที่ทางจังหวัดเจ้าภาพลงทุนปรับปรุงถนนให้เพื่อการนี้

ความปลอดภัยในการปั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจ เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากๆ ว่าเราได้ปั่นในถนนที่มีการปิดการจราจรแบบ 100% ตลอดเส้นทางและตลอดงาน! ไม่ใช่ปิดถนนแค่ตอนปล่อยตัว พอที่หนึ่งเข้าเส้นชัยก็ปล่อยรถออกมาแล้ว คนที่เหลือปั่นไปได้ยังไม่ถึงครึ่งทางก็ปั่นต่อไปตามยถากรรม สตาฟฟ์ที่มีมากถึง 400 คน ต่างทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม มีสตาฟฟ์คอยเตือนในจุดอันตราย เช่น ทางโค้งลงเขา ช่วงทางเปียกลื่น และช่วยเคลียร์เส้นทางช่วงที่หัวขบวน 140 กม. ที่มาด้วยความเร็วแล้วต้องมาบรรจบกับกลางขบวนของ 70 กม. ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ เป็นงานที่เกิดอุบัติเหตุน้อยมากๆ และเป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อยเท่านั้น

นอกจากเส้นทางที่ดีความปลอดภัยที่เยี่ยมยอดแล้ว คิวปล่อยตัวคือหัวใจสำคัญในความสำเร็จของงานนี้ การแบ่งกลุ่มนักปั่นเป็น Wave 0-5 โดยมีเวลา Cut Off เป็นตัวกำหนดและให้นักปั่นเลือกเองตามความสามารถตั้งแต่ตอนสมัคร เมื่อถึงวันปั่นจริงก็ปล่อยตัวเหลื่อมเวลากัน Wave ละประมาณ 5 นาที ทำให้การจราจรในการปั่นเป็นไปอย่างลื่นไหล เหนืออื่นใดคือความตรงต่อเวลา เป็นอีกจุดหนึ่งที่เข้มงวดมากตามมาตรฐานของ ตูร์ เดอ ฟรองซ์ เราจึงไม่เห็นภาพชินตาที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขึ้นเวทีมาปราศรัยร่ายยาว ในขณะที่นักปั่นยืนตากแดดหัวแดงหมวกแทบละลายอยู่หน้าจุดสตาร์ท ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการแบบเป๊ะๆ และความตรงต่อเวลานี้เองเปรียบเสมือนการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง (ไม่เกี่ยวกับวาทกรรมทางการเมืองนะจ๊ะ) ถ้าเราเริ่มต้นในสิ่งถูกต้องอย่างที่ถูกที่ควรแล้ว สิ่งที่ตามมาก็จะจัดการง่ายขึ้น ซึ่งผลก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ตลอดเส้นทางที่เราปั่น 70 กม. มีชาวบ้านออกมาชมด้วยความสนใจ บางบ้านจูงลูกจูงหลานออกมายืนเชียร์ คุณยายเอาเก้าอี้มานั่งใต้ร่มไม้ดูขบวนนักปั่น เราเห็นภาพน่ารักๆ แบบนี้ไปตลอดทาง จนถึงหน้าเส้นชัยเป็นภาพที่ชาวเมืองตะกั่วป่ายืนเรียงรายสองข้างทางโบกธงต้อนรับ ส่งเสียงเชียร์นักปั่นสปรินต์เข้าเส้นชัย ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นใครถ้าอยู่ตรงนั้นจะต้องได้รับความประทับใจกลับไปแบบไม่รู้ลืม

ร่ายยาวมาจนจะหมดหน้ายังไม่เจอข้อเสีย… มีครับ เรื่องใหญ่ด้วย… จุดบกพร่องที่ผู้จัดควรนำไปปรับปรุงอย่างที่สุดคือ การประชาสัมพันธ์ไปสู่กลุ่มเป้าหมาย งานนี้มีผู้เข้าร่วมต่ำกว่าเป้าหมายไปเยอะเลย ก็เพราะนักปั่นส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่า งานนี้จริงๆ แล้วเป็นงานอะไร สอบถามหมู่นักปั่นที่เป็นเพื่อนฝูงกันส่วนใหญ่จะเข้าใจไปว่าเป็นงานแข่งขันเก็บคะแนนระดับโปรทัวร์ หรือเป็นงานโปรโมทการแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ไปนั่น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงคืองานปั่นตามรอยโปรที่ไม่ว่าจะเป็นโปรหรือมือสมัครเล่นเข้าร่วมได้หมด

ตรงจุดนี้ต้องฝากถึงผู้จัดเป็นการบ้านสำหรับปีต่อไป ช่วยประชาสัมพันธ์ไปให้ถึงนักปั่นกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ส่วนใครที่พลาดงานครั้งนี้ปีหน้าห้ามพลาดแล้วนะครับ อยากให้นักปั่นทุกๆ คนได้สัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบที่ผมได้รับจากงานในปีนี้ครับ

พลิกวิกฤตหันมาดูแลคนที่รัก ลัดดาพร มานิตยกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570413

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 09:47 น.

พลิกวิกฤตหันมาดูแลคนที่รัก ลัดดาพร มานิตยกุล

โดย วราภรณ์ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

การมองโอกาสในวิกฤตของชีวิตที่คุณแม่ลัดดาวัลย์ มานิตยกุล ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะที่ 1 ทำให้ ชิ-ลัดดาพร มานิตยกุล มัณฑนากร เจ้าของบริษัท ฟิก สแควร์ วัย 37 ปี สามารถเปลี่ยนความเสียใจและความวิตกกังวล หันกลับมาดูแลคุณแม่เพื่อสู้กับโรคร้ายอย่างเต็มที่ ด้วยการให้ความรักและหันมาดูแลโภชนาบำบัดของคุณแม่ด้วยการหันมารับประทานพืชผักออร์แกนิกและระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้น

ปัจจุบันนอกจากเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างบ้านและออกแบบตกแต่งภายนอก-ภายในแล้ว ลัดดาพรยังเป็นเจ้าของร้าน “เบเกอรี่ เทอราพี” จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ย่านเสนานิคม 1 ที่ธุรกิจที่เธอรักเกิดจากความชื่นชอบทำเบเกอรี่ ผสานกับการรับมือกับการรักษาโรคร้ายของคุณแม่ ทำให้ทั้งบ้านหันมาดูแลสุขภาพเพื่อเป็นกำลังใจให้คุณแม่ว่า ไม่ได้ป่วยอยู่คนเดียว

รักษาคุณแม่ด้วยวิถีออร์แกนิก

ลัดดาพร เล่าแรงบันดาลใจ 3 ปีของการเปิดร้าน เบเกอรี่ เทอราพี ว่าเมื่อคุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะ 1 ต้องตัดตับออกไป 50% และไม่ได้ทำคีโมต่อเนื่องจากมะเร็งไม่ลุกลาม คุณหมอจึงให้เฝ้าดูอาการ พอครอบครัวรู้ว่าคุณแม่ไม่สบาย เธอรักษาคุณแม่ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีการกินทั้งหมดหันเข้าสู่วิถีธรรมชาติ เลี่ยงสารเคมีทั้งหมด แม้แต่น้ำยาย้อมผมก็หันมาใช้แบบออร์แกนิก

“ยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตยาก เพราะอาหารบางอย่างเลิกกินไปเลย เช่น เนื้อแดง เนื้อวัว เนื้อหมู ไส้กรอกและหลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการทำเยอะๆ ไม่กินเลย จริงๆ คุณหมอไม่ได้ห้ามเลย แต่ชิได้ความรู้จากการเรียนคอร์สโภชนาการบำบัดของมหิดล เพื่อดูแลคุณแม่และดูแลทุกคนในครอบครัว” เมื่อครอบครัวหันมากินออร์แกนิกแล้วดีเธอจึงอยากแบ่งปันวิธีการและองค์ความรู้ในการพึ่งวิถีธรรมชาติ เปิดร้านจำหน่ายเครื่องดื่มสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ บวกกับการหันมาปลูกพืชผักสวนครัวหลังบ้าน เช่น ใบเตย กะเพรา ฯลฯ พริกซึ่งปัญหามีพื้นที่น้อยไม่ใช่อุปสรรค เธอหันมาปลูกพืชผักในกระถางแทน

“ชิเน้นว่าผักและผลไม้ที่ทำให้คุณแม่รับประทานต้องออร์แกนิกจริงๆ เช่น หันมาปลูกพริกขี้หนูเอง เพราะพริกมักมีสารเคมีสะสมเยอะที่สุด สังเกตตัวเองเวลาเด็ดพริกสดๆ จากต้นมาประกอบอาหารความอร่อยมันผิดกับพริกที่ไปซื้อที่ตลาด เพราะมีความสดใหม่ เช่น ใบเตยที่ปลูกก็นำมาต้มใส่น้ำตาลออร์แกนิกให้คนทั้งบ้านกิน ซึ่งดื่มแล้วก็รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว เมื่อก่อนเวลาไปนอกบ้านน้ำที่ดื่มส่วนใหญ่เป็นน้ำอัดลม ตอนนี้หลีกเลี่ยงหันมาดื่มน้ำใบเตย ซึ่งดีกับร่างกาย หรืออย่างเพื่อนปลูกดอกอัญชันแบบออร์แกนิกที่รั้วหน้าบ้าน ชิก็ขอรับซื้อแล้วนำมาทำน้ำอัญชันขายในร้าน กลายเป็นทุกคนหันมากินออร์แกนิกกันหมด เหมือนกินเป็นเพื่อนคุณแม่ เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณแม่ว่าไม่ได้กินอยู่คนเดียว พวกเรากินเป็นเพื่อนด้วย” การกินอย่างระมัดระวังมากขึ้น ชิสังเกตตนเองว่าผ่านมา 3 ปีแล้ว ผิวพรรณและปัญหาผิวหนังที่มักเป็นสิวผด ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอจึงแบ่งปันสูตรดูแลสุขภาพที่ทำให้ทั้งตัวเองและคุณแม่กินอยู่ 4 สูตร อาทิ ซูเปอร์เพอร์เพิล ใช้ผักผลไม้สีม่วงเป็นหลักซูเปอร์เรด เป็นต้น นอกจากนี้เธอยังนิยมทำเค้กที่ได้สูตรจากการไปเรียนโภชนาการบำบัดที่มหิดลคือ การทำเบเกอรี่โดยไม่ใช้เนย หรือสูตรมูส ช็อกโกแลตโดยไม่ใช้วิปปิ้งครีมแต่ใช้อโวคาโดแทน ขนมเค้กก็ไม่ใช่ผงฟู โดยหันมาใช้ไข่ไก่ออร์แกนิกแทน

“ร้านเบเกอรี่ชิเปิดหลังจากคุณแม่หายแล้ว 1 ปี เพราะชิอยากส่งต่อข้อมูลดีๆ เช่น น้ำผักหรือขนมที่เรากิน อาหารไม่จำเป็นต้องผสมหรือใส่อะไรเยอะแยะ ก็อร่อยได้ เพราะการกินสารเคมีที่อยู่ในอาหารแล้วร่างกายต้องขับออก จะมีผลต่อโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ไต เพราะร่างกายขับเองไม่ได้ ไปสะสมก็เป็นพิษต่อร่างกาย ชิเลยทำสูตรขึ้นเพราะเราทำให้ที่บ้านกินอยู่แล้ว ทำแล้วดีก็อยากแบ่งปัน การทำร้านเบเกอรี่ เทอราพีจึงเกิดขึ้น ซึ่งฟีดแบ็กดีระดับหนึ่งเพราะร้านของชิมีความเป็นยูนีกสูงมาก คนเฉพาะกลุ่ม เช่น เด็กๆ กับผู้สูงอายุจะชอบมากๆ เช่น น้องๆ ตัวเล็กๆ เป็นแฟนพันธุ์แท้ของดาร์ก ช็อกโกแลตที่ร้าน หรือคุณลุงคุณป้าที่มีปัญหาสุขภาพก็ชอบมากินน้ำผักผลไม้ปั่นสดๆ ที่ร้าน ซึ่งชิค่อนข้างพอใจ เพราะเราโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลูกค้าเดิมเราไม่หนีไปไหน แล้วยังค่อยๆ มีลูกค้าใหม่ๆ มาใช้บริการแบบปากต่อปาก มีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาให้เราแนะนำเรื่องสุขภาพ เช่น กินอะไรแล้วดี ลูกค้าก่อนที่จะเลือกสมูทตี้เขาจะบอกเราว่าเขาเป็นโรคอะไรบ้าง ชิหรือผู้จัดการร้านก็จะเลือกผลไม้ที่เหมาะกับลูกค้า”

ทำขนมช่วยคลายเครียดและใช้ชีวิตช้าลง

ฟิก สแควร์ เป็นบริษัทอินทีเรียร์แบบครบวงจรที่ลัดดาพรก่อตั้งเอง เวลาทำงานเธอทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่แต่หลังเลิกงานเธอมักเข้ามาช่วยบริหารร้านเบเกอรี่ เทอราพี เพราะอยู่ซอยหน้าหมู่บ้านนี่เอง การทำงานสองอย่างชิบอกว่าเธอรู้สึกไม่เครียด แถมช่วยให้เธอรู้สึกผ่อนคลายเสียอีก

“ทำงานบางครั้งก็เกิดความเครียด แต่พอกลับมาทำงานที่ร้าน ช่วยทำให้ชิรู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องเครียดไปได้ เพราะชิรู้สึกมีความสุข หรือช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ใช้เวลาว่างปลูกพืชผักสวนครัวกับลูกชายวัย 11 ขวบ ก็ถือว่า เป็นความสุข ตอนนี้กำลังทำระเบียงชั้น 2 ไว้ปลูกต้นไม้เพิ่ม คิดว่าทำได้เพราะชิก็อยู่ในกลุ่มปลูกผักออร์แกนิกซึ่งแนะนำว่า เราไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ใหญ่โตจึงจะปลูกผักได้ค่ะ“

การป่วยของคุณแม่ซึ่งปัจจุบันสุขภาพแข็งแรงดี สอนให้ชิใช้เวลาให้ช้าลง และหันมาดูแลใส่ใจคุณพ่อกับคุณแม่มากขึ้น ซึ่งคุณพ่อของเธอเพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคไตเมื่อไม่นานมานี่เอง

“ตั้งแต่คุณแม่ป่วย ชิพยายามทำงานให้ไม่ยืดเยื้อ เพราะแต่เดิมชิทำงานเร็ว ในทางกลับกันในการใช้ชีวิตส่วนตัว ชิจะให้เวลากับครอบครัวมากๆ คือเราจะต้องมีเวลาดูแลคนในครอบครัว เรื่องแรกที่เราคิดคืออาหารที่เราทำ ต้องมีเวลาทำและให้คนในครอบครัวได้กิน เช่น คุณแม่ หรือทำขนมส่งให้หลานๆ ชิรู้สึกมีความสุขกับเรื่องทำอาหาร ว่างๆ ก็ปลูกพริกขี้หนูสวน มะกรูด ใบเตย โหระพา ต้นหอม ผักชี ผักสลัดกำลังเริ่มอยู่ การเตรียมดิน เนื่องจากเราไม่มีที่เหมือนคนอื่น ชิมีกลุ่มฮาร์ดคอร์ ออร์แกนิก และเจ้าชายผัก ชิเพิ่งเริ่มปลูกผักใบกระถาง เขาขายดินให้เราซึ่งเชื่อถือได้ ส่วนเรื่องการดูแลเรื่องแมลง ชิมีน้ำที่กลั่นมาจากการเผาถ่านไม้และชิต้องเอามาเจือจางกับน้ำและฉีดพ่นด้วยกระบอกฉีด กลิ่นคล้ายๆ รมควันหน่อย ฉีดไปที่ใบเวลามีพวกหนอน หรือเพลี้ยไปได้ ชิแพลนว่าจะทำเทอร์เรซเฮาส์ที่ระเบียงชั้น 2 ชิเริ่มปลูกผักเองตั้งแต่ปีที่แล้ว เราปลูกผักกินเองเราก็มั่นใจ หรืออะไรที่ปลูกเองไม่ได้ชิก็นำวัตถุดิบจากคุณลุงคุณป้าเกษตรกรทางภาคเหนือที่ปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์กินแล้วเราก็มั่นใจ และเป็นการซื้อขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เราเพิ่มรายได้และคุณป้าคุณลุงก็แฮปปี้ ผักที่เราปลูกเองกินเองก็มีความสุข ที่สำคัญคือสุขยิ่งกว่าเมื่อเห็นผลผลิตงอกงาม ให้ดอกให้ผล”

ใช้คำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9

ทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ลัดดาพรนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตและการทำงาน เพราะเธอคือหนึ่งในสมาชิกพอแล้วดี โครงการที่ 2 สิ่งที่เธอได้เรียนรู้คือ ได้จุดหมายในชีวิต เพราะการเข้าร่วมในโครงการทั้งวิทยากรจะช่วยเค้นศักยภาพของแต่ละบุคคลออกมา ทำให้เธอรู้ว่าจะมุ่งไปในทิศทางใด จนเธอค้นพบตัวเองว่าชอบทำอาหารและอยากช่วยเป็นที่ปรึกษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ

“2 ปีที่ผ่านมาเป็นจุดเริ่มอะไรหลายๆ อย่าง จนชิพัฒนาตัวเองจนทุกวันนี้ มันชัดเจนขึ้น ที่ชิได้คือเพื่อนๆ ที่เข้าร่วมโครงการแต่ละคนเป็นกัลยาณมิตร ทุกวันนี้ยังติดต่อคุยกันอยู่ เราทำงานด้วยกัน เช่น มีเพื่อนทำโรงพิมพ์เราสั่งกับเขา และมีเพื่อนทำโกโก้ วัลเลย์ที่น่าน เขาให้ชิคิดสูตรคุกกี้ซิกเนเจอร์ของไร่ โดยใช้โกโก้ของเขาตั้งชื่อว่า “คุกกี้ รอกกี้ โรด” ชิเลยใช้วัตถุดิบตัวโก้โกออร์แกนิกของที่ไร่เป็นหลัก ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเรื่องความพอเพียงซึ่งพวกเราตีโจทย์ไม่เหมือนกัน ความพอแล้วดีของชิคือ แม้ทำธุรกิจทุกคนต้องมีเรื่องกำไรมาเกี่ยวข้อง แต่กำไรแบบไหนที่เราอยู่ได้และคนอื่นๆ ก็อยู่ได้ ร้านชิไม่ขายกาแฟแต่ถ้าใครอยากดื่มกาแฟสามารถไปสั่งร้านข้างๆ แล้วมานั่งกินที่ร้านชิได้ คือเราต้องช่วยเหลือเกื้อกูล พึ่งพาอาศัยกัน”

เมื่อแม่ป่วย มุมมองชีวิตเปลี่ยน

การได้ดูแลคุณพ่อคุณแม่หลังจากท่านป่วยทำให้ชิมีความสุข เพราะชิบอกว่าเธอไม่เลือกเงินก่อน แต่เธอยอมเอาเวลาที่ต้องหารายได้ให้ได้เยอะๆ เพื่อสร้างครอบครัว ไปเรียนโภชนาการบำบัดที่มหิดล เพื่อหาวิธีดูแลทั้งคุณพ่อคุณแม่ที่อายุเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเอาเวลามาดูแลครอบครัว มันคือกำไรชีวิต ทำให้เธอมีชีวิตตอยู่ได้ เพราะสำหรับเธอไม่มีเงินที่ไหนไปซื้อความสุขของคนในครอบครัวได้

“หลังคุณพ่อคุณแม่ป่วยชิได้คิดว่าทำอย่างไรให้ท่านไม่ทุกข์ เมื่อก่อนชิมีเถียงคุณพ่อคุณแม่บ้าง แต่ตอนนี้ถ้ามีเรื่องไม่เข้าใจกันชิเลือกวิธีเดินหนี จะไม่เถียงท่านเหมือนเมื่อก่อน และเดี๋ยวนี้ชิจะไม่โกรธพ่อแม่นานข้ามวัน แม้ชิคิดว่าตัวเองไม่ผิดแต่ชิคิดว่านี่คือพ่อแม่เรา ถ้าพรุ่งนี้ชิตายหรือถ้าพรุ่งนี้พ่อแม่ไม่อยู่แล้วเราต้องตายจากกัน เราเหมือนเก็บความรู้สึกผิด ไม่เข้าใจกัน และไม่มีเวลาได้ร่ำลาได้ขอโทษกัน มันเลยเปลี่ยนชิทั้งเรื่องการใช้ชีวิต เมื่อก่อนชิเป็นคนเป๊ะหลายเรื่อง แต่เดี๋ยวนี้ปล่อยวางมากขึ้น พยายามเข้าใจลูกน้องและผู้อื่นมากขึ้น และไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งมันดีจริงๆ นะคะ ช่วงที่คุณแม่ป่วยถือเป็นโอกาสที่ทำให้ชิทำอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าไม่เกิดวิกฤตเราจะไม่มองมัน และเราคิดว่าจะใช้มุมมองแบบนี้ไปตลอด สุดท้ายแล้วเงินไม่ใช่ประเด็น แม้เงินซื้อทุกอย่างได้ แต่ใจเราไม่สุข ใจไม่นิ่ง ก็ไม่มีประโยชน์”

พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ ‘นางงามสายไฟท์เตอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570411

  • วันที่ 11 พ.ย. 2561 เวลา 09:37 น.

พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ 'นางงามสายไฟท์เตอร์'

โดย ปอย ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

“…น้ำตาแห่งความสุข คือโมเมนต์ที่นิโคลขอจดจำไปตลอดชีวิตค่ะ” คือคำพูดสุขสมหวังหลังจากคว้ามงกุฎ

“นิโคลีน” พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 ก่อนหน้านี้ผิดหวังรุนแรงถึงขั้นนอนซมไปหลายวัน สาวผิวสีน้ำผึ้งวัย 20 ปี ลูกครึ่งไทย-จีน-อเมริกัน เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากสหรัฐมาประเทศไทย เพื่อประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 และสามารถผ่านเข้ารอบลึก หากไปไม่ถึงฝั่งฝันจบที่รอบ 10 คนสุดท้าย

นิโคลีนไม่ยอมรับคำว่าพ่ายแพ้ ขอเดินหน้าสู้ๆ ต่อไป ก้าวขึ้นเวทีประกวดอีกครั้ง สาวงามนักสู้ได้รับสิ่งตอบแทนคว้าตำแหน่งคนสวยที่สุดมาครองได้ในที่สุด

“นางงามสายไฟท์เตอร์” คือนิยามของสาวงามวัย 20 ปี นิโคลีน บอกว่า ตอนร่วงลงจากเวทีที่แล้ว พลังจากพี่ๆ แฟนๆ นางงามเข้ามาบอกว่า “…อย่าหยุดฝัน นิโคลสตรองอยู่แล้วเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ต้องการคนสวยสไตล์นักกีฬา แข็งแกร่ง และไม่ใช่แค่สวย ต้องมีจิตอาสา นิโคลทำงานเพื่อสังคมตั้งแต่ 5 ขวบแล้วค่ะ ได้รางวัลจิตอาสาดีเด่น ‘The President’s Volunteer Service Awards’ จากประธานาธิบดี บารัก โอบามา เป็นนักกีฬาของโรงเรียนเราเป็นหมวยแต่ได้ผิวสีแทนจากการเล่นกีฬา ควงธง ควงดาบ ควงปืน ชอบโหดๆ ค่ะ และทุกคุณสมบัติที่เวทีนี้ต้องการก็คือตัวเราค่ะ

พี่ๆ เขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราจะไม่มั่นใจในตัวเองล่ะ? นี่คือเหตุผลของการกลับมาเลยค่ะ นิโคลใช้เวลากอบกู้ความมั่นใจในเวลาเพียง 1 เดือน หลังจากพลาดดำแหน่งจากเวทีที่แล้ว ขอขอบคุณประสบการณ์นี้ที่ทำให้เรารู้ค่ะว่า ควรพัฒนาอะไร นิโคลไปเรียนเรื่องบุคลิกภาพ เรียนภาษาจีนอีกนิดหน่อยค่ะ

อย่าหยุดฝัน ฝากคนที่เคยแพ้แบบนิโคล วันนั้นอาจไม่ใช่วันของเรา แต่ชีวิตของเรามีอีกหลายๆ วันที่เราจะจุดไฟ จุดแรงบันดาลใจใหม่ ให้พัฒนาตัวเองก้าวต่อไปได้เสมอค่ะ”

ส่งใจไปเชียร์นางงามนักสู้ “คว้ามงฟ้า”

โบกมือบ๊ายบายคนไทย ไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมประกวดเวทีระดับโลก “มิสเวิลด์ 2018” ณ เมืองซานย่า ประเทศจีน ในรอบตัดสินเฟ้นหาสาวงามจาก 120 ประเทศ เพื่อสวมมงกุฎสีฟ้าน้ำทะเลเลอค่า ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค.นี้ เอฟซีชาวไทยติดตามชม แชร์ และให้กำลังใจสาวงามจากประเทศไทย ได้ทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก Miss World – Thailand

หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น MOBSTAR เพื่อเข้าไปกดโหวตกดไลค์ด้วยการพิมพ์ชื่อ Nicolene แล้วกดเข้าไปชมภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟ แล้วสไลด์ทุกภาพไปทางขวาเพื่อให้ขึ้นว่า Yes เป็นการโหวต โดยสามารถเข้าไปโหวตได้ทุกวัน

มงกฎสวมวันนี้คือรางวัลสูงสุด นิโคลเลือกคติชีวิตในแบบ “ทำอะไรแล้ว ต้องไปให้สุด” เคยประกวดและได้ตำแหน่ง Miss Thai New Year 2014-2015 และ Miss Teen Asia USA ทำด้วยความรักการเป็นนางงามตั้งแต่เด็กๆ เริ่มเดินสายประกวดเวทีเล็กๆ เก็บประสบการณ์มาเรื่อยๆ และนำมาพัฒนาตัวเอง โดยมีเป้าหมายคือเวทีใหญ่ในประเทศไทย

“อีกคนที่อยากขอบคุณคือคุณน้าของนิโคลค่ะ การฉีกสัญญาก็ต้องมีค่าปรับ นิโคลกลับมาเมืองไทยกับแม่ซึ่งต้องทิ้งงานที่สหรัฐ มาดูแลลูกสาวคนโตโดยไม่มีรายได้ มีแต่ค่าใช้จ่าย ต้องเช่าที่พัก ค่าอยู่ค่ากิน โดยเราก็ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น คุณน้ายื่นมือเข้ามาช่วยค่ะ เพื่อให้นิโคลเข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ คุณน้าให้ความเชื่อมั่นในตัวนิโคล และนี่คืออีกแรงบันดาลใจให้เราสู้ต่อไปค่ะ

มงกุฎเปลี่ยนชีวิตจริงๆ ค่ะ นิโคลรู้ว่าคนไทยฝากความหวัง และจับตามองเราอยู่ ‘จูเลีย มอร์ลีย์’ ประธาน Miss World Organisation เจ้าของเวทีนี้ก็มองเราอยู่เช่นกัน จะทำอย่างไรให้ผู้หญิงอายุ 20 ปี ที่มาจากครอบครัวธรรมดาๆ เข้าตาจูเลีย ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ การเป็นนางงามเป็นเรื่องยากมากค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้มสดใส) เรื่องจิตอาสานิโคลทำเต็มที่ที่สุดอยู่แล้ว เรื่องความงามก็ต้องเต็มที่เหมือนกันค่ะ นิโคลไม่ใช่นางงามที่นั่งหลังตรงสวยเป๊ะได้ตลอดเวลา แต่ก็ต้องดูแลตัวเองให้สวยในแบบธรรมชาติ สวยในแบบที่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งแค่นี้ก็เหนื่อยแล้วค่ะ”

นิโคลีน บอกว่า ชอบนิยามนางงามสายไฟท์เตอร์มากๆ คำนี้ดึงพลังออกมาได้มากมาย ความหวังในวันนี้คือจะคว้ามงกุฎมิสเวิลด์เป็นคนแรกของประเทศไทยอีกด้วย

“นางงามคือความฝันที่เราอยากเป็นตั้งแต่วัยเด็ก คุณแม่จับแต่งตัวส่งประกวดตั้งแต่เด็กๆ นางงามนพมาศ นางงามสงกรานต์ เด็กได้แต่งชุดไทยก็สนุกดี ได้ตำแหน่งมาเรื่อยๆ คุณแม่ก็ให้ลองเวทีใหญ่ ได้ตำแหน่ง Miss Thai New Year 2014-2015 แล้วนิโคลก็ลงประกวดเองในเวที Miss Teen Asia USA เพราะเริ่มรู้สึกว่าชอบค่ะ การแข่งขันทำให้เรามีน้ำใจนักกีฬา แล้วประกวดนางงามก็ไม่ใช่ว่าจะวัดกันที่ความสวยอย่างเดียว

ความเป็นจริงเราก็ไม่ได้สวยที่สุดด้วยค่ะ (บอกพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ) การใช้ชีวิตที่เติบโตในแอลเอ สหรัฐ นิโคลชอบทำงานจิตอาสา เล่นกีฬาลุยๆ สนุกกลางแสงแดดก็เลยไม่ใช่คนสวย ผิวขาวใส ไม่กังวลค่ะ เวทีมิสเวิลด์ต้องการสาวสวยในแบบสปอร์ตเกิร์ล การพัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมขึ้นเวทีก็คือการดูแลผิวพรรณให้ดี เราเล่นกีฬากลางแดด มีเหงื่อก็เป็นสิวอุดตันได้ง่าย ต้องล้างหน้าให้สะอาดผิวพรรณดีคือพื้นฐานความงามที่ดี ส่วนรูปร่าง น้ำหนักเทียบกับเวทีที่แล้วลดลงไปเกือบ 5 กิโลกรัม ตอนนี้สัดส่วน 34-24-36 น้ำหนัก 53 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร นิโคลเข้าฟิตเนสเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณสะโพกรูปร่างสไตล์นางงามฝรั่ง นางงามละติน ยังเป็นความนิยมนะคะ

การประกวดนางงามคือการโชว์พลังของผู้หญิง โชว์ความมั่นใจในตัวเองค่ะว่าเรามีศักยภาพ มุ่งมั่น ไม่ใช่แค่โชว์สวยเดินไปเดินมาบนเวที”

นิโคลีน บอกว่า การประกวด “คว้ามง” มาโดยตลอด เพิ่งมาตกรอบก็ในไทยเป็นครั้งแรก แต่จากที่เคยนอนซมร้องไห้ไป 3 วันเต็มๆ ตอนนี้มีเสียงหัวเราะใสๆ ได้แล้ว

“เรามาจากพื้นฐานครอบครัวที่ใจต้องสู้ด้วยค่ะ คุณแม่เลือกไปใช้ชีวิตที่แอลเอ แม่ทำงานหลายๆ อย่างตั้งแต่เปิดร้านวิดีโอให้เช่า พอโลกเปลี่ยนไปมีหนังออนไลน์เข้ามาก็ต้องปิดร้าน แล้วมาทำอาหารกล่องขาย โดยช่วยกันทำกับคุณยาย อาหารไทยแท้ๆ เลยค่ะ ฝีมือแกงไตปลา ข้าวยำ ข้าวซอย คุณยายทำอร่อยที่สุดในโลก (หัวเราะ) นิโคลเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย อายุ 16 ปี ทำงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทย หาเงินซื้อรถเฟียสขับไปเรียนได้แล้ว ไปเรียน ไปทำงาน ขับรถกลับบ้าน คุณแม่คุณยายเลี้ยงแบบไทยแท้ ไม่ให้มีแฟนค่ะ” นิโคลีน บอกพร้อมรอยยิ้มสวย

นางงามจิตอาสา Beauty With A Purpose

เหตุผลที่กรอกไว้ในใบสมัคร การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาประกวดที่ประเทศไทย ไม่ใช่แค่หวังมงกุฎเพียงเท่านั้น หากต้องการใช้ตำแหน่งนี้เป็นกระบอกเสียงสื่อเรื่องเด็กด้อยโอกาสในสังคม คือกลุ่มเด็กออทิสติก

ชุดราตรีที่เตรียมสวมใส่ในรอบการประกวด Best Design Award ชุดสีขาวมีลายเพนต์สีสันสดใส เป็นผลงานออกแบบร่วมกันระหว่างดีไซเนอร์ชื่อดัง ประภากาศ อังศุสิงห์ และน้องๆ กลุ่ม Art Story มูลนิธิออทิสติกไทย ช่วยกันเพนต์ลายภาพในหัวข้อ Love หรือความรัก ลงบนผืนผ้าก่อนที่จะถูกนำไปตัดเย็บเป็นชุดราตรีสีขาวงดงาม ภายใต้แนวความคิดที่ต่อยอดมาจากโครงการ Love for All โครงการเพื่อสังคมที่นิโคลีนก่อตั้งขึ้นมา โดยต้องการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของเด็กออทิสติกให้ออกสู่ระดับสากล

“คุณพ่อกับคุณแม่หย่ากันตั้งแต่นิโคลเด็กๆ ค่ะ แม่แต่งงานใหม่และมีน้องชายให้นิโคล 1 คน น้องป่วยเป็นออทิสติก น้องเป็นแรงบันดาลใจให้นิโคลทำโครงการนี้ค่ะ ในสหรัฐ เด็กๆ กลุ่มนี้ใช้ชีวิตลำบากมาก สังคมมีStereotype มองพวกเขาว่าก้าวร้าว นิสัยงี่เง่า แต่ไม่จริงเลยค่ะ น้องชายนิโคลน่ารักมาก เรียนได้เกรด A ทุกวิชา เล่นเกมคอมพิวเตอร์เก่งมากๆ ศักยภาพนี้นำไปต่อยอดให้เขาได้รับโอกาสในเรื่องอนาคตการทำงานได้

น้องไปโรงเรียนโดนเพื่อนๆ ล้อตลอดเวลา เราอยากช่วยให้เด็กเหล่านี้สามารถเข้าสังคมได้อย่างราบรื่น ในระดับที่เท่าเทียมกับเด็กธรรมดาทั่วไป สังคมมีทัศนคติค่อนข้างโหดร้ายกับเด็กกลุ่มนี้ นิโคลส่งโครงการนี้เข้าขอทุนที่ยูเอ็น และทางประเทศเยอรมนีสนใจโครงการนี้ ซึ่งตอนส่งไปในฐานะผู้เข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ เขาก็ให้เกียรติสนใจเราแล้ว ถ้ามีมงกุฎระดับโลก นิโคลต้องทำอะไรได้มากกว่านี้นะคะ”

ความเป็นจิตอาสานั้น ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มต้นตอนที่เข้ามาลงประกวดที่เมืองไทยเท่านั้น แต่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่นิโคลีนยังเป็นเด็กหญิง อายุแค่ 5 ขวบ เมื่อครั้งประเทศไทยต้องเจอกับภัยพิบัติอย่างรุนแรง “สึนามิ” ด.ญ.นิโคลีน รับรู้ข่าวสารรู้สึกเสียใจกับภัยพิบัติครั้งนั้นมาก และต้องการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนประสบภัย จึงรวบรวมเศษเงินจากกระปุกออมสินของตัวเอง และเพื่อนๆ ที่โรงเรียนประมาณ 1,000 กว่าเหรียญ ตั้งเป็นโครงการแรกในชีวิต ใช้ชื่อว่า Change for Change

โดยมีคุณแม่ช่วยประสานงานผ่านสภากาชาดไทย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เดินหน้าทำจิตอาสาดีเด่น และได้รับรางวัลจิตอาสาดีเด่น “The President’s Volunteer Service Awards” จากประธานาธิบดี บารัก โอบามา

“คุณแม่สอนว่าแม้เงินเล็กๆ ของเราก็สามารถช่วยเหลือผู้คนได้ นิโคลทำมาตลอดค่ะ ตั้งแต่สึนามิ ก็มีเหตุการณ์น้ำท่วมในญี่ปุ่น แผ่นดินไหวในเนปาล การมีสายสะพาย มีมงกุฎ แม้เวทีเล็กๆ ก็ทำให้คนสนใจเรา นิโคลใส่สายสะพายไปงานการกุศลของกลุ่มคนไทยในแอลเอ ช่วยทำขนม ทำวาฟเฟิลขายให้ผู้ใหญ่ ได้เงินเยอะกว่าขายทั่วไป ได้เงินให้มูลนิธิขาเทียม หรือเดินแฟชั่นโชว์แล้วระดมเงินบริจาคเข้าการกุศล เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขมากค่ะ

มอตโต้ในการใช้ชีวิตของนิโคล คือ It’s ok to be different ไม่เป็นไรแม้เราไม่เหมือนคนอื่น แต่เราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนโลกใบนี้ได้

คำว่าแตกต่างสำหรับนิโคล คือ ใจร้อน ทำอะไรฉุบฉับ (สาวลูกครึ่งเติบโตในสหรัฐพูดคำนี้จริงๆ) เป็นตัวของตัวเอง โดยบุคลิกภายนอกซึ่งหลายๆ คนมองนิโคลว่า หน้าตาร้าย (หัวเราะ) สายตาดูเหวี่ยง อาจเพราะดวงตานิโคลโตกระมังคะ เพื่อนๆ นางงามก็บอกว่าตาเราสวย อยู่บนเวทีแล้วตาดึงดูดคนได้ ซึ่งนิโคลก็ชอบนัยน์ตาของตัวเองมากที่สุดเลยค่ะ

จากใจจริงๆ บุคลิกภายนอกแตกต่างจากภายในใจโดยสิ้นเชิงค่ะ นิโคลอยากเป็นผู้ให้ อยากช่วยเหลือผู้คน นิโคลไม่ได้บอกว่าเราเป็นคนดีนะคะ ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะคะ การมีตำแหน่งทำให้เราเปลี่ยนตัวเอง ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นคนดีนะคะ (ย้ำพร้อมเสียงหัวเราะ) แต่การวางตัว การพูดจา เราต้องดูแลและระวังตัวเองให้มากขึ้นค่ะ

นิยามความงามสำหรับการเป็นนางงามเปลี่ยนไปแล้วค่ะ คงไม่มีใครอยากชื่นชมนางงามสวยๆ มองอยู่ไกลๆ แต่ถ้าความสวยนั้นจับต้องได้ โดยคือความงดงามจากใจข้างใจ ไม่เฟก ไม่หลอกลวง ทำอะไรทำจริง นิโคลไม่กังวลใจเลยค่ะว่าเราต้องงดงามสวยสมบูรณ์แบบ ซึ่งเวทีมิสเวิลด์ก็เช่นกันค่ะ นิโคลมั่นใจว่าเขาไม่ได้สรรหาคนสวยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ความงามจากภายในคืออีกคุณสมบัติหนึ่ง ซึ่งนางงามยุคนี้ต้องมีนะคะ นิโคลเชื่อว่าจูเลียกำลังมองหาคนสวยที่จริงใจ และมีความพยายามมากที่สุดค่ะ”

แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคว้ามงกุฎมิสเวิลด์มาครอบครอง บนเวทีการแข่งขันกับสาวงามอีก 120 ประเทศ แต่คำยืนยัน “นิโคลจะสู้ จะไฟท์ให้เต็มที่ถึงที่สุดค่ะ” ส่งใจไปเชียร์ “นิโคลีน”พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 กับคุณสมบัติความงามอย่างมีคุณค่า ตัวแทนสาวงามนักสู้จากประเทศไทยบอกไว้มั่นใจจะคว้ามาฝากคนไทยให้ได้

What is fascia ? : พังผืดคืออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570343

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 13:42 น.

What is fascia ? : พังผืดคืออะไร

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

Fascia อ่านว่า ฟาสเชีย หรือแฟซเซีย ในฉบับที่แล้วเจี๊ยบได้เกริ่นนำเกี่ยวกับระบบพังผืดไปบ้างแล้วว่าคือ เนื้อเยื่อหรือไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ที่ห่อหุ้มร่างกายภายในของเราเอาไว้ด้วยกันคล้ายกับใยแมงมุม ในวันนี้เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้กัน

เมื่อ 3 ปีก่อน เจี๊ยบเคยไปเข้าเวิร์กช็อปเกี่ยวกับเรื่องระบบพังผืดมาที่ฮ่องกง คุณครูที่สอนได้ยกตัวอย่าง “ผลส้ม” ให้เห็นรายละเอียดเปรียบเทียบผลส้มกับระบบพังผืดในร่างกายเรา เมื่อเราจินตนาการตามทำให้ง่ายและเห็นภาพได้ชัดเจนประกอบความเข้าใจเราได้มากขึ้น (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 1)

ในภาพแรกเป็นภาพส้มที่ผ่าซีกออก ให้ผู้อ่านลองตั้งใจสังเกตรายละเอียดของส้มในภาพนี้ แล้วค่อยๆ ทำความเข้าใจเป็นส่วนๆ กันค่ะ

จากภาพเปลือกส้มด้านนอกเปรียบเป็นผิวหนังของมนุษย์ ลูกศรชี้ที่ฝั่งด้านขวาบนสุด อันถัดมาอันที่สองด้านขวาจากผิวหนังลูกศรชี้เข้ามาตรงเนื้อเยื่อขาวๆ ใต้เปลือกที่ยังไม่ถึงเนื้อส้มหรือก็คือผิวเปลือกส้ม เจ้าสิ่งนี้เปรียบเป็นพังผืดระดับผิวๆ ที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรา ซึ่งสำหรับบางคนสามารถมองเห็นได้คือ เซลลูไลต์ Cellulite (พังผืดที่ไม่แข็งแรง คนผอมบางคนก็มีนะ)หากพังผืดตรงบริเวณนี้มีคุณภาพที่ดี ก็จะมองไม่เห็นเป็นเซลลูไลต์

ต่อมาอันล่างขวาสุดอันที่สาม จะเห็นว่าเริ่มเข้ามาภายในเนื้อส้ม แล้วลูกศรชี้ไปที่เส้นขอบระหว่างกลีบส้มแต่ละกลีบ เส้นที่แยกส้มแต่ละกลีบเป็นชิ้นๆ ที่เวลาเราจะกินส้มต้องเอามือแกะแยกส้มออกทีละกลีบนี้ เปรียบเหมือนกับพังผืดชั้นลึกที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อของเรา ดังนั้นเวลาเรายืดกล้ามเนื้อ หรือสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ ก็เท่ากับว่าเราได้ใช้งานพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ไปด้วยพร้อมๆ กัน

สำหรับกล้ามเนื้อลายถัดจากฟาสเชียหรือพังผืด ยังมีชั้นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ที่ทำหน้าที่หุ้มกล้ามเนื้อชั้นนอกอีกทีเรียกว่า เอพิไมเซียม (Epimysium) และในด้านในจะประกอบไปด้วยฟาสซิเคิล (Fascicle) หรือกลุ่มของเส้นใยกล้ามเนื้อหลายกลุ่ม ที่ถูกหุ้มไว้ด้วยเพอริไมเซียม (Perimysium) ส่วนด้านในเส้นใยของฟาสซิเคิลจะถูกหุ้มไว้ด้วยเอนโดไมเซียม (Endomysium) อีกที

จากนั้นย้ายมาดูฝั่งซ้ายกัน ที่ล่างซ้ายสุดลูกศรชี้ไปที่เนื้อส้ม ที่ด้านบนของเนื้อส้ม ถ้าเราสังเกตดีๆ จะเห็นเยื่อบางๆ ที่ห่อหุ้มเนื้อส้มข้างในไว้ (ถ้าไม่เชื่อก็ไปปอกส้มมาดูได้เลยมีจริงๆ) อันนี้เปรียบเหมือนกับพังผืดที่ห่อหุ้มเส้นประสาท หลอดเลือดและอวัยวะภายใน และสุดท้ายบนซ้ายลูกศรชี้ไปที่ขั้วที่อยู่ตรงกลางผลส้ม เปรียบเหมือนกับกระดูกสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลางของเรา

ถามว่า ทำไมต้องเอาผลส้มมาเปรียบเทียบ เจี๊ยบคิดว่าเป็นเพราะเนื้อเยื่อบางๆ แล้วส่วนประกอบเล็กๆ ที่ประกอบกันมาเป็นส้ม ดูมีความใกล้เคียงกับระบบพังผืดค่อนข้างมาก หากไม่มีเนื้อเยื่อกับชั้นๆ ที่เป็นระดับแบบนี้มารวมเข้าด้วยกัน ส้มก็จะไม่สามารถเป็นส้มได้เลย ร่างกายเราก็เช่นกัน สิ่งที่แรปหรือห่อหุ้มภายในของเราเอาไว้เข้าด้วยกัน ก็คือระบบพังผืดนั่นเอง

ทีนี้ (ดูตัวอย่างจากภาพที่ 2) ในภาพนี้เราจะเห็นเส้นบางๆ ที่เป็นเครือข่ายของระบบพังผืดเป็นเน็ตเวิร์กทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งมันลิงค์กัน ส่งผลให้บางครั้งเมื่อเรามีอาการเจ็บข้อเท้า แต่อยู่ดีๆ อาจทำให้เริ่มไปเจ็บไหล่ได้ เพราะเจ้าระบบพังผืดมันเชื่อมโยงกันนั่นเอง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายนิ้วเท้าที่แรปเราอยู่ข้างใน อาการที่จุดหนึ่งอาจส่งผลไปที่จุดไหนๆ ก็ได้ในร่างกาย

ความหนา ความบางของพังผืดในแต่ละระดับของแต่ละคนไม่เท่ากัน และในร่างกายคนเดียวกันก็ต่างกันในแต่ละส่วนของร่างกายด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปมพังผืด Trigger Point ที่เกาะตัวแถวกล้ามเนื้อส่วน บ่า ไหล่ ของคนที่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ การยืดกล้ามเนื้อช่วยคลายความเมื่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับบางคนที่สะสมความตึงไว้หลายสิบปีจนพังผืดกลายเป็นปม Knot พอกดลงไปจะเจอก้อนๆ ที่หนากดเจ็บๆ แต่รู้สึกดีเมื่อโดนกดรู้สึกเจ็บแบบสะใจ

ในกรณีคนที่เป็นหนักมาก อาจต้องการการปลดปล่อยด้วยวิธีอื่นๆ ผสมด้วย เช่น กัวซา นวดด้วยหมอ หรือการใช้น้ำหนักตัวกดนวดตัวเองด้วยลูกบอล Myofascial Release Techniques เป็นต้น ภาษาทางการแพทย์จะเรียกว่า กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด หรือกลุ่มอาการเอมพีเอส Myofascial Pain Syndrome (MPS)

พฤติกรรมในการใช้ชีวิตของเรามีผลในการสร้างปัญหาให้ระบบพังผืด ในส่วนของร่างกาย เช่น การชอบนั่งหลังค่อมนานๆ การต้องทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำๆ นานๆ หรือการใช้งานร่างกายหรือทำงานหนักมากเกินไป ออกกำลังกายหนักไปโดยไม่ได้พัก ในส่วนของจิตใจ เช่น คนที่ใช้ความคิดเยอะ มีความเครียดสะสม วิตกกังวลตลอดเวลา และยังรวมทั้งการดื่มน้ำน้อยเกินไปในแต่ละวัน การกินอาหารทอดๆ มันๆ และคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินความจำเป็นเยอะเกินไปโดยไม่ออกกำลังกาย ทำให้ไขมันสะสมเอาไว้แล้วจับตัวเป็นก้อน (อาจจะเกิดเซลลูไลต์)

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของพังผืดเกิดขึ้นได้ ถ้ามันแย่ได้มันก็ดีได้ อยู่ที่ตัวเรา เมื่อเราดูแลสุขภาพกาย-ใจแบบองค์รวมและสร้างความสมดุล

เพลง การเมือง และเรื่องบันเทิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/570333

  • วันที่ 10 พ.ย. 2561 เวลา 12:21 น.

เพลง การเมือง และเรื่องบันเทิง

โดย ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์ ภาพ : เอเอฟพี

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หากพูดถึงการใช้เพลงเป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง คงไม่ต้องบอกว่าเพลงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในขณะนั้น(ปี 2557) เป็นคนแต่ง คือเพลงลำดับต้นๆ ที่เราจะนึกถึง

เพราะมันเป็นเพลงที่ได้ถูกนำเสนอผ่านทุกช่องทาง จนทำให้มันกลายเป็นเพลงป๊อปที่ฮิตติดหู เด็กและผู้ใหญ่ต่างร้องตามกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง (คืนความสุขให้ประเทศไทยไง… ยังจำกันได้อยู่ใช่มั้ยครับพี่น้อง)

แล้วเวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก เมื่อเร็วๆ นี้ เพลงที่น่าจะเป็นสื่อบันเทิงชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้ในเรื่องบันเทิงๆ กลับถูกนำมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมืองอีกครั้ง ซึ่งมันน่าตื่นตะลึงตรงที่เพลงเพลงนั้นได้ถูกนำเสนอด้วยแนวเพลงแร็ป จากกลุ่มแร็ปเปอร์ชาวไทยที่ต่อต้านระบอบการปกครองแบบเผด็จการ และต้องการสื่อสารให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า ไอ้เรื่องแบบนี้ “ประเทศกูมี” นะเว้ย

เมื่อดูจนจบ จะเกิดความรู้สึกบางอย่างในห้วงความคิดขึ้นมาอย่างแรง ซึ่งเพลงเพลงนี้ก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม โดยเฉพาะฟากฝั่งผู้นำประเทศได้มากโข

หลังจากนั้นอีกไม่นาน เพลงก็ถูกนำกลับมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยครานี้ คนในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของไทย เป็นผู้นำเสนอเพลง Thailand 4.0 ที่ต้องการสื่อให้คนไทยได้รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทุบกะลา แล้วก้าวออกมารู้ คิด และลงมือทำ เพื่อนำชาติไทยไปสู่ประเทศแห่งนวัตกรรม ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งหากมองไปที่เจตนาของการเล่นเกมทางการเมือง เพลงนี้อาจเป็นการโต้กลับเพลงประเทศกูมีแบบเชือดนิ่มๆ ก็เป็นได้

ในห้วงเวลาเดียวกัน แนวคิดการนำเพลงมาใช้เป็นสื่อบอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง ก็ได้เกิดขึ้นที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน อีกด้วยเช่นเดียวกัน โดยได้มีนายกเทศมนตรีกรุงไทเป มาร่วมร้องและแสดงในมิวสิกวิดีโอ เพลงแร็ปที่ใช้ชื่อว่า Do The Right Thing, Do Things Right ที่ว่ากันว่า ตอนนี้มียอดวิวทางยูทูบสูงเกือบแตะ 2 ล้านวิว

หากมองให้ดี สิ่งที่นายกเทศมนตรีคนนี้ได้ทำลงไป ก็ถือเป็นการแสดงให้ประชาชนได้เห็นในสิ่งที่เขาคิดผ่านมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมส่งผลดีต่อเส้นทางการเมืองในอนาคตของเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะผลของคะแนนความนิยมที่ประชาชนจะมีต่อเขาได้อย่างท่วมท้นสุดจิตสุดใจ

คุณผู้อ่านเห็นถึงพลังแห่งการสื่อสารผ่านบทเพลงแล้วหรือยังครับ มันเป็นช่องทางการสื่อสารที่คนทุกคนสามารถนำพาสาระสำคัญที่เราอยากสื่อ ชอนไชเข้าไปยังคนทุกเพศทุกวัยผ่านบทเพลงได้เป็นอย่างดี หากมันเป็นการชอนไชที่ถูกคน ถูกที่ และถูกเวลา

อย่าลืมว่า หน้าที่ของเพลงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกใครให้รู้ว่าเรากำลังแอบรัก อินเลิฟ คิดถึง เป็นห่วง เหงา เศร้า น้อยใจ เสียใจ อกหัก ผิดหวัง ถูกทิ้ง ลืมไม่ลง ยังตัดใจไม่ได้ เจ็บเจียนตาย หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่มันยังสามารถบอกเล่าให้คนทั่วไปได้รู้ว่า เรากำลังคิดอะไรอยู่ เรากำลังต้องการทำอะไรให้แก่คนในสังคม ประเทศชาติ และโลกใบนี้ หรือแม้กระทั่งบอกให้โลกได้รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด!

ไม่ว่าบทเพลงจะถูกสื่อสารไปด้วยเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เรื่องถูกหรือเรื่องผิด หน้าที่ของคนเสพเพลงทั้งหลาย นอกจากหน้าที่มีความสุขความบันเทิงไปกับเพลง ก็คงต้องสังเกตสังกาดูเจตนาของคนที่สร้างสรรค์เพลงด้วยว่า เขากำลังชี้นำเราไปในทิศทางใด

ถ้าเพลงรักๆ ใคร่ๆ ผู้สร้างสรรค์ก็คงมุ่งหวังให้เพลงมันโดนใจเรา ทำให้เราอินตาม และกลายเป็นฐานแฟนคลับของศิลปินที่ร้องเพลงนั้นๆ ในท้ายที่สุด

แต่หากเป็นเพลงที่ใช้บอกเล่าเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง หน้าที่ของคนฟังเพลงอย่างเราๆ ก็คงหนีไม่พ้นหน้าที่ในความเป็นพลเมืองที่ดี มีความตระหนักรู้ และเป็นพละกำลังของประเทศที่จะช่วยกันทำให้ประเทศมันเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ทำอะไรที่ทำให้ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง

ที่สำคัญที่สุด เมื่อเราฟังเพลงแล้วต้อง “รู้เท่าทัน” สิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ไม่กลายเป็นเหยื่อของผู้สร้างสรรค์เพลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่จะทำให้เพลงที่เราเสพไปนั้น ยังเป็นเรื่องบันเทิงของชีวิตต่อไปได้ โดยไม่ถูกบิดเบือน…เสียจนบิดงอ