เอาใจสายไนท์เอาท์ ชวนเสพงานศิลป์กินได้ผ่านงาน GrabThumbsUp x Awakening Bangkok

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/679245

วันที่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 11:40 น.เอาใจสายไนท์เอาท์ ชวนเสพงานศิลป์กินได้ผ่านงาน GrabThumbsUp x Awakening Bangkok

GrabFood ชวนเหล่าสายอาร์ตและสายกิน ร่วมเสพงานศิลป์กินได้ผ่านงาน #GrabThumbsUp x Awakening Bangkok ภายใต้คอนเซ็ปต์ Edible Art และ 3 ไฮไลท์พิเศษที่ห้ามพลาด

ครั้งนี้เรียกว่าเติมเต็มประสบการณ์การกินเที่ยวผสานงานศิลปะเต็มรูปแบบ เมื่อ GrabFood สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการฟู้ดเดลิเวอรี่ ผนึก Time Out Bangkok ผู้จัดงานเทศกาลแสงสีสุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่หลายคนตั้งตารอ ชวนเหล่าสายอาร์ตและสายกินร่วมเสพงานศิลป์กินได้ผ่านงาน #GrabThumbsUp x Awakening Bangkok ซึ่งจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ Edible Art ที่มาพร้อม 3 ไฮไลท์พิเศษ ทั้ง Chef’s Table สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก 5 เชฟชื่อดัง Foodie Night Market ซึ่งคัดสรรร้านอร่อยที่ต้องยกนิ้วให้จากโครงการ #GrabThumpsUp มาเสริฟกันถึงที่ พร้อมตื่นตาไปกับ Fooditude Art Installations ที่ผสานศิลปะและอาหารเข้ากับการจัดเเสดงแสงสีเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมให้บรรดาสายไนท์เอาท์ร่วมดื่มด่ำบรรยากาศย่านเมืองเก่าโซนเจริญกรุงเคล้ากับเสน่ห์ของอาหารเลิศรสได้แล้วระหว่างวันนี้ถึง 3 เมษายน 2565 นี้

โดยภายในงาน “#GrabThumbsUp x Awakening Bangkok”  ประกอบไปด้วย 3  ไฮไลท์สุดพิเศษ ดังนี้ 

Immersive Digital Mapping Chef’s Table 

ครั้งแรก! ที่ GrabFood รังสรรค์ประสบการณ์เชฟเทเบิ้ลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมกับ 5 เชฟชื่อดังของไทย  อันได้แก่ เชฟต้น จากร้านหลานยายนุสรา, เชฟบิ๊ก จากร้าน #อยากทำแต่ไม่อยากกิน, เชฟปริญญ์ จากร้านสำรับสำหรับไทย, เชฟตาม จากร้านบ้านเทพา, และเชฟแบล็ค จากร้าน Blackitch ที่จะมาร่วมกันครีเอทเมนูสุดพิเศษ ผสานความอร่อยให้เข้ากับงานศิลปะอย่างลงตัว ที่มีเฉพาะในงานนี้เท่านั้น พร้อมเสิร์ฟแบบไพรเวทเพียงวันละ 28 ที่นั่งระหว่างวันนี้- 2 เมษายน 2565 ณ ห้องอาหาร GIORGIO’S – Royal Orchid Sheraton Hotel 

Foodie Night Market

ฟินและเต็มอิ่มไปกับ Foodie Night Market กับขบวนร้านอาหารเด็ดที่อร่อยจนต้องยกนิ้วจาก #GrabThumbsUp ครั้งแรกของการรวมเอาร้านฮิตติดกระแส ร้านแนะนำจาก Pepsi และร้านที่ถูกเลือกให้เป็นร้านอาหารแนะนำจาก Michelin 2022 รวม 27 ร้านที่ยกทัพกันเสิร์ฟความอร่อยถึงกลางกรุงในโซนไปรษณีย์กลาง บางรัก พร้อมโปรโมชันพิเศษที่จัดให้เฉพาะสายอาร์ตสายชิลที่มาร่วมงานเท่านั้น เรียกได้ว่ามางานเดียวคุ้มทั้งบรรยากาศ แถมยังเต็มอิ่มกับความอร่อยจากร้านดังปังไม่ไหวอย่าง House of Carte D’Or, Texas Chicken, Bun Meat and Cheese, Chef Man, Gochujang Sikdang, Crumbs และ The Rolling Pinn 

Fooditude Art Installations

ตื่นตาตื่นใจไปกับ Fooditude Art Installations งานศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมเสาะแสวงหาอาหารอร่อย ผ่านประสบการณ์ในการเดินทางตามแสงไฟที่ฉายลวดลายกราฟิกซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากตัวเลข Latitude และ Longitude ของสถานที่ตั้งร้านอาหารเด็ดที่อร่อยจนต้องยกนิ้วให้จาก #GrabThumbsUp ร่วมออกเดินทางตามแสงไฟยามค่ำคืนทั่วย่านเจริญกรุงด้วยกันที่ หน้าไปรษณีย์กลางบางรัก, สถานีสูบน้ำกรุงเกษม, Bangrak Riverview, Jump Master Skate Haus, Patina Bangkok และ Bunny Burrow Hostel 

อยากสัมผัสประสบการณ์ดีๆ แบบนี้ มากันได้ที่งาน Awakening Bangkok สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมงานสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : GrabTH

ยูนิโคล่ คอลเลคชั่น Spring/Summer 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679179

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 14:28 น.ยูนิโคล่ คอลเลคชั่น Spring/Summer 2022

พบสไตล์รับซัมเมอร์กับยูนิโคล่ คอลเลคชั่น Spring/Summer 2022 พร้อมร่วมค้นหาความสุขของการแต่งตัวไปกับนิทรรศการ The Joys of Clothing ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลก ชวนค้นหาความสุขของการแต่งตัวที่บ่งบอกเอกลักษณ์ พร้อมสำรวจความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างเสื้อผ้าและชีวิตของเรา ผ่านไอเทมหลากหลายสไตล์ที่สามารถหยิบขึ้นมามิกซ์แอนด์แมชได้ตามโอกาสที่คุณต้องการจากยูนิโคล่ ประจำฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2022 ผ่านธีมประจำซีซันอย่าง The Joys of Clothing พร้อมนิทรรศการในชื่อเดียวกันซึ่งจัดขึ้นถึงวันที่ 27 มีนาคม 2565 ณ Central Court ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับนิทรรศการของยูนิโคล่ในครั้งนี้ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านธีมหลักของซีซั่น The Joys of Clothing กับการแสดงความสัมพันธ์ของคนและเสื้อผ้าในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้นด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่มีให้เลือกอย่างไม่รู้จบ พร้อมเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของฤดูที่ช่วยสร้างความสุขและรอยยิ้มได้ตลอดทั้งวัน โดยในซีซันนี้ ยูนิโคล่โฟกัสไปที่ความสุขอันเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน เมื่อผู้คนและเสื้อผ้าบรรจบมาเจอกันผ่าน 4 ธีมย่อยได้แก่

The Joys of Skyline – สร้างนิยามการแต่งตัวใหม่สำหรับคนเมือง

เราทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะได้ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ อีกครั้ง การได้สวมใส่เสื้อผ้าลำลองที่เรียบง่ายและดูดีทั้งในการทำงานและช่วงพักผ่อนได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับการใช้ชีวิตในเมือง ผู้คนต้องการเครื่องแต่งการที่โมเดิร์นทันสมัย ดูสนุกสนาน และสวมใส่ได้อย่างสบาย สปิริตของวิถีชีวิตคนเมืองจะเด่นชัดขึ้นกับลุคใหม่ในซีซันนี้

เสื้อแขนกุด สไตล์ American Sleeve เสริมบรา ทรงครอป

บราท็อปผ้าคอตตอนยอดนิยมของยูนิโคล่เสริมด้วยสไตล์ American Sleeve ที่ทำให้ช่วงไหล่ดูดีเพรียวบางช่วยให้ช่วงคอและเอวดูเรียวขึ้นชิ้นนี้จะเข้ากันได้ดีทั้งแบบมีเลเยอร์ หรือพร้อมกับกระโปรงยาว กางเกงขากว้าง และกางเกงขายาวตัวอื่นๆ

เสื้อเชิ้ต Extra Fine Cotton Broadcloth แขนยาว ลายตาราง

เสื้อเชิ้ตรับซัมเมอร์ให้คุณสามารถใส่ได้ทั้งช่วงเวลาทำงานหรือวันพักเบรค สร้างสรรค์จากเส้นใยคอตตอน 100%   ผ่านการฟอกแบบพิเศษเพื่อสร้างสัมผัสนุ่มให้ความรู้สึกสบายๆ ทรงหลวมช่วงไหล่และลำตัวที่ออกแบบให้ขยับแขน ได้ง่ายขึ้น ทรงเข้ารูปช่วงแขนและหน้าอก เย็บ 2 ชั้นเพื่อลุคลำลองพร้อมรอยย่นที่ตะเข็บตั้งแต่ปลายแขนเสื้อจนถึงวงแขน ใช้กระบวนการเย็บที่เรียกว่า “เย็บแบบม้วน” และการเย็บสองครั้งเพื่อให้ตะเข็บมีรอยย่นและให้ลุคที่ดูลำลอง ดีไซน์แบบเบสิคผสานสีสันและลวดลายที่หลากหลาย มีสไตล์ในทุกสถานการณ์ตั้งแต่แคชชวลไปจนถึงทางการ

The Joys of Landscape – เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

การใช้เวลาว่างในกิจกรรมกลางแจ้งเป็นสิ่งสำคัญในการเติมพลังให้ร่างกายและจิตใจ คุณต้องมีเสื้อผ้าที่ใช้งานได้สำหรับการเดิน ปั่นจักรยาน และกิจกรรมอื่นๆ และไอเทมของยูนิโคล่เปี่ยมด้วยสีสันและพื้นผิวที่กลมกลืนกับทิวทัศน์ เพื่อให้คุณรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

ที่ยูนิโคล่  ยีนส์ของเราสร้างสรรค์โดยคำนึงถึงอนาคตของโลกใบนี้ กรรมวิธีในการผลิตยีนส์ของยูนิโคล่จึงพยายามลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม โดย BlueCycle ถือเป็นการพลิกโฉมในวงการอุตสาหกรรม BlueCycle ช่วยลดปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการซักฟอกและแต่งผิวผ้ายีนส์ได้อย่างมากถึง 99%

ยูนิโคล่ขอเสนอกางเกงยีนส์เอวสูงที่ทำให้เรียวขาดูยาวขึ้น ไลน์อัพนี้ยังรวมถึงกางเกงยีนส์ทรงขาตรง อย่าง Straight High Rise Jeans หรือ เอาใจสายวินเทจด้วยทรงหลวม ดีไซน์ทรงขาสอบจนถึงข้อเท้า เพื่อลุคที่ดูโฉบเฉี่ยว อย่าง Peg Top High Rise Jeans

กางเกงยีนส์ทรงกว้างอย่าง Wide Fit Jeans ถือเป็นไอเทมอัพเดทประจำซีซั่นนี้ หรือจะเป็นกางเกงยีนส์สุดคลาสสิกอย่าง Ultra Stretch Jeans ที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ มาพร้อมกับทรงขาสอบเข้ารูปที่สวมใส่ง่าย

Uniform Blue คอลเลคชันใหม่ที่ให้อารมณ์ลำลอง โดดเด่นด้วยเฉดหลากหลายของสีฟ้า ซึ่งมีทั้ง เสื้อเชิ้ตคอปก และเสื้อสเวตเตอร์       ทรงโอเวอร์ไซส์ รวมถึงเสื้อแจ็คเก็ตและกางเกงทำงานที่มีรายละเอียด ให้ลุคที่คลีนดูดีสำหรับทุกคน

The Joys of Imagination – สร้างแรงบันดาลใจให้กับความสวยงามที่ใช้งานได้จริง

ศิลปะและการออกแบบอันซับซ้อน ซึ่งกระตุ้นจินตนาการ ได้นำเสนอความคิดสำหรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและ          มีความสุข สีสันสดใส ชวนมอง และความงามด้านการใช้งานของดีไซน์ที่ดี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเสื้อผ้าที่ดูดีมีสไตล์และช่วยให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัว อีกทั้งศิลปะยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับเสื้อผ้า เพื่อการใช้งานที่กระฉับกระเฉง

IRism

ความลับของเทคโนโลยีที่ช่วยเติมความมีชีวิตชีวาให้ผิวของคุณ ให้สัมผัสเรียบลื่น เส้นใยละเอียดพิเศษที่ช่วยดูดซับและระบายเหงื่อ เนื้อผ้าที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น ช่วยถ่ายเทความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างรวดเร็ว เพิ่มความสบายในการสวมใส่ และเส้นใยชนิดพิเศษช่วยดูดซับและระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ตั้งแต่ต้นเหตุ มีไอเทมให้เลือกหลากหลายสำหรับผู้ชายและผู้หญิงเพื่อรองรับทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของทุกคน

เสื้อแจ็คเก็ตและกางเกง Ultra Light

ยูนิโคล่ได้เปิดตัว Ultra Light ซีรีส์ยอดนิยมด้วยเทคโนโลยีดรายที่แห้งเร็วสำหรับผู้ชาย ที่ครั้งนี้สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับผู้หญิง  ด้วยแจ็กเก็ตแบบ 3  มิติพร้อมโครงสร้างเสื้อที่ช่วยสร้างความคล่องตัว ทรงเข้ารูปพอดีไหล่ พกพาสะดวก มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ สามารถใส่เดี่ยวหรือแมชเพื่อใช้งานได้หลากหลาย ดูดีทั้งชุดลำลองและชุดทำงาน

กางเกง Smart Ankle

กางเกงความยาวขาห้าส่วนทรงเนี้ยบ น้ำหนักเบา ทรงสวย และใส่สบาย ตัดเย็บจากผ้าที่ยืดได้ 2 ทิศทางเพื่อความสบาย ในทุกการเคลื่อนไหว พร้อมกระเป๋าด้านข้างเพื่อประโยชน์ใช้สอย ดีไซน์ทรงเอวหลวมยางยืดใส่สบาย ขอบเอวหุ้มด้วย ผ้าที่เข้าชุดกันเพื่อลุคที่ประณีตยิ่งขึ้น กางเกงทรงเข้ารูปขาสอบ ความยาวขาห้าส่วนผ้าคอตตอนทวิล ที่ใช้เส้นด้ายจำนวน มากเพื่อสัมผัสนุ่มเรียบ เหมาะสำหรับสไตล์แคชชวลหรือเรียบหรู

เสื้อยืด Uniqlo U AIRism คอตตอน ทรงหลวม

ไอเทมที่สร้างสรรค์และพัฒนาโดย “คริสตอฟ เลอแมร์” และทีมดีไซเนอร์ในปารีส ด้วยการออกแบบที่ทันสมัย บรรจบกับเทคโนโลยีนวัตกรรมผ้าอย่าง AIRism จนได้ผลลัพธ์ของสัมผัสเรียบลื่นสบายภายใต้ลุคแบบผ้าคอตตอน เป็นไอเทมที่ให้ทั้งความนุ่มลื่นและแห้งสบาย สวมใส่ได้ทั้งในสไตล์ลำลองและทางการ ทรงคอกลมกระชับ ที่ตอบโจทย์หลักของดีไซน์ได้เป็นอย่างดี

The Joys of Sun and Seaside – รับสัมผัสจากสายลม 

ยูนิโคล่นำเสนอเสื้อผ้าที่เรียบง่ายผ่านพื้นผิวที่เป็นธรรมชาติ สำหรับการใช้ชีวิตท่ามกลางแสงแดดฤดูร้อนหรือหลัง          พระอาทิตย์ตกดินบนชายหาด ผ้าลินินที่คลุมผิวได้อย่างนุ่มนวลและชุดเดรสที่ช่วยให้คุณรู้สึกสบายและเป็นอิสระราวกับลมริมทะเล

UV Protection

ไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ต้องเจอแดดร้อน และรังสียูวีที่ทำร้ายผิวทุกวัน ยูนิโคล่ UV Protection คิดค้นผ่านนวัตกรรมการปกป้องแสงแดดเหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน สามารถป้องกัน รังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย UPF (อัตราการป้องกันรังวียูวีสำหรับเสื้อผ้าและสิ่งทอ)  ตั้งแต่ 15 ถึง 50 ยูนิโคล่ UV Cut Protection ออกแบบมาเพื่อปกป้องทุกคน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ผ่านตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่เสื้อฮู้ด เสื้อคาร์ดิแกน เสื้อยืด กางเกง ไปจนถึงเอสเซสเซอรี่และหมวก เพื่อป้องกันรังสียูวี ที่ครอบคลุมในทุกกิจกรรม

ลินินคอลเลคชัน

ยูนิโคล่ได้ขยายสินค้าในกลุ่มลินินเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย อาทิ เสื้อเชิ้ตผ้าลินินพรีเมียมของผู้ชาย เสื้อเชิ้ตผู้หญิงที่มาพร้อมสีสันใหม่และรูปทรงปกติ เพื่อให้สวมใส่เป็นแจ็กเก็ตตัวสั้นได้ง่าย นอกจากนี้ยูนิโคล่ยังได้เปิดตัวเสื้อ    แจ็คเก็ตที่ผสมลินินเนื้อนุ่ม สำหรับผู้หญิงแมชกันอย่างลงตัว รวมถึงชุดเดรสผ้าคอตตอนผสมลินิน พร้อมปกเสื้อสกิปเปอร์เพื่อเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลาย

กางเกงขาสั้น

ไอเทมยอดนิยมสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิงในช่วงซัมเมอร์นี้ คงหนีไม่พ้นกางเกงขาสั้น ที่ซีซันนี้ยูนิโคล่ได้เตรียมกางเกง ขาสั้นหลากหลายสไตล์ไว้สำหรับทุกวันสบายๆ ของคุณ ทั้งกางเกงขาสั้นผ้าชิโน กางเกงข้าสั้นผ้าคอตตอน และกางเกง ขาสั้นผ้าเดนิมเจอร์ซี่ให้ได้รับลมเย็นตลอดทั้งซัมเมอร์

เสื้อฮู้ด AIRism UV Protection Supima cotton V-neck L/S cardigan

เสื้อแขนยาว น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับสวมใส่ขณะอากาศร้อน ป้องกันรังสียูวีและแอร์ที่มากเกินไปจากเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร ด้วยผ้าแอริซึ่ม (AIRism) ผ้าตาข่ายให้ความรู้สึกเย็นสบาย น้ำหนักเบา และให้ความรู้สึกสดชื่น สามารถใส่กันแดดในวันที่มีกิจกรรมเอ้าท์ดอร์ที่ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับแมชกับกางเกงเลกกิ้งและชุดกีฬาอื่นๆ เพื่อสไตล์ที่ดูแอคทีฟยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ยูนิโคล่ยังเชิญชวนค้นหาความหมายของ The Joys of Clothing  ผ่านนิตยสาร LifeWear magazine ฉบับที่ 6 ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2022 โดยนิตยสาร LifeWear magazine เป็นนิตยสารแจกฟรี ที่พูดถึงปรัญชาไลฟ์แวร์ของยูนิโคล่ในการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตประจำวันของทุกคนให้ดีขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยธีมของเล่มนี้คือ “The Joys of Clothing” ที่พูดถึงความสนุกของการแต่งตัว นำเสนอความสุขที่เรียบง่ายจากการสวมใส่เสื้อผ้า พร้อมพูดถึงความสัมพันธ์เชิงบวกของผู้คนและเสื้อผ้า ถ่ายทอดผ่านบทสัมภาษณ์กับผู้สร้างภาพยนต์อย่าง โซเฟีย คอปโปลา และเรื่องราวแฟชั่นของคอลเลคชัน UNIQLO and JW ANDERSON ที่นำเสนอผ่านเลนส์จากนิตยสาร frankie จากประเทศออสเตรเลีย หรือดาวน์โหลดยูนิโคล่ แอพพลิเคชันเพื่อรับข้อมูลล่าสุดจากยูนิโคล่

ชวนอ่านอนาคตที่งานสัปดาห์หนังสือ @สถานีกลางบางซื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679156

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 08:45 น.ชวนอ่านอนาคตที่งานสัปดาห์หนังสือ @สถานีกลางบางซื่อ

คนรักการอ่านต้องมา!! สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันนี้ – วันที่ 6 เมษายน 2565 ปักหมุดครั้งใหม่ในพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และ สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 พบกับบูธสำนักพิมพ์ทั้งไทยและต่างประเทศจำหน่ายหนังสือและสื่อการศึกษา กว่า 208 ราย รวมกว่า 583 บูธ การอบรมสัมมนาทางวิชาการ, นิทรรศการ และเวทีเสวนาหลากหลายหัวข้อที่น่าสนใจ บนพื้นที่กว่า 2 หมื่นตารางเมตร ระหว่างวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม – วันพุธที่ 6 เมษายน 2565 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ สถานีกลางบางซื่อ (วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม เปิดให้เข้างานเวลา 17.00 น.)

นางสาวทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า “งานสัปดาห์หนังสือฯ จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน ตลอดจนผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของการอ่าน และยังเปิดโอกาสให้สำนักพิมพ์ในประเทศไทยเกิดความตื่นตัวปรับปรุงพัฒนาการการผลิตหนังสือให้มีคุณภาพ มีความหลากหลายเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในหลายๆ รูปแบบตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป งานในครั้งนี้จัดภายใต้ธีม “อนาคต” ซึ่งการอ่านหนังสือเปรียบเสมือนการเดินทางที่พาเราไปสู่อนาคต และยังเป็นการปักหมุดครั้งใหม่ของงานและการอ่านในพื้นที่ใหม่คือ สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเดินทางแห่งใหม่ของประเทศไทยในอนาคต สมาคมฯ เชื่อว่า งานหนังสือครั้งนี้จะสามารถพาทุกท่านเดินทางไปสู่อนาคตแห่งความรู้และสร้างความทรงจำที่ดีให้กับผู้ร่วมงานทุกท่านเหมือนงานหนังสือครั้งที่ผ่านมา”

สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจในงาน ตลอด 12 วัน นอกจากการเลือกซื้อหนังสือจากหลากหลายสำนักพิมพ์ใน 6 โซน ได้แก่ 1.โซนหนังสือเด็กและสื่อการศึกษา 2.โซนหนังสือการศึกษา 3.โซนหนังสือต่างประเทศ 4.โซนหนังสือเก่า 5.โซน Book Wonderland (หนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น) 6.โซนหนังสือทั่วไป

ยังมีนิทรรศการที่ให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ความรู้หลากหลายรูปแบบ อาทิ นิทรรศการ 125 ปี รถไฟไทย ที่ไล่เรียงประวัติศาสตร์การรถไฟไทยตลอด 125 ปี เชื่อมโยงกับตัวอักษร ก-ฮ ที่เป็นความหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การรถไฟไทย, นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2565 ที่จัดแสดงหนังสือดีเด่นประจำปีนี้, นิทรรศการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 รางวัลพานแว่นฟ้า วรรณกรรมการเมืองเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย, นิทรรศการหนังสือพระราชนิพนธ์ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี แสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประพันธ์ และการแปล อันเป็นเสน่ห์แห่งวรรณกรรม, นิทรรศการปกหนังสือสวยสร้างสรรค์ ครั้งที่ 4, นิทรรศการ 60 ปี ประพันธ์สาส์นและลานกิจกรรม 60 ปีประพันธ์สาส์น ฉลอง 60 ปีสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ภายใต้แนวคิดหยั่งราก ต่อยอด สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา, เทศกาลศิลปะแห่งกรุงเทพ ครั้งที่ 7 (The 7th Bangkok Art Festival : BAF 7) เป็นต้น เวทีเสวนา จากสำนักพิมพ์ สมาคม และสมาพันธ์ต่างๆ ที่หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจมาตั้งหัวข้อเสวนาโดยวิทยากรที่มีชื่อเสียง อาทิ การเปิดตัวหนังสือเซเปียนส์ ฉบับกราฟฟิก เล่ม 1-2 สุนทรียภาพในลีลาเอดูเทนเมนต์ของเซเปียนส์กราฟิก โดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, คุณทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ (คอลัมนิสต์การ์ตูนบางกอกโพสต์), คุณพรเทพ เฮง (ผู้ดำเนินรายการ), เปิดตัวแอปห้องสมุดดิจิทัลโฉมใหม่ TK Read โดย TK PARK และเสวนาหัวข้อ “ห้องสมุดดิจิทัล ตอบโจทย์นักอ่านยุคนี้ได้จริงหรือ?” โดย นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park), และ นายพัฒนา พิลึกฤาเดช ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด, เสวนา Reimagine Bookstores ร้านหนังสือที่มีหัวใจ โดย ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura), ก้อง – ทรงกลด บางยี่ขัน, หนุ่ม – โตมร ศุขปรีชา

ในปีนี้ กิจกรรมโครงการ ๑ อ่าน ล้านตื่น โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมค้นหาและคัดเลือก “บุคคลต้นแบบส่งเสริมการอ่าน” เพื่อยกย่องและให้กำลังใจผู้ที่ทำกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจังและเสียสละ และกิจกรรมประกวด “อ่านได้ เล่าสนุก ปลุกไอเดีย” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และปลูกฝังการอ่านให้กับเยาวชนและเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย โดยในวันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2565 เวลา 10.30-12.00 น. จะมีการมอบรางวัล และปาถกฐาพิเศษ จากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ณ เวทีกลางภายในงาน และพิเศษสุดกับกระเป๋าที่ระลึก ออกแบบลายโดย “มุนิน” เป็นของตอบแทนผู้ที่สนับสนุนโครงการฯ ราคา 200 บาทขึ้นไป ที่บูธ B91 เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของงานสัปดาห์หนังสือในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้เก็บ NFT หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นรูปภาพศิลปะจาก “มุนิน” ศิลปินนักวาดภาพชาวไทยชื่อดังที่มีเพียง 25,000 ชิ้น 5 แบบ พร้อมด้วยไอเท็มลับ NFT ชิ้นที่ 6 (จำนวนจำกัด) ที่มีให้กับผู้ที่สะสมครบทั้ง 5 แบบมาเลือกเก็บสะสมตลอด 12 วันเพียงซื้อหนังสือครบ 1,000 บาทภายในงาน แล้วนำใบเสร็จมาแลก NFT ได้ที่บูธกิจกรรม NFT หมายเลขบูธ B94

การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้มาตรการการควบคุมโควิด-19 มีการตรวจวัดอุณหภูมิผู้ร่วมงานก่อนเข้างาน และให้บริการแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือครอบคลุมทั่วงาน และมีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทั่วบริเวณงานทุกวันหลังเลิกงาน

ไปอ่านอนาคตกันที่งาน สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ณ สถานีกลางบางซื่อ ระหว่างวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม – วันพุธที่ 6 เมษายน 2565 เวลา 10.00 – 21.00 น. (วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม เปิดให้เข้างานเวลา 17.00-21.00 น.) ติดตามรายละเอียดตารางกิจกรรมต่างๆ แผนผังบูธ โปรโมชั่นและหนังสือใหม่จากสำนักพิมพ์ ฯลฯ ได้ที่ Facebook https://www.facebook.com/bookthai หรือ Website https://thailandbookfair.com/

#สัปดาห์หนังสือ2565

#อ่านอนาคต

#NationalBookFair50

#BKKBookFair20

#งานหนังสือที่บางซื่อ

คิดถึงซีฟู้ด คิดถึงทะเล คิดถึง View Mare

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/679087

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 09:05 น.คิดถึงซีฟู้ด คิดถึงทะเล คิดถึง View Mare

View Mare Beach Front Bar & Restaurant Pattaya ร้านบรรยากาศดี อาหารอร่อย ตั้งอยู่ติดทะเล รื่นรมย์กับวิว ชิลกับบรรยากาศ พร้อมดื่มด่ำรสชาติอาหารอร่อยๆ

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

วันหยุดสุดสัปดาห์ครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์กินเที่ยว พามาทานอาหารทะเลสดๆ ริมหาด ชวนสวีทหวานสุดโรแมนติกด้วยการนั่งชมพระอาทิตย์ตกดิน แบบไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ที่นาจอมเทียน พัทยา กับร้านที่มีชื่อว่า View Mare Beach Front Bar & Restaurant Pattaya

จุดเด่นของร้านนี้ยกให้โลเคชั่นสุดเริ่ดและบรรยากาศสุดชิลติดชายหาดส่วนตัว เหมาะแก่การปลดปล่อยความเครียด สลัดความเหนื่อยล้า แล้วมาทอดอารมณ์ชิลๆ นั่งมองวิวสวยๆ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ ยิ่งถ้ามาถึงร้านช่วงแดดร่มลมตกวิวของร้านนี้ยิ่งสวยจับใจ เพราะได้เห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเหลือเพียงแต่แสงสีสวยให้ชาวโซเชียลได้ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก ร้านนี้มีพื้นที่มาก ที่จอดรถสะดวกสบาย สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 350-400 คน บรรยากาศภายในร้านเปิดโล่งดูปลอดโปร่ง ลูกค้าสามารถเลือกที่นั่งได้หลายโซน ทั้งบนชายหาด ในตัวร้าน และโซนใหม่ริมน้ำ แถมมีดนตรีสดเล่นเพลงเพราะๆ ให้ฟังอีกด้วย 

เรียกความสดชื่นกับเครื่องดื่มสวยๆ รสชาติดี อาทิ น้ำมะพร้าวอ่อนหอมหวาน ม็อกเทลตองอ่อนสีเขียวสวย  ทับทิมสยามสีแดงสดชื่น  เวอร์จิ้นบลูฮาวายสีสันสดใสเข้ากับท้องฟ้าและหาดทราย

อยู่ริมทะเลแบบนี้ ของดีต้องยกให้เมนูซีฟู้ด อาทิ  ปลากะพงทอดซอสมะขาม ปลากกะพงทอดมากรอบๆ ราดตามด้วยซอสมะขามสูตรเด็ดอร่อยกลมกล่อม ต่อที่เมนู หอยเชลล์ย่างชีส หอยเชลล์สดๆ ย่างชีสมาร้อนๆ บีบเลมอนลงไปนิดหน่อยอร่อยมาก

ตามด้วย ไข่ตุ๋นทะเลหม้อไฟ ส้มตำปูม้า ออส่วนหอยนางรมกระทะร้อน ห่อหมกทะเล แกงส้มไข่ปลาผักรวม ปลาหมึกผัดไข่เค็ม กุ้งแชบ๊วยอบวุ้นเส้น ปูนิ่มผัดพริกเกลือ ต้มยำยอดมะพร้าวอ่อน ลาบคั่วหมูกรุบกรอบอร่อย และเช็ตอาหารเหนือ น้ำพริก่ออง น้ำพริกหนุ่ม แคปหมู เสิร์ฟคู่ผักและเครื่องเคียง

แวะมาทานของอร่อยกับวิวดีๆ ที่ร้าน View Mare Beach Front Bar & Restaurant Pattaya ตั้งอยู่ที่นาจอมเทียน ซอย 14 ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-23.00 น.

สอบถามโทร. 038-255-678

Email : viewmare@gmail.com

Page : View Mare Beach Front Bar & Restaurant

Web site : https://m.facebook.com/viewmare

โภชนาการกับช่วงวัยของผู้หญิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/679176

วันที่ 27 มี.ค. 2565 เวลา 14:20 น.โภชนาการกับช่วงวัยของผู้หญิง

ความต้องการทางโภชนาการสำหรับผู้หญิงในแต่ละช่วงอายุ โดย ซูซาน โบเวอร์แมน

ซูซาน โบเวอร์แมน

เมื่ออยู่ในวัยเรียน เราอาจจะชอบรับประทานอาหารจำพวกพิซซ่า มันฝรั่งทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ดโดยไม่ได้คำนึงถึงอะไรมาก แต่เมื่อเข้าสู่วัยเรียนระดับมหาวิทยาลัยเป็นต้นไป โภชนาการกลายเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากขึ้น

นี่คือคำแนะนำจาก ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เกี่ยวกับการปฏิบัติตนและสารอาหารหลักที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีตลอดช่วงอายุ 20 ปี ถึง 40 ปีขึ้นไป

ช่วงอายุ 20 ปี

   ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เมื่อคุณต้องเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการเดินทางไปโรงเรียน ทำงาน หรือมีกิจกรรมทางสังคม คุณมักจะลืมดื่มน้ำ ควรพกขวดน้ำขนาดใหญ่ติดตัวตลอดเวลาและตั้งเป้าว่าจะดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน

   พกอาหารว่างที่มีประโยชน์: จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) พบว่า ผู้ใหญ่วัย 20 – 39 ปี มักจะได้รับแคลอรีกว่า 15.3% จากอาหารฟาสต์ฟู้ด แทนที่จะรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงแต่ไร้คุณค่าสารอาหาร ลองเปลี่ยนมาเลือกรับประทานที่มีประโยชน์และพกพาสะดวกจะดีกว่า

   สารอาหารที่จำเป็น: แคลเซียมและกรดโฟลิก ร่างกายของคุณยังคงสร้างกระดูกได้จนไปถึงอายุ 20 ปีกว่าๆ บำรุงกระดูกให้แข็งแรงโดยรับประทานแคลเซียมอย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมในแต่ละวัน แหล่งแคลเซียมที่ดี ได้แก่ โยเกิร์ต นมผงเสริมแคลเซียม เต้าหู้ และปลาซาร์ดีน กรดโฟลิกพบได้ในผักใบเขียว ถั่ว และเมล็ดธัญพืช

ช่วงอายุ 30 ปี

   ในช่วงวัยนี้ ควรควบคุมปริมาณแคลอรี คุณไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนช่วงวัยรุ่นและคิดว่าจะมีน้ำหนักที่คงที่ได้ ในช่วงอายุ 30 ปี ระบบเผาผลาญจะเริ่มช้าลงเช่นเดียวกับที่ผู้หญิงจะเริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี (ขนมปังขาว ขนมอบ) และเปลี่ยนจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงไปเป็นเครื่องดื่มที่มาจากธัญพืช น้ำผักผลไม้คั้นสด และน้ำเปล่าแทน

   สารอาหารที่จำเป็น: กรดโฟลิกและโปรตีน ตามรายงานของ CDC มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยวางแผนที่จะมีลูกคนแรกเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป และหากคุณเป็นหนึ่งในนั้น ควรเพิ่มการรับประทานกรดโฟลิกให้มากขึ้น

   มวลกล้ามเนื้อลงประมาณ 5% ในทุก ๆ 10 ปี เริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี และเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ ควรเพิ่มการออกกำลังกายที่เน้นสร้างความแข็งแรงและควรรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนให้เพียงพอเพื่อช่วยชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

ช่วงอายุ 40 ปี

   บำรุงหัวใจ คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณใกล้เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ ทางเลือกที่ดี ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม มะเขือเทศ และผักผลไม้หลากชนิด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม (1 แก้วต่อวันสำหรับผู้หญิง) และงดรับประทานไขมันทรานส์ซึ่งมักพบในอาหารแปรรูปและของทอด

   สารอาหารที่จำเป็น: วิตามิน D สารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะวิตามิน D ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม และยังเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มพลังงาน และมีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งเต้านและมะเร็งลำไส้ อัตราการเก็บสะสมวิตามิน D ในร่างกายจะลดลงเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัย 40 ปี

   สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A C และ E ป้องกันหรือชะลอการเสื่อมถอยของเซลล์ที่ทำให้เกิดริ้วรอย แหล่งที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ได้แก่ พริกแดง ผลไม้กลุ่มซีตรัส เบอร์รี่ แครอต มันหวาน และถั่วต่าง ๆ

ช่วงอายุ 50 ปี

   รับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้น ในผู้หญิง ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นหลังอายุ 55 ปี ตามข้อมูลจากสถาบันหัวใจ ปอด และโลหิตแห่งชาติ ใยอาหารจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลซึ่งดีต่อสุขภาพหัวใจ ใยอาหารจะทำให้คุณอิ่มนานขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำหนัก

   สารอาหารที่จำเป็น: โอเมก้า 3 วิตามิน B12 การศึกษาระบุว่าประมาณ 10% – 30% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีมีความสามารถในการดูดซึมวิตามิน B12 จากอาหารได้ลดลง ควรรับประทานอาหารเสริมวิตามิน B12 และควรเพิ่มการรับประทานกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 โดยทานปลาที่มีไขมัน เช่น แซลมอน ซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 EPA และ DHA วอลนัทและเมล็ดแฟล็กซ์บดที่อุดมไปด้วย ALA ซึ่งเป็นโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่งที่อาจมีช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป

   เพิ่มการเคลื่อนไหว วัยเกษียณที่ว่างเว้นจากการทำงานจะเปิดโอกาสให้คุณได้สนุกกับชีวิตมากขึ้น เรียนรู้ทักษะการฝึกภาษาใหม่ๆ เรียนเต้น มีช่วงเวลาพิเศษกับคู่ของคุณมากขึ้น ไม่ว่าคุณจะทำอะไร หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือการฝึกความแข็งแรงที่เข้มข้นขึ้น

   รับประทานอาหารเพียงพอหรือไม่? การรับประทานยาเป็นประจำ การเผาผลาญที่ช้าลง การออกกำลังกายน้อยลง การรับรู้รสชาติที่เปลี่ยนไป และปัจจัยอื่น ๆ อาจทำให้มีอาการเบื่ออาหารในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป นอกเหนือจากการมุ่งเน้นไปที่โภชนาการที่ดีแล้ว ควรทดลองรับประทานอาหารที่หลากหลายด้วย อาจร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนๆ และดื่มเครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหารบ้างหากจำเป็น

   สารอาหารที่จำเป็น: ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงโพรไบโอติกส์ สุขภาพลำไส้ของเราเปลี่ยนแปลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แบคทีเรียที่ดีจะลดลงและลำไส้เล็กก็จะดูดซึมสารอาหารได้ลดลงเช่นเดียวกัน เพิ่มโพรไบโอติกส์เพื่อกระตุ้นการเจริญของแบคทีเรียที่ดี แหล่งอาหารที่แนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตและอาหารหมักดองบางชนิด เช่น ซาวร์เคราต์หรือกะหล่ำปลีเปรี้ยว และกิมจิ

7 สัมผัสนวัตกรรมหมอนไฮบริด ตัวช่วยให้การนอนหลับยากเป็นเรื่องง่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679140

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 15:05 น.7 สัมผัสนวัตกรรมหมอนไฮบริด ตัวช่วยให้การนอนหลับยากเป็นเรื่องง่าย

‘แค่เปลี่ยนหมอน ชีวิตก็เปลี่ยน’ มาร่วมเฉลิมฉลองวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) กับ 7 เคล็ดลับจากนวัตกรรมหมอนไฮบริด ‘DREAMIA’ ที่จะช่วยให้การนอนหลับยากของคุณเป็นเรื่องจิ๊บๆ

จากตัวเลข Super Poll ที่บ่งชี้การนอนหลับของคนไทยโดยการเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ (1,109  ตัวอย่าง) พบว่า 30-40% ของประชากรไทยหรือ 19 ล้านคน เผชิญปัญหานอนไม่หลับ โดยระบุสาเหตุมาจากที่รองนอน ฟูก หมอน ทำให้เกิดปัญหาการนอนมากถึง 96.5%  และปัญหาการทำงาน การเดินทาง และใช้โทรศัพท์มือถือ 45.2%

เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการนอนหลับที่ดี และเนื่องในวาระ ‘วันนอนหลับโลก’ (World Sleep Day) 18 มีนาคมที่ผ่านมา อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ โดย คุณกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน ของตกแต่งบ้านครบวงจร สร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญ  ร่วมกับ วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา  เปิดผลิตภัณฑ์ใหม่แบรนด์ DREAMIA หมอน 7 สัมผัส นวัตกรรมจากอเมริกา หมอนที่ทุกบ้านต้องมี ครั้งแรกในประเทศไทยกับการสร้างมิติใหม่แห่งการนอนเพื่อสุขภาพ ที่มาพร้อมกับ TRICKS การเลือกหมอน แค่เปลี่ยนหมอน ชีวิตก็เปลี่ยน แก้ทุกปัญหาในการนอนอย่างไรตามมาดูกันเลย 

หลับฝันดี…สัมผัสแรกต้องนุ่มสบาย

ทริคง่ายๆ สำหรับการเลือกหมอนสัมผัสแรก ต้องมอบความรู้สึกที่นุ่มสบาย มีความแน่นของเส้นใยไม่แบนหรือยุบหนอแล้วไม่พองหนอ  ที่สำคัญต้องรองรับทุกส่วนสรีระของร่างกายได้ดี  ควรใช้หมอนที่มีความนุ่มแน่นและไม่สูงมาก เพื่อหนุนให้ศีรษะอยู่เหนือระดับเดียวกับลำตัว ซึ่งนวัตกรรมของหมอน ‘DREAMIA’ แถมภายในบรรจุด้วยเส้นใยขนเป็ดเทียม ให้สัมผัสนุ่มสบายช่วยผ่อนคลายหลับสบายตลอดคืน  

เลือกหมอนที่ใช่…สุขภาพจะดีเอง

เพราะการนอนเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพที่ดี กว่าจะหาหมอนเริ่ดๆ เหมาะกับสรีระจะอ้วนหรือผอมต้องรองรับศีรษะ คอ และไหล่ได้อย่างลงตัวกับทุกท่วงท่าการนอน ซึ่งหมอน ‘DREAMIA’ ถูกออกแบบโครงสร้างแบบSOFTCELL® ที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตร เป็นช่องเล็กๆที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับศีรษะ คอ และไหล่ได้อย่างลงตัว ช่วยลดอาการปวดต้นคอและรองรับน้ำหนักได้ดี จะตรากตำทำงานหนักแค่ไหน อาการออฟฟิศซินโดรมยังไงก็เอาอยู่

บอกลา…หน้ายับได้เลยหลังตื่นนอน

นอกจากโบ๊ะครีมทาหน้าแล้วหรือจะเลือกนอนหงาย เพื่อป้องกันหน้ายับหลังตื่นนอน การเลือกผ้าหุ้มหมอนก็สำคัญ ซึ่งหมอน ‘DREAMIA’ ถูกรังสรรค์มาด้วยผ้าจากTencel  ทำจากเซลลูโลสของเปลือกไม้ ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียด นุ่ม เรียบลื่นตลอดทั้งใบ เงางามดุจผ้าไหมให้เนื้อสัมผัสละเอียด นุ่ม ไม่ทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอย  เรียกว่า ตื่นเช้ามาก็หน้าใสเด้ง ไร้รอยยับใดๆ แน่นอน

จะหลับทั้งที… หัวต้องไม่ร้อน…!!

หมอนเมมโมรี่โฟม ถูกออกแบบสำหรับคนที่รักสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยในขณะนอนหลับและโลหิตไหลเวียนไม่ดี เพราะคุณสมบัติของเมมโมรี่โฟม ที่มีความแน่นและยืดหยุ่นสูง แต่หากนอนอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน แรงกดทับจากหมอนอาจจะทำให้รู้สึกร้อนที่ศีรษะหรือมีเหงื่อท่วมกลายเป็นปัญหาหัวร้อนซะงั้น แต่ด้วยนวัตกรรมหมอน ‘DREAMIA’ ที่ถูกออกแบบรองรับการกระจายน้ำหนักของศีรษะ และช่วยปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ช่วยตอบสนองการนอนหลับให้สมบรูณ์มากยิ่งขึ้น ช่วยปลุกพลังตอนเช้าพร้อมรับวันใหม่อย่างสดใส

ตัวผ้าหุ้มหมอนสำคัญ

จริงๆ แล้ว เส้นใยแต่ก็ชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเส้นใยที่ถักถอจากธรรมชาติจะไม่  ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว มีความโปร่งสบาย ระบายอากาศได้ดี แต่หากเส้นใยสังเคราะห์ อาจก่อให้เกิดความร้อนเพราะการระบายอากาศได้น้อย นวัตกรรมของหมอน ‘DREAMIA’ เป็นผ้าเส้นใย Celliant ช่วยฟื้นฟูร่างกายและข้อกระดูกระหว่างหลับ ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นหลังตื่น โดยเส้นใยพิเศษที่มีคุณสมบัติช่วยระบบการไหลเวียนโลหิตและกล้ามเนื้อต่างๆ เพื่อให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้นนั่นเอง

จะดีแค่ไหนเมื่อหมอนปรับระดับได้เอง

เพราะความต้องการหมอนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน จะสูงหรือจะต่ำก็ปรับได้ขึ้นอยู่สไตล์ของแต่ละคน โดยหมอน‘DREAMIA’ สามารถถอดหมอนใบเล็กที่แทรกอยู่ตรงกลางด้านในออกได้ ทำให้ผู้นอนสามารถปรับระดับสูง-ต่ำของหมอนได้อย่างง่ายดาย หากต้องการความรู้สึกที่แน่นขึ้นและรองรับน้ำหนักได้ดีสามารถใช้หมอนด้านที่มีลักษณะเป็นแถวยาว Elongated SOFTCELL จะช่วยรองรับน้ำหนักของต้นคอได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่จริงๆ แล้วหมอนที่ดีความสูงควรอยู่ 4-6 นิ้ว หากนอนหมอนเตี้ยเมื่อตื่นขึ้นมาจะเกิดอาการมึนศีรษะ หน้าและหนังตาบวม ส่วนหมอนที่สูงเกินไปส่งผลให้เลือกไหลเวียนไม่สะดวก

ซักหมอนทีไร…ปวดใจทุกที

ปัญหาปวดใจแม่บ้านกับการซักหมอนแล้วบางทีก็เป็นขุย  แต่ด้วยนวัตกรรม หมอน‘DREAMIA’ ที่ผ่านขั้นตอน Antimicrobial Silver Chloride Treatment ป้องกันแบคทีเรีย เชื้อรา กลิ่นและรอยคราบต่างๆ ทำให้รู้สึกได้ว่าหมอนสะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ และไม่มีกลิ่นอับชื้น ช่วยลดอาการภูมิแพ้และผื่นคัน แม้จะผ่านการซักทำความสะอาดหลายครั้ง แถมยังโยนใส่เครื่องซักผ้าแล้วเลือกโปรแกรมถนอมผ้าเพียงเท่านี้ แล้วนำไปผึ่งให้แห้ง รับรองไม่ยับเยินแน่นอน

เมื่อได้ TRICKS และรู้ว่าหมอนไฮบริด DREAMIA นวัตกรรมจากอเมริกา ดีต่อสุขภาพหลับฝันดี ตื่นมาไม่ปวดคอ แถมช่วยฟื้นพลังชีพให้พร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใส ควรค่าแก่การนอนหนุนกันแล้ว สามารถช้อปได้ที่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ หรือช้อปง่ายๆ ผ่านช่องทาง Online ที่ www.indexlivingmall.com สอบถามโทร 1379

MIDO เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679130

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 12:07 น.MIDO เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022

งดงามสมการรอคอย! “มิโด” (MIDO) เผยโฉม 5 สุดยอดเรือนเวลาหรู ไฮไลท์ประจำปี 2022 ในงาน “MIDO PRODUCT NOVELTIES PRESENTATION 2022” ที่ส่งตรงให้ชมแบบเอ็กซ์คลูซีฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในรูปแบบออนไลน์

เผยโฉมเรือนเวลาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสมกับ “มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ล่าสุดได้จัดงาน “MIDO PRODUCT NOVELTIES PRESENTATION 2022” อวดโฉมสุดยอด 5 เรือนเวลาหรู ประจำปี 2022 ซึ่งประกอบไปด้วย มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้ (Multifort Skeleton Vertigo), คอมมานเดอร์ โครโนกราฟ สเปเชียล เอดิชั่น (Commander Chronograph Special Edition), เรนฟลาวเวอร์ บลอสซั่ม (Rainflower Blossom), โอเชียน สตาร์ ไทเทเนียม (Ocean Star Titanium) และมัลติฟอร์ต พาวเวอร์วินด์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น (Multifort Powerwind Limited Edition) ในรูปแบบออนไลน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้รับเกียรติจากประธานแบรนด์ “มิโด” (MIDO) มร.ฟรานซ์ ลินเดอร์ (Mr.Franz Linder) เป็นผู้แนะนำ 5 เรือนเวลาหรูด้วยตนเอง

“มิโด” (MIDO) แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (Georges Schaeren) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน 

สำหรับสุดยอด 5 เรือนเวลาหรูนั้นได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากความงดงามของสถาปัตยกรรมชื่อดังระดับโลก ที่ยังคงคอนเซ็ปต์การดีไซน์ตามแบบฉบับของ “มิโด” (MIDO) ซึ่งโดดเด่นในด้านนวัตกรรม ฟังก์ชันการทำงาน และความงาดงามเหนือกาลเวลา โดยทั้ง 5 รุ่นนี้จะทยอยเปิดตัวให้เหล่าคนรักนาฬิกาได้ยลโฉมกันตลอดทั้งปี 2022 เริ่มจาก “มัลติฟอร์ต สเกเลตัน เวอร์ติโก้” (Multifort Skeleton Vertigo) เรือนเวลาหรูจากตระกูล มัลติฟอร์ต (Multifort) ที่ถูกพัฒนาดีไซน์ขึ้นใหม่ด้วยหน้าปัดที่เผยให้เห็นกลไกการทำงานด้านใน ผสมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยลวดลายเจนีวา สไตรป์ (Geneva Stripes) ที่ภายในบรรจุด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 80 สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริงที่ทำจากนิวาครอน (Nivachron) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการต้านแรงแม่เหล็ก และป้องกันการกระแทกได้เป็นอย่างดี

ถัดมาที่คอลเลกชั่นที่เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ “มิโด” (MIDO) อย่าง คอมมานเดอร์ (Commander) ที่ปีนี้ได้สร้างสรรค์รุ่นพิเศษ “คอมมานเดอร์ โครโนกราฟ สเปเชียล เอดิชั่น” (Commander Chronograph Special Edition) ด้วยดีไซน์คลาสสิกเหนือกาลเวลากว่าที่ผ่านมา โดยการผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตเอาไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวด้วยดีไซน์ของตัวเรือนที่เป็นสีโรสโกลด์ และสายหนังแท้สีน้ำตาล ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 60 ที่มาพร้อมกับสายสำรอง และกล่องดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น

ต่อมาที่ “เรนฟลาวเวอร์ บลอสซั่ม” (Rainflower Blossom) เรือนเวลารุ่นพิเศษสำหรับสุภาพสตรีจากคอลเลกชั่น เรนฟลาวเวอร์ (Rainflower) สะท้อนความงดงามชวนให้หลงใหล ที่มาพร้อมการดีไซน์ลวดลายแบบใหม่บนหน้าปัดที่มีความโค้งมนอ่อนช้อย เฉกเช่นความงดงามของดอกไม้ ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างปราณีตบรรจง ถ่ายทอดความหรูหราให้กับเหล่าสุภาพสตรีโดยเฉพาะ พร้อมกลไกคาลิเบอร์ 80 ที่สามารถสำรองพลังงานได้นาน 80 ชั่วโมง และบาลานซ์สปริงนิวาครอน (Nivachron)

ถัดมาที่นาฬิกาจากตระกูล โอเชี่ยน สตาร์ (Ocean Star) กับรุ่น “โอเชียน สตาร์ ไทเทเนียม” (Ocean Star Titanium) ที่ทางทีมดีไซน์ได้หยิบยกลวดลายอันเป็นเอกลัษณ์อย่างลายเส้นรูปทรงคลื่นมาดัดแปลงผสมผสานให้เข้ากับหน้าปัดสีดำบนตัวเรือนไทเทเนียม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงดีไซน์อันแข็งแกร่งที่ผสานความคลาสสิกเหนือกาลเวลาเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมาพร้อมฟังก์ชันของนาฬิกาดำน้ำประสิทธิภาพสูงพิเศษด้านความแม่นยำ และเที่ยงตรงพร้อมที่สามารถดำน้ำลึกได้ในระดับ 200 เมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 80 ที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ซึ่งทนทานในทุกสภาพแวดล้อม

และสุดท้ายกับ “มัลติฟอร์ต พาวเวอร์วินด์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” (Multifort Powerwind Limited Edition) เรือนเวลาหรูที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อรำลึกถึงรุ่น พาวเวอร์วินด์ (Powerwind) ที่โดดเด่นด้วยตัวกลไกการขึ้นลานอัตโนมัติ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1954 ซึ่งมาพร้อมดีไซน์สุดคลาสสิกจากการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความทนทาน โดยเรือนรุ่นพิเศษนี้จะถูกผลิตขึ้นเพียง 1,954 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเรือนไฮไลท์ที่ควรค่าแก่การสะสมเป็นอย่างมาก

และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญประจำปีนี้คือการที่ “มิโด” (MIDO) ได้ประกาศต่อสัญญากับแบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มชื่อดัง “คิม ซู ฮยอน” (Kim Soo-Hyun) ซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของเกาหลีต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเป็นตัวแทนถ่ายทอดความงดงามเหนือกาลเวลาผ่านเรือนเวลาหรูของ “มิโด” (MIDO) ให้เหล่าแฟนคลับแบรนด์ได้ติดตามกันตลอดปีนี้

นอกจากนี้ทาง “มิโด” (MIDO) ยังได้แนะนำเคล็ดลับการเก็บรักษานาฬิกาเรือนโปรดให้คงสภาพเหมือนใหม่อยู่ตลอดเวลาว่า สำหรับนาฬิกาที่เป็นลายเหล็ก หรือสายโลหะ ควรถอดสายออกมาเพื่อทำความสะอาดแยก โดยใช้แปรงขนนุ่มพิเศษขัดไปที่บริเวณตัวสายเพื่อกำจัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามซอก แต่หากเป็นสายที่ทำจากหนัง ควรระวังไม่ให้โดนน้ำ หรือเหงื่อมากเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดเชื้อราจากการอับชื้น และกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ ซึ่งส่งผลให้หนังเสื่อมสภาพ หรือเปลี่ยนสีได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการทำความสะอาดสายหนังนั้นสามารถทำได้โดยการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดให้หมาด และเช็ดไปที่บริเวณสายเบาๆ ส่วนบริเวณหน้าปัดนาฬิกา สามารถใช้ผ้าสะอาดเนื้อนิ่ม ไม่มีขุย ชุบน้ำหมาดๆ และเช็ดบริเวณหน้าปัด และด้านหลังให้ทั่วอย่างเบามือ เพื่อขจัดคราบเหงื่อ หรือน้ำมันที่เกาะติดอยู่ ให้สะอาด และเงางาม เพียงเท่านี้ก็สามารถเก็บรักษานาฬิกาให้คงสภาพเหมือนใหม่ และสวยงามอยู่เสมอได้

เตรียมพบกับ 5 เรือนเวลาสุดพิเศษแห่งปี 2022 จากเรือนเวลาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์ “มิโด” (MIDO) นาฬิกาดีไซน์หรูคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้ที่เคาน์เตอร์ “มิโด” (MIDO) เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งผ่านทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์  www.midowatches.com, LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299

เปิดมุมมองธรรมะแบบคนรุ่นใหม่ กับว่าที่ร้อยเอก ณัฏฐกิตติ์ ชัยเฉลิมมงคล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678977

วันที่ 24 มี.ค. 2565 เวลา 11:55 น.เปิดมุมมองธรรมะแบบคนรุ่นใหม่ กับว่าที่ร้อยเอก ณัฏฐกิตติ์ ชัยเฉลิมมงคล

ส่องเส้นทางธรรมของเยาวรุ่นยุคใหม่ เขาเรียกผมว่า “Buddhist-Hero” คุยกับ “ไวยาวัจกร” กับภารกิจเพื่อศาสนา สุวรรณภูมิ สู่พุทธภูมิ

พระพุทธศาสนาสร้างชีวิต

ผมโตมากับบ้านที่มักจะพาผมเข้าวัดทำบุญ ก็เลยผูกพันกับศาสนาพุทธมาโดยตลอด เวลาเห็นวัดสวยๆ ก็อยากเข้าไปไหว้พระประธาน อยากไปกราบหลวงพ่อ  ส่วนวัดธาตุทอง  เป็นวัดที่ผมเข้าไปตั้งแต่เด็ก คุณป้าพามาบ้าง คุณแม่พามาบ้าง ผมก็เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ท่านยังไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องมาวัด ต้องมาทำบุญกับหลวงพ่อชุบ (หลวงพ่อชุบ พระราชวรญาณโสภณ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง) คนส่วนใหญ่โตแล้วก็จะบวชตามประเพณี แต่ของผมด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่าง  พอจบแล้วก็เลยต้องทำงานเลย ตอนแรกได้ทุนฝึกงานที่มองโกเลีย เพราะผมไม่รู้จักประเทศมองโกเลียเลยอยากไป  พอไปฝึกงาน ถือเป็นความโดดเด่นของรุ่น ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเลยขอคุย บอกให้ผมไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกแล้วกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง

ซึ่งตอนนั้นปริญญาตรีผมเรียน วิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย นอร์ท กรุงเทพฯ ไปฝึกงานที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งชาติมองโกเลีย โดยเขาได้เทคโนโลยีต่างๆ จากเยอรมันและรัสเซีย เขาเลยมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเรา  (จบมาปี 42) กลับมาผมก็ทำโปรเจคต์จบ ซึ่งเป็นการฝังอุปกรณ์ตัวหนึ่งเข้าไป สมมุติขับผ่านวัดธาตุทอง มันก็จะมีเสียงบอกว่า วัดธาตุทอง จริงๆ แล้วมันก็คือ ระบบ จีพีเอส (ระบบแสดงผลนำทางผ่านดาวเทียม) ตอนส่งโปรเจคต์จบ เนคเทค เรียกคุย เพื่อที่จะพัฒนาต่อยอดระบบนี้ ในขณะที่ทางมหาวิทยาลัย ก็มอบทุนเรียนต่อให้จนจบปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยอิลินอยด์ สเตท  เพื่อที่จะให้กลับมาเป็นอาจารย์ที่นี่ บวกลบคูณหารต้องใช้เวลากว่า 15 ปีถึงจะคืนทุน และตอนที่ผมทำงานอยู่ 1 เทอม ผมไม่มีอิสระในชีวิตเลย ผมเดินลงมาเพื่อที่จะขับรถไปซื้อหมากฝรั่งกิน พอขับรถออกไป ฝ่ายบุคคลก็โทรมาทันที แล้วบอกว่า ระหว่างทำงานห้ามขับรถออกข้างนอกนะคะ ผมอึดอัดมาก และรู้สึกว่าถ้าอยู่ในวงการวิชาการ น่าจะแคบ ระหว่างนั้นคือจุดเปลี่ยนของชีวิต อาทิตย์ถัดไปต้องเซ็นสัญญาเพื่อเรียนต่อ แต่สุดท้ายผมก็ทิ้งทุนนั้นไป เพราะมีนักการเมืองมาทาบทามให้ไปช่วยงาน ในตำแหน่ง ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำงานทางการเมืองเหนื่อยแต่สนุก  มันทำอะไรก็ได้ มันคือความท้าทายใหม่ ๆ แต่ก็อยู่ได้แป๊บเดียว เพราะว่าสุดท้ายก็มีแอคซิเดนทางการเมือง การเมืองก็ล่มสลายไป 

ว่าที่ร้อยเอก ณัฏฐกิตติ์ ชัยเฉลิมมงคล

มีทางเลือกหลายทางแต่สุดท้ายก็เลือกทางธรรมเพราะอะไร?

ถึงจุดหนึ่ง คนเราอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำอะไรตามตัวเอง ทำตามความฝัน บางคนเปิดร้านกาแฟ บางคนเปิดร้านอาหาร ผมไปชอบดื่มเบียร์ก็เลยตามฝันไปเปิดร้านอาหาร และมีขายเบียร์อย่างที่เราชอบ ก็ขายดี แต่พอมีรัฐประหารทำให้มีกฎระเบียบมาก ผู้บริโภคก็น้อยลง และด้วยความที่เป็นคนไปซื้อของเอง ทำให้ผมไม่มีอิสระในชีวิต ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนมาช่วงที่ ในหลวงเสด็จสวรรคต ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กลับมาเข้าวัด ทำบุญ และมีการพูดคุยกับหลวงพ่อ  หลวงพ่อก็บอกว่าวัดอย่างไรก็ห้ามทิ้ง ช่วงนั้นก็ติดๆ ขัดๆ เรียกได้ว่า เส้นทางทางโลกไม่สะดวก แต่พอประสานงานทางธรรม โล่งไปหมด ก็เลยคิดว่าเราอาจจะเกิดมาเพื่อทำงานให้พระพุทธศาสนา  หลังจากที่หลวงพ่อบอกมาว่าให้ช่วยงานวัดเถอะ  ผมก็ตัดสินใจขายกิจการทั้งหมด ได้เงินมาก้อนหนึ่ง อยู่กับเงินก้อนนี้สักพักใหญ่ กระทั่งได้ไปอินเดีย ผมก็เลยตั้งใจว่าทำอะไรก็ตามที่มีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่น มีเงินมีอะไรใช้ ไม่หวือหวา ตอนนี้ก็ผ่านมา 6 ปีแล้วก็มีความสุขดี

ธรรมะกับคนรุ่นใหม่ ธรรมะล่มสลาย ความคลาสสิคของหลักธรรมคำสอน

ผมได้เรียนรู้ในสิ่งที่น้อยคนจะได้เรียนรู้ คือบทเรียนการล่มสลายของศาสนาในประเทศอินเดีย ถามว่าศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองมากๆ ทำไมถึงล่มสลายไป มันเกิดจากการล่าอาณาจักรโดยชนชาติศาสนาอื่น จนศาสนาพุทธได้เสื่อมสลายหายไปจากประเทศอันเป็นต้นกำเนิด

ประเด็นที่สองคือยุคหลังของศาสนาพุทธในอินเดีย  พระภิกษุเริ่มกลับมาค้นหาตัวเองมากขึ้น มุ่งนิพพาน ทั้งที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” หลักการนี้ยุคสุดท้ายของอินเดีย ไม่ได้ถูกใช้ เหล่านักบวชเริ่มมุ่งเน้นเรื่องนิพพาน  ปิดช่องทางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ทำให้ศาสนาเล็กลง ๆ  เรื่อยๆ อีกอย่างหนึ่งคือการรับเอาศาสนาอื่นมาผสมกับศาสนาพุทธ เกิด ตันตระวัชรญาณ (คือมุ่งเน้นอย่างอื่นด้วยไม่ใช่แค่หลักธรรม) ขึ้นมา ซึ่งมีอะไรหลายๆ อย่างมามิกซ์กัน แต่เราไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนั้น เราก็เลยไม่รู้ แต่นั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้สุดท้าย ศาสนาพุทธล่มสลายลง ซึ่งผมมองว่าถ้าวันนี้ไม่มีการเผยแพร่ศาสนาออกไป ต่อไปมันก็จะน้อยลงๆ และเสื่อมสลายไปในที่สุด

ตอนนี้กำลังจะถึงจุดนั้น เพราะศาสนามันน้อยลง เยาวชนห่างธรรมะมากขึ้น ถามว่าธรรมะเข้าใจยาก หรือการถ่ายทอดวิชาพุทธศาสนามันน่าเบื่อมากหรือเปล่า อย่างผมตอนนั้นเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ได้อะไรบ้าง หลับ เพราะวิชา พุทธศาสนา คือวิชาที่ง่วงนอนที่สุด การเรียนพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องสนุก หรือน่าสนใจอีกต่อไป เป็นสาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างเหินศาสนา

ทั้งที่ความคลาสสิคสุดๆ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ สองพันหกร้อยปี สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันได้หมด ถ้าไปเปิดพระไตรปิฎกมีคำตอบทั้งหมด ไปอ่านได้เลยพระพุทธเจ้าท่านได้มอบแนวทางไว้ให้หมดแล้ว และยังใช้ได้ถึงทุกวันนี้   เพียงแค่เปลี่ยนบริบท อย่างเช่น หลักอริยสัจ4 เอาเข้าจริงทุกอย่างที่เราจะแก้ไขปัญหาได้ เราสามารถใช้หลักอริยสัจสี่ไปใช้ได้หมด โดยการนำไปประยุกต์ใช้ สามารถใช้ได้หมด

เป็นไปได้ไหมว่า พุทธพาณิชย์ที่มากขึ้น ทำให้ศาสนาเสื่อมลง?

ถ้าพูดกันตามหลักการ ศาสนาพุทธในประเทศไทย ไม่ใช่ศาสนาพุทธเพียว100 เปอร์เซ็นต์ ยุคแรกของประเทศไทยไม่มีศาสนา สมัยก่อนเขานับถือผี ผีปู่ ผีย่า ผีบรรพชน นับถือดินฟ้าอากาศ ยุคต่อมาของสุวรรณภูมิ ก็คือซึมซับเอาฮินดูเข้ามา  อินดูคือเทพเจ้า พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ การปกครองก็เป็นแบบให้องค์กษัตริย์คือองค์สมมติเทพ ที่เรียกกษัตริย์พระรามาธิบดีที่ 1  ก็คือ พระราม นั่นเอง ต่อมาศาสนาพุทธก็ได้แผ่กระจายเข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งสุดท้ายทั้ง 3 ความเชื่อก็ถูกเบรนด์ ผสมรวมกันเป็นวิถีพุทธแบบที่ไม่เหมือนใคร คือปนกันไปหมด กลายเป็นว่า วันนี้ในบ้านชาวพุทธ ก็จะมี 2 ศาลคือ ศาลพระภูมิ เป็นศาสนาอินดู มีศาลตายาย ซึ่งป็นความเชื่อศาสนาผี

ส่วนคำว่าพุทธพาณิชย์นั้น ถ้าหมายถึงเหล่าบรรดาวัตถุมงคลนั้น ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งเหล่านี้คืองานศิลปะ เป็นพุทธศิลป์ ที่บอกเล่าเรื่องราว วิถี วัฒนธรรม ของแต่ละยุคแต่ละสมัย บ้างก็สะสมเก็บเพราะความเพื่อในพุทธคุณความศักดิ์สิทธิ์ หรือเพื่อรำลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ และมีแม้กระทั่งที่ทำเป็นธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องนี้มีหลายมุมมอง อยู่ที่เราจะมองด้านไหนมากกว่าครับ

การได้รับรางวัล “ผู้นำโลกรุ่นใหม่ สาขาสันติภาพ” ที่เนปาล

หลังจากที่ผมเปิดตัวว่าเป็นนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางพุทธศาสนา คือคำว่า นักกิจกรรมทางพุทธศาสนา นั้นมันกว้างมากเพราะรวมถึงการเคลื่อนไหว การฟื้นฟู กิจกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งหมดโดยไม่มีวาระแอบแฝงนั่นคืองานที่ผมอยากทำ แต่ต้องทำด้วยการเต็มใจ อย่างเช่นไปทำกิจกรรมที่อินเดีย ทางอินเดียก็ต้องเต็มใจ ไม่ใช่เป็นการยัดเยียด หรือไปหลอกใคร ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รู้สึกแฮปปี้   ซึ่งคนอินเดียเขาต้องรู้สึกแฮปปี้  เขาต้องได้ประโยชน์และอยากให้เรากลับไปทำอีก ตอนหลังกลับมา คนอินเดียก็เรียกร้องให้ผมไปทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอีก  มีพระองค์หนึ่งในอินเดียถามว่า ณัฏฐกิตติ์เป็นใคร มีคนตอบว่าณัฏฐกิตติ์ คือฮีโร่ของพวกเรา เขาเรียกว่าผมเป็น Buddhist-Hero  ซึ่งผมไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนตอบแบบนี้ แต่คนไทยที่ไปกับผมกลับมาพูดต่อว่าณัฏฐกิตติ์ เป็นฮีโร่ของชาวพุทธในอินเดียเลยนะ ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกลึกๆ ที่เราภูมิใจ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ต่อมาซึ่งผมเชื่อว่าเป็นสาเหตุ คือ โดยปกติเวลาทำกิจกรรมอะไรผมก็จะโพสต์ไปเรื่อยๆ ก็ทำให้มีเครือข่ายคนพุทธมากขึ้นทั้งเมืองไทย เนปาล ศรีลังกา ฯลฯ  ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ก็จะรู้จักกัน จนมันเชื่อมโยงไปกับสภาเยาวชนโลก ซึ่งที่เนปาลเขาก็จัดฟอรัมนี้ขึ้นมา เกี่ยวกับการประชุมผู้นำรุ่นใหม่ โดยให้แต่ละประเทศส่งรายชื่อไป ซึ่งก็จะมีหลายคน ปรากฎว่าตัวแทนจากประเทศไทย เพื่อนผมบอกว่า ไอเห็นยูเด่นมาก มันก็แล้วแต่ยูว่าจะอยู่หัวข้อไหน ซึ่งผมก็เป็นหัวข้อ สันติภาพ ศาสนาพุทธคือศาสนาของสันติ ปรากฎว่าก็ได้รับเลือกมา

มิตรสหายเครือข่ายสหายธรรมในประเทศไทย มันเริ่มต้นอย่างไร?

จริงๆ ผมมีความผูกพันกับศาสนาพุทธมาตั้งแต่เด็ก ผมเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ พระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสตั้งแต่เด็ก  ตอนหลังผมก็หันมาทำธุรกิจส่วนตัว พอพักจากงานธุรกิจส่วนตัว ผมก็ไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านพุทธศาสนา(วิชาสันติศึกษา) และด้วยความที่เราชอบทำกิจกรรมทางด้านศาสนาพุทธอยู่แล้ว ประกอบกับการมาเรียนปริญญาโท ต่อด้วยปริญญาเอกที่ มจร. ตรงนี้   ทำให้เรามีเครือข่ายคนที่ใจบุญ เกี่ยวข้องเยอะ ทั้งพระและฆราวาส  ทำให้เกิดความเชื่อมโยงกัน ระหว่างเครือข่ายเรา ซึ่งเครือข่ายค่อนข้างใหญ่ และก่อนที่ผมจะเรียนทางด้านพุทธศาสนา ผมก็เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว ประกอบกับก่อนที่ตัดสินใจเรียนปริญญาโทไม่นาน ผมก็ได้รู้จัก พระอโสโกภิกฺขุ (กากัน มาลิค) จึงได้เข้าไปสัมผัสพุทธศาสนาที่ไม่ใช่พุทธศาสนาในเมืองไทย ไปดูวิถีของคนอินเดีย

ได้รับการขนามนามให้เป็น Buddhist-Hero  ?

เริ่มแรกผมไปกับกากัน ที่อินเดียก็จะเริ่มจำผมได้ ว่า กัปตันณัฏฐกิตติ์ อยู่ประเทศไทย เป็นชาวพุทธที่เลื่อมใสในศาสนาพุทธมาก แต่ผมไม่ได้คาดหวังเรื่องเกียรติยศชื่อเสียง เราแค่รู้สึกว่าเราเป็นนักกิจกรรมมาโดยตลอด อย่างพระท่านอยากได้ผ้าไตรจีวรเพื่อนำไปบรรพชาสามเณรสัก 100 ชุด  กลับมาเมืองไทยเราก็เป็นสะพานบุญคุยกับเพื่อนที่ไทยว่า  ที่อินเดียเขาจะบรรพชาเณรไม่ทราบว่าคนไทยสนใจไหม?  ปรากฎว่าในเวลาอันรวดเร็วเราสามารถรวบรวมผ้าไตรร้อยผืนได้ตามที่เขาต้องการ และเราก็สามารถส่งให้เขาได้เลย เขารู้สึกว่านี่คือสะพานบุญที่ดีมาก และนี่คือวัฒนธรรมของคนอินเดียคือมองคนต่างชาติที่เป็นคนพุทธ หลายๆ ประเทศที่เป็นพุทธ เขาสามารถขอความช่วยเหลือได้ ตอนหลังก็มีการทำพระพุทธรูปไปมอบให้เขาเป็นที่ระลึกบ้าง ครั้งแรกผมนำพระพุทธรูปนำไปมอบให้พระที่อินเดีย 200 องค์ ปรากฏว่ามันเป็นความนิยมของเขาด้วย และเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าประเทศไทย ช่วยเหลือทางศาสนาให้เขา เพราะพระพุทธรูปที่เราส่งไป เป็นพุทธศิลป์แบบไทย แจกไปสักพักคนจำภาพผมว่าผมมอบพระพุทธรูป บังเอิญมีโครงการกำลังใจขององค์ภาฯ (โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ) สอนให้นักโทษที่มีโทษสูง มีกิจกรรมทำ หนึ่งในนั้นคืองานปั้นพระพุทธรูปเป็นโครงการฯ ปั้นพระพุทธรูปจากนักโทษอุกฉกรรจ์ โดยมีนัยยะเพื่อช่วยขัดเกลาจิตใจพวกเขาด้วย บางคนปั้นไปน้ำตาไหลไป บางคนได้รับโทษประหารชีวิตแต่ปั้นพระพุทธรูปออกมาได้สวยงาม  ชื่อโครงการว่า “ปั้นดินให้เป็นบุญ” โดยการนำของ อาจารย์อรสม สุทธิสาคร นักเขียน และศิลปินแห่งชาติ ซึ่งนักโทษจะปั้นพระพุทธรูปขึ้นมา ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีการประกวดกันว่า พระพุทธรูปองค์ไหนที่สวยที่สุด  แล้วเอาองค์นั้นมาหล่อเพื่อที่จะให้ประชาชนร่วมบุญ ทำบุญ สร้างพระพุทธรูปองค์นี้เพื่อนำไประดิษฐานตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ บังเอิญมีรุ่นพิเศษที่ทำไว้ 51 องค์เพื่อที่จะส่งให้ดินแดนพุทธภูมิ หรือ อินเดีย ซึ่งรุ่นก่อนหน้านี้ส่งมอบให้เนปาล ซึ่ง อาจารย์ อรสม สุทธิสาคร ท่านมีที่ปรึกษาคือ พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์  ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ผู้สืบทอดเชื้อสาย ศากยะ จากสายพระอานนท์ ท่านก็แนะนำว่าถ้าจะส่งพระพุทธรูปไปประเทศอินเดีย ไปที่ๆ เป็นชุมชนของชาวพุทธคนอินเดียจริงๆ ท่านแนะนำให้คุยกับผม อาจารย์อรสม เลยมาคุยกับผม ว่าโปรเจคต์นี้เป็นแบบนี้จะมีการส่งมอบส่วนหนึ่งไปประเทศอินเดีย

ความตั้งใจอันแรงกล้า บวกกับแนวคิดที่อยากส่งเสริมพระพุทธศาสนา นำมาสู่การตั้ง  “มูลนิธิไตรรัตนภูมิ” ซึ่งผู้สนใจ มีอุดมการณ์เดียวกัน สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ได้ ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/triratnabhoomi/ และที่เว็บไซต์ http://www.worldofbuddhist.com/

Awakening Bangkok – RE:VIVE ปลุกสีสันถนนวัฒนธรรม ชมงานศิลป์ผ่านแสงสีเสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/679127

วันที่ 26 มี.ค. 2565 เวลา 11:46 น.Awakening Bangkok – RE:VIVE ปลุกสีสันถนนวัฒนธรรม ชมงานศิลป์ผ่านแสงสีเสียง

ได้เวลาฟื้นชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนด้วยศิลปะสีสันและแสงไฟ ในเทศกาล Awakening Bangkok – RE:VIVE ปลุกสีสันถนนวัฒนธรรมย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง-ตลาดน้อย เชื่อมต่อนานา-เยาวราช

Time Out Bangkok ผู้จัดงาน Awakening Bangkok ผนึกพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เนรมิตเทศกาลแสงไฟประจำปีกรุงเทพฯ Awakening Bangkok – RE:VIVE ปลุกคนกรุงเทพฯให้กลับมามีสีสัน เร่งฟื้นคืนชีวิต และเศรษฐกิจให้กับชุมชน ผ่านงานแสดงศิลปะผ่านแสง สี และเสียง ณ ย่านสร้างสรรค์ เจริญกรุง-ตลาดน้อย พร้อมขยับสู่ ย่านนานา เยาวราช ตั้งแต่ 25 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 ก่อนยกระดับสู่เทศกาลนานาชาติระดับประเทศ เตรียมขยายพื้นที่การจัดงานสู่พื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในขอนแก่น และเชียงใหม่ ปลายปีนี้ เพื่อร่วมฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

นายพงศ์สิริ เหตระกูล กรรมการบริหาร Time Out Bangkok (ไทม์เอาต์ กรุงเทพฯ) และ Festival Director งานเทศกาล Awakening Bangkok กล่าวว่า การจัดงาน Awakening Bangkok หรืองานแสดงศิลปกรรมไฟประจำปี มีการเติบโตขึ้นมาก โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ทุกครั้งที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดีจากทั้งศิลปิน นักออกแบบ และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมชมงาน เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น มีการขยายตัวของชุมชนศิลปินและนักออกแบบไทยได้กว้างขวางมากขึ้น การจัดงานในปี 2563 มีผู้เข้าร่วมชมงาน 126,681 คน จากการจัดงานทั้ง 10 วัน โดยในวันที่มีผู้เข้าชมสูงสุดนั้นมีมากถึง 21,865 คน เกิดการแฮชแทคชื่องานผ่านทางช่องทางต่างๆ ของโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economy Impact) ได้ถึง 158.16 ล้านบาท

“งาน Awakening Bangkok ปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “RE:VIVE”  ฟื้นคืนชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนด้วยสีสันและแสงไฟ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 เป็นการจัดงานที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนโลเคชันถึง 31 จุด จำนวนชิ้นงานถึง 52 ชิ้นงาน โดยขยายพื้นที่จัดแสดงที่ครอบคลุมย่านเก่าของกรุงเทพฯ มากขึ้น ตั้งแต่เจริญกรุง – ตลาดน้อย ซึ่งเป็นลักษณะของ Creative Neighborhood ไปจนถึงซอยนานา เยาวราช ที่จะเป็น Cultural Neighborhood ร่วมกับการจัดกิจกรรมน่าสนใจรูปแบบใหม่ๆ จากพันธมิตร โดยกิจกรรมประกอบด้วย งานแสดงแสงไฟ (Lights) ดนตรี (Music) และการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ (Economy)

“ขณะเดียวกัน การเดินเท้าชมงานตลอดทางยังเปิดโอกาสให้เกิดการจับจ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดเส้นทางที่เชื่อมต่อย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย-ซอยนานา นอกจากนั้นยังมีมีรถตุ๊กๆ ให้บริการการเดินทางเพื่อให้ได้ชมงานได้ครบทุกจุดอีกด้วย งานปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราจะมีโปรแกรม Walk Tour ตอนกลางวันในหลากหลายธีม ไม่ว่าจะเป็นทริปชิมของว่างสูตรลับที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของชาวจีนโพ้นทะเล ทริปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ 5 วัฒนธรรมจีนในย่านตลาดน้อย และทริปถ่ายรูปสถาปัตยกรรมเก่าอายุกว่าร้อยปีที่ซ่อนตัวในตรอกเล็กย่านทรงวาด เดินอุ่นเครื่องก่อนไปต่องานไฟกันในตอนค่ำ ซึ่งคาดหวังให้การขยายพื้นที่และมีกิจกรรมจากพันธมิตรมากขึ้นในครั้งนี้่ จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจของชุมชนในย่านเก่าเหล่านี้ ให้คึกคักมากขึ้นหลังจากซบเซามานานจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้งาน Awakening Bangkok ที่เดิมทีต้องจัดตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ต้องเลื่อนการจัดงานมาในปีนี้ด้วยเช่นกัน” 

นอกจากกิจกรรมที่น่าสนใจแล้ว การยกระดับอีเวนต์ยังเป็นสิ่งที่ผู้จัดงานให้ความสำคัญในปีนี้ โดย Time Out Bangkok ต้องการพัฒนางาน Awakening Bangkok ให้เป็นงานระดับสากลมากขึ้น และก้าวไปสู่งานระดับประเทศ ตั้งเป้าหมายให้กลายเป็น งานเทศกาลนานาชาติระดับประเทศ ประจำปีของชาวไทย และเป็นเป้าหมายการเดินทางของชาวต่างชาติในอนาคต จึงได้เริ่มทำ 3 สิ่งใหม่ ได้แก่

1. เว็บแอปพลิเคชัน Awakening Bangkok เพื่อให้รายละเอียดของศิลปินและแรงบันดาลใจในแต่ละชิ้นงาน พร้อมทั้งบอกระยะทางของจุดแสดงจากตำแหน่งที่อยู่ ข้อมูลร้านอาหารและบาร์ในบริเวณใกล้เคียง และที่สำคัญมีการแสดงให้เห็นถึงปริมาณคนชมงาน (Capacity) ในจุดต่างๆ เพื่อพิจารณาถึงการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ด้วย

2. การจดลิขสิทธิ์ชื่องาน Awakening เพื่อให้เกิดเป็นสิทธิบัตรทางปัญญา ที่จะช่วยยกระดับงานเทศกาลนานาชาติของเมืองไทยให้เติบโตไปได้ในระดับโลก และ 

3. การจัดทำออนไลน์คอมมูนิตี้ของศิลปินไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่สนใจผลงาน เข้ามาชม และสามารถตัดสินใจในการว่าจ้างหรือใช้บริการต่อไปได้

สำหรับพันธมิตรด้านกลยุทธ์ (Strategic Partners) ของการจัดงานทั้ง 2 หน่วยงานนั้น นายฉัตรชัย ชินคำ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานหลักที่ต้องเตรียมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยให้กลับสู่ขาขึ้นโดยเร็วที่สุด จึงได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน Awakening Bangkok เพื่อช่วยฟื้นคืนชีวิตท่องเที่ยวและเศรษฐกิจต่างๆ ของชุมชน และต้องการสนับสนุนให้ภาคเอกชนตอบรับการเปิดประเทศตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยอย่าง SHA ซึ่งงานครั้งนี้ได้ผ่านมาตรฐานดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และภายในงานก็จะมีมาตรการการป้องกันในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ตามหลักเกณฑ์ COVID-Free Setting ขณะเดียวกันอยากขอให้ผู้เข้าชมงานปฏิบัติตัวตามหลัก Universal Prevention ด้วยเช่นกัน” 

นางสาวศิวะภรณ์ ปิยะพรพันธ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาการจัดงานเมกะอีเวนท์และเทศกาลนานาชาติ TCEB หรือทีเส็บ กล่าวว่า “ทีเส็บ มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนางานเทศกาลของไทย เพื่อขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ภายใต้แนวคิด “Festival Economy” หรือ “การสร้างเศรษฐกิจเมืองด้วยงานเทศกาล” โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การสร้างงานเทศกาลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอัตลักษณ์กับเมือง และเกิดการพัฒนาต่อยอดเป็น “หนึ่งเมือง หนึ่งสิทธิบัตรงานเทศกาล” ภายใน 5 ปี เพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับ และส่งออกงานเทศกาลที่เกิดจากสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ผ่านการสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างเมือง ชุมชน และหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ มุ่งสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งเสริมให้เมืองเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานเทศกาล และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ซึ่งงาน Awakening Bangkok เป็นงานที่มีเอกลักษณ์และนำเสนอถึงอัตลักษณ์ของย่านเก่าในบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าหลังจากนี้เมื่อมีการจดลิขสิทธิ์แล้ว จะได้รับการสนับสนุนให้เติบโตเป็นงานเทศกาลในระดับนานาชาติที่สำคัญของประเทศต่อไป”

ด้านผู้สนับสนุนหลักอีก 2 ราย ก็ได้เตรียมกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้าชมงาน โดย นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ แกร็บ ประเทศไทย ในฐานะผู้นำธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ กล่าวว่า “แกร็บฟู้ด มุ่งมั่นที่จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการฟู้ดเดลิเวอรี่เสมอมาและเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์ด้านอาหาร จึงได้ร่วมมือกับ ไทม์เอาต์ กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ทางอาหารที่แปลกใหม่ผ่านงาน Awakening Bangkok ภายใต้แนวคิด “งานศิลป์กินได้ (Edible Art)” โดยมีไฮไลต์จากแกร็บฟู้ดภายในงาน อาทิ Immersive Digital Mapping Chef’s Table รังสรรค์เมนูพิเศษโดยเชฟแถวหน้าของเมืองไทย Foodie Night Market รวมสุดยอดร้านอาหารบนแกร็บฟู้ดจากร้านดังทั่วประเทศไทย และ Fooditude Art Installations งานแสดงแสงไฟที่สะท้อนเรื่องราวการเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาอาหารอร่อย อีกทั้งในปีนี้ยังได้มีการประกาศรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2022 อย่างเป็นทางการครั้งแรกภายในงานนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของแกร็บฟู้ดที่สนับสนุนให้พาร์ตเนอร์ร้านอาหารที่มีคุณภาพได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือกับไทม์เอาต์ กรุงเทพฯ จะช่วยสร้างความคึกคักให้แก่ธุรกิจร้านอาหารและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น”

ส่วน นางสาวจรินี วงศ์กำทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ (Johnnie Walker) กลับมาภายใต้ธีม Awaken The Street ที่มาปลุกเสน่ห์และดึงเอกลักษณ์ของท้องถนนเมืองไทยผ่านการแสดงแสงสีเสียงที่หลากหลาย เชิญชวนให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมกับประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน และเพื่อตอกย้ำปรัชญา KEEP WALKING ของแบรนด์ ในการฟื้นคืนชีวิตให้กับถนนทุกสายที่เคยคึกคักแต่ต้องซบเซาไปด้วยผลกระทบจากโควิด-19 โดยร่วมมือกับศิลปินชื่อดังในการสร้างสรรค์ผลงาน และร่วมกับผู้ประกอบการต่างๆ ในการคิดค้นเมนูเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ร่วมงาน โดยเริ่มจาก หน้าอาคารไปรษณีย์กลาง กับงานแสดงไฟที่ดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละท้องถนนออกมาได้อย่างชัดเจนและแปลกใหม่ ต่อเนื่องไปยังโกดัง Warehouse 30 ที่จะพาทุกคนเข้าสู่แสงสีที่สะท้อนภาพพหุวัฒนธรรมของของถนนสายสำคัญแห่งย่านการค้าและประวัติศาสตร์ให้กลับมาสว่างไสว ส่วนโซนสุดท้ายคือ บริเวณตึกแถวเก่าสีเหลืองปากทางเข้า ซอยนานา เยาวราช ที่ได้รับการสร้างสรรค์ภายใต้ธีม Modern Chinese ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมากจากเสน่ห์ของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย-จีน ตลอดจนจุดเชื่อมการเดินเท้าที่ทำให้การท่องเที่ยวภายในงานสนุกมากยิ่งขึ้น”

“งาน Awakening Bangkok ครั้งนี้ นอกจากพันธมิตรด้านกลยุทธ์และผู้สนับสนุนหลักแล้ว เรายังได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน), โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน, เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ และโรงภาพยนตร์ปรินซ์ ปี 2565 ยังถือเป็นอีกก้าวสำคัญของผู้จัดงานและพันธมิตรทั้งหมด เพราะเป็นการปักหมุดขยายสถานที่จัดงานไปตลอดทั้งปี หลังจากประสบความสำเร็จจากการจัด Awakening Samyan ที่ย่านสามย่าน-สวนหลวงไปเมื่อเดือนธันวาคม 2564 โดยเริ่มต้นกับ Awakening Bangkok ในย่านเจริญกรุง-ซอยนานาในเดือนมีนาคมนี้ ก่อนจะก้าวไปสู่ Awakening Khaosan ที่ย่านข้าวสารในเดือนเมษายน และเราพร้อมขยายการจัดงานไปยังต่างจังหวัดเป็นปีแรก ได้แก่ Awakening Khon Kaen จังหวัดขอนแก่นในช่วงเดือนพฤษภาคม และ Awakening Chiang Mai ที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนพฤศจิกายน เพื่อร่วมกันฟื้นคืนเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ และยังสร้างความเข้มแข็งของคอมมูนิตี้ศิลปินไทยในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มขึ้น” นายพงศ์สิริ กล่าวทิ้งท้าย

เช็กอิน Courtyard by Marriott Phuket Town ที่พักใหม่ใกล้ที่เที่ยว ทำเลเมืองเก่าภูเก็ต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/679056

วันที่ 25 มี.ค. 2565 เวลา 15:45 น.เช็กอิน Courtyard by Marriott Phuket Town ที่พักใหม่ใกล้ที่เที่ยว ทำเลเมืองเก่าภูเก็ต

กิน-เที่ยว-พัก ตอบโจทย์คนรักการเดินทาง Courtyard by Marriott Phuket Town ที่พักทันสมัยใจกลางเมืองเก่าภูเก็ต ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเคล้ากลิ่นอายเสน่ห์ของภาคใต้ พร้อมทีเด็ดของห้องอาหาร หลากความสำราญที่ควรค่าแก่การมาพักผ่อน

โดย : วารุณี มณีคำ

คุณพาเมล่า ออง ผู้จัดการโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยว ปักหมุดเที่ยวเมืองภูเก็ต ชื่นชมเสน่ห์เมืองเก่าอันทรงคุณค่าและยังคงมีชีวิตชีวาน่าสัมผัส พร้อมเช็กอินที่พักใหม่ใจกลางเมืองเก่า อย่าง Courtyard by Marriott Phuket Town (โรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์) ที่พักอันสมบูรณ์แบบสำหรับการพักผ่อน พร้อมดื่มด่ำไปกับมรดกทางวัฒนธรรมภาคใต้ของประเทศไทย ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และสถานบันเทิงมากมาย ซึ่งหากใครอยากเดินเล่นชายหาดจากจุดที่ตั้งของโรงแรมก็ยังสามารถเดินทางไปยังชายหาดที่สวยงามของภูเก็ตได้อย่างง่ายดาย

การออกแบบ

สำหรับ Courtyard by Marriott Phuket Town สวยงามโดดเด่นด้วยการออกแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะและเอกลักษณ์งานฝีมือของไทยผสานความร่วมสมัย ต้อนรับทุกคนด้วยประตูบานใหญ่อลังการ ทอดสายตากว้างกับบริเวณล็อบบี้ที่ดูโอ่โถง และ Centerpiece ผลงานที่เชื่อมโยงศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งเป็นที่โจษจันในสายตาชาวโลกอย่าง มโนราห์ โดยการใช้ลูกปัดสีสันสดใจจากชุดนางรำมโนราห์ บรรจบด้านบนด้วยปลายเล็บงามชดช้อย

ห้องพัก 

Courtyard by Marriott Phuket Town มีห้องพักและห้องสวีท จำนวน 248 ห้อง แบ่งประเภทตามขนาดและสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์ผู้เข้าพักทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ห้องพักประเภทดีลักซ์รูม ขนาด 30 ตร.ม., แฟมิลี่รูม, จูเนียร์สวีท 40 ตร.ม., เอ็กเซ็คคิวทีฟสวีท 60 ตร.ม. และเพรสซิเดนท์เชียลสวีท 2 ห้องนอน ขนาด 140 ตร.ม.

3 ห้องอาหารและบาร์

ครัวตลาดใหญ่

ลิ้มรสอาหารไทยภาคใต้ตำรับดั้งเดิมและอาหารนานาชาติหลากหลายเมนูที่ครัวตลาดใหญ่ ที่พร้อมเปิดให้บริการตลอดวัน นอกจากนี้ ยังมีบุฟเฟ่ต์นานาชาติที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยอย่างตระการตาให้ทุกท่านได้เลือกสรร ภายในร้านอาหารเป็นครัวแบบเปิดทำให้ร้านอาหารมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังมีที่นั่งทั้งภายในห้องอาหารและบริเวณระเบียงด้านนอก

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06.30 – 22.00 น. มื้อเช้า 06.30 – 10.30 น. มื้อกลางวันและเย็น 12.00 – 22.00 น. 

ตะลุง เลานจ์

ชวนเพื่อน ครอบครัว หรือคนที่คุณรักมานั่งพบปะพูดคุยกันที่ตะลุงเล้านจ์ ที่เปลี่ยนจากคาเฟ่สไตล์แกร็บแอนด์โก ไปเป็นบาร์สุดชิคในยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังมีเซ็ตน้ำชายามบ่ายสไตล์ไทยให้บริการ เหมาะสำหรับการแบ่งปันกับคนที่คุณรัก เติมความสดชื่นให้ช่วงเวลายามบ่ายกลางสัปดาห์ของคุณ ด้วยเซต Afternoon Tea ที่มีให้เลือกลิ้มลองสไตล์ไทยและสไตล์ตะวันตก

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 22.00 น.

กอและ พูลบาร์

คลายร้อนและพักผ่อนที่กอและ พูลบาร์ บาร์ริมสระว่ายน้ำชั้น 4 พร้อมจิบเครื่องดื่มอันสดชื่นมากมาย ทั้งค็อกเทล คราฟต์เบียร์ และอิ่มอร่อยไปกับเมนูอาหารกลางวันแบบสบายๆ ตลอดทั้งวัน พร้อมดื่มดำกับบรรยากาศวิวเมืองอันตระการตาของภูเก็ต

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 22.00 น.

สถานที่จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ หรืองานประชุมสัมนา

สถานที่จัดงานประชุมและอีเวนท์ โรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ มีพื้นที่อเนกประสงค์มากถึง 10 ห้อง บนพื้นที่มากกว่า 900 ตารางเมตร รวมถึงห้องบอลรูมที่สามารถจุแขกได้สูงสุด 600 ท่าน เหมาะสำหรับงานทุกประเภท ตั้งแต่การประชุมทางธุรกิจ งานแต่งงานสุดประทับใจ ไปจนถึงการพบปะทางสังคม

สิ่งอำนวยความสะดวก

ฟิตเนส เซ็นเตอร์ มีอุปกรณ์ออกกำลังกายครบครัน ทั้งอุปกรณ์ยกน้ำหนักและเครื่องออกกำลังกายแบบต่างๆ รวมไปถึงคลาสสอนออกกำลังกาย ให้คุณได้ใช้เวลาพักผ่อนในโรงแรมไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 – 20.00 น.

สระว่ายน้ำ คลายร้อนที่สระว่ายน้ำกลางแจ้งบริเวณชั้น 4 ของโรงแรม พร้อมพักผ่อนอย่างมีสไตล์บริเวณเตียงอาบแดดและสามารถชมวิวเมืองภูเก็ตไปพร้อมๆ กัน เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.

คิดส์คลับ คิดส์คลับมีกิจกรรมมากมายให้น้องๆ หนูๆ ได้มาเพลิดเพลินอีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างทักษะในด้านต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ได้อีกด้วย เปิดให้บริการเร็วๆ นี้

เที่ยวภูเก็ตทริปหน้า ต้องมาพัก Courtyard by Marriott Phuket Town สอบถามโทร. +66 76 643 555 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.courtyardphukettown.com หรือ  Facebook : Courtyard by Marriott Phuket Town