Kate Spade New York เฉลิมฉลองเปิดร้านใน Shopee Premium ปล่อย Spring Collection ดึงดูดใจสาวนักช้อป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678409

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 13:42 น.Kate Spade New York เฉลิมฉลองเปิดร้านใน Shopee Premium ปล่อย Spring Collection ดึงดูดใจสาวนักช้อป

Kate Spade New York เฉลิมฉลองเปิดร้าน Official Store บน ช้อปปี้ ชวนมาจัดปาร์ตี้ในสวนกับ Spring Collection ใหม่ พร้อมให้ได้ยลโฉมสุดเอ็กซ์คลูซีฟก่อนใครในไทยบน Shopee Premium

ฤดูใบไม้ผลิก็เปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งการเบ่งบานและความสดใส เคท สเปด นิวยอร์ก (Kate Spade New York) ควงแขน ช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ร่วมเฉลิมฉลองร้านออนไลน์ออฟฟิเชียลสโตร์ใหม่ พร้อมต้อนรับฤดูแห่งความสดใสด้วยการร่วมเปิดตัวคอลเลคชั่นกระเป๋าใหม่ล่าสุดประจำฤดูใบไม้ผลิ (Spring Collection) ให้สาว ๆ นักช้อปได้ร่วมยลโฉม และเป็นเจ้าของในโปรโมชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ก่อนใครบน Shopee Premium

Spring Collection เมื่อยามที่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ถึงคราวกล่าวคำทักทายกับดวงตะวัน กับคอนเซ็ปท์ Party in the Park ที่เปรียบสมือนการเนรมิตงานปาร์ตี้ในสวนมาไว้ในมือคุณ เชิญชวนสาว ๆ มาร่วมเบิกบานและสรรค์สร้างให้ทุกวันเป็นวันที่แสนพิเศษท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ในสวน ที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสถึงเสน่ห์แห่งความคลาสสิก กับกระเป๋ารูปทรงอันหลากหลายที่เหมาะกับทุกช่วงเวลาแห่งความเบิกบานนี้

เตรียมความพร้อมและมาร่วมเอนจอยไปกับเรา เพราะไม่ว่าจะยามอรุณรุ่งหรือราตรีทุก ๆ วันล้วนเปี่ยมไปด้วยโอกาสพิเศษอยู่เสมอ ตั้งแต่ความโอฬารเรื่อยไปจนถึงสิ่งเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เคท สเปด นิวยอร์ก พร้อมเฉลิมฉลองให้กับทุก ๆ สิ่ง ผ่าน Spring Collection นี้

เริ่มต้นกับการเปิดตัวกระเป๋ารุ่น Avenue (อเวนิว) กระเป๋าทรง Satchel สุดเรียบหรูผลิตจากวัสดุหนังวัวคุณภาพสูง พร้อมด้วยช่องใส่ของถึงสามช่อง มาพร้อมกับความเอนกประสงค์ที่จะสามารถสะพายแบบกระเป๋าครอสบอดี้ในวันที่แสนชิล หรือจะเลือกถือก็ดูเหมาะกับช่วงเวลาแห่งความเบิกบานของฤดูใบไม้ผลิอย่างลงตัว มาให้ร่วมสัมผัสสองขนาดคือ ขนาดมินิ และขนาดกลาง

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับกระเป๋ารุ่น Knott (น็อท) สุดชิค วาดลวดลายสลับของสองวัสดุหลักอย่าง Canvas (แคนวาส) และหนังวัวคุณภาพสูง พร้อมตัดกับภาพความฉูดฉาดของฤดูใบไม้ผลิด้วยสีโทนเย็นที่ดูเข้ากันอย่างลงตัว

ปิดท้ายด้วยกระเป๋า Novelty (โนเวลที) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ เคท สเปด นิวยอร์ก ที่คราวนี้มาในดีไซน์สุดเก๋ เข้ากับคอนเซ็ปท์ Party in the Park ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสดใสของฤดูใบไม้ผลิได้อย่างลงตัว แต่งแต้มไปด้วยรายละเอียดของความสนุกสนานและการเลือกใช้สีสันอันชาญฉลาด มาพร้อมกับสีสันที่สว่างสดใส ฉูดฉาด รวมไปถึงรูปทรงที่เป็นเอกลัษณ์ เข้ากับภาพของดอกไม้นานาชนิด อันเป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของฤดูใบไม้ผลิได้อย่างประณีตลงตัว นอกจากกลิ่นอายแห่งสปริงแล้ว ยังเห็นได้ถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของกระเป๋า สะท้อนให้เห็นถึงแพชชั่นในผลงานหัตถศิลป์ชิ้นนี้ ที่ต้องการจุดประกายทุก ๆ ความสุขสันต์ในกระเป๋ารุ่น Petal (เพทอล) กระเป๋ารูปทรงดอกไม้ที่ทั้งสนุกสนานและเข้ากับหลากหลายลุค

ร่วมสนุกสนานไปการมิกซ์แอนด์แมทช์ และพร้อมเบิกบานไปในทุก ๆ วันกับ Spring Collection จาก เคท สเปด นิวยอร์ก ที่จะเริ่มให้จับจองเป็นเจ้าของได้ก่อนใครตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป มาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษ ลดสูงสุด 800 บาท และพิเศษเฉพาะลูกค้าใหม่ที่กดติดตามร้าน Kate Spade New York Official Store รับทันทีโค้ดส่วนลดสูงสุด 200 บาท[1] เฉพาะเหล่านักช้อปบน Shopee Premium เท่านั้น

กดติดตาม เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและโปรโมชั่นสุดเลอค่าจาก Kate Spade New York Official Store ได้ที่  https://shopee.co.th/katespadenewyork.official

เขาว่ากันว่า…คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678421

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 13:00 น.เขาว่ากันว่า…คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด?

อ่านแล้วไปไหน? ตั้งคำถามกับอนาคตของวัฒนธรรมการอ่านไปด้วยกัน

‘การอ่าน’ หนึ่งคำสั้นกระชับประกอบด้วย 2 พยางค์ แต่มีความหมายล้านแบบแล้วแต่คนนิยาม การอ่านคือเพื่อน การอ่านคือความรู้ การอ่านคือการหลบไปในโลกแห่งจินตนาการส่วนตัว ฯลฯ

เพราะการอ่านไม่ต่างกับการเดินทางที่จะพาเราไปสำรวจความหมายและความเป็นไปได้ใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ละครั้งที่อ่านเราจึงอาจได้เพื่อนใหม่เป็นตัวละครจากวรรณกรรมสักเรื่อง เป็นคนที่จัดการอะไรได้ดีขึ้นจากหนังสือฮาวทูเล่มฮิต หรือแม้แต่การอ่านสเตตัสเฟซบุ๊กของเพื่อนสักคนที่ทำให้เราเห็นโลกในมุมที่ไม่เคยเห็น ทุกครั้งหลังอ่านอะไรสักอย่างจบ เรามักจะพบว่าเราเป็นคนใหม่ที่เดินทางมาไกลแล้วจากอดีต เพราะการอ่านพาเราเดินทางสู่อนาคตเสมอ

‘อ่านแล้วไปไหน?’ จึงเป็นคำถามที่อยากชวนทุกคนมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘การอ่าน’ ในนิยามของเรานั้นจะพาเราไปสู่สิ่งใด? มาเติมคำตอบในแบบของคุณไปด้วยกันในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 กับธีม ‘อนาคต’ ที่เชื่อว่าการอ่านจะพาทุกคนไปสำรวจเส้นทางใหม่ๆ ให้การอ่านทำให้อนาคตใกล้กว่าที่คุณคิด

อ่านอดีตเพื่ออ่านอนาคต: เขาว่ากันว่า…คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด?

ว่ากันว่าคนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าข้อมูลนี้จริงแค่ไหน? วัดจากอะไร แล้วกลุ่มตัวอย่างคือใครกันนะ? อ่านปีละ 8 บรรทัด หมายถึงทุกๆ เดือนครึ่งเราอ่านแค่คนละ 1 บรรทัดเท่านั้น รู้แบบนี้ยิ่งแอบเถียงอยู่ในใจว่าแค่อ่านสเตตัสเฟซบุ๊กเพื่อนก็เกิน 8 บรรทัดแล้วนะ แม้ประโยคนี้จะวนเวียนอยู่คู่สังคมนักอ่านและกลุ่มคนทั่วไป มายาวนาน แต่หากไล่ย้อนดูสถิติและงานวิจัยเรื่องการอ่านตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมากลับพบว่าข้อมูลที่ออกมานั้นสวนทางกับข้อความที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือแค่ปีละ 8 บรรทัดอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจการอ่านหนังสือของประชากรต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2548 – พ.ศ. 2561 โดยเก็บข้อมูลจากชาวไทย 55,920 ครัวเรือนตัวอย่าง ในทุกภูมิภาคและทุกช่วงวัย พบว่าคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปใช้เวลาอ่านเฉลี่ยมากถึงวันละ 80 นาที ส่วนเยาวชนไทยเป็นกลุ่มที่ใช้เวลาอ่านหนังสือมากที่สุด อ่านเฉลี่ยวันละ 109 นาที

ไม่เพียงเท่านั้นแนวโน้มการอ่านของประชากรไทยยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยปี พ.ศ. 2551 มีอัตราการอ่านร้อยละ 66.3 และในปี พ.ศ. 2554 ร้อยละ 68.6 ส่วนปี พ.ศ.2561 อัตราอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้นมาที่ร้อยละ 78.8 ที่สำคัญในจำนวนนักอ่านเหล่านี้มีผู้ที่อ่านหนังสือทุกวันมากถึงร้อยละ 54 และอ่านทุก 4-6 วันรองลงมา

โดยเฉพาะการอ่านของเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปีที่อ่านด้วยตนเอง หรือผู้ใหญ่อ่านให้ฟังมีจำนวน 2.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 61.2 ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ เช่นเดียวกับระยะเวลาการอ่านของน้องๆ หนูๆ ต่อวันที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าด้วย

ไม่เพียงข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเท่านั้น ยังมีงานวิจัยจากสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) และสถิติของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยที่ยืนยันว่าในเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัดอย่างที่หลายคนเข้าใจ

เพราะการอ่านคือการเดินทาง วัฒนธรรมการอ่านจึงหลากหลายและไม่หยุดนิ่ง ไม่ต่างจากนิยามของการอ่าน เราทุกคนล้วนมีภาพในหัวของ ‘การอ่าน’ แตกต่างกันไป แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพตัวแทนการอ่านในหัวใครหลายคนคือการอ่านหนังสือเล่มโต อัดแน่นไปด้วยความรู้ หรือวรรณกรรมเคร่งขรึมที่ชวนตั้งคำถามหรือสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิตมนุษย์เท่านั้น แต่เพราะการอ่านคือการเดินทาง วัฒนธรรมการอ่านจึงหลากหลายและไม่หยุดนิ่งตามไปด้วย

หากย้อนเวลากลับไปที่ยุคกรีกโบราณ นักปรัชญาสมัยนั้นบอกว่าการอ่านวรรณกรรมคือเรื่องอันตราย! โดยเฉพาะกับเยาวชน เนื่องด้วยเนื้อหาที่เป็นเรื่องแต่งอาจมอมเมาให้ผู้อ่านหลงไปในโลกแห่งความลวงได้ หรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ล้วนยืนยันว่าช่วงก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 10 โลกตะวันตกเน้นการอ่านออกเสียง วัฒนธรรมการอ่านในใจหรือการอ่านที่ต้องการความเงียบเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากนั้น

การอ่านนิทานให้เด็กฟังเพื่อพัฒนาการของเด็กในปัจจุบัน หรือวัฒนธรรมการอ่านในห้องสมุดที่ต้องการความเงียบสงบจึงผ่านการเดินทางมาไกลแสนไกลจากวัฒนธรรมการอ่านในอดีต แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมการอ่านที่เราคุ้นเคยกันอยู่

ตอนนี้จึงอาจเป็นวัฒนธรรมการอ่านคนละรูปแบบกับวัฒนธรรมการอ่านเมื่อร้อยปีก่อน หรือพันปีก่อนอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับอนาคตของการอ่านนับจากวินาทีนี้มีที่อาจมีรูปแบบการเดินทางที่หลากหลายและไม่หยุดอยู่กับที่ แล้วแต่เราทุกคนจะช่วยกันแต่งแต้ม

แม้หลายคนจะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการอ่านในฐานะการอ่านหนังสือเล่มโตเท่านั้น แต่แนวโน้มการอ่านในปัจจุบันกำลังขยายตัวสู่แพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่หนังสือที่เป็นรูปเล่ม สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยรวมเอาการอ่านหนังสือหรือบทความทุกประเภท ทั้งที่เป็นรูปเล่ม เอกสาร หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการอ่านผ่านสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์

สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าคนไทยอ่านข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุดร้อยละ 61.2 โดยมีหนังสือพิมพ์รองลงมา ตามด้วยแบบเรียน และหนังสือทั่วไป อย่างไรก็ตามถ้าพูดถึงการอ่านแบบเป็นตัวบท นักอ่านยังเลือกอ่านหนังสือกระดาษมากกว่า e-book อย่างเห็นได้ชัด คงพอบอกได้ว่าวัฒนธรรมการอ่านในปัจจุบันมีความหลากหลายและเฉพาะตัวมากขึ้น การอ่านขยายตัวสู่การอ่านทุกรูปแบบ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราสามารถอ่านได้ทุกเวลาโดยการอ่านแต่ละแบบตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน

ผู้คนอาจไม่ได้ตามข่าวสารจากการอ่านหนังสือพิมพ์ก่อนออกจากบ้านตอนเช้า แต่ติดตามอ่านการสรุปข่าวจากอินฟลูเอนเซอร์ที่พวกเขาเชื่อถือผ่านเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์แทน รวมถึงบางคนอาจเลือกอ่านนิยายแชทเป็นตอนๆ ผ่านแพลตฟอร์มนิยายออนไลน์ ก่อนตามซื้อหนังสือแบบรูปเล่มเพื่อเก็บสะสมแทน

รวมถึงรูปแบบหนังสือที่ผู้คนนิยมก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน สถิติของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยช่วยให้เห็นเทรนด์จากนักอ่านมากขึ้น โดยหนังสือที่ขายดีที่สุดในงานหนังสือปี พ.ศ.2564 คือการ์ตูนและไลท์โนเวล และหนังสือประเภทหลักที่ได้รับความนิยมตลอดมาในงานสัปดาห์หนังสือคือ การ์ตูน รวมถึงนิยายวายที่กลายมาเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการวัฒนธรรมการอ่านและอุตสาหกรรมหนังสืออย่างไม่อาจปฏิเสธได้

เริ่มอ่านในแบบของเรา อนาคตในแบบของเรา

วัฒนธรรมการอ่านอาจมีรูปแบบต่างออกไปจากภาพที่ใครหลายคนคุ้นชิน แต่เพราะยังเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง จึงแปลว่าวัฒนธรรมการอ่านในไทยยังมีชีวิต การอ่านทุกรูปแบบกำลังเพิ่มความหลากหลายและขยายความเป็นไปได้ของวัฒนธรรมการอ่านออกไปให้กว้างขวาง

การอ่านอนาคตจึงไม่ใช่แค่การอ่านรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการอ่านที่เปิดกว้าง หลากหลาย คล้ายเป็นการเดินทางที่ทุกคนกำหนดเป้าหมายและอนาคตในแบบที่ตัวเองอยากเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นนักอ่านสายหลงใหลกลิ่นหมึกจากหนังสือแบบรูปเล่ม หรือเป็นสาย e-book เน้นพกพาสะดวก นักอ่านสายวรรณกรรมและข้อมูลเข้มข้น หรือสายนิยายวายไลท์โนเวลให้ชีวิตผ่อนคลาย กระทั่งสายอ่านออนไลน์ไล่อ่านตั้งแต่แคปชันอินสตาแกรมเพื่อนๆ ยันนิยายแชท เราทุกคนคืออนาคตของการอ่าน

มาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแรงหลากหลายด้วยการ ‘อ่านอนาคต’ ไปด้วยกันในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 20 ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม – วันพุธที่ 6 เมษายน 2565 เวลา 10.00-21.00 น. (วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม เปิดให้เข้างานเวลา 17.00-21.00 น.) ณ สถานีกลางบางซื่อ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/bookthai หรือสำรวจหนังสือแบบออนไลน์ก่อนได้ที่ https://www.thaibookfair.com

อ้างอิง วรรณกรรม : ประวัติศาสตร์เรื่องเล่าแห่งจินตนาการ = A little history of literature / John Sutherland ; แปล, สุรเดช โชติอุดมพันธ์

‘ลงมือทำ’ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ กลุ่มเซ็นทรัลพลิกโฉม ‘เซ็นทรัล ทำ’ ย้ำจุดยืนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678393

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 12:30 น.'ลงมือทำ' ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ กลุ่มเซ็นทรัลพลิกโฉม 'เซ็นทรัล ทำ' ย้ำจุดยืนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กลุ่มเซ็นทรัล ขับเคลื่อนมิติใหม่ด้าน CSV พลิกโฉมกลยุทธ์ “เซ็นทรัล ทำ” ย้ำจุดยืนการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเชิญชวนสังคมร่วมแสดงพลังของการ “ลงมือทำ” ด้วยภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

ย้ำจุดยืนความเป็นผู้นำด้านการดำเนินโครงการเพื่อสังคมอย่างยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล ใช้แนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม ร่วมกันกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ชุมชน และองค์กร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ภายใต้โครงการเพื่อสังคมหลัก “เซ็นทรัล ทำ” ซึ่งมีแท็กไลน์ว่า ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ

โดยความสำเร็จของ “เซ็นทรัล ทำ” ในปี 2564 ที่ผ่านมาครอบคลุมกว่า 44 จังหวัด ช่วยเหลือชุมชนกว่า 500,000 คน รวมกว่า 100,000 ครัวเรือน ทั่วประเทศ โดยสามารถสร้างรายได้คืนสู่ชุมชนผ่านการรับซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อนำมาจำหน่ายในร้านเครือกลุ่มเซ็นทรัล มากกว่า 1,500 ล้านบาท และ ฟื้นคืนผืนป่ากว่า 2,000 ไร่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในปี 2565 กลุ่มเซ็นทรัลยังคงเดินหน้าอย่างเต็มกำลังด้วย 6 แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน และ ปรับเพิ่มกลยุทธ์การสื่อสาร “เซ็นทรัล ทำ” – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา “วงจรชีวิตของการทำ” เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมและลงมือทำด้วยกันอย่างเข้มแข็งในการพัฒนาสังคมและชุมชนครบทุกมิติ

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กว่า 75 ปี ของการดำเนินธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล เรามีเจตนารมณ์อย่างแรงกล้าที่จะร่วมรับผิดชอบและมีส่วนร่วมต่อสังคมด้วยการขับเคลื่อนโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ โดยการร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภายในองค์กร พนักงาน ผู้บริหาร สู่ภายนอกองค์กร ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย บนพื้นฐานความเชื่อมั่นว่า “ความยั่งยืน” เกิดจากความมุ่งมั่นทำด้วยใจ และไม่สามารถสร้างได้ด้วยใครคนเดียว จึงต้องเริ่มต้นจากความร่วมมือกัน ตั้งใจทำ และมุ่งมั่นที่จะทำในระยะยาว

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการเพื่อสังคม “เซ็นทรัล ทำ” ของกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ มุ่งเน้นส่งเสริมความยั่งยืนจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาด้านการศึกษา, คุณภาพชีวิตที่ดี, การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม, การสร้างอาชีพให้คนพิการ, การลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สีเขียว และ การพัฒนาสินค้าชุมชนในหลากหลายแนวทาง อาทิ พัฒนาผลิตภัณฑ์, สนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่าย, การรับซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกร เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยการต่อยอดการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบวิถีชุมชน ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจภายใต้ “เซ็นทรัล ทำ” – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ เรามุ่งมั่น พัฒนาความเป็นอยู่ของทุกคน เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง และสังคมเติบโตอย่างยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการนำเสนอความสำเร็จของ “เซ็นทรัล ทำ” พร้อมสร้างการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ทุกคนมีร่วมกัน ผ่าน “พลังของการลงมือทำ” ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าและสร้างสังคมที่เราอยากเห็นร่วมกันได้ กลุ่มเซ็นทรัล จึงใช้กลยุทธ์การสื่อสาร “เซ็นทรัลทำ” – ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” ผ่านภาพยนตร์โฆษณา ที่ได้ผู้กำกับมากฝีมือ ณฐพล บุญประกอบ ผู้ฝากผลงานกำกับสารคดีชื่อดังและผู้เขียนบทภาพยนตร์ชื่อดัง มาร่วมตีโจทย์ออกมาเป็นภาพยนตร์โฆษณาในชื่อ “วงจรชีวิตของการทำ

ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีและผู้เขียนบทภาพยนตร์ กล่าวว่า “การออกแบบโครงสร้างของหนังเรื่องนี้มีแกนกลางอยู่ที่คำว่า “ทำ” โดยเริ่มต้นจากการลงมือทำแบบตามสะดวก ไม่จริงจัง จนค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่การลงมือทำ ร่วมมือกันทำ ตั้งใจและทดลองทำในสิ่งที่เชื่อมั่น ซึ่งปลายทางของหนังไม่ได้จบลงที่ผลิตภัณฑ์ชิ้นใด แต่เรา ต้องการสื่อสารให้คนดูเกิดแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของบุคคลและชุมชน รวมทั้งเชื่อในพลังแห่งการ “ลงมือทำ” เช่นเดียวกับผม ในฐานะผู้กำกับที่ผลลัพธ์ของการทำงานไม่ใช่แค่ได้หนัง 1 เรื่อง แต่คือการได้รับโอกาสในการเข้าไปสัมผัสพี่ ๆ ลุงป้าน้าอาที่ลงมือทำอย่างตั้งใจจริง ลงมือทำด้วยรอยยิ้มที่จริงจัง ทำให้ผมเกิดความรู้สึกถึงคุณค่าของการทำด้วยความจริงใจและมีเป้าหมายอย่างแท้จริง ซึ่งในทุกโครงการที่ปรากฎอยู่ในหนังเรื่องนี้ สำหรับผมถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและเป็นประโยชน์มากครับ”

ทางด้าน สราวุธ วงค์กาวิน เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ชุมชนแม่ทาออร์แกนิค จ. เชียงใหม่ หนึ่งในเกษตรกรที่ เซ็นทรัล ทำ ได้ร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลลัพธ์จากการลงมือทำที่ประสบความสำเร็จ กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัล ได้นำความรู้ ความเชี่ยวชาญ เข้ามาส่งเสริมการทำงานในพื้นที่แม่ทา ทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ ถึงสิ่งที่ควรส่งเสริมต่อยอดและส่วนที่ชุมชนต้องได้รับการเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการปรึกษาการทำงานร่วมกันกับชุมชนอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การพัฒนาชุมชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและยั่งยืนอย่างครบวงจร เช่น การส่งเสริมการผลิตแบบสมาร์ทฟาร์ม, การบรรจุภัณฑ์ผลผลิต, อาคารคัดแยก-บรรจุที่ได้มาตรฐาน, รถห้องเย็นสำหรับลำเลียงพืชผักเพื่อคงความสด ใหม่ รวมทั้ง ท็อปส์ ยังรับซื้อผลผลิตเพื่อนำไปจำหน่ายและช่วยประชาสัมพันธ์ผลผลิตของแม่ทาให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน ทิศทางของ “เซ็นทรัล ทำ” ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ นับจากนี้ จะถูกจัดทัพโครงการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็น 6 แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน ดังนี้

1. ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย (Community & Social Contribution) ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่สมาชิกในชุมชนด้วยการยกระดับชุมชนผ่านการพัฒนาสินค้าชุมชน, การออกแบบบรรจุภัณฑ์, การเปิดช่องทางทางการสื่อสาร ขนส่ง และจัดจำหน่าย, การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ

2. ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม (Inclusion) การดำเนินงานด้านการศึกษา พัฒนาทักษะความรู้ เติมเต็มโอกาสในการทำงาน และส่งเสริมด้านการกีฬาและสุขอนามัย เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็ก เยาวชน คนพิการ และกลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคม

3. พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Development) การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรมีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการปฏิบัติงานบนฐานความรู้ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถในการทำงานและการแข่งขัน

4. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย (Circular Economy & Waste Management) การดำเนินธุรกิจบนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีสำนึกความรับผิดชอบ ส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การลดปริมาณขยะมูลฝอย และการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจและให้ทุกคนได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี

5. ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร (Food Loss & Food Waste Reduction) การจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการใช้วัตถุดิบ การจัดการอาหารที่เหลือจากการจำหน่าย การแปรรูปอาหารที่ไม่สามารถรับประทานได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และก๊าซชีวภาพเพื่อนำมาสร้างประโยชน์หมุนเวียนต่อไป

6. ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน (Climate Action) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและให้บริการแก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า การติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในและพื้นที่โดยรอบศูนย์การค้า และการปลูกป่าในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

กลุ่มเซ็นทรัล มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการพัฒนา รอบด้าน 360 องศา เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตที่มั่นคงต้องอยู่บนการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะเกิดขึ้นเพราะพลังของการ “ลงมือทำ” ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ”

ตะลุย 4 โซนเอาใจสายฟิต ในงาน Health & Fit Expo 2022 งานเดียวที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ Eat Play Fit

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678366

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 09:48 น.ตะลุย 4 โซนเอาใจสายฟิต ในงาน Health & Fit Expo 2022 งานเดียวที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ Eat Play Fit

ตามมาฟิตให้สุด ปลุกชีวิตแบบเฮลตี้ ที่งาน Health & Fit Expo 2022 ที่เดียวตอบทุกไลฟ์สไตล์ Eat Play Fit เริ่มแล้ววันนี้ ถึง 20 มี.ค. 65 ที่เซ็นทรัลเวิลด์

บอกเลยว่างานนี้เหล่าคนฟิตและสายสุขภาพต้องมา!! กับงาน Health & Fit Expo 2022  งานเดียวที่รวมทุกสิ่งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ Eat / Play / Fit เต็มอิ่ม 4 โซนจัดเต็มทั้ง HealthyLicious Zone รวมอาหารและขนมสายเฮลท์ตี้, Wellness Goods Zone สินค้าสุขภาพ, Health Innovation by NIA นวัตกรรมเพื่อสุขภาพฝีมือคนไทย และ Stay Fit Zone กิจกรรมสนุกอัพชีวิตแอคทีฟ โดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดงานมหกรรมสินค้าเพื่อคนรักสุขภาพเต็มรูปแบบ สอดรับกระแสความนิยม เทรนด์เฮลตี้ที่มาแรงของทั้งคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหญ่ที่หันมาออกกำลังกาย กินอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น พร้อมเล็งเห็นโอกาสตลาดสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยงานเริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 มีนาคม 2565 ณ ชั้น 1 เซ็นทรัล คอร์ท และ โซนอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 

ภายในงานจะพบกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 4 โซนหลักๆ ได้แก่

1 HEALTHYLICIOUS ZONE

อัพเดทเทรนด์ร้านอาหารสายคลีน พบกับเมนูอาหาร ขนม และเบเกอรี่ทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ จากหลากหลายร้านดัง อาทิ

·      First Pride Plant Base Food จากพืช 100% อร่อยจนลืมว่าทำจากพืช คุณประโยชน์ครบถ้วนด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ แต่คอเลสตอรอล 0%

·      GetFresh รวมอาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายเมนูอร่อย รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศ ให้คลีน ลีน แบบไม่มีเบื่อ

·      Kleens Station สินค้าเพื่อสุขภาพทางเลือกใหม่สำหรับคนชอบออกกำลังกาย เเละรักสุขภาพ มีทั้งเบเกอรี่หน้าตาน่าทาน หวานน้อยอร่อยมาก แคลต่ำ

·      กันชง Cold Brew Coffee  กาแฟสกัดเย็นผสมกัญชา ใช้เมล็ดกาแฟ Arabica แท้ 100% ดื่มแล้วหลับสบาย ผ่อนคลาย ลดอาการปวดไมเกรนได้อีกด้วย

·      Healthiful by Central Food Hall รวมขนม ของทานเล่น กราโนล่า ซีเรียลบาร์ต่างๆ ให้สายเฮลท์ตี้ อร่อยเพลิน ไม่ต้องกลัวอ้วน

2 WELLNESS GOODS ZONE:

รวบรวมสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก สำหรับดูแลร่างกาย ดูแลบ้าน และดูคนที่คุณรัก อาทิ

·      Senior Move ผู้ช่วยยุคใหม่ บริการพาผู้สูงอายุไปเที่ยว ไปพบแพทย์ หรือทำธุระต่างๆ สะดวกสบาย ปลอดภัย

·      Mega We Care วิตามิน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คุณภาพสูงได้มาตรฐานระดับสากล ครอบคลุมทุกปัญหาสุขภาพ

·      Ali Everyday Products ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากธรรมชาติ สบู่เหลว น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาทำความสะอาดพื้น เป็นมิตรต่อผิวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

·      Agrowlab / Agrowplus ผลิตภัณฑ์จากกัญชง และกัญชา เพื่อสุขภาพหลากหลายชนิด อาทิ น้ำมันหอมระเหย, ยาหม่อง, สบู่อาบน้ำ

·      All About You รวมเครื่องสำอางและสกินแคร์ออร์แกนิกจากทุกมุมโลก ได้รับการยอมรับและผ่านการรับรองจากสถาบันนานาชาติ

3 HEALTH INNOVATION ZONE by NIA

โซนที่รวบรวมผู้ประกอบการไทยที่พัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพ ได้มาตรฐานและได้รับรางวัลการันตี อาทิ

·      Prima Laser Therapy นวัตกรรมหมวกเลเซอร์ปลูกผม สำหรับแก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง

·      APARA ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากสารสกัดที่ได้จากเซรั่มน้ำยางพารา ที่อุดมไปด้วยคุณสมบัติแห่งการบำรุงผิว 7 ประการ ผ่านการวิจัยและพัฒนามากว่า 20 ปี

·      SMILE FEET แผ่นรองเท้าที่ได้รับการออกแบบโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีงานวิจัยรองรับ ช่วยลดอาการปวดเท้าได้ถึง 75.5%

·      Taste’n Time มูสนมโภชนาการสูง นวัตกรรมเพื่อคนรักสุขภาพ อุดมไปด้วยส่วนผสมคุณภาพสูง อร่อย เข้มข้น อยู่ท้องและปลอดภัย เสริมการเจริญเติบโต ทานได้ทุกวัย

·      Vagaso Biotic Coffee ใช้เทคโนโลยีด้านชีวภาพหมักเมล็ดกาแฟ บ่ม และควบคุมปัจจัยต่างๆ เลียนแบบการหมักในกระเพาะชะมด ทำให้กาแฟมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หอม นุ่ม กลมกล่อม และมีสารกาบาซึ่งเป็นมีประโยชน์ต่อร่างกายและระบบประสาท

4 STAY FIT ZONE

พบสินค้า Sportwear แบรนด์ดังราคาพิเศษจาก Super Sport และ Central Department Store พร้อมกิจกรรมสนุก ชวนมาอัพชีวิตให้แอคทีฟ อาทิ

“Fun & Fit with Physique57” ชวนคุณมาออกกำลังกายสนุกๆ ทำความรู้จักกับ “Barre Class” เทรนด์ออกกำลังกายแบบใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยมของสาวๆในยุคนี้ พร้อมเกมส์ “บีบบอล ชาเลนจ์” ประกอบเพลงสุดมันส์ ลุ้นรับ Physique 57 Fit Kit: 21-Day Challenge มูลค่า 1,150 บาท กลับไปออกกำลังกายที่บ้านอัพความฟิต ทวงคืนหุ่นปังภายใน 21 วันกันฟรีๆ (เฉพาะวันที่ 18-20 มีนาคม 2565)

อย่าพลาดกับงานมหกรรมเพื่อคนรักสุขภาพแบบครบวงจรแห่งปี กับงาน Health & Fit Expo 2022  มางานเดียวครบจบทุกความต้องการเพื่อสุขภาพที่ดี ตั้งแต่วันนี้ – 20 มีนาคม 2565 ณ ชั้น 1 เซ็นทรัล คอร์ท และ โซนอีเดน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  

เชฟป้อมรังสรรค์ 4 เมนูสเปเชียลผสานความจัดจ้านจากซอสต๊อดเย็นตาโฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/678373

วันที่ 17 มี.ค. 2565 เวลา 10:50 น.เชฟป้อมรังสรรค์ 4 เมนูสเปเชียลผสานความจัดจ้านจากซอสต๊อดเย็นตาโฟ

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยว ชวนลิ้มลองของเด็ดจากฝีมือเชฟดัง Chef Pom X Made By TODD Episode1 : “จัดจ้านต้องชม” เมื่อศิลปศาสตร์อาหารจีน ผสมผสานความจัดจ้านไปกับซอสต๊อดเย็นตาโฟ!!!

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ 

เรียกความตื่นเต้นของนักชิมในสายเลือดได้เป็นอย่างดี เมื่อครั้งนี้ เชฟป้อม นำเสนอเมนูสุดจัดจ้านที่บรรจงคัดสรรค์วัตถุดิบชั้นยอด ผ่านการปรุงแบบศิลปศาสตร์อาหารจีน ผสมผสานความจัดจ้านไปกับซอสต๊อดเย็นตาโฟ สู่ 4 เมนูสเปเชียลที่อร่อยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องครีเอทแบบสุดๆ ชูความอร่อยด้วยส่วนผสมเด็ดอย่าง ซอสเย็นตาโฟ ที่จะทำให้ทุกคนลืมภาพเย็นตาโฟแบบเดิมๆ ไปเลย กับสไตล์อาหารเหลาของเหล่าเมนูอาหารจีนขึ้นชื่อ 

แสร้งว่าเส้นหมี่เย็นโตโฟ
แสร้งว่าเส้นหมี่เย็นโตโฟ
ซี่โครงหมูหมักเต้าหู้ยี้ซอสเย็นโตโฟแอบแซ่บ
ซี่โครงหมูหมักเต้าหู้ยี้ซอสเย็นโตโฟแอบแซ่บ
เกือบจะเป็นเย็นโตโฟ
ซาลาเปาซอสเย็นโตโฟ
ซาลาเปาซอสเย็นโตโฟ

อยากรู้ว่าอาหารเหลาในแบบเชฟป้อมที่ผสานจนกลมกล่อมและจัดจ้านด้วยซอสต๊อดเย็นตาโฟ Episode นี้จะเด็ดแค่ไหน ไปกันได้ที่ร้าน Chef Pom Chinese Cuisine By TODD ถนนพระราม 3 วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 สำรองที่นั่งได้ที่ 091-407-5687 หรือ Line @Chefpomcuisine สั่งผ่าน Online ได้ทาง Line Man , Grab Food  ตั้งแต่เวลา 11.30-20.00 น.

ซูมร้านเปิดใหม่ใน Thai Taste Hub กับ 3 ร้าน 3 สไตล์ที่พร้อมครองใจสายสตรีทฟู้ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677820

วันที่ 11 มี.ค. 2565 เวลา 14:05 น.ซูมร้านเปิดใหม่ใน Thai Taste Hub กับ 3 ร้าน 3 สไตล์ที่พร้อมครองใจสายสตรีทฟู้ด

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของนักเดินทาง ‘คิง เพาเวอร์ รางน้ำ’ พาเหรดสุดยอดร้านอร่อยมารวมไว้ใน ‘Thai Taste Hub’ พร้อมนำเสนอ 3 ร้านน้องใหม่รสชาติไม่ธรรมดา อย่าง ‘รสดีเด็ด, หน่ำเตียง และ หนม-จีน ฮับ’

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

โพสต์ทูเดย์กินเที่ยวครั้งนี้ พาไปที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ สัมผัสความอร่อยระดับตำนานในย่านใจกลางเมือง สถานที่ที่นอกจากจะถูกอกถูกใจนักเดินทางสายช้อปด้วยการคัดสรรสินค้าแบรนด์ดังราคาคุ้มค่าแล้ว ยังเนรมิต Thai Taste Hub ชั้น 3 ภายในแหล่งช้อปแห่งนี้ให้เป็นเดสติเนชั่นสำหรับนักชิม เอาใจคนรักสตรีทฟู้ดด้วยร้านรวงคาวหวานกว่า 20 ร้าน ไม่ว่าจะเป็น ห่านท่าดินแดง, Thai Street Food by Asian Corner,กุ้งเผาอยุธยา, ข้าวขาหมูจุฬา สามย่าน, นายอ้วนเย็นตาโฟ, ก๋วยจั๊บฮ่องเต้, รองเมืองเกาเหลา, ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี, เชียงการีลา, ลามูน, เอี๊ยงออเฮ่าชือ, HOT FRIED by the Emerald 1992, ออล โคโค, ขนมครกประมวล มีศิลป์, ละมัย หอยทอด เยาวราช, สยาม วิสดอม, เจ็กเม้ง ข้าวมันไก่สองสี, สว่างบะหมี่ก้ามปู และธีรชัยไก่ย่าง นอกจากนั้น ยังมีโซน Thai Taste Hub Express ที่รวบรวมร้านอร่อยอีกมากมายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาให้ได้ชิมกันอย่างจุใจ ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักเดินทางอย่างแท้จริง 

ซึ่งครั้งนี้เราขอชี้เป้า 3 ร้านเปิดใหม่ใน Thai Taste Hub ที่แตกต่างหน้าตาแต่มาพร้อมความอร่อย จะมีอะไรบ้าง มาดูกัน

รสดีเด็ด เมนูข้าวราดรสออริจินอล กินง่าย ราคาน่าคบ

ตอกย้ำตำนานความอร่อยคู่สยามสแควร์มานานกว่า 5 ทศวรรษ สำหรับชื่อ “รสดีเด็ด” ที่โด่งดังและเป็นที่จดจำในเรื่องของก๋วยเตี๋ยวเนื้อ แต่เดี๋ยว!! เรื่องข้าวราดแกง “รสดีเด็ด” ก็ดีกรีแรงไม่แพ้ใคร เพราะเป็นร้านข้าวราดแกงอันดับต้นๆ เริ่มตั้งแต่สมัยของอาอี๊ ส่งต่อมาที่สู่เจี๊ยบรสดีเด็ด (พี่สาว) และล่าสุดคุณตาล ขอนำเสนอเมนูข้าวราดสไตล์ “รสดีเด็ด” ใน Thai Taste Hub ชูจุดเด่นเมนู อาหารจานเดียวที่เน้นกินง่าย แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของ “รสดีเด็ด” ไว้อย่างครบถ้วน

จุดเด่นคือรสชาติอาหารที่อร่อยถูกปากทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ แถมมาในราคาจับต้องได้ เน้นแกงรสเข้มข้น กลมกล่อม เมื่อทานคู่ข้าวสวยร้อนๆ แล้วลงตัว เมนูซิกเนเจอร์ยกให้ ข้าวหน้าไก่ เมนูที่เลือกใช้ส่วนสะโพกและอกไก่ที่ให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างเวลาเคี้ยว ทางด้านน้ำราดก็เป็นสูตรลับที่สืบทอดมากว่า 60 ปี เรียกได้ว่า รสดี! เด็ด! สมชื่อเลยจริงๆ 

ตามด้วย ข้าวสตูเนื้อ เมนูที่มีทเลิฟเวอร์ต้องไม่พลาดกับความนุ่มของสตูเนื้อน่องลายที่ใช้เวลาตุ๋นนานข้ามคืน จนได้เนื้อเปื่อยนุ่มชุ่มซอสความอร่อยแทรกซึมในทุกอณู รสชาติหวานเค็มกำลังดี ที่สำคัญคือกลิ่นหอมยั่วน้ำลายมากๆ 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูข้าวราดแกงที่ได้รับความนิยม อาทิ ข้าวราดหมูทอดกระเทียม ข้าวราดผัดลูกชิ้นปลากราย ข้าวผัดเผ็ดหน่อไม้ไก่ ที่สนนราคาเริ่มต้นเพียง 79 บาทเท่านั้น

หน่ำเตียง โฮมเมดสูตรลับ ดีที่ซุป อร่อยที่เส้น เมนูกินเล่นสุดฟิน

ร้านที่สองนำเสนอเมนูเส้นของคุณมิ้ม ตำนานบะหมี่ “หน่ำเตียง” ร้านที่มาจากการรวมชื่อของคุณพ่อและคุณแม่เข้าด้วยกัน มาพร้อมสโลแกน “อร่อยจนต้องขอเบิ้ล” กับสูตรเด็ดที่เก็บมานานกว่า 50 ปี ของป๊าหน่ำ ผู้ชอบการทานบะหมี่เป็นชีวิตจิตใจ และ หม่าม้าเตียง ผู้ชอบทานของอร่อยและหลงใหลในการคัดสรรวัตถุดิบ

สำหรับร้านนี้บอกได้เลยว่าเป็นร้านสไตล์โฮมเมดที่ใส่ใจในทุกกระบวนการ เหมือนทำทานกับคนในบ้าน ทุกอย่างมาจากสูตรที่ทำกินเองในครอบครัว และได้รับเสียงชื่นชมของผู้คนที่ได้ชิม จึงอยากเผยความอร่อยเด็ดสู่สายตาประชาชน เริ่มตั้งแต่ บะหมี่ไข่สูตรที่บ้านทำเอง เน้นไข้ ไม่เน้นแป้ง เส้นบะหมี่เล็ก มีความกรึบๆ เหนียวนุ่ม ราดน้ำซอสสูตรลับรสชาติกลมกล่อม เมนูแนะนำ บะหมี่หน่ำเตียง รวมของดีทุกอย่างในจานนี้ ทั้งลูกชิ้นกุ้ง กุนเชียงตำรับเก่าแก่จากเยาวราช ปลาอินทรี เนื้อปู คอหมูย่าง ใช้ส่วนที่เป็นคอหมู 100% มักเข้าเนื้อแล้วย่างเตาถ่านหอมกลิ่นรมควัน ใครติดใจสั่ง บะหมี่คอหมูย่าง อร่อยกับคอหมูเน้นๆ ไปเลยก็ไม่ว่ากัน นอกจากนี้ ทางร้านยังมีเมนูเกี๊ยวน้ำที่กัดเข้าไปเจอเนื้อกุ้งทุกคำ 

ไม่หมดแค่นั้น อย่างที่บอกไปแล้วว่า หน่ำเตียง โฮมเมดสูตรลับ ดีที่ซุป อร่อยที่เส้น เมนูกินเล่นสุดฟิน เพราะยังมีเมนูของทอด ของกินเล่นแต่อร่อยจริงจัง ที่ได้วัตถุดิบมาจากต้นทาง ไม่ใส่แป้ง ไม่มีสารกันบูด ไม่ใส่ผงชูรส เต็มปากเต็มคำกันไปเลยกับ ฮ่อยแฮ่ เมนูลูกครึ่งที่ผสมระหว่างฮ่อยจ้อกับแฮ่กึ้นเข้าด้วยกัน ลูกชิ้นกุ้งทะเล เนื้อปลาอินทรีทอด ตบท้ายด้วยทอดมันปลาอินทรี ที่ทางร้านใช้เครื่องแกงโขลกเอง รสชาติไม่โดด มาพร้อมน้ำจิ้ม 3 แบบ คือ น้ำจิ้มทอดมันถั่วคั่วเองสดใหม่ น้ำจิ้มบ๊วยเข้ากับลูกชิ้นกุ้งทะเล และน้ำจิ้มซีฟู้ดที่เข้ากันดีนวลเนื้อปลาอินทรีทอด นุ่มเด้ง ขาวๆ กลมๆ อวบๆ

หนม-จีน ฮับ ศูนย์รวมขนมจีนสี่ภาค

หนึ่งในแบรนด์ลูกของร้านข้าว เจ้าของรางวัลมิชลินสตาร์ ในปี 2020 และ 2021 ได้รับแรงบันดาลใจจากเสียงตอบรับอันล้นหลามเกินคาดของเมนูเดลิเวรี่ “ขนมจีนสี่ภาค” ที่ยอดขายถล่มทลายในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2564 จนต้องนำกลับมาขายอีกหลายๆ ครั้ง และได้กลายเป็นหนึ่งในเมนูประจำร้านในที่สุด ทีมงานเชฟมากประสบการณ์ได้รังสรรเมนูขนมจีนที่หลากหลายด้วยน้ำต่างๆ มาพร้อมกับผักแนม และเครื่องเคียง ให้ท่านได้มาลองลิ้มชิมรส และสัมผัสถึง ความพิถีพิถันในการคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพที่สดสะอาด ความละเอียดในทุกขั้นตอนการปรุง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัยและรสชาติที่ดีที่สุด ที่สำคัญทุกเมนูของเราไม่มีส่วนผสมของสารปรุงรสทุกชนิด ทำให้ท่านได้อร่อยอย่างมั่นใจ  

เมนูแนะนำ ได้แก่ น้ำพริกหอมหวน ถึงเครื่องแกงสมุนไพรไทย หอมกลมกล่อมกลิ่นถั่วลิสง, น้ำเงี้ยวกระดูกหมูรสเด็ด มะเขือเทศรสสดชื่น เนื้อหมูติดมันนุ่มๆ มาพร้อมเลือดไก่ละมุนลิ้นตัดด้วยดอกงิ้วจากเมืองเหนือ,น้ำยากะทิเข้มข้น กะทิสดอย่างดีปรุงด้วยพริกแกงโขลกสด เนื้อปลาช่อนนา และลูกชิ้นปลากรายปั้นสดแสนหนึบหนับ น้ำยาป่าลูกชิ้นปลาแซ่บนัว แซ่บไปด้วยสมุนไพรไทยในน้ำพริก โขลกกับเนื้อปลาทูนึ่งแม่กลองจนเนียน และลูกชิ้นปลานุ่มๆ, แกงเขียวหวานไก่/เนื้อน่องลายโคขุน จากน้ำพริกแกงที่บรรจงตำนานนับชั่วโมง นำโขลกในครกหินใบโตปรุงพร้อมกะทิคั้นสด มะเขือเปราะและมะเขือยาว พร้อมเนื้อไก่นุ่มๆ หรือเนิ้อวัวที่เราเคียวในเครื่องสมุนไพรกว่า 3 ชั่วโมง, น้ำยาแกงปูหรอยแรง จัดจ้านแบบเบาๆ ตามแบบฉบับปักษ์ใต้บ้านเรา พริกแกงที่มีขมิ้นชัน

ตามมาตอกย้ำความอร่อยของเมนูในตำนานแบบต้นตำรับของ “รสดีเด็ด” “หน่ำเตียง” และ “หนม-จีน ฮับ” รวมทั้งเมนูสตรีทฟู้ดกว่า 200 เมนู จากร้านอาหารสตรีทฟู้ดชื่อดังที่ชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ที่ ศูนย์อาหารไทย เทสต์ ฮับ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ หรือสั่งเดลิเวอรี่ผ่านแอปพลิเคชั่น Robinhood , GRAB Food และ LINE MAN ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. 

G-SHOCK MR-G สุดยอดเรือนเวลาแห่งจักรพรรดิ์ 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678252

วันที่ 16 มี.ค. 2565 เวลา 08:20 น.G-SHOCK MR-G สุดยอดเรือนเวลาแห่งจักรพรรดิ์ 2022

CASIO G-SHOCK รุกตลาดนาฬิการะดับพรีเมี่ยม ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำแบรนด์นาฬิกาในประเทศไทย เอาใจคอนาฬิการุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญด้านการลงทุนสินทรัพย์ พร้อมเผย New G-SHOCK Premium Model สุดยอดเรือนเวลาแห่งจักรพรรดิ์ 2022

CASIO G-SHOCK แบรนด์นาฬิกานำเข้าโดย Central Marketing Group ภายใต้ Central Retail Corporation พร้อมขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทย เตรียมรุกตลาดนาฬิการะดับพรีเมี่ยมเต็มตัว เอาใจคอนาฬิการุ่นใหม่ที่หันมาลงทุนสินทรัพย์ผ่านนาฬิกาหรูและรุ่นลิมิเต็ดต่างๆ พร้อมเปิดตัวนาฬิกาตัวท๊อปรุ่นใหม่ล่าสุด G-Shock MR-G (Majestic Reality G-Shock) ที่ได้รับคำชมว่าเป็น “สุดยอดเรือนเวลาแห่งจักรพรรดิ์แห่งปี 2022” เตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการภายในงาน Robinson The Ultimate Watch Fair 2022 at Fashion Island 22 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 นี้ ที่ศูนย์การค้า แฟชั่น ไอส์แลนด์

คุณนรากร สะสม ผู้อำนวยการแบรนด์ CASIO Mega Brand ได้กล่าวถึงเหตุผลของการรุกตลาดในครั้งนี้ว่า “หากเอ่ยชื่อ CASIO G-SHOCK คงไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน แต่ในประเทศไทยนอกจากนักสะสมนาฬิกา ยังมีผู้บริโภคจำนวนไม่มากนักที่รู้ว่า G-Shock มีนาฬิการะดับพรีเมี่ยมอยู่หลายรุ่นที่บรรดาเซียนนาฬิกาและนักสะสมต้องแข่งกันจับจองเพราะจำนวนที่มีจำกัดในแต่ละปี ประกอบกับช่วงปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจซื้อเพื่อสะสม เพื่อการลงทุนมากขึ้น ซึ่งลูกค้ากลุ่มเหล่านี้ยังคงมีการใช้จ่ายต่อเนื่อง หากพบกับรุ่นที่โดนใจ ทางแบรนด์จึงเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะรุกตลาดในส่วนนี้ พร้อมให้แบรนด์ CASIO G-SHOCK เข้าไปเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุ้มค่าเมื่อคุณคิดจะลงทุนกับนาฬิการะดับพรีเมี่ยม”

สาหตุหลักที่เหล่าคนรักนาฬิกาหันมาสนใจลงทุนกับ CASIO G-SHOCK ระดับ Premium ไว้ดังนี้

G-SHOCK นาฬิกาที่ทนทานที่สุดตลอดกาล

เรื่องราวอันเกิดจากแรงบันดาลใจของการสูญเสียนาฬิกาที่บิดาให้ไว้ดูต่างหน้า คุณ Kikuo Ibe วิศวกรหนุ่มของ CASIO จึงตั้งใจที่จะสร้าง “นาฬิกาที่ไม่มีวันพัง” และ ในปี 1983 การต่อสู้กับกฎแห่งธรรมชาติก็สิ้นสุด หลังจากความพยายามอย่างไม่ถ้อถอยมากว่าสองปีเต็ม เขาออกแบบนาฬิกาที่สามารถต้านทานแรงเหวี่ยงและการกระแทกเทียบเท่าการตกตึกสามชั้น หรือ 10 เมตร ทนแรงดันน้ำที่ 10 บาร์  และใช้งานได้นาน 10 ปีโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ก้อนใหม่ ตั้งแต่นั้นมา ชื่อ G-SHOCK ได้กลายเป็นคำกล่าวขานถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดของนาฬิกาตลอดมา เพราะในสมัยนั้นแม้แต่นาฬิกาเรือนแสนก็ยังยากที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้

คุณค่าเหนือกาลเวลา

หลายคนคงปฎิเสธไม่ได้เลยว่า G-SHOCK ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาแต่เป็น “นาฬิกาเรือนแรก” ของชีวิต เป็นเครื่องหมายแทนความทรงจำอันทรงคุณค่า ที่ไม่สามารถแปลค่าเป็นเงินได้ ด้วยสาเหตุนี้เอง G-SHOCK จึงได้ต่อยอดและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตลอดเวลา อีกหนึ่งความพิเศษของ G-SHOCK Premium คือการผลิตชิ้นงานจากช่างฝีมือผู้มากประสบการณ์และโรงงานระดับพรีเมี่ยมในประเทศญี่ปุ่นที่ใส่ใจทุกรายละเอียด คุณจึงมั่นใจได้ว่า G-SHOCK Premium ที่คุณเป็นเจ้าของนั้นคือสุดยอดทั้งในแง่ของงานดีไซน์และเทคโนโลยีชั้นสูง พร้อมยังคงดีเอ็นเอแห่งความแข็งแกร่งที่สุดในวงการนาฬิกาเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

สินค้า G-Shock Premium นี้ประกอบด้วย:

G-Shock MR-G (Majestic Reality G-Shock)

“ความยิ่งใหญ่” และ “ความจริง”  สองคำนี้คือปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มผลิตภัณฑ์ MR-G ซึ่งนำเสนอด้วยกระบวนการทำมือจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา แสดงออกให้เห็นถึงจิตวิญาณของชาวญี่ปุ่นที่ภาคภูมิใจในงานศิลปะและวัฒนธรรมอันวิจิตรบรรจง   MR-G ได้กลายเป็นเรือนเวลาจักรพรรดิ์ของ G-Shock ที่เต็มเปี่ยมด้วยนวัตกรรมชั้นสูงอันได้แก่ ตัวเรือนซึ่งทำจากไททาเนียมคุณภาพสูงสุด น้ำหนักเบา การใช้วิศวกรรมวัสดุแบบพิเศษต่างๆ และเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นนวัตกรรมผนวกกับความเอาใจใส่จากช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นหลายสิบปีเพื่อมาเป็นช่างประกอบมือ หรือ Master ให้กับ G-Shock MR-G ทุกเรือน ที่ผลิตจากเมืองยามากาตะ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ MR-G เป็นแบรนด์ระดับพรีเมียมของ G-Shock ที่นักสะสมทุกคนอยากเป็นเจ้าของ (ราคา 100,000 – 300,000 บาท)

G-Shock MT-G (Metal-Twisted G-Shock)

“โลหะศิลป์” การบิดเกลียวในโลกแห่งโลหะ ก้าวไปอีกขั้นกับการเดินทางที่ล้ำสมัยจากการผสมผสานโลหะศิลป์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างป้องกันหลักที่ทำจากสเตนเลสสตีลอันทนทาน และ เรซินเสริมคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา การตกแต่งผิวโลหะระดับพรีเมียม และโมดูลควบคุมด้วยสัญญาณคลื่นวิทยุ พลังงานแสงอาทิตย์พร้อม Bluetooth® เพื่อการแสดงและปรับเวลาอัตโนมัติที่รวดเร็วและแม่นยำ G-Shock MT-G ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายไว้ในนาฬิกาเพียงเรือนเดียวด้วยดีไซน์ทันสมัย เทคโนโลยีระดับสูง หรูหรา น้ำหนักเบา และแข็งแรงทนทาน ในทุกสภาวะ (ราคา 40,000-70,000 บาท)

G-Shock Full Metal (The Origin)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานดีไซน์แบบ “Signature” G-Shock Full Metal คือคำตอบ ด้วยการต่อยอดแรงบันดาลใจจาก G-Shock รุ่นแรก DW5000C รุ่น Original อันเป็นอัตลักษณ์ที่ยังคงความงามในตำนานแห่งโลกนาฬิกา มาพร้อมกับการอัพเกรดด้วยโครงสร้างสเตเลสสตีลแวววาวทั้งเรือน โดดเด่นด้วยตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมไร้กาลเวลา อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและดีเอ็นเออันแข็งแกร่งตามแบบฉบับของ G-Shock (ราคา 20,000 – 70,000 บาท)

G-Shock MOG (Master of G-Shock)

พัฒนาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตแบบสมบุกสมบัน ทนต่อทุกสภาวะทั้งทางอากาศ (G-Shock Gravity Master) บนบก (G-Shock Mud Master) และใต้ท้องทะเล (G-Shock Frogman) ผนึกฟังค์ชันก์การใช้งานชั้นสูงสำหรับทุกสภาพแวดดล้อม อาทิเช่น เข็มทิศดิจิทัล มารตวัดแรงดันอากาศ มารตวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล เทคโนโลยีการป้องกันฟุ่นโคลน ฟังค์ชันก์การดำน้ำลึก GPS และอื่นๆอีกมากมาย

และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในกลุ่ม Premium ทาง G-Shock จึงยึดหลักนโยบาย 4 Ps ในการดูแลลูกค้าเพื่อพัฒนาต่อยอด ยกระดับ และขยายกลุ่มสินค้า G-Shock Premium ในประเทศไทย

1. Premium Products – การนำเสนอสินค้าในกลุ่ม G-Shock Premium อย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มการนำเข้าสินค้ารุ่น Limited Editions ในประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของลุกค้าที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆปี

2. Private – การดูแลลูกค้าอย่างเป็นส่วนตัวด้วยบริการ Remote Personal Shopper เพื่อความสะดวกสบายในการเลือกชมสินค้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง สะดวก สะอาด ปลอดภัย และ รวดเร็ว

3. Privilege – สิทธิประโยชน์พิเศษ อาทิเช่น การเข้าชมและจองสินค้าในรอบ Exclusive Preview และ Pre-order, สิทธิประโยชน์วันเกิด และ กิจกรรมพิเศษต่างๆ รวมถึงการรับคะแนนเพิ่มเติมจาก T1 และ T1 exclusive

4. Peace of mind – การบริการหลังการขายแบบครบวงจรตลอดอายุการใช้งาน ศูนย์บริการลูกค้ามารตฐานจากCMG

New G-SHOCK Premium Model 2022

G-SHOCK MR-G สุดยอดเรือนเวลาแห่งจักรพรรดิ์ 2022

เปิดตัวปีเสือดุ 2022 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับ G-Shock Limited Edition Year of The Tiger MTG-B1000CX-4AER และ SOLD OUT ในพริบตาในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ภายในงาน Robinson The Ultimate Watch Fair 2022 at Fashion Island  G-SHOCK เตรียมเผยโฉม MR-G B2000 พร้อมกันถึง 3 รุ่นได้แก่ MR-G B2000B-1A4 ในธีมสีแดง AKA-ZONAE, MR-G B2000B-1A1 สีดำ และ MR-G B2000D-1A สีดำเรือนเงิน ความแข็งแกร่ง ความงาม และความแม่นยำของ MR-G จักพรรดิ์แห่ง G-SHOCK สะท้อนให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของงานหัตถศิลป์แบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง โดยชูเรื่องราวของความแข็งแกร่งผ่านแรงบันดาลใจชุดเกราะซามูไรในช่วงสงคราม โดยมีสีแดง AKA-ZONAE บ่งบอกถึงพลังและความเด็ดเดี่ยว เส้นรอบวงกรอบหน้าปัดนาฬิกามีพื้นผิวที่เรียบง่ายแต่งดงาม แรงบันดาลใจจากความโค้งที่นุ่มนวลของใบดาบซามูไรสะท้อนให้เห็นบนเครื่องหมายดัชนี หน้าปัดแสดงผิวเคลือบเจียรไนย์ซึ่งมีขอบและเส้นโค้งตัดแบบพัดญี่ปุ่น โดยมีเพียงเทคโนโลยีการผลิตแบบนาโนของ Yamagata Casio เท่านั้นที่สามารถผลิตได้

G-SHOCK MR-G รุ่นใหม่ทั้งสามรุ่นนี้ทำจากไทเทเนียมชุบเคลือบด้วยเทคนิคพิเศษ DLC หรือ คาร์บอนคล้ายเพชรที่กรอบตัวเรือน และสาย เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ มากมายอาทิเช่น การปรับเวลาเองอัตโนมัติด้วยคลื่นสัญญาณวิทยุเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ พร้อมฟังก์ชั่น Bluetooth ในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนสร้างความสะดวกสบายในการใช้งานในทุกมิติ โมดูลเอกสิทธิ์ของ MR-G ยังมีแผ่นยึดเคลือบทองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการต้านสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และกระจกคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบป้องกันแสงสะท้อนบนหน้าปัดเมื่ออยู่กลางแจ้ง หมดกังวลเรื่องการเปลี่ยนถ่านหรือไขลานด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งทั้งหมดนี้มาในขนาด 54.7 x 49.8 x 16.9 มม. และหนักเพียง 150 กรัมทำให้มั่นใจได้ว่าทุกรายละเอียดของนาฬิการุ่นนี้เปี่ยมด้วยพลังและความเป็นเลิศ

รุ่น  MR-G B2000B-1A4DR (สีแดง AKA-ZONAE) ราคา 98,000 บาท

รุ่น MR-G B2000B-1A1DR (สีดำ) ราคา 98,000 บาท

รุ่น MR-G B2000D-1ADR (สีดำเรือนเงิน) ราคา 85,600 บาท

สามารถเป็นเจ้าของ MR-G B2000 Serie ที่งาน Robinson The Ultimate Watch Fair 2022 at Fashion Island ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 พร้อมสิทธิพิเศษต่างๆ ภายในงานอีกมากมาย

ติดตามข้อมูลใหม่ๆ ได้ที่ Facebook : Casio Watches Thailand Instagram @casiothailand ช้อปปิ้งได้ที่ CHAT & SHOP >> @casiowatchcmg หรือ https://lin.ee/a96lBTJ และ Website www.casio-cmg.com

#GSHOCKTH

#CASIOCMG

#MRG

“สว่างไสว ศิวิไล” ความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมชุบชีวิตคนและเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/678169

วันที่ 15 มี.ค. 2565 เวลา 12:33 น.“สว่างไสว ศิวิไล” ความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมชุบชีวิตคนและเมือง

ชุบชีวิตของผู้คนและเมือง ผ่านการรวมตัวของศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัย “สว่างไสว ศิวิไล” ปลุกความคิดสร้างสรรค์พร้อมฉลองการใช้ชีวิตในทุกวันกับ SIWILAI ตั้งแต่วันนี้-27 มีนาคม 2565

จากความตั้งใจของ SIWILAI (ศิวิไล) ที่จะเชื่อมโยงผู้คนกับประสบการณ์ที่น่าสนใจและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ซึ่งเป็นหนทางในการส่องแสงแห่งความหวังไปสู่อนาคต เทศกาลศิลปะ “สว่างไสว ศิวิไล” จึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นแพลตฟอร์มชุมชนที่สร้างสรรค์ความคิดเชิงบวก ส่งเสริมอิสรภาพในการแสดงออกและสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านพลังของศิลปะและวัฒนธรรมหลากหลาย โดย SIWILAI ภูมิใจที่จะนำเสนอ สุดยอดผลงานศิลปะของศิลปินไทยร่วมสมัยที่คัดสรรมาเพื่อสนับสนุนและขยายขอบเขตศิลปะในท้องถิ่นให้แพร่หลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ภายในงานผู้ชมจะได้รับเชิญเข้าร่วมเดินทางสำรวจจิตใจของศิลปินและกระบวนการสร้างงานเฉพาะบุคคลของศิลปินระดับแนวหน้าของประเทศ ตลอดจนจิตรกร ประติมากร ช่างภาพวิดีโอ นักออกแบบภาพเคลื่อนไหว ศิลปินจัดวาง และศิลปินหน้าใหม่ กับผลงานศิลปะชิ้นหายากและผลงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นใหม่จากศิลปิน ได้แก่ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์, มิตร ใจอินทร์, ทัศนัย เศรษฐเสรี, หริธร อัครพัฒน์, จักกาย ศิริบุตร, เอจิ ซูมิ, ส้ม ศุภปริญญา, กรกฤต อรุณานนท์ชัย, ธนัช ตั้งสุวรรณ, หฤษฎ์ ศรีขาว, ณัฐดนัย จิตต์บรรจง, ณัฐพล สวัสดี, สะรุจ ศุภสุทธิเวช และ อลิสา ฉุนเชื้อ ที่เตรียมเปิดตัวผลงานเป็นครั้งแรก พร้อมเปิดโอกาสให้นักสะสมงานศิลปะสามารถจับจองเป็นเจ้าของผลงานศิลปะได้เฉพาะในงานอีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ Limited Edition อาทิ เสื้อยืด หมวก ถุงผ้า ที่ออกแบบพิเศษโดยศิลปิน วางจำหน่ายเฉพาะงานนี้

นอกจากนั้น งาน “สว่างไสว ศิวิไล” ยังมุ่งเน้นประสบการณ์เชิงปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม จึงจะจัดให้มีงานเสวนาพูดคุยกับศิลปิน เวิร์กช็อป งานดนตรี การนำชมผลงานศิลปะ ตลาดศิลปะ และกิจกรรมความร่วมมือด้านอาหารและศิลปะในช่วงสุดสัปดาห์รวมถึงไฮไลท์ของงานนี้ซึ่งเป็นงานเลี้ยงอาหารค่ำที่นำโดยสองครีเอเตอร์ชื่อดังระดับโลก ได้แก่ ศิลปิน ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช และเชฟ เดวิด ทอมป์สัน (David Thompson), การแสดงสดของศิลปิน กรกฤต อรุณานนท์ชัย และ ธนัช ตั้งสุวรรณ พร้อมแขกรับเชิญทางดนตรีที่จะมาร่วมสร้างประสบการณ์เซอร์ไพร้ส์ รวมไปถึงมาสเตอร์คลาสการทำพาสต้าโดย Nam Nam Pasta and Tapas ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ มิตร ใจอินทร์, เวิร์กช็อปวาดภาพกับนักวาดภาพประกอบ Juli Baker and Summer หรือ ป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา อีกทั้งผลงานภายใต้การนำของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ที่จะมาเปลี่ยน ‘SIWILAI Café’ พื้นที่สำหรับจิบกาแฟและอิ่มอร่อยกับมื้ออาหารในช่วงกลางวัน ให้เป็น Soulid Ground Café นอกจากนี้ ยังพบกับงานดนตรีและอีเว้นท์ที่มีชีวิตชีวาจาก Quay Records, Horoza และกลุ่มนักสร้างสรรค์อื่นๆ ที่จะมาร่วมสร้างสรรค์พื้นที่ในเทศกาลศิลปะนี้ให้น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

งาน “สว่างไสว ศิวิไล” จะจัดขึ้นในสถานที่ทั้งหมดของ SIWILAI (ร้าน SIWILAI Store, SIWILAI Café, SIWILAI City Club และ SIWILAI Sound Club) และบริเวณด้านหน้าและภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตั้งอยู่บนถนนเพลินจิต รวมถึง เซ็นทรัล: ดิ ออริจินัล สโตร์ บนถนนเจริญกรุง ได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ของศิลปะที่มีชีวิตตลอดทั้งเทศกาล นอกจากนี้ AP Thailand เตรียมจับจองพื้นที่บริเวณเอเทรียม สเปซ ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เพื่อเปิดตัว “THE IDEAL WORLD STORE By AP” ที่เชิญชวนผู้ชมมาคิดถึงการสร้างโลกในอุดมคติ ด้วยมุมมองใหม่แบบไร้จากทุกข้อกำหนด

เทศกาล “สว่างไสว ศิวิไล” จัดโดย SIWILAI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มในการนำเสนอความเป็นไทย และตอบรับกับการใช้ชีวิตที่แฝงไว้ด้วยความร่วมสมัย แสดงถึงการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวคือการก้าวไปข้างหน้า โดยความร่วมมือกับ 3 แกลเลอรี่ชั้นนำของไทย ได้แก่ ARTIST+RUN, Gallery VER และ Bangkok CityCity Gallery สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดตามรายละเอียดได้ที่ Sawang Sawai Siwilai หรือชมวีดีโอได้ที่นี่ 

How to หลากเรื่องต้องรู้ ‘ดีท๊อกซ์ผิวสวยด้วยตัวเอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/678177

วันที่ 15 มี.ค. 2565 เวลา 13:15 น.How to หลากเรื่องต้องรู้ 'ดีท๊อกซ์ผิวสวยด้วยตัวเอง'

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเทคนิคดีท๊อกซ์ผิวสวยกระจ่างใสแบบง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน

‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’ สำนวนนี้ยังคงใช้ได้จริงในทุกยุคทุกสมัย เพราะผู้หญิงกับความงามมันเป็นของคู่กันเสมอ การดูแลผิวพรรณให้สวยสุขภาพดีก็ถือเป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญก่อนการแต่งแต้มเครื่องสำอางลงบนใบหน้า ดังนั้น การทำความสะอาดผิวหน้าเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม กล่าวถึงเทคนิคการดีท็อกซ์ผิวสวยกระจ่างใสแบบง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้านว่า

การล้างหน้าถือเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ควรเอาใจใส่และไม่ควรละเลย เพราะไม่เพียงแต่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพและความแข็งแรงของผิวหน้าอีกด้วย หากละเลยขั้นตอนนี้ไปอาจทำให้เกิดปัญหาผิวบนใบหน้าตามมาได้ การล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นการทำร้ายผิวหน้าโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาผิวต่างๆ เช่น การอุดตันของรูขุมขน สิว ริ้วรอย ผิวหนังอักเสบ เป็นต้น

ก่อนการล้างหน้าควรทำความสะอาดมือก่อน เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางออกให้หมด เพื่อป้องกันการอุดตันและระคายเคืองผิว จากนั้นล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อนล้างหน้า เพราะน้ำที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวเสียสมดุล ก่อให้เกิดผิวแห้งลอก ผิวบาง หรือแสบร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีผิวแห้ง แล้วตามด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้า โดยนวดวนไปตามแนวรูขุมขน ประมาณ 15-20 วินาที เพื่อให้น้ำและสารทำความสะอาดชะล้างไขมัน คราบสกปรก และคราบเครื่องสำอางที่หลงเหลือให้หลุดออกแล้วค่อยล้างน้ำเปล่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย

เลือกชนิดที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง

  • ผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ทำความสะอาดที่ไม่ทิ้งความรู้สึกแห้งตึง เพื่อป้องกันผิวแห้งมากจนผิวแตกหรือลอก อาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • ผิวมัน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่ทำให้หน้าแห้งตึงจนเสียสมดุล เพราะจะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตความมันออกมาเพิ่มเติม ทำให้หน้ามันกว่าเดิม สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีคุณสมบัติในการควบคุมควมมัน (Oil control) ได้
  • ผิวผสม จะมีลักษณะของผิวมันและผิวแห้งผสมกัน โดยผิวที่มีความมันมักอยู่บริเวณหน้าผาก, จมูก, และคาง (หรือที่เรียกว่า ทีโซน) ในขณะที่บริเวณ แก้ม, ลำคอ, และรอบดวงตา (หรือที่เรียกว่า ยูโซน) จะมีสภาพผิวแห้งกว่า ซึ่งคนที่มีผิวผสมอาจจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งสำหรับคนผิวแห้งและผิวมัน
  • ผิวแพ้ง่าย เกิดขึ้นได้กับผิวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผิวมัน ผิวแห้ง หรือผิวผสม จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีความอ่อนโยน และควรระวังสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอลกอฮอล์ น้ำหอมและสีสังเคราะห์ หรือส่วนผสมอื่นที่ก่อให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ผื่นแดง

หลังการล้างหน้า ไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าที่เปียกแห้งไปเอง เพราะหยดน้ำที่เกาะบนผิวจะระเหยไปพร้อมกับดึงความชุ่มชื้นในชั้นผิวออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรใช้ผ้าเช็ดหน้านุ่มๆ ซับเบา ๆ ให้ทั่วหน้าหลังการล้างหน้า จากนั้นใช้โทนเนอร์เช็ดผิวหลังการล้างหน้า เพื่อปรับสภาพผิวและช่วยกระชับรูขุมขน และปิดท้ายด้วยการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า

วิธีดีท็อกซ์ผิว

หากรู้สึกว่าผิวหน้ายังมีความหมองคล้ำ ไม่สดใส สีผิวไม่สม่ำเสมอ ก็สามารถใช้วิธีดีท็อกซ์ผิวมาเป็นตัวช่วยได้อีกทาง การดีท็อกซ์ผิวเป็นการทำความสะอาดผิวแบบล้ำลึก ช่วยขจัดสิ่งสกปรกตกค้างหรือสะสมอยู่ตามรูขุมขน อาทิ ฝุ่นควัน คราบเครื่องสำอางต่างๆ การดีท๊อกซ์ผิวจริงๆ แล้วสามารถทำเองได้ที่บ้าน เพื่อผิวกระจ่างใส มีชีวิตชีวา

  • มาส์กโคลน ช่วยทำความสะอาดและดูดซับสิ่งสกปรกตกค้างตามรูขุมขน ลดการเกิดสิว โดยทามาส์กโคลนทิ้งไว้บนผิว ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด
  • สครับผิว เพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ควรสครับผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากผิวบอบบางแพ้ง่ายแนะนำให้สครับผิวเดือนละ 1 ครั้ง
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ นอกจากจะช่วยนำพาสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายแล้ว ยังช่วยขับถ่ายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการออกมาในรูปแบบของเหงื่อและปัสสาวะ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการการดีท็อกซ์อาจผสมน้ำมะนาว 3-4 หยดในน้ำอุ่นดื่มได้
  • งดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบ แฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด โดยเปลี่ยนมาทานผักใบเขียว และผลไม้สดต่างๆ แทน
  • ออกกำลังกาย นอกจากจะกระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและกระตุ้นการขับของเสียออกมาทางเหงื่อแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวใหม่ได้เร็วขึ้นด้วย
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ระหว่างที่เรานอนหลับ ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) มากที่สุดช่วง 5 ทุ่ม – ตี 2 เพื่อทำการฟื้นฟู ซ่อมแซมร่างกายส่วนต่างๆ รวมถึงช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

เทคนิคการนวดเพื่อกระตุ้นระบบน้ำเหลือง (Lymphatic Drainage Massage)

โค้งสุดท้าย! ‘Studio Ghibli’ แฟนคลับตัวจริงต้องไม่พลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677907

วันที่ 11 มี.ค. 2565 เวลา 15:43 น.โค้งสุดท้าย! ‘Studio Ghibli’ แฟนคลับตัวจริงต้องไม่พลาด

นิทรรศการครั้งใหญ่ระหว่างยูนิโคล่และสตูดิโอจิบลิ กับ #My Style, My Ghibli หลงไปในโลกของจิบลิด้วยกันที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชมฟรีทุกวัน ถึงวันอาทิตย์ที่ 27 มี.ค. 65 นี้

เซ็นทรัลเวิลด์ Lifestyle Destination ระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ มอบประสบการณ์ความสุขระดับโลกอีกครั้ง ชวนทุกคนมาหลงไปในโลกมหัศจรรย์ของแอนิเมชันสุดโด่งดังจากญี่ปุ่นอย่างสตูดิโอจิบลิกับนิทรรศการ #My style, My Ghibli ซึ่งเป็นความร่วมมือของยูนิโคล่กับสตูดิโอจิบลิที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในไทย โดยประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเหล่าบรรดาแฟนคลับที่ได้มาเยี่ยมชมการ์ตูนที่ตัวเองหลงรักกันให้หายคิดถึง รวมถึงวลีเด็ดและฉากหนังที่น่าจดจำในโลกของสตูดิโอจิบลิ ที่นำมาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือผ่านปลายพู่กันของคุณโทชิโอะ ซูซูกิ นอกจากนี้ภายในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงภาพถ่ายพิพิธภัณฑ์จิบลิ และภาพถ่ายของคุณกานต์ญาดา พระแท่น ช่างภาพชาวไทยที่ถ่ายทอดมุมมองของพิพิธภัณฑ์จิบลิ และภาพทิวทัศน์ที่สวยงามของ ปักธงชัย พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย งานนี้ แฟนคลับตัวจริงห้ามพลาดเพราะเหลือเวลาให้เข้าชม ถึงแค่วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2565 นี้เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 22.00 น. บริเวณ Zone I ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ภายในนิทรรศการจะมีไฮไลท์ที่ทุกคนต้องมาเช็คอินกับตัวละครจากอนิเมชั่นดังอย่าง My Neighbor Totoro ที่สามารถถ่ายภาพและอินไปกับเรื่องราวที่คุณชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด ชมประวัติอย่างเจาะลึกและเข้มข้นของ Studio Ghibli Museum ชมภาพบรรยากาศของพิพิธภัณฑ์จริง และภาพถ่ายของคุณกานต์ญาดา พระแท่น ช่างภาพชาวไทยที่ถ่ายภาพมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างไปจากช่างภาพมือโปรกว่า 200 คน ที่เคยมีโอกาสได้ถ่ายภาพในพิพิธภัณฑ์จิบลิ และได้ถูกรวบรวมเป็นโฟโต้บุ๊คชื่อ The Tale of Ghibli Museum อย่างเป็นทางการเพียงเล่มเดียวของทางพิพิธภัณฑ์ มีจำหน่ายที่เซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น รวมไปถึง My Neighbor Totoro และ Cat Bus ขนาดใหญ่ที่ทุกคนสามารถถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิดตลอดทั้งงาน สร้างความสนุก และความประทับใจให้แก่ผู้ชมทุกเพศทุกวัย

ห้ามพลาดกับคอลเลคชันพิเศษ! ของ UT ที่มีให้เลือกถึง 12 ดีไซน์ (ผู้ใหญ่ 6 ดีไซน์ / เด็ก 6 ดีไซน์ ) และกระเป๋าผ้าอีก 1 ดีไซน์ โดยวางจำหน่ายที่ร้านยูนิโคล่และเว็บไซต์ยูนิโคล่เพียง 4 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย นิทรรศการ #My style, My ghibli หลงไปในโลกของจิบลิด้วยกัน ชมฟรีทุกวัน ถึงวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2565 นี้เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 10.00 ถึง 22.00 น. บริเวณ Zone I ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม www.uniqlo.com/th และ Facebook : CentralWorld