SABINA คอลเลคชั่นใหม่ Friendly Earth ตอบโจทย์สายแฟชั่นรักษ์โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677547

วันที่ 08 มี.ค. 2565 เวลา 10:18 น.SABINA คอลเลคชั่นใหม่ Friendly Earth ตอบโจทย์สายแฟชั่นรักษ์โลก

SABINA เปิดตัวชุดชั้นในคอลเลคชั่น ‘เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) เน้นวัตถุดิบ-กระบวนการผลิต ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ ตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นรักษ์โลก

งานนี้คนรักแฟชั่นหัวใจรักษ์โลกยิ้มแก้มปริกันเลยทีเดียว เมื่อ SABINA เดินหน้าเปิดตัวสินค้ากลุ่มยั่งยืน (Sustainable Product) วางขายคอลเลคชั่น “Friendly Earth” (เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ) ที่ใส่ใจตั้งแต่วัตถุดิบที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิล (Recycled Yarn) ลดการใช้วัตถุดิบที่สร้างขึ้นใหม่ ขณะที่กระบวนการผลิตเลือกใช้วิธีย้อมแบบประหยัดน้ำ (Light on Water) ลดการขาดแคลนน้ำและลดปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในขั้นตอนย้อม และเลือกใช้สีพิมพ์รักษ์โลก (Eco Printing) ในขั้นตอนการพิมพ์ ลดโอกาสเกิดน้ำเสียจากสารเคมี มั่นใจตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นที่รักษ์โลก และความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม วางเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มยั่งยืนให้ได้ 5% ในปี 2566 พร้อมเชิญชวนลูกค้าร่วมอนุรักษ์โลกได้ที่ซาบีน่า ช็อป และเคาน์เตอร์ ซาบีน่า รวมทั้งช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในแบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า  “ซาบีน่า” แบรนด์ชุดชั้นในของคนไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนให้ความใส่ใจในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกการสวมใส่ ช่วยลดการสร้างผลกระทบต่อโลกใบนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์  We care for your EVERYWEAR  จากความมุ่งมั่นดังกล่าวได้เผยโฉมให้เห็นครั้งแรกในรูปแบบแคปซูล คอลเลคชั่นในชื่อ “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) ซึ่งเป็นคอลเลคชั่นพิเศษที่ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังคงคุณภาพ ความสบาย และดีไซน์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของซาบีน่า

“ต้องยอมรับว่าหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมคืออุตสาหกรรมเสื้อผ้าแฟชั่น ที่ถึงแม้จะมาไวไปไวแต่กลับทิ้งร่องรอยผลกระทบ และขยะบนโลกมหาศาล ซาบีน่าในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในรายใหญ่ในประเทศไทย จึงมองหาแนวทางในการบรรเทาผลกระทบจากการผลิต พร้อมหยิบยกความยั่งยืนเป็นวาระสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งชุดชั้นในที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องของวัสดุเท่านั้นที่เราให้ความสำคัญ แม้แต่ขั้นตอนการผลิตเราก็ไม่ได้ละเลย ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบที่ผลิตมาจากเส้นใยรีไซเคิล โดยนำเส้นด้ายที่เป็นวัตถุดิบเหลือใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมารีไซเคิลเป็นผ้า นำมาผลิตเป็นชุดชั้นในเพื่อลดการใช้วัตถุดิบที่สร้างขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้ เรายังดูแลถึงขั้นตอนการผลิต เพราะเราตระหนักถึงความสิ้นเปลืองทั้งทรัพยากรและพลังงานจากการย้อมสีผ้า เนื่องจากต้องใช้น้ำในปริมาณมาก และยังเต็มไปด้วยสารเคมีหลายชนิด ดังนั้น ในคอลเลคชั่น “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) ทางแบรนด์จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการย้อมผ้าที่เรียกว่า Light on Water หรือกระบวนการย้อมแบบประหยัดน้ำ เพื่อลดการสูญเสียน้ำสะอาด และลดการสร้างมลพิษจากการย้อมผ้า ขณะที่อีกหนึ่งขั้นตอนที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การใช้ “สีพิมพ์รักษ์โลก” ที่เรามั่นใจว่า ไม่มีการปล่อยน้ำเสีย หรือสารเคมีใด ๆ ที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โดยในทุกขั้นตอน ซาบีน่ามุ่งมั่นที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกๆ กระบวนการผลิตสินค้าแฟชั่น เพื่อก่อให้เกิดการผลิตแบบยั่งยืน (Sustainable Production) และเพื่อให้ชุดชั้นในคอลเลคชั่น “เฟรนด์ลี่ เอิร์ธ” (Friendly Earth) เป็นชุดชั้นในที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ลูกค้าสายแฟชั่นที่รักษ์โลกอย่างแท้จริง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด SABINA

ทั้งนี้ SABINA ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มที่เน้นความยั่งยืน (Sustainable Product) ให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 5% ของสินค้าทั้งหมด โดยมีเป้าหมายจะทำให้สำเร็จภายในปี 2566 เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทฯ และลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการดูแลโลกไปด้วยกัน

สำหรับคอลเลคชั่น Friendly Earth เป็นสินค้ากลุ่มรักษ์โลกที่สามารถเพิ่มความมั่นใจให้ผู้สวมใส่ มีวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมส่วนหนึ่งในการสนับสนุนคอลเลคชั่นที่สวย สวมใส่สบาย และดีต่อโลก จาก “ซาบีน่า” ได้แล้ววันนี้ ที่ซาบีน่า ช็อป รวมถึงเคาน์เตอร์ซาบีน่า ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และซาบีน่าออนไลน์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook : SabinaThailand  | Line@: @SabinaThailand |  Instagram : Sabina_ig  หรือ www.sabina.co.th

กลเม็ดเคล็ดไม่ลับช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารมากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677522

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 20:52 น.กลเม็ดเคล็ดไม่ลับช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารมากขึ้น

คลายกังวลเรื่องปัญหาการกินของลูกน้อย จินนี่ย์ (JINNY) ตัวช่วยพ่อแม่ยุคใหม่ สารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

พ่อแม่ต้องเจอ!! ปัญหาการกิน หนึ่งในเรื่องที่กังวลโดยเฉพาะเด็กเล็กในช่วงปฐมวัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการเลือกกิน การปฏิเสธการรับประทานอาหารมื้อหลัก ซึ่งอาจส่งผลต่อโภชนาการที่เป็นพื้นฐานของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น หลายบ้านจึงมีกลเม็ดเคล็ดไม่ลับแตกต่างกันไปในการช่วยให้ลูกน้อยรับประทานอาหารมากขึ้น ด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารใหม่ ๆ ปรุงแต่งรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น จินนี่ย์ (JINNY) ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็ก จึงเป็นหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่เลือกใช้ ช่วยให้การปรุงอาหารเป็นเรื่องง่าย มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยขั้นตอนการผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ปราศจากผงชูรสและวัตถุกันเสีย สะดวกปลอดภัย ครบถ้วนด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ ให้ทุกมื้ออาหารเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับครอบครัว  

ยศสรัล แต้มคงคา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม.เอส.กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในวันที่ลูกสาว ‘น้องไอย’ เริ่มมีพฤติกรรมเลือกรับประทานอาหารและทานยากในแต่ละมื้อ ผมลองหาข้อมูลและพบว่าเป็นหนึ่งปัญหาใหญ่ของหลายครอบครัว ความคิดที่จะทำผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นตัวช่วยให้ลูกทานอาหารง่ายขึ้นและครบถ้วนด้วยสารอาหารจึงผุดขึ้นมา โดยใช้ประสบการณ์จากธุรกิจเกี่ยวกับอาหารของครอบครัว คิดค้นและพัฒนาเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กตามช่วงวัย ผลิตภัณฑ์ จินนี่ย์ (JINNY) จึงกำเนิดขึ้นเพื่อเจาะตลาดคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่มักประสบปัญหาการทานอาหารของลูก โดยเฉพาะเด็กในวัย 6 เดือนที่เปลี่ยนจากการดื่มนมสู่อาหารมื้อแรก พ่อแม่ต่างกังวลกับเมนูอาหาร อยากให้ลูกได้รับสารอาหารเหมาะสมตามวัย และเมื่อถึงวัย 1 ขวบเด็กจะเริ่มคุ้นชินกับรสชาติ บางรายมีพฤติกรรมในการต่อต้านอาหารบางประเภท เช่น ไม่ทานผัก ไม่เคี้ยวข้าว เลือกทานและทานยากมากขึ้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเริ่มปรุงแต่งรสชาติอาหารให้ลูกบ้าง แต่เครื่องปรุงที่มีอยู่ตามท้องตลาดทั่วไปอาจจะมีส่วนผสมที่มีสารปรุงแต่งที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว จินนี่ย์ (JINNY) นับเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ไม่ใส่ผงชูรส ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่แต่งสีและกลิ่น ผลิตจากถั่วเหลืองอินทรีย์ และโซเดียมต่ำ สะดวกปลอดภัย ครบถ้วนด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์ ช่วยให้ลูกน้อยทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น มีสุขภาพที่ดีเหมาะสมตามวัย จินนี่ย์ (JINNY) มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ ซอสผัด ซอสปรุงรส และซอสเทอริยากิ ช่วยเสริมรสให้อาหารกลมกล่อม หอมอร่อย ข้าวผักรวม 3 สี และพาสต้าผสมผักหลากสีสัน ที่อุดมไปด้วยวิตามิน รวมทั้งแซลมอนหยอง 3 รสชาติ ให้มื้ออาหารของลูกน้อยอร่อยมากยิ่งขึ้น”

ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์เจ้าของเพจเฟสบุ๊ค “เลี้ยงลูกตามใจหมอ” กล่าวถึงปัญหาพฤติกรรมการกินตั้งแต่การเริ่มอาหารมื้อแรกไว้ว่า “อาหารตามวัยที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะกินเพื่ออิ่มและเติบโตได้ รวมถึงยังได้เรียนรู้อาหารชนิดต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ มองเห็น ได้กลิ่น ได้สัมผัส ได้เคี้ยวและลิ้มรส รวมถึงได้ยินเสียงการเคี้ยวของคนในครอบครัวบนโต๊ะอาหารร่วมกัน จะช่วยให้เด็กเปิดรับอาหารได้มากขึ้นและกล้าที่จะกิน รวมถึงสร้างพฤติกรรมเลียนแบบการกินของผู้ใหญ่บนโต๊ะอาหารที่เขาได้เห็นอีกด้วย ซึ่งอาหารตามวัยที่ดี เริ่มได้เมื่ออายุราว 6 เดือนเพราะก่อนหน้านั้นเด็กจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอแล้วจากนมแม่ สามารถเริ่มอาหารได้ทุกชนิดโดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหลักได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ และไขมัน โดยเริ่มอาหาร 1 มื้อ เพิ่มเป็น 2 มื้อ เมื่ออายุราว 7-8 เดือน และ 3 มื้อเมื่ออายุ 9-12 เดือน ควรจัดให้กินเป็นเวลาและกินร่วมกับผู้ใหญ่ พออายุ 1 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สามารถปรุงอาหารได้อ่อน ๆ เพื่อให้มีรสชาติมากขึ้นได้ การวางพื้นฐานของพฤติกรรมการกินที่ดี มีวินัย กินเป็นเวลา ไม่กินจุกจิก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเปิดรับความหลากหลายของชนิดอาหาร และทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้สมวัย”

ด้าน โอบอุ้ม-รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เซเลบสาวคนดังตัวแทนคุณแม่ยุคใหม่ กล่าวว่า “โอบอุ้มทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการดูแลลูกชายน้องไอออนวัย 3 ขวบด้วยตัวเองค่ะ ดังนั้นการเข้าครัวเพื่อปรุงอาหารให้ลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ เน้นเสริมสร้างโภชนาการให้ครบ 5 หมู่ สะอาดและถูกหลักอนามัย จินนี่ย์ (JINNY) คือแบรนด์ที่โอบอุ้มไว้วางใจ และเป็นตัวช่วยที่ดีในทุกมื้ออาหารของลูกค่ะ เพราะนอกจากจะปลอดภัย มีมาตรฐานรับรอง และมีรสชาติอร่อยถูกปากน้องไอออนแล้ว ยังช่วยให้น้องทานอาหารได้มากขึ้นอีกด้วย เมนูประจำที่ทำบ่อยและอยากแนะนำ คือ ข้าวไก่ย่างค่ะ แค่นำจินนี่ย์ซอสผัดอเนกประสงค์ผสมปลาทูน่าญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะผสมคลุกเคล้ากับเนื้อไก่เท่านั้น และแช่ตู้เย็นหมักไว้ประมาณ 1 ชม. นำไก่มาย่างให้สุกแล้ววางบนข้าวผักรวม แค่นี้ก็พร้อมเสริฟแล้วค่ะ เรียกว่าเป็นเมนูโปรดของน้องไอออน ทำง่ายเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อย่างอุ้มมากค่ะ” 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจในผลิตภัณฑ์แบรนด์จินนี่ย์ (JINNY) เฟซบุ๊กแฟนเพจ Jinny 4kids

รวมแฟชั่นรองเท้าหน้าร้อนคอลเลคชั่นใหม่ ซัมเมอร์นี้มีหรือยัง!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677398

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 14:55 น.รวมแฟชั่นรองเท้าหน้าร้อนคอลเลคชั่นใหม่ ซัมเมอร์นี้มีหรือยัง!!

ส่องรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ ดีไซน์ที่ใช่ ในหลากหลายความต่าง

KEEN UNEEK MIMOSA รองเท้ารุ่นพิเศษฉลองวันสตรีสากล

สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัย พร้อมให้ทุกคนเข้ามาค้นพบ (Experiment), สร้างสรรค์ (Create) และพัฒนา (Cultivate) ได้อย่างไม่รู้จบ พร้อมนำเสนอความพิเศษมอบให้กับทุกคน โดยเฉพาะช่วงเวลาพิเศษอย่างวันสตรีสากล โดย KEEN แบรนด์รองเท้าที่ตอบโจทย์ปกป้องเท้าได้อย่างมั่นใจ ออกรุ่นใหม่ UNEEK MIMOSA เพื่อร่วมฉลองวันสตรีสากล ที่ Element 72 ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่

รองเท้ารุ่น KEEN UNEEK MIMOSA ได้รับแรงบันดาลใจจากดอก MIMOSA เป็นดอกไม้ตัวแทนสำหรับวันสตรีสากล มาพร้อมลวดลายของดอกไม้ที่อยู่ด้านในและด้านข้างรองเท้า เชือกถักสีทอง ทำให้รองเท้ามีความพิเศษเหนือใคร

มาพบกับความพิเศษนี้ได้ที่ Element 72 ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรี่ยม ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

Arizona New Shades of Summer

ฤดูร้อนปีนี้ Birkenstock (เบอร์เคนสต๊อก) นำเสนอโทนสีใหม่อย่าง สี Lavender Fog และ Dusty Blue มารับร้อนนี้ โดยมาพร้อมรุ่นคลาสสิกประจำแบรนด์อย่าง Arizona มีทั้งแบบ Footbed (พื้นรองเท้า) พื้นไม้ค็อกวีแกน และแบบโฟมยาง EVA คุณภาพสูง ให้สาวๆ ได้เลือกแมทช์กับเสื้อผ้าในสไตล์ที่เป็นตัวเอง

Arizona BFBC Earthy VEG Lavender Fog (ราคา 4,290 บาท)

ดีไซน์สายคาดสองเส้นในตำนานอย่างรุ่น Arizona นำความเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคยมาพร้อมโทนสีม่วงลาเวนเดอร์นำ    เทรนด์และความสวมใส่สบายของ Footbed ในรูปแบบวีแกน พร้อมด้วยอัปเปอร์ทำจากผ้าใยสังเคราะห์

Arizona EVA Dusty Blue (ราคา 2,290 บาท)

ดีไซน์สายคาดสองเส้นในตำนานอย่างรุ่น Arizona รองเท้าแตะรุ่นนี้นำต้นแบบมาจากรุ่นออริจินัลที่ทำจากไม้คอร์ก ทว่าเลือกใช้วัสดุหลักในการผลิตจาก EVA น้ำหนักเบาพิเศษและมีความยืดหยุ่นสูงแทน รองเท้าแตะเหล่านี้ดูดซับแรงกระแทก กันน้ำ และไม่ทำลายผิวยามสวมใส่ สามารถแมทช์กับลุคสบายๆ ริมชายหาด ในสวน หรือหลังการออกกำลังกายก็ยังได้

รีบจับจองเป็นเจ้าของ Birkenstock รุ่นล่าสุดนี้ได้ บนเว็บไซต์ www.ikonthailand.com และร้านเบอร์เคนสต๊อกทุกสาขา

เรียบง่ายสไตล์ธรรมดาครั้งแรกกับ นันยาง ซาฟารี

อีกขั้นกับแรงบันดาลใจครั้งใหม่ที่ไม่เคยหยุดของ นันยาง กับการพัฒนา “ตำนานบทใหม่” นันยาง ไวท์ ซาฟารี (Nanyang White Zafari) โดยได้นำสไตล์รองเท้านันยางในยุค 60’s รุ่น 121 มาพัฒนาใหม่สู่เจนเนอเรชั่นที่ 5 ในปี 2022 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผลิตเป็นสีขาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘การผลิตแบบดั้งเดิม’ ที่กระบวนการผลิตกว่า 95% ถูกทำขึ้นด้วยมืออย่างมีศิลปะด้วยความปราณีต และใช้กาวสูตรเฉพาะ ‘นันยาง-07’ ที่มีคุณสมบัติเหนียวพิเศษ ทำให้รองเท้ามีความทนทาน พิถีพิถันในการเลือกใช้วัถตุดิบ วัสดุทุกชิ้นผลิตขึ้นในประเทศไทย 100%

นันยาง ไวท์ ซาฟารี (Nanyang White Zafari) ราคา 299 บาท มีให้เลือกตั้งแต่เบอร์ 35-45 มีให้เลือก 3 สี 3 สไตล์ ขาว ดำ โกโก้ วางจำหน่ายที่ร้านรองเท้าใกล้บ้าน และ ออนไลน์ https://linktr.ee/NanyangLegend

รองเท้านันยาง ซาฟารี รุ่นแรก 121 ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1961 จนเกิดเป็นเทรนด์รองเท้าผ้าใหม่รูปแบบใหม่ในไทย และได้รับการพัฒนาอีกครั้งในปี 1990 กับรุ่น 121-S ก่อนจะปรับโฉมอีกครั้งในปี 1998 รุ่น 121-N และเพื่อให้ได้รองเท้าที่ใช่สำหรับผู้ที่รักและชื่นชอบ นันยาง ซาฟารี โดยในปี 2018 นันยางได้ทำการสำรวจความต้องการของลูกค้าเพื่อปรับโฉมนันยาง ซาฟารี อีกครั้งกับรุ่น 2018 จนกลายเป็นผ้าใบยอดนิยมของคนทุกวัยที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเอง

TRIPLE STITCHTM  รองเท้าผ้าใบสุดไอคอนนิค : Anytime, Anywhere, Anyplace

อาร์ทิสติคไดเร็คเตอร์ Alessandro Sartori สรรค์สร้างจินตนาการใหม่ให้รองเท้าผ้าใบสุดไอคอนนิค Zegna Triple Stitch ด้วยการเสริมมุมมองที่แปลกใหม่ขึ้นมาในแต่ละซีซั่นและยังคงครองตำแหน่งไอเท็มขายดีสุดคลาสสิคสำหรับเสื้อผ้าสุภาพบุรุษอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีการพัฒนาออกแบบสีสันใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งและยังคงเป็นรองเท้าผ้าใบที่ขายดีที่สุด และยังคงเป็นไฮไลท์หลักๆ ประจำตู้เสื้อผ้าของคนรุ่นใหม่จาก Zegna นับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวมา รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch เน้นการใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมและเส้นทางแห่งวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างยาวนานถึง 112 ปีของ Zegna ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้ชายที่มีต้องการความคลาสสิคและความทันสมัยในเสื้อผ้าลักชัวรี่

รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch Sneaker ก้าวข้ามการแต่งกายและการจัดหมวดหมู่ที่ท้าทาย เป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ทันสมัย สร้างมาเพื่อทุกช่วงเวลา ดีไซน์โดดเด่นด้วยซิลลูเอทเพรียวบางที่มอบความรู้สึกที่สวยงามและเรียบหรู ผลิตจากวัสดุชั้นสูงที่คัดสรรคุณภาพตั้งแต่หนังแท้ไปจนถึงผ้าใบและหนังกลับเนื้อนุ่ม ตกแต่งด้วยสายรัดยางยืดที่ทำให้การสวมถอดกลายเป็นเรื่องง่าย Triple Stitch รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้ถูกดีไซน์มาเพื่อรองรับความสะดวกสบายในทุกครั้งที่สวมใส่ นำเสนอโครงสร้างรองเท้าที่สามารถยืดหยุ่นได้อย่างน่าทึ่งและพื้นยางรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา

ออกแบบตามแนวทางการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแบบไดนามิกของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเผชิญสภาพแวดล้อมและสถานที่ใหม่ๆอย่างไร้กังวลเพราะได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสำหรับสวมใส่ในวันสบายๆ หรือสำหรับการเดินทางที่สะดวกสบาย รองเท้าผ้าใบรุ่นนี้ผสานประโยชน์อเนกประสงค์ได้อย่างแท้จริงสามารถเข้ากับเสื้อผ้าทางการและเสื้อผ้าลำลอง สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์กับกางเกงขายาวที่เรียบหรูหรือว่าจะเป็นลุคสปอร์ต รองเท้าผ้าใบ Triple Stitch จาก Zegna ก็สามารถทำได้ดีและกลายเป็นไอคอนหลักสุดฮิตสำหรับผู้ชายที่มีสไตล์อย่างแท้จริง เพราะพร้อมสวมใส่ได้ทุกที่ทุกเวลา

 

 

กลับมาอีกครั้งกับ TRIPLE STITCH SNEAKER รักษ์โลกจาก ZEGNA

กลับมาอีกครั้ง Triple Stitch Sneaker รองเท้าสุดฮิตที่นอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์แล้วยังรักษ์โลกอีกด้วย ด้วยสีสันและวัสดุที่ร่วมสมัย โดยรวมถึงเวอร์ชัน #UseTheExistingTM ที่เป็นการลดรอยเท้าทางนิเวศวิทยา (ecological footprint) ของ Zegna โดยรองเท้าผ้าใบ #UseTheExistingTM ถือเป็นขั้นต่อไปของมรดกแห่งความยั่งยืนและวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องของ @Zegnaofficial

ครอบคลุมไปถึงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของแบรนด์สำหรับอนาคตใน 2 เส้นทางของโครงการ #UseTheExistingTM ที่ถูกนำไปใช้ในเวอร์ชันปรับปรุงและเวอร์ชันใหม่ของ Triple Stitch Sneaker มาพร้อมกับอัปเปอร์ผ้าขนสัตว์เนื้อนุ่มซึ่งทำจากเส้นใย 14MILMIL14 ที่นำกลับมาใช้ใหม่ อีกทั้งด้ายและผ้าที่ใช้ในทุกขั้นตอนการผลิตอีกด้วย ในขณะเดียวกันซับในและพื้นรองเท้าทำมาจากผ้าฝ้ายและยางรีไซเคิลบางส่วน ถือเป็นการเข้าใกล้ถึงเป้าหมายของ Zegna ไปอีกขั้นที่จะลดขยะเหลือทิ้งให้เป็นศูนย์

#UseTheExistingTM เป็นพันธะสัญญาแห่งวิวัฒนาการของแบรนด์และเป็นหลักการในการชี้นำที่รวบรวมความพยายามของเราทั้งหมดในการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่แทรกอยู่ในคอลเลกชันของแบรนด์ทั้งหมด เปิดตัวโดยอาร์ทิสติกไดเรกเตอร์ของแบรนด์อย่าง Alessandro Sartori ที่ร่วมพัฒนาด้วยความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของแผนกสิ่งทอของกลุ่มแบรนด์ Zegna โดย #UseTheExistingTM เป็นสิ่งที่แสดงถึงคำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรมของ Zegna ที่จะลดขยะในขั้นสุดท้ายให้เหลือศูนย์

โมเดล #UseTheExistingTM นี้ได้ร่วมกับคอลเลกชันรองเท้า Triple Stitch Sneaker ที่ขายดีระดับโลกของ Zegna ออกแบบมาสำหรับความคิดสมัยใหม่และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย รองเท้ารุ่นนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความคงทนโดยผสมผสานสไตล์และความเอนกประสงค์ให้เข้ากับโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและน้ำหนักที่เบาอย่างน่าทึ่ง

รองเท้า Triple Stitch Sneaker ที่มาในเวอร์ชัน #UseTheExistingTM ซึ่งถูกจินตนาการออกมาใหม่พร้อมวางจำหน่ายแล้ว โดยใช้วัสดุที่ยกระดับขึ้น ได้แก่ หนังกลับเนื้อนุ่ม หนังลูกวัว หนังกวาง และผ้าใบ ตกแต่งสายรัดยางยืดด้วยโลโก้ XXX อันเป็นเอกลักษณ์ จึงสามารถสวมใส่และถอดออกได้อย่างสะดวกสบาย เข้ากันได้กับทั้งเสื้อผ้าสั่งตัดและเสื้อผ้าลำลอง ถือว่ารองเท้าอันทันสมัยคู่นี้คือนิยามของความเอนกประสงค์และถูกสร้างขึ้นเพื่อทุกช่วงเวลา

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการสร้างทีมงานเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677431

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 09:35 น.ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการสร้างทีมงานเชิงรุก

โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่แน่นอน อ่อนไหว ซับซ้อน และคลุมเครือ นำมาซึ่งความท้าทาย อีกทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้นบนฐานของเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจจึงมีความเสี่ยง องค์กรจึงต้องปรับตัว แต่เราขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ และดูเหมือนจะ “ติดกับดัก” ของศักยภาพที่ตีบตัน จึงไม่สามารถก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดของตนเองได้ ไม่สามารถสร้างการนำตนเอง จึงไม่อาจเล่นชิงรุกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องพิจารณาภาพรวม และต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างทีมงานเข้มแข็งและนำองค์กรให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงการสร้างการนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุก มันคือการระเบิดศักยภาพจากภายใน เมื่อพูดถึงศักยภาพภายใน เราลองพิจารณาชีวิตผีเสื้อ วงจรชีวิตของมันมี 4 ระยะ เริ่มด้วยระยะเป็นไข่ จากนั้นจะเป็นตัวหนอน ในช่วงนี้ หากนกเห็น มันจะกลายเป็นเหยื่อแน่นอน แต่หากมันรอด มันจะขับใยเหนียวๆ ออกมาห่อหุ้มตัวมันเอง กลายเป็นดักแด้ จากนั้นไม่นาน มันจะใช้ขาดันเปลือกให้แตกออก กลายเป็นชีวิตใหม่ เรียกว่า ผีเสื้อชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนี้แตกต่างจากสภาพเดิมอย่างสิ้นเชิง และสามารถแสดงศักยภาพที่แตกต่างและสูงกว่าเดิม สามารถบินหลบหลีก ซ่อนเร้นจากศัตรูได้ สามารถบินหาน้ำหวานเพื่อยังชีพและดำรงเผ่าพันธุ์เพื่อความอยู่รอดจะเห็นได้ว่า ศักยภาพใหม่ที่ว่านี้ต้องระเบิดจากภายใน

มนุษย์เราก็เช่นกัน แรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น แรงขับเคลื่อนชีวิต ย่อมต้องมาจากภายใน เมื่อมาจากภายใน นั่นแสดงว่ามันอยู่ในอำนาจของตนเอง เมื่อตนมีอำนาจเหนือมัน นั่นคือ เราสามารถจัดการกับมันได้ นั่นคือ เราสามารถนำตนเองได้

การพัฒนาศักยภาพในการนำตนเอง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกตอบสนอง นั่นคือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าเราจะโต้ตอบอย่างไร เพราะการตอบสนองใดๆ มันล้วนมาจากกรอบความคิดตนเอง

กรอบความคิดเปลี่ยนได้ และตนมีอำนาจเหนือมัน ดังนั้น การตอบสนองใดๆ ในรูปของพฤติกรรม มันจึงมาจากการเลือกของตนเองทั้งสิ้น ความสามารถในการเลือกนี้เองคือ อำนาจ

อำนาจดังกล่าวคือ ความเป็นอิสระ คืออิสระจากแรงกดดันภายนอก อิสระจากข้อจำกัดภายนอก บุคคลประเภทนี้จะไม่บ่น จะไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย ไม่โทษโน่นนี่นั่น หรือโทษใคร หรืออ้างเหตุภายนอกว่าเป็นสาเหตุ นั่นคือ เขาจะไม่เอาข้อจำกัดภายนอกมากำหนดชะตาชีวิตตนเอง เพราะถ้าทำอย่างนั้น นั่นเท่ากับว่าตนพาเอาตนเองไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอ ความอ่อนด้อย ความไร้สมรรถภาพ แต่จะตระหนักว่า ตนอยู่เหนือสถานการณ์นั้นๆ เพราะเรามีอำนาจเหนือมัน ตนจึงไม่กวัดแก่วงไปตามกระแส จะไม่ยอมให้มันมามีอิทธิพลเหนือตนเอง แต่จะดูว่าตนมีทางเลือกอะไรบ้างที่พอจะทำได้ในสถานการณ์ดังกล่าว และไม่ว่าจะเกิดผลอะไรที่ตามมา ตนก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ

ภาวะนี้เองคือ ศักยภาพสูงสุด มันคือ ความสามารถในการนำตนเอง เพราะนำตนเองได้ จึงปรับตัวได้และด้วยสามารถในการคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ตนจึงสามารถสร้างทางเลือกได้หลากหลาย เพื่อรองรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ความสามารถในการปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่นล่วงหน้านี้เอง บุคคลจึงเล่นเชิงรุกได้ และด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง หากว่าผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่คาด ตนก็รู้ว่ามันพลาดที่ตรงไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมองว่านั่นคือ กระบวนการเรียนรู้ แล้วจะหาทางปรับแก้ไขอย่างไร เพื่อทางออกที่ดีกว่า ดังนั้น ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ด้วยข้อจำกัดอย่างไรก็ตาม ขอให้เข้าใจว่า ตนมีศักยภาพในการนำตนเอง นั่นคือ เรามีอำนาจในการเลือกที่จะเล่นเชิงรุก เล่นเชิงบวกได้

การนำตนเองเชิงรุกจึงเป็นภาวะที่บุคคลสามารถระเบิดศักยภาพภายในออกมา เพื่อขับเคลื่อนตนเองได้อย่างเต็มที่ สามารถปรับฟื้นคืนสภาพตนเองได้ แม้ในภาวะที่ยากลำบาก สามารถควบคุม กำหนดทิศทาง และจัดการตนเองได้ นั่นคือ รู้ว่าจะเลือกตอบสนองอย่างไรให้เหมาะสม เมื่อมีความท้าทายผ่านเข้ามาในชีวิต

ภาวะที่บุคคลเลือกได้นี้เองสะท้อนถึงศักยภาพภายใน และต้องเกิดจากการปรับกรอบความคิด (Mindset) เพราะกรอบความคิดเป็นของตนเอง บุคคลจึงสามารถเลือกตอบสนองได้ การที่บุคคลตระหนักว่าชีวิตมีทางเลือก จึงสามารถนำตนเองได้ เมื่อนำตนเองได้ ก็เล่นเชิงรุกได้ สามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ การที่บุคคลสามารถเลือกที่จะนำตนเองเพื่อเล่นเชิงรุกนี้เองเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนขององค์กร

คำถามสำคัญคือ ท่านในฐานะผู้นำ ท่านมีวิธีการอย่างไรที่จะเหนี่ยวนำทีมงานให้เกิดการปรับกรอบความคิด ออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ออกจากภาพความสำเร็จเก่าๆ สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองและทีมงานให้กลับมาเข้มแข็ง มีความเชื่อมั่น มีความมั่นคงภายใน ไม่หวั่นไหว มีภูมิต้านทาน มีทัศนคติเชิงบวก มองปัญหาเป็นความท้าทาย มองความพลาดพลั้งเป็นกระบวนการเรียนรู้ ปลูกฝังการเรียนรู้ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตลอดชีวิต สร้างแรงขับเคลื่อนภายในให้สามารถนำตนเองได้ เพื่อเล่นเชิงรุก และมีความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ

รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ฝั่งธนฯ เพื่อพลพรรคนักกิน @All I Need is BUFFET

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677419

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 08:28 น.รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ฝั่งธนฯ เพื่อพลพรรคนักกิน @All I Need is BUFFET

พลพรรคนักกินมีฟิน! ไอคอนสยาม สนับสนุนชุมชนจัดงาน “All I Need is BUFFET” ชวนมาอร่อยแบบจัดเต็มกับร้านบุฟเฟ่ต์เจ้าดังย่านฝั่งธน ฯ ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ ชั้น UG

ด้วยความห่วงใยพร้อมความตั้งใจส่งเสริมสนับสนุนชุมชน ไอคอนสยาม จัดงาน “All I Need is BUFFET” เปิดพื้นที่ให้พันธมิตรร้านค้าผู้ประกอบการและร้านค้าจากชุมชนชาวฝั่งธนบุรี มาจำหน่ายอาหารคาว อาหารหวาน เบเกอรี่ ผลไม้ และเครื่องดื่ม แบบจัดเต็มในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ งานนี้พลพรรคนักกินต้องฟิน! รวบตึงอาหารบุฟเฟ่ต์ มาไว้ที่นี่ที่เดียว ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ โซน ICON AROI (ไอคอนอร่อย) ชั้น UG ไอคอนสยาม

ภายในงาน “All I Need is BUFFET” สายบุฟเฟ่ต์ จะได้ชิมอาหารทั้งคาว หวาน แบบเต็มอิ่มจากร้านค้าย่านคลองสาน มาจัดจำหน่ายในรูปแบบของบุฟเฟ่ต์ แบบจัดเต็ม ที่มีมาให้เลือกทานกว่า 17 ร้านค้ายอดนิยม อาทิ ก๋วยเตี๋ยวไก่บุฟเฟ่ต์ จากร้านพอร์ชโภชนา @อยุธยา ขนมจีนบุฟเฟ่ต์ จากร้านขนมจีน 4 ภาค ตักได้ไม่อั้น บุฟเฟต์ผัดไทย & ยำแซ่บ ร้านผัดไทยอาฉัน (ผัดไทย & ยำแซ่บ) บุฟเฟ่ต์ไข่เจียวทรงเครื่อง ที่มีท้อปปิ้งให้เลือกหลากหลาย ราดข้าวร้อน ๆ จากร้านคุณเล็กข้าวไข่เจียวบุฟเฟ่ต์

อิ่มอร่อยจากอาหารจานหลักแล้ว ก็ยังมีขนมเบเกอรี่มาให้สายหวานได้ลิ้มรส อาทิ ร้านบัวลอยเจ๊หมวย ที่จัดสรรบัวลอยรสชาติหวานมัน ร้านขนมฝรั่งกุฎีจีน ผลไม้และเค้ก จากร้านสวนบ้านเราเอง น้ำสมุนไพร จากร้าน Bangkok Hub รวมไปถึงร้านน้ำอ้อยหลักทรัพย์ และร้านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ขนทัพความอร่อยเต็มอิ่มในรูปแบบบุฟเฟ่ต์มาให้ทานกันอีกด้วย

มาลิ้มรสความอร่อย จัดเต็มแบบบุฟเฟ่ต์ ที่คัดสรรอาหารสุดพิเศษมาให้ลิ้มลองได้ พร้อมทั้งช่วยอุดหนุนชุมชน ที่งาน “All I Need is BUFFET” ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2565 ณ โซน ICON AROI (ไอคอนอร่อย) ชั้น UG ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร โดยงานนี้จัดขึ้นภายใต้มาตรการสุขอนามัยและความปลอดภัยในทุกมิติอย่างสูงสุด เพื่อให้ทุกท่านได้รับประทานอาหารและเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ http://www.iconsiam.com

หยิน-หยาง กินสร้างสมดุลผ่านเมนูพิเศษโดยเชฟบรูซ ฮุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/677395

วันที่ 06 มี.ค. 2565 เวลา 16:58 น.หยิน-หยาง กินสร้างสมดุลผ่านเมนูพิเศษโดยเชฟบรูซ ฮุย

เย่า เรสเตอรองท์ ชวนปรับสมดุลให้ร่างกายตามทฤษฎีหยิน-หยาง ปรัชญาชาวจีน ผ่านเมนูพิเศษจากวัตถุดิบล้ำค่า ‘ไข่หอยเม่นญี่ปุ่น’ ปรุงโดยเชฟชาวจีน บรูซ ฮุย ตลอดเดือน มี.ค. และ เม.ย.นี้

ห้องอาหารจีน เย่า เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ชวนทุกคนปรับสมดุลให้ร่างกายตามทฤษฎีหยิน-หยาง ปรัชญาของชาวจีน ผ่านอาหารจีนเมนูพิเศษโดยมีวัตถุดิบล้ำค่า ‘ไข่หอยเม่น’ จากญี่ปุ่นผ่านการรังสรรค์โดยเชฟชาวจีนมาประสบการณ์ เชฟบรูซ ฮุย ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบและวิธีทำที่หลากหลาย

ซึ่งทฤษฎีหยิน-หยาง เป็นแนวคิดปรัชญาของชาวจีนที่มีมาแต่โบราณกาล จากความเชื่อที่ว่าของทุกอย่างในธรรมชาติประกอบด้วย 2 ด้านที่ขัดแย้งกันแต่พึ่งพากัน และไม่สามารถแยกจากกันได้ เช่น มีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน มีความร้อนก็ต้องมีความเย็น แม้แต่ในหลักการแพทย์และการปรุงอาหาร เราก็สามารถใช้ทฤษฎีหยิน-หยางมาประกอบเพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกายได้

สำหรับ “หยิน” เปรียบได้กับธาตุเย็นในร่างกาย ในทางกลับกัน “หยาง” นั้นก็เป็นเสมือนธาตุร้อน การรักษาสมดุลของร่างกายอย่างง่ายๆ ก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่สมดุลหยินหยาง ข่มความร้อนและเย็นให้เป็นปกติ อาหาร “หยิน” อาหารเสริมธาตุเย็น นั้น มักจะเป็นอาหารที่รสชาติเค็ม เปรี้ยว และขม ลักษณะชุ่มฉ่ำ อาทิเช่นเต้าหู้ เป็ด แครอท ยังไม่เพียงเท่านั้น การปรุงโดยการต้มและนึ่งก็จัดว่าเป็น ‘หยิน’ เช่นเดียวกัน ส่วนอาหาร ‘หยาง’ เสริมธาตุร้อนมักมีรสหวานและเผ็ด มีสีสว่างอย่างเช่นสีส้มหรือสีแดง ลักษณะแห้งและมักกำเนิดจากดิน เช่นพริก มันฝรั่ง และเนื้อแกะ รวมถึงการปรุงโดยการผัด การอบก็ถือว่าเป็น ‘หยาง’

ตลอดเดือนมีนาคมและเมษายนนี้ เชฟบรูซ ฮุย นำเสนอเมนูพิเศษที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อปรับสมดุลร่างกายและปรุงจากวัตถุดิบพรีเมียมอย่างไข่หอยเม่นจากญี่ปุ่น ผนวกกับส่วนผสมที่หลากหลายเพื่อความสมดุลของธาตุร้อนเย็น เพิ่มสารอาหาร และรสชาติที่กลมกล่อม อาทิ

เต้าหู้หยินทอดราดซอสไข่หอยเม่น
ติ่มซำไข่หอยเม่นและกุ้ง
ซุปกระเพราะปลาสดและไก่ดำตุ๋นเก๋ากี้
กุ้งมังกรบอสตันราดซอสไข่หอยเม่นเสิร์ฟพร้อมไข่ปลาคาร์เวียร์
โจ๊กสีทองเสิร์ฟพร้อมกระเพราะปลาสดและไข่หอยเม่น
ปลาเก๋าแดงเสิร์ฟพร้อมซอสหยินหยาง

มาพิสูจน์ความอร่อยของเมนูหยิน หยาง เพื่อปรับสมดุลร่างกายปรุงโดยไข่หอยเม่น จัดเสิร์ฟทั้งในแบบเซตเมนูราคา 3,580++บาทต่อเซต  และแบบเมนูตามสั่ง ให้บริการในมื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ตลอดเดือนมีนาคม และเมษายนนี้ ที่ห้องอาหารจีนเย่า เรสเตอรองท์ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.yaobangkok.com สำรองโดยตรงบนเว็บไซต์ http://sevn.ly/x5bHV2dd ไลน์ (LINE) @marriottsurawongse หรือโทร 02 088 5666

Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677423

วันที่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 08:57 น.Q&A แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม ผ่าทุกประเด็นศัลยกรรมที่คนอยากรู้

สัมภาษณ์พิเศษ นพ.สุรสิทธิ์ อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า ประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางมด สมาชิกสมาคมศัลยกรรมตกแต่ง–เสริมสวย แห่งอเมริกา ญี่ปุ่น และนานาชาติ

Q : ศัลยกรรมยอดฮิตที่คนไทยนิยมทำกันมาก คือศัลยกรรมประเภทใด?

A : ปัจจุบันคนไทยใส่ใจดูแลตัวเองกันมาก ทำให้เห็นการเติบโตของสถานเสริมความงามกันอย่างแพร่หลาย เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์กันไปแล้ว โดยศัลยกรรมยอดฮิต 5 อันดับแรกของคนไทย คือ

1. ทำตา

2. ทำจมูก

3. ทำหน้าอก

4. ดึงหน้า

5. เสริมสะโพก-ก้น 

ด้วยเพราะเทคนิคทางการแพทย์ที่ทำให้การผ่าตัดศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ความเจ็บปวดน้อยลง แผลมีขนาดเล็ก รวมทั้งการดูแลหลังการผ่าตัด ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก จึงทำให้การตัดสินใจทำศัลยกรรมของคนไทยเป็นเรื่องง่าย และนิยมทำกันมากขึ้น

Q : เพราะเหตุใดในปัจจุบัน คนจึงมองเรื่องการทำศัลยกรรมเป็นเรื่องปกติ และกล้าเปิดเผยมากขึ้น

A : เนื่องด้วยค่านิยมการทำศัลยกรรมในประเทศไทยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ผู้คนต่างชื่นชอบการมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม และให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง แตกต่างจากเมื่อก่อน ที่หากมีคนทำศัลยกรรมจะถูกมองในแง่ลบ แต่ปัจจุบันการทำศัลยกรรม แสดงถึงการดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ซึ่งสังคมก็จะมองในแง่บวกมากขึ้น  ทำให้ผู้ที่มาทำศัลยกรรมกล้าที่จะพูด กล้าเปิดเผย รวมทั้งบอกต่อเรื่องการทำศัลยกรรมมากขึ้น เพราะค่านิยมของสังคมเรื่องการทำศัลยกรรมที่เปลี่ยนไปในทางบวก ผู้ที่ทำศัลยกรรมจะมีความมั่นใจ และมีความสุขในชีวิตอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้รับคำชื่นชม หรือส่องกระจกเห็นใบหน้า รูปร่างของตนเองที่ดูดีขึ้น ส่งผลต่อการใช้ชีวิต โอกาสที่ดีในการทำงานต่าง ๆ ที่ล้วนมาจากความมั่นใจในตัวเองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ อีกประการหนึ่งที่ทำให้คนสนใจทำศัลยกรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน คือเทคนิคและเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ดีขึ้น สมัยก่อนถ้าทำศัลยกรรมแต่ละครั้งจะบวมช้ำนาน แผลผ่าตัดก็ยาว ทำไปแล้วผลลัพธ์ก็ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดทำศัลยกรรมความงามแผลเล็กมาก เจ็บน้อย หายเร็ว และให้ความเป็นธรรมชาติมา คนก็เลยนิยมหันมาทำศัลยกรรมมากขึ้น

Q : เมื่อพูดถึงเรื่องปลอดภัยในการทำศัลยกรรม ควรพิจารณาถึงปัจจัยใดบ้าง

A : การทำศัลยกรรมเมื่อเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เนื่องจากการผ่าตัดต้องอาศัยความชำนาญการเฉพาะทางจึงจะมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ มีที่พักฟื้นและการดูแลที่ดี ซึ่งหากเป็นการผ่าตัดขนาดใหญ่ที่ต้องดมยาสลบ ก็จำเป็นต้องมีวิสัญญีแพทย์ที่ชำนาญการคอยดูแล ต่อมาควรพิจารณาเรื่องคุณภาพ ดูผลลัพธ์จากการผ่าตัด ซึ่งต้องศึกษาดูเคสตัวอย่างประกอบ แต่วิธีที่ดีที่สุดอาจจะพิจารณาจากประสบการณ์ตรงจากคนใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่น้อง คนในครอบครัว หรือเพื่อน ที่อาจจะทำศัลยกรรมมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ย่อมมีความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งหากเมื่อพิจารณาจากความปลอดภัย และคุณภาพแล้วค่อยมาดูเรื่องความเหมาะสมของของราคากันอีกที

Q : แนะนำวิธีการเลือกแพทย์และสถานพยาบาลอย่างไรให้ปลอดภัย

A : สามารถเช็กได้โดยการนำชื่อศัลยแพทย์ ไปเช็กจากฐานข้อมูลบนเว็บไซต์แพทยสภา ที่ดูได้ว่ามีประสบการณ์กี่ปี เรียนจบเฉพาะทางด้านใด

สำหรับสถานพยาบาลสามารถเช็กจากเว็บไซต์กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อความมั่นใจ ก่อนการตัดสินใจเพื่อทำศัลยกรรม

Q : การเตรียมตัว สำหรับผู้ที่สนใจทำศัลยกรรม

A : เมื่อมีความมั่นใจและตั้งใจที่จะทำศัลยกรรมแล้ว การเตรียมความพร้อมก่อนการทำศัลยกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญผู้ที่จะเข้ารับการทำศัลยกรรมควรเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เต็มที่ ไม่เครียด ไม่กังวล สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันสูง ก็ต้องควบคุมความดันให้ปกติเสียก่อน หรือหากมีโรคประจำตัวหรือประวัติการใช้ยาใด ก็ควรแจ้งประวัติให้แพทย์และพยาบาลทราบ เนื่องจากยาบางตัวอาจส่งผลกระทบต่อการผ่าตัด และควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกออฮอล์และบุหรี่มีผลต่อหลอดเลือดและการแข็งตัวของเลือด ทำให้แผลหายช้าและบวมช้ำได้นาน โดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดดึงหน้า หรือการตัดไขมันหน้าท้อง การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเลือดของผิวหนังและเกิดผิวหนังตายได้

Q : มองทิศทางวงการศัลยกรรมในประเทศไทย เป็นอย่างไร

A : ในอนาคตประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผ่าตัดศัลยกรรมความงามอย่างแน่นอน เนื่องจากคุณภาพ เทคนิคการผ่าตัดและฝีมือศัลยแพทย์ไทยทัดเทียมและไม่เป็นรองประเทศใด โดยเน้นการทำศัลยกรรมให้น้อยแต่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งสำคัญมากที่ต้องให้ศัลยแพทย์วิเคราะห์อย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด 

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาและในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แต่ศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ก็มีโอกาสได้ดูแลผู้เข้ารับบริการศัลยกรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่ให้ความเชื่อมั่นและเลือกเข้ามาผ่าตัดศัลยกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมของการใส่ใจดูแลตัวเองของคนในปัจจุบัน โดยศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ยึดมั่นในการดูแลคนไข้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เพื่อคลายความกังวลใจ พร้อมสร้างความมั่นใจให้คนไข้จากการผ่าตัดศัลยกรรม

Q : ความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ศัลยกรรมเจนใหม่ ไม่จำกัดเพศ”

A : เมื่อตลาดศัลยกรรมปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นและได้รับความสนใจจากทุกเพศ ทุกวัย จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง เพศชาย หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือกก็หันมาสนใจทำศัลยกรรมเพื่อเสริมจุดด้อยให้สวยงาม เสริมจุดเด่นให้ยิ่งโดดเด่น สร้างบุคลิกและความมั่นใจให้กับตนเอง จากที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่าการศัลยกรรมอยู่ที่เพศหญิงวัยเริ่มทำงาน หรือกลุ่ม LGBT เพศทางเลือก แต่ปัจจุบันจะเห็นการทำศัลยกรรมเสริมความงามในผู้ชายก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น หรือแม้กระทั่งในผู้สูงอายุก็ตัดสินใจมาทำศัลยกรรม เพราะเทคนิคทางการแพทย์มีความปลอดภัย ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ดูสวยขึ้น และผลลัพธ์ของการทำศัลยกรรมที่ให้ความเป็นธรรมชาติอีกด้วย

เมื่อ 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตเรื้อรัง สังเกตอาการ ส่องกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงไตวาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/677384

วันที่ 06 มี.ค. 2565 เวลา 13:33 น.เมื่อ 1 ใน 10 ของประชากรทั่วโลกมีภาวะไตเรื้อรัง สังเกตอาการ ส่องกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงไตวาย

นพ.โสฬส จาตุรพิศานุกูล อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ชวนเสริมสร้างภูมิความรู้ควบคู่การดูแลไต ห่วงคนไทยมีภาวะไตเรื้อรังซ่อนอยู่

โรคไตเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั้งของประเทศไทยและทั่วโลก ประมาณการณ์กันว่า 1 ใน 10 ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกนั้นมีภาวะไตเรื้อรัง แม้ปัจจุบันจะมีการรักษาไตเรื้อรังระยะสุดท้ายด้วยการบำบัดทดแทนไตวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนไต การฟอกไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดก็ตาม แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้และยังไม่มียาตัวใด ๆ ที่สามารถฟื้นการทำงานของไตเรื้อรังให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ดังนั้น การรักษาโรคไตเรื้อรังที่ดีที่สุดในปัจจุบันจึงเป็นการป้องกันและการชะลอไตเสื่อมไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายนั่นเอง

ถึงแม้โรคไตเรื้อรังจะเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญ แต่ผู้ป่วยจำนวนมากนั้นไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะไตเรื้อรังซ่อนอยู่ เนื่องจากอาการเริ่มต้นของโรคไตเรื้อรังมักจะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีปัสสาวะตอนกลางคืน หรือมีปัสสาวะเป็นฟอง

การคัดกรองโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญเพื่อทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคไตเรื้อรังได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงของโรคดังต่อไปนี้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เก๊าท์ โรคแพ้ภูมิตนเอง ผู้ป่วยที่มีเรื่องนิ่วหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหลายครั้ง คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไตเรื้อรัง และผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจเลือดดูการทำงานของไตและตรวจดูความผิดปกติของปัสสาวะอย่างน้อยปีละครั้ง

เมื่อตรวจพบโรคไตเรื้อรังแล้ว การรักษาจะมุ่งเน้นเพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้ายและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไต การรักษาจะมีทั้งการรักษาสาเหตุและการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้ไตเสื่อมได้ไวขึ้น ส่วนใหญ่แล้วยาของแพทย์เพียงอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่สามารถทำให้ถึงเป้าหมายของการรักษาได้ ผู้ป่วยที่มีความรู้ในการดูแลตนเองและสามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้องจะทำให้ผลของการรักษาดีขึ้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้

1. รับประทานยาครบตามกำหนด เพื่อควบคุมความดันโลหิตและภาวะเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

2. งดสูบบุหรี่ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองและทำให้ไตเสื่อมไวขึ้น

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยาลูกกลอน ยาสมุนไพรที่ไม่ได้มีการรับรอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อยามารับประทานเองทุกครั้ง

4. ลดอาหารรสเค็มและรับประทานสารอาหารประเภทโปรตีน, อาหารที่มีโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสม โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตอาจจะมีความแตกต่างแต่ละระยะของโรค จึงควรรับประทานอาหารตามที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำ

5. ควบคุมน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ BMI (18.5-25) และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

6. หลีกเลี่ยงความเครียดและมาพบแพทย์ตามกำหนด

การรักษาโรคไตเรื้อรังมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง การปฏิบัติตัว ผลการศึกษาวิจัยใหม่ ๆ เป็นต้น การเสริมสร้างภูมิความรู้เหล่านี้ของผู้ป่วยและญาติจะทำให้การดูแลโรคไตเรื้อรังทำได้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้ป่วยและญาติก็ควรจะต้องระวังข้อมูลที่ผิดหรือการโฆษณาเกินจริงซึ่งสามารถแฝงเข้ามาตามช่องทางเหล่านี้ได้เช่นกัน นอกจากจะทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็นแล้วยังอาจจะมีผลเสียต่อโรคไตที่เป็นอยู่ด้วย ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับมาจึงควรนำไปปรึกษากับทีมแพทย์ผู้รักษาก่อนเสมอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและนำมากำหนดวางแผนการรักษาร่วมกัน

และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้เรื่องโรคไต สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมจัดกิจกรรมวันไตโลก ในปี 2565 ขึ้น ภายใต้คำขวัญ “เสริมสร้างภูมิความรู้ ควบคู่การดูแลไต” โดยในปีนี้กิจกรรมสัปดาห์วันไตโลกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6- 13 มีนาคม 2565 และจะจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2565 ในรูปแบบออนไลน์(Facebook live/zoom) ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 10.00 – 13.30 น.ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org

Jelly Bunny ฉลอง 10 ปี ปล่อยคอลเลคชั่นสุดเก๋ The Longest Ride พร้อมเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677338

วันที่ 05 มี.ค. 2565 เวลา 11:35 น.Jelly Bunny ฉลอง 10 ปี ปล่อยคอลเลคชั่นสุดเก๋ The Longest Ride พร้อมเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ฉลองครบรอบ 10 ปี Jelly Bunny เผยคอลเลคชั่นสุดเก๋ The Longest Ride ครองคู่ใจแบรนด์มาอย่างยาวนาน แถมเซอร์ไพรส์พิเศษของ Jell Bunny x Painterbell

Jelly Bunny (เจลลี บันนี) ฉลองครบรอบ 10 ปี กับคอลเลคชั่น The Longest Ride คอลเลคชั่นที่บอกเล่าถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแสนอบอุ่นของพี่น้องฝาแฝด ที่ทั้งคู่ต่างถูกพิสูจน์ และผ่านบททดสอบการเดินทางอันยาวนานมาด้วยกัน การจัดงานฉลองนี้เปรียบเสมือนแทนคำขอบคุณไปยังลูกค้าทุกท่าน ด้วยความสัมพันธ์ไมตรีที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันผูกพันกว่า 10 ปี ทุกการสนับสนุนนั้นล้วนมาจากลูกค้าทั้งสิ้น และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่สาวกแบรนด์เจลลี บันนีไม่ควรพลาด คือดิจิทัลแฟชั่นแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ และด้วยมนตร์เสน่ห์ของเหล่าตัวการ์ตูนน่ารักขี้เล่น เสริมให้งานฉลองมีกลิ่นอายความคลู ความเท่ ความสนุกสนานอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้าด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

คีย์ดีไซน์หลักประจำคอลเลคชั่นใหม่นี้ โดดเด่นในเรื่องลวดลายโมโนแกรม JB (Seasonal Monogram) ลายพิมพ์กระต่ายเจเรมี เสริมความมีเอกลักษณ์ตั้งแต่รองเท้าแพลตฟอร์มพิมพ์ลายโมโนแกรมสีสันสดใส, รองเท้าแตะปักลายตัวอักษร, หมวกทรงถัง, กระเป๋าโท้ทพิมพ์ลายกระต่ายสุดซ่า โดดเด่นไปจนถึงเสื้อผ้า ตั้งแต่เสื้อยืดแขนสั้นพิมพ์ลายเจเรมี, เสื้อกันหนาวแขนยาวปักลายดอกไม้, ฮู้ดทรงแขนเสื้อยาว และกางเกงขาสั้นเอวสูง ในทุกคอลเลคชั่นถูกประดับด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอลเลคชั่น The Longest Ride กันอย่างลงตัว

ความพิเศษไม่เพียงเท่านี้ งานฉลอง 10 ปีทั้งที เราได้จัดความตื่นเต้นอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ให้ทุกท่าน นั่นคือการร่วมงานครั้งพิเศษของ Jell Bunny x Painterbell แบบ Exclusive ร่วมกับนักวาดการ์ตูนชื่อดัง คุณเบล เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล หรือ Painterbell จะมาช่วยรังสรรค์ลายพิมพ์และแพทเทิร์นสุดน่ารักในคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูน “เอมิลี” และ “ฟูฟู่แลนด์” โดยได้แรงบันดาลใจจากลูกค้าเก่า และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมการแต่งกายแนวสตรีท มอบกลิ่นอายความน่ารัก ขี้เล่นของเจ้ากระต่ายน้อยจอมซนที่จะมาชักชวนให้ออกไปผจญภัยในทุ่งดอกไม้ วาดภาพระบายสีไปจนถึงการจัดปาร์ตี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์จนกลายเป็นเพื่อนสนิท

ในฤดูกาลอันแสนพิเศษนี้มาพร้อม Limited Item ประจำซีซั่นที่ไม่ควรพลาด ด้วยคอลเลคชั่นรองเท้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่หาที่ไหนไม่ได้ ด้วยดีไซน์รองเท้าที่แตกต่างจากแพทเทิร์นเดิม อย่าง รองเท้าแพลตฟอร์มพิมพ์ลายคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนเอมิลี, รองเท้าสวมส้นแบนพร้อมลายปักกระต่าย, รองเท้ารัดส้น, และรองเท้าแตะ และพบความเอ็กซ์คลูซีฟเช่นเดียวกันจากไลน์สินค้าเครื่องประดับ อาทิ กระเป๋าโท้ท, หมวกเบสบอลที่โดดเด่นด้วยลายพิมพ์ และลายปัก และอีกหนึ่งคอลเลคชั่นที่สายแฟชั่นห้ามพลาดกับความลิมิเต็ดของไลน์สินค้าเสื้อผ้า อาทิ เสื้อฮู้ดแขนยาวมาพร้อมดีเทลสีผ้ามัดย้อมสุดชิค, กางเกงขาสั้นเอวสูง ไปจนถึงเสื้อยืดแขนสั้นพิมพ์ลาย

Jelly Bunny ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมฉลองครบรอบ 10 ปี ไปด้วยกันกับคอลเลคชั่นสุดพิเศษ The Longest Ride และ Jelly Bunny x Painterbell ได้ที่เจลลี บันนี ทุกสาขา และเว็บไซต์ jellybunny ติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นต่าง ๆ ได้ที่ Website: jellybunny Facebook: BunnyThailand/ Instagram: jellybunnykh/

ฉลองแบรนด์อายุครบ 100 ปี DICKIES เปิดแฟลกชิพสโตร์แห่งใหม่ใจกลางเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/677290

วันที่ 04 มี.ค. 2565 เวลา 13:50 น.ฉลองแบรนด์อายุครบ 100 ปี DICKIES เปิดแฟลกชิพสโตร์แห่งใหม่ใจกลางเมือง

DICKIES เปิดแฟลกชิพสโตร์แห่งใหม่ใจกลางเมือง ฉลองแบรนด์อายุครบ 100 ปี ปรับภาพลักษณ์จาก เวิร์คแวร์ (Workwear) สู่แบรนด์ ไลฟ์สไตล์สตรีทแวร์!

คนรักสินค้าแนวไลฟ์สไตล์สตรีทแวร์เจนเนอร์เรชั่นในไทยได้ช้อปรัวๆ เมื่อบริษัท ไทย เอาท์ดอร์ สปอร์ต จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ DICKIES แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ประกาศเปิด DICKIES FLAGSHIP STORE คอนเซ็ปต์ใหม่แห่งแรกยิ่งใหญ่ฉลองครบรอบ 100 ปี ของแบรนด์สัญชาติอเมริกา และเป็นการปรับภาพลักษณ์จากเวิร์คแวร์สู่การเป็นแบรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่ยังคงได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบในสไตล์เวิร์คแวร์ผสมผสานเข้ากับสไตล์สตรีทแวร์ ตอบโจทย์ ต่อความต้องการของกลุ่มเจนเนอเรชั่นใหม่ โดยสาขาแห่งใหม่ปักหลักอยู่ที่ชั้น M ศูนย์การค้า สยามเซ็นเตอร์ บนพื้นที่กว่า 100 ตร.ม.

สำหรับ DICKIES FLAGSHIP STORE สาขานี้ได้มีการพัฒนารูปแบบการตกแต่งร้านแบบใหม่ในสไตล์โมเดิร์นผสมอินดัสเตรียลที่ยังคงกลิ่นอายของความเป็น DICKIES เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน มีความผสมผสานลงตัวกับสินค้าคอนเซ็ปต์ดีไซน์ใหม่ในรูปแบบ WI(Work Inspire) Lifestyles ที่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นเวิร์คแวร์ไว้ และตีความในบริบทใหม่ของการเป็น “ผู้สร้างสรรค์” (MAKERS) เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้แบรนด์มีความร่วมสมัย พร้อมที่จะก้าวเดินไปกับเหล่า MAKERS และผู้ชื่นชอบสินค้าแนวไลฟ์สไตล์ สตรีทแวร์เจนเนอร์เรชั่นใหม่ๆ

DICKIES เป็นที่จับตามองในกลุ่มคนแฟชั่นนับตั้งแต่ช่วงปี 1980 เริ่มจากกลุ่ม SKATER ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมของสเก็ตบอร์ด ที่เป็นอีกหนึ่ง SUB CULTURE สำคัญที่มีอิทธิพลสำคัญต่อแฟชั่นสายสตรีทแวร์ ไปจนกระทั่งเหล่าเซเลบริตี้อย่าง KANYE WEST, JUSTTIN BIEBER, LADY GAGA, JUSTIN TIMBERLAKE และอีกมายมายต่างให้ความสนใจและเลือกสวมใส่ DICKIES จนกลายเป็นไอเท็มชิ้นสำคัญที่ทุกคน “ต้องมี” ทำให้ปัจจุบัน DICKIES เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่มีชื่อชั้นในแวดวงสตรีทแฟชั่น ซึ่งมีรูปแบบการดีไซน์สินค้าที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร นำเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมถึงการทำโปรเจคพัฒนาการสินค้าร่วมกับแบรนด์ดังต่างๆ (COLLABORATION PROJECT) จนเป็นที่ต้องการของกลุ่มคนที่ชื่นชอบการแต่งตัวสไตล์สตรีทแวร์ในปัจจุบัน

สำหรับคอลเลกชั่นล่าสุด ได้แก่ Spring/summer 2022 ที่ประกอบไปด้วย ไลน์สินค้าใหม่ทั้งกางเกงทรงหลวม, เสื้อสไตล์ Oversized, Jacket ที่มีกลิ่นอายของความเป็น Streetwear ผสมผสานดีเทลในสไตล์ Workwear, หมวกและกระเป๋าที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงสินค้า A-must-have Item ระดับตำนานอย่างกางเกงรุ่น 874 และสินค้าอื่นๆ อีกมากมายที่สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้กับทุกไลฟ์สไตล์ และคอลเลคชั่นครบรอบ 100 ปี ที่ออกแบบและผลิตขึ้นพิเศษสำหรับโอกาสนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเหล่าสาวก DICKIES ไม่ควรพลาด!

พบกับสินค้า DICKIES จากผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้แล้ววันนี้ที่ DICKIES FLAGSHIP STORE รูปแบบใหม่แห่งแรกของประเทศไทยที่ ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ และเตรียมพบกับสาขาลำดับที่ 2 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าวในช่วงเดือนเมษายน รวมถึงพบกับสาขาอื่นๆ ได้เร็วๆ นี้ ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: Dickies Thailand Instagram: dickies_thai