“นิโคติน” แพะรับบาป ความเข้าใจที่ยังไม่เข้าใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676351

วันที่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 10:15 น."นิโคติน" แพะรับบาป ความเข้าใจที่ยังไม่เข้าใจ

6 เหตุผลที่จะทำให้คุณเข้าใจ “นิโคติน” ใหม่ โดย : Maria Chaplia

แม้สถานการณ์การระบาดของโควิดจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ทั่วโลกก็ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกประเทศได้เข้าถึงจุดสิ้นสุดของวิกฤตโรคระบาดอย่างแท้จริง…ประชาการโลกจะปลอดภัย ความท้าทายด้านสาธารณสุขทั่วโลกจะคลี่คลายลง

แต่สถานการณ์ด้านสาธารณสุขที่ยังคงเป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่อง คือปัญหาจากการสูบบุหรี่ ที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยต่างพยายามหาวิธีแก้ไขกันมาตลอดหลายทศวรรษ

ซึ่งดูเหมือนว่าในกลุ่มประเทศที่สนับสนุนและยอมรับนโยบายด้านการลดอันตรายจากยาสูบ จะมีข่าวที่น่ายินดี เพราะพบว่าจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประเทศลดลงอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักรที่ระดับการสูบบุหรี่ลดลงร้อยละ 25 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่บุหรี่ไฟฟ้าเริ่มกลายเป็นที่นิยม ในขณะที่ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา จำนวนยอดขายบุหรี่ในประเทศญี่ปุ่นลดลงถึง 34 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่มีอันตรายน้อยกว่า เช่น ผลิตภัณฑ์ชนิดไม่เผาไหม้หรือ heat-not-burn เพิ่มขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ในปี พ.ศ. 2562

ตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งที่ชี้ได้ว่า ผู้ที่ต้องการนิโคตินก็จะยังคงใช้นิโคตินต่อไป แต่อาจจะหาทางเลือกที่เป็นอันตรายน้อยกว่ามาทดแทนการสูบบุหรี่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องที่ดีและถือเป็นความสำเร็จของผู้บริโภค แต่ในสายตาของกลุ่มรณรงค์ลดการสูบบุหรี่แล้ว  นิโคตินก็ยังตกเป็น “แพะรับบาป” และกลายเป็นเหมือนตัวบ่อนทำลาย ทำให้ผลที่ตามมาคือ มีผู้สูบบุหรี่เพียงน้อยนิดที่มีโอกาสหรือยอมเปลี่ยนเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกที่เป็นอันตรายน้อยกว่า เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้า นิโคตินแบบซอง หรือผลิตภัณฑ์แบบให้ความร้อน

ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังมีความคืบหน้าในการทำให้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นอันตรายน้อยกว่าถูกกฎหมาย แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุการยอมรับในวงกว้างได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 6 เหตุผลที่มาสนับสนุนให้เห็นว่า ถึงเวลาต้องหยุดใส่ร้าย “นิโคติน” ว่าเป็นตัวการก่อโรค

ผู้บริโภคต้องการนิโคติน แต่ตายจากการสูบบุหรี่

แน่นอนว่า เราไม่ควรส่งเสริมให้ผู้คนเริ่มใช้นิโคติน แต่หน่วยงานดูแลด้านสาธารณสุขก็ไม่ควรห้ามผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าและทางเลือกอื่น ๆ แทน ทั้งนี้ หน่วยบริการสุขภาพแห่งชาติของประเทศอังกฤษได้แสดงความเห็นว่า

“แม้ว่านิโคตินจะเป็นสารเสพติดในบุหรี่ แต่ตัวนิโคตินเองก็ค่อนข้างไม่เป็นอันตราย เพราะความอันตรายเกือบทั้งหมดของการสูบบุหรี่นั้น มาจากสารเคมีหลายพันชนิดในควันบุหรี่ ซึ่งส่วนมากมักเป็นพิษต่อร่างกาย”

หากผลิตภัณฑ์ทดแทนประเภท “แผ่นแปะนิโคตินและหมากฝรั่ง” ไม่ใช่ปัญหา ”บุหรี่ไฟฟ้า” ก็ไม่ควรเป็นปัญหาเช่นกัน

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร ได้สรุปบทบาทของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งมอบนิโคตินให้กับร่างกายไว้ว่า  “บุหรี่ไฟฟ้ามีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ของผลิตภัณฑ์ในอุดมคติเพื่อลดอันตรายของยาสูบหลายประการ แม้ว่าการส่งสารนิโคตินจากบุหรี่ไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ซึ่งอาจมีนิโคตินในปริมาณสูง แต่ก็ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายดังเช่นที่พบในควันบุหรี่ [… ] “

การติดนิโคตินนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน ดังนั้น “ข้อห้าม” ต่าง ๆ จึงไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นิโคตินทำให้เกิดการปลดปล่อยสารโดปามีน ซึ่งก่อให้เกิดการติดยาสูบ แต่ นิโคตินก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่คนจำนวนมากไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้สูบบุหรี่ทุกคนที่เปลี่ยนไปใช้แผ่นแปะนิโคตินก็ควรเลิกสูบบุหรี่ทันที ซึ่ง

ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2558 ในวารสารวิทยาศาสตร์ Drug and Alcohol Dependence พบว่า หากไม่มีควันบุหรี่ การติดนิโคตินจะต่ำมาก นั่นหมายความว่า ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ประสบปัญหาการเสพติดน้อยกว่าผู้สูบบุหรี่จริง

นิโคตินมีประโยชน์ทางการแพทย์

การวิจัยในปี พ.ศ. 2503 แสดงให้เห็นว่า ผู้สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันต่ำกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งต่อมามีผลศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่าเป็นเพราะสารนิโคตินที่ทำให้ระดับการเกิดโรคพาร์กินสันในผู้สูบบุหรี่ต่ำกว่า ผลการวิจัยยังพบอีกว่า “ผู้ชายที่ไม่สูบบุหรี่แต่ใช้สนุส (snus หรือยาสูบแบบอม) จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพาร์กินสันลดลง”

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนิโคติน ทำให้การลดอันตรายให้กับผู้สูบบุหรี่ไม่มีความก้าวหน้า

น่าเสียดายที่การรับรู้ของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับสารนิโคตินยังไม่ถูกต้องนัก ร้อยละ 57 ของผู้ตอบแบบสำรวจในสหรัฐฯ ยังเข้าใจผิดว่า “นิโคตินในบุหรี่คือสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่เกิดจากการสูบบุหรี่” และแม้แต่แพทย์ร้อยละ 80 ก็ยังเข้าใจผิดคิดว่านิโคตินเป็นสาเหตุของมะเร็ง ความเข้าใจผิดของสังคมและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ส่งผลในทางลบ และทำให้ความจริงที่ว่า “บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่” ยังไม่ได้รับการเผยแพร่

จากการทบทวนการศึกษา (รีวิว) 755 ฉบับล่าสุดเกี่ยวกับผลกระทบทั่วไปของการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้ข้อสรุปว่า มีเพียง 37 ฉบับเท่านั้นที่ “ตรงตามเกณฑ์คุณภาพทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอน”

“ข้อห้าม” ไม่ได้ผลเสมอไป

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการห้าม หรือ การแบน มักจะใช้ไม่ได้ผล และนั่นเป็นหนึ่งในบทเรียนที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เช่น การห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และนำไปสู่การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำ รวมไปถึงการเกิดสงครามยาเสพติดทั่วโลก ซึ่งไม่ทำให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรือแม้กระทั่งทำให้ปัญหาการระบาดของยาเสพติดมากขึ้นด้วยซ้ำ จึงอาจสรุปได้ว่าการทำสงครามกับนิโคตินก็จะมีผลเช่นเดียวกันในอนาคต

การสูบบุหรี่และโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอีกประการหนึ่งของมนุษยชาติ เราจึงต้อง จัดการกับ “ต้นตอ” ของปัญหาเหล่านี้โดยปราศจากอคติ และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องรู้ว่า “นิโคตินไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริงของเรา”

Maria Chaplia : ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ Consumer Choice Center และเป็นผู้เขียนร่วมในบทความล่าสุดเรื่อง “Six Reasons to Stop the War on Nicotine” 

ทศวรรษสู่สัมพันธ์วัฒนธรรมจีน–ไทย ในยุคนิวเจนฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/676412

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 14:33 น.ทศวรรษสู่สัมพันธ์วัฒนธรรมจีน–ไทย ในยุคนิวเจนฯ

“จีนไทยมิใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน” 10 ปี ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ทศวรรษสู่สัมพันธ์วัฒนธรรมจีน–ไทย สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในยุคนิวเจนฯ

ในปี 2565 นี้ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ (China Cultural Center) เฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 10 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 2555 โดยความตกลงของรัฐบาลทั้งสองประเทศในขณะนั้น นับว่าเป็นศูนย์วัฒนธรรมจีนแห่งแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้สร้างขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กระชับมิตร แลกเปลี่ยน ร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย เผยแพร่วัฒนธรรมจีน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ทิศเหนือเชื่อมกับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ภายในพื้นที่ 8,222 ตารางเมตรแห่งนี้ ประกอบด้วย ห้องจัดนิทรรศการ โรงละคร ห้องเรียน ห้องสมุด และพื้นที่อเนกประสงค์ให้เช่าจัดงานต่างๆ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อให้บริการแก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไปและองค์กรต่างๆ ได้เข้าศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมจีนผ่านรูปแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมหลากหลาย อาทิ การแสดง นิทรรศการ การแข่งขัน การอภิปราย การบรรยาย การฉายภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังเปิดหลักสูตร มีหลักสูตรและการฝึกอบรม ได้แก่ ภาษาจีน การเขียนพู่กันจีน นาฎศิลป์จีน กังฟูจีน มวยไทเก๊ก ดนตรีกู่เจิ้ง การทำอาหารจีน

วัฒนธรรมจีนด้านต่างๆ ได้สะท้อนให้เห็นรากเหง้าและความยิ่งใหญ่ของการเป็นชาติมหาอำนาจที่ทรงพลังและมีอิทธิพลต่อโลก โดยเฉพาะทางด้านการค้าและเศรษฐกิจ ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยากรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในทุกวงการเพื่อการพัฒนาประเทศชาติทุกยุคทุกสมัย ยิ่งทำให้เข้าใจถึงคำกล่าวของ ฯพณฯ สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในโอกาสครบ 1 ศตวรรษของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่กล่าวว่า “ไม่ว่าเดินไปไกลเท่าไร จงอย่าลืมเส้นทางที่ผ่านมา” นั่นเพราะคนจีนไม่เคยลืมอดีตที่เจ็บปวดในการสร้างชาติและยังทบทวน มองไปข้างหน้าถึงความยิ่งใหญ่ของจีนในปัจจุบันและอนาคตซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

จีนกับไทย ได้ชื่อว่าเป็นชาติที่มีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน จนมีคำกล่าวว่า “จีนไทยมิใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีเชื้อสายจีน ความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยกับจีน รวมไปถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดของจีนกับไทยในระดับราชวงศ์จักรี อาทิ กรมสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งการทรงพระอักษรจีนและตรัสภาษาจีนได้ โดยเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีนก็หลายครั้ง นอกจากนี้สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในการทรงดนตรีกู่เจิ้งได้อย่างไพเราะ อีกทั้งยังทรงได้รับการถวายวัคซีนโควิด 19 จากจีน เพื่อนำมาช่วยเหลือประเทศไทยและคนไทยจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าหรือโควิด 19 ในปัจจุบัน เป็นต้น

สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเสมือนพี่น้องของจีนกับไทยเช่นนี้ นับวันยิ่งกระชับผูกมิตรจิตรมิตรใจกันมากขึ้นโดยการมีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ เป็นสะพานเชื่อมโยงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจีนมาสู่การแลกเปลี่ยนใฝ่เรียนรู้ในสิ่งที่จีนมีความโดดเด่นและเป็นสิ่งที่คนที่คนส่วนมากอยากรู้จักจีน อาทิ ภาษาจีนที่มีบทบาทและความสำคัญต่อการค้าและการสื่อสารในโลกทุกวันนี้ รวมทั้งอาหารจีน ศิลปวัฒนธรรมจีน ดนตรี กีฬา ซึ่งสะท้อนให้เห็นอัตลักษณ์ของจีนอย่างเด่นชัดจนนำมาสู่การจัดกิจกรรมที่น่าสนใจสร้างสรรค์ของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ อย่างทรงคุณค่า

พินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทย – จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 10 ปีของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ว่า “ปีนี้เป็นปีสำคัญยิ่งของการเฉลิมฉลองการก่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ครบ 10 ปี ในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมไทยจีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ผมขอแสดงความชื่นชมยินดีและให้กำลังใจ ว่าศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ได้เป็นสะพานเล็กๆ ในการเชื่อมมิตรภาพระหว่างจีนกับไทยในด้านวัฒนธรรม ให้มีความเจริญรุ่งเรือง ให้มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองมิตรประเทศ จีนกับไทย ที่ผ่านมาศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ มีบทบาทและได้สร้างคุณประโยชน์อย่างคุณูปการมากมายในการเสริมสร้างวัฒนธรรมระหว่างสองชาตินี้ สร้างผลงานประจักษ์ในการเสริมสร้างมิตรภาพไทยกับจีนจนประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะความเจริญงอกงามด้านวัฒนธรรมที่ได้ผลิดอกออกผลที่มาจากความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจในการทำงานของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายต่างๆ ในไทย ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล ภาคธุรกิจเอกชน สมาคม ห้างร้าน มูลนิธิ มหาวิทยาลัยอย่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นต้น ที่มีความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมและการศึกษา มีกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการแสดงศิลปวัฒนธรรมต่างๆ แลกเปลี่ยนกันไปมาโดยเฉพาะการแสดงจากจีนคณะแล้วคณะเล่าตลอดหลายปีนี้ ในด้านการศึกษาก็มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษาจีนมาเรียนภาษาไทย นักศึกษาไทยไปเรียนภาษาจีนในหลายมหาวิทยาลัยของจีน จากความร่วมมือของ มศว เป็นต้น ในโอกาสนี้ผมจึงขออวยพรให้จีนกับไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปตราบนานเท่านานและขอสนับสนุนความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศหวังว่าความร่วมมือจีนกับไทยจะร่วมมือกันมากขึ้นในหลายด้านและพัฒนาดียิ่งขึ้นๆ ตลอดไป”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อดีตอธิการบดี มศว และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า “ผมขอแสดงความยินดีและชื่นชมที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ได้ดำเนินกิจกรรมเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมจีนกับพี่น้องคนไทยตลอดทศวรรษ มิติทางด้านวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่มีความลึกซึ้งและกว้างขวางในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องประชาชนของทั้งสองประเทศ และอาจจะมากกว่ามิติทางด้านการทำมาค้าขายหรือเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำไป การที่มีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ดำเนินกิจกรรมเผยแพร่วัฒนธรรมมาจนครบรอบ 10 ปีนี้ จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องประชาชนชาวจีนและชาวไทยที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน ผมจึงหวังว่าความเจริญงอกงามของความสัมพันธ์นี้จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นไปโดยลำดับและมีความยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต ขอสนับสนุนและให้กำลังใจกับทั้งจีนและไทยที่จะได้สืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและทรงคุณค่าเช่นนี้ตลอดไป”

รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี มศว กล่าวว่า “ ในฐานะอธิการบดี มศว ผมขอขอบคุณศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ที่ได้สนับสนุนกิจการและกิจกรรมด้านการส่งเสริมเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมจีนกับไทยร่วมกันมาโดยตลอดโดยผ่านคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว จีนกับไทยมิใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน ผมเองในฐานะคนไทยเชื้อสายจีนและได้มีโอกาสสื่อสารด้วยภาษาจีนกับภาคธุรกิจเอกชนของจีนที่มีความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับทางมหาวิทยาลัย ก็มีความภูมิใจว่าจีนกับไทยเราได้พึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ คนจีนได้อาศัยทำมาค้าขายในผืนแผ่นดินไทย สร้างเนื้อสร้างตัวเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมายหลายตระกูลมหาเศรษฐี คนไทยเชื้อสายจีนก็ยึดถือธรรมเนียมจีนและสอนลูกสอนหลานให้มีความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน กตัญญูต่อบุพการีบรรพบุรุษ เยี่ยงอย่างชาวจีน ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ในปีนี้ ผมเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์อันดีที่มีมาอย่างยาวนานของจีนกับไทย จะเป็นสิ่งที่จีนและไทยได้แสดงความเป็นมิตรประเทศที่ดีต่อกัน ในฐานะอธิการบดี มศว สถาบันการอุดมศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ผมขอขอบคุณความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทุกกิจกรรมที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ได้ดำเนินงานร่วมกับทางมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่อง ขอให้ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ประสบความสำเร็จในการเผยแพร่วัฒนธรรมจีนมาสู่การรับรู้พี่น้องคนไทยเพื่อสืบสาน รักษาและต่อยอด สายสัมพันธ์ที่ดีของจีนกับไทยนี้ไปสู่คนรุ่นใหม่ได้อย่างราบรื่น ประสบผลสำเร็จตามเจตนารมย์”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวิวรรณ วรรณวิไชย รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาศักยภาพนิสิต มศว กล่าวว่า “ไทยและจีน มีสายสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาอย่างยาวนาน ในโอกาสที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ครบรอบ 10 ปี นับเป็นทศวรรษแห่งความร่วมมือที่ก่อให้เกิดความร่วมมือและสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองวัฒนธรรมของสองแผ่นดินคือจีนและไทยจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งในสมัยที่ดิฉันเคยเป็นคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว นั้นก็ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีนฯ ในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การจัดกิจกรรมการแสดงของจีนกับไทยโดยมีนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญของจีน ดิฉันจึงมีความเชื่อมั่นว่า ก้าวต่อไปแห่งอนาคตของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับผู้ที่สนใจ ไม่เพียงแต่เฉพาะเยาวชนแต่ยังเปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วไปทุกเพศทุกวัย ขอให้โอกาสครบรอบ 10 ปีนี้จงเป็นก้าวที่มั่นคง สำคัญและยั่งยืนของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ค่ะ”

ด้านคนรุ่นใหม่หรือนิวเจนเนอเรชั่น (New Generation) อย่างเช่น น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2559 และเข้ารอบ 6 คนสุดท้ายนางงามจักรวาล 2016 ปัจจุบันเป็นนิสิตสาขานวัตกรรมการแสดงและกำกับการแสดงภาพยนตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว กล่าวว่า “ถ้าพูดถึงจีนก็จะต้องคิดถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนเพราะจีนเป็นประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะมีความโดดเด่นและทรงอิทธิพลในเรื่องการค้าการเศรษฐกิจ ประเทศจีนเป็นศูนย์การค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งถ้าคิดอยากทำธุรกิจการค้าการส่งออกก็ยังคิดว่าอยากส่งออกจีนมากที่สุด ดูอย่างทุเรียนไทยนี่คนจีนก็ชอบกินมาก ทำให้การส่งออกทุเรียนไทยไปจีนประสบผลสำเร็จดีมาก แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการศึกษา แม้ตัวเองจะเป็นนางแบบ นางงาม นักแสดง และก็ยังเป็นนิสิต มศว ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนในโครงการความร่วมมือทางด้านงานวิชาการหรือการศึกษานะคะแต่ก็มีเพื่อนนักเรียนไทยที่ไปเรียนแพทย์แผนจีนที่เมืองจีนค่ะ ก็เชื่อมั่นค่ะว่าจีนจะเป็นประเทศที่พร้อมหรือมีศักยภาพในการให้การสนับสนุนเรื่่องการศึกษาได้ดีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการศึกษาของประเทศเขาเองหรือกับประเทศไทยเรา เพราะอย่างที่เรารู้จากข่าวต่างๆ ของจีน อะไรที่เป็นเรื่องของการแข่งขันต่างๆ จีนจะเก่งมากๆ อย่างเรื่องของกีฬานี่จีนเป็นชาติที่มีนักกีฬาเก่งมาก อย่างโอลิมปิกนี่ ประเทศจีนมักเป็นประเทศแรกๆ ต้นๆ ที่ได้เหรียญเยอะมากมีการฝึกฝนนักกีฬาจริงจังและฝึกตั้งแต่เด็ก เลยรู้สึกว่าจีนจะมีความโดดเด่นในเรื่องกีฬามากๆ เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบดูกีฬาด้วยและก็เคยเป็นนักกีฬาของโรงเรียนมาด้วย ล่าสุดจีนยังเป็นประเทศที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกอีกครั้งในโอลิมปิกฤดูหนาวปีนี้ ก่อนหน้าที่เคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่ง หรืออาจเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมที่ทั้งจีนกับไทยเราก็มีความสวยงาม มีเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่แพ้เรื่องภาษา แต่ถ้าถามว่าในฐานะคนรุ่นใหม่และเพิ่งรู้ว่ามีศูนย์วัฒนธรรมจีนในไทยก็อยากให้มีกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพของคน เรื่องของการมีวินัยเพราะคนจีนได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีวินัย อยากให้คนไทยมีวินัยเหมือนคนจีนเท่าที่จะทำได้ ประเทศจีนเขาเองก็มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่เพิ่งครบ 100 ปีพรรคคอมมิวนิสต์ไป จีนเองก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่จีนมีและคิดว่าเป็นสิ่งดีที่คนไทยน่าจะได้เรียนรู้คือเรื่องของการวินัยของคน คนจีนมีความพยายามใฝ่รู้ใฝ่ทำสูงในสิ่งที่เขาสนใจจริงจังจนเขาประสบความสำเร็จมากๆ ค่ะ”

ขณะที่ เฟม-ชวินโรจน์ ลิขิตเจริญสกุล นักแสดงและนิสิตปริญญาโท วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว กล่าวว่า “ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ได้ทำหน้าที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของจีนด้านต่างๆ ให้กับคนไทยได้รู้จัก ได้ศึกษาและเรียนรู้ถึงสิ่งดีๆ ที่จีนมีดีมากมาย ผมเองก็เป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีนเพราะมีบรรพบุรุษเป็นคนจีนเหมือนกัน รู้สึกว่าความอดทนไม่ย่อท้อต่อการทำงานหนักในฐานะนักแสดงของผมในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากลักษณะนิสัยของคนจีนว่ามีมุมานะ ต่อสู้ต่อความยากลำบากเหน็ดเหนื่อยได้ ในฐานะคนรุ่นใหม่ ผมอยากให้คนรุ่นใหม่ เพื่อนๆ ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ดีของจีนไปปรับใช้ในชีวิตการทำงาน ชีวิตส่วนตัว ซึ่งมาเรียนได้ที่กศูนย์วัฒนธรรมจีนแห่งประเทศไทย ณ กรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษาจีน อาหารจีน ดนตรีจีน การวาดภาพพู่กันจีน อย่างน้อยๆ ก็ทำให้เกิดการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ได้และอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงด้วยครับ”

ปัจจุบันศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ มีภารกิจทางด้านวัฒนธรรมและส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ มีบริการเปิดสอนหลักสูตรการเรียนภาษาจีน การทำอาหารจีน ดนตรีจีน ศิลปะการวาดภาพพู่กันจีน การเต้นรำแบบจีน การแสดง รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ มากมายที่อยู่ในความสนใจของคนทุกเพศทุกวัย สอนโดยอาจารย์คนไทยเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคมจีนและไทย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรม การศึกษา การค้าการลงทุนต่างๆ ทั้งในฝ่ายของไทยที่ต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ในทุกๆ ด้านกับประเทศจีน เช่น เดียวกันกับทางฝ่ายของจีนก็ต้องการร่วมมือกับประเทศไทยในด้านต่างๆ

1 ทศวรรษ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ ในวันนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า รากเหง้าวัฒนธรรมจีน ทรงคุณค่า ทรงอิทธิพลต่อการเรียนรู้และถ่ายทอดจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ เป็นวัฒนธรรมข้ามชาติที่พร้อมจะสืบสาน รักษาและต่อยอดจากจีนสู่ไทย จากไทยไปจีน ได้โดยไร้ข้อจำกัดต่อไปไม่ว่าจะผ่านไปกี่ทศวรรษ เพราะ “จีนไทยมิใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน” นั่นเอง

5 เรื่องต้องรู้กับ TAG Heuer Aquaracer Professional 200

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/676406

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 13:51 น.5 เรื่องต้องรู้กับ TAG Heuer Aquaracer Professional 200

TAG Heuer Aquaracer Professional 200 นาฬิกาสปอร์ตสุดหรูที่พร้อมตอบโจทย์นักเดินทางสายแอคทีฟ

TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ปล่อยนาฬิการุ่นใหม่จากตระกูล Aquaracer ในชื่อ Aquaracer Professional 200 เรือนเวลาสปอร์ต ดีไซน์หรูหรา โฉบเฉี่ยว ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ เพื่อตามรอยตำนานและประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกาสปอร์ตแบบ Swiss Made ที่ TAG Heuer ได้รังสรรค์ไว้เมื่อ 40 ปีก่อน และเชื่อว่าหลายคนคงได้ยลโฉมความสวยงามที่แฝงไปด้วยดีไซน์อันหรูหรากันไปบ้างแล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะพาไปรู้จัก TAG Heuer Aquaracer Professional 200 ให้มากขึ้น รับรองว่าคุ้มค่าแก่การมีไว้ครอบครองแน่นอน!

1. สืบสานตำนานของ Aquaracer: Aquaracer ถือเป็นหนึ่งในรุ่นเรือธงของแบรนด์ TAG Heuer เฉกเช่น Carrera และ Monaco โดยคอลเลคชั่นนี้เริ่มเปิดตัวในปี 2004 และมีแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาดำน้ำของ Heuer ในยุค 1980 การเดินทางครั้งใหม่ของ Aquaracer Professional 200 ยังคงความทันสมัยและน่าตื่นเต้นเช่นเคย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร่วมสมัยและผสานเอกลักษณ์การผลิตนาฬิกาสปอร์ตแบบ Swiss Made ที่ TAG Heuer ได้รังสรรค์ไว้เมื่อ 40 ปีก่อนไว้ได้อย่างลงตัว

2. ดีไซน์ตอบโจทย์สายแอคทีฟ: Aquaracer Professional 200 เปรียบเสมือนเพื่อนเดินทางของชาวแอคทีฟ ดังนั้นการออกแบบนาฬิกาสปอร์ตสุดหรูรุ่นนี้จึงเน้นการใช้งานได้จริงในทุกสถานการณ์ สวมใส่สบาย ดีไซน์รูปทรงเพรียวบางเข้ากับสรีระที่สอดคล้องกับความโค้งตามธรรมชาติของข้อมือ เหมาะสำหรับคนที่ชอบท้าทายความเร็วบนท้องฟ้า อย่างการเล่นกีฬา speed flying หรือการเล่นสกีบนเทือกเขาหิมะ นอกจากนี้ตัวเรือนเวลายังมีขนาดกะทัดรัดด้วยหน้าปัดขนาด 40 มิลลิเมตร และขนาด 30 มิลลิเมตร มาพร้อมสเกลดำน้ำบนขอบหน้าปัด ที่สลักลงบนวัสดุสเตนเลสสตีล สายนาฬิกาขัดแต่งแบบ Polished ผสม Brushed เพื่อให้ลุคที่ดูเป็นทางการขึ้นสามารถสวมใส่ได้ทั้งวันทำงานและวันแฮงเอาท์ช่วงสุดสัปดาห์

3. ร่วมสมัย แต่ยังคงความคลาสสิก: แม้จะเป็นนาฬิกาสปอร์ตแต่ก็ไม่ทิ้งความคลาสสิก ขนาด 40 มิลลิเมตร มาพร้อมหลักเวลาทรงยาวสี่เหลี่ยมคางหมู และเข็มนาฬิการูปดาบสุดโฉบเฉี่ยวเคลือบ Super-LumiNova มีทั้งตัวเลือกแบบกลไกออโตเมติกและแบบควอทซ์ โดยแบบออโตเมติกโดดเด่นด้วยพื้นหน้าปัดแบบสโมกกี้หรือ fumé ไล่สี สลักลายเส้นแนวขวาง หน้าต่างบอกวันที่บริเวณ 6 นาฬิกา ส่วนขนาด 30 มิลลิเมตร มีกลไกสองตัวเลือกเช่นกัน โดยแบบกลไกออโตเมติกมาพร้อมพื้นหน้าปัดแบบสโมกกี้หรือ fumé ไล่สี หลักเวลาเพชร และหน้าต่างบอกวันที่ ให้สไตล์เรียบหรู ดูสง่างามและดูสนุกมากขึ้น ในขณะที่ระบบกลไกควอทซ์ทุกขนาดจะไม่มีหน้าต่างบอกวันที่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามและคุณลักษณะทางเทคนิค หากสาวๆ คนไหนอยากเพิ่มความสง่างามก็สามารถเพิ่มลูกเล่นโดยเลือกรุ่นขอบหน้าปัดล้อมเพชรแทนสเกลดำน้ำสเตนเลสได้ เรียกว่ามีให้เลือกหลากหลายพร้อมตอบโจทย์สายแอคทีฟทุกสไตล์

4. Aquaracer Professional 200 จิตวิญญานของนักผจญภัย: อีกหนึ่งดีไซน์อันโดดเด่นของ Aquaracer Professional 200 ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ คือสัญลักษณ์เข็มทิศที่สลักบริเวณฝาหลังซึ่งสะท้อนจิตวิญญานของนักผจญภัยได้อย่างดีเยี่ยม โดยสัญลักษณ์นี้ถูกนำมาแทนที่สัญลักษณ์รูปหมวกดำน้ำโบราณ หรือ Scaphandre ในรุ่นเก่า

5. เอกลักษณ์ที่ลงตัว: แม้จะเป็นรุ่นต่อจาก Aquaracer Professional 300 แต่ Aquaracer Professional 200 ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรูปลักษณ์ใหม่ที่ส่งมอบลุคสปอร์ตและใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงส่วนผสมที่ลงตัวของความดูภูมิฐานและความเหนือระดับ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนาโดยทีมออกแบบและวิศวกรของ TAG Heuer เป็นเวลานานหลายปี เรียกได้ว่าเป็นตำนานบทใหม่ของนาฬิกา TAG Heuer ที่สร้างขึ้นเพื่อการผจญภัยอันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

พบกับเรือนนาฬิกาและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยที่ TAG Heuer ทุกสาขา ได้แก่ CentralwOrld, Siam Paragon, The Mall Bangkae, The Mall Bangkapi และ CentralPlaza Lardprao

ส่องเมคอัพยอดฮิตของหนุ่มๆ “FIVEISM x THREE” ตัวช่วยคอมพลีทลุค เผยสไตล์ได้แบบไร้ขีดจำกัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/676207

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 10:58 น.ส่องเมคอัพยอดฮิตของหนุ่มๆ "FIVEISM x THREE" ตัวช่วยคอมพลีทลุค เผยสไตล์ได้แบบไร้ขีดจำกัด

เมคอัพแบรนด์ดังสำหรับผู้ชายจากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ “FIVEISM x THREE” ตัวช่วยคอมพลีทลุคของหนุ่มยุคใหม่ เผยสไตล์ความเป็นตัวตนแบบไร้ขีดจำกัด

ครั้งแรกในไทย! ให้หนุ่มๆ ได้เผยสไตล์ของตัวเองผ่านเมกอัพไอเท็มชิ้นเด็ด “FIVEISM x THREE” (ไฟฟ์อิซึม บาย ทรี) ผลิตภัณฑ์เมคอัพแบรนด์ดังสำหรับผู้ชายจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การนำเข้าของ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเป็นการทาง พร้อมให้ช้อปแล้วกับ 4 สาขาในไทย ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลลาดพร้าว, พารากอน และไอคอนสยาม

ปวิยดา รัตนสุดใจ ผู้บริหารสายงานกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าความงาม บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ปัจจุบันเทรนด์การแต่งหน้าไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น เพราะทุกวันนี้ผู้ชายหลายคนให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากขึ้นจึงหันมาดูแลตัวเองไม่ต่างจากผู้หญิง โดยเฉพาะการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เมคอัพเพื่อปกปิดร่องรอยและเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้ใบหน้า ทั้งยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นและสะท้อนถึงความเป็นตัวของคนๆ นั้นได้ดีอีกด้วย

เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ของผู้ชายยุคใหม่ที่หันใส่ใจตนเอง เราจึงนำเข้าผลิตภัณฑ์ ‘FIVEISM x THREE’ เมคอัพแบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่น ที่ตอนนี้ส่งตรงมาถึงประเทศไทย พร้อมวางจำหน่ายแล้วกับ 4 สาขาในไทย ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลลาดพร้าว, พารากอน และไอคอนสยาม โดยมาพร้อมผลิตภัณฑ์ที่ครบครันตั้งแต่สเต็ปเริ่มต้นของการแต่งหน้าไปจนถึงการเก็บดีเทลเล็กๆ ที่ผู้ชายไม่ควรมองข้าม เพื่อให้หนุ่มไทยได้เผยสไตล์ที่สมบูรณ์ในฉบับของตนเองอย่างไร้ขีดจำกัด”

รู้จัก “FIVEISM x THREE” เมคอัพยอดฮิตของหนุ่มๆ

FIVEISM x THREE   ผลิตภัณฑ์เมคอัพสำหรับผู้ชายที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากประเทศญี่ปุ่น ใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษไปจนถึงการดีไซน์บรรจุภัณฑ์ที่เข้าใจความเป็นผู้ชายอย่างลึกซึ้ง โดยชื่อ FIVEISM x THREE  มาจากเลข 5 หรือ FIVE (ไฟฟ์) หมายถึง องค์ประกอบของจักรวาลซึ่งได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และท้องฟ้า ส่วนคำว่า ISM (อิซึม) คือ ความเชื่อและหลักการ

โดย  FIVEISM ได้ถ่ายทอดมาจากแก่นของ THREE แบรนด์ต้นแบบที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ดังนั้น FIVEISM x THREE จึงเป็น 5 + 3 เท่ากับ 8 หรือ infinity ที่สื่อถึงการไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบเสมือนเมคอัพไอเท็มที่เมื่อหนุ่มๆ ใช้แล้วสามารถเผยความเป็นตัวตนของคุณอย่างอิสระโดยไร้ขีดจำกัด

คอนเซ็ปต์ของ FIVEISM x THREE กับการเผยสไตล์ที่ไร้ขีดจำกัด

FIVEISM x THREE มาในคอนเซ็ปต์ INDIVIDUALITY – เอกลักษณ์ที่มีอิสระอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อให้ทุกคนเผยคาแรกเตอร์หรือบุคลิกภาพที่โดดเด่น เหนือคำจำกัดความและกฎเกณฑ์ใดๆ ผ่าน 5 สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ได้แก่

1.       ความเป็นไปที่ไร้ขีดจำกัด (Limitless possibility) ความคิดอันบริสุทธิ์แบบไร้  ขีดจำกัด เพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนที่แท้จริง

2.       พลังแห่งความเรียบง่าย (Power of simplicity) พื้นที่ที่คุณสามารถเข้าถึง หลังจากปล่อยวางสิ่งต่างๆ ออกไป

3.       ความบริสุทธิ์แห่งความคิด (Purity of thought) การปลดปล่อยความคิดเพื่อการเป็นตัวเองที่แท้จริง

4.       วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน (Strong Vision) ออกแบบอนาคตที่คุณต้องการ เพื่อปลุกความเชื่อมั่นในตัวคุณเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จที่รออยู่

5.       แสดงความเป็นตัวตน (Self-expression) อิสระแห่งการถ่ายทอดความเป็นตัวเองอย่างกล้าหาญที่ นำไปสู่การยอมรับตัวเองของผู้อื่น

ดีไซน์บรรจุภัณฑ์ FIVEISM x THREE ที่เข้าใจชาย

บรรจุภัณฑ์ของ FIVEISM x THREE ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ในรูปแบบที่เรียบง่าย โดยได้แรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติในชีวิตประจำวันของหนุ่มๆ ถ่ายทอดผ่านดีไซน์ในรูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีความโค้งมน ทำให้สามารถพกพาไปได้ในทุกสถานที่ โดยใช้สี Light Grayish Blue ซึ่งเป็นสีที่ดูสะอาดและอ่อนโยน แต่แฝงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและทรงพลังในแบบฉบับหนุ่ม “FIVEISM x THREE”

ผลิตภัณฑ์ FIVEISM x THREE ความพิเศษที่คัดสรรเพื่อผู้ชาย

เมคอัพไลน์ของ “FIVEISM x THREE” ประกอบด้วยไอเท็มที่หลากหลายให้หนุ่มๆ ได้คอมพลีทลุคเผยทุกสไตล์ ความเป็นตนเองแบบไร้ขีดจำกัดผ่านผลิตภัณฑ์เมคอัพสุดพิเศษ ได้แก่

·      FF Secret Agent UV ผลิตภัณฑ์กันแดดประสิทธิภาพสูงสำหรับคุณผู้ชาย ให้การปกป้องสูงสุดในทุกสถานการณ์ ด้วย SPF50+/PA++++ (30g, ราคา 1,600 บาท)

·      FF Control UV Tool “Makeup base” ที่ผสมผสานการปกป้องผิวจากยังสี UV ด้วย SPF50+/PA++++ มอบการปกป้องผิวระดับสูงที่มาพร้อมการสร้างความสม่ำเสมอให้แก่เม็ดสีผิวอย่างเป็นธรรมชาติ (มี 4 เฉดสี, น้ำหนัก 30g, ราคา 1,700 บาท)

·    Naked Touch Moisturizer ผลิตภัณฑ์ “Makeup base” ที่จะสร้างงานผิวของคุณผู้ชายให้สุขภาพดีและดูเป็นธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ที่เข้าปรับโทนสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมมอบความชุ่มชื้นและดูแลผิวดุจสกินแคร์ มอบความสดชื่นและผ่อนคลายผิวพรรณให้มีชีวิตชีวา (มี 2 เฉดสี, 30mL ราคา 2,250 บาท)

·      Naked Complexion Bar รองพื้นในรูปแบบ “Stick foundation” การออกแบบรูปทรงที่เรียบง่าย สะดวก สบายต่อการใช้งาน ทำให้การเสริมลุคของคุณดูง่ายและไม่ยุ่งยาก เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณผู้ชายยุคใหม่ในปัจจุบัน (มี 5 เฉดสี 10g, ราคา 2,250 บาท)

·      Conceal Bar มอบการปกปิดและซ่อนความกังวลใจทางด้านผิวพรรณของคุณผู้ชายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย “Stick concealer” เพียงแค่การกดเบาๆด้วยปลายนิ้ว ก็สามารถมอบการปกปิดที่เรียบเนียน ดูเป็นธรรมชาติ สร้างความมั่นใจและเสริมความงดงามให้แก่ใบหน้า (มี 3 เฉดสี, 10g ราคา 1,900 บาท)

·      Contour Bar ผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างมิติอันโดดเด่นให้แก่คุณผู้ชาย การเพิ่มเงาที่ช่วยทำให้โครงสร้างใบหน้าดูมีมิติและเฉียบคม มีเม็ดสีที่กลมกลืน สามารถผสานตัวเข้ากับสีผิวของคุณผู้ชายได้เป็นอย่างดี ช่วยสร้างเงาตามแนวโครงสร้างกระดูกบริเวณโหนกแก้ม กรอบหน้า และไรผมได้อย่างสวยงาม และดูเป็นธรรมชาติ (มี 2 เฉดสี 9g ราคา 1,900 บาท)

·      Eyebrow Stick ผลิตภัณฑ์ตกแต่งรูปคิ้วสำหรับท่านสุภาพบุรุษ ที่มาในรูปทรงที่เรียบง่าย สีสันอ่อนนุ่ม สะอาดสดใส แต่ทรงพลังในการสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมบุคลิกให้รู้สึกมั่นใจและทรงเสน่ห์ พกพาสะดวกและหยิบจับง่าย จึงทำให้ง่ายต่อการตกแต่งเพิ่มเติมในระหว่างวันที่มีกิจกรรมที่เร่งรีบ (มี 3 เฉดสี, 12g ราคา1,500 บาท Refill 650 บาท / Holder 850 บาท)

·      Gameface Kamokit แป้งฝุ่นอัดแข็งตกแต่งผิวพรรณสำหรับคุณผู้ชาย มอบการปกปิดที่โปร่งเบาดูเป็นธรรมชาติ ควบคุมความมัน และเบลอรูขุมขน เพื่อให้ผิวเรียบเนียน มอบความรู้สึกที่มั่นใจ (12g ราคา 2,750 บาท [Refill 1,450 บาท / Case 650 บาท Covert brush face 650 บาท])

ได้เวลาที่หนุ่มๆ จะเผยสไตล์ความเป็นตัวเองแบบไร้ขีดจำกัด ด้วยไอเท็ม FIVEISM x THREE ผลิตภัณฑ์ เมคอัพยอดนิยมสำหรับผู้ชายจากประเทศญี่ปุ่น สามารถช้อปได้แล้วทั้ง 4 สาขาในไทย ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลลาดพร้าว, พารากอน และไอคอนสยาม  หรือผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ Line: FIVEISM และ Official Store: FIVEISMxTHREE

#FIVEISMThailand

#FIVEISMXTHREE

#Individuality

#LimitlessFreedom

เปิดฤดูกาล ‘มะยงชิด’ เสริมความอร่อยด้วย ‘ยูซุ’ กับ 8 เมนูสุดพิเศษ @Kyo Roll En

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/676408

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 14:05 น.เปิดฤดูกาล ‘มะยงชิด’ เสริมความอร่อยด้วย ‘ยูซุ’  กับ 8 เมนูสุดพิเศษ @Kyo Roll En

ชวนเติมความหวานต้อนรับซัมเมอร์ Kyo Roll En รังสรรค์เมนูพิเศษจากสุดยอด 2 ผลไม้ตามฤดูกาลไทย-ญี่ปุ่น ‘มะยงชิด’ สดๆ จากสวนจังหวัดนครนายก และ ‘ยูซุ’ ผลไม้ตระกูลส้มนำเข้าจากเมืองโคจิ ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเสิร์ฟ ความอร่อยสดชื่นในรูปแบบ โรลเค้ก ไอศกรีม และเครื่องดื่ม ตั้งแต่ 24 ก.พ. – 31 มี.ค. ศกนี้ ที่ Kyo Roll En ทุกสาขา

ซัมเมอร์เริ่มแล้ว Kyo Roll En รังสรรค์ 8 เมนูสุดพิเศษ มะยงชิด – Yuzu Season พลาดไม่ได้กับโรลเค้กประจำฤดูกาล ‘มะยงชิด – Yuzu โรล’ โรลเค้กลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นเนื้อนุ่มเบา สอดไส้เนื้อมะยงชิดสดๆ รสหวานฉ่ำกว่า 10 ลูก ดับเบิ้ลความอร่อย ด้วยครีมยูซุ ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ท็อปด้วยมะยงชิดสด ได้ทั้งรสเปรี้ยวอมหวานรวมไว้ในคำเดียวกัน หรือเลือกอร่อย ไปอีกขั้นกับ ‘มะยงชิด – Yuzu โรลเซ็ต’ เสิร์ฟพร้อมซอฟท์ครีมสูตร Signature ถ่านไม้ไผ่ญี่ปุ่น พร้อมการจัดแต่งจานด้วยครีมยูสุ และมะยงชิดสด

‘มะยงชิด – Yuzu Kakigori’ สดชื่นไปกับ ‘กรานิต้า’ ไอศกรีมเกร็ดคริสตัล2 สีสลับชั้น รส ‘ยูซุ’ และ” มะยงชิด” เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมโฮมเมดรสโยเกิร์ตไขมันต่ำ ท็อปปิ้งโยเกิร์ต ‘ป๊อป’ และส้มมิกัน

‘มะยงชิด Granita’ อร่อยเต็มคำ…สดชื่นเต็มแก้ว เมนูสุด Lite! สาย Healthy ต้อง Love กับกรานิต้าทำจาก มะยงชิดสด 100% ทานคู่มะยงชิดสดเต็มๆ คำ หอมอร่อยสดชื่นได้ไม่เสียหุ่น ราคาเพียง 95 บาท

ปิดท้ายด้วย 2 เครื่องดื่มดับกระหายคลายร้อน ‘Yuzu Fromage Smoothie’ สดชื่นด้วย ‘ยูซุ’ ปั่นจากน้ำยูซุสดๆ ผสมชีส ‘มาสคาโปน’ ท็อปด้วยมะยงชิดเจลลี่เนื้อหนึบ กลิ่นหอม หวานมัน เข้ากันอย่างลงตัว และ ใหม่! มะยงชิด ‘Pop Smoothie’ ปั่นด้วยเนื้อมะยงชิดสด ท็อปด้วยมะยงชิดและโยเกิร์ต ‘ป๊อป’ ระเบิดในปาก!

นอกจากนี้ ยังมีเมนูยอดนิยมอย่าง ‘Yuzu Frozen Soft Cream’ ซอฟท์ครีมพรีเมียมรส ‘ยูซุ’ และ ‘Yuzu Miso Mochi Cookie’ คุกกี้สไตล์ญี่ปุ่น สอดไส้ด้วย ‘โมจิ’ รสยูซุ ผสมรสเค็มเล็กน้อยของ ‘มิโสะ’ …ยืดให้สุด อร่อยไม่หยุดกับคุกกี้ไส้โมจิ!

พิเศษกับโปรโมชั่น “1 แถม 1” สุดคุ้ม!! เพียงซื้อ ‘มะยงชิด – Yuzu’ 1 โรล แถมฟรีอีก 1 ชิ้น (มูลค่า 170 บาท)

อร่อยสดชื่นไปกับเมนูของหวานที่ใช้ผลไม้ขึ้นชื่อจากไทยและญี่ปุ่น ตั้งแต่ 24 ก.พ. – 31 มี.ค. ศกนี้ ที่ Kyo Roll En ทุกสาขา  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/KyoRollEn และ IG :@kachabros

ไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/676353

วันที่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 08:16 น.ไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีน

แพทย์เตือนไข้หวัดใหญ่กำลังมา ย้ำกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ลดความเสี่ยง Flurona พร้อมลดอัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ถึง 10%

นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ทั่วโลกประกาศใช้มาตรการป้องกันโควิด-19 ทำให้โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจทั้งหมดลดลง ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่, โรค RSV เชื้อไวรัสในเด็กเล็ก เนื่องจากมีการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง ช่วงปี พศ. 2563 – 2564 ที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกลดลง ประมาณ 70-80 เท่า แต่เมื่อไรก็ตามที่นโยบายถอดหน้ากากอนามัยปฎิบัติมากขึ้น โรคไข้หวัดใหญ่ก็จะกลับมาอีก

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “สิ่งที่น่าวิตกกังวล คือ ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มมีสัญญาณการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้เห็น อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกาใต้ จีน และอินเดีย เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด-19 มีการเปิดประเทศกันมากขึ้น เกิดการรวมกลุ่มกันมากขึ้น อีกทั้งประชาชนเริ่มมีวินัยลดลง ขณะที่ในทวีปยุโรป อย่างประเทศเดนมาร์ก ได้ออกประกาศยกเลิกมาตรการป้องกันโควิดเกือบทั้งหมด ไม่มีการกักตัว ไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย โดยปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลให้เริ่มมีปรากฎการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ยังคงมีอยู่ในทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกาใต้ จึงเริ่มมีรายงานจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เพิ่มมากขึ้น บวกกับอยู่ในช่วงฤดูหนาว มีอากาศเย็น เชื้อโรคจึงแพร่กระจายได้มากขึ้นและมีชีวิตอยู่นานขึ้น”

และในช่วงต้นมกราคม 2565 ที่ผ่านมา ประเทศอิสราเอลได้ตรวจพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อร่วมกันระหว่างไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ในเวลาเดียวกันเรียกว่า ‘ฟลูโรนา’ (Flurona) นอกจากนี้ ยังพบผู้ที่ติดเชื้อร่วมกันได้แพร่กระจายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ตามหลักทางการแพทย์นั้นการติดเชื้อร่วมกันมีความเป็นไปได้ และย่อมก่อให้เกิดอาการรุนแรงกว่า เสี่ยงต่อการนอนโรงพยาบาล และมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ยิ่งไปกว่านั้นอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แพทย์ต้องมีการซักถามประวัติเพื่อแยกโรค และหากจะให้ทราบผลอย่างชัดเจนต้องตรวจโควิด-19 และเชื้อไข้หวัดใหญ่ทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานสากล

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กล่าวถึงแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร่วมกัน (Flurona) โดยแนะให้ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ พร้อมแนะประชาชนสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนทั้งไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโควิด-19 ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเสมือนเป็นเสื้อเกราะต่อทั้ง 2 โรค โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มเสี่ยงของทั้ง 2 โรค คือ กลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคปอด และกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

ทั้งนี้ เพื่อลดความวิตกกังวลของอาการที่คล้ายกันกับโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน และลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อร่วมกันของไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 (Flurona) นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยต่างประเทศหลายแห่ง ทั้งในสหรัฐอเมริกา และบราซิล ยังระบุว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ถึงร้อยละ 10 ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากร่างกายถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้มีภูมิคุ้มกันของร่างกายชนิดไม่จำเพาะต่อเชื้อใดๆ ก็ตามทำงานไปด้วย

สำหรับทางการแพทย์ไทยนั้น ยังมีความเป็นห่วงเรื่องการระบาดของโควิด-19 โอไมครอนสายพันธุ์เดิม และโอไมครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูฝน ถือเป็นช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในประเทศเขตร้อนต่างๆ ที่สำคัญยังตรงกับช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม อาจทำให้มีเด็กนักเรียน รวมถึงประชาชนทั่วไป มีโอกาสติดเชื้อทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ร่วมกันได้ เนื่องจากสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกแรกนั้น กรมควบคุมโรคมีรายงานว่าในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2562 – 7 มกราคม 2563 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั่วประเทศ จำนวน 390,773 ราย และเสียชีวิต 27 ราย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะอยู่ในกลุ่มเด็กอายุ 0-4 ปี รองลงมาคือ เด็กอายุ 5-9 ปี ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ทั้งนี้การควบคุมดูแลโรคไข้หวัดใหญ่ทำได้ง่ายกว่า และป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้การรับรองจากทั่วโลกและใช้มายาวนานถึง 80 ปี สามารถป้องกันได้ทุกช่วงวัย เริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป

นอกจากนี้ ทางคณะแพทย์ที่ดำเนินงานด้านฝึกอบรมโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ต่อบุคลากรทางการแพทย์เป็นเวลาหลายปี พบว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในหลายๆ จังหวัดทั่วประเทศ ประมาณหลายพันคนก่อนปีที่มีการระบาดของโควิด-19 พบว่าภาพรวมของบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สูงถึงร้อยละ 90 พร้อมตอบแบบสอบถามเปรียบเทียบกับปีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ว่าปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงโรคทางเดินหายใจอื่นๆ โดยร้อยละ 70 ตอบว่ารู้สึกดีขึ้น เจ็บป่วยน้อยลง ส่วนร้อยละ 20 รู้สึกเฉยๆ และอีกร้อยละ 10 ตอบว่ารู้สึกแย่ลงเล็กน้อย โดยภาพรวมถือว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิผลเป็นที่น่าพึงพอใจในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เมื่อหลายปีที่แล้ว

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดเป็นประจำทุกปีและล่าสุดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) และในอีกหลายๆ ประเทศ รวมถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศถึงแนวทางการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ว่าสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนโควิด-19 ในวันเดียวได้ โดยหากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและยังไม่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ขอให้รีบรับวัคซีนให้เร็วที่สุด สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในฤดูกาลปี 2565 หรือที่เรียกว่า ‘วัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ซีกโลกใต้ 2022’ จะมีทั้งชนิด 3 สายพันธุ์ และชนิด 4 สายพันธุ์ ซึ่งประชาชนสามารถรับบริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ ได้ที่

โรงพยาบาลเอกชนทั่วไป ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนถึงสิ้นปี 2565 ขณะที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ของภาครัฐบาล คาดว่าเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม รับบริการฉีดฟรีได้ที่หน่วยบริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลในระบบบัตรทอง (ทั่วประเทศ) ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย https://www.pidst.or.th/

ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” จัดโปรบุฟเฟ่ต์อาหารไทยพร้อมไฮไลท์กุ้งแม่น้ำศรีลังกา!!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/676225

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 15:35 น.ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” จัดโปรบุฟเฟ่ต์อาหารไทยพร้อมไฮไลท์กุ้งแม่น้ำศรีลังกา!!

เอาใจคนรักความอร่อยแบบไทย ร้านอาหาร “ทองหล่อ” จัดโปรโมชั่น All You Can Eat อิ่มเอมไปกับบุฟเฟ่ต์อาหารไทยกว่า 30 เมนู พร้อมไฮไลท์เด็ด กุ้งแม่น้ำศรีลังกา ในราคาท่านละ 1,190 บาท

คนรักอาหารไทยมีเฮ!! เมื่อร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” ที่สุดของเมนูอาหารไทยพื้นบ้านและอาหาร 4 ภาค คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดมารังสรรค์ความอร่อยแบบไทยโดยฝีมือเชฟไทยรุ่นใหม่ มอบความอร่อยสุดคุ้มกับโปรโมชั่น All You Can Eat บุฟเฟ่ต์อาหารไทยที่คัดสรรเมนูซิกเนเจอร์กว่า 30 เมนู มาให้ลิ้มลองแบบครบรส

ตั้งแต่เมนูเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก ของว่างตำรับโบราณ ของหวาน และเครื่องดื่ม รวมไปถึงเมนูไฮไลท์เด็ด “กุ้งแม่น้ำยักษ์ศรีลังกา” ค้นพบประสบการณ์พิเศษกับบุฟเฟ่ต์อาหารไทยที่น่าประทับใจ ในราคาเพียงท่านละ 1,190 บาท โดยจะให้บริการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ศกนี้เป็นต้นไป

สำหรับโปรโมชั่น All You Can Eat ประกอบด้วยเมนูอาหารไทยชั้นเลิศ อาทิ “แกงส้มไหลบัวใส่ปลากะพง” “หมี่กรอบหลงกรุง” “ทอดมันปลากรายใส่หัวปลี” “น้ำพริกพริกไทยอ่อน” “ทองพลุไส้ไก่” รวมไปถึงเมนูหารับประทานยากอย่าง “แกงระแวงเนื้อ” “ผัดฉ่าปลากะพง” เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ 4 เมนูไฮไลท์ที่ปรุงจากกุ้งแม่น้ำยักษ์นำเข้าจากประเทศศรีลังกา ขนาด 3 ตัว/กก. ได้แก่เมนู “กุ้งแม่น้ำเผาสะเดาหวาน” กุ้งยักษ์ย่าง มีมันกุ้งสุก รับประทานคู่กับสะเดาน้ำปลาหวานสูตรโบราณ “กุ้งแม่น้ำเผาน้ำจิ้มซีฟู้ด” ใช้เทคนิคการเผาด้วยไฟปานกลางบนเตาถ่านแล้วปิดฝาอบ เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเฉพาะของร้าน “พล่ากุ้งแม่น้ำย่าง และกุ้งแม่น้ำย่างกระเทียมพริกไทย” เสิร์ฟ 2 เมนูในจานเดียว และ “กุ้งแม่น้ำย่างกับข้าวอบมันกุ้ง ต้มไหลบัวปลาทูแม่กลอง”

และพิเศษสุดกับโปรโมชั่น 22.2.22 เมื่อจองพร้อมชำระเงินล่วงหน้า และมาใช้บริการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ศกนี้ จ่ายเพียง 2,222 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน นอกจากนี้ ยังได้รับบัตรกำนัลส่วนลด 50% (ใช้ลดเฉพาะค่าอาหาร All You Can Eat เท่านั้น) 2 ท่าน/1 ใบ (สำหรับใช้ครั้งถัดไป)

ห้ามพลาดความอร่อยกับบุฟเฟต์อาหารไทยชั้นเลิศและกุ้งแม่น้ำไซส์ยักษ์ ในบรรยากาศดีๆ การตกแต่งที่หรูหรา พร้อมการบริการที่ใส่ใจจากพนักงาน พร้อมมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

ร้านอาหารไทย “ทองหล่อ” ณ โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท กรุงเทพ (ทองหล่อ ซอย 5) เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.30 – 21.00 น. โทร. 095-426-4646, 02-000-4701 พร้อมบริการซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี่ โดยสามารถสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่กับทางร้านโดยตรง ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ www.thong-lor.com เฟซบุ๊ก ทองหล่อ Thonglor Thai Cuisine

BOY LONDON แฟล็กชิพสโตร์ใหม่ที่เข้าใจสาย Street Fashion

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/676219

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 14:55 น.BOY LONDON แฟล็กชิพสโตร์ใหม่ที่เข้าใจสาย Street Fashion

อัพเดทเทรนด์แนวสตรีทแฟชั่นกับแบรนด์ “BOY LONDON” แฟล็กชิพสโตร์ที่พร้อมมอบความสนุกในการแต่งตัวให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสถึง Street Fashion เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว

เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ สยามเซ็นเตอร์ The Ideaopolis ศูนย์กลางแห่งจินตนาการไร้ขีดจำกัดในทุกศาสตร์แห่งสุนทรี พร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับทุกคนได้ทุกวัน ตอกย้ำพื้นที่แห่งเทรนด์เซตเตอร์สุดล้ำ อัพเดทเทรนด์แนวสตรีทแฟชั่นกับแบรนด์ “BOY LONDON” เปิดอย่างเป็นทางการแล้วที่ ชั้น M สยามเซ็นเตอร์

“BOY LONDON” แฟล็กชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุดแห่งแรกในประเทศไทย ตกแต่งร้านทันสมัยดีไซน์เท่พร้อมให้ทุกคนมาเปิดประสบการณ์ใหม่ มอบความสนุกในการแต่งตัวที่จะทําให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสถึง Street Fashion ที่ผสมผสานกับ Street Art อย่างลงตัว กับดีไซน์ที่มีความทันสมัย ที่ดึงดูดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ TWISTER

พิเศษ!!เพื่อให้สมกับที่ สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ เป็นเดสติเนชั่นที่ไม่มีขีดจำกัดในการใช้อิสระทางด้านความคิด แบรนด์ BOY LONDON จัดคอลเลคชั่นพิเศษสำหรับทีนเอจในสยามเซ็นเตอร์โดยเฉพาะกับ “BEAR COLLECTION” เสื้อสีชมพูสกรีนลายหมี ลิมิเต็ดเอดิชั่นเฉพาะที่นี่ที่เดียว ในแบบ Absolute Siam เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบกับคอลเลคชั่นอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งเสื้อยืดสุดเท่แบบสีดำทั้งตัวสำหรับคนชอบแบบ All black, กางเกงขายาวสุดชิคที่ใส่กับลุคไหนก็เข้ากัน, คนรักฮู้ดดี้ เสื้อแขนยาวห้ามพลาด หรือแม้แต่กระเป๋าสะพายสุดฮอต กระเป๋าเป้ที่เสริมลุคเท่ได้อย่างลงตัว และอื่นๆอีกมากมาย ที่จะทำให้ปรากฎการณ์การสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งตัวสนุกได้ทุกวัน

มาสนุกกับการช้อปได้แล้วที่แบรนด์ “BOY LONDON” ชั้น M สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Siam Center

Disaya Vacationist ชวนสาวๆ อวดลุคที่ใช่ท้าลมร้อน กับคอลเลกชั่นใหม่ Sailing to Positano

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/676214

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 13:35 น.Disaya Vacationist ชวนสาวๆ อวดลุคที่ใช่ท้าลมร้อน กับคอลเลกชั่นใหม่ Sailing to Positano

เซเลบริตี้สาวสวยยกก๊วนลั้นลาทะเลอันดามัน พร้อมอวดลุคที่ใช่ภายใต้แบรนด์แฟชั่น Disaya Vacationist เสื้อผ้าสไตล์รีสอร์ทแวร์ที่บอกเล่าการใช้ชีวิตของผู้หญิงที่รักการท่องเที่ยว สะท้อนไลฟ์สไตล์ความเป็นตัวของตัวเอง กับคอลเลกชั่นใหม่ “Sailing to Positano”

ช่วงนี้บ้านเราอุณหภูมิไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงฤดูกาลเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ซัมเมอร์ ช่วงเวลาแห่งสีสันและความมีชีวิตชีวา ชวนให้หลายคนอยากออกไปสัมผัสรสชาติของการท่องเที่ยวพักผ่อน เช่นเดียวกับบรรดา ซุป’ตาร์สาวและเหล่าเซเลบริตี้ที่ตบเท้าพากันไปลั้นลาท้าลมร้อน พร้อมอวดลุคที่ใช่ภายใต้แบรนด์แฟชั่น Disaya Vacationist (ดิษยา วาเคชันนิสต์) เสื้อผ้าสไตล์รีสอร์ทแวร์ที่บอกเล่าการใช้ชีวิตของผู้หญิงที่รักการท่องเที่ยวและแต่งตัวเพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์ความเป็นตัวของตัวเอง กับคอลเลกชั่นใหม่ “Sailing to Positano” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเสน่ห์ของสถานที่และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในเมือง Positano ประเทศอิตาลี ผ่านลายผ้าน่ารักๆ ทั้งลายนางเงือกแหวกว่ายโต้ฟองคลื่น ลายกระเบื้องเคลือบโทนสีฟ้า-ขาว และลายชุดยูนิฟอร์มนักเดินเรือ ส่งให้สาวๆ สดใสมีชีวิตชีวาบนเรือหรู “Andaman Passion” (อันดามันแพชชั่น) ที่พาล่องโต้คลื่นทะเลอันดามัน ภูเก็ต รับวันสบายๆ

สำหรับคอลเลกชั่นใหม่ Sailing to Positano ได้แรงบันดาลใจมาจากเสน่ห์ของสถานที่และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในเมือง Positano ประเทศอิตาลี ผ่านลายผ้าน่ารักๆ ทั้งลายนางเงือกแหวกว่ายโต้ฟองคลื่น ลายกระเบื้องเคลือบโทนสีฟ้า-ขาว และลายชุดยูนิฟอร์มนักเดินเรือ ส่งให้สาวๆ สดใสมีชีวิตชีวาบนเรือหรู “Andaman Passion” (อันดามันแพชชั่น) ที่พาล่องโต้คลื่นทะเลอันดามัน ภูเก็ต รับวันสบายๆ

เริ่มกันที่นางเอกสาวลุคสดใส มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ชื่นชอบเสื้อผ้าไปทะเลสไตล์เรียบๆ สีสันไม่ฉูดฉาดมาก แต่ขอแอบมีดีไซน์เซ็กซี่เล็กๆ เพื่อความสดใสมีชีวิตชีวา อย่างชุดลายลูกไม้สีชมพูของ Disaya Vacationist ลุคนี้ทำให้สาวมิ้นต์ดูสวยหวานน่ารัก ด้วยเนื้อผ้าบางเบาลาย Stripe สีขาวสลับแดงที่ถ่ายทอดออกมาผ่านการตัดต่อผ้าลูกไม้สลับสี และการวางแถบลูกไม้ลงไปบนผ้าสีพื้นเพื่อให้เกิดเป็นลายทาง แม้จะดูเรียบๆ แต่มีเสน่ห์ชวนมองไม่น้อย

เช่นเดียวกับสาวหน้าหวาน บัว-นลินทิพย์ สกุลอ่องอำไพ ยอมรับว่าก่อนหน้านี้เน้นแฟชั่นเรียบๆ สีเอิร์ทโทน หรืออยู่ในเซฟโซน แต่พักหลังเวลาไปลั้นลาชายทะเล การเลือกไอเทมที่มีสีสันแมทช์กับท้องฟ้า หาดทราย หรือน้ำทะเลก็ทำให้ดูสนุกขึ้น จึงชอบเสื้อผ้าที่มีสีสันพร้อมแว่นกันแดดที่เข้ากับรูปหน้า และชุดลายกระเบื้องเคลือบสีฟ้าลุคนี้ ก็ทำให้ดูเป็นสาวหวานปนเซ็กซี่เบาๆ เพราะเนื้อผ้าสวมใส่สบายแต่งเติมด้วยแอคเซสเซอรี่โซ่สีทองพร้อมจิลเวลรี่ทั้งไข่มุก ปลาดาว เปลือกหอย ห้อยระย้า เพิ่มความเฟมินีน เป็นไอเทมรับซัมเมอร์ที่หนุ่มๆ ต้องเหลียวมอง

มาที่นางเอกสาวมีตำแหน่งการันตีความงาม ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล เวลาไปลั้นลาชายทะเลไอเท็มที่ต้องมีคือกล้องถ่ายรูปกับเสื้อผ้าสวยๆ ที่มีความพลิ้วไหวสะบัดไปตามแรงลมโทนสีขาว ชมพู หรือฟ้าอ่อนๆ สำหรับลุคนี้ เป็นเสื้อเปิดไหล่พอดีตัวเข้าคู่กับกระโปรงยาวลายลูกไม้สีน้ำเงินเข้มสลับขาว กับดีไซน์โชว์แผ่นหลังแอบเซ็กซี่เล็กๆ เป็นไอเท็มเรียบหรูและเต็มไปด้วยรายละเอียดน่ารักๆ ที่ส่งให้สาวปุ๊กลุ๊กโดดเด่นน่าค้นหา

อีกหนึ่งสาวสวยระดับนางงาม น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์ สาวหน้าคมคนนี้มีใบหน้าและรูปร่างที่สะกดทุกสายตา เพราะฉะนั้นแว่นตากันแดดและบิกินีจึงเป็นไอเทมที่ต้องพกติดตัวไว้เสมอเวลาไปเที่ยวทะเล และ Disaya Vacationist ก็เป็นอะไรที่ตอบโจทย์ เพราะมีความกรุยกรายเล่นกับสายลมเวลาโพสท์ท่าถ่ายรูป อย่างชุดนี้เป็นกางเกงขาสั้นเข้าคู่กับเสื้อทรงยูนิฟอร์มของนักเดินเรือ โดดเด่นด้วยลวดลายนางเงือกแหวกว่ายใต้ท้องทะเล อีกทั้งโทนสีน้ำเงินเข้มก็เข้ากับบรรยากาศการเที่ยวทะเล ทำให้ดูมีเสน่ห์ชวนมอง

สำหรับดาราสาวลุคเปรี้ยวจี๊ด โม-มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ เวลาไปเที่ยวทะเลมักไม่ลืมไอเทมเสริมความมั่นใจอย่างแว่นตากันแดด ต่างหู และชุดที่มีดีไซน์เรียบเก๋ สีสันเข้ากับบรรยากาศของการพักผ่อน แต่จะมีลิมิตของความเซ็กซี่ อาจจะเปิดไหล่หรือโชว์แผ่นหลังหรือหน้าท้องเล็กๆ เพื่อความมีชีวิตชีวา ลุคนี้เป็นเสื้อสายเดี่ยวแบบทูพีช เข้าคู่กับกางเกงทรงหลวมเนื้อผ้าพลิ้วไหวพร้อมลวดลายนางเงือกเล่นน้ำท่ามกลางปะการังและเปลือกหอย ใส่แล้วรู้สึกว่าเป็นตัวเองมาก มั่นใจ มีความทะมัดทะแมง และสีสันที่สดใสก็เข้ากับซัมเมอร์เมืองไทยมากๆ

ปิดท้ายที่สาวไซส์เล็กลุคน่ารักสดใส แจม–ชรัฐฐา อิมราพร ชอบชุดไปทะเลที่มีเนื้อผ้าพลิ้วไหลบางเบา และมีความกรุยกราย และต้องมีบิกินี่ที่เข้ากับรูปร่างไว้เล่นน้ำด้วย แต่ไม่ลืมเซฟตัวเองด้วยผ้าคลุมพลิ้วๆ สีสันสดใส สำหรับ Disaya Vacationist ลุคนี้ชื่นชอบลายผ้าเป็นพิเศษ เพราะมีความสนุกสนานเต็มไปด้วยปลาน้อยใหญ่แหวกว่าย พร้อมแอ็คเซสเซอรี่เป็นโซ่สีทองคล้องไหล่ เกาะเกี่ยวด้วยปลาดาว เปลือกหอย ไข่มุก มีความเก๋และเป็นเครื่องประดับไปในตัว ช่วยเสริมความเป็นผู้หญิงสไตล์ดิษยาที่รักธรรมชาติ สายลม และแสงแดด สาวคนไหนที่ชื่นชอบไอเทมสบายๆ มีความเก๋ไก๋ชวนมองซัมเมอร์นี้ต้องไม่พลาด!

พบกับ Disaya Vacationist “Sailing to Positano” ได้ที่ DISAYA Boutiques ทุกสาขา หรือทางช่องทางออนไลน์ www.disaya.com, Line Official Account / Instagram @disaya.vacationist

#DisayaVacationist

#SailingtoPositano

#Amazingthailand

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

#BanyanTreeVeyaPhuket

#SolisterPR

ครบรอบ 16 ปี WALTZ ชวนอายแวร์เลิฟเวอร์ช็อปแว่นตาพรีเมียมในแหล่งรวมสุดยอดแว่นหรูระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/676188

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 09:25 น.ครบรอบ 16 ปี WALTZ ชวนอายแวร์เลิฟเวอร์ช็อปแว่นตาพรีเมียมในแหล่งรวมสุดยอดแว่นหรูระดับโลก

ช็อปแว่นตาระดับพรีเมียม WALTZ สาขา Siam Paragon ฉลองครบรอบ 16 ปี สร้างตำนานบทใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Thriving Heritage” รวมสุดยอดแว่นหรูระดับโลกให้สัมผัสแบบเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในไทย วันนี้ – 28 ก.พ. 2565

อีกหนึ่งตำนานแห่งลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์ WALTZ ช็อปแว่นตาระดับพรีเมียมแถวหน้าของประเทศไทย ที่รวบรวมแบรนด์แว่นตาหรูระดับลักซ์ชัวรีชั้นนำของโลก จัดงานแถลงข่าวฉลองครบรอบ 16 ปี พร้อมเผยเรื่องราวที่ไม่เคยบอกเล่าที่ไหนมาก่อน ภายใต้คอนเซปต์ กับ “WALTZ The Thriving Heritage” ภายในงานพบสุดยอดแบรนด์แว่นตาหรูชั้นนำของโลกที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น The Best of ในแต่ละสาขา พร้อมเผยโฉมแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้เป็นเจ้าของที่แรกก่อนใคร!! ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ร้าน WALTZ สาขา Siam Paragon ชั้น 2

นายแพทย์สุวิช รัตนศิรินทรวุธ ผู้ก่อตั้งบริษัท วอชิงตัน พารากอน จำกัด และเจ้าของร้านแว่นตาสุดหรู WALTZ เผยว่า “WALTZ เริ่มต้นธุรกิจจากประสบการณ์ในวงการแว่นตาที่ถ่ายทอดกันมากว่า 70 ปี จากรุ่นสู่รุ่น จากจุดกำเนิดการขายแว่นแบบหาบเร่แผงลอย ก่อนกลายมาเป็นธุรกิจขายส่ง ธุรกิจนำเข้าเกี่ยวกับแว่นตาใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งยังมีส่วนร่วมในการสร้างมาตรฐานวิชาช่างแว่นตาเพื่อผลิตช่างแว่นตาให้กับประเทศไทยอย่างแพร่หลายจวบจนถึงปัจจุบัน ถ่ายทอดสู่แรงบันดาลใจในการสร้างร้านแว่นตาที่รวมแบรนด์ luxury ชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมการยกระดับคุณภาพร้านแว่นกับการบริการวัดสายตาโดยนักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญเรื่องสายตาโดยเฉพาะ ควบคุมมาตรฐานทั้งหมดโดยจักษุแพทย์ผู้มากประสบการณ์

ด้วยประสบการณ์ในการทำงานกว่า 30 ปี ในสายงานของจักษุแพทย์ ทำให้เราได้ค้นพบมาตรฐานที่ลงตัวในการสร้าง WALTZ ให้เป็นร้านแว่นที่ตอบโจทย์ผู้มีปัญหาสายตาและต้องการแว่นคุณภาพอย่างแท้จริง โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการวัดสายตาที่ถูกต้อง การเลือกแว่นที่เหมาะสมกับสรีระและค่าสายตา การคำนวณค่าองค์ประกอบต่างๆของแว่นเมื่ออยู่บนใบหน้า การประกอบเลนส์ที่ต้องอาศัยความแม่นยำ และการดัดแว่นให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีและใส่สบาย สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกค้าได้ประสบการณ์การทำแว่นที่ดีที่สุดที่ WALTZ” 

ด้าน นายณภัทร์ รัตนศิรินทรวุธ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอชิงตัน พารากอน จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา WALTZ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ในการเป็นผู้นำในการนำเสนอแว่นแบรนด์เนม เทคโนโลยีเลนส์ระดับเวิลด์คลาส ตลอดจนมาตรฐานการวัดสายตาที่ทันสมัยดูแลโดยที่จักษุแพทย์อย่างใกล้ชิด นอกจากแว่นแบรนด์เนมชื่อดังที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปแล้ว WALTZ ยังเป็นผู้บุกเบิกในการนำเสนอแบรนด์แว่นตาคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเรื่องราวของแบรนด์ที่ถ่ายทอดผ่านการออกแบบแว่นได้อย่างน่าสนใจให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ กว่า 50 แบรนด์ชั้นนำ นอกจากแบรนด์แว่นตาชั้นนำแล้ว WALTZ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเลนส์มาโดยตลอด โดยร่วมมือกับบริษัทเลนส์แว่นตาระดับโลกอย่าง Rodenstock และ Essilor ในการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมานำเสนอและปรับใช้ให้เข้ากับกระบวนการวัดตาตามมาตรฐานของ WALTZ ยกตัวอย่างเช่น การปฏิวัติเทคนิคการวัดสายตา ที่ไม่ได้วัดเพียงค่าสายตาเหมือนร้านทั่วไป แต่วัดไปถึงสรีระของดวงตาอย่างความโค้งกระจกตาและความลึกของลูกนัยน์ตาที่แต่ละคนจะมีค่าเหล่านี้ที่ไม่เท่ากัน WALTZ นับเป็นที่แรกๆในเมืองไทยที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดนี้ให้ลูกค้าของเราได้สัมผัสก่อนใคร เพื่อให้บริการกลุ่มลูกค้าที่มีปัญหาด้านสายตา และต้องการแว่นสายตาที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของลูกค้าได้ในทุกโอกาส ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทุกระดับเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี

ในอนาคต เราต้องการทำให้ WALTZ กลายเป็นร้านแว่น Luxury ชั้นนำที่คนทั่วโลกรู้จัก โดยในอนาคตอันใกล้เรามีแผนที่จะขยายสาขาในต่างประเทศ อาทิเช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง รวมถึงการเพิ่มความหลากหลายของสินค้า เช่น แว่นทองคำฝังเพชรที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป หรือ แว่น Haute couture ที่ใช้เวลาการผลิตตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปตามความต้องการของลูกค้า และการพัฒนาบุคลากรอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อให้แบรนด์ WALTZ เป็นแบรนด์ร้านแว่นที่มีชื่อเสียงทัดเทียมระดับโลก”

สำหรับไอเทมสุดพรีเมียมแบรนด์แว่นหรูระดับเวิลด์คลาสที่นำมาจัดแสดงเป็นไฮไลต์พิเศษในงานกว่า 7 แบรนด์ดังที่ถูกคัดสรรมาโดยเฉพาะ สำหรับแบรนด์ที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละสาขา อาทิ LOTOS, Götti, LINDBERG, TVR (True Vintage Revival), MASUNAGA, JMM และ KUBORAUM เพื่อเติมเต็มความหลากหลายตอบโจทย์เหล่าแฟชั่นนิสต้าผู้ชื่นชอบและหลงใหลในโลกแฟชั่นและความเป็นเอกลักษณ์ของแว่นตาคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก ให้การเลือกช้อปปิ้งแว่นตาสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าสามารถเลือกซื้อแว่นตา เลนส์ ตลอดจนมาตรฐานการวัดสายตาจากผู้เชี่ยวชาญและแบรนด์ชั้นนำที่ถูกคัดสรรมาโดยเฉพาะที่ WALTZ เท่านั้น

·      The Best of Precious – LOTOS แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 140 ปี จากประเทศเยอรมนี ทรงคุณค่าด้วยเพชรและทองคำ18K ที่ประดับบนตัวแว่น ประกอบกับงานฝีมือที่ใครเห็นแล้วล้วนต่างหลงใหล LOTOS คือแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกและกวาดรางวัลมากมายในเวทีระดับนานาชาติ

·   The Best of Elegance  – Götti แบรนด์แว่นจากสวิตเซอร์แลนด์พร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยที่โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมอล และเอกลักษณ์ของกรอบเจาะที่ไม่มีการยึดหน้าเลนส์กับขาด้วยสกรู และไม่มีการใช้กาวในการยึดติด (NO SCREW, NO GLUE)  Götti คือแว่นที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับในด้านการออกแบบ คว้ารางวัลมาแล้วกว่า 6 รางวัล หลักการออกแบบของแว่นตา Gotti คือการสร้างแว่นตาที่ใช้สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยสัดส่วนของกรอบที่มีความกลมกลืนและความซับซ้อนของเทคโนโลยีของการผลิตที่ทันสมัย ทำให้ได้รับกรอบแว่นที่มีคุณภาพรวมถึงการออกแบบที่เหนือกาลเวลา

·      The Best of Minimal Design – LINDBERG แบรนด์เพชรน้ำงามที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและสุนทรียะ กับสุดยอดแบรนด์จากประเทศเดนมาร์ก แบรนด์ที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลกจากหลากหลายสาขาอาชีพที่ได้รับกว่า 100 รางวัลงานดีไซน์ระดับโลก อาทิเช่น Red Dot Awards, IFF Design Awards และอื่นๆอีกมากมาย

·      The Best of Vintage – TVR (True Vintage Revival) สุดแบรนด์แว่นตาสไตล์วินเทจ จากแรงบันดาลใจในความคลาสสิคของแว่นวินเทจในยุคก่อน TVR เป็นงานฝีมือที่ใช้แม่แบบวินเทจจริงโดยช่างฝีมือตัวจริง ปลุกความคลาสสิคดั้งเดิมในคุณภาพที่ให้เกียรติงานดั้งเดิมมากที่สุด

·      The Best of Heritage – MASUNAGA แบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับประวัติศาสตร์วงการแว่นตาญี่ปุ่นในปี 1905 แว่นของ MASUNAGA เกิดจากเป้าหมายในการทำแว่นที่ดีที่สุด โดยยังคงศิลปะการผลิตแบบดั้งเดิม อาศัยงานฝีมือจากช่างผู้เชี่ยวชาญ แว่นของ MASUNAGA มีขั้นตอนการผลิตกว่า 200 ขั้นตอน และทุกชิ้นส่วนในแว่นของ MASUNAGA ผลิตในโรงงานของตัวเอง และใช้การประกอบจากโรงงานของตัวเองเท่านั้น เพื่อให้ได้คุณภาพของแว่นตาที่ดีที่สุด

·      The Best of Craftsmanship – JMM แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมสู่งานศิลปะบนตัวแว่น JACQUES MARIE MAGE แบรนด์สัญชาติอเมริกาที่ได้นำแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม ภาพวาดโบราณ รวมถึงการเก็บสะสมแม่พิมพ์ต่างๆจากอดีต มาสู่การออกแบบแว่นตาที่มีความเป็นเอกลักษณ์ มีความโดดเด่น ไร้ขอบเขต เปรียบเสมือนงานศิลปะ โดยทุกชิ้นได้รับความใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นกล่อง การ์ด ผ้าเช็ดแว่นตา รวมถึงทุกชิ้นส่วนที่อยู่ภายในกล่องที่มีรายละเอียดที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

·      The Best of Italian artisan – KUBORAUM แนวคิดจากเบอร์ลินสู่ผลงานการผลิตของช่างฝีมือในอิตาลี่ แบรนด์ที่ผสานแนวคิดน่าตื่นเต้น และ แปลกใหม่ โดยกลุ่มผู้ก่อตั้งมีเป้าหมายจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบแว่นตาแบบเดิมๆจากกฏเกณฑ์โดยสิ้นเชิง โดยทางแบรนด์มักจะตั้งชื่อสินค้าว่า MASKS (หน้ากาก) แทนการใช้คำว่า Sunglasses (แว่นกันแดด) เพื่อปรับเปลี่ยนบุคลิกและเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่ได้มั่นใจกับสไตล์ของตัวเองได้อย่างโดดเด่น

อายแวร์เลิฟเวอร์ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟและจับจองเป็นเจ้าของแว่นแบรนด์หรูระดับตำนาน สินค้าลิมิเต็ด อิดิชั่น และสเปเชียล คอลเล็คชั่นจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกกว่า 50 แบรนด์ พร้อมมาตรฐานการวัดสายตาด้วยเทคโนโลยีล่าสุดโดยนักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญเรื่องสายตาโดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถมาเยี่ยมชมและลองสินค้าได้ภายในงาน WALTZ 16th Year Anniversary – The Thriving Heritage พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษภายในงานนี้เท่านั้น ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์นี้ ณ ร้าน WALTZ สาขา Siam Paragon ชั้น 2