MIDO เปิดตัวเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด พร้อมเผยเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675925

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 18:14 น.MIDO เปิดตัวเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด พร้อมเผยเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม

ยลโฉมเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น MIDO All Dial จากคอลเลกชั่น 20 Years Inspired by Architecture คอลเลกชั่นครบรอบ 20 ปี เรือนเวลาที่ได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของสถาปัตยกรรมชื่อดังก้องโลก พร้อมเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม

งดงามเหนือกาลเวลากับนาฬิกาคอลเลกชั่นพิเศษจาก MIDO แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) ที่ครั้งนี้ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี เรือนเวลาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุดยอดสถาปัตยกรรมชั้นสูง ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลารุ่นพิเศษ All Dial นาฬิกาเรือนแรกจากคอลเลกชั่น 20 Years Inspired by Architecture ซึ่งเป็นการออกแบบนาฬิการุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น เพื่อเป็นการรำลึกถึงสถาปัตยกรรมชื่อดังที่ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกาของ MIDO ในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

MIDO แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.SCHAEREN & CO. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน

สำหรับเรือนเวลาหรูที่เหล่าคนรักนาฬิกาจะได้ยลโฉมเป็นรุ่นแรกจากคอลเลกชั่น 20 Years Inspired by Architecture ได้แก่ All Dial ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาเพียง 2,022 เรือนเท่านั้น และนอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีแห่งแรงแห่งแรงบันดาลใจทางสถาปัตยกรรมแล้ว ในปีนี้ยังเป็นปีครบรอบ 20 ปีของการกำเนิดคอลเลกชั่น All Dial อีกด้วย โดย All Dial เป็นนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจจากอัฒจันทร์โคลอสเซียม สิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวรรดิโรมัน ได้ถูกถ่ายทอดสู่นาฬิกาที่มีความสวยงามเหนือกาลเวลา พร้อมกลไกที่ทนทานต่อการใช้งาน ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์จากการออกแบบหน้าปัดทรงกลม พร้อมตกแต่งด้วยเส้นสายวงกลมหลากหลายระดับที่ทำให้นึกถึงอัฒจันทร์เมื่อมองจากด้านบน พร้อมเทคนิคการทำสีแอนทราไซต์ ให้พื้นผิวบริเวณหน้าปัดมีสัมผัสเหมือนเนื้อทรายชวนให้นึกถึงหินอายุนับพันปีของอัฒจันทร์ โดยตัวเรือนนั้นทำจากเหล็กขนาด 42 มิลลิเมตร และหน้าปัดทำจากคริสตัลแซฟไฟร์ที่มีระบบป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน พร้อมสายรัดเหล็กเคลือบซาตินที่ทำทำให้นึกถึงส่วนโค้งของอัฒจันทร์ และบริเวณด้านหลังตัวเรือนยังถูกสลักด้วยภาพวาดของ โคลอสเซียม และชื่อแบรนด์ ‘MIDO’ เอาไว้อีกด้วย

สำหรับด้านการใช้งาน All Dial มาพร้อมฟังก์ชั่นการอ่านค่าเวลาที่มีความเที่ยงตรงแม่นยำสูงด้วยกลไกโครโนมิเตอร์ที่รับรองโดยสถาบันทดสอบความเที่ยงตรงของนาฬิกาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Official Swiss Chronometer Testing Institute หรือ COSC) และสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 38 ชั่วโมง โดยชิ้นโรเตอร์ขึ้นลานยังได้รับการตกแต่งด้วยลายโกตส์ เดอ เฌอแนฟ  และเพื่อให้อ่านค่าเวลาได้ง่ายในตอนกลางคืน เข็มนาฬิกาและช่องวันที่ที่ติดตั้งอยู่บริเวณ 3 นาฬิกา ได้ถูกเคลือบด้วยสารสะท้อนแสงซูเปอร์ ลูมิโนวา พร้อมฟังก์ชั่นการกันน้ำได้สูงสุดถึง 100 เมตร

ในคอลเลกชั่น 20 Years Inspired by Architecture ยังมีเรือนเวลาหรูอีก 4 รุ่นพิเศษ ได้แก่ (Baroncelli , Ocean Star, Multifort และ Commander ซึ่งทุกรุ่นล้วนได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากความงดงามของสถาปัตยกรรมชื่อดังระดับโลก ผสมผสานกับนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงและทันสมัย สู่เรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่เตรียมเผยโฉมให้เหล่าคนรักนาฬิกาได้เก็บสะสมกันตลอดทั้งปี 2022 นี้

นอกจากนี้ MIDO ยังได้แนะนำเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเก็บสะสม เพื่อมอบให้กับคนพิเศษว่า สำหรับการเลือกนาฬิกาให้กับคนพิเศษนั้น อันดับแรกเลยควรเลือกให้เหมาะสมกับคาแรคเตอร์ของผู้สวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นด้านดีไซน์ และด้านฟังก์ชั่น อย่างถ้าเป็นหนุ่มนักธุรกิจก็ควรเลือกนาฬิกาที่ดีไซน์มีความเรียบหรูเหนือกาลเวลา สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส แต่ถ้าเป็นหนุ่มนักกิจกรรมอาจจะเลือกเรือนที่ดีไซน์มีความสปอร์ตมีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน หรือถ้าเป็นหนุ่มสายอาร์ตทิสต์ก็ควรเลือกนาฬิกาที่ดีไซน์มีความเรียบโก้ มีเรื่องราวการออกแบบที่สอดคล้องกับงานศิลปะ หรือสถาปัตยกรรม ก็จะทำให้มีความหมายทางใจต่อผู้รับมากขึ้น และที่สำคัญไปกว่านั้น นอกจากจะเลือกตามคาแรคเตอร์เพื่อสวมใส่แล้ว คงจะดีไม่น้อยหากนาฬิกาเรือนนั้นสามารถเก็บสะสมไว้ได้ในระยะยาว ซึ่งการเลือกนาฬิกาที่ควรค่าแก่การสะสมนั้นควรเลือกจากแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีประวัติศาสตร์การออกแบบมาอย่างยาวนาน และควรเป็นคอลเลกชั่นที่เปิดตัวออกมาในวาระพิเศษ หรือเป็นรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ก็จะทำให้นาฬิกามีมูลค่าเพิ่มและมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

พบกับ 20 Years Inspired by Architecture รุ่น All Dial นาฬิกาคอลเลกชั่นพิเศษ คุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ Mido เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์ www.midowatches.com Facebook: Mido Watches และ LINE Official Account: @midothailand หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299

เตรียมเฮ! Markus Lupfer ดีไซเนอร์ขวัญใจชาวเซเลบจับมือ Jaspal ในคอลเลกชันพิเศษ ‘HAPPINESS’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675882

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 13:28 น.เตรียมเฮ! Markus Lupfer ดีไซเนอร์ขวัญใจชาวเซเลบจับมือ Jaspal ในคอลเลกชันพิเศษ ‘HAPPINESS’

เซเลบริตี้ไทยรอช้อป เมื่อ Markus Lupfer ดีไซเนอร์ขวัญใจชาวเซเลบเตรียมเยือนไทยผ่านการคอลลาบอเรชันกับแบรนด์ Jaspal ในคอลเลกชันพิเศษนี้มีชื่อว่า ‘HAPPINESS’

วงการแฟชั่นไทยได้เตรียมกรี๊ดสนั่นเมืองอีกครั้ง เพราะดีไซเนอร์ตัวท็อปของวงการแฟชั่นโลก พร้อมควบตำแหน่งผู้ที่มีแฟนคลับเป็นเซเลบริตี้ชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Beyonce, Rihanna, Olivia Palermo ไปจนถึง Duchess of Cambridge อย่าง Markus Lupfer หรือ มาร์คัส ลุปเฟอร์ ได้ลงมือสเก็ตช์ชุดสวยๆ เพื่อส่งตรงให้เหล่าเอฟซีเมืองไทยได้อัพเดทแฟชั่นเก๋ๆ ต้อนรับซัมเมอร์นี้

โดยงานนี้ข่าววงในฟันธงมาแล้วจ้าว่าการคอลลาบอเรชันกับแบรนด์ไทยครั้งนี้ มาร์คัส ลุปเฟอร์ จะจับมือกับ Jaspal แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติไทยที่พยายามรังสรรค์และสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับวงการแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยพลาดในการคอลแลปกับดีไซเนอร์ระดับโลก ผ่านคอลเลกชันพิเศษนี้มีชื่อว่า ‘HAPPINESS’ โดยงานนี้ มาร์คัส งัดทุกกลเม็ด ทุกฝีมือที่มีมาถ่ายทอดพลังงานบวก และส่งต่อความรู้สึกที่ดีผ่านเสื้อผ้า ที่เน้นลายวาดในสไตล์ contemporary ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ดอกไม้ และความรัก มาเป็นเสื้อผ้าและแอกเซสซอรี

สำหรับ มาร์คัส ลุปเฟอร์ เป็นชาวเยอรมันและผู้ก่อตั้งแบรนด์ Markus Lupfer ในปี 2542 หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ในลอนดอน และ ได้พัฒนาแบรนด์ของตนเองจนกลายเป็นฃแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดสินค้าแฟชั่นหรูหราระดับโลก ซึ่งจุดเด่นของมาร์คัสคือ เขาจะกำหนด ‘บรรทัดฐาน’ ใหม่และกำหนด ‘เทรนด์ใหม่’ อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญเสื้อผ้าและสินค้าของ  มาร์คัสจะถูกออกแบบให้คนรู้สึกถึงความ ‘feel good’ ที่แฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และความเฉลียวฉลาด ความมีเสน่ห์ที่น่าค้นหา มากไปกว่าการออกแบบ Markus Lupfer มีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ในด้านงานฝีมือ และนวัตกรรมทั้งการเลือกใช้วัสดุ และเทคนิคการออกแบบ ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และด้วยประสบการณ์กับผลงานของมาร์คัสทำให้เขาได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆมากมาย อาทิ New Generation Award ของ British Fashion Council ในปี 2544 และ รางวัลนักออกแบบยอดเยี่ยมแห่งปีจากงาน Prix de la Mode Awards ในประเทศสเปนในปี 2551 รวมถึงในปี 2010 เขาได้รับรางวัลนักออกแบบระดับนานาชาติแห่งปี จากรางวัลแฟชั่นสกอตแลนด์

หากจะว่าไปเอกลักษณ์และความโดดเด่นในการออกแบบ การใช้วัสดุ รวมถึงเทคนิคในการตัดเย็บต่างๆของ Markus Lupfer ก็มีความคล้ายคลึงกับ Jaspal ดังนั้นคอลเลกชันพิเศษนี้มีชื่อว่า HAPPINESS ที่พร้อมเปิดคอลเลกชันวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ เราคงได้เห็นเสื้อผ้าสวยๆ ออกสู่ตลาดแฟชั่นอย่างแน่นอน งานนี้เอฟซี Markus Lupfer และ Jaspal เตรียมชาร์ตแบตให้เต็มพร้อมรอชม LIVE ผ่าน Facebook Jaspal Official และเตรียมซีเอฟกันได้เลย … ได้ข่าวว่าสวยเจิดจรัสทุกแบบ ทั้งของผู้หญิง-ผู้ชาย และเด็กเลยทีเดียว

รวมที่สุด 6 เทศกาลและงานอีเวนต์ใหญ่ทั่วโลกปี 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/675923

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 18:03 น.รวมที่สุด 6 เทศกาลและงานอีเวนต์ใหญ่ทั่วโลกปี 2022

คิดถึงการไปเที่ยว รวม 6 เทศกาลและงานอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ทั่วโลกในปี 2022 ที่สายเที่ยวไม่ควรพลาด

ช่วงนี้หลายคนเริ่มมีความคาดหวังว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลาย และจะได้ออกไปท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา ซึ่งความคิดนี้ของผู้คนทั่วโลกก็เริ่มเป็นจริงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะขณะนี้แต่ละประเทศหรือเขตปกครองตนเองนั้นต่างค่อย ๆ เปิดพรมแดนต้อนรับนักท่องเที่ยวเพิ่มแล้ว

ซึ่งหากใครที่กำลังวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศในปีนี้ และมองหากิจกรรมน่าสนใจเพื่อการเปลี่ยนมู้ดระหว่างเที่ยวอยู่ อโกด้า แนะนำไฮไลท์ 6 เทศกาลและงานอีเวนต์ทั่วโลก ตั้งแต่ตะวันออกมาจรถึงตะวันตก ที่จะช่วยทำให้ทริปต่าง ๆ ตลอดปีของทุกคนมีสีสันเป็นที่น่าจดจำมากขึ้น พร้อมทั้งทำให้การท่องเที่ยวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

สำหรับคนชอบอากาศเย็นถึงใจ – Winterlude 2022 – แคนาดา

ดื่มด่ำกับลมหนาว หิมะนุ่มสีขาว และประติมากรรมน้ำแข็งที่สวยงามได้ที่ Winterlude 2022 เทศกาลฤดูหนาว ณ เมืองออตตาวา ประเทศแคนาดา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมในร่ม และกลางแจ้งแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายมากมาย ซึ่งเน้นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศิลปะ และการทำอาหารของแคนาดา ให้คนทุกเพศทุกวัยได้เข้าร่วม ใครที่อยากทำอะไรที่ตื่นเต้นหน่อย ลองไปเล่นสเก็ตบน Rideau Canal Skateway ที่เป็นทั้งลานสเก็ตน้ำแข็งตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เทศกาลนี้มักจะจัดขึ้นในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยปีนี้จะจัดขึ้นในเขตเมือง ออตตาวา-กาติโน ตั้งแต่วันนี้–21 กุมภาพันธ์ รีบไปก่อนหิมะจะหมด!

สำหรับคนชอบเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลก – Expo 2020 Dubai – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เอ็กซ์โประดับโลกอันน่าทึ่งนี้ เป็นการจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยี ศิลปะ และวัฒนธรรมจาก 192 ประเทศ และอีกหลากหลายองค์กร พื้นที่ทั้งหมดของงานถูกสร้างขึ้นใหม่ในทะเลทราย ภายใต้หัวข้อ ‘เชื่อมความคิด สร้างอนาคต’ (‘Connecting Minds, Creating the Future’) และแบ่งออกเป็นสามเขต: ความคล่องตัว (Mobility), โอกาส (Opportunity) และความยั่งยืน (Sustainability) ที่มีกิจกรรม และการจัดแสดงมากมายให้ตื่นตาตื่นใจ เช่น ‘The Future of Food: Epohal Banquet’ – การทำอาหารตามจินตนาการในปีค.ศ. 2320 ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก AI, จุลชีววิทยา และอวกาศ และ ‘ Kaleidoscope’ – การจัดแสดงการผสมผสานเอฟเฟกต์แสง และทัศนศิลป์ยามค่ำคืนสุดตระการตา สามารถไปเยี่ยมชมกันได้ถึง 31 มีนาคม ค.ศ. 2022

สำหรับคนชอบธรรมชาติ และนวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียว – Floriade Expo 2022 – เนเธอร์แลนด์

นิทรรศการพืชสวนระดับนานาชาตินี้ถือเป็นงานที่จะให้ความรู้ในด้านพืชพันธุ์ รวมถึงการใช้ชีวิตให้ยั่งยืนมากขึ้นได้อย่างดี ในบริเวณงานมีศาลาของกว่า 40 ประเทศ ที่จัดแสดงนวัตกรรมสีเขียวใหม่ ๆ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย โดยนิทรรศการนั้นเปิดตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ผู้เข้าร่วมงานสามารถดมกลิ่น รวมถึงลิ้มรสของต้นไม้ และดอกไม้ที่สวยงาม ไปพร้อม ๆ กับรับฟังดนตรี และชื่นชมงานศิลปะที่มีสีสันของประเทศที่เข้าร่วมได้ หากใครต้องการความตื่นเต้นหน่อย ต้องลองขึ้นไปนั่งกระเช้าลอยฟ้าเหนือสวนสาธารณะ ทั้งนี้หลังจากนิทรรศการเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน ถึง 9 ตุลาคม พื้นที่จัดงานทั้งหมดในเมืองอัลเมียร์จะถูกพัฒนาใหม่ให้เป็นเขตเมืองสีเขียวชื่อ ‘Hortus’ เพื่อคนเนเธอร์แลนด์

สำหรับคนที่ชอบการย้อนเวลาไปสัมผัสอดีต – Inti Raymi 2022 – เปรู

ตื่นตาตื่นใจไปกับการเฉลิมฉลองทางศาสนาอันยิ่งใหญ่สำหรับ ‘Inti’ เทพแห่งดวงอาทิตย์ที่ทรงพลังที่สุดของอารยธรรมอินคา งานนี้ถูกจัดขึ้นให้ตรงกับช่วงครีษมายันในทวีปอเมริกาใต้ โดยจะมีเครื่องแต่งกายที่สวยงาม งานเลี้ยงหรูหรา รวมถึงการจำลองพิธีกรรมเคลื่อนขบวนไปยังป้อมปราการโบราณของชาวอินคาโบราณอย่างละเอียด เพื่อเป็นเกียรติแก่ Inti ผู้เข้าร่วมจะได้เห็น และสัมผัสถึงวัฒนธรรมพื้นเมืองของคนอเมริกาใต้ก่อนที่อิทธิพลของคนตะวันตกจะมาถึง ถ้าใครรู้สึกเต็มอิ่มกับเทศกาลแล้ว ก็ลองไปเดินเล่นชมซากปรักหักพังของเมืองเก่า ฟาร์มของคนในพื้นที่ และเส้นทางเดินเขาที่อยู่ในบริเวณโดยรอบ ในปีนี้เทศกาลจะจัดขึ้นที่เมืองกุสโกตั้งแต่วันที่ 21-24 มิถุนายน

สำหรับคนที่ชอบเต้นไปกับดนตรี และเครื่องแต่งกายหลากสีสัน – MassKara Festival – ฟิลิปปินส์

เทศกาลริมถนนที่มีชีวิตชีวาที่สุดในเมืองบาโคลอด หรือที่รู้จักในชื่อ เมืองแห่งรอยยิ้มนี้ เหมาะสำหรับใครที่อยากเคลื่อนไหวไปตามจังหวะดนตรีที่สนุกสนาน และปาร์ตี้กับคนในพื้นที่ หนึ่งในกิจกรรมหลักคือ การแข่งขันเต้นครั้งยิ่งใหญ่ที่นักเต้นในชุดสีสันสดใส และหน้ากากยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์จะวาดลวดลายที่น่าประทับใจให้ทุกคนได้ชม โดยหน้ากากยิ้มนี้เป็นเหมือนคำประกาศจากชาวบ้านว่า ไม่ว่าพวกเขาจะต้องความท้าทายะไร พวกเขาก็จะผ่านมันไปให้ได้เสมอ หลังจากได้เต้นจนเต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาหาอะไรรองท้อง อย่างเมนูไก่ย่างชื่อดังของเมืองที่เรียกว่า ‘Chicken Inasal’ นอกจากนี้ยังกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากมาย เช่น การประกวดนางงาม MassKara ปาร์ตี้ยามค่ำคืน และกีฬา ปีนี้งานจะจัดตลอดทั้งเดือนตุลาคม โดยกิจกรรมหลักจะมีขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม

สำหรับใครที่ชอบความมหัศจรรย์ของอารยธรรมอียิปต์ – พิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ Grand Egyptian อย่างเป็นทางการ – อียิปต์

ถึงแม้สถานการณ์โควิด-19 จะทำให้การก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ต้องล่าช้ากว่าที่กำหนด แต่อัญมณีเม็ดงามของอียิปต์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูงกิซ่านี้ เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะกลายเป็นศูนย์พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุด ทันสมัยที่สุด และโด่งดังที่สุดในโลก เนื่องจากค่าก่อสร้างที่ปัจจุบันเกินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์แล้ว แน่นอนว่าการเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่นี้จะต้องเป็นงานที่ผู้คนทั่วโลกเฝ้ารอ โดยพิพิธภัณฑ์จะมีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน และจะมีโบราณวัตถุประมาณ 100,000 ชิ้น ซึ่งอย่างน้อย 20,000 ชิ้น เป็นโบราณวัตถุที่ยังไม่เคยถูกนำไปจัดแสดงต่อสาธารณะชนที่ไหนมาก่อน รวมถึงเป็นที่เก็บสะสมศิลปวัตถุของตุตันคามุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก หนึ่งในไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือ รูปปั้นขนาดมหึมาของรามเสสที่ 2 กษัตริย์องค์ที่สามของราชวงศ์ที่ 19 ของอียิปต์โบราณบริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์

คุณภาพชีวิตที่ไม่อ่อนแรงของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675894

วันที่ 17 ก.พ. 2565 เวลา 14:35 น.คุณภาพชีวิตที่ไม่อ่อนแรงของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ SMA หนึ่งในโรคหายากในเด็กที่มีสาเหตุจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความท้อแท้หมดกำลังใจในการรักษา

การได้รับการรักษาที่เหมาะสมและคุณภาพชีวิตที่ดีที่ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกตินับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอายุขัยที่นานขึ้น รวมทั้งการมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ SMA (Spinal Muscular Atrophy) หนึ่งในโรคหายากในเด็ก ที่มีสาเหตุจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงที่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความท้อแท้หมดกำลังใจในการรักษา อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย ยังมีการรักษาแบบองค์รวมอย่าง “ศูนย์โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงศิริราช” (Siriraj Center of Neuromuscular Disease) โดยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ที่เรียกว่า “one stop service” เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดทางการรักษา ทำให้ครอบครัวประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการมาโรงพยาบาล

รศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ F)E)N)D) (Foundation to Eradicate Neuromuscular Disease) และอาจารย์ประจำสาขาระบบประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

รศ.พญ.อรณี แสนมณีชัย กรรมการมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ F)E)N)D) (Foundation to Eradicate Neuromuscular Disease) และอาจารย์ประจำสาขาระบบประสาทวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “SMA เป็นหนึ่งในชนิดของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั้งหมด มักพบในเด็กโดยเกิดจากพันธุกรรม ในประเทศไทยยังไม่มีการบันทึกจำนวนผู้ป่วยอย่างเป็นทางการ จากการสำรวจโดยแพทย์กุมารวิทยาเมื่อปี 2562 พบว่ามีประมาณ 170 กว่าราย หากดูจากความชุกของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด SMA ในเด็กจะอยู่ที่ 1 ต่อ 10,000 และอัตราการเกิดโรคของเด็กแรกเกิดจะอยู่ที่ 1 ต่อ 6,000 สำหรับผู้ป่วยนั้นจะประสบปัญหาความบกพร่องของกล้ามเนื้อที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวหรือการทำงานของอวัยวะในร่างกาย สำหรับการรักษาแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ การรักษาแบบเฉพาะเจาะจงโดยใช้ยาที่ช่วยปรับยีนที่บกพร่อง และการรักษาแบบองค์รวมหรือประคับประคองเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ศูนย์โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงศิริราชเป็นการอาศัยความร่วมมือจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขามาทำงานร่วมกันเพื่อวางแผนการรักษาและให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถกลับไปดูแลตัวเองที่บ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์บ่อย”

“นอกจากนี้ ยังรวมถึงการสนับสนุนผู้ป่วยให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับเด็กที่สุขภาพแข็งแรงตามปกติด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าพวกเขามีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตจนไม่สามารถออกไปเจอโลกภายนอกได้ เช่น พาผู้ป่วยไปสวนสนุก เมืองหิมะ หรือสถานที่ที่อยากไป อาจจัดเป็นการจับกลุ่มเด็กปกติให้มาร่วมกิจกรรมกับผู้ป่วย มีจับคู่กับเด็กปกติให้ช่วยดูแลระหว่างทำกิจกรรม และมีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ฯ เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยคลายความเครียด ลดความกดดัน และมีกำลังใจ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะช่วยเสริมประสิทธิภาพทางการรักษา และทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตในสังคมตามปกติมากที่สุดได้ด้วย” รศ.พญ.อรณี กล่าวเสริม

สำหรับผู้ป่วยการเรียนรู้และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตนย่อมเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการได้รับการดูแลจากแพทย์และบุคคลรอบข้าง การไม่ปิดกั้นตัวเองด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกแปลกแยก และใช้ชีวิตได้โดยไม่คิดว่าตนเป็นภาระให้คนในครอบครัว ผู้ดูแล หรือสังคม นอกจากนี้ ยังสามารถส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ป่วยรายอื่น ๆ ต่อไปได้อีกด้วย เช่นเดียวกับ “น้องหม่อม” นางสาวศุภาพิชญ์ ชาติวิวัฒน์พรชัย ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดที่ 3 (Type 3) ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะนี้กำลังฝึกงานที่ศูนย์โรคกล้ามเนื้อศิริราช เพื่อช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

นางสาวศุภาพิชญ์ ชาติวิวัฒน์พรชัย (น้องหม่อม) ผู้ป่วยโรค SMA นักศึกษา ปี4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และฝึกงาน ณ ศูนย์โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงศิริราช

“หม่อมเป็นโรค SMA Type 3 ที่ถือว่าเบาที่สุดแล้ว เท่าที่รู้คือเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ช่วงเริ่มหัดเดิน แต่หม่อมก็ยังโชคดีที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลืออะไรมาก มีเพียงรถเข็นที่ต้องใช้บ้าง ส่วนผลกระทบในการใช้ชีวิตนั้นแน่นอนว่าย่อมมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมบางอย่างที่ต้องทำร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งบางทีก็มีคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นเรา แต่สิ่งที่ทำให้หม่อมมีกำลังใจคือครอบครัวที่สนับสนุนดีมาก ๆ หรือเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่หม่อมเจอเวลาไปพบคุณหมอที่เค้าอาการแย่กว่าเรา ก็ทำให้เราคิดได้และไม่ต้องรู้สึกแย่ตลอดเวลา นอกจากนี้ หม่อมก็พยายามทำอะไรต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของคนอื่น ๆ จนเกินไป รวมถึงความคิดที่จะทำอะไรที่เราได้ช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ป่วยเหมือนเรา นั่นคือสิ่งที่หม่อมตั้งเป้าไว้ตั้งแต่เลือกสาขาที่จะเรียนจนได้มาฝึกงานที่ศูนย์ฯ นอกจากนี้ อีกสิ่งที่หม่อมอยากฝากไว้คือสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเราสามารถเสริมสร้างสุขภาพกายและใจของเราให้เข้มแข็งได้ พร้อมไปกับการรับการรักษาจากคุณหมอ อย่างหม่อมเองตั้งแต่เด็กก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอมาต่อเนื่อง และหน่วยงานอย่างศูนย์ฯ หรือมูลนิธิฯ ที่หม่อมได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมช่วงฝึกงานก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย หรือการได้ไปบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ของตัวเอง ก็ถือได้ว่าเราได้ช่วยหรือทำประโยชน์อะไรให้กับผู้ป่วยแบบเรา ก็ถือเป็นเรื่องดี ๆ ที่เราได้แบ่งปัน และเป็นการเพิ่มคุณค่าในการดำเนินชีวิตของหม่อมเองด้วย” นางสาวศุภาพิชญ์ (น้องหม่อม) กล่าว

“หมอคิดว่าผู้ป่วยจริงๆ มีความรู้สึกนึกคิดหรือสติปัญญาเหมือนคนปกติทุกอย่าง เพียงแค่มีข้อจำกัดทางร่างกายที่ทำให้อ่อนแรงหรือเดินไม่ได้เท่านั้นเอง ดังนั้น อยากเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยใช้ศักยภาพที่มีทั้งหมดให้ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมให้เกิดประโยชน์ที่สุด ทางแพทย์เองก็จะสนับสนุนให้พวกเขาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากที่สุด” รศ.พญ.อรณี กล่าวสรุป

สำหรับ “ศูนย์โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงศิริราช” (Siriraj Neuromuscular Disease) เป็นคลินิกรักษาผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กอายุ 1-18 ปี โดยการประสานความร่วมมือจากแพทย์และทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ด้านระบบประสาทวิทยา แพทย์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทยประยุกต์ นักโภชนาการ คุณครูการศึกษาพิเศษ นักดนตรีบำบัด เพื่อให้การมารักษาของผู้ป่วยได้ประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง โดยเปิดให้บริการทุกวันศุกร์ที่ 3 ของทุกเดือน เวลา 8:00 – 12:00 น. ณ โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังทำงานในรูปแบบเครือข่ายร่วมกับมูลนิธิโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะและการเข้าสังคมให้กับผู้ป่วย รวมถึงการสนับสนุนจากโครงการ High Cost High Fund ของศิริราชมูลนิธิ ด้านค่าใช้จ่ายในการรักษา การเดินทาง และจัดหาอุปกรณ์เสริมการใช้ชีวิตประจำวันให้กับผู้ป่วย เช่น รถเข็นไฟฟ้า เครื่องช่วยยก เครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลดำเนินชีวิตได้สะดวกขึ้น และยังสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ตามสิทธิ คือ สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สวัสดิการการรักษาพยาบาลของต้นสังกัด และสิทธิรักษาพยาบาลผู้พิการ

หมอโอ๊ค สมิทธิ์ เผยเทคนิค ‘คลีน-ตบ-แต้ม’ 3 ขั้นตอนจบวงจรสิวด้วยพลังธรรมชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675763

วันที่ 16 ก.พ. 2565 เวลา 08:45 น.หมอโอ๊ค สมิทธิ์ เผยเทคนิค 'คลีน-ตบ-แต้ม' 3 ขั้นตอนจบวงจรสิวด้วยพลังธรรมชาติ

สร้างประสบการณ์ใหม่แห่งผิว ‘วัตสัน จับมือ สมิทธิ์ เปิดตัว Smith Acne ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลปัญหาสิว เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่วัตสันเท่านั้น

นับเป็นข่าวดีของคนรักผิวและคนที่มีปัญหาสิวเลยทีเดียว เมื่อ วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย จับมือ สมิทธิ์ (Smith) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จากไลน์ Smith Acne เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แห่งผิวในการดูแลปัญหาสิวและสร้างผิวแข็งแรงอย่างล้ำลึกด้วยพลังธรรมชาติ 3 ขั้นตอน “คลีน-ตบ-แต้ม” ด้วย SMITH COBIOBALANCE ส่วนผสมอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ Smith เท่านั้น ซึ่งอุดมไปด้วยสารที่มีคุณค่าต่อผิว ปราศจากสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เหมาะสมกับทุกสภาพผิว  

คุณนวลพรรณ ชัยนาม Customer Director วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “วัตสันรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทาง Smith ซึ่งเกิดจากความตั้งใจเดียวกันคือการส่งมอบประสบการณ์แห่งการดูแลผิวและส่งต่อความมั่นใจ พร้อมทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้กับลูกค้าจากวัตสันอย่างครบสูตร ช่วยแก้ไขปัญหาสิวซึ่งเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่กังวล ซึ่งในปัจจุบัน พบว่าลูกค้ามักมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อตัวเองและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้สินค้าที่มีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อผิว หรือผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Chemical-Free ซึ่งผลิตภัณฑ์จาก Smith ที่เราได้นำมาเปิดตัววันนี้ ปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อผิว แถมยังไม่ทำการทดลองกับสัตว์อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น การจับมือกันในครั้งนี้ ยังเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในการเข้าถึงแบรนด์ได้อย่างง่ายดาย ด้วยกลุ่มสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟจากวัตสัน ที่สามารถหาซื้อได้เฉพาะที่หน้าร้านวัตสันกว่า 600 สาขาและผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้นค่ะ” 

นายแพทย์สมิทธิ์ อารยะสกุล ผู้บริหารสมิทธิ์ พรีเว่ เอสเธทีค กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีและดีใจเป็นอย่างมาก ที่แบรนด์สมิทธิ์ได้เป็นหนึ่งในสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่ร้านวัตสัน และเราก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาโดยตลอด ซึ่งโปรดักต์ไลน์ใหม่ Smith Acne นี้ เราคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ในการดูแลปัญหาสิวโดยเน้นการดูแลอย่างล้ำลึกเพื่อการปกป้องอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 ขั้นตอบ คลีน ตบ แต้ม เพื่อจบวงจรสิวด้วยพลังธรรมชาติ ซึ่งความพิเศษของผลิตภัณฑ์ในไลน์ Smith Acne คือสูตรเอกสิทธ์เฉพาะที่เป็นของ Smith เท่านั้นครับ” 

โดยผลิตภัณฑ์ไลน์ใหม่ล่าสุดจาก Smith Acne ประกอบด้วย Smith Soft Acne Wash เจลทำความสะอาดผิวหน้าฟองละเอียดนุ่ม สูตรปราศจากกรด BHA ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกและมลภาวะถึงระดับรูขุมขน ลดความมันและการสะสมของแบคทีเรีย สาเหตุของการเกิดสิวอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีสูตรเอกสิทธิ์เฉพาะอย่าง SMITH 3X NATURAL ACNE CONTROL จากส่วนผสมของ Tea Tree Leaf Oil ช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย Horse Chestnut ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และ Mushroom Extract ที่ช่วยควบคุมความมัน อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดสิว  

Smith Acne Essence น้ำตบกู้สมดุลผิว เนื้อสัมผัสบางเบา ซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วและไม่เหนียวเหนอะหนะอันเป็นสูตรเอกสิทธิ์เฉพาะจาก SMITH COBIOBALANCE ด้วยสารสกัดบัวหิมะเกรดพรีเมียมซึ่งเป็น Prebioticอันจะช่วยปรับสมดุลผิวทันทีหลังใช้ ดูแลจุลินทรีย์ที่ดีต่อผิวและยับยั้งเชื้อ C.Acne อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และอุดมไปด้วยสารที่มีคุณค่าต่อผิว 10 ประการ อย่าง Seboclear, Acne Busters,  Acnacidol BG, Wellcap Garcine,Dermaveil, Willow Bark Extract, Zincidone, Jiou Liquid B, Portulaca Extract และ Ipomoea Extract  

Smith Acne Soothing Gel เจลแต้มสิวสูตรปราศจากกรด BHA สูตรเอกสิทธ์ SMITH TRIPLE ACNE TARGET ACTION ผสานสารสกัดจากพลังธรรมชาติ จากเปลือกมังคุดที่อยู่ในรูป Nano Encap สามารถซึมซาบเข้ายับยั้งแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสารสกัดจากหัวหอมในการต่อต้านสิวอักเสบ รักษารอยแดงจากสิว และมี Tea Tree Oil ที่ช่วยลดปริมาณไขมัน ควบคุมความมันและการอุดตันรูขุมขน  ซึ่งผลิตภัณฑ์จากไลน์ Smith Acne เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารอันก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว อีกทั้งยังไม่ผ่านการทดลองกับสัตว์ โดย Smith Soft Acne Wash จะมีวางจำหน่ายที่ร้านวัตสันในขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา 390 บาท, Smith Acne Essence ขนาด 100 มิลลิลิตร ราคา 980 บาท และ , Smith Acne Soothing Gel ขนาด 10 กรัม ราคา 340 บาท  

เปิดประสบการณ์แห่งการดูแลผิวได้แล้วที่หน้าร้านวัตสันทุกสาขา หรือช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.watsons.co.th หรือแอปพลิเคชัน WatsonsTH ทั้ง PlayStore และ AppStore และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วัตสันทุกสาขาและ Line Official @WatsonsTH 

ชี้เป้าเหล่านักช้อป!! ลดเยอะลดจริงในงาน Brand Day Lifestyle Mega Sale

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675753

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 19:22 น.ชี้เป้าเหล่านักช้อป!! ลดเยอะลดจริงในงาน Brand Day Lifestyle Mega Sale

นักช้อปตัวจริงต้องมา!! มหกรรมมัดรวมสินค้ากระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเป้ และแอคเซสเซอรี่จาก 30 แบรนด์ดัง ลดสูงสุดกว่า 80% ในงาน Brand Day Lifestyle Mega Sale ที่ The EmQuartier วันที่ 15-20 ก.พ.นี้เท่านั้น

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

ช้อปเพลินเกินต้าน ก็ส่วนลดยั่วใจ..ไม่ช้อปยังไงไหว ในงาน Brand Day Lifestyle Mega Sale มหกรรมมัดรวมสินค้ากระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเป้ และแอคเซสเซอรี่จากแบรนด์ดัง รวมพลังลดสูงสุดกว่า 80% เอาใจสายเที่ยว สาย out door พบสินค้าไอเท็มเด็ดจากแบรนด์ดังกว่า 30 แบรนด์ อาทิ Victorinox, Polo world, Timbuk2, JanSport, Eastpak, Guess, Manhattan Portage, National Geographic ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในราคาสบายกระเป๋า

พิเศษสุดๆ กับ กล่องสุ่ม 2,900 บาท ลุ้นสินค้ารวมมูลค่ากว่า 12,000 บาท และกล่องสุ่ม 9,900 บาท ลุ้นสินค้ารวมมูลค่ากว่า 58,000 บาท งานนี้จัดมาให้แบบสุดคุ้มกับเหล่าสินค้าแบรนด์ดังที่คัดเลือกมาแล้วว่าดี ทั้งกระเป๋าเดินทาง แอคเซสเซอรี่ และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย #มาช้อปกล่องสุ่มแล้วรอลุ้นให้ฟินกระจายกันดีกว่า งานนี้ขอบอกเลยว่าลดเยอะมาก แถมยังมีดีลดีๆ ให้ช้อปทุกวัน 

พบกับงาน Brand Day Lifestyle Mega Sale ได้ที่ The EmQuartier, Quartier Gallery, M fl. ตั้งแต่วันที่ 15-20 กุมภาพันธ์ 2565 หรือช้อปง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิ๊กได้ที่ Line OA : https://lin.ee/oLkalMD ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : TheTravelStore 

อัลบั้ม Brand Day Lifestyle Mega Sale

ลิ้มรสอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ที่ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์ Goji Kitchen + Bar

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/675545

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 09:41 น.ลิ้มรสอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ที่ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์ Goji Kitchen + Bar

บุฟเฟ่ต์ครั้งนี้ไม่ธรรมดา โพสต์ทูเดย์กินเที่ยวชวนลิ้มรสอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ที่ “Goji Kitchen + Bar” ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติจากทั่วทุกมุมโลกของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

ตะลุยมื้ออาหารบุฟเฟ่ต์ครั้งนี้อยู่ที่ “Goji Kitchen + Bar” ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติจากทั่วทุกมุมโลกของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ดื่มด่ำไปกับหลากหลายโปรโมชั่นสุดพิเศษ ตื่นตาไปกับความหลากหลายจากกว่า 14 สเตชั่นอาหาร พร้อมเพลิดเพลินไปกับอาหารนานาชาติแสนอร่อยจากนานาประเทศ อาทิ อาหารตะวันตก อาหารอิตาเลียน อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารอินเดีย รวมไปถึงอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม

เพิ่มความพิเศษในมื้อบุฟเฟ่ต์สุดสัปดาห์ด้วยเมนูอาหารอิตาเลียนขึ้นชื่อจากแคว้นชื่อดังตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศอิตาลี เพื่อเปิดประสบการณ์ลิ้มลองอาหารนานาชาติแปลกใหม่ได้ตลอดปี 2565 โดยเริ่มต้นด้วยอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี ตั้งแต่วันนี้ – 27 มีนาคม 2565

โดยเชฟมากประสบการณ์ของห้องอาหาร Goji Kitchen + Bar ได้ นำเสนอเมนูอิตาเลียนสไตล์ซิซิเลียน (Sicilian) แบบดั้งเดิม ผ่านการรังสรรค์สุดพิเศษ จากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับเมนูไฮไลท์ในโซนอิตาเลียน ไม่ว่าจะเป็น  Local Burrata :Marinated Orange Salad. ev olive oil, Chili and Basil สลัดบูราต้าแบบดั้งเดิม ต่อด้วย Arancini : Mozzarella and Green Peas, Spicy Arrabiata Sauce. เมนูข้าวทอดสไตล์อิตาเลียนแปลใหม่ที่อร่อยมาก และ Pesce Sparda alla Grila : Grilled Swordfish, Fresh Lemon, Vegetable Caponata เมนูปลากระโทงแทงดาบย่าง เสิร์ฟพร้อมกับสตูว์ผักและเลมอนสด ดูรักสุขภาพสุดๆ 

สำหรับใครที่ชอบทานพาสต้า พลาดไม่ได้กับพาสต้าโฮมเมดอย่าง Spaccatelle alla Norva : Roast Eggplant, Spicy Tomato Pepperonaino Sauce, Pecorino Cheese กัมเบโอรอสโซ่ (ราวีโอลี่กุ้งแดงราดด้วยซอสกุ้งล็อบสเตอร์) และพาสต้ามะเขือม่วงย่าง คลุกเคล้ากับซอสเปเปอรอนซิโน่รสชาติเผ็ดเล็กน้อยและชีสนมแกะ

ต่อที่พิซซ่าหลากหลายท็อปปิ้ง อาทิ Spicy Salami Roast Garlic Pizza พิซซ่าหน้าซาลามี่แบบเผ็ด และ Grilled Vegetable Caponata Pizza พิซซ่าคาโปนาต้า 

ตบท้ายด้วยของหวานที่สามารถเลือกทานได้หลากหลาย เช่น ทีรามิสุ ขนมแป้งทอด Cannoli แบบดั้งเดิมที่ทำสดใหม่ทุกวัน และเจลาโต้ ไอศกรีมอิตาเลียนแท้ๆ เสิร์ฟพร้อมกับบิสกิต พร้อมเติมเต็มความสุขในมื้ออาหารด้วยแพ็คเกจเครื่องดื่ม พิเศษ Bellini (เบลลินี) แบบไม่อั้นรวม ในราคาเพียง 990++บาทต่อท่านเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ ในไลน์บุฟเฟ่ต์อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ฟินกันยาวๆ ทั้งของความ ของหวาน จากนานาประเทศ พร้อมเมนูเนื้อตัวท็อป Tajimawagyu ที่กินแล้วปลื้มมม…กันอย่างแน่นอน

โปรโมชั่นอาหารอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลี้นี้ ให้บริการเพิ่มเติมในไลน์บุฟเฟ่ต์อินเตอร์เนชั่นแนลทุกวันศุกร์-วันอาทิตย์ ตั้งแต่วันนี้ – 27 มีนาคม 2565

· บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำวันศุกร์ – อาทิตย์ เวลา 17.30 – 22.00 น. ราคา 2,199++ ต่อท่าน

· บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันวันเสาร์ เวลา 12.00 – 14.30 น. ราคา 2,199++ ต่อท่าน

· บุฟเฟ่ต์มื้อบรันซ์วันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 14.30 น. ราคา 2,500++ ต่อท่าน

สมาชิกแมริออท บอนวอย และคลับแมริออท รับส่วนลดตามสิทธิ์หน้าบัตร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งโทร. +66 (0) 2 059 5999 อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com  เว็บไซต์ www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/GojiKitchenAndBar/ และไลน์ @gojikitchenbar

Skinny Fat รูปร่างผอมไม่ได้แปลว่าแข็งแรงเสมอไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/675661

วันที่ 15 ก.พ. 2565 เวลา 08:55 น.Skinny Fat รูปร่างผอมไม่ได้แปลว่าแข็งแรงเสมอไป

รูปร่างเล็กใหญ่อาจไม่ใช่ปัญหา คนรักสุขภาพดูแต่ค่า BMI (Body Mass Index) ไม่ได้แปลว่าแข็งแรง ฟิตเนส เฟิรส์ท ชวนเช็คเปอร์เซ็นต์ไขมันฟรี! ก่อนสายเกินแก้

ในปัจจุบันผู้คนคงเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “ดัชนีมวลกาย” หรือ BMI (Body Mass Index) คือค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดความสมดุลของน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) และส่วนสูง (เซนติเมตร) ที่แสดงถึงโครงสร้างเบื้องต้นของร่างกายแต่ละคน ว่าอ้วนเกินไปหรือ ผอมเกินไป และทุกคนสามารถตรวจวัดด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน นั่นคือ การนำน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ก็จะได้ค่าดัชนีมวลกายออกมา เพื่อให้เรารู้เกณฑ์ที่จะรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยค่าเฉลี่ยของ BMI ของ หญิงไทยคือ 24.4 และ ของชายไทยคือ 23.1 (อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การโฟกัสที่น้ำหนักเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับคนที่ต้องการจะลดความอ้วนเสมอไป แต่การรู้ “เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย” (Body Fat Percentage) ต่างหากที่มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากคนที่รูปร่างผอมเพรียว แต่อาจมีไขมันซ่อนอยู่ในส่วนอื่นๆ หรือในหน้าท้องส่วนล่าง จงรู้ว่านั่นคือ ไขมันสะสมในร่างกาย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เรียกว่า Skinny Fat ที่ดูภายนอกผอมแต่ว่าไม่ได้แข็งแรงเสมอไป เนื่องจากมีกล้ามเนื้อน้อยแต่มีระดับไขมันไม่น้อยตาม

ในทางกลับกันบางคนที่ดูเหมือนตัวใหญ่หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนอื่น เมื่อเช็คค่าในร่างกายแล้ว พบว่ามีมวลกล้ามเนื้อมาก มวลไขมันไม่สูง จึงมีความแข็งแรงและมีการเผาผลาญที่ดีกว่า ดังนั้นการรู้ค่าไขมันในร่างกาย จะช่วยให้ทุกคนสามารถเลือกออกกำลังกาย เลือกวิธีลดความอ้วนได้ตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงทำให้รู้ว่ามีความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ทั้งโรคอ้วน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ตามมาหรือไม่ จะได้รีบแก้ไขให้ไวก่อนสายเกินแก้

ดังนั้น หากอยากรู้ค่าต่างๆ ในร่างกายแบบครบทุกมิติ ทุกคนสามารถเข้าไปทดลองเล่นฟรี พร้อมรับบริการตรวจร่างกายกับ Boditrax ซึ่งเป็รโปรแกรมที่มีเฉพาะที่ คลับฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First) เท่านั้น คุณจะได้ตรวจเช็คร่างกายของคุณแบบองค์รวม ทั้งมวลกล้ามเนื้อ ไขมัน น้ำ และกระดูก พร้อมด้วยค่า BMI, BMR, Metabolic Age ที่ให้ผลที่แม่นยำ เพียงเชื่อมต่อกับมือถือ ก็ช่วยให้คุณรู้จักร่างกายแบบรอบด้าน นำไปสู่การออกแบบการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและรายงานผลอย่างรวดเร็วให้แก่ทุกคน เปิดโอกาสให้คุณได้ทดลองแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายกับกิจกรรม CLUB OPEN WEEK ถึง 18 กุมภาพันธ์นี้ ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมและตรวจวัดร่างกายฟรีได้เลย

Lee Cooper กลับมาสร้างตำนานความท้าทายบทใหม่ให้เหล่า New Gen

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675627

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 17:34 น.Lee Cooper กลับมาสร้างตำนานความท้าทายบทใหม่ให้เหล่า New Gen

ครีเอทสไตล์ที่ใช่ไปพร้อมกันอีกครั้งกับ Lee Cooper ยีนส์ระดับตำนานจากอังกฤษ ให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น My Denim My Rules

แลนดิ้งถึงไทยอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งกับสุดยอดไอคอนิคยีนส์แบรนด์ดังจากประเทศอังกฤษ Lee Cooper (ลี คูเปอร์) จัดจำหน่ายโดย บริษัท DKSH (ประเทศไทย) จำกัด ที่พร้อมกลับมาสร้างตำนานความท้าทายบทใหม่ให้เหล่า New Gen ได้ครีเอทลุคที่ใช่แบบไร้ขีดจำกัดในสไตล์ของตัวเอง ด้วยคอนเซ็ปต์ “My Denim My Rules ให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น” โดยคว้าตัว 2 หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของ young generation อย่างชัดเจน แอลลี่ อชิรญา และ มาร์ช จุฑาวุฒิ มาร่วมเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์เปิดตัว 2 คอลเลคชั่นแรก Spring Summer 2022 ซึ่งเปิดให้ช้อปทุกไอเทมพร้อมกันได้แล้ววันนี้ทั่วประเทศ และเตรียมสัมผัส The Cooper Collection ในเดือนเมษายนนี้ ที่ร้าน Lee Cooper ทุกสาขา และสามารถช้อปออนไลน์ได้ที่ www.leecooper.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

Lee Cooper แฟชั่นเดนิมแบรนด์ดังสัญชาติอังกฤษ ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1908 โดย Mr. Morris Cooper (มร.มอร์ริส คูเปอร์) ในฐานะเดนิมยีนส์แบรนด์แรกของฝั่งยุโรป จากจุดเริ่มต้นการเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานที่มีชื่อเสียง ในด้านความทนทาน จวบจนยุคหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 Mr. Harold Cooper (มร.ฮาโรลด์ คูเปอร์) ลูกชายของเขา ได้เข้ามารับช่วงต่อและเริ่มต้นผลิตยีนส์แฟชั่นขึ้นเป็นครั้งแรกจนได้รับความนิยมอย่างสูงในอังกฤษภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ต่อมา Lee Cooper ยังเป็นแบรนด์แรกที่สร้างความโดดเด่นด้วยการผสานแฟชั่นและดนตรี (British rock ‘n’ roll) เข้าไว้ด้วยกัน โดยร่วมทำงานกับศิลปินระดับโลกอย่างวง The Rolling Stones, UB40, Serge Gainsbourg และ Rod Stewart จนสามารถครองใจวัยรุ่นและทำให้แบรนด์กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยสไตล์ที่โดดเด่นครองความนิยมจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า 114 ปี

สำหรับการกลับมาในประเทศไทยของ Lee Cooper ครั้งนี้ แบรนด์ยังคงสะท้อนเอกลักษณ์และตัวตนตั้งแต่เริ่มต้น อย่างชัดเจน ผ่านคอนเซ็ปต์ “My Denim My Rules ให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น” ที่พร้อมจะพาทุกคนฉีกทุกกฎไปค้นพบสไตล์ที่ใช่ของตัวเอง ด้วยการนำเสนอแฟชั่นเดนิมและหลากหลายไอเทม ในมุมมองที่แตกต่าง โดยผสานกลิ่นอายคลาสสิกและดีเทลสุดประณีตในแบบลอนดอนเนอร์ เข้ากับความสดใหม่ของดีไซน์ที่ฉีกกรอบไอเทมเดนิมเดิมๆ เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์และไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนกัน ของแต่ละคน และตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ที่ต้องการสนับสนุนความแตกต่างและความหลากหลายของทุกคนอย่างแท้จริง 

จากความเชื่อของแบรนด์สู่การลงมือทำ Lee Cooper ขอพาทุกคนฉีกทุกกฎไปค้นพบสไตล์ที่ใช่ เพื่อดึงอัตลักษณ์ ของแต่ละคนออกมาอย่างสร้างสรรค์ ด้วยไอเทมที่สะท้อนความโดดเด่นในตัวเองและสามารถสวมใส่ได้จริงในทุกๆ วัน กับ 2 คอลเลคชั่นแรก Spring Summer 2022 แฟชั่นเดนิมฟิตที่มีให้เลือกหลากหลายเหมาะกับทุกสไตล์ พร้อมกับเอกลักษณ์บนกระเป๋าหลัง Back Pocket ที่เรียกว่า “Arcuate”  ซึ่งนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อที่มีดีไซน์ที่โดดเด่นของแบรนด์ และ The Cooper Collection อีกหนึ่งคอลเลคชั่นไฮไลท์ที่พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกใช้ผ้า Selvedge ซึ่งช่วยทำให้ยีนส์ เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ จนไปถึงขั้นตอนการตัดเย็บอย่างประณีต สำหรับคอลเลคชั่น Spring Summer 2022 พร้อมให้ทุกคน เข้าไปสัมผัสได้แล้ววันนี้ และเตรียมพบกับ The Cooper Collection ในเดือนเมษายนนี้

นอกจากคอนเซ็ปต์ My Denim My Rules ให้คุณเป็นแบบที่คุณเป็น Lee Cooper ยังได้เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ มากความสามารถที่สะท้อนคาแรคเตอร์ของเหล่า New Gen อย่าง แอลลี่-อชิรญา นิติพน และ มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และสไตล์ของแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผ่านคอลเลคชั่น Spring Summer 2022 และ The Cooper Collection และนอกจากนี้ เตรียมพบกับอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์ ครั้งแรกของการเปิดตัวแบรนด์ Lee Cooper ไอคอนิคยีนส์ ระดับตำนานจากอังกฤษ ที่จะปลุกความมันส์ ระเบิดความสนุก วาดสีสันด้วยสไตล์แฟชั่นในแบบที่คุณเป็น ผ่านประสบการณ์ Live event ที่อลังการที่สุดที่เคยมีมา ซึ่งผสานสีสันแห่งแฟชั่น ดนตรี และการเต้นเข้าไว้ด้วยกัน ในคอนเซ็ปต์ My Denim My Rules ถ่ายทอดออกมาด้วยความเป็นคุณ และพิเศษที่สุดสามารถช้อปได้ทันทีจากรันเวย์ ในเดือนมีนาคมนี้

Lee Cooper Spring Summer 2022 Collection

ร่วมค้นหาและครีเอท My Denim My Rules ในสไตล์ของคุณได้แล้ววันนี้ที่ร้าน Lee Cooper ทุกสาขา ณ ห้างสรรพสินค้า ชั้นนำทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ที่ http://www.leecooper.co.th พร้อมรับบริการ “BUY TRY EARN” หรือ BUY ONLINE, TRY AT STORE, EARN REWARD POINTS ที่สามารถลองสวมใส่สินค้าจริงจนกว่าจะพอใจ บริการเปลี่ยนคืนสินค้า ที่หน้าร้าน เมื่อสั่งซื้อผ่านออนไลน์ และอีกหนึ่งความพิเศษ Membership Program สำหรับสมาชิก Lee Cooper Club จะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ คะแนนสะสมจากยอดซื้อ ส่วนลดเดือนเกิด สิทธิพิเศษเมื่อเลื่อนระดับสมาชิก และกิจกรรมพิเศษเฉพาะสมาชิกเท่านั้น

สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: LeeCooperTH

Instagram: LeeCooperTH , Line Official: LeeCooperTH

Twitter: LeeCooperTH , Tiktok: LeeCooperTH

และ Shop online ได้ทาง www.leecooper.co.th

PIAGET เผย 2 เรือนเวลาแห่งปีที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/675579

วันที่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 13:50 น.PIAGET เผย 2 เรือนเวลาแห่งปีที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์

PIAGET เปิดภาพให้ชมกันชัดๆ ก่อนเผยโฉมจริงในงาน WATCHES & WONDERS 2022 กับ 2 เรือนเวลาแห่งปีที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ที่บ่มเพาะมาอย่างยาวนาน อย่าง PIAGET POLO SKELETON และ LIMELIGHT GALA AVENTURINE

WHEN MASTER WATCHMAKERS WORK WITH MASTER JEWELLERS

เมื่อมาสเตอร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกามาคอลลาบอเรชั่นกับช่างฝีมือด้านอัญมณีประจำเมซง ผลลัพธ์ที่ได้คือกลไกที่บางเฉียบราวกับแผ่นเวเฟอร์ผสานการฝังเพชรอันละเมียดละไม เรียกได้ว่าเป็นอีกชิ้นงานที่หลอมรวมศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูงและอัญมณีศิลป์ได้อย่างไร้ที่ติ และนี่คือ Piaget Polo Skeleton ล่าสุดประจำปี 2022

หากคุณคิดว่าเพชรบริลเลียนต์คัตน้ำงามกว่า 1,746 เม็ดต่างดึงดูดสายตาให้จับจ้องเรือนเวลาชิ้นนี้แล้วหล่ะก็ กลไก 1200S1 Self-winding แบบสเกเลตันที่บางเฉียบใจกลางตัวเรือนคือ คีย์พีซอีกชิ้นที่ทำให้คุณแทบละสายตาไม่ได้เช่นกัน

A WATCH FOR THE PRESENT TIME

ย้อนกลับไปปี 1979 เมื่อเมซงท้าทายขีดจำกัด ด้วยการเปิดตัว Piaget Polo นาฬิกาลุคสปอร์ตสุดหรูที่ตอบโจทย์เอเวอรี่เดย์ลุคและหลวมรวมดีไซน์ โค้ดของแบรนด์อย่าง Style, Casual elegance และ Freedom ไว้อย่างครบครัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า Piaget Polo คือเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ เป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์แห่งยุค ทั้งยังสะท้อนคาแรคเตอร์ของเหล่าเกม เชนเจอร์ผู้สวมใส่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ผู้ที่กล้าจะเป็นตัวของตัวเองในแบบไม่ตามใคร

ALWAYS INNOVATING, ALWAYS IMPROVING

กว่าจะเป็นกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจาก 1200S1 จะมาพร้อมกับความบางแบบสุดขั้วเพียง 2.4 มิลลิเมตรแล้ว ยังมาในสไตล์ Skeleton ศิลปะแสนวิจิตรบนเครื่องบอกเวลา ที่ผสานชั้นเชิงของเหล่าช่างนาฬิกาชั้นสูง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แหวกขนบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และนี่คือเส้นทางสู่ความสำเร็จที่ทุกคนต่างรอคอย

เมซงใช้เวลามากกว่า 2 ปี ในการพัฒนากลไก 1200S สไตล์ Skeleton จากกลไกต้นแบบเลื่องชื่อ 1200P โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การลดทอนชิ้นส่วนโลหะขนาดใหญ่และคงไว้เพียงชิ้นส่วนที่จำเป็นที่ส่งผลกระทบต่อความแม่นยำ จากนั้นใช้เวลาอีก 2 ปีครึ่ง ในการศึกษาและปรับแต่งกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ 1200S ไปจนถึงรายละเอียดอื่น ๆ ให้สมบูรณ์แบบ อาทิ เพิ่มความต้านทานสนามแม่เหล็กให้สูงขึ้นเพื่อการทำงานที่เที่ยงตรงสูงสุด ก่อนส่งมอบเวอร์ชั่น 1200S1 ที่เพรียวบางสุดขั้วสู่ผู้ใช้งานตัวจริง

โรเตอร์สลักตราสัญลักษณ์ของเพียเจต์ยังคงวางในตำแหน่งเยื้องศูนย์ที่ 8 นาฬิกา เช่นเดียวกับกลไก 1200S และ 1200P รุ่นก่อนหน้า เพื่อไม่ให้บดบังทิศทางของแสงขณะส่องผ่านกระจกหน้าปัดและฝาหลังตัวเรือนแบบแซฟไฟร์คริสตัล ขณะที่ชิ้นส่วนกลไกอื่นๆ ที่วางไล่ระดับตามเลเยอร์ต่างก็มอบมิติแสงเงาที่งดงามไม่แพ้กัน

แม้จะเป็นรุ่นล่าสุดของตระกูล แต่เมซงการันตีเรื่องความแม่นยำ เที่ยงตรงและทนทานว่าสเป็กไม่แพ้รุ่นอื่นแน่นอน โดยสามารถสำรองพลังได้ยาวนาน 44 ชั่วโมง ทั้งยังกันน้ำมาตรฐานระดับ 3 ATM หรือเทียบเท่าความลึก 30 เมตร

HIGH JEWELLERY EXPERTISE

ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 42 มิลลิเมตร ตกแต่งด้วยเพชรบริลเลียนต์คัต 268 เม็ด และถึงแม้จะเป็น คอลเลคชั่นสายสปอร์ตแต่ตัวเรือนกลับมีความหนาเพียง 7.35 มิลลิเมตร เท่านั้น จับคู่สายนาฬิกาไวท์โกลด์ขัดเงา โดยข้อต่อแต่ละข้อมาในดีไซน์รูปตัว H ขัดผิวซาติน ประดับเพชรบริลเลียนต์คัต 1,478 เม็ด ซึ่งเพชรแต่ละเม็ดถูกเจียระไนใหม่ชิ้นต่อชิ้น เพื่อให้แน่ใจว่ารูปทรงและสัดส่วนเข้ากับการสร้างสรรค์เรือนเวลาชิ้นนั้นอย่างแท้จริง ก่อนนำมาประดับบนตัวเรือนตามแพทเทิร์นที่ออกแบบไว้ใช้เวลาทั้งสิ้นกว่า 61 ชั่วโมง

ทั้งหมดนี้คือเครื่องสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ที่บ่มเพาะมาอย่างยาวนาน เพื่อรังสรรค์ชิ้นงานที่นำเสนอแนวคิดนอกกรอบ ทั้งยังหลอมรวมศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูงและอัญมณีศิลป์ได้อย่างไร้ที่ติ

THE SPARKLE OF EXTRAVAGANCE

ปลดปล่อยตัวเองทะยานสู่หมู่ดาวระยิบระยับไปกับ Limelight Gala Aventurine เรือนเวลาไอคอนที่หยิบเอามนต์เสน่ห์แห่งท้องฟ้าสีครามยามค่ำคืนมาถ่ายทอด

หากเอ่ยถึงชื่อเพียเจต์แล้ว แน่นอนว่านาฬิกาถือเป็นชิ้นงานจิวเวลรี่ที่เป็นหัวใจหลักอันดับหนึ่ง ที่ช่างฝีมือของเมซงไม่เคยหยุดท้าทายขีดจำกัดในการรังสรรค์ ทุกชิ้นส่วนตั้งแต่ตัวเรือนไปจนถึงหน้าปัด หรือแม้แต่สายนาฬิกาไปจนถึงการประดับอัญมณี ล้วนถูกปลุกให้มีชีวิตด้วยเหล่าช่างฝีมือชั้นเลิศทั้งสิ้น และนี่คือเรือนเวลา Limelight Gala Aventurine ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และแฝงศาสตร์ที่เมซงเชี่ยวชาญไว้อย่างครบครัน

A FEMININE ICON

ทุกวันนี้ชื่อของคอลเลคชั่น Limelight Gala ยังชวนให้นึกถึงเหล่าเพียเจต์ โซไซตี้ที่มีชื่อเสียงและบรรยากาศปาร์ตี้สุดฮอตที่เหล่าคนดัง ศิลปิน ลูกค้า หรือแม้แต่ Friends of the brand มารวมตัวเพื่อแบ่งปันและดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาอันเปี่ยมสุขอยู่เสมอ นั่นก็เพราะย้อนกลับไปช่วงราวทศวรรษที่ 1970s ยุคเรืองรองแห่งการเข้าสังคมที่เหล่าอิสตรีต่างเฉิดฉายไปด้วยเครื่องประดับ ขณะเดียวกันการเปิดตัวของเรือนเวลาจิวเวลรี่ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์อันสุดขั้ว ณ ขณะนั้น อย่าง Limelight Gala ก็ดึงดูดความสนใจของเหล่าสุภาพสตรีไม่ใช่น้อย ด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตาของดีไซน์ขาแบบอสมมาตร จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองที่เคียงข้างสุภาพสตรีมาจนถึงทุกวันนี้

THE BEGINNING OF A NEW STORY

แม้รูปร่างของ Limelight Gala จะชวนสะดุดตา แต่ดีไซน์ที่น่าสนใจนี้กลับมีดีเทลมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือนโค้งเว้า ขาตัวเรือนแบบอสมมาตรที่ยื่นจากแต่ละฝั่งของตัวเรือนไปยังสายนาฬิกาเพื่อสร้างเส้นสายที่เย้ายวน ไปจนถึงเพชรแต่ละเม็ดที่ถูกฝังอย่างประณีตด้วยช่างฝีมือของเมซง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นซิกเนเจอร์ สไตล์ของคอลเลคชั่นนี้ทั้งสิ้น ถ่ายทอดนิยามของอิสตรีผู้สวมใส่ได้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นในแง่ของผู้สร้างแรงบันดาลใจ ผู้เปี่ยมด้วยจินตนาการที่สร้างสรรค์ ผู้ที่กล้าเผชิญหน้าและมาดมั่นในความอิสระ มากกว่าเรือนเวลา เพราะ Limelight Gala เป็นดั่งถ้อยแถลง มากกว่าจิวเวลรี่ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ที่แต่ละชิ้นงานหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้สวมใส่และเปล่งประกายเจิดจรัสไปพร้อมกัน

THE ART OF THE BRACELET

สีน้ำเงินของอเวนเจอรีนกับประกายงามของเพชร หากนำมาเข้าคู่กับสายรัดข้อมือแบบเมลานีส ยิ่งชวนให้หลงใหลเป็นทวีคูณ สายรัดข้อมือแบบเมลานีสหนึ่งเส้นใช้เวลาในการรังสรรค์มากกว่า 100 ชั่วโมง และอาศัยช่างทำทองมากฝีมือไม่ต่ำกว่า 8 คน หากเปรียบแล้วก็เหมือนดั่งช่างตัดเย็บ Haute-Couture ที่แต่ละขั้นตอนค่อยๆ รังสรรค์อย่างวิจิตรบรรจง โดยเริ่มต้นจากนำทองคำที่ผ่านกระบวนการบัดกรีจนได้เส้นสายที่บางเบาราวกับเส้นไหมมาทำให้อยู่ในลักษณะเกลียว จากนั้นถักทอทีละเส้นเข้าด้วยกัน จนครบ 366 เส้น ก่อเกิดผลลัพธ์ที่เบาสบายเมื่อยามสวมใส่ ทั้งยังหลอมรวมเข้ากับตัวเรือนและขาแบบอสมมาตรได้อย่างกลมกลืน

นอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่สง่างามแล้ว ภายใน Limelight Gala Aventurine ยังบรรจุกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ Calibre 501P1 ตัวล่าสุดที่ผลิตขึ้นในโรงงานของเมซงเองอีกด้วย ทั้งยังผลิตจำกัดเพียง 300 ชิ้นเท่านั้น

GET LOST IN STARRY NIGHTS

ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 32 มิลลิเมตร ประดับเพชรบริลเลียนต์คัตรวม 62 เม็ด โดดเด่นด้วยหน้าปัดอเวนเจอรีนสีน้ำเงินเข้ม โดยชื่อของ อเวนเจอรีน ‘Aventurine’ มาจากภาษาอิตาลี ‘Avventura’ ซึ่งก็คือ ‘Adventure’ ที่สื่อถึงการค้นพบ อเวนเจอรีนโดยบังเอิญในช่วงศตวรรษที่ 17 ระหว่างกระบวนการผลิตแก้วที่โรงงานบนเกาะมูราโน่ เมืองเวนิส โดยปัจจุบันสีน้ำเงินของอเวนเจอรีน เกิดจากการเติม Copper Oxide ลงไปในแก้วนั่นเอง

สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน โทร . 02-610-9678