เฮงสนั่นตลอดปี ฤกษ์ดีรับปีเสือ ‘เซ็นทรัล’ เนรมิตห้างอลังการส่งเสือคำรามพรในรูปแบบป็อปอาร์ตสไตล์จีนวินเทจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/673680

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 10:45 น.

เฮงสนั่นตลอดปี ฤกษ์ดีรับปีเสือ 'เซ็นทรัล' เนรมิตห้างอลังการส่งเสือคำรามพรในรูปแบบป็อปอาร์ตสไตล์จีนวินเทจ

ห้างเซ็นทรัล ส่งเสือคำรามความสุข ปลุกเศรษฐกิจคึกคักรับตรุษจีน จัดงาน “Central The Roaring Chinese New Year 2022” เนรมิตห้างยิ่งใหญ่ให้ลูกค้าเฮงสนั่นรับปีเสือ! ณ ห้างแห่งความสุขของคนไทย ที่อยู่เคียงข้างกันมากว่า 75 ปี

ตอกย้ำเดสติเนชั่นนักช้อปสายเฮง ห้างเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ในใจคนไทย ร่วมกับบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน เครดิตการ์ด ส่งต่อพลังมงคลชุดใหญ่ให้ลูกค้า คำรามลั่นความเฮง! ปลุกเศรษฐกิจแวดวงรีเทลคึกคักรับเทศกาลตรุษจีนปี 2565 และครั้งนี้ยังยิ่งใหญ่กว่าทุกปีเพราะครบรอบ 75 ปีห้างเซ็นทรัลที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน สร้างความสุขให้นักช้อปทุกเทศกาล ไม่เคยหยุดสร้างประสบการณ์สุดพิเศษเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และในไตรมาสแรกประเดิมปีขาล จัดงานใหญ่ “Central The Roaring Chinese New Year 2022” เฮงสนั่นตลอดปี ฤกษ์ดีรับปีเสือ โดยเนรมิตห้างอลังการส่งเสือคำรามพรในรูปแบบป็อปอาร์ตสไตล์จีนวินเทจสุดสร้างสรรค์ สะท้อนวัฒนธรรม Classical Chinese Culture อันเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงวิถีชีวิตที่งดงามของชาวไทยเชื้อสายจีน ภายใต้คอนเซ็ปต์ปีเสือพลังน้ำ ส่งพลังความโชคดีและโชคลาภ สร้างสีสัน ความสนุก พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเทศกาลแห่งการจับจ่าย จัดเต็ม! สินค้า อาหารมงคล พร้อมโปรโมชั่นและกิจกรรมอัดแน่น ณ ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และทุกช่องทางช้อปปิ้ง เริ่มแล้ววันนี้ – 7 กุมภาพันธ์ 2565

“ตรุษจีนที่เซ็นทรัลคือวิถีของคนไทยที่มีมาอย่างยาวนาน เราจัดแคมเปญฉลองตรุษจีนมาอย่างต่อเนื่อง จึงเข้าถึงและเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดีถึงความต้องการด้านการจับจ่าย ลูกค้ามองหาของมงคล และสินค้าเสริมความมั่งคั่งร่ำรวยตลอดปี ตรุษจีนปีนี้ เราจึงจัดแคมเปญ ‘Central The Roaring Chinese New Year 2022’ ชวนทุกท่านมาเที่ยว ช้อป รับพรปีเสือมหาเฮง ตกแต่งห้างอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบเสือวินเทจ ป๊อบอาร์ตคำรามพร สร้างเป็นแลนมาร์กใหม่ในเทศกาลตรุษจีนปี 2565 ใจกลางกรุงเทพ ปลุกบรรยากาศการ ช้อปสร้าง Emotional ให้ลูกค้าเอ็นจอยช้อปปิ้ง พร้อมทั้งยังตอบสนองความต้องการลูกค้าทุกแบบ ทั้งกลุ่มครอบครัว และกลุ่มมิลเลนเนียล โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีน ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่ครอบคลุม 360 องศา ทั้งออฟไลน์กับกิจกรรมสุดครีเอตที่ต้องมาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษเองที่ห้างเท่านั้น และออนไลน์รวมถึงบนโซเชียลมีเดีย ที่เตรียมความสนุกอย่างเต็มที่เช่นกัน และแม้ตรุษจีนนี้ สินค้าบางอย่างปรับราคาขึ้น แต่คาดว่าบรรยากาศภาพรวมจะคึกคักได้ ด้วยกิจกรรมและโปรโมชั่นที่คุ้มค่า เติมเต็มความสนุกทุกการช้อปให้ทุกคนดื่มด่ำความสุขในเทศกาลตรุษจีนที่ห้างเซ็นทรัลอย่างเช่นเคย” รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าว

ไฮไลต์ปีนี้ พบพลังเสือคำรามพรชุดใหญ่ ครบจบในที่เดียว

ดีไซน์โดดเด่นด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมจีนสุดคลาสสิค ห้างเซ็นทรัลได้เนรมิตห้างในรูปแบบงานป็อปอาร์ตสไตล์จีนวินเทจสุดสร้างสรรค์ สะท้อนวัฒนธรรม Classical Chinese Culture นำเอกลักษณ์วิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีน จำลองตลาดน้อยชุมชนตลาดจีนที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน ยกมาไว้ที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม ทั้งหลังคาทรงจั่ว เก้าอี้ร้านก๋วยเตี๋ยว ปี๊ป กรงนก และธูปขด ชูเสน่ห์การตกแต่งจนประทับใจต่อผู้พบเห็น

หนุนนักคิดหน้าใหม่ปล่อยพลังบรรเจิด ครั้งแรก! ของห้างเซ็นทรัล กับการเปิดพื้นที่ให้ Talent Staff หรือพนักงานที่มีไอเดียสร้างสรรค์สามารถร่วมออกแบบงานศิลปะบนห้างอย่างอิสระ ไม่ซ้ำแบบใคร โดยให้พื้นที่บริเวณจุดยุทธศาตร์ใจกลางกรุงเทพ ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ที่บริเวณหัวมุมถนน ปล่อยความเจ๋งได้อย่างเต็มที่ กับคอนเซ็ปต์เสือพลังน้ำ ที่กำลังเป็นแลนมาร์กยอดฮิตในเทศกาลตรุษจีนที่ลูกค้าให้ความสนใจถ่ายภาพพร้อมแชร์โมเม้นต์ความประทับใจกันเป็นอย่างมาก

เสือกระโจนส่งพลังมงคลแก่นักช้อป ห้างเซ็นทรัล ดึงความแข็งแกร่งและความสง่างามของเสือนักษัตรมหาเฮงปีนี้ มาช่วยส่งต่อพลังมงคลให้ลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมตกแต่งห้างแต่ละสาขาให้งดงามแตกต่างกัน จัดเต็ม 5 สาขาหลัก ได้แก่ ชิดลม, เซ็นทรัลเวิลด์, ลาดพร้าว, ปิ่นเกล้า และบางนา

ปีเสือต้องไว! พบไอเท็มสุดลิมิตเต็ด เก๋! จนอยากสะสม รีบจับจองคอลเลคชั่นสุดลิมิตเต็ด ที่ห้างเซ็นทรัล ร่วมกับ “Cuscus The Cuckoos” (คัสคัส เดอะ คุ๊กคูส์) หรือ กุ๊ก-ชนิดา วรพิทักษ์ ศิลปินนักวาดรุ่นใหม่ โด่งดังระดับเอเชีย มาร่วมสร้างสรรค์ของที่ระลึกเสริมมงคลดีไซน์สุดพิเศษ อาทิ ซองอั่งเปา กิ๊ฟท์การ์ด และสินค้าแลกซื้อ อย่าง กระเป๋าผ้า เสื้อหมอน และผ้าห่มในลวดลายเสือ พร้อมสีสันความเป็นสิริมงคล

อร่อยพร้อมเฮง พลาดไม่ได้กับมื้อพิเศษ ด้วยเมนูฉลองตรุษจีนแสนอร่อยมากมาย ในศูนย์อาหาร Lofter รวบรวมร้านอาหารไทยในตำนาน ตั้งแต่สตรีทฟู้ดชื่อดังจนถึงภัตตาคารเก่าแก่ ที่ ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลชิดลม

พิเศษพบกับขบวนความเฮง แจกอั่งเปา วันที่ 27, 29, 30 ม.ค. / 1 ก.พ. 65 รอบเวลา 12.30 และ 17.30 น. , เพลิดเพลินกับการแสดงกู่เจิง วันที่ 27, 29, 30 ม.ค. / 1 ก.พ. 65 รอบเวลา 12.00 – 14.00 น. ,อิ่มฟรีกับอั่งเปาออนไลน์ วันที่ 29 ม.ค. 65 – 1 ก.พ. 65 รับคูปองทานอาหารมูลค่า 80 บาท ผ่านทาง Facebook HappyLofter (จำกัด 50 สิทธิ์ต่อวัน)

และที่ Living House ลิ้มรสเมนูมงคลกับ Happy Chinese New year ชั้น 4 ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว แจกอั่งเปาอิ่มฟรี วันที่ 29 – 30 ม.ค. 65 รับฟรี Living House Cash Coupon มูลค่า 50 บาท รอบเวลาแจก 12.00 / 14.00 / 16.00 / 18.00 น. , แจกอั่งเปาออนไลน์ วันที่ 28 ม.ค. 65 – 6 ก.พ. 65 รับฟรี Living House Cash Coupon มูลค่า 80 บาท ที่ Facebook Living House At Central จำกัด 50 สิทธิ์ต่อวัน

ช้อปปิ้งอุ่นใจ ในสถาณการณ์เช่นนี้ทางห้างยังคงให้ความสำคัญต่อการรักษาสุขอนามัยของลูกค้า พนักงาน และสถานที่ ภายใต้มาตรการ “Central Clean & Safe” ด้วยขั้นตอนการคัดกรองอย่างเคร่งครัด ทำความสะอาดอย่าง สม่ำเสมอทุกจุดสัมผัส เว้นระยะห่างสังคม เพื่อให้นักช้อปสามารถมาใช้บริการได้อย่างอุ่นใจ

ใส่ใจสังคมและชุมชน เพราะไปได้ไกล ต้องไปด้วยกัน

และในโอกาสนี้ ห้างเซ็นทรัล ยังให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนภูมิปัญญาชาวบ้าน ส่งเสริมอาชีพแก่ชุมชน จากหลากหลายจังหวัด นำสินค้ายอดนิยมอันเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นมาจัดจำหน่าย พร้อมนำวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทยเชื้อสายจีนจากชุมชนต่างๆ มาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตกแต่ง เพื่อสร้างบรรยากาศ festive สอดคล้องกับแนวคิดการทำธุรกิจของห้างเซ็นทรัล ที่มุ่งส่งเสริมการแบ่งปันโอกาสและกระจายรายได้สู่ชุมชน เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศให้เติบโตไปด้วยกัน

มัดใจลูกค้าทุกสไตล์ด้วยการตลาดที่ครอบคลุม 360 องศา ทั้งที่หน้าร้านห้างเซ็นทรัล จัดกิจกรรมสุดคึกคัก ไม่ว่าจะเป็น Central Angpao Lucky Curtain ม่านมงคล ที่ออกแบบลวดลายสดใส สวยงามตามซองอั่งเปา พร้อมคำอวยพรเสริมความปังในด้านต่างๆ คือ มั่งคั่ง สุขี โชคดี มีรัก ที่ห้างเซ็นทรัล @ เซ็นทรัลเวิลด์

Chinese New Year Lucky Photo Spot แชะแล้วรวย แชร์แล้วเฮง ร่วมถ่ายภาพกับโซนตรุษจีนต่างๆ ในห้างที่สาขาชิดลม ลาดพร้าว บางนา ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล @ เซ็นทรัลเวิลด์ ลุ้นรับ Central Gift Card มูลค่า 1,000 บาท เมื่อโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย พร้อมเปิดโพสต์สาธารณะ ติดแฮชแท็ก #CentralLuckyPhoto

Chinese New Year Horoscope ดูดวงรับตรุษจีน ชวนลูกค้าดูดวงฟรี! เพียงโชว์ใบเสร็จ (จำกัด 1 ใบเสร็จ ต่อ 1 สิทธิ์ ตามเงื่อนไข) เวลา 12.00 – 20.00 น. ที่สาขาชิดลม ลาดพร้าว บางนา ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล @ เซ็นทรัลเวิลด์

Chinese Tiger Dance Show สนุกไปให้สุดกับขบวนพาเหรดเสือ ที่จะมาจู่โจมเอ็นเตอร์เทนมอบความสนุก คำรามพรทั่วห้างในช่วงเวลาต่างๆ ที่สาขาชิดลม ลาดพร้าว บางนา ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล @ เซ็นทรัลเวิลด์

Chinese Lion Dance เฮงถ้วนหน้ารับชมโชว์เชิดสิงโต ในวันที่ 1 ก.พ. 65 รอบเวลา 13.00, 15.00 และ 17.00 ที่สาขาชิดลม ลาดพร้าว บางนา ปิ่นเกล้า เซ็นทรัล @ เซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาที่ร่วมกิจกรรม

Chinese Promotion Troupe ตื่นตากับขบวนทรูป พร้อมแนะนำโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน เครดิตการ์ด พร้อมสแกนรับอั่งเปา รับส่วนลด 188 บาท ใน Central App ที่สาขาชิดลม ลาดพร้าว บางนา ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล @ เซ็นทรัลเวิลด์

เตรียมพบความปัง!!! ในงานพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ ประเดิมปีขาล กับ “Central Chinese New Year 2022” ในวันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม 2565 เวลา 17.00 น. ที่ห้างเซ็นทรัล @เซ็นทรัลเวิลด์ พบกับโชว์พิเศษในชุด The Roaring Chinese Tiger Dance Show คำรามพรสนั่น ฤกษ์ดีรับปีเสือ และเซอร์ไพรส์จากหนุ่มหล่อหน้าใส ‘มิว-ศุภศิษฏ์’ และปิดท้ายความเฮงให้ลั่นห้าง ด้วยโชว์ขบวนเสือ พร้อมก้าวสู่ปีเสืออย่างสมบูรณ์และมั่งคั่ง

ส่วนบนช่องทางออนไลน์ เตรียมกรี๊ดดังๆ กับ มิว-ศุภศิษฏ์ ดารารุ่นใหม่สุดฮอต ที่มาร่วมสนุกมอบความสุขแก่ลูกค้า รับชมได้ทาง Facebook และ Youtube Chanel : CentralDepartmentStore นอกจากนี้ แคมเปญตรุษจีนครั้งนี้ยังดึงกลุ่ม KOL มาร่วมโปรโมต เพื่อสร้างการรับรู้ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ในหลากหลายช่องทางยิ่งขึ้น ทั้ง IG, Tiktok

ดีลปังมาก ไม่ช้อปไม่ได้แล้ว

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษฉลองตรุษจีน ช้อปคุ้ม! ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ดังนี้

· สินค้าราคาปกติลดสูงสุด 30%, สินค้าเฉพาะรุ่นลดสูงสุด 50%

· ใช้คะแนนลดเพิ่มและรับเครดิตเงินคืน รวมสูงสุด 30% จากเดอะวันและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

· รับฟรี คูปองแทนเงินสดและเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน เมื่อช้อปตามเงื่อนไข

· รับฟรี ซองอั่งเปา 1 ชุด (4 ซอง) เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท ขึ้นไปต่อวัน (จำนวนจำกัด 10,000 ชุด ตลอดรายการ)

· รับฟรีถุงผ้ามงคลปีเสือ เมื่อช้อปครบ 10,000 ขึ้นไป (จำกัด 1 สิทธ์ต่อท่าน / 2,200 สิทธิ์ตลอดรายการ)

· ช้อปผ่านบัตรเครดิต Mastercard รับ iPhone 13 Pro Max 256GB มูลค่า 46,900 บาท เมื่อช้อปสะสมครบ 500,000 บาทขึ้นไป (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อท่าน / 20 สิทธิ์ตลอดรายการ) และสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตชั้นนา

· เฉพาะลูกค้าที่เกิดปีชงวันตรุษจีน (1 ก.พ.65) รับฟรีคูปองส่วนลดแทนเงินสด 200 บาท (จำกัด 100 ท่าน ต่อสาขา)

· ช้อปผ่าน Central app รับคูปองผ่านแอปฯ 200 บาท เมื่อช้อปครบ 5,000 บาท ขึ้นไป (จำกัด 1 สิทธิ์ ต่อ 1 ท่าน

จำนวน 1,000 สิทธิ์ ตลอดรายการ)

· บนออนไลน์พบสินค้าราคาสุดปัง ลดสูงสุด 80% และรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 15% เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข

· ลุ้นสร้อยคอทองคำ รวมมูลค่ากว่า 116,000 บาท รวม 8 รางวัล เมื่อช้อปครบ 2,000 บาท ต่อ ใบเสร็จ (เมื่อช้อป

ระหว่างวันที่ 20 ม.ค. – 7 ก.พ.65)

· บัตร Central The1 ลดเพิ่มสูงสุด 888 บาท พร้อมรับเพิ่ม 2,888 คะแนน เมื่อใช้จ่ายสะสม 2,888 บาทขึ้นไป

ตลอดรายการ เฉพาะ 5,000 ท่านแรกที่ลงทะเบียนทาง sms, uchoose

· สมาชิก The 1 รับทันที คะแนน 2 เท่า เมื่อช้อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป สูงสุด 200 คะแนนต่อใบเสร็จ

· สินค้า Flash Deal อัพเดทใหม่ทุกวัน และสินค้า 1 แถม 1 (เฉพาะสินค้าร่วมรายการ)

· รับส่วนลดหรือเครดิตเงินคืน เมื่อช้อปผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข

· ส่งสินค้าฟรีไม่มีขั้นต่ำ ทุกวันอาทิตย์ (วันที่ 23, 30 ม.ค. และ 6 ก.พ.)

เฮงสนั่นตลอดปี รับตรุษจีนปีขาล ช้อปมันส์ตลอดแคมเปญ ‘Central The Roaring Chinese New Year 2022’ ณ ห้างเซ็นทรัล ทุกสาขา หรือช้อปผ่านช่องทางการช้อปของห้างฯ ทั้ง Central App ครบครันเสมือนยกห้างเซ็นทรัลมาไว้บนมือถือ โทรช้อปกับ Personal Shopper On demand ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวโทร 1425 คลิก http://www.central.co.th หรือช้อปผ่าน Central Chat & Shop บริการ Live Chat กับลูกค้าพร้อมช้อปสินค้าง่ายๆ ที่ไลน์ @centralofficial และ Central Call & Shop , Central Facebook Live และ Inbox ชมไลฟ์สินค้าแบรนด์ดังที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStore หรือรับบริการ Central Drive Thru บริการรับสินค้าสาหรับลูกค้าที่สั่งสินค้าออนไลน์ และต้องการมารับสินค้าด้วยตัวเอง ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขาทั่วประเทศ

#CentralDepartmentStore #CentralTheRoaringChineseNewYear2022

เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ ทรงเปิดงาน THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/673676

วันที่ 22 ม.ค. 2565 เวลา 09:50 น.เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ ทรงเปิดงาน THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023

THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 แนวโน้มเฉดสีมุมมองของธรรมชาติ การผสมผสานสีสันแห่งเนื้อแท้วัสดุสำหรับผ้าไทยในเหมันตฤดู

ด้วยตั้งพระทัยที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น ที่ไม่เพียงงดงามและใช้ประโยชน์ ในชีวิตประจำวัน หากยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จึงทรงมีพระราชดำริให้จัดทำ THAI TEXTILES TREND BOOK Spring/Summer 2022 เล่มแรกขึ้น โดยทรงรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร (Editor in Chief) ด้วยพระองค์เอง ต่อเนื่องมาถึงเล่มล่าสุด THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 ที่นำเสนอข้อมูลตั้งแต่ประเภทเนื้อผ้า การเลือกสี การออกแบบลวดลาย รวมไปถึงเทรนด์ และแนวโน้มความเป็นไปในอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเอาข้อมูลไปประยุกต์ใช้กับงานผ้าไทย ได้อย่างมีทิศทาง โดยนำไปมอบให้แก่นักเรียน นักศึกษา อาจารย์ ผู้ประกอบการ ศิลปิน ช่างทอผ้า และผู้ที่อยากเป็นนักออกแบบในทุกสาขาทั่วทุกภูมิภาค ได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบสัมมาอาชีพ และร่วมกันสืบสานภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่านี้ต่อไป

โอกาสนี้ ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเปิดงาน   “THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 และงานเสวนาวิชาการ” พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการแนวโน้ม และทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย อีกทั้งทรงเป็นประธานในงานเสวนาวิชาการ “การส่งเสริม และพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2564 เพื่อเผยแพร่ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทยให้มีความทันสมัย สร้างรายได้ต่อยอด ให้แก่ชุมชน กลุ่มทอผ้า และผู้ประกอบการด้านผ้าไทย อีกทั้งเสริมสร้างให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัยแก่วงการผ้าไทย ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7  ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดงาน “THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023 และงานเสวนาวิชาการ” จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทย และการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทยด้วยความสนพระทัยยิ่ง โดยภายในนิทรรศการแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกนำเสนอแฟชั่นเสื้อผ้าที่ออกแบบ โดย 12 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์แถวหน้าระดับประเทศ ที่นำผ้าทอมือจากชุมชนต่างๆ ที่พัฒนาขึ้น ตามเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ มาตัดเย็บเป็นชุดสวยภายใต้กลุ่มโทนสีในทิศทางต่างๆ ได้แก่ SIRIVANNAVARI BANGKOK, ARCHIVE026, ASAVA, EK THONGPRASERT, KLOSET, RENIM PROJECT, ISSUE, T AND T, THEATRE, VICKTEERUT, VINNPATARARIN และ WISHARAWISH

เริ่มจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK กับกลุ่มโทนสีคราม หัวใจสำคัญของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ นำเสนอแฟชั่น ในมุมมอง INDIGO : THE HEART OF COLOUR SHADES (คราม: โทนสีแห่งใจกลาง), THEATRE และ KLOSET กับกลุ่ม โทนสีม่วงแดงไล่ไปถึงชมพู RIPE  AND MATURITY  (สุกงอม พร้อมพรั่ง), ASAVA และ ARCHIVE026 กับกลุ่มโทนสีน้ำเงินปนฟ้า PROFOUNDNESS MILD (สุขุมนุ่มลึก), ISSUE และ RENIM PROJECT กับกลุ่มโทนสีน้ำตาลอิฐ HEAVEN ON EARTH (ความมหัศจรรย์จากผืนดิน), THEATRE และ EK THONGPRASERT กับกลุ่มโทนสีเหลือง NURTURER OF WISDOM (ผู้โอบอุ้มภูมิปัญญา),  VICKTEERUT และ WISHARAWISH กับกลุ่มโทนสีเขียว  A HUMBLE JOURNEY (การเดินทางแห่งประสบการณ์), VINNPATARARIN และ T AND T กับกลุ่มโทนสีขาวมุก-เทา  AN ALTERNATIVE PERSUATION ( อิสระในการค้นพบตัวเอง)

ส่วนที่ 2 จัดแสดงแฟชั่นรองเท้า กระเป๋า และเครื่องประดับคอลเลกชั่นใหม่ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ ที่ออกแบบอย่างมีสไตล์ โดยอิงเฉดสีที่สอดคล้องกับเทรนด์บุ๊กเล่มล่าสุดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผู้ที่ต้องการ มิกซ์แอนด์แมทช์แฟชั่น

และส่วนที่ 3 จัดแสดงผ้าทอมือและย้อมสีธรรมชาติจากชุมชนต่างๆ จำนวน 30  ชิ้น ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวินเทอร์คอลเลกชั่นตามเทรนด์บุ๊กเล่มล่าสุด จำแนกตามวัสดุ เส้นใย และความหนาของเนื้อผ้าผ่านเทคนิคต่างๆ ได้แก่ ยกดอก ขิด จก ปัก มัดหมี่ เกาะหรือล้วง และ แพตช์เวิร์ก หรือการนำชิ้นผ้าหลากสีมาเย็บต่อเข้าด้วยกัน  

จากนั้น ทรงร่วมการเสวนาวิชาการ Symposium หัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” เป็นการเสวนาเกี่ยวกับเทรนด์บุ๊กของปีนี้ ที่นำเสนอกลุ่มโทนสีใน 6 ทิศทางหลัก ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการผลิตและพัฒนาผ้าไทยในตลาดยุคปัจจุบัน โดยมีใจความสำคัญในพระราชดำรัสโดยสรุปว่า “สำหรับเล่มที่แล้วแนะนำเรื่องลวดลายผ้า มาเล่มนี้นำเสนอเกี่ยวกับสี โดยเฉพาะ “คราม” ซึ่งเป็นสีย้อมเย็นที่ทั่วโลกมีการใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าญี่ปุ่น อเมริกา อินเดีย แต่เฉดสีอาจแตกต่างกันไป ตามสภาพอากาศหรือภูมิประเทศ สำหรับบ้านเราครามถือเป็นราชาในการย้อม และเป็นหัวใจของสีย้อมเลยก็ว่าได้ นำไปผสมผสานวัสดุต่างๆ จะได้เฉดสีที่หลากหลาย ซึ่งเล่มก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จมากในแง่ของผลตอบรับ และอุตสาหกรรมสิ่งทอเกิดความกระปรี้กระเปร่าในการผลิต เกิดกระแสและพลังงานที่ดีในการออกแบบ ถือเป็นการเริ่มต้นพัฒนา ทั้งเรื่องสีและองค์ความรู้ใหม่ๆ รู้สึกปลาบปลื้มที่เรามีหนังสือด้านแฟชั่นอย่างจริงจังเสียที ในการนำไปใช้ทำการเรียนการสอน หรือใช้ประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เล่มนี้สอนเรื่องการลดใช้ทรัพยากร หรือใช้แล้วต้องปลูกทดแทน ใช้วัสดุที่คุ้นเคยอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อลดการเกิดของเสีย ซึ่งภูมิปัญญาไทยเรื่องการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติจากวัสดุที่มาจากธรรมชาติช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ต้องทำอย่างจริงจัง หวังว่าจะเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลิดเพลินและเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ แฟชั่น และดีไซน์ ก่อนจะมีเทรนด์บุ๊กเล่มต่อๆ ไป”

กว่าจะสำเร็จเป็น THAI TEXTILES TREND BOOK Autumn/Winter 2022-2023  ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาความรู้ เปรียบเสมือน “คัมภีร์” เพื่อการพัฒนาผ้าไทยนั้น ผ่านกระบวนการค้นคว้าข้อมูลเป็นแรมปี โดยมีคณะที่ปรึกษาในการจัดทำ กุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้กประเทศไทย วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH และ ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อให้ได้ ผลงานคุณภาพและนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้จริง

กุลวิทย์ เลาสุขศรี กล่าวถึงจุดเด่นของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้ว่า เป็นเรื่องราวของวินเทอร์หรือฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ที่มีการเปลี่ยนผ่าน ลักษณะของเนื้อผ้าจึงแตกต่างจากทิศทางของช่วงสปริง/ซัมเมอร์ มีความน่าสนใจของเส้นใยต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมความต้องการของตลาด และเป็นการดึงศักยภาพของผู้ผลิตผ้ามากยิ่งขึ้น ที่สำคัญได้นำแนวคิดเกี่ยวกับสีในแบบ “Circular Colours” (เซอร์คูล่า คัลเลอร์ส) หรือ “วงจรสี” มาใช้ในการสื่อสารโดยพระเอกของงานคือ “คราม” วัสดุย้อมที่ถือเป็น จุดกำเนิดของสีต่างๆ ก่อนจะผสมผสานกับวัสดุอื่นๆ เป็นสีที่หลากหลาย ซึ่งจริงๆ แล้วครามมีความหลากหลายมากในแต่ละภูมิภาค กระบวนการเลี้ยงครามที่ไม่เหมือนกันจะทำให้ได้สีครามที่ต่างกันสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือองค์ประกอบโดยรวมแล้วพัฒนาออกมา เป็นสีที่ต้องการ นอกจากนี้ยังนำเสนอการย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติกลุ่มต่างๆ ได้แก่ กลุ่มโทนสีม่วงแดงไล่ไปถึงชมพู  กลุ่มโทนสีน้ำเงินปนฟ้า กลุ่มโทนสีน้ำตาลอิฐ กลุ่มโทนสีเหลือง กลุ่มโทนสีเขียว  และ กลุ่มโทนสีขาวมุก-เทา

ด้าน วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข กล่าวเสริมว่า หัวใจหลักของเทรนด์บุ๊กเล่มนี้เน้นการใช้สีที่เกิดจากการย้อมด้วย วัสดุธรรมชาติซึ่งกำลังเป็นเทรนด์โลก และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอผ้าในฤดูกาลวินเทอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีรับสั่งให้คำนึงถึงลักษณะผ้าหรือเส้นใยที่คนไทยใช้ในช่วงฤดูหนาว รวมถึง ทรงให้คำนึงถึงว่าผ้าต่างๆ นอกจากเป็นเครื่องนุ่งห่มได้แล้วยังสามารถเป็นผ้าตกแต่งบ้านได้ด้วย เราจึงพยายาม ใช้ของที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวและดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้มากที่สุด เอาทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่นำมาปรับใช้ ของเดิมที่เคยทำอยู่แนวอนุรักษ์ก็ยังต้องทำต่อไป แต่ของใหม่ก็ต้องมีรากฐานเดิมเป็นที่ตั้ง ปรับเพื่อให้เกิดของใหม่ขึ้นมา สอดคล้องกับทิศทางของสิ่งทอโลก

ขณะที่ ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ กล่าวถึงเสียงสะท้อนหลังจากผู้ประกอบการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสได้นำ เทรนด์บุ๊กเล่มที่ผ่านมาไปประยุกต์ใช้ว่า ถือเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้ตลาดโดยรวม สอดคล้องความต้องการของตลาด จากการ ลงพื้นที่ไปติดตามผล ผู้ประกอบการแต่ละรายได้ประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากหนังสือให้เข้ากับแนวทางการผลิตผ้าของตัวเอง ตามความถนัดหรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งเทรนด์บุ๊กพยายามสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ประกอบการ

“เทรนด์เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แล้วไม่ได้หมายความว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะหมดอายุไปตามซีซั่นที่กำหนดไว้ บางอย่าง ผลอาจเห็นตามหลังมา ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราไม่มีทิศทางในการพัฒนาผ้าที่ชัดเจนเลย พอมีโครงการนี้ก็เหมือนเป็นแรงสนับสนุนหรือเป็นแกนหลักว่า นับจากนี้เราจะพัฒนาผ้าไทยไปในทิศทางไหน ก็จะช่วยให้เกิดการทำงานที่ง่ายขึ้น อยากให้ใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด เนื่องจากพระองค์หญิงฯ ทรงเอาพระทัยใส่ในทุกรายละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนที่ทำงานด้านผ้าหรือทำงานสายออกแบบที่จะเอาไปประยุกต์กับความถนัดของตัวเอง และเกิดประโยชน์ต่อวงการผ้าไทยโดยรวม” ธนันท์รัฐ  ธนเสฏฐการย์ กล่าวสรุป

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือแบบ e-book ได้ทาง http://www.culture.go.th หรือที่ link http://book.culture.go.th/ttt2022/mobile/index.html#p=1 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โทร. 02-247-0013 ต่อ 4305 และ 4319 – 4321 ในวันและเวลาราชการ และสามารถเข้าชมนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย ได้ระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2565 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

สูตินรีแพทย์เผย 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/674602

วันที่ 02 ก.พ. 2565 เวลา 09:48 น.สูตินรีแพทย์เผย 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง

พญ.น้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี แชร์ข้อมูล 3 โรคที่ต้องระวังในผู้หญิง พร้อมแนะการตรวจคัดกรองเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

“เกิดเป็นผู้หญิงแท้จริงแสนลำบาก” คำกล่าวนี้จะเรียกว่าไม่ผิดนักก็ได้ เพราะในทุกๆ เดือนที่ผู้หญิงต้องมีประจำเดือน บางคนก็มีอาการปวดท้องที่ทำให้ต้องรู้สึกทรมานอยู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องที่น่าภิรมย์เท่าไร แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ปัญหาจริงๆ จะตามมาเมื่อผู้หญิงเริ่มอายุมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ความเสื่อมต่างๆก็เริ่มตามมา ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการสร้างกระดูกที่เริ่มลดลง ทำให้กระดูกบางลง ความเสี่ยงในการเกิดก้อนเนื้อหรือมะเร็งก็เพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

แพทย์หญิงน้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี สูตินรีแพทย์ และ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Clinicชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่ต้องระวังในผู้หญิง ดังนี้

1. มะเร็งปากมดลูก ซึ่งพบมากเป็นอันดับต้นๆของหญิงวัยเจริญพันธุ์ สาเหตุที่สำคัญคือ เชื้อไวรัส HPV(Human Papillomavirus)จาการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ต้องอาศัยการตรวจคัดกรองเท่านั้น

2. มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งอันดับหนึ่งในเพศหญิง โดยระยะแรกมักไม่แสดงอาการ กว่าจะรู้ตัวก็มีการดำเนินของโรคไประยะหนึ่งแล้ว เช่น มีก้อน หรือความผิดปกติที่เต้านม เช่น น้ำเหลือง หรือของเหลวไหลออกจากเต้านม เป็นต้น โดยผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี

3. กระดูกพรุน คือการที่สูญเสียมวลกระดูก หรือเนื้อกระดูกบางลง ทำให้รับน้ำหนักได้น้อยลง เปราะ แตกหักง่าย โดยผู้หญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และมีกระบวนการสลายกระดูกเพิ่มมากขึ้น

แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันเราสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงเหล่านี้ได้ รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการตรวจคัดกรองและการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือสูตินรีแพทย์นั่นเอง โดยผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงเป็นประจำ เพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพปกติ ดังนี้

  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สามารถตรวจได้ตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์หรืออายุ 35 ปีขึ้นไป โดยถ้าเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างเดียว (ThinPrep) ต้องตรวจทุกปี แต่ถ้าเพิ่มการตรวจหาเชื้อระดับพันธุกรรม (HPV DNA test) สามารถตรวจได้ทุก 3-5 ปี
  • ตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และควรตรวจเป็นประจำทุกปี
  • ตรวจเอกซเรย์เต้านม (แมมโมแกรม) ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง และควรตรวจเป็นประจำทุกปี
  • ตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก สามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน เพื่อคัดกรองความเสี่ยงในการเกิดการแตกหักของกระดูก

ซึ่งปัจจุบันการตรวจเหล่านี้สามารถทำได้อย่างปลอดภัย แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การตรวจก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ดังนั้น อย่ารีรอที่จะเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

รู้ทัน! วัยทองก่อนวัย ก่อนรังไข่เสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/674407

วันที่ 31 ม.ค. 2565 เวลา 11:10 น.รู้ทัน! วัยทองก่อนวัย ก่อนรังไข่เสื่อม

คุยกับครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ เรื่อง “วัยทองก่อนวัย” ที่ส่งผลให้มีบุตรยากตามมา

วัยทองก่อนวัยอันควร มักพบในผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี อันเนื่องมาจากจากฟองไข่ในรังไข่สลายเร็วกว่าปกติ ทำให้ประจำเดือนค่อยๆ ขาดหายและขาดหายอย่างถาวรในที่สุด ซึ่งโดยปกติแล้วผู้หญิงจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่ออายุย่างเข้าช่วงวัย 45-55 ปี แต่กรณีวัยทองก่อนวัยในผู้หญิงน้อยกว่า40 ปี ส่งผลให้มีบุตรยากตามมา เนื่องจากรังไข่ มีหน้าที่หลักใน “สร้างเซลล์ไข่” และ “การสร้างฮอร์โมนเพศหญิง” กระตุ้นไข่ให้สุกและตกตามรอบเดือน เมื่อเข้าสู่ภาวะวัยทองก่อนวัย เป็นอาการบ่งชี้ถึง “ภาวะรังไข่เสื่อม” ประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ถดถอยทำให้มีบุตรยาก

จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเข้าสู่ภาวะ “วัยทองก่อนวัย”

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษาผู้มีบุตรยากและผู้ก่อตั้งเพจ BabyAndMom เพจที่ให้ความรู้และการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ศึกษาและรวบรวมงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับหลักโภชนาการในการรับประทานอาหารที่จะช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ช่วยบำรุงไข่ บำรุงมดลูก และปรับสมดุลฮอร์โมนเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้มีบุตรยากมายาวนาน ให้ข้อมูลว่า ก่อนจะเข้าสู่วัยทองร่างกายจะมีสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้า คือ ประจำเดือนเริ่มมาคลาดเคลื่อนทิ้งช่วงนาน ท้องยาก หรือมากะปริดกะปรอย ปริมาณประจำเดือนจะลดลง มีอาการที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น อาการร้อนวูบวาบตามตัว นอนไม่หลับ หงุดหงิด โมโหง่าย ช่องคลอดแห้ง เจ็บแสบช่องคลอดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ ผิวแห้ง ผมร่วง ซึ่งหากมีอายุต่ำกว่า 40 ปี และเริ่มมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวิฉัยว่ากำลังเข้าสู่ภาวะวัยทองก่อนวัยหรือไม่ โดยแพทย์จะใช้ชุดตรวจเลือดเพื่อตรวจหาระดับ Follicle-Stimulating Hormone (FSH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่สร้างไข่และกระตุ้นให้ไข่สุก มีผลต่อการมีประจำเดือน สามารถตรวจสอบโดยการเจาะเลือดตอนช่วงมีประจำเดือน 1-3 วันแรก หรือในรายที่สงสัยว่าน่าจะมีระดับไทรอยด์ต่ำ จะมีการตรวจฮอร์โมน Thyroid-Stimulating Hormone (TSH) ร่วมด้วยเพราะส่งผลต่อความผิดปกติของรอบเดือนเช่นกัน

โดยสามารถตรวจประเมินประสิทธิภาพของรังไข่จากตรวจค่า FSH ดังนี้

· FSH ต่ำเกินกว่า 4mIU/ml ไข่ใบเล็ก ท้องยาก

การมี FSH ในระดับต่ำเกินไปอาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ทำให้วงจรรอบเดือนหยุดชะงักไปได้ ซึ่งค่าของฮอร์โมน FSH เป็นอีกหนึ่งปัจจัยมีผลต่อโอกาสตั้งครรภ์ มักจะพบในผู้หญิงที่มีอาการของภาวะถุงน้ำในรังไข่ (Polycystic Ovarian Syndrome หรือ PCOS) ภาวะที่มีไข่ใบเล็กจำนวนมากในรังไข่ ทำให้ไข่ไม่สุกและไม่โตตามเกณฑ์หรือไม่ตกตามรอบ ทำให้ประจำเดือนมาช้าและท้องยาก

· FSH 4-7mIU/ml ระดับปกติ

ระดับของ FSH ในร่างกายระดับนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติ บ่งบอกถึงรังไข่สำรอง (Ovarian reserve) รวมถึงคุณภาพและจำนวนของไข่ที่เหลืออยู่ในเกณฑ์ปกติ

· FSH 10-20 mIU/ml เริ่มกระตุ้นไข่ได้ยาก เสี่ยงวัยทองก่อนวัยอันควร

ระดับของ FSH ที่เกิน 10mIU/ml จะเริ่มกระตุ้นไข่ได้ยาก หากมีอายุต่ำกว่า 40 ปีค่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ารังไข่เริ่มเสื่อม

· FSH สูงเกิน 20mIU/ml เข้าสู่วัยทอง มักจะพบในผู้หญิงที่เข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนก่อนกำหนด สามารถทำให้เป็นผู้มีบุตรยากได้

เมื่อมีจำนวณไข่ลดน้อยลง และคุณภาพของไข่เสื่อมลง ร่างกายจะพยายามผลิต FSH ออกมามากขึ้นเพื่อชดเชยและกระตุ้นให้ follicle มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง หากพบว่ามีระดับ FSH สูง อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่ากำลังจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว ไข่ที่คุณภาพดีจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและอินฮีบินบีสูง ผลคือ ค่า FSH จะต่ำลง หากไข่คุณภาพไม่ดีฮอร์โมนที่สร้างได้จากไข่จะมีระดับต่ำ ส่งผลให้ค่า FSH สูงขึ้น สัญญาณแรกที่บ่งบอกถึงการทำงานรังไข่ที่แย่ลง คือ ค่า FSH มากกว่า 10 mIU/mL ร่วมกับค่า E2 ที่น้อยกว่า 80 pg/ml มีรายงานว่าค่า FSH ที่มากกว่า 18 mIU/ml จะมีโอกาสการตั้งครรภ์น้อยมาก

กล่าวโดยสรุป การตรวจ FSH คือการตรวจฮอร์โมนการทำงานของรังไข่ ซึ่งหากตัวเลขยิ่งสูงแปลว่าการทำงานของรังไข่ยิ่งเสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตามค่า FSH ในแต่ละเดือนไม่คงที่หากได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือ โปรเจสเตอโรน เช่น ยาคุมกำเนิด อาจได้ค่าที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากกำลังทานยาคุมกำเนิดต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะมีผลต่อการตรวจและการแปลผลด้วย

ดังนั้น หากมีข้อสงสัยว่ากำลังเผชิญกับปัญหาเข้าสู่ “วัยทองก่อนวัยอันควร” หรือ “รังไข่เสื่อม” ควรต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด เพราะอาจเกิดจากความผิดปกติของมดลูก เนื้องอกมดลูก ซีสต์รังไข่ หรือ โรคภายในสตรีเพื่อจะได้ให้แพทย์ตรวจวินินิจฉัยและรักษาต่อไป ครูก้อยกล่าวสรุป

ตรวจวัดความเสี่ยงก่อนสายเกินไป ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายที่คนไทยไม่ควรละเลย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673812

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 13:33 น.ตรวจวัดความเสี่ยงก่อนสายเกินไป ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายที่คนไทยไม่ควรละเลย

รู้หรือไม่ว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยอัตราการเสียชีวิตกว่า 58,000 ราย ในปี 2563 ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ตัวเลขนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจมองว่าโรคหัวใจนั้นเป็นเรื่องไกลตัว และไม่ได้คาดคิดว่าพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันอาจส่งผลให้โรคร้ายนี้ก่อตัวเป็นภัยร้ายแฝงอยู่ในร่างกายอย่างเงียบๆ

แล้วเราจะเริ่มประเมินความเสี่ยงและรับมือกับภัยเงียบนี้ได้อย่างไร มาร่วมเจาะลึกทุกเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด กับ อาจารย์นายแพทย์ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ อายุรแพทย์สาขาโรคหัวใจโรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาถ่ายทอดความรู้และแนวทางการป้องกันโรคที่แม่นยำและทันสมัย พร้อมชวนคนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพไปพร้อมๆ กัน

รู้ทัน ‘โรคหัวใจ’ ภัยอันตรายสำหรับคนไทยที่ไม่ควรละเลย

นอกเหนือจากอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ยังมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกกว่า 6 แสนรายในปี 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย และในแต่ละปี ช่วงวัยของกลุ่มผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับคนไทย โดยส่วนใหญ่แล้วอาการของโรคมักพบในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป แต่ก็มีโอกาสพบในผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 40 ปีด้วยเช่นกัน ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง และอาจเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย หรือที่เราเรียกว่า ‘สหปัจจัย’ ซึ่งเกิดได้ทั้งจากพันธุกรรมและพฤติกรรม เช่น มีประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมาก่อน หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดโรค เช่น พฤติกรรมการดื่มสุรา สูบบุหรี่ พักผ่อน ไม่เพียงพอ ภาวะความเครียด ความดัน ไขมันในเลือดสูง อ้วนน้ำหนักเกิน และเบาหวาน เป็นต้น

ลักษณะของโรคหัวใจที่น่าเป็นห่วงและมักพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยและ ดูแข็งแรงดี คือ ผู้ป่วยอาจมีคราบไขมันสะสมในเส้นเลือดซ่อนอยู่ก่อนโดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการตีบตันใดๆ แต่หากวันใดวันหนึ่งที่ร่างกายเกิดความเครียดมาก จนคราบไขมันที่อยู่ในเส้นเลือดเกิดการแตกออก ร่างกายจะซ่อมแซมตนเองด้วยการส่ง เกล็ดเลือดไปอุดบริเวณที่เสียหาย เกล็ดเลือดที่ไปรวมกันในหลอดเลือดเล็กๆ นั้น สามารถที่จะทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันฉับพลันได้ไม่ยาก ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดฉับพลัน และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เหมือนที่เราจะเห็นได้ จากหลายๆ เคสที่ผู้ป่วยยังอายุไม่เยอะและสุขภาพร่างกายดูแข็งแรงปกติดี แต่กลับล้มลงและเสียชีวิตขณะออกกำลังกาย

สำหรับอาการเบื้องต้นของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่พบได้บ่อยและสามารถสังเกตได้ง่าย คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอกด้านซ้าย หรืออาการปวดลึกๆ บริเวณกลางอก อาจลามไปถึงแขนหรือกราม โดยอาการเจ็บส่วนใหญ่มักจะสัมพันธ์กับการออกแรง เมื่อได้หยุดพักอาการจะดีขึ้น หากมีอาการต้องสงสัยข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาโรคและดูแลรักษาต่อไป

มาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะอยากรู้แล้วว่าเราจะมีวิธีประเมินความเสี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายนี้ได้อย่างไร ปัจจุบัน บุคคลทั่วไปก็สามารถลองทำแบบประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่ายๆ โดยไม่จำกัดอายุ เพื่อเริ่มประเมินตนเองเบื้องต้นว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ และเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ชุดข้อมูลพื้นฐานที่เป็นสากลในการทำแบบประเมิน คือ อายุ เพศ ค่าความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด และประวัติการสูบบุหรี่ เป็นต้น จากสถิติพบว่า ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ โอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดก็จะเพิ่มขึ้นมากกว่าคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงใดๆ

รู้ไว ห่างไกลโรค กับ โทรโปนินไอ (Troponin-I)

ทั้งนี้ เนื่องจากแบบประเมินพื้นฐานดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานได้ง่ายกับกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย ในหลากหลายประเทศทั่วโลก ค่าความเสี่ยงที่ได้จึงจะเป็นค่าความเสี่ยงเบื้องต้นเท่านั้น หากต้องการความแม่นยำที่มากขึ้น หรือจำเพาะเจาะจงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น โรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทยจึงเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการช่วยประเมินความเสี่ยงให้แม่นยำขึ้นเข้ามาประยุกต์ใช้ควบคู่กัน ยกตัวอย่างเช่นการตรวจเลือดเพื่อหาค่าโทรโปนินไอ ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของกล้ามเนื้อหัวใจ และมีความจำเพาะต่ออาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง จึงสามารถเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้นั่นเอง

ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย จึงมีการตรวจหาค่าโทรโปนินไอที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และแม่นยำมากขึ้น หรือที่เรียกว่า ‘High Sensitivity Troponin-I (hsTni)’ “การตรวจเจาะเลือดแบบ High Sensitivity Troponin-I มีความไวและแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถตรวจได้แม้กระทั่งในบุคคลทั่วไปที่ไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆ โดยมีโอกาสตรวจพบค่าโทรโปนินไอ ในคนทั่วไปที่ไม่ได้มีอาการของโรคหัวใจได้สูงถึง 80 เปอร์เซนต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่สุขภาพร่างกายอาจดูแข็งแรงปกติดี แต่อาจจะมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งการตรวจเลือดด้วยวิธีการอื่นๆ ทั่วไป อาจไม่ได้มีความละเอียดมากพอ สำหรับค่าเฉลี่ยมาตรฐานของโทรโปนินไอสำหรับผู้ชายไม่ควรเกิน 12 และสำหรับผู้หญิงไม่ควรเกิน 10 โดยค่าที่ได้นั้น เมื่อนำมาใช้ร่วมกับแบบประเมินความเสี่ยงพื้นฐาน ก็จะสามารถเพิ่มความสามารถในการบ่งบอกถึงความเสี่ยง รวมถึงคาดการณ์ระยะเวลาที่จะเกิดโรคได้ล่วงหน้าถึง 10 ปี เพื่อเตรียมแนวทางในการป้องกัน หรือวางแผนการดูแลรักษาเพื่อบรรเทาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต” นายแพทย์ ปริญญ์ กล่าวเสริม

สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับการตรวจ High Sensitive Troponin – I (hsTni) สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่โรงพยาบาล ใกล้บ้าน และสามารถรอรับผลตรวจได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 วัน

“เพราะโรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป อย่าปล่อยให้เรื่องสุขภาพของคุณสายเกินแก้”

5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนบ้างาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673795

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 11:30 น.5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนบ้างาน

รู้หรือไม่? กว่า 10% ของคนเมืองมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome) ซึ่งมีสาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นและมลพิษต่างๆ ที่สำคัญ “พฤติกรรมการทำงาน” ก็นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดความเสี่ยงสูงที่สุด มาดู 5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนเมืองมีอะไรบ้าง

สำหรับมนุษย์งาน เกือบทั้งหมดของชีวิตมีแต่คำว่า “งาน ประชุม อีเมล ลูกค้า” คงไม่ผิดหรอกที่หลายคนภาคภูมิใจกับความสำเร็จของงานที่เกิดจากความทุ่มเทของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าแม้ใจยังสู้ แต่ร่างกายเราไม่ใช่เครื่องจักร ย่อมมีวันที่เหนื่อยและอ่อนล้า ถ้ามัวแต่เลือกงานแล้วมองข้ามตัวเอง เชื่อแน่ว่าร่างกายไปก่อนแน่ๆ แต่ถ้ายังอยากสนุกกับงานไปได้อีกนานๆ ก็ลองให้เวลาตัวเองสักนิดหันกลับมาสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่า ร่างกายของเราส่งสัญญาณเตือนภัยแล้ว ให้หันมาใส่ใจดูแลตัวเองได้แล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

กว่า 10% ของคนเมือง มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็น “โรคออฟฟิศ ซินโดรม – Office Syndrome” ซึ่งมีสาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้นและมลพิษต่างๆ ที่สำคัญ “พฤติกรรมการทำงาน” ก็นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดความเสี่ยงสูงที่สุด ด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง ล้วนมีส่วนทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป ทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การอดอาหาร อดหลับอดนอนเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายของเราก็ต้องแบกรับภาวะความตึงเครียด ปราศจากการผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยไม่รู้ตัว

5 อันดับโรคยอดฮิต เกาะติดชีวิตคนเมืองมีอะไรบ้าง

1 “ไมเกรน” โรคปวดศีรษะเรื้อรัง

เคยรู้สึกไหมว่าเวลานั่งทำงานเครียดเราจะรู้สึกปวดหัว ตึบ..ตึบ.. บริเวณขมับ ด้านหน้าศีรษะหรือหลังต้นคอ นั่นคือ สัญญาณเตือนให้คุณรู้ล่วงหน้าว่า สภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรค ‘ไมเกรน’ ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ จนจับตัวเป็นก้อนที่เรียกว่า จุด “Trigger Point” และจุดดังกล่าวไปกดทับบริเวณเส้นเลือดที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงศีรษะ ทำให้เส้นเลือดหลังจุด “Trigger Point” เกิดการขยายตัวผิดปกติ ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอจึงทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้น นอกจากนี้ แสงแดด ความร้อน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และการขาดฮอร์โมนบางชนิด ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิด ‘ไมเกรน’ ได้เช่นกัน

“ไมเกรน” มักจะพบในช่วงอายุ 10 – 50 ปี อัตราเฉลี่ยเพศหญิง ร้อยละ 18 และเพศชาย ร้อยละ 6 วิธีการดูแลให้ห่างไกลจาก “ไมเกรน” ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทไม่ร้อนจนเกินไป บริหารกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอให้มีการยืดหยุ่นอยู่เสมอเพื่อเลี่ยงการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ เปลี่ยนอิริยาบถในการนั่งทำงานเพื่อลดการเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อ หรือปรึกษาแพทย์ นักกายภาพบำบัด เพื่อทำการกดจุดสลาย “Trigger Point” บริเวณกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย

2 สภาวะเสียสมดุล

ปกติร่างกายของมนุษย์ถูกออกแบบขึ้น เพื่อรองรับภาวะรบกวนต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม พร้อมขจัดและปรับระบบให้สามารถทำงานได้อย่างปกติมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี “สมอง” เป็นจุดศูนย์รวมของการทำงานของร่างกาย “สมอง” จะทำหน้าที่ออกคำสั่งและส่งคำสั่งนั้นไปตามเส้นประสาทเพื่อไปควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายทุกระบบ รวมทั้งกล้ามเนื้อ และข้อต่อต่างๆ ซึ่งระบบรากประสาททั้งหมดออกมาตามแนวกระดูกสันหลัง แต่หากแนวกระดูกสันหลังเสียสมดุล ไม่อยู่ในแนวความโค้งที่ปกติ (เช่น ค่อม งอ คด แอ่น) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการนั่งทำงานในออฟฟิศที่ผิดวิธี หรือทำงานในลักษณะซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน ทำให้กล้ามเนื้อทานไม่ไหว ร่างกายก็จะฟ้องออกมาในรูปแบบของความเจ็บปวดต่างๆ เช่น ปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอ ชาหรือแขนขาไม่มีแรงเป็นต้น ในระยะแรกอาจไม่แสดงผลอย่างชัดเจน แต่ถ้าละเลยอาจรุนแรงถึงขั้นทับเส้นประสาท อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ หรือแม้แต่ส่งผลให้เป็นโรคภัย ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติได้ด้วย

การดูแลและป้องกันนั้น มีวิธีง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองทุกวัน โดยคืนความสมดุลให้กับโครงสร้างร่างกาย เช่น การยืดหยุ่นร่างกายไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป เพื่อลดอัตราการเกร็งกล้ามเนื้อ หรือไม่ทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักมากเกินไป หรือเพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลัง ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นตัวยึดให้กระดูกอยู่ในแนวปกติถือเป็นการคงสภาพให้โครงสร้างร่างกายอยู่ในภาวะที่สมดุล เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถทำการปรึกษากับนักกายภาพบำบัดเพื่อทำการปรับโครงสร้างร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินไลฟ์สไตล์ใหม่ได้เช่นกัน

3 กระดูกสันหลังคดงอ ‘อาการปวดหลังเรื้อรัง’

หนุ่มสาวชาวออฟฟิศสมัยใหม่ ที่ทำงานนั่งอยู่กับโต๊ะ ใช้ชีวิตคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบวันละ 8 ชั่วโมง ใส่ร้องเท้าส้นสูงบ่อยๆ เคยลองสังเกตไหมว่าร่างกายสะสมความอ่อนเพลียและเมื่อยล้าไว้มากขนาดไหน และรู้หรือเปล่าว่านั้นคือสาเหตุเริ่มต้นของโรคปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งโดยค่าเฉลี่ย 80% มักจะเคยมีอาการปวดหลังสักครั้งในชีวิต และกว่า 20% จะพบว่ามีอาการปวดหลังแบบเรื้อรังมาจาก “กระดูกสันหลังคดงอ”

วิธีการรักษาที่นิยมทำกันโดยทั่วไปในปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี คือ การรักษาด้วยการให้ยาและกายภาพบำบัดแบบ Passive ซึ่งช่วยลดอาการปวดได้ดี แต่ไม่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างพอเพียงที่จะป้องกันอาการปวดซ้ำซากในอนาคตได้ ส่วนวิธีการรักษาแบบ “Active Rehabilitation” นั้นเป็นแนวทางใหม่ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับกันว่าสามารถระงับปัญหาอาการปวดเรื้อรังได้อย่างถาวร ดีกว่าการรักษาแบบเดิมๆ และการออกกำลังกายที่เน้นตรงกล้ามเนื้อในส่วนที่มีปัญหา โดยออกแบบโปรแกรมให้เข้ากับเฉพาะตัวบุคคล และมีผู้ดูแลควบคุมใกล้ชิดนั้นได้ผลดีกว่าการออกกำลังกายตามลำพังตัวคนเดียวอย่างชัดเจน

4 ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ เอ็นกล้ามเนื้อต้นคออักเสบ

อีกโรคที่คุกคามอย่างเงียบๆ คงจะหนีไม่พ้น ‘ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ เอ็นกล้ามเนื้อต้นคออักเสบ’ หรือ ‘Carpal Tunnel Syndrome (CTS)’ ที่กำลังขยายวงกว้างในกลุ่มคนที่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ โดยสาเหตุหลักเกิดจากการการใช้ข้อมือในการยึดจับสิ่งของ หรือเม้าส์คอมพิวเตอร์ในท่าเดิมๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบและเกิดพังผืดยึดจับบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก หรืออาจเกิดจากการทำงานของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณผ่านท่อนแขนจากข้อศอกไปยังบริเวณข้อมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดอาการปวดของปลายประสาท หรือเส้นเอ็นบริเวณต้นคอเกิดการอักเสบนั้นก็เกิดจากสาเหตุเดียวกัน

อยากห่างไกลความเสี่ยงเลือกวิธีปฎิบัติง่ายๆ ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณมือและข้อมือทุก 15 – 20 นาที หรือปรึกษานักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการรักษาแบบ “Manual Therapy” หรือการบำบัดด้วยวิธีการใช้มือเป็นหลัก ผสานเข้ากับการใช้เครื่องมือบำบัดเฉพาะทาง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ในกรณีที่มีอาการอักเสบรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะการบาดเจ็บที่รุนแรง และลดอัตราการผ่าตัดลง

5 ‘หูดับ’ โรคประสาทหูเสื่อม

อีกหนึ่งภัยคุกคามที่คนเมืองควรรู้กับปัญหา “หูดับ” หรือโรคประสาทหูเสื่อม ซึ่งส่วนมากเกิดจากปัจจัยหลายสาเหตุ อาทิ กรรมพันธุ์ โรคบางชนิด หรือปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เป็นต้น ส่งผลให้ระดับการได้ยินเสียงลดลง โดยปกติประสาทหูจะเริ่มเสื่อมทีละน้อยๆ ในช่วงอายุประมาณ 30 – 50 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองมากขึ้น สังเกตได้จากค่านิยมในการใช้มิวสิกโฟนผ่านทางมือถือและเครื่อง MP3 การใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคประสาทหูเสื่อมได้

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าประสาทหูเสื่อมสภาพ ในขั้นต้นหากรู้สึกว่าได้ยินเสียงลดลง ได้ยินเสียงไม่ชัดเจนต้องตั้งใจฟังหรือให้คู่สนทนาต้องพูดซ้ำบ่อยๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อตรวจหาสาเหตุความบกพร่องทางการได้ยินพร้อมรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หรือปรึกษาศูนย์ฯ บริการด้านการได้ยิน เพื่อตรวจวัดระดับของการได้ยินพร้อมรับคำปรึกษา และแนวทางฟื้นฟูการฟัง เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

และนี่เป็นเพียง 5 อันดับโรคยอดฮิตเรียกน้ำย่อยสำหรับคนเมือง พ.ศ.นี้ แต่ความเป็นจริงยังมีโรคภัยอีกมากมายที่คืบคลานเข้ามาหาตัวเรา  ที่สามารถดูได้ใน ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก ถ้าเรายังเลือกทำแต่งาน แล้วมองข้ามสุขภาพตัวเอง…ใส่ใจตัวเองสักนิด หาความสมดุลให้กับชีวิต แล้วจะรู้ว่า ชีวีตที่มีสุขเป็นอย่างไร

ดูแลผิวให้ห่างไกลจากการเกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย (Maskne)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/673728

วันที่ 23 ม.ค. 2565 เวลา 10:45 น.ดูแลผิวให้ห่างไกลจากการเกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย (Maskne)

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม เผยสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย (Maskne) พร้อมแนะวิธีดูแลและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวหน้า

การป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากเชื้อโรคนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่อาจละเลยได้ในปัจจุบัน การสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเวลาที่ต้องออกไปสถานที่สาธารณะจึงเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ แต่การใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลานั้นมักทำให้เกิดปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพผิวโดยที่เราไม่รู้ตัว อาทิ การอับชื้น เกิดการเสียดสีระหว่างผิวกับหน้ากากอนามัย เกิดสิว ผื่นแพ้ เกิดการระคายเคืองและทำร้ายผิวหน้าของเราได้ แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) พร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล ได้แนะนำ “วิธีดูแลผิวให้ห่างไกลจากการเกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย” กับผลิตภัณฑ์ ‘เพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช’ (Purifying Face Wash), ‘แอสตริเจนต์ โทนเนอร์’ (Astrigent Toner), ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น (Hydrating Emulsion) และ ‘รีไวทอลไลซิ่ง เฟซ มาส์ก’ (Revitalising Face Mask) โดยมีเซเลบริตี้สาวสวยร่วมเผยวิธีการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้แข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง อาทิ รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา, พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา และ วิชาดา พูลผล

แพทย์หญิงอณัฏฐ์ชา อัศดามงคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำวิธีดูแลผิวให้ห่างไกลจากการเกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย ดังนี้

ปัจจุบันเราต้องสวมใส่แมสก์อยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค แต่การใส่แมสก์ตลอดเวลานั้นทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง จนทำให้เกิดสิวบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่ถูกปิดทับด้วยหน้ากากอนามัยเป็นเวลานาน สิวที่เกิดจากการใส่หน้ากากนี้ เรียกว่า ‘Maskne’ เป็นสิวที่เกิดจากการเสียดสีระหว่างผิวหนังกับหน้ากากอนามัย ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง และเกิดการอุดตันของรูขุมขนจนทำให้เกิดสิว ส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาบริเวณที่ถูกหน้ากากอนามัยปิดทับ เช่น คาง แนวกราม แก้ม จมูก และรอบปาก ส่วนผู้ที่สวม Face Shield เป็นประจำมักจะพบปัญหาสิวบริเวณหน้าผาก นอกจากปัญหาสิวแล้วยังพบสภาวะโรคผิวหนังอักเสบ (Rosacea) หรือผื่นผิวหนังอักเสบรอบปาก (Perioral dermatitis) ซึ่งเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวใต้หน้ากากอนามัย (Maskne) อาทิ

· การแต่งหน้า (Makeup) ในสภาวะที่ต้องสวมหน้ากากอนามัยยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันรูของขุมขนและทำให้เกิดสิวตามมา

· ความชื้น (Humidity) ความร้อนและความชื้นจากลมหายใจที่หมุนเวียนภายในหน้ากากอนามัย รวมถึงความอับชื้นจากเหงื่อ และละอองน้ำลาย ส่งผลให้เกิดสภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนัง (microbiome dysbiosis) ทำให้เกิดสิวหรือผิวอักเสบรวมถึงโรคผิวหนังอื่นๆ ตามมา

· ความเย็นและแห้งของอากาศ (Cold, Dry weather) ส่งผลเสียต่อผิว เนื่องจากต่อมไขมันจะหลั่งน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อปกป้องและรักษาความชุ่มชื้นของผิว เมื่อมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวจึงทำให้เกิดการรวมตัวกับน้ำมันส่วนเกินและเกิดการอุดตันของรูขุมขน จึงทำให้เกิดสิว

· ความเครียด (Stress) ทำให้ผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) โดยจะไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันบนผิวหนังผลิตน้ำมันออกมาเยอะเกินความจำเป็น หากทำความสะอาดผิวได้ไม่ดีพอ ก็จะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน จนกลายเป็นสิวอุดตันได้

ปัญหาสิวจากการใส่หน้ากากอนามัยมีความสัมพันธ์กับความแข็งแรงของเกราะปกป้องผิว (Skin Barrier) ซึ่งเป็นผิวหนังขั้นนอกสุด ช่วยปกป้องไม่ให้สิ่งสกปรกหรือสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกเข้ามาในชั้นผิว รวมถึงทำหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ภายในผิว หากเกราะปกป้องผิวเกิดความอ่อนแอ ผิวก็จะไม่แข็งแรง ทำให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง รวมถึงการเกิดผดผื่นและสิวได้ง่าย ดังนั้นเราจึงควรดูแลผิวให้มีความชุ่มชื้นและแข็งแรงอยู่เสมอ ส่วนวิธีป้องกันการเกิดสิวที่เกิดจาการใส่หน้ากากอนามัยนั้น สามารถทำได้โดย

· ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยบ่อยๆ หรือทำความสะอาดหน้ากากอนามัยแบบผ้าเป็นประจำทุกวัน

· ควรหาเวลาให้ผิวได้ระบายอากาศบ้าง หลังจากใส่หน้ากากอนามัยมาเป็นระยะเวลานาน ถ้าเป็นไปได้อย่างน้อย 10-15 นาที ทุกๆ 4 ชั่วโมง แต่ต้องมั่นใจก่อนว่าเราอยู่คนเดียว หรืออยู่ในพื้นที่ปลอดการติดเชื้อ เช่น ในห้องส่วนตัว ในรถยนต์ส่วนตัว

· งดใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางค์ที่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน หรือควรงดแต่งหน้าบริเวณที่ใส่หน้ากากอนามัย

· การล้างทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัฑณ์ที่มีความอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ไม่ก่อให้เกิดความแห้งตึงของผิวหลังการล้าง

· เน้นการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบา และไม่ทำให้รูขุมขนอุดตัน (Non-comedogenic) ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพผิวอย่างสารสกัดจากชิโซะ (Shiso), น้ำมันมะพร้าวออแกนิค (Organic coconut oil), สารสกัดจากอูกอน (Ougon extract) เป็นต้น

· การดูแลเรื่องการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร งดหรือลดอาหารที่มีรสหวานจัด ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นม ช็อกโกแลต ไอศกรีม เพราะส่งผลต่อระดับอินซูลินที่สูงขึ้น ทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนได้

หากใครที่มีปัญหาการแพ้หน้ากากอนามัยก็ขอแนะนำว่าให้สวมใส่หน้ากากผ้าไว้ด้านในก่อน แล้วค่อยสวมหน้ากากอนามันปิดทับไว้ด้านนอกตรงนี่ก็ช่วยลดอาการแพ้หน้ากากอนามัยได้เป็นอย่างดี

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวหน้าให้แข็งแรงตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่คุณแม่ยังสวย รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา เผยว่า “แมสก์ถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย ทุกครั้งที่ต้องออกไปข้างนอกก็ต้องสวมใส่แมสก์ตลอด โดยจะเลือกแมสก์ที่มีความกระชับพอดีกับใบหน้า ไม่เล็กหรือหลวมจนเกินไป ไม่ใช้แมสก์ซ้ำ ต้องเปลี่ยนแมสก์ทุกวัน และที่สำคัญไม่ละเลยการดูแลความสะอาดผิวหน้า ใส่ใจในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเช็ดล้างเครื่องสำอาง เลือกผลิตภัณฑ์ทำที่จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกและความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้อย่างหมดจด เช็ดกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์ และบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นสำหรับผิวหน้าโดยเฉพาะ นอกจากนั้นทุกสัปดาห์จะฟื้นฟูผิวหน้าด้วยเฟซ มาส์ก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อปกป้องและรักษาสมดุลความชุ่มชื้นให้กับผิว ผิวจะได้แข็งแรง ไม่แพ้หรือระคายเคืองได้ง่าย”

ถัดมาที่สาวยิ้มหวาน พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา เล่าว่า “ตั้งแต่ต้องใส่หน้ากากทุกครั้งเวลาออกไปข้างนอก เราก็มักจะเจอปัญหาเป็นสิวบริเวณคางและแก้มทั้งสองข้าง เนื่องจากเวลาใส่แมสก์จะเกิดการเสียดสีระหว่างแมสก์กับใบหน้าของเราทำให้เกิดรอยแดง รอยยับบนใบหน้า ยิ่งวันไหนที่ต้องแต่งหน้าสิวก็จะขึ้นง่ายกว่าปกติด้วย วิธีแก้ปัญหาของเราอย่างแรกเลยก็คือต้องไม่เปลี่ยนยี่ห้อหน้ากากอนามัยบ่อยๆ เพราะมีทั้งหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หน้ากากแบบแฟชั่น ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็มีคุณภาพแตกต่างกัน ถัดมาก็คือการให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผิวหน้า เริ่มจากการคลีนซิ่งเครื่องสำอางออกก่อน หลังจากนั้นก็ล้างหน้าด้วยเฟซ วอช เช็ดกระชับรูขุมขนด้วยโทนเนอร์ และลงครีมบำรุงผิวด้วยไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบของสิว และอาการระคายเคืองต่างๆ โดยจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิค มีส่วนผสมจากธรรมชาติ จะได้อ่อนโยนต่อผิวไม่ก่อให้เกิดการแพ้ระคายเคือง”

ปิดท้ายที่สาวรักสุขภาพ วิชาดา พูลผล กล่าวว่า “เรามีปัญหาเรื่องแพ้หน้ากากอนามัย ทุกครั้งที่ต้องใส่หน้ากากเวลาออกไปข้างนอก ผดหรือผื่นเล็กๆ จะขึ้นบริเวณรอบๆ ที่ใส่หน้ากากอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อต้องใส่หน้ากากเป็นเวลานานๆ จะยิ่งอับชื้นและสิวจะขึ้นง่ายมาก วิธีแก้ปัญหาของเราก็คือหลังกลับจากข้างนอกเมื่อถึงบ้านจะต้องรีบล้างใบหน้าให้สะอาดด้วยเพียวริฟายอิ้ง เฟซ วอช และเช็ดสิ่งสกปรกที่ตกค้างด้วยโทนเนอร์ เพราะผดผื่นที่ขึ้นมานั้นเกิดจากความอับชื้นขณะที่เราใส่หน้ากาก หากเราได้ล้างใบหน้าให้สะอาดผดผื่นก็จะยุบลงตามธรรมชาติ โดยเราจะเลือกเฟซ วอช ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นหลักอย่างสารสกัดจากชิโซะหรือน้ำมันมะพร้าว เพื่อไม่ให้เกิดสารตกค้างและเกิดการอุดตันรูขุมขน แต่การที่ล้างหน้าให้สะอาดก็มักจะตามมาด้วยอาการผิวตึงซึ่งเราก็ต้องเลือกครีมบำรุงที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นอย่าง ไฮเดรติ้ง อิมัลชั่น ผิวจะได้ไม่แห้งตึงและยังชุ่มชื้นอยู่เสมอ”

Honmono Grand Embassy เซอร์ไพรส์ทุกคำกับ Omakase 12 คอร์ส + Okonomi กว่า 150 เมนู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/674677

วันที่ 06 ก.พ. 2565 เวลา 15:05 น.Honmono Grand Embassy เซอร์ไพรส์ทุกคำกับ Omakase 12 คอร์ส + Okonomi กว่า 150 เมนู

จัดเต็มเกินคุ้ม! เซอร์ไพรส์ทุกคำ! กับ Omakase 12 คอร์ส + Okonomi กว่าอีก150 เมนู ที่ Honmono Grand Embassy คอร์สอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม เสิร์ฟความอร่อยจากทะเลสู่จาน พร้อมปรุงอย่างพิถีพิถัน ในราคาเพียง 3,500++ บาท

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์ครั้งนี้ ชวนมาสัมผัสกับมื้ออาหารที่พรีเมียมสุดๆ กับหลากหลายเมนูที่ Honmono Grand Omakase @Central Embassy เอาใจบรรดาเจแปนีสเลิฟเวอร์และคนรัก Omakase เริ่มต้นมื้อสุดพิเศษนี้ด้วยด้วยเมนู Omakase 12 คำ ที่เชฟรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันจากวัตถุชั้นเลิศ ที่สด สะอาด ซึ่งจะมีการสลับสับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

เพลิดเพลินกับ Omakase 12 คำเป็นที่เรียบร้อย ในคอร์สนี้ยังรวมเมนู Okonomi อีกกว่า 150 รายการ มาให้เลือกทานได้แบบจุใจในเวลา 2 ชั่วโมง

มีครบทั้ง appetizer อย่าง ikura sashimi  Tuna Tartare แซลมอนยำไทย เมนูสลัดต่างๆ ลิ้มรสชาติความสดและกลิ่นอายทะเลกับซาชิมิจานใหญ่ ต่อด้วยสารพันบรรดาเมนูข้าวห่อสาหร่าย Maki, Temaki, Rolls, Don, Steak, Takimono อาหารประเภทย่างทั้งปูทาราบะ ล็อบสเตอร์ แซลมอน ปลาไหลญี่ปุ่น เนื้อ อาหารประเภททอด สุกี้ยากี้ ชาบูชาบู เมนูเส้นอย่างอูด้ง ยากิโซบะ ปิดท้่ยด้วยของหวานสไตล์แดนอาทิตย์อุทัย อย่างพุดดิ้ง และไอศกรีมชาเขียว

ตามมาลิ้มลองของอร่อยสุดพรีเมียมแบบนี้ได้ที่ Honmono Grand สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ ชั้น 5 สอบถามได้ที่โทร. 064-690-9526 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟฟซบุ๊ก Honmono Sushi 

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นความคิดสร้างสรรค์ “ณ เวลา” โรงแรมสำนึกรักบ้านเกิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/674823

วันที่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 13:20 น.เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นความคิดสร้างสรรค์ “ณ เวลา” โรงแรมสำนึกรักบ้านเกิด

“ณ เวลา” โรงแรมอันดับหนึ่งของราชบุรีกางแผนสู้โควิด-19 เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นความคิดสร้างสรรค์ นำร่องแนวคิดโรงแรมสำนึกรักบ้านเกิด ชูกลยุทธ์ “ประชุมเที่ยวเรื่องเดียวกัน” สร้างแลนด์มาร์คใหม่ “Travel & MICE Destination”

แน่นอนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อภาคธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก โดยเฉพาะธุรกิจการท่องเที่ยวที่ต้องประสบปัญหาโดยตรงจากการล็อกดาวน์ และห้ามเดินทาง ซึ่งทางฝั่งผู้ประกอบการต่างก็ต้องปรับตัว และงัดกลยุทธ์ออกมาต่อสู้กันอย่างดุเดือด ด้านโรงแรม “ณ เวลา” โรงแรมอันดับหนึ่งของเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างจังหวัดราชบุรี ล่าสุดได้ประกาศเปลี่ยนวิกฤติเป็นความคิดสร้างสรรค์ (Turn crisis to inspiration) ภายใต้แนวคิด “Creative livable stay” กับการสร้างสรรค์มิติใหม่ของบริการที่มีความเป็นมืออาชีพแต่ยังแฝงด้วยเสน่ห์ความงดงามของธรรมชาติแบบท้องถิ่น พร้อมดันกลยุทธ์ “ประชุมเที่ยวเรื่องเดียวกัน” สร้างแลนด์มาร์คใหม่ของการท่องเที่ยว และการประชุม (Travel & MICE Destination) ที่ครอบคลุมการจัดประชุมแบบองค์กร การจัดการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงาน การประชุมแบบสมาคม งานจัดเลี้ยงแต่งงาน ไปจนถึงการจัดงานแสดงสินค้า รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว หรือวัยหนุ่มสาวที่ต้องการการพักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ และสัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ด้วยมาตรฐาน SHA+ ที่พนักงานทุกคนได้รับการฉีดวัคซีนครบ 3 เข็มแล้ว ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 20%ในปี 2565

เกรซ พรพิไลสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรม “ณ เวลา” กล่าวถึงแนวคิดหลักของการปรับตัวครั้งนี้ว่า “เราเชื่อว่าทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสสำหรับคนที่รู้จักการปรับตัวเสมอ ซึ่งจากสถานการณ์ที่ผ่านมาโรงแรมของเราก็ปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ทั้งด้านความสะอาด ความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ไปจนถึงคุณภาพของบุคลากร แต่เราก็ยังไม่หยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปมาก ประกอบกับความที่เราอยากจะพัฒนาบ้านเกิด และชุมชน ให้จังหวัดราชบุรีได้เป็นหนึ่งตัวเลือกของผู้บริโภคที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่ไกลจากรุงเทพฯ และสามารถทำงานไปด้วยได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของบางองค์กรที่ให้พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from anywhere) รวมไปถึงรองรับการประชุมแบบไมซ์เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองราชบุรีให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น”

ด้าน นวรัญ พรพิไลสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ โรงแรม “ณ เวลา” เสริมว่า “จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ปี เราพบว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่ามูลค่า คนส่วนใหญ่มองหาความปลอดภัย และความยั่งยืนในทุกๆ ด้าน กลับมานิยมในสิ่งที่เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติ เราจึงได้ต่อยอดจากสิ่งเดิมที่ทางโรงแรมมีอยู่แล้วนั่นก็คือโลเคชั่นที่ใกล้ชิดธรรมชาติ การตกแต่ง และอาหาร ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของคนราชบุรีได้เป็นอย่างดี โดยหลอมรวมเข้ากับบริการ กิจกรรมใหม่ๆ รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานของโรงแรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

สำหรับการเปลี่ยนวิกฤติเป็นความคิดสร้างสรรค์ (Turn crisis to inspiration) นั้นทางโรงแรมได้ชูกลยุทธ์ “ประชุมเที่ยวเรื่องเดียวกัน” ที่สร้างสรรค์จากจุดแข็งของพื้นที่ โดยมีอาคารประชุม “Navela Convention Center” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นห้องประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green meeting space) ภายใต้แนวคิดที่เชื่อว่าอากาศดีๆ จะเป็นที่มาของไอเดียดีๆ โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในพื้นที่ที่สามารถรองรับการประชุม และงานเลี้ยงได้มากกว่า 1,200 คน โดยมีเพดานที่สูงกว่าถึง 7 เมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก พร้อมลานกิจกรรมกลางแจ้งที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ และที่จอดรถกว่า 500 คัน ที่สามารถรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ได้อย่างเต็มรูปแบบ

โดยนอกจากอาคารประชุมแล้ว อีกหนึ่งจุดแข็งของโรงแรม “ณ เวลา” คือห้องพัก และบริการที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “กินดีอยู่สบาย” ที่ในปีนี้ทางโรงแรมได้ปรับปรุงพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้สนุกกับการพักผ่อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมุมถ่ายรูปบริเวณผนังดอกเก็ดถะหวาที่วาดขึ้นโดยศิลปินท้องถิ่น ผนังภาพวาดศิลปะแบบท้องถิ่นที่วาดโดยพนักงาน ณ เวลา การสร้างสะพานบัวที่เชื่อมต่อไปยังครัวทอข้าว พร้อมพื้นที่สีเขียวที่อุดมไปด้วยต้นไม้หายาก ให้ลูกค้าได้ทำกิจกรรมผักผ่อนหย่อนใจแบบ Wellness relaxation อาทิ โยคะ นั่งสมาธิ ศิลปะบำบัด ปั้นพระ ปรุงน้ำอบจากดอกไม้ในสวน รวมถึงการขยายแปลงผักเกษตรอินทรีย์ที่มีผลผลิตใช้ได้ตลอดทั้งปี เพื่อนำมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารสำหรับลูกค้า และกิจกรรมเวิร์คช็อปการทำเต้าหู้ผักออแกนิคสูตรเฉพาะของ ณ เวลา อีกทั้งยังมีเมนูอาหารออแกนิคอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำกุ้งมะพร้าวอ่อนจากมะพร้าวออแกนิคของโรงแรม เมนูที่สร้างสรรค์ขึ้นจากไชโป้วเจ็ดเสมียน เต้าหู้ดำโพธาราม และสับปะรดสวนผึ้ง โดยอาหารทุกจานของ “ณ เวลา” นั้นปรุงโดยไม่ใส่ผงชูรส เพื่อเน้นคุณภาพการให้บริการที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังมีมะลิคาเฟ่ ร้านกาแฟตกแต่งสไตล์ไทย ที่นั่งสบาย อาหารอร่อย

ในส่วนของห้องพักทั้งหมดจะมี 46 ห้อง ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ 3 แบบด้วยกัน เริ่มจากแบบ ซูพีเรีย (Superior) ห้องพักแบบมาตรฐานสำหรับการเข้าพักที่เรียบง่าย จำนวน 30 ห้อง ราคาพร้อมอาหารเช้าเริ่มต้นเพียง 1,400 บาท ถัดมาที่แบบ ซูพีเรีย วิท บัลโคนี (Superior with Balcony) ห้องพักแบบมาตรฐานที่เพิ่มระเบียงในห้องพักให้ผู้เข้าพักได้ชมวิวทิวทัศน์ที่โอบล้อม โรงแรมได้แบบเป็นส่วนตัว จำนวน 8 ห้อง ในราคาเพียง 1,600 บาท และสุดท้ายกับห้องพักแบบ สวีท วิท บัลโคนี(Suite with Balcony) ห้องพักที่มีทั้งห้องนอน และห้องรับแขกแบบส่วนตัว พร้อมระเบียงภายในห้อง จำนวน 7 ห้อง ในราคาเพียง 2,700 บาท ซึ่งการตกแต่งภายในจะเป็นการผสมผสานศิลปะท้องถิ่น โดยได้หยิบยกเอาเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของราชบุรี ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอพื้นเมือง โอ่งมังกร ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน รวมไปถึงงานจักสาน นำมาดัดแปลงเป็นข้าวของเครื่องใช้สำหรับการตกแต่งภายในห้องพัก ช่วยเสริมบรรยากาศให้ห้องดูน่าสนใจและอบอุ่นยิ่งขึ้น

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อข่าวสารจากโรงแรม “ณ เวลา” ได้ทาง

Line: https://lin.ee/eW3ZiE2

Facebook: https://www.facebook.com/NavelaHote

Instagram : https://www.instagram.com/navelahotel

หรือโทร. 032-206599 และ 084-646-9598

ใช้ชีวิตวันหยุดสุดสัปดาห์ให้เหนือระดับไปอีกขั้น ที่แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/674664

วันที่ 03 ก.พ. 2565 เวลา 11:12 น.ใช้ชีวิตวันหยุดสุดสัปดาห์ให้เหนือระดับไปอีกขั้น ที่แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์

พบประสบการณ์เหนือชั้นเฉพาะเดือนแห่งความรัก โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ชวนมาใช้ชีวิตวันหยุดสุดสัปดาห์ให้เหนือระดับขึ้นไปอีกกับ ‘Elevated MClub Experience’

ชวนใช้ชีวิตวันหยุดสุดสัปดาห์ให้เหนือระดับขึ้นไปอีกกับ ‘Elevated MClub Experience’ ประสบการณ์ยกระดับคลับเลานจ์ ณ เอ็มคลับ โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ชั้น 31 เลานจ์หรูพร้อมวิวกรุงเทพและแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มโปรแกรมอาหารอร่อยตลอดวัน ให้สมาชิกแมริออท บอนวอยแพลททินั่ม, ไทเทเนียม, แอมบาสซาเดอร์ และแขกที่จองห้องพักและเข้าพักตั้งแต่ห้องเอ็กเซกคิวทีฟรูมขึ้นไป (ห้องเอ็กเซกคูทีฟ, เอ็ม สวีท, ไวซ์ เพรซิเดนท์เชียล สวีท และ เพรซิเดนท์เชียล สวีท) สามารถเพลิดเพลินไปกับหลากหลายเมนูตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนไม่อยากลุกไปไหนเลยทีเดียว

ยกระดับบริการให้คุณประทับใจพร้อมอิ่มอร่อยไปกับ 4 มื้ออาหารตลอดวันแบบเอ็กซ์คูลซีฟ ไม่ว่าจะเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าซิกเนเจอร์ อาหารกลางวันแบบเบาๆ เซตน้ำชายามบ่าย และที่ขาดไม่ได้กับอีฟนิ่ง ค็อกเทล ในช่วงเย็นที่ขยายเวลาให้ถึง 3 ชั่วโมง รังสรรค์มาในธีมพิเศษ ‘อาหารจากความทรงจำของเชฟ’ นำทีมโดยเชฟเอ็กซ์อรรถพลไนโตถังทองและมิกโซโลจิสต์รับเชิญทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้

06.00 น. – 11.00 น. (วันเสาร์ – วันอาทิตย์)

เติมพลังให้วันใหม่กับวิวสวย ๆ ยามเช้าและบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าพร้อมแมริออท สุรวงศ์ ซิกเนจอร์แสนอร่อยบนเอ็มคลับ ไม่ว่าจะเป็นไข่คนเห็ดทรัฟเฟิล เสิร์ฟพร้อมครอฟเฟิลสดใหม่ร้อน ๆ  หรือไข่ออนเซนมะพร้าวอ่อน

12.00 น. – 14.00 น. (วันเสาร์ – วันอาทิตย์)

อิ่มอร่อยแบบสุขภาพดีไปกับบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวันแบบไลท์ๆที่เต็มไปด้วยเมนูเพื่อสุขภาพบนเอ็มคลับ ไม่ว่าจะเป็น D.I.Y สลัดโรล. ส้มตำโรล และขนมหวานสดชื่นอย่างเยลลี่ตะไคร้พร้อมรังนกและเก๋ากี้ เพิ่มความเฟรชให้มื้อกลางวันกับเครื่องดื่มสปาร์คลิ่งม็อกเทลหลากรสจากเปอริเอ้น้ำแร่ธรรมชาติชนิดมีฟอง แนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบอิ่ม เพราะเรายังมีเมนูอาหารอร่อยๆ ที่เตรียมเอาไว้ให้คุณตลอดทั้งวัน

15.00 น. – 17.00 น. (วันเสาร์ – วันอาทิตย์)

เพิ่มความสดชื่นยามบ่ายในช่วงสุดสัปดาห์ไปกับเซตน้ำชายามบ่ายที่เสิร์ฟพร้อมกับขนมทานเล่น เช่นสโคนอบใหม่และมาการองหอมหวานคู่กับเครื่องดื่มสปาร์คลิ่งม็อกเทลหลากรสจากเปอริเอ้น้ำแร่ธรรมชาติชนิดมีฟอง

17.30 น. – 20.-30 น. (วันเสาร์ – วันอาทิตย์)

อีกหนึ่งไฮไลท์พิเศษในช่วงเย็นคงหนีไม่พ้น อีฟนิ่ง ค็อกเทค ในธีม ”อาหารไทยในความทรงจำ” 3 ชั่วโมงเต็ม ที่จัดขึ้นมาพิเศษเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์นี้เท่านั้น อิ่มอร่อยไปกับบุฟเฟ่ต์ที่หยิบยกคอนเซ็ปจากพระยา คิทเช่น ห้องอาหารหลักของโรงแรม มาปรุงบนเอ็ม คลับ เหล่าเชฟมากฝีมือจะนำเสนออาหารไทยจานโปรดในความทรงจำ ปรุงจากวัตถุดิบชั้นเลิศในท้องถิ่นที่มีตามฤดูกาล ควบคู่ไปกับเครื่องดื่มแบบไทยโมเดิร์น ที่ได้พาร์ทเนอร์ดีๆ อย่างไทยเบฟเวอเรจ มาช่วยรังสรรค์ให้ค่ำคืนนี้มีแต่ความสุข 

สัมผัสประสบการณ์ ‘Elevated MClub Experience’ การยกระดับเอ็ม คลับ ของโรงแรม แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ได้ทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้เมื่อเข้าพักห้องเอ็กเซกคูทีฟ, เอ็ม สวีท, ไวซ์ เพรซิเดนท์เชียล สวีท และ เพรซิเดนท์เชียล สวีท โปรแกรมนี้สามารถใช้ร่วมกับโครงการเราเที่ยวด้วยกันได้

สำรองห้องพักได้ที่ เว็บไซต์ :  www.bangkokmarriottsurawongse.com  อีเมล : mhrs.bkkwo.reservation@marriotthotels.com  โทร : 02 088 5666 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรม แมริออท เดอะ สุรวงศ์ ได้ที่เว็บไซต์ www.bangkokmarriottsurawongse.com