ยาฮูเผย 3 พันล้านบัญชีผู้ใช้งานถูกล้วงข้อมูลในปี56

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 04 ต.ค. 2560 เวลา 20:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518441

ยาฮูเผย 3 พันล้านบัญชีผู้ใช้งานถูกล้วงข้อมูลในปี56

“ยาฮู” เผยบัญชีผู้ใช้งานรวม 3 พันล้านบัญชีถูกแฮคเกอร์ล้วงข้อมูลในปี 56

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า “ยาฮู” ผู้ให้บริการอีเมลชื่อดังของโลกได้ออกมาเปิดเผยข่าวชวนตะลึงว่า บัญชีผู้ใช้งานของยาฮูรวม 3 พันล้านบัญชี ได้ถูกล้วงข้อมูลในปี 2556 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ยาฮูรายงานไว้ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว

การเปิดเผยครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเวอไรซอน คอมมิวนิเคชั่น อิงค์ ได้เข้าซื้อสินทรัพย์ด้านอินเทอร์เน็ตของยาฮูเป็นเงินกว่า 4.48 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันยาฮูเป็นบริษัทในเครือโอธ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทสื่อดิจิทัลของเวอไรซอน

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของโอธ อิงค์ ระบุว่า การสืบสวนล่าสุดบ่งชี้ว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ที่แฮคเกอร์ขโมยมาได้นั้น ไม่รวมถึงรหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต และข้อมูลบัญชีธนาคาร

นักสิทธิสตรีค้าน! หนุ่มอินโดผุดแอพฯหนุนการแต่งงานผัวเดียวหลายเมีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ต.ค. 2560 เวลา 18:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518225

นักสิทธิสตรีค้าน! หนุ่มอินโดผุดแอพฯหนุนการแต่งงานผัวเดียวหลายเมีย

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีโวยหนุ่มอินโดฯพัฒนาแอพฯสนับสนุนการแต่งงานแบบสามีคนเดียวแต่มีหลายภรรยา

เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวอินโดนีเซียเพื่อนบ้านของเรามีโอกาสได้ใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ที่คิดและพัฒนาโดยคนอินโดเอง แอพที่ว่านี้คือ AyoPoligami คล้ายๆ กับแอพพลิเคชั่นหาคู่ Tinder ที่หลายคนคุ้นเคย แต่ที่ไม่เหมือนคือ แอพสัญชาติอินโดนี้เกิดมาเพื่อคนที่แต่งงานมีสามีภรรยาเป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่ยังต้องการมองหาคู่ชีวิตเพิ่มเติมอีก

เจ้าของแอพคือ ลินดู ปรานายามา หนุ่มอินโดวัย 35 ปี ที่ผุดไอเดียนี้มาจากประสบการณ์การใช้งานแอพพลิเคชั่นหาคู่ของตัวเองเมื่อ 1 ปีก่อน ที่ไม่มีตัวเลือกสำหรับผู้ชายที่ต้องการสถานะการแต่งงานแบบผัวเดียวหลายเมีย จึงพัฒนา AyoPoligami ขึ้นมาตามดีมานด์ของคนใช้

แม้จะเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ก็มีชาวอิเหนาสนใจลงทะเบียนเข้าใช้แล้วกว่า 10,000 คน ซึ่งก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ หรือกว่า 60% เป็นคุณผู้ชาย ที่ใช้แอพนี้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบมีภรรยาหลายคน หรือบางคนก็เข้ามาขอคำแนะนำจากรุ่นพี่

แต่ถึงตัวเลขคนใช้งานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ซาเกีย ตูนิซา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี ที่ออกอาการไม่ปลื้ม AyoPoligami เอามากๆ เธอเผยว่า แอพของปรานายามาจะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดให้คนในสังคมยอมรับการมีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกัน หรืออาจเลวร้ายถึงขั้นบังคับแบบกลายๆ ให้ผู้หญิงยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว

งานโมบายยอดทะลักคนช็อปทะลุเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ต.ค. 2560 เวลา 06:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518117

งานโมบายยอดทะลักคนช็อปทะลุเป้า

ผู้จัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โปเผยยอดคนเข้าร่วมชมงานและยอดเงินสะพัดทะลุเป้า 2,000 ล้าน หลังผู้ซื้ออั้นรอช็อปช่วงสิ้นปี

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ครั้งที่ 28 โชว์เคส ว่า จากการเช็กยอดขายของทุกแบรนด์รวมกัน คาดว่าเกินเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพราะราคาเครื่องที่มาวางขายมีทั้งระดับไฮเอนด์ และระดับกลางที่ราคาอยู่ที่ 7,000-1 หมื่นบาท และบางค่ายแม้ไม่มีรุ่นใหม่ก็ขนของแถมมาแจกลูกค้าเต็มที่

ขณะที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ประเมินไว้ว่าจะมีผู้ที่สนใจมือถือเครื่องใหม่และอั้นกำลังซื้อตั้งแต่ช่วง 3 เดือนก่อนวันจัดงาน ต้องยอมรับว่าช่วงกลางปีเศรษฐกิจค่อนข้างแย่และไม่มีเครื่องรุ่นใหม่ที่มีนวัตกรรมโดดเด่นดึงดูดความสนใจเท่าช่วงปลายปี ทำให้งานช่วงกลางปีที่จัดครั้งก่อน มียอดเงินสะพัดอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท

สำหรับการจัดงานครั้งนี้หากเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 2,000 ล้านบาท ถือว่าโตตามเป้า 10% แต่เท่าที่เช็กยอดขายและข้อมูลคร่าวๆ จากแบรนด์สมาร์ทโฟนต่างๆ พบว่าเกินเป้าที่คาดไว้ไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ด้านจำนวนผู้เข้าชมงานที่คาดไว้ 7 แสนคน ก็น่าจะเกินเป้าที่วางไว้ เพราะวันสุดท้ายมีลูกค้าบางส่วนไม่สามารถเข้ามาภายในงานได้เพราะสถานที่ไม่เพียงพอรองรับ

นอกจากนี้ พฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้เข้าชมงานมีความต้องการที่หลากหลายยิ่งขึ้นรวมทั้งเทรนด์กล้องคู่ของแต่ละแบรนด์ที่แข่งกันมากขึ้น ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งระบบปฏิบัติการล่าสุด ต่างเป็นปัจจัยที่ตอบโจทย์ให้ผู้บริโภคที่กำลังมองหาเครื่องใหม่ได้เป็นอย่างดี

ด้านสีสันสำคัญที่เป็นกระแสในโลก โซเชียลคือเรื่องของแถม ซึ่งมีหลายแบรนด์แข่งกันดุมาก ทั้งแจกทีวี ส่วนลดค่าเครื่องรุ่นก่อนหน้านี้ บัตรของขวัญและของแถมที่เรียกได้ว่าต้องเตรียมกระเป๋ามาขนของแถมกลับบ้าน ด้านพื้นที่จัดงานครั้งนี้ก็เต็มทุกโซน ใช้พื้นที่จัดงานคุ้มทุกจุด และทุกรายที่เคยหายไปจากตลาดก็กลับมาร่วมแชร์พื้นที่กับพาร์ตเนอร์ด้วย

“ฮอร์แกไนซ์”ระบบบริหารหอพัก ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ต.ค. 2560 เวลา 22:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/518037

"ฮอร์แกไนซ์"ระบบบริหารหอพัก ครบวงจร

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

ฮอร์แกไนซ์ (Horganice) ระบบบริหารจัดการหอพักอย่างครบวงจรที่มีเป้าหมายร่วมเปลี่ยนแปลง และผลักดันให้ธุรกิจหอพักสามารถบริหารธุรกิจได้อย่างดีที่สุด รวมถึงทำให้ลูกค้าของหอพักได้รับความสะดวกไปพร้อมกัน อีกทั้งทีมงานได้ก่อตั้งขึ้นจากคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในประเทศไทย

“ธนวิชญ์ ต้นกันยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอร์แกไนซ์ เปิดเผยว่า ฮอร์แกไนซ์ระบบจัดการหอพักอย่างครบวงจรที่ได้มีจุดเริ่มต้นมาจากการมองเห็นปัญหาและอุปสรรคจากสิ่งใกล้ตัวคือจากการเดินทางที่ได้พบกับหอพักมีการติดป้าย ไม่รับเงินสด และธุรกิจที่บ้านก็ทำในด้านหอพัก จึงพบว่าปัญหาในด้านนี้มีอยู่อย่างแท้จริง ทำให้สนใจสร้างระบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและการร่วมแก้ปัญหาให้แก่กลุ่มลูกค้า

ทั้งนี้ จากความสนใจทำให้ตนเองได้เริ่มต้นสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการหอพัก ในเบื้องต้นจำนวน 30-40 ห้อง และขยายการสำรวจเป็น 100 ห้อง ก่อนที่จะศึกษาแนวทางและมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ ทำให้มองเห็นโอกาสและศักยภาพความเป็นไปได้ในการทำระบบ

“ผมสนใจอยากสร้างธุรกิจตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย โดยในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ไปเรียนวิชาเลือกด้านนวัตกรรมการตลาด รวมถึงได้ไปฝึกงานที่บริษัท ทรูได้ทดลองด้านการตลาด ได้ทำโครงการ ซึ่งพบว่าที่เราทำนาฬิกาให้แก่บริษัททัวร์อาจจะไม่เหมาะสมด้านต้นทุนการผลิต แต่เมื่อทำจึงได้เรียนรู้และสนใจมาสู่การทำระบบจัดการหอพักอย่างครบวงจร” ธนวิชญ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน การเริ่มต้นสร้างฮอร์แกไนซ์ที่ได้ทางการตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 3 พร้อมกันนี้ได้มีนักลงทุนที่เป็นบุคคล สนใจเข้ามาร่วมลงทุนในบริษัท พร้อมกับได้เสนอให้เริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจและหาผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งตนเองได้ผู้ร่วมก่อตั้งที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้ ได้ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก่อนออกมาสู่ตลาดประมาณ 4-6 เดือน พร้อมกับได้นำเสนอข้อมูลให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหอพักต่างๆ ซึ่งได้เริ่มที่ จ.เชียงใหม่ ในช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นจึงได้ลูกค้ารายแรกที่เชียงใหม่ที่เป็นหอพัก ต่อมามีกลุ่มลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกจะเปิดให้ลูกค้าทดลองได้ใช้บริการฟรี เพื่อให้ได้รับฟังความคิดเห็นในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถสร้างรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) ที่ดีสุดแก่ลูกค้า“การได้นักลงทุนจำนวน 4 ราย เข้ามาในบริษัท ทำให้ได้ร่วมส่งเสริมพัฒนาการออกแบบดีไซน์ภายใน รวมถึงช่วยผลักดันการขยายองค์กรในด้านต่างๆ มากขึ้น” ธนวิชญ์ กล่าว

ในปีล่าสุด ฮอร์แกไนซ์ได้มีลูกค้าหอพักใช้บริการจำนวน 2,000 รายแล้ว คิดเป็นจำนวน 7 หมื่นห้อง พร้อมกันนี้บริษัทมีรายได้เข้ามาในองค์กรต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มลูกค้าก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น 20 เท่าตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ www.horganice.in.th หรือผ่านเฟซบุ๊ก Horganice

“ธนวิชญ์” กล่าวต่อว่า ระบบของบริษัทจะทำให้ผู้ใช้บริหารคือ เจ้าของหอพักใช้งานได้อย่างง่ายที่สุด รวมถึงสามารถใช้งานผ่านระบบแอพพลิเคชั่นทั้งผ่านโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ทำให้บริหารจัดการทั้งหอพัก พนักงาน และการดูแลแจ้งข่าวสารไปยังลูกค้าที่เข้ามาเช่าหอพักได้สะดวกมาก รวมถึงช่วยลดต้นทุนบริหาร อีกทั้งยังช่วยป้องกันการดูแลใบเสร็จ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนผู้เช่าหอพัก ก็จะได้ผลดีเช่นกัน ทั้งด้านข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนและส่งใบเสร็จ ส่วนอัตราค่าการใช้บริการจะอยู่ที่ 97 บาท/เดือน และราคาสูงสุดอยู่ที่ 979 บาท/เดือน โดยจะขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักในการบริหารจัดการ ซึ่งผลที่ลูกค้าได้ใช้บริการต่างให้การตอบรับในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ในระบบยังรวบรวมข้อมูลของหอพักต่างๆ จึงเปรียบเสมือนการมีมาร์เก็ตเพลสให้แก่หอพักอย่างครบวงจร รวมถึงบริษัทสามารถเพิ่มให้บริการและสินค้าต่างๆ แก่หอพักได้ อีกทั้งบริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งบริการช่าง ระบบบัญชี รวมถึงศูนย์รวมระบบก่อสร้างและบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น ทำให้กลุ่มลูกค้าเจ้าของหอพักได้รับบริการและข้อมูลครบวงจร

 

“ธนวิชญ์” กล่าวต่อว่า การบริหารงานขององค์กรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะเน้น 5 ด้านที่สำคัญ ทั้ง 1.ด้านการนำเสนอบริการต่างๆ ทำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด 2.การร่วมมือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีแก่ลูกค้า 3.การมีทีมงานภายในองค์กรต้องมีแนวคิดและมุมมองในทิศทางเดียวกัน 4.การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีสู่สังคม (อีโคซิสเต็ม) ท้ายที่สุด เมื่อได้ปรับมุมมอง ร่วมพัฒนาสังคมให้ดีมากขึ้นแล้ว เชื่อว่ามั่นจะผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างดี ร่วมนำเสนอสิ่งที่ดี ทั้งนี้ ปัจจุบันจากการที่เริ่มต้นจากผู้ร่วมก่อตั้ง 2 คน ในปัจจุบันมีทีมงานขยายเพิ่มเป็น 8 คนแล้ว

อีกทั้งองค์กรได้เข้าร่วมโครงการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยได้ร่วมงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ ที่จัดใน จ.เชียงใหม่ช่วงที่ผ่านมา และทีมได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดสตาร์ทอัพ ภาคเหนือ สำหรับการร่วมประกวดในครั้งนี้ เพราะต้องการนำเสนอข้อมูลและจุดประกายความสนใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ โดยเฉพาะนักศึกษา ถ้าเริ่มต้นมีแนวคิด มุมมองที่ดี ก็สามารถผลักดันบริหารสร้างธุรกิจ และสร้างสิ่งที่ดีแก่สังคมได้

ส่วนการทำสตาร์ทอัพถือเป็นการทำธุรกิจแบบหนึ่ง โดยการทำธุรกิจถือว่ามีความยากอยู่แล้ว และการทำสตาร์ทอัพจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ดังนั้น ทุกคนต้องพร้อมเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ปรับเปลี่ยนให้เร็ว

“สตาร์ทอัพเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรวดเร็ว ผมมองว่า หากเราเป็นปลาไวก็สามารถที่จะชนะในธุรกิจได้หรือชนะปลาใหญ่ได้ ดังนั้น ในยุคนี้ เข้าสู่ เมื่อปลาเล็กรวมกลุ่มกันหลายตัวก็มีโอกาสชนะปลาใหญ่ได้ แตกต่างจากในยุคอดีตที่ปลาใหญ่ชนะปลาเล็ก”ธนวิชญ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทพร้อมขยายฮอร์แกไนซ์ผลักดันการขยายตัวทั้งในพื้นที่ ภาคเหนือ กทม. และในจังหวัดหัวเมืองของประเทศ พร้อมกับสนใจขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศในอนาคต เชื่อมั่นว่าศักยภาพของธุรกิจสามารถจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมถึงบริษัทจะมุ่งนำเสนอทั้งบริการระบบต่างๆ ให้แก่ลูกค้าได้ใช้ เพื่อผลักดันการสร้างบริการที่ดีแก่สังคม

“ผมใช้หลักการแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาบริหารองค์กร เพื่อร่วมผลักดันบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างทั้งทีมงาน บริการ และร่วมทำให้สังคมของประเทศไทยดีขึ้นไปพร้อมกัน”ธนวิชญ์ กล่าว

“เอไอ”ขับเคลื่อนโลกแห่งการออกแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 ต.ค. 2560 เวลา 19:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/517870

"เอไอ"ขับเคลื่อนโลกแห่งการออกแบบ

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อไม่นานนี้ การปรากฏตัวขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ได้สร้างความน่าหวาดหวั่นขึ้นในหลายภาคอุตสาหกรรม เพราะเอไอมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่แพ้มนุษย์ และอาจกำลังก้าวเข้ามาแทนที่คนในงานบางประเภท

ขณะนี้ โลกแห่งการออกแบบเป็นอีกหนึ่งแวดวงที่เริ่มเผชิญการท้าทายจากเอไอ หลังบรรดาสตาร์ทอัพเอไอจำนวนมาก มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเอไอจนสามารถทำงานออกแบบบางอย่างได้แล้ว

ล่าสุดนั้นเอไอสามารถสร้างสรรค์โลโก้แบรนด์ธุรกิจ โดย โลโก้จอย (Logojoy) สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีในแคนาดา ประสบความสำเร็จในการป้อนกฎการออกแบบหลายพันรูปแบบเข้าไปในอัลกอริทึมของเอไอ ทำให้เอไอสามารถเลือกสรรสีสัน ดีไซน์ สัญลักษณ์ และตัวอักษรโลโก้ได้ตามความต้องการของผู้สร้างภายในเวลาเพียง 2 นาที

โลโก้จอยก่อตั้งขึ้นโดย ดอว์สัน วิตฟีลด์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดมานานกว่า 12 ปี วิตฟีลด์ เปิดเผยว่า ต้องการให้โลโก้จอยเป็นทางเลือกสำหรับธุรกิจหน้าใหม่ที่ยังไม่มีเงินทุนในการออกแบบแบรนด์มากนัก โดยราคาโลโก้ของบริษัทอยู่ที่ 20-65 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 663-2,156 บาท)

แม้ขณะนี้เอไอของโลโก้จอยออกแบบได้เพียงโลโก้แบบธรรมดาเรียบง่าย แต่บริษัทเปิดเผยว่านับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจในปี 2016 มีผู้สมัครใช้งานแล้ว 8 แสนราย และสามารถจำหน่ายโลโก้ได้แล้ว 1.5 หมื่นแบบ ซึ่งหากยิ่งมีผู้ใช้งานมากขึ้น เอไอจะสามารถเรียนรู้และออกแบบโลโก้ได้ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ความสามารถในการออกแบบของเอไอไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างโลโก้เท่านั้น แต่เอไอยังยังร่วมสร้างสรรค์เว็บไซต์ได้ด้วยเช่นกัน โดยบริษัทให้บริการแพลตฟอร์มเว็บไซต์หลายแห่ง เช่น กริด (Grid) และ วิกซ์ (Wix) ได้นำเอไอมาช่วยออกแบบเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเทมเพลต วางรูปแบบอินเทอร์เฟซ และเลือกสีสันในส่วนต่างๆ แม้เอไอเหล่านี้ ยังไม่สามารถออกแบบเว็บเองได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยแบ่งเบางานออกแบบไปได้ไม่น้อย และทำให้หน้าตาเว็บไซต์ดูไม่สำเร็จรูปเหมือนออกมาจากพิมพ์เดียวกันจนเกินไป

นอกจากการออกแบบเว็บและโลโก้เชิงพาณิชย์ทั่วไปแล้ว เอไออาจกลายเป็นผู้ทำนายเทรนด์แฟชั่นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยทีมนักวิจัยของอเมซอน ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจากสหรัฐ ได้ตั้งแล็บ 126 ขึ้น เพื่อสร้างเอไอสำหรับการออกแบบแฟชั่นโดยเฉพาะ ซึ่งทีมงานได้ป้อนรูปภาพจำนวนมากเข้าไปในอัลกอริทึมเอไอ และให้เอไอเรียนรู้แฟชั่นจากรูปดังกล่าว แล้วสร้างสไตล์แฟชั่นขึ้นมาเองจากข้อมูลที่มีอยู่ โดยการพัฒนาเอไอแฟชั่นดีไซเนอร์ของอเมซอน คาดว่าจะเปิดทางบริษัทเข้าสู่ธุรกิจเสื้อผ้าในเวลาต่อไป

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ นับเป็นเพียงก้าวแรกของเอไอในโลกแห่งการออกแบบสร้างสรรค์ และในไม่ช้าเอไอคงสามารถสร้างสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจออกมาได้เรื่อยๆ แม้ความก้าวหน้าดังกล่าวถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการออกแบบ แต่ก็จะช่วยกระตุ้นให้งานออกแบบมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องเอกลักษณ์และคุณภาพงานจนไปสู่ความพรีเมียมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

โลกอ้าแขนรับฟินเทค ปรับสู่ผู้นำสร้างนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 ก.ย. 2560 เวลา 14:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/517638

โลกอ้าแขนรับฟินเทค ปรับสู่ผู้นำสร้างนวัตกรรม

โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

เมื่อผู้ให้บริการระบบชำระเงินระดับโลกมีความท้าทายจากกระแสฟินเทค และแนวโน้มสังคมไร้เงินสด ในหลายประเทศหนีไม่พ้นที่ต้องเปลี่ยนจากผู้ให้บริการเป็นผู้พัฒนา เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการชำระเงิน โดยศูนย์กลางของการพัฒนานวัตกรรมการเงินในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ สิงคโปร์

เริ่มที่ มาสเตอร์การ์ด ได้คิดค้นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่ศูนย์แสดงนวัตกรรมและมาสเตอร์การ์ดแล็บ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี 3 ด้าน ได้แก่ การสื่อสารกับดีไวซ์ (Conversation System) อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) และเทคโนโลยีเพื่อร้านค้า (Merchant Experience) นวัตกรรมเด่นที่จัดแสดงที่สิงคโปร์ ประกอบด้วย

เปปเปอร์ (Pepper) เป็นหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ตัวแรกที่รับรู้อารมณ์ของมนุษย์ได้ มีแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงข้อมูลร้านค้า ส่วนลูกค้าเชื่อมต่อบัญชีมาสเตอร์พาสผ่านอีวอลเล็ตหรือคิวอาร์โค้ด เปปเปอร์ก็พูดคุยให้คำแนะนำและสั่งซื้อสินค้าได้

ควิกเกอร์ (Qkr) โซลูชั่นเพื่อร้านค้าที่ลดขั้นตอนการรับออร์เดอร์จาก 11 นาที เหลือ 1 นาที เพราะผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังปรับใช้กับตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Qkr Vending) ที่ใช้เทคโนโลยีชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด ไม่ต้องใช้เหรียญ

แอพพลิเคชั่นยืนยันตัวตนผ่านมือถือ (ID Check Mobile) ด้วยถ่ายรูปหรือ Facial Biometrics จาก 3 หมื่นจุดบนใบหน้า ไม่ต้องใช้พินหรือสแกนนิ้วมือ เพราะมือถือบางรุ่นก็ไม่มีโปรแกรมสแกนนิ้ว

“พัฒนาการชำระเงินของไทยไปเร็วมาก เมื่อ 4-5 เดือนที่แล้ว เพิ่งเดินทางไปคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรฐานคิวอาร์โค้ด แต่ขณะนี้ไทยเตรียมใช้คิวอาร์โค้ดที่เป็นมาตรฐานเป็นประเทศแรกในภูมิภาค ขณะที่สิงคโปร์ยังช้ากว่า” เดวิด ชาน Senior Vice President ด้านพัฒนาตลาด มาสเตอร์การ์ดประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ด้าน วีซ่า ได้ตั้งศูนย์นวัตกรรมที่สิงคโปร์ เป็นสถานที่ที่ร่วมกับพาร์ตเนอร์มาพัฒนานวัตกรรมใหม่ด้วยกัน ซึ่งวีซ่าได้เปิดระบบเป็น Open API ให้ผู้เล่นทั่วโลกเข้ามาพัฒนาร่วมกัน ภายใต้ 3D Discover Design Develop แบ่งทีมผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี การตลาด และประสบการณ์ลูกค้า มาร่วมกันทำงาน

อาเช็ค หัวหน้าอินโนเวชั่นของวีซ่า เล่าว่า ตอนอินเดียประกาศเลิกใช้ธนบัตรใบละ 500 และ 1,000 รูปี วีซ่าส่ง ทีมไปศึกษาพฤติกรรม จากนั้นก็เริ่มดีไซน์หาโซลูชั่น ซึ่งพบว่า เอ็มวีซ่า คิวอาร์โค้ด ตอบโจทย์การชำระเงินที่อินเดีย

นวัตกรรมใหม่ที่กำลังพัฒนาในศูนย์นวัตกรรม อาทิ การเปิดวอลเล็ตเองผ่านแอพพลิเคชั่น การชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดให้รถตุ๊กตุ๊ก แพลตฟอร์ม ร้านค้าออนไลน์บนเฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มร้านค้าที่มีหน้าร้าน และ IoT ในยานยนต์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของ วีซ่า ที่ต้องการเป็นแพลตฟอร์ม (Visa as a Platform) อย่างแท้จริง

ด้าน ไอบีเอ็ม ยาเชส กัมพานี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านบริการทางการเงินประจำอาเซียน กล่าวว่า ไอบีเอ็มที่เคยถูกมองเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ คอมพิวเตอร์ หรือโน้ตบุ๊ก ได้ทรานส์ฟอร์มจากภายใน พร้อมตั้งไอบีเอ็ม สตูดิโอ ที่สิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางทำงานร่วมกับบริษัทและสตาร์ทอัพ บนพื้นฐานของเทคโนโลยี ค็อกนิทีฟ บล็อกเชน และแนวคิดการออกแบบ (Design Thinking)

บล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีที่ไอบีเอ็มมองว่าจะเปลี่ยนโลก เพราะเป็นแหล่งข้อมูลความจริงหนึ่งเดียวของการทำธุรกรรมหรือเอกสาร ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอ โดยไอบีเอ็มได้ร่วมกับหลายองค์กรนำบล็อกเชนไปใช้ อาทิ ร่วมกับ Maersk ทำแพลตฟอร์มบล็อกเชนเชื่อมต่อซัพพลายเชนโลจิสติกส์ทั่วโลก

แม้แต่บริษัทระดับโลกทั้ง 3 รายยังตื่นตัว หลังมองเห็นถึงพฤติกรรม ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่พลวัตการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้น่ากลัวเท่ากับที่เปลี่ยนตัวเองได้ทันหรือไม่

ธรรมะกับน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/547952

ธรรมะกับน้ำ

โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

เข้าช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทย หลายคนสนุกสนานกับการเล่นสงกรานต์ รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ ตลอดถึงเล่นน้ำกัน ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทางสนุกสนานกันมากกว่า การเข้าวัด ฟังธรรม แห่ดอกไม้ ขนทรายเข้าวัดนั้นปัจจุบันหาได้น้อย หรือแทบจะไม่เห็นประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นวิถีของคนสมัยเก่าหลงเหลืออยู่

อย่างไรก็ตาม ความสนุกสนานรื่นเริงนั้นก็แฝงมาด้วยความอันตรายอันจะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน อย่างน้อยก็พึงมีสติในการเล่นสงกรานต์

เมื่อมีเรื่องของน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเล่นสงกรานต์ วันนี้เลยขอพูดถึง “ธรรมะจากน้ำ” หลายครั้ง ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนสาวก ท่านยกตัวอย่างอุปมาอุปไมยจากสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะเรื่องของธรรมชาติ

ในครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่างเรื่อง “พยับแดดและฟองน้ำ” ให้สาวกเข้าใจถึงเรื่องความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง

เคยทรงสอนเรื่องการสำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยยกตัวอย่างสุนัขจิ้งจอกกับเต่า โดยสุนัขจิ้งจอกนั้นหาวิธีจะกินเต่าเป็นอาหาร คอยเฝ้าดูอยู่ตลอด และทุกครั้งที่สุนัขจิ้งจอกเดินเข้าไปหาเต่า เต่าจะหดหัวหางและขา เข้ากระดองทุกครั้งไป สุนัขจิ้งจอกจึงไม่สามารถกินเต่าได้

พระพุทธองค์ทรงอุปมาอุปไมยว่า สุนัขจิ้งจอกนั้นเปรียบเสมือนกิเลส เต่าเปรียบเสมือนมนุษย์ มนุษย์ที่สำรวมอินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั้น กิเลสจะไม่สามารถทำอะไรได้

เรื่องน้ำก็เช่นกัน ถ้าเราได้ลองพิจารณา ธรรมชาติของน้ำนั้นมีอย่างน้อย 3 ลักษณะ คือ เย็น สะอาด และเข้ากับสิ่งอื่นได้ดี หรือเป็นตัวประสานนั่นเอง

ธรรมชาติของน้ำข้อแรกคือเย็น เราควรรักษาใจให้เยือกเย็น โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์อากาศร้อนหากมีใครหรือคำพูดของใครมากระทบกระทั่ง ก็ให้เยือกเย็นไม่วู่วาม

ธรรมชาติของน้ำข้อที่สอง คือ สะอาด หากมีสิ่งใดสกปรก เราก็เอาน้ำไปชำระล้างสิ่งนั้นให้สะอาด เพราะฉะนั้นช่วงสงกรานต์นี้ให้ชำระสิ่งที่ไม่ดีในชีวิตของเราออก

ธรรมชาติของน้ำประการที่สาม คือ เข้ากับสิ่งอื่นได้ดี เช่น เวลาผสมปูน น้ำคือตัวประสานระหว่าง ปูน ทราย หิน เข้าด้วยกัน เหมือนชีวิตคู่หรือชีวิตครอบครัว อย่าต่างคนต่างถือดี เดี๋ยวทะเลาะกันไม่เลิก แต่ต้องปรับตัว ปรับความคิดเข้าหากัน ประสานกัน พูดคุยกัน จึงจะเหมือนปูนที่ก่อเป็นผนังบ้านอย่างแข็งแรงแน่นหนาได้เพราะมีน้ำเป็นตัวประสาน

เทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยนี้ ขอให้ทุกท่านทำตัวให้เป็นน้ำที่เย็น สะอาด และประสานหัวใจให้มีความสุข ด้วยธรรมะจากน้ำ

พระโกศัยเจติยารักษ์ บริหารวัดด้วยหลักไตรสิกขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/547951

พระโกศัยเจติยารักษ์ บริหารวัดด้วยหลักไตรสิกขา

โดย  วรธาร ทัดแก้ว

วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ วัดคู่บ้านคู่เมืองของ จ.แพร่ ชาวแพร่จะให้ความเคารพบูชาพระธาตุช่อแฮและหลวงพ่อช่อแฮ พระประธานในพระอุโบสถอย่างมาก ทุกปีจะมีการจัดงานประเพณีนมัสการพระธาตุและแห่ตุงหลวงอย่างยิ่งใหญ่

ถ้าพูดในเชิงท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมถือเป็นวัดท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ จ.แพร่ เรียกได้ว่าใครไปเที่ยวแพร่แล้วไม่ได้ขึ้นไปสักการะถือว่ามาไม่ถึงแพร่ โดยเฉพาะชาวปีเสือมักจะเดินทางมาสักการะเนืองแน่น เนื่องจากเชื่อกันว่าพระธาตุช่อแฮเป็นพระธาตุสำหรับชาวปีขาล

หากมองในเชิงการบริหารและพัฒนา ถือเป็นวัดที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและมีแบบแผน ใครมาเที่ยวมานมัสการพระธาตุจะรู้สึกได้เลยว่าวัดบริหารอย่างมีแบบแผนเป็นระบบทั้งในด้านท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมประเพณีและอื่นๆ ปัจจุบันมีพระโกศัยเจติยารักษ์ เป็นเจ้าอาวาสและดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ด้วย

“อาตมาบริหารและพัฒนาวัดมุ่งให้เป็นไปตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล (ความเรียบร้อยดีงาม) สมาธิ (ความสงบตั้งมั่น) ปัญญา (ความรู้จริง) โดยใช้หลักสัทธรรม 3 คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ขับเคลื่อน ทำครบทุกมิติ ทั้งปริยัติ (ศึกษาเรียนรู้) ปฏิบัติ (ลงมือทำ) ปฏิเวธ (ผลสัมฤทธิ์) เริ่มจากขั้นปริยัติคือการศึกษาของพระเณรเป็นอันดับแรก”

การศึกษาของภิกษุสามเณรวัดพระธาตุช่อแฮเป็นเรื่องที่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมากและมีวิธีปฏิบัติชัดเจนว่า ผู้ที่ต้องการบวชเรียนจะต้องย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่วัดพระธาตุช่อแฮ (โดยความยินยอมของพ่อแม่) อาจมาเป็นเด็กวัดก่อนแล้วค่อยบวชเรียน และเมื่อบวชแล้วจะต้องเรียนนักธรรมและบาลีด้วยส่วนปริยัติสามัญทางวัดสนับสนุนอยู่แล้ว

“การศึกษาของพระเณรในส่วนนักธรรมมีชั้นตรี โท เอก บาลีมีประโยค 1-2 ถึง ป.ธ.9 ปริยัติสามัญ ม.1-6 ถ้าเรียนจบก็ไปต่อปริญญาตรี โท เอก ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ได้ อย่างที่ จ.แพร่ มีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วิทยาเขตแพร่อยู่ หรือต่อมหาวิทยาลัยทางโลกก็ได้อาตมาส่งเสริมเต็มที่ในเรื่องทุนโยมพ่อโยมแม่เณรไม่ต้องห่วง ขอแค่ตั้งใจเรียน ทำหน้าที่ในวัดอย่างสมบูรณ์และทำตามข้อตกลงให้ได้

เมื่อบวชแล้วต้องเรียนอย่างน้อย 3 ปี ห้ามสึกก่อน 3 ปี (อันนี้บังคับ) อย่างกลาง 6 ปี มาก 10 ปี (แล้วแต่จะอยู่ได้) ที่กำหนดเช่นนี้เพราะต้องการให้เขาเรียนและได้ความรู้จากการบวชจริงๆ เป็นประโยชน์สำหรับเขาทั้งสิ้น ถ้ารูปไหนอุตสาหะเราสนับสนุนทุนเรียนจนจบทั้งทางธรรมบาลีและทางโลก เช่น ถ้าสอบได้ประโยค 1-2 ถวาย 2 หมื่นบาท ประโยค 3 จำนวน 3 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นประโยคละหนึ่งหมื่นบาท ส่วนประโยค 9 จำนวน 1 แสนบาท ลองคิดดูถ้าสอบได้ทุกปีจนถึงประโยค 9 ก็ถือว่าได้เยอะมากที่จะเป็นทุนเรียนต่อหรือจะให้โยมพ่อโยมแม่ยังได้เลย

อาตมาตั้งใจพัฒนาลูกศิษย์ให้มีความรู้คู่ธรรม มีความรู้ทั้งคดีโลกและคดีธรรม ที่สำคัญต้องการสร้างศาสนทายาทที่ดี มีคุณภาพและความรู้เพื่อสืบทอดและทำงานรักษาพระพุทธศาสนา เช่น ไปเป็นเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ ที่เจ้าอาวาสขาดแคลน หรือไปเป็นพระธรรมทูตต่างประเทศ หรือพระวิปัสสนากรรมฐานสอนญาติโยมและชาวพุทธต่อไป”

เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช่อแฮ กล่าวต่อว่า เมื่อทำขั้นแรกคือปริยัติแล้ว ขั้นปฏิบัติก็ได้ทำควบคู่ไปด้วย โดยมีการจัดปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดปีละหลายครั้ง โดยเฉพาะในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและวันสำคัญในโอกาสพิเศษอื่นๆ โดยจะมีพระวิปัสสนาจารย์ในวัดนำญาติโยมและชาวพุทธปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งการจัดแต่ละครั้งจะมีญาติโยมมาร่วมจำนวนมาก

“ขั้นที่สาม ปฏิเวธ เป็นเรื่องของการบริหารและจัดการวัด การรักษาผลประโยชน์ของวัดและเชื่อมโยงกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ ชุมชนและสังคม การที่วัดพระธาตุช่อแฮเป็นวัดท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของ จ.แพร่ เพราะเราบริหารจัดการวัดให้เกิดความโปร่งใส ใช้หลักธรรมาภิบาลเข้ามาบริหารจัดการ และใช้หลักของบวร (บ้าน วัด โรงเรียน)

เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนในด้านต่างๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมประเพณี ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจโดยส่งเสริมชาวบ้านให้มีรายได้ มีเศรษฐกิจพอเพียง มีหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างวัดกับชุมชน ท้องถิ่น ภาคราชการ ใช้หลักของบวรร่วมทำงานด้วยกัน”

พระโกศัยเจติยารักษ์ กล่าวต่อว่า รูปแบบการบริหารวัดพระธาตุช่อแฮเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ใช่วัดทำคนเดียว เราพยายามหาเครื่องมือและองค์ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะองค์ความรู้จากการวิจัยมาใช้ในการพัฒนาวัดโดยร่วมกับภาคส่วนต่างๆ

“ครั้งแรกเราทำการวิจัยเรื่องท่องเที่ยวบริเวณรอบวัดพระธาตุช่อแฮ ในความร่วมมือของชุมชนในเขตเทศบาลตำบลช่อแฮ โดยที่ได้งบจาก สกว. ต่อมาเรามาต่อยอดการมาวิจัยเรื่องของประเพณี 12 เดือน เราก็มาดูว่าใน 12 เดือนนี้มีประเพณีใดต้องสืบทอด ประเพณีใดต้องฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ และการวิจัยครั้งนี้ก็เป็นผลให้มีการจัดงาน ประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง ของชุมชนชาวแพร่มาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งที่น่าภูมิใจจากการจัดงานประเพณีไหว้พระธาตุฯ อันเป็นงานประจำ จ.แพร่ นั้นได้เป็นรูปแบบหรือโมเดลให้กับทุกอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านต่างๆ จำนวนมากนำไปจัดงานในรูปแบบของตัวเอง เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่นตัวเอง ทุกวันนี้อาตมาก็นั่งเป็นประธานสภาวัฒนธรรมตำบลช่อแฮด้วย”  รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ กล่าวทิ้งท้าย

ธรรมยาตรา ยังคงงดงามเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 เม.ย. 2561 เวลา 09:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/547155

ธรรมยาตรา ยังคงงดงามเสมอ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ปิดฉากไปด้วยความเรียบร้อยงดงามและเป็นที่เจริญศรัทธาของพุทธศาสนิกชนกับ “โครงการธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดา พุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล” รุ่น 5 2560/2561 ในความรับผิดชอบของกองงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ซึ่งได้ขับเคลื่อนตามดำริและนโยบายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงปฏิบัติการของ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล

โครงการสำเร็จด้วยดี เพราะทีมพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล มีความเข้มแข็งและมีประสบการณ์ เริ่มจากหัวหน้าพระธรรมทูตคือ พระธรรมโพธิวงศ์ ซึ่งเป็นเสาหลักให้ลูกทีมได้อุ่นใจ ขณะที่ลูกทีมล้วนแล้วแต่เป็นระดับผู้นำองค์กร เป็นงาน รู้หน้าที่ และมีความรู้ความสามารถทั้งทางธรรมและทางโลก

เริ่มจาก พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล พระครูปริยัติโพธิวิเทศ หรือท่านพระมหา ดร.คมสรณ์ คุตฺตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดไทยสาวัตถี ประเทศอินเดีย ซึ่งควบโฆษกพระธรรมทูต อินเดีย-เนปาล อีกตำแหน่ง ความรู้เรื่องอินเดียแน่นปึ้ก

พระครูปลัดโพธิวงศ์วรวัฒน์ (ป้อม) เลขานุการ วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย พระครูศรีพัฒนวีราภรณ์ (ปราโมทย์) เจ้าอาวาสวัดพระราชวังกบิลพัสดุ์ ประเทศเนปาล และที่ขาดไม่ได้คือ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงษ์) วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย ในฐานะหัวหน้าโครงการธรรมยาตราฯ ครั้งนี้

อีกรูปหนึ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆ คือ พระอาจารย์ประวัติ ปวัตโต วัดนาคปรก ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ท่านรูปนี้มีบทบาทสำคัญ คือ เป็นผู้นำในการเดินธรรมยาตราของโครงการนี้

ระยะเวลาของโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2560 และสิ้นสุดวันที่ 29 มี.ค. 2561 รวมระยะเวลา 95 วัน ขณะที่ระยะทางธรรมยาตราในเส้นทางที่กำหนดรวม 2,600 กิโลเมตร มีภิกษุเข้าร่วมธรรมยาตรา (เดินธุดงค์) ทั้งสิ้น 120 รูป

เป็น 120 รูป ที่ผ่านการทดสอบ การพิจารณา และคัดเลือกจาก 300 รูปที่เดินธรรมยาตราที่ประเทศไทยมาก่อนที่ จ.นครราชสีมา เป็นเวลา 20 วัน ซึ่งคุณสมบัติของผู้ผ่านการคัดเลือกนอกจากจะมีศรัทธาและมีความตั้งใจแน่วแน่แล้วจะต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอุปสรรคต่อธรรมยาตรา

วันที่ 26 ธ.ค. 2560 คือวันที่คณะธรรมยาตราเดินทางถึงพุทธคยาและพักที่วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย จากนั้นได้ปฏิบัติกรรมฐาน สวดมนต์ ทั้งที่วัดไทยพุทธคยาและใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมได้ประกอบพิธีสวดมนต์ข้ามปีในวันที่ 31 ธ.ค. 2560

จากนั้นในวันที่ 2 ม.ค. 2560 คณะธรรมยาตราทั้ง 120 รูป ก็ได้กราบลาพุทธคยาออกธรรมยาตราไปยังสถานที่ต่างๆ ตามเส้นทางที่ได้กำหนดไว้ ทั้งในอินเดียและเนปาล

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ หัวหน้าโครงการธรรมยาตราฯ กล่าวว่า ทุกสถานที่สำคัญที่คณะเดินทางไปถึงนอกจากปฏิบัติกรรมฐาน สวดมนต์ เจริญจิตตภาวนาแล้วจะมีการสาธยายพระสูตรที่มีความเกี่ยวข้องกับสถานที่นั้นๆ อย่างเช่น เมื่อไปถึงวัดเชตวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ ซึ่งเดินทางไปถึงในวันมาฆบูชาพอดี ก็จะมีการสวดโอวาทปาติโมกข์ เหมือนดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงแก่พระอรหันต์ 1250 รูปในสมัยพุทธกาลที่วัดแห่งนี้

หัวหน้าโครงการธรรมยาตราฯ กล่าวต่อว่า ตลอดเส้นทางธรรมยาตราที่มีระยะทาง 2,600 กิโลเมตร พระสงฆ์ที่ร่วมเดินหลายรูปต่างมีอาการป่วย เช่น เจ็บคอ ตัวร้อน เป็นไข้หวัด ปวดเข่า ปวดขา ครั่นเนื้อครั่นตัว ท้องเสียบางช่วง แต่ท่านเหล่านี้ต่างตั้งใจและอดทน พากเพียรตั้งจิตถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา และผ่านมาได้

“ความสำเร็จของโครงการนอกจากญาติโยมได้ร่วมทำบุญกันอย่างแพร่หลายแล้ว ก็ถือว่าเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนอินเดียและชาวโลกได้รู้จักพระพุทธศาสนาและเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้น ที่สำคัญเรายังจะได้พระสงฆ์มาปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศอินเดียเพิ่มขึ้นด้วย โดยหลังจากนี้จะมีการพิจารณาคัดเลือกเพื่อมาปฏิบัติศาสนกิจที่อินเดียต่อไป”

ทว่า ไฮไลต์ของการเดินธรรมยาตราครั้งนี้ ก็คงต้องยกให้ “เจ้าโส” สุนัขผู้พิทักษ์พระภิกษุที่เดินธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดามาตั้งแต่รุ่นที่ 3, 4 จนมาถึงรุ่น 5 และครั้งนี้ เจ้าโสได้ชวนเพื่อนอีก 2 ตัวมาร่วมเดินกับคณะธรรมยาตราด้วย…เหลือเกินจริงๆ

ชวนไปเอาบุญ พิธียกยอดพระเจดีย์วัดสุวรรณภูมิฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 เม.ย. 2561 เวลา 09:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/546323

ชวนไปเอาบุญ พิธียกยอดพระเจดีย์วัดสุวรรณภูมิฯ

โดย วรธาร ทัดแก้ว

ก่อนถึงงานบุญมหาสงกรานต์ของไทยในกลางเดือน เม.ย.นี้ มีบุญใหญ่อยากเชิญชวนคนไทยและชาวพุทธทั้งหลาย โดยเฉพาะชาวสมุทรปราการและกรุงเทพฯ ไปร่วมกันให้มากๆ กับงาน “พิธียกยอดพระมหาเจดีย์ พุทธคยา” ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี ๙๘๙ ต.จระเข้น้อย อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ในวันที่ 4 เม.ย. 2561

ภาคเช้าสมโภชยอดพระมหาเจดีย์

การประกอบพิธียกยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยาจะเริ่มขึ้นในเวลา 15.00 น.โดยประมาณ แต่ประชาชนสามารถเดินทางไปร่วมงานได้ตั้งแต่ภาคเช้า เนื่องจากมี “พิธีสมโภชยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา” ซึ่งจะเริ่มในเวลา 10.00 น. โดยพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 61 รูป เจริญชัยมงคลคาถาเฉลิมฉลอง “ยอดพระมหาเจดีย์” ที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย

หลังจากนั้น เวลา 11.00 น. จะมีพิธีตักบาตรพระธุดงค์ 120 รูป ในโครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา แดนพุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล ซึ่งได้ปฏิบัติศาสนกิจครบกำหนดโครงการ ในการเดินทางจาริกไปในแผ่นดินพุทธภูมิเป็นเวลา 99 วัน ระยะทาง 2,600 กิโลเมตร โดยได้จาริกไปสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง และวัดเชตวันมหาวิหาร อันเป็นสถานที่ตั้งแห่งกองทัพธรรมในครั้งพุทธกาลด้วย

ทั้ง 120 รูป เพิ่งเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา และจะเข้าร่วมในพิธีสมโภชและยกยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา ในวันที่ 4 เม.ย. 2561 ด้วย

ต้องบอกก่อนว่า โครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดาแดนพุทธภูมิ เป็นโครงการในความรับผิดชอบของคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ซึ่งนำโดย พระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้จัดขึ้น และได้วางระยะเวลาสิ้นสุดโครงการให้สอดรับกับงานยกยอดพระมหาเจดีย์ในวันที่ 4 เม.ย. เท่ากับพระธุดงค์ 120 รูป ได้เป็นสักขีในพิธีสมโภชและยกยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตีด้วย

ชาวสมุทรปราการและกรุงเทพฯ จึงไม่ควรพลาดโอกาสในการทำบุญ จัดแจงเตรียมของทำบุญไปใส่บาตรพระธุดงค์ 120 รูป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระที่มีศรัทธาและอุตสาหะแรงกล้าในธุดงค์ธรรมยาตราเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา เสร็จแล้วรอร่วมพิธียกยอดพระมหาเจดีย์ในเวลา 15.00 น.ต่อไป

ภาคบ่าย พิธียกยอดพระมหาเจดีย์

หลังจากพิธีในภาคเช้าเสร็จก็จะเปิดให้ประชาชนที่มาร่วมงานได้ทำบุญปิดทองยอดพระมหาเจดีย์ตามอัธยาศัย ก่อนที่เวลา 15.00 น.โดยประมาณ จะได้ประกอบพิธียกยอดพระเจดีย์ขึ้นประดิษฐานบนพระมหาเจดีย์ โดยมี “พระพรหมสิทธิ” เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมี “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ประธานมูลนิธิวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี และประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

สำหรับแผ่นทองคำซึ่งนำมาใช้ปิดยอดพระมหาเจดีย์นั้น พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้ประกอบพิธีอธิษฐานจิต ขออาราธนากระแสบุญบารมีของหลวงพ่อพระพุทธองค์ดำ เมืองนาลันทา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 3 องค์ ที่คนอินเดียนับถืออย่างมาก เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนนำกลับประเทศไทยพร้อมบยอดพระมหาเจดีย์พุทธคยา

ขณะที่ยอดพระมหาเจดีย์ซึ่งจะยกขึ้นประดิษฐานบนพระมหาเจดีย์นั้น มีขนาดความสูงอยู่ที่ 71 เซนติเมตร เป็นยอดที่แกะสลักด้วยหินทรายจากเมืองจูนนาห์ ประเทศอินเดีย โดยนายช่างชาวอินเดีย ซึ่งมีอาชีพแกะสลักพระสืบทอดกันมาแต่ครั้งพุทธกาล ก่อนอัญเชิญกลับประเทศไทย พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และคณะพระธรรมทูตฯ ได้ประกอบพิธีอธิษฐานจิตและเจริญพระพุทธมนต์สมโภช จากนั้นได้มอบให้ “กนกศักดิ์ ปิ่นแสง” ตัวแทนคณะกรรมการสร้างวัด อัญเชิญกลับวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี  สำหรับผู้ที่จะไปร่วมงานดังกล่าวในวันที่ 4 เม.ย.นี้ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09-0519-7989