4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522317

4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อสุขภาพที่ดี

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

จะดีกว่ามั้ยหากเราสามารถเลือกที่จะมีสุขภาพดีได้ ด้วยวิธีดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ แทนการใช้ชีวิตตามกระแสสังคมที่เร่งรีบในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหุตที่ทำคนเมืองส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหาสุขภาพ การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย หลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่าง สามารถช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

1. ความเครียด – การเผชิญกับความเครียดสะสมเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เพราะความคิดหรือจินตนาการเชิงลบจะทำให้เราไม่เป็นสุข สะสมลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว จนทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยตามความคิดไปด้วย ดังนั้นการลดความเครียด หรือสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดลงจะทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ง่ายๆ

2. ความอ้วน – หลายคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้อ้วนแต่แค่มีพุงเล็กน้อย แต่การอ้วนลงพุงนั้นอันตรายกว่าที่คิด เป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตามเกณฑ์แล้วหากวัดจากรอบเอว ผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว หรือประมาณ 90 ซม. สำหรับเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้วหรือ 80 ซม. ควรดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินไป

3. น้ำตาล – มีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มีอาการติดรสหวานโดยไม่รู้ตัว ร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวันเท่านั้น การบริโภคน้ำตาลมากๆ จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็น และนำมาสู่โรคภัยต่างๆ ได้

4. ไขมัน – ไขมันบางชนิดถือเป็นไขมัน สามารถทานได้ แต่ไขมันบางประเภทที่เป็นไขมันเลว ก็ไม่ควรทานมากเกินไป ควรเลี่ยงอาหารประเภททอด แล้วหันมาเน้นกินอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างแทน

5 เทคนิคช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 15:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522313

5 เทคนิคช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

รวมเทคนิคที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย

ไม่ว่าใครก็ย่อมอยากมีหุ่นสวย สุขภาพดี ดูแข็งแรงกันทั้งนั้น ซึ่งการอดอาหารไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่สามารถช่วยปั้นหุ่นสวยได้ แต่บางคนอาจจะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องยาก การหาเทคนิคที่จะมาช่วยสร้างแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ ในการออกกำลังกาย น่าจะช่วยให้ทุกคนอยากหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้นได้

1. ชุดออกกำลังกาย – การเห็นภาพสะท้อนตัวเองแต่งชุดสวยๆ สปอร์ตบราเก๋ๆ ในกระจก น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนอยากกำลังกายมากขึ้น ควรวางเสื้อยืดตัวโคร่งไว้ก่อน แล้วหันมาใส่ชุดที่พอดีตัว กระชับสัดส่วน นอกจากจะดูดีแล้ว ยังช่วยให้เห็นพัฒนาการของรูปร่างที่เปลี่ยนไปได้ง่ายขึ้นด้วย

2. อย่าโฟกัสที่ตัวเลข – แทบทุกคนที่ออกกำลังกายมักจะสนใจตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้วควรหันมาสนใจรูปร่างและความแข็งแรงของร่างกายที่เพิ่มขึ้นมากกว่า การปรับทัศนคติเพียงเล็กน้อย มองที่สุขภาพมากกว่าความผอม จะช่วยให้ออกกำลังกายอย่างมีความสุขมากขึ้น

3. สร้างลิสต์เพลงในมือถือ – เพลงมีส่วนช่วยในการออกกำลังกายได้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบคาดิโอ อย่างเช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน การสร้างลิสต์เพลงจังหวะสนุกๆ ไว้ในสมาร์ทโฟน จะช่วยให้เราเพลิดเพลินกับการออกกำลังกายจนลืมความเหนื่อยล้าไปเลย

4. มองหาต้นแบบหุ่นในฝัน – การมองหาต้นแบบของรูปร่างที่เราอยากได้ อาจจะเป็นศิลปิน นักแสดง หรือนางแบบ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จได้ เก็บรูปของพวกเขาเหล่านั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ และบอกตัวเองว่าพวกเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้เหมือนกัน

5. ถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เป็นระยะ – การถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้เรื่อยๆ จะช่วยให้เราเห็นพัฒนาการของตัวเอง ช่วงแรกอาจไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง รับรองว่าจะต้องเห็นผลแน่นอน และเมื่อเราย้อนกลับมาดูรูปเหล่านี้ มันจะเป็นกำลังใจที่ดีที่จะช่วยทำให้เราออกกำลังกายต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้หุ่นสวยแบบนี้อยู่กับเราไปตลอด

5 เรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 14:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522306

5 เรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับปัญหาผิวที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

ปัญหาผิวคืออีกสิ่งที่เป็นเรื่องหนักอกหนักใจของผู้ที่รักในการดูแลตัวเองหลายๆ คน แม้ว่าจะดูแลผิวกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบางเรื่องเกี่ยวกับปัญหาผิวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งถ้าหากรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้ว น่าจะทำให้ทุกคนสามารถดูแลผิวได้อย่างตรงจุดมากขึ้น และมีผิวสวยสุขภาพดีสมใจ

1. ไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหลังจากที่โดดแดดร้อนจัดมาเป็นระยะเวลานาน ให้พักหน้าชั่วคราวก่อนค่อยล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อป้องกันการเกิดฝ้า

2. ขอบตาคล้ำหายได้ด้วยความเย็น เนื่องจากที่ขอบตาคล้ำเกิดจากหลอดเลือดดำมาคั่งอยู่บริเวณด้านล่าง ดังนั้นเจลหรือมาสก์ที่ใช้กับใต้ตาจึงควรแช่ตู้เย็น เพราะความเย็นมีส่วนช่วยทำให้หลอดเลือดดำหดตัว ทำให้ขอบตาหายคล้ำได้

3. คนแก่ก็เป็นสิวได้ เพราะสิวไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว อะไรก็ตามที่ทำให้ช่องทางเปิดระหว่างต่อมไขมัน และรูขุมขนอุดตัน ก็เกิดสิวได้ทั้งนั้น ทั้งช่วงที่มีรอบเดือน ความเครียด การกินของหวานของมัน หรือการอุดตันจากการล้างหน้าไม่สะอาดก็ด้วยเช่นกัน

4. สิวยิ่งกดยิ่งขึ้น ยิ่งถ้ากดด้วยแท่งเหล็ก ด้วยแรงกดดัน จะทำให้สิวหัวเก่าออก แต่ตำแหน่งที่กดนั้น จะมีสิวใหม่เกิดขึ้นแทน เรียกว่า Pressure Induce Acne ดังนั้นการล้างหน้าให้สะอาด ลดทานของหวานของมัน และทายาแต้มสิวจะดีกว่า

5. ผิวแห้งไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทาโลชั่นเพียงอย่างเดียว เนื่อจากโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นแต่ภายนอก หากอยากให้ผิวไม่แห้ง ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้นอีกด้วย ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการให้นำน้ำหนักคูณด้วย 33 ออกมาเป็นจำนวนซีซีต่อวัน

แสงแดดแจ่มจ้า ถนอมดวงตาในฤดูหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522303

แสงแดดแจ่มจ้า ถนอมดวงตาในฤดูหนาว

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่องการเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศไทยปี 2560 เพื่อประกาศสิ้นสุดฤดูฝน และประกาศการเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า

ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2560 โดยอุณหภูมิต่ำสุดบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบนของทั้งภาคกลางและภาคตะวันออกลดลงอยู่ในเกณฑ์อากาศหนาวเย็นเกือบทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับลมชั้นบนระดับล่างได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกหรือตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนลมชั้นบนระดับบนเปลี่ยนเป็นลมตะวันตก รวมทั้งการกระจายตัวของฝนบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงต่อเนื่อง ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อไป

หน้าหนาวเป็นฤดูที่แสงแดดจ้าแจ่มกระจ่างแรงเป็นพิเศษ แม้ไม่ร้อนและแรงแผดเผาเท่าฤดูร้อนก็ตาม แต่ด้วยความที่ท้องฟ้าใสและปลอดโปร่ง ทำให้แสงแดดทะลุทะลวงลงมาได้มากเป็นพิเศษเมื่ออยู่กลางแจ้ง ซึ่งในฤดูหนาวทุกคนชอบออกมาสัมผัสลมหนาวกัน

ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ จึงต้องดูแลดวงตาคู่สวยๆ คู่นี้ให้ปลอดภัยจากแสงแดด รศ.พญ.มัญชิมา มะกรวัฒนะ ผู้อำนวยการศูนย์จักษุรักษ์ตา ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้อธิบายเรื่องแสงแดดว่า แสงแดดจะประกอบด้วยรังสีอัลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet) หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า รังสียูวี (UV Rays) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าแสงที่มองเห็นด้วยตา

 กล่าวคือ แสงที่มองเห็นด้วยตามีความยาวคลื่น 400-700 นาโนเมตร รังสียูวีจึงมีความยาวคลื่นสั้นกว่า 400 นาโนเมตร มีพลังงานสูง และไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ถ้าได้รับรังสียูวีในความเข้มสูงจะส่งผลให้เกิดกระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง ส่วนระยะยาวจะเกิดต้อลม ต้อกระจก ในอนาคตจอตาอาจเสื่อมได้

 ส่วนหลอดไฟแต่ละประเภทก็สามารถปล่อยรังสีออกมาได้เช่นกัน แต่ว่ามากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับชนิด ซึ่งหลอดไฟที่ใช้ภายในที่พักอาศัย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดฮาโลเจน หลอดแอลอีดี เป็นต้น หลอดเหล่านี้มีการปล่อยพลังงานในรูปรังสียูวีออกมา แต่อยู่ในระดับต่ำไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตา

อีกทั้งจอคอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์ก็มีรังสียูวีออกมาเช่นกัน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตก็จะควบคุมการผลิตให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งถ้าเป็นแสงแดดที่ทำอันตรายต่อดวงตานั้น สามารถทำอันตรายในส่วนต่างๆ ของดวงตาได้คือ

เปลือกตา แสงแดดทำให้เกิดจุดด่างดำริ้วรอยรอบดวงตา และยังอาจจะทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดขึ้นที่บริเวณเปลือกตาอีกด้วย

เยื่อบุตา มีการเสื่อมของเยื่อบุตาบริเวณที่ชิดกับขอบตาดำเรียกว่า ต้อลม ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากลม ฝุ่น รังสียูวี หากต้อลมลุกลามเข้าไปในตาดำจะเรียกว่า ต้อเนื้อ ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดความไม่สวยงาม แต่อาจรบกวนการมองเห็น หรือหากมีการอักเสบ จะทำให้มีอาการปวดและระคายเคืองได้

 กระจกตา การได้รับรังสียูวีในปริมาณมาก ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของกระจกตา ทำให้มีอาการปวดตามาก น้ำตาไหล มักจะเกิดอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังจากได้รับรังสียูวี เช่น รังสียูวีจากการเชื่อมโลหะโดยไม่สวมใส่แว่นป้องกัน อาการมักจะเป็นอยู่ชั่วคราวประมาณ 1-2 วัน

เลนส์ตา การได้รับรังสียูวีทำให้เป็นต้อกระจกมากขึ้น ในแต่ละปีมีประชากรกว่า 16 ล้านคนทั่วโลกตาบอดจากต้อกระจก จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของต้อกระจก อาจมีสาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้

จอตา ในคนหนุ่มสาวเลนส์ตาที่ยังใสอยู่ไม่สามารถดูดซับรังสียูวีไว้ได้หมด จึงมีโอกาสที่รังสียูวีจะเข้าไปทำลายจอตาทำให้เกิดจอตาเสื่อมได้ แม้ว่าในจอตาของเราจะมีสารหรือเม็ดสีตามธรรมชาติที่ช่วยป้องกันจอตา แต่สารเหล่านี้จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้กระบวนการป้องกันจอตาตามธรรมชาติลดลง และเกิดการเสื่อมของจอตาได้ง่ายขึ้นเมื่อได้รับรังสียูวี นอกจากนี้รังสียูวียังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-relaed Macular Degeneration, AMD) อีกด้วย

ดังนั้น วิธีดูแลดวงตาเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด ดังนี้

1.ควรสวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือกางร่มทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด เพื่อลดการโดนรังสียูวีโดยตรง แว่นกันแดดที่ใช้จะต้องสามารถป้องกันทั้งรังสียูวีเอและบีได้ 99-100 เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีป้ายระบุชัดเจน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการป้องกันรังสียูวีไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีหรือระดับความเข้มของเลนส์ เลนส์ควรมีขนาดใหญ่และกว้าง สามารถปิดบังดวงตาจากแสงแดดได้ทุกองศา

2.หากรู้สึกว่ามีอาการแสบตา ไม่สบายตา อาจหยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับตา

3.หากไม่จำเป็นควรหลีกเหลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 11 นาฬิกา ไปจนถึงบ่าย 3 โมง เนื่องจากเป็นช่วงที่แรงที่สุด ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหาอุปกรณ์ป้องกันแดดสวมใส่

4.ปรึกษาจักษุแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตา และควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

Sound Meditation

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522302

Sound Meditation

“ที่มหาวิทยาลัยครีฟแลนด์ได้ทำการวิจัยแล้ว พบว่าจังหวะของการสวดมนตราได้สร้างสารเคมีขึ้นในสมอง แม้ว่าเราจะไม่ทราบความหมายของมนตราก็ตาม”

ครูอยากให้มองถึงการสวดมนตราในแง่ของการบำบัด ไม่ใช่ในแง่ของความเชื่อหรือไสยศาสตร์ เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ผ่านการพิสูจน์ ผ่านงานวิจัยและหลักทางวิทยาศาสตร์มามากมายนับไม่ถ้วน หากเรามองตามนี้จะทำ ให้เรารู้ว่าการสวดมนตราทำงานได้อย่างไร ซึ่งจากผลการทดลองทำให้เราทราบว่าการสวดสร้างคลื่นพลังงานและการสั่นสะเทือนในร่างกาย

เมื่อเราเปล่งมนตราเราต้องใช้พลังจากช่องท้อง (ตามตัวโน้ตของมนตรา) จึงกระตุ้นการทำงานของปอด ช่องท้อง การไหลเวียนโลหิต และลดอัตราการเต้นหัวใจทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตคลื่นอัลฟ่า ซึ่งเป็นคลื่นสมองแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นพื้นฐานของพลังงานแห่งเสียงที่คลาสสิกที่สุดจึงมาจากการสวดมนตรา นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เมื่อมนตรามีการสวดพร้อมไปกับจังหวะดนตรีจะส่งผลกระตุ้น NLP ที่ย่อมาจาก Neuro-Linguistic Programming คือเทคนิคการจัดพฤติกรรมของสมองและจิตใต้สำนึก แต่ในกรณีของการสวดมนตราจะเกิดขึ้นแม้ว่าเราจะไม่รู้ความหมายของสิ่งที่เราสวดก็ตาม ซึ่งในความพิเศษของการที่ไม่รู้ความหมายนอกจากสมองจะหลั่งสารเคมีออกมาแล้ว ยังทำให้จิตใจเราสงบ ผ่อนคลาย เพราะสมองไม่มีการตีความ สมองจึงเงียบ ได้พักผ่อนช่วยลดความเครียด

ในปี 2014 ที่มหาวิทยาลัยการเกษตรของประเทศจีน ได้มีการทดลองให้ชาวนาสวดมนต์แนวสไตล์ทิเบต ให้พืชที่ปลูกครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดประมาณ26.7 เฮกตาร์ ผลปรากฏว่าพืชที่ปลูกได้ผลผลิตขนาดที่ใหญ่ขึ้นและสุขภาพแข็งแรงนอกจากนี้ ยังทำให้แมลงและสัตว์รบกวนลดลงอีกด้วย ในขณะที่อีกแปลงหนึ่งใกล้ๆกันไม่ได้สวดมนต์ให้พืช ส่งผลให้มีสัตว์แมลงรบกวนผลผลิตจึงลดลง

นั่นเป็นเพราะคลื่นเสียงและพลังแห่งมนตราส่งผลต่อสุขภาพของพืช แม้ว่าพืชจะไม่มีหูแต่สามารถรับพลังแห่งการสั่นสะเทือนได้ รวมทั้งสัตว์ก็เช่นกัน

พบกับคลาสพิเศษ ส่งท้ายปีนี้ได้ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ที่โยคะสุตราสตูดิโอ ติดตามรายละเอียดได้เพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ มาร่วมกันแบ่งปันพลังงานและฝึกสมาธิบำบัดกับพลังแห่งเสียงกันค่ะ

พลาดแล้วจะเสียใจเพราะเป็นคลาสส่งท้ายปี เราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ในปีหน้าที่สดใสและเบิกบาน…

หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ก้าวเดิน ‘ตามรอยพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522300

หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ก้าวเดิน 'ตามรอยพ่อ'

กระทรวงอุตสาหกรรม หนึ่งในหน่วยงานที่ยึดแนวทางการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทในการน้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร ตลอดจนนำพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทางสู่การพัฒนาคนในชุมชน

ตามหลักการนี้พระองค์ทรงตรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน” หมายความว่า มุ่งการพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนและครอบครัวในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนา ให้มีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่งหลายชุมชนยังต้องมีการเตรียมตัวหรือต้องใช้เวลากับการตั้งตัวก่อนที่จะปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลง

กระทรวงอุตสาหกรรม โดย พสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริดังกล่าวมาเป็น “หัวใจ” ต่อการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) ด้วยตระหนักถึงการสร้างรากฐานชุมชนให้แกร่งมาจาก “ข้างใน” พัฒนาก้าวสู่ชุมชนเพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ด้วยมีธุรกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในแทบทุกมิติ ทั้งด้านสินค้าและการบริการ ในแนวคิดการดำเนินงาน ประกอบด้วย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา และแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน และให้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานเติมเต็มองค์ความรู้กับ “หมู่บ้าน CIV” ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามหลัก 7 ประการ คือ

1.ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม กล่าวคือ ใช้เทคโนโลยีที่มีราคาไม่แพงแต่ถูกหลักวิชาการ

2.มีขนาดผลิตที่เหมาะสมสอดคล้องกับความสามารถในการบริหารจัดการ

3.ไม่โลภ หลง ไม่เห็นกำไรระยะสั้นเป็นหลัก

4.มีความซื่อสัตย์สุจริตในการประกอบการ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค

5.เน้นการกระจายความเสี่ยงด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และหรือมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนผลผลิตได้

6.เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ก่อหนี้จนเกินขีดความสามารถในการจัดการ

7.เป็นการใช้เสน่ห์ในท้องถิ่นเพื่อการขับเคลื่อน

จากหลักการศาสตร์ของพระราชาต่อการพัฒนาหมู่บ้านสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) หมายถึง หมู่บ้านแห่งความสมดุลที่นำทุนวัฒนธรรม วิถีชีวิตมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ของสินค้าที่ระลึกจากชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวให้เกิดมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจบนแนวคิดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้คัดเลือกหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต้นแบบ 9 ชุมชน ในปี 2560 ก้าวเดิน “ตามรอยพ่อ” ร้อยเรียงเรื่องราวเพื่อถวายความอาลัยต่อพ่อของแผ่นดิน

“ชุมชนน้อมนำสู่การปฏิบัติและร่วมขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีความสุขตลอดไป” พสุ กล่าวทิ้งท้าย

6 วิธีปกป้องผิวจากแสงแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 13:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522299

6 วิธีปกป้องผิวจากแสงแดด

นอกจากการทาครีมกันแดดแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้

คนส่วนใหญ่คิดว่าแสงแดดนั้นเป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิวของเราให้เกิดความหมองคล้ำ เกิดจุดด่างดำบนใบหน้า และทำให้ผิวเสีย แต่ในความเป็นจริงแล้วแสงแดดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าหากเรารู้จักป้องกันอย่างถูกวิธี

1. กฎของเงา – ป้องกันตัวเองจากแสงแดดโดยใช้วิธีกฎของเงา ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจนกว่าเงาจะยาวกว่าตัวของเราคือ ช่วงเช้าก่อนเวลา 11.00 น. และช่วงเย็นหลังเวลา 14.00 น. ซึ่งจะเป็นช่วงที่ปลอดภัย เพราะจะมีแสงยูวีบีน้อย

2. เสื้อผ้า – เสื้อผ้าเนื้อแน่น สีเข้ม หนา จะป้องกันแสงทุกประเภทได้ประมาณ 90%

3. ร่ม – เนื้อผ้าของร่มส่วนใหญ่จะกันแสงแดดได้ดีประมาณ 80-90% ซึ่งประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดของร่มขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดวงอาทิตย์และระยะห่างของร่มจากผู้ใช้ ถ้าร่มและตำแหน่งของดวงอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะพอดีก็จะป้องกันได้ดีที่สุด แต่โลกมีการเคลื่อนที่ดวงอาทิตย์จึงไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ร่มจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันประมาณ 70-80%

4. หมวก – หมวกปีกกว้างเนื้อหนา สีเข้ม จะช่วยป้องกันแสงแดดได้มากที่สุด

5. แว่นกันแดด – แว่นตากันแดดที่ดีจะเป็นแว่นที่คาดมาถึงด้านข้าง และมีการ์ดด้านบนเพื่อป้องกันแสงแดด การใช้แว่นกันแดดมีประโยชน์มาก หากแสงแดดมาจากด้านหน้า แว่นกันแดดจะปกป้องได้ดี แต่ถ้าหากแสงแดดมาจากด้านบนอย่างตอนเที่ยงวันก็จะป้องกันได้น้อย เพราะแสงแดดจะส่องผ่านมาจากขอบแว่นด้านบน

6. การทาครีมกันแดด – ควรทาครีมกันแดดให้หนาสม่ำเสมอ เพราะผิวของมนุษย์ไม่เรียบ มีรอยหยักตื้นเป็นคลื่น ถ้าเราทาเพียงชั้นเดียวก็จะเหลือบริเวณที่ครีมกันแดดครอบคลุมไม่ถึง เพราะฉะนั้น ควรทาครีมกันแดดบางๆ ทับกัน 2 รอบ และทาครีมกันแดดเฉพาะผิวหนังที่ไม่สามารถปกปิดได้ด้วยเสื้อผ้า เช่น ใบหน้า คอ หลังมือ เพื่อลดความสิ้นเปลือง

แมวมี… แมวพี่อย่ามา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 12:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522289

แมวมี... แมวพี่อย่ามา

โดย  ร็อกนีย์ 3229

“แมวมีแมวพี่ต้องมา นี่แมวไม่มาก็แปลว่าแมวไม่มี…”

 ขอยืมเพลงของนักร้องตลอดกาล ยอดรัก สลักใจ มาแปลงเนื้อร้องสักหน่อย เพราะอยากพูดถึงแมวและคนไม่อยากเป็นเจ้าของแมว แต่ชอบเลี้ยงแมว แล้วปล่อยให้เป็นภาระของเพื่อนบ้านเพื่อนห้องร่วมคอนโดมิเนียม

คนไม่ชอบแมว นี่เป็นเรื่องเหลือทน ไม่เฉพาะแมวและทาสแมวแต่เพียงสอง หากสามคืออุนจิ หรือข-สระอี-ไม้โท ของแมว ที่เหม็นเหลือรับ ว่ากันว่าในบรรดาอุนจิของสัตว์ อุนจิแมวเหม็นเป็นที่หนึ่ง จริงหรือไม่-ไม่รู้

รู้แต่ว่าคนไม่ชอบแมวชูรักแร้เชียร์แน่

 คนที่อาศัยในตึกสูงและเลี้ยงแมว มักไม่สามารถกั้นอาณาบริเวณของท่านแมวๆ ได้ เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ไม่ชอบถูกกักขัง ก็ลองคิดดูเถิดหรือจะลองจับเอามาขังจริงๆ ก็ได้ ไม่แมวก็คนขังแมว ต้องเป็นประสาทตายกันไปข้าง

 เพราะแมวจะฉวัดเฉวียน แหกปากร้องขอออกด้วยกำลังวังชาและมารยาสาไถยต่างๆ  เป็นเหตุให้บรรดาแมวต่างได้เดินเหินเป็นอิสระ เพราะเจ้าของแมวขี้เกียจปวดหัวเลยต้องเลี้ยงแบบปล่อย ตัดล่องช่องเบา กระโดดตุ๊บๆๆๆ เข้าช่องนั้นออกช่องนี้ หายไปไหนแล้วไม่ทราบ น่ารำคาญที่สุด

 ปัญหาการเลี้ยงแมวบนตึกสูง เป็นปัญหาชนิดที่เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แต่ต้องเอาอุนจิแมวมาแขวนคอ ตามหาเจ้าของไปเถอะ ไม่มีตัวมีตนรับเป็นเจ้าของหรอก ส่วนใหญ่จะปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่ใช่แมวของชั้น (ย่ะ)!

ไม่ใช่แมวของคุณ แล้วเป็นแมวของใคร ของใครก็ไม่ทราบ โผล่มาก็ให้ข้าวกิน ให้ปลาทูกิน หรือให้ทาโร่ปลาเส้นมันก็ชอบ กินแล้วมันก็ไป จะไปไหนต่อไม่ทราบ อย่างนี้ก็มี

มิพักว่าคอนโดส่วนใหญ่จะมีระเบียบข้อบังคับห้ามเลี้ยงสัตว์ แต่แมวเหมือนเป็นสัตว์ยกเว้น ทุกคนพร้อมใจกันมองข้ามการมีอยู่ของมัน ทั้งที่อุนจิและอื่นๆ ยังล่องลอยอยู่ในสายลม

แมวจะไม่ถ่ายในที่ที่มันกิน นั่นทำให้คนให้อาหาร “รอด” คนที่ไม่รอดคือคนที่คอยไล่ ซึ่งแมวจะจดจำไว้ พระเจ้าทรงโปรด พวกมันอาจจดเอาไว้ว่าใครบ้าง จากนั้นก็ตามกลับมาทวงรอยแค้น และคืนให้ด้วยกองมูลเท่าที่ตัวมันจะผลิตได้ ณ ระเบียงแสนสวยบ้านใครก็บ้านนั้น

 สุดๆ คือกลิ่นที่ฉุนน่าเวียนหัว ผสมผเสเปปนไปด้วยกลิ่นเก่ากลิ่นใหม่ มนุษย์ผู้อาศัยต้องดมลมโชยอยู่เช่นนั้น หรือบางทีก็ “เห็น” ด้วย ไฮวิวสุดหรูกลายเป็นอะไรที่เละๆ เขละๆ คล้ายตอนเครื่องแยกกากเสีย ต้องทำความสะอาดจ้าละหวั่น ทะเลาะกันก็มากความ ได้ไม่คุ้มเสีย ถึงยังไงเขาก็ไม่ยอมรับ

ขอนำเสนอทางออกของปัญหา ผู้เขียนเองใช้ได้ผลมาแล้ว ภูมิใจนำเสนอคือน้ำส้มสายชู (เทียม) มีราคาถูกกว่าน้ำส้มสายชูกลั่น 5% ราดบริเวณที่แมวชอบมาถ่าย ก่อนราดต้องทำความสะอาดอย่างดี ล้างบริเวณที่แมวหมั่นมาด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามด้วยน้ำมากๆ

เมื่อคะเนว่าหมดกลิ่น ก็รอให้พื้นแห้ง จากนั้นราดน้ำส้มสายชูแบบไม่ต้องยั้ง โดยต้องราดให้มากพอและครอบคลุมจุดที่มันชอบมาถ่ายทั่วๆ

 ช่วงแรกต้องราดทับทุก 3 วัน ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะถ้ากลิ่นน้ำส้มสายชูจาง แมวจะกลับมาถ่ายที่เดิมอีก ให้ราดซ้ำทุก 3 วัน เป็นเวลา 1 เดือน แมวเจ้ากรรมจะไม่มาอีก

พวกมันจะยกธงขาวพากันไปหา “ห้องน้ำ” ห้องใหม่ ที่แน่นอนว่า จะเป็นระเบียงของห้องใดห้องหนึ่งในคอนโดแห่งนั้นนั่นแหละ

เฮ้อ! เลี้ยงแมวแล้ว ดูแลแมวกันด้วยนะคร๊าบบบบบ.

คณมาศ อิ่มพิทักษ์ รักแม่พาแม่เที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 11:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522280

คณมาศ อิ่มพิทักษ์ รักแม่พาแม่เที่ยว

โดย ฤดูกาล ภาพ : คณมาศ อิ่มพิทักษ์

ความรักแสดงออกได้หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการท่องเที่ยว อย่างที่ ออย-คณมาศ อิ่มพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท แบงค์คอกไรเตอร์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส ได้ค้นพบสิ่งที่ทำให้คุณแม่วัยเกือบ 80 ปีมีความสุข

ออยเล่าว่า วันจันทร์ถึงศุกร์เธอใช้ไปกับการทำงาน ดังนั้น ในวันหยุดแม้จะแค่สุดสัปดาห์ จึงอยากพาแม่ออกไปเปิดหูเปิดตา โดยส่วนใหญ่จะพาไปกินข้าวหรือไปเที่ยวใกล้ๆ พร้อมกับหลานชาย “ชาบู” น้องหมาพันธุ์มินิเอเจอร์พินช์เชอร์

หรือหากมีเวลาพักร้อน ก็มักพาแม่ท่องเที่ยวไทย อย่างทริปล่าสุด แม่อยากไปเห็นทะเลอันดามัน จึงเกิดเป็นทริปภูเก็ต 3 วัน 2 คืน

“พอแม่ไม่ได้ทำงานแล้ว มาอยู่บ้านเฉยๆ ทำให้เขาเริ่มเหงา พอไม่มีอะไรทำก็ทำให้เริ่มเฉา และกลายเป็นคนติดบ้านมาก จนเมื่อไม่นานมานี้ เราทั้งครอบครัวได้พาแม่ไปเที่ยวฮ่องกง จริงๆ ต้องบอกว่าจ้างแม่ไปเที่ยวมากกว่า เพราะแม่เป็นคนกลัวเครื่องบิน และรู้สึกเสียดายเงินถ้าต้องใช้ไปกับการเที่ยว แต่พอได้ไปเที่ยวแล้ว กลายเป็นว่าแม่ชอบมาก ทำให้รู้ว่าการไปเที่ยวมันสนุก ได้ไปไหว้พระทำบุญ ได้ไปเห็นอะไรใหม่ๆ จนหลังๆ พอแม่เห็นอะไรในทีวีก็อยากพาให้ไปด้วยกัน”

เธอเล่าด้วยว่า ทุกการเดินทางต้องวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่เดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยว

“จะเป็นทริปของแม่ 60 เปอร์เซ็นต์ และเป็นของเราอีก 40 เปอร์เซ็นต์” ออย กล่าวต่อ

“เพราะลูกกับแม่ต้องแฮปปี้ทั้งคู่ โดยเลือกที่ที่แม่อยากไป และลูกก็อยากไป แม่ชอบไหว้พระ ชอบทำบุญ สองอย่างนี้ต้องมีทุกทริป ส่วนโรงแรมต้องเดินสะดวก ไม่อยู่บนไหล่เขา เห็นวิว เรื่องวีลแชร์ทุกสายการบินจะมีให้บริการ และสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งก็มีไว้บริการผู้สูงวัย ทำให้สมัยนี้การพาคนสูงวัยเที่ยวเป็นเรื่องง่ายขึ้น”

อย่างไรก็ตาม นอกจากความสุขที่ทั้งแม่และลูกจะได้รับ ณ ขณะนั้น การท่องเที่ยวยังเพิ่มความสดชื่น เพิ่มชีวิตชีวา ส่งเสริมความสัมพันธ์ และที่สำคัญ ทำให้ผู้สูงวัยอายุยืนขึ้น

“สมัยนี้ลูกๆ ทั้งหลายพอโตขึ้นมา จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง จนลืมหันกลับมามองคนในบ้าน ไปดูว่าพ่อแม่ต้องการอะไร ไปฟังเขาว่าอยากได้อะไร เขาอยากไปไหน พ่อแม่บางคนอาจจะไม่บอกตรงๆ ฉะนั้น เราต้องสังเกต เพราะลูกๆ หลานๆ จะเป็นคนที่ทำให้พ่อแม่มีความสุขจริงๆ”

ออยยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การพาคนสูงวัยในครอบครัวออกไปเที่ยว จะทำให้ท่านมีเป้าหมายและรู้สึกมีความหมาย นับเป็นการแสดงออกทางความรักอีกอย่าง ที่ลูกหลานสามารถทำให้ได้ เหมือนที่ท่านเคยทำให้ลูกๆ หลานๆ เมื่อตอนวัยเยาว์

พลอย ปิ่นแสง & คิม วิสุทธารมณ์ คู่หูสุดเฮลตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 11:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522277

พลอย ปิ่นแสง & คิม วิสุทธารมณ์ คู่หูสุดเฮลตี้

โดย  พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

“มิตรภาพ” ระหว่างสองเพื่อนสาวสุดซี้ พลอย ปิ่นแสง สปอร์ตเกิร์ลวัย 31 ปี ที่วันนี้หันมาสวมบทบาทผู้บริหารสาวเก่งในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Tribe (ไทร์ป) อินดอร์ไซคลิ่งสตูดิโอ และคิม วิสุทธารมณ์ นักเขียนฟรีแลนซ์สาวมาดเซอร์วัย 29 ปี

มองผิวเผินอาจไม่น่าจะบรรจบกันได้ แต่สุดท้ายเพราะมีการออกกำลังกายเป็นสื่อกลางสานสัมพันธ์ ทำให้คิมและพลอยที่จากแรกเริ่มเป็นเพียงน้องสาวของเพื่อน กลายเป็นเพื่อนรักที่ชวนกันปั่น (จักรยาน) เพื่อสุขภาพที่ดี

คิม คือเพื่อนที่พร้อมซัพพอร์ตในทุกเรื่อง

“พลอยรู้จักกับพี่สาวของคิมก่อน เพราะเรียนที่อังกฤษด้วยกัน มารู้จักกับคิมตอนที่เขากลับจากอังกฤษเมื่อ 5-6 ปีก่อน ตอนแรกรู้จักกันในฐานะน้องสาวเพื่อน จนมาช่วงที่พลอยมาเปิดไทร์ป คิมกลายเป็นลูกค้าประจำ เลยได้เจอกันบ่อย อย่างน้อยก็อาทิตย์ละ 3 วัน ออกกำลังกายด้วยกัน เสร็จก็จะชวนกันไปกินข้าว ไปแฮงเอาต์ด้วยกัน”

 พลอย ยอมรับว่า ตอนนี้คิมแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสาวคนสนิทที่เจอกันบ่อยที่สุด

 “ตอนนี้พลอยดูแลที่นี่เป็นหลัก แล้วยังสอนเองด้วย เพราะฉะนั้นเลยอยู่ที่ไทร์ปแทบทุกวัน ด้วยความที่คิมเขามาปั่นจักรยานเป็นประจำ เลยมีโอกาสได้เจอกันตลอด บวกกับตอนนี้คิมเข้ามาช่วยพลอยในเรื่องการสร้างคอนเทนต์ต่างๆ ให้กับไทรป์ เราเลยยิ่งสนิทกันมากขึ้น

ในกลุ่มเพื่อนเราจะรู้กันว่าคิมจะเป็นคนที่มีตารางชีวิตของเขา บางช่วงก็เที่ยวลั้นลา แต่บางช่วงที่เขายุ่งก็จะเฟดไปเลย เพื่อนชวนออกมาข้างนอกก็ไม่มา แต่อย่างที่บอกว่าโชคดีที่เขายังมาปั่นจักรยาน พลอยกับคิมเลยได้เจอกันบ่อยที่สุด” พลอยบอกเล่าถึงเส้นทางมิตรภาพของทั้งคู่ที่ค่อยๆ ก่อตัว

 อาจเพราะด้วยวัยที่ต่างกันไม่มาก บวกกับชอบอะไรคล้ายๆ กัน จึงทำให้สองเพื่อนสาวๆ คลิกกันไม่ยาก แถมคบกันแล้วยังสบายใจ ไม่มีเรื่องงอนหรือน้อยใจกันให้ต้องหงุดหงิดใจ

“ตั้งแต่คบกันมา เราไม่เคยงอนกันเลย เราคบกันแบบชิลมาก ส่วนใหญ่เวลามีอะไรเราจะปรึกษากันตลอด คิมเป็นคนที่ให้คำปรึกษาที่ดีมาก อาจเพราะเขาเป็นนักเขียนด้วยมั้ง (ยิ้ม) เขาเป็นคนที่เข้าใจคนอื่น และพร้อมช่วยเหลือเพื่อนเต็มที่

อย่างตอนที่เปิดไทร์ป นอกจากเขาจะคอยให้กำลังใจในฐานะเพื่อน ยังให้คำปรึกษาเรื่องธุรกิจเยอะมาก เพราะเขาทำงานในวงการสื่อ มีคอนเนกชั่น มีความคิดสร้างสรรค์”

พลอยเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า สำหรับเธอเวลาเห็นคิมแล้วจะนึกถึงแมวเหมียว

“เหตุผลแรก คือคิมชอบใช้สติ๊กเกอร์ที่เป็นรูปแมวมารี (หัวเราะ) ในอีกความหมายคือ คิมจะออกแนวสาวซ่าแต่ก็ยังมีความน่ารัก”

งานนี้พลอยไม่พูดเฉยๆ แต่มีท่าประกอบโมเมนต์มุ้งมิ้งของเพื่อน เล่นเอาสองเพื่อนซี้กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

 “เชื่อมั้ยตั้งแต่รู้จักกันมา พลอยกับคิมยังไม่เคยไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันเลย แต่ตั้งใจว่าอยากไปเที่ยวต่างจังหวัดกับคิมซักครั้ง เพราะเขามักมีสถานที่คูลๆ เสมอ ถึงจะไปที่ยอดฮิตอย่าง เชียงใหม่ หลีเป๊ะ หรือเกาะเต่า เขาก็จะมีที่คูลๆ ไปตลอด เราก็อยากไปบ้าง (ยิ้ม)”

งานนี้พอเจอพลอยออกตัว (แรง) แบบนี้ คิมที่นั่งอมยิ้มฟังความในใจของเพื่อนอยู่พักใหญ่ เลยถือโอกาสหันมาชวนว่า

“ไปกันสักทริปเถอะ”

พลอย คือเพื่อนที่แสนดีและใจดีสุดๆ

“ก่อนหน้านี้คิมก็ออกกำลังกายบ้าง ยกเวต วิ่ง แต่มีช่วงหนึ่งที่สุขภาพไม่ดีเลยพักยาว ห่างๆ จากการออกกำลังกายไปช่วงหนึ่ง ช่วงแรกที่พลอยชวนมาปั่นจักรยาน ยอมรับว่าขี้เกียจมาก ยื้ออยู่นานกว่าจะมา

จำได้ว่ามาครั้งแรกที่มาคลาสแรกไม่ไหว เกือบแย่เหมือนกัน จนถึง 2 นาทีสุดท้าย ถึงรู้สึกว่าเอนดอร์ฟินในร่างกายเริ่มหลั่งออกมา และรู้สึกสดชื่นมาก เลยเริ่มติดใจ และปั่นมาเรื่อยๆ กว่าจะขึ้นคลาสครูพลอยได้ก็สักพัก เพราะคลาสที่พลอยสอนจะค่อนข้างยาก แต่ตอนนี้โอเคแล้ว กลายเป็นนักเรียนแถวฟรอนต์โรว์ไปแล้ว”

คิม ยอมรับว่า ตอนแรกก็นึกภาพพลอยเป็นครูไม่ออก แต่พอเข้าคลาสของพลอยแล้วถึงได้รู้ว่า จิตวิญญาณความเป็นครูของพลอยมาเต็ม

“เวลาอยู่ในคลาสพลอยจะเป็นอีกโหมดไปเลย แต่คิมชอบนะ คลาสของพลอยสนุก เขาเลือกเพลงได้ดี บางครั้งถ้าเห็นว่าคิมอยู่ในลิสต์นักเรียนวันนั้น เขาก็จะโทรมาถามว่า คิมอยากฟังเพลงอะไรเป็นพิเศษมั้ย บางครั้งเขาก็จัดให้ในคลาสเลย”

พอเพื่อนสาวเล่ามาถึงตรงนี้ พลอยที่แม้จะออกอาการเขินแต่ก็ขอเสริมว่า

 “จริงๆ พลอยเป็นคนขี้อายนะ แต่เวลาสอนก็อย่างที่คิมบอก เรากลายเป็นอีกคน จังหวะเพลงมัน อินเนอร์เราก็ไปตามเพลง เพราะจะมาหน้านิ่งๆ ก็คงไม่ใช่ เราต้องพยายามส่งพลังให้นักเรียน ที่บางครั้งขาเขากำลังจะหมดแรง เพราะจุดเด่นของยิมเราคือ ปั่นจักรยานตามจังหวะของเพลง ทุกวันนี้พลอยต้องคอยอัพเดทเพลงใหม่ๆ ตลอด เวลาคิมมีเพลงอะไรใหม่ๆ น่าสนใจเขาก็จะมาแนะนำตลอด

ถ้าให้เปรียบเทียบว่าพลอยเป็นอะไรสักอย่างที่คิมนึกถึง คิมว่าพลอยเหมือนหมีเทดดี้ คือน่ารักน่ากอด แต่ในบางมุมก็มีความซ่าซ่อนอยู่ ก่อนหน้านี้ช่วงที่พลอยไปแข่งซีเกมส์ คิมก็ส่งข้อความหา ติดตามข่าวเขาตลอด ตอนที่รู้ว่าพลาดเหรียญทอง แต่ยังได้เหรียญเงินมาครอง ก็ยังแอบเสียใจเหมือนกัน”

จากนี้ทั้งคู่ตั้งเป้าว่ายังจะเป็นคู่หูชวนกันสุขภาพดี ฟิตแอนด์เฟิร์มต่อไป ในอนาคตอาจมีโปรเจกต์ช่วยกันพัฒนาแคมเปญสนุกๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายออกมาเพิ่มเติม

“พลอยดีใจนะที่ไทร์ปทำให้เกิดมิตรภาพดีๆ ระหว่างคู่เรา เพราะจุดเริ่มต้นของไทร์ปคือ เราอยากเป็นมากกว่าสตูดิโอ เราต้องการเป็นคอมมูนิตี้ของคนที่รักการออกกำลังกาย เราเชื่อว่าทุกคนที่มาที่นี่จะได้กลุ่มเพื่อนใหม่และสังคมใหม่กลับไป” พลอย กล่าวทิ้งท้าย