ณัฐณี เกษมรัฐกุล เปลี่ยนสองมือเล็กๆ เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 11:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522276

ณัฐณี เกษมรัฐกุล เปลี่ยนสองมือเล็กๆ เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา

อาจเพราะมี “จิตอาสา” ที่อยากเป็นพลังในการช่วยสังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะได้ก้าวเข้ามาทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการเพื่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่าง (ซีเอสอาร์) มาโดยตลอด

ทำให้ “นัท” ณัฐณี เกษมรัฐกุล หัวหน้าฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ผู้นำด้านขนมและของว่างชั้นนำของโลก อาทิ ฮอลล์ เดนทีน โอรีโอ และแคดเบอรี เป็นต้น ยิ่งรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้เข้ามาทำงานนี้

 “ตั้งแต่งานแรกที่นัทเข้ามาทำ ก็ได้มีโอกาสคลุกคลีกับสายซีเอสอาร์แล้ว ซึ่งถ้าย้อนไป 15 ปีที่แล้ว ต้องบอกว่าซีเอสอาร์สมัยก่อนยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของบริษัทแบบทุกวันนี้ รูปแบบของซีเอสอาร์ยังจำกัดอยู่แค่การบริจาคเงิน เอาของไปให้เท่านั้น นัทยอมรับนะคะว่าช่วงแรกๆ ที่ทำ นัทก็ยังไม่อินเท่าไหร่”

นัทถ่อมตัวว่า ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็น “จิตอาสา” เพียงแต่หากมีโอกาส เธอมักร่วมเป็นส่วนเล็กๆ ในการทำความดีเพื่อสังคม เช่น ไปบริจาคโลหิต เมื่อถึงวันสำคัญอย่างวันเกิด จะชวนครอบครัวไปเลี้ยงอาหารกลางวันบ้านเด็กอ่อน นำเงินไปบริจาคตามสถานสงเคราะห์ หรือบ้านเด็กกำพร้า บางครั้งก็ไปช่วยปลูกป่า ทาสีโรงเรียนบ้าง

 “นัททำของนัทแบบนี้มาเรื่อยๆ แต่พอมาบวกกับสายงานด้านซีเอสอาร์ที่ทำ นัทเริ่มรู้สึกว่าบางครั้งเราอาจเป็นเพียงกำลังเล็กๆ แต่พอมีหน่วยงานหรือองค์กรเข้ามา พลังเล็กๆ ของเราก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ทั้งในเรื่องทุนทรัพย์ที่เข้าไปช่วยเหลือ กำลังคนจิตอาสาที่ลงไปช่วย”

 ด้วยเหตุนี้เอง ตลอดการทำงานกว่าสิบปีที่ผ่านมา นอกจากเธอจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในโครงการซีเอสอาร์ขององค์กรมากมาย ล่าสุดเธอยังตั้งกลุ่ม Joy Club และทำบุญคลับขึ้นในองค์กร เพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการเป็นพลังเล็กๆ ช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ผู้บริหารสาวอธิบายให้เห็นภาพตามว่า Joy Club เป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นภายในบริษัท เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมให้พนักงานภายในได้มีโอกาสแบ่งปันความสุขให้สังคม ด้วยการระดมทุนเพื่อนำเงินไปบริจาค โดยเราจะทำการสื่อสารกันภายในโดยผ่านตัวแทนของแต่ละแผนก

“ส่วนทำบุญคลับ เราอาศัยอาสาสมัครจากพนักงานในบริษัทมารวมตัวกัน เพื่อชวนคนในองค์กรมาร่วมกันทำบุญทำทาน โดยเราจะระดมความคิดกันเพื่อจัดกิจกรรมหาเงินแล้วทำสิ่งดีๆ ต่อไป ตั้งเป้าว่าอย่างน้อยทุกไตรมาส เราต้องคิดธีมขึ้นมาเพื่อจัดกิจกรรม ที่ทำไปแล้วอย่างเช่น นำเงินไปไถ่ชีวิตโคกระบือที่โรงฆ่าสัตว์เทศบาลเมืองปทุมธานี ไปร่วมบริจาคที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด บ้านพักคนชราบางแค”

 ถามว่าการทำงานจิตอาสาครั้งไหนที่เธอรู้สึกประทับใจไม่ลืม ผู้บริหารสาวใจดีตอบว่า ถ้าเป็นงานเพื่อสังคมที่ทำแบบส่วนตัว เธอยกให้เมื่อครั้งไปร่วมเป็นอาสาสมัครแพ็กสิ่งของที่สภากาชาดไทย ตอนที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ในครั้งนั้น นอกจากจะประทับใจที่ตัวเองได้มีส่วนหยิบยื่นความช่วยเหลือไปยังผู้ที่เดือดร้อน เธอยังซาบซึ้งใจที่ได้เห็นพลังมวลชนที่ยิ่งใหญ่ ได้เห็นพลังของคนไทยที่แม้จะเป็นคนแปลกหน้า แต่ก็พร้อมช่วยเหลือกันในยามที่เกิดวิกฤต

ส่วนกิจกรรมซีเอสอาร์ที่ทำแล้วภาคภูมิใจไม่ลืมคือ “โครงการ JOY Schools – โรงเรียนสุขหรรษา” ซึ่งเธอริเริ่มตั้งแต่ปี 2556 และพัฒนารูปแบบให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ จากการมอบทุนสนับสนุนอาหารเช้า และส่งเสริมความรู้ด้านหลักโภชนาการที่ถูกต้องผ่านการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนให้แก่นักเรียน

เพราะเชื่อว่าอาหารเช้าเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของพัฒนาการเด็กวัยเรียน โดยโครงการนี้ทำต่อเนื่องทุกปี จนขยายผลเป็น 5 โรงเรียนแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นโครงการต้นแบบที่จะนำไปใช้ที่ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามต่อไป

 “นอกจากจะสนับสนุนอาหารเช้าแล้ว นัทยังอยากส่งเสริมให้เด็กไทยเข้าใจว่าอาหารเช้าสำคัญต่อพวกเขาอย่างไร จึงได้ถ่ายทอดผ่านแอนิเมชั่น ‘M Hero’ ภายใต้โครงการอาหารเช้าสุขหรรษา (JOY Breakfast) โดยหวังว่าจะช่วยให้เด็กๆ ได้รับประทานอาหารเช้ากันอย่างทั่วถึง

ความสุขของนัททุกครั้งที่ได้ทำงานจิตอาสา คือการได้เห็นรอยยิ้มของผู้รับ อย่างบางครั้งเราไปจัดกิจกรรมตามโรงเรียน ซึ่งนัทจะไปด้วยทุกครั้ง เราจะดีใจมาก ที่เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ บางครั้งจบงาน ครูใหญ่ก็จะให้ศีลให้พรกลับมา หลายคนอาจจะมองว่าการทำกิจกรรมซีเอสอาร์เป็นการสร้างภาพของบริษัทหรือเปล่า นัทมองว่าหากมองในมุมการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรก็ไม่ผิด แต่อย่างน้อยสังคมก็ได้รับการช่วยเหลือ ถือว่าวิน-วินทั้งคู่

แต่สำหรับนัท ทุกโครงการที่นัททำเราคิดอย่างดีว่าจะช่วยเหลือโรงเรียนไหน ช่วยเหลืออย่างไร มีการติดตามผล เพื่อให้วันหนึ่งที่เราออกมา โครงการของเราจะยังอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ทำเพื่อสร้างภาพแน่นอน” นัท กล่าวทิ้งท้าย

เสียเหงื่อแล้วสุขภาพดีที่ ถนนวิทยุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 09:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522260

เสียเหงื่อแล้วสุขภาพดีที่ ถนนวิทยุ

โดย มีนา

คนเมืองแนวรถไฟฟ้าคงถูกใจ เพราะเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เพิ่งเปิดคลับใหม่ ใจกลางกรุงเทพฯ สาขาถนนวิทยุ

พร้อมแล้วที่จะทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่น่าสนุกยิ่งขึ้น รวมถึงการมีส่วนร่วมเพราะเน้นการออกกำลังกายแบบกลุ่ม และพบปะผู้รักสุขภาพมากขึ้น

 ด้วยโปรแกรมออกกำลังกายแบบกลุ่มที่จะสร้างความสนุกสนานในการเข้าฟิตเนส โดยสาขาวิทยุเปิดเป็นสาขาที่ 6 แล้วในกรุงเทพมหานคร แต่นับเป็นบูติคสตูดิโอแห่งแรกในเมืองไทยที่มีโปรแกรมออกกำลังกายที่หลากหลาย (first multi-programme boutique studio) เพื่อให้สมาชิกได้พบกับประสบการณ์การออกกำลังกายแบบกลุ่ม (group exercise) ที่สุดแสนประทับใจ ภายใต้การดูแลของผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ

คลับใหม่ถอดนามแห่งนี้ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนนวิทยุ ย่านที่มีทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนานและความทันสมัย เปรียบได้กับ “ถนนฟิฟธ์ อเวนิว” ของกรุงเทพฯ จะเป็นคลับแห่งแรกที่นำเสนอคอนเซ็ปต์ใหม่ และพร้อมจะปฏิวัติและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการ

 คริสเตียน เมสัน กรรมการผู้จัดการเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการพัฒนาการให้บริการในคอนเซ็ปต์ใหม่ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายแบบกลุ่มที่หลากหลาย เป็นหนึ่งในจุดแข็งและมีความภูมิใจที่ได้นำประสบการณ์การออกกำลังกายใหม่ๆ เปี่ยมประสิทธิภาพ และให้สมาชิกสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ

 “ในประเทศไทยและเอเชีย คลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง สมาชิก 7 ใน 10 คนเคยเข้าคลาสกลุ่มอย่างน้อย 1 ครั้ง ความนิยมที่เราสังเกตเห็นนี้ ผสานกับความเข้าใจในธุรกิจ และประสบการณ์ที่ได้จากคลับสาขาอื่นๆ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนั้น ทำให้เรามั่นใจที่จะเปิดตัวคอนเซ็ปต์ใหม่ซึ่งเน้นเรื่องคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มเป็นพิเศษ นับเป็นการเขย่าวงการฟิตเนสให้สะเทือน ด้วยคอนเซ็ปต์บูติคสตูดิโอแบบองค์รวมที่วางแผนงานมาอย่างดี”

 ทางด้าน โอฬาร พิรินทรางกูร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ได้เปิดตัวคลาสออกกำลังกายแบบใหม่ 3 คลาส ได้แก่  Pop Pilates, Sprint และ Broga ซึ่งทุกคลาสได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากสมาชิก และยังมุ่งมั่นที่จะนำเสนอคลาสการออกกำลังกายแบบกลุ่มคลาสใหม่ทุกๆ 3 เดือน โดยคลาสต่างๆ ที่จะเปิดให้บริการที่คลับใหม่บนถนนวิทยุนี้ จะสอนโดยผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ โดยจะไปเปิดให้บริการที่คลับสาขาอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ในลำดับต่อไป

เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ถนนวิทยุ มีพื้นที่กว่า 1,300 ตารางเมตร แบ่งเป็น 3 ชั้น กว้างขวางพอที่จะแบ่งเป็นโซนต่างๆ ถึง 9 โซน ร่วมทั้งมีสตูดิโอสำหรับ Pilates Reformer ที่มี Stott Reformer Beds ถึง 12 เครื่อง และสตูดิโอปั่นจักรยาน (Cycle studio) ที่ทันสมัย ใช้ Stages SC3 ซึ่งเป็นจักรยานในร่มรุ่นที่ดีที่สุด ที่แห่งนี้สามารถรองรับสมาชิกได้สูงสุด 18 คน

นอกจากนี้ สมาชิกยังได้พบกับสตูดิโอออกกำลังกายอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น  Mind and Body, High Energy และโซน The Grid ซึ่งเป็นคลาสออกกำลังกายที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความยืดหยุ่น และยังจะคงมีโซนฟรีเวท เครื่องออกกำลังกายอันทันสมัย หรืออุปกรณ์คาร์ดิโอในบรรยากาศที่สะดวกสบายอีกด้วย

ที่สำคัญจะมีการเปิดตัว H.E.A.T (High Energy Athletic Training) เป็นครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นโปรแกรมการออกกำลังกายแบบ high-performance training ในรูปแบบใหม่ที่จะมาท้าทายความแข็งแกร่งของหัวใจ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและความแกร่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากร่างกายจะกระชับได้สัดส่วน ฟิตและเฟิร์มขึ้นแล้ว โปรแกรมนี้ยังสามารถปรับระดับความหนักให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อท้าทายร่างกายไปอีกระดับ

 ที่นี่สามารถให้บริการคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มได้มากกว่า 200 คลาส/สัปดาห์ ซึ่งเป็นผลงานของทีมนวัตกรรมที่รังสรรค์โปรแกรมการออกกำลังกายใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยมีพื้นฐานมาจากการวิจัยอย่างเป็นระบบ อาทิ The Grid ที่เป็นกระแสการออกกำลังกายที่เป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้

ในปัจจุบันทีมนวัตกรรม ร่วมมือกับผู้นำในแวดวงสุขภาพและพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้เป็นเจ้าแรกในตลาดที่จะนำเสนอวิธีการออกกำลังกายใหม่ๆ เช่น Zumba Step, Pop Pilates และ Broga เช่นเดียวกับคลาสยอดนิยมอย่าง Pilates Reformer, ZUU และ Pulse powered by Clubbercise ที่จะยังคงมาเป็นคลาสหลักของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบกลุ่ม

เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ถนนวิทยุ ตั้งอยู่ที่อาคาร 208 ถนนวิทยุ ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต เพียง 10 นาที เปิดให้บริการทุกวัน พิเศษ ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้า เมื่อสมัครสมาชิกประเภท 12 เดือน และใช้บริการเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ได้ทุกสาขา

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับคลับเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ อุปกรณ์ และอัตราค่าบริการได้ที่www.virginactive.co.th หรือ facebook.com/virginactivethailand

ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ต่อจิ๊กซอว์สร้างสมาธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522257

ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ต่อจิ๊กซอว์สร้างสมาธิ

โดย จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

งานอดิเรก หรือสิ่งที่เราชอบทำในยามว่าง อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของเราได้ดี ว่าเรามีความโดดเด่นด้านใด และหลายครั้งการทำงานอดิเรกก็ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาชีวิตการทำงานของเราได้อีกด้วย

“บอย” ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โมโน เทคโนโลยี และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน ฟิล์ม วัย 37 ปี แม้จะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่งานรัดตัว แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งงานอดิเรกที่ชอบ ยังคงแบ่งเวลาให้กับงานอดิเรกเสมอ นั่นก็คือการประดิษฐ์ของเล่นตัวต่อ (จิ๊กซอว์) ประเภทต่างๆ

บอย เล่าว่า โดยปกติแล้วกิจกรรมที่ทำยามว่างจะมีอยู่ไม่กี่อย่าง นั่นก็คือ ต่อตัวต่อ (จิ๊กซอว์) และเล่นเกมบนมือถือ โดยจิ๊กซอว์ที่ต่อนั้นก็จะมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งง่ายๆ ไปจนถึงยากๆ เมื่อต่อเสร็จก็จะกลายเป็นความภาคภูมิใจที่สร้างของสะสมที่ประดิษฐ์จากฝีมือตัวเองสำเร็จ

 “ผมเป็นคนชอบประดิษฐ์อะไรที่เป็นของสะสมได้ คนข้างนอกมักมองว่าที่ผมชอบต่อจิ๊กซอว์ประดิษฐ์ของสะสม ก็เพราะผมเป็นคนชอบแก้ปัญหา เหมาะกับตำแหน่งที่ทำอยู่ดี” บอย กล่าว

พอย้อนกลับมามองตัวเอง เมื่อฟังจากสิ่งที่คนอื่นวิเคราะห์แล้ว บอยมองไม่ต่างกันว่า ตัวเองเป็นคนไม่หนีปัญหา สอดคล้องกับการเล่นต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งเปรียบเสมือนมีปัญหาที่รอให้แก้ เกมประเภทนี้ต้องใช้เวลา ต้องมองให้รอบทิศจึงจะต่อได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสร้างสมาธิได้อย่างหนึ่ง

“เรื่องสร้างสมาธินั้น บอยไม่ได้คิดเอง แต่เป็นมุมมองที่คนอื่นบอกมา เพราะตัวบอยเองไม่รู้ตัวว่ามีสมาธิดีขนาดไหน แต่คนรอบข้างบอกมาว่า บอยเป็นคนที่มีสมาธิดีมาก เวลาประชุมงาน แม้ไม่ได้จด แต่ใช้วิธีการจำเอาแล้วจดคำสั้นๆ ใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือ เช่น ประชุม 2 ชั่วโมง ใส่คำย่อแค่ 4 คำไว้ แต่เราก็จะรู้เองว่าหมายความว่าอะไร และสามารถนำไปบอกต่อได้ คนเลยมองว่ามีสมาธิดี”

บอย กล่าวต่อว่า เขาชอบต่อจิ๊กซอว์มาตั้งแต่เด็กแล้ว และรางวัลที่คุณพ่อคุณแม่มักจะให้เสมอๆ ก็คือเลโก้ ขณะที่คนรอบข้างพอรู้ว่าบอยชอบต่อจิ๊กซอว์ เวลาเดินทางไปไหนก็มักจะจิ๊กซอว์ติดมือกลับมาให้ต่อเสมอ โดยเขาต่อจิ๊กซอว์ที่ทำจากวัสดุมาหลากหลายประเภทแล้ว ทั้งกระดาษ โฟม คริสตัล โลหะ และนาโนบล็อก เป็นต้น

 “แต่ก่อนก็จะซื้อจิ๊กซอว์เอง ไปประเทศไหนก็จะซื้อจิ๊กซอว์ที่สะท้อนถึงประเทศนั้นกลับมา มีครั้งหนึ่งไปอังกฤษ ซื้อเลโก้รถโฟล์คสวาเกน รุ่นคาราวาน แวนคลาสสิกกลับมา เป็นชิ้นใหญ่ขนาดเอ 4 ตอนซื้อกลับไทย กล่องใหญ่มาก จนเพื่อนตำหนิว่า บ้าหรือเปล่า ซื้อของแบบนี้กลับมาเปลืองพื้นที่กระเป๋าเสื้อผ้ามากๆ ขณะที่ระยะหลังก็มีคนรอบข้างซื้อมาให้ เช่น เห็นว่าแบบนี้ยากดีเลยอยากซื้อให้ต่อ”

อย่างเช่นเจ้านายเมื่อครั้งไปเที่ยวอังกฤษ บอย บอกว่าก็ซื้อจิ๊กซอว์สนามแอนฟิลด์กลับมาฝาก ซึ่งตัวต่อจะเป็นกระดาษโฟม รูปสนามแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล มีขนาดใหญ่เท่าแฟ้มเอกสาร ซึ่งชิ้นนี้ใช้เวลาต่อ 3-4 ชั่วโมงเสร็จ จากนั้นบอยก็นำจิ๊กซอว์ชิ้นนี้ให้กับเจ้านายในวันเกิดของเจ้านาย

“นอกจากนี้ ก็มีห้องนอนจำลองที่ลูกน้องซื้อมาฝาก ชิ้นนี้ถือเป็นชิ้นที่ภูมิใจที่สุดเวลานี้ แม้วิธีการต่อจะไม่ใช่วิธีแบบจิ๊กซอว์เสียทีเดียว ดูแล้วเข้าข่ายงานฝีมือมากกว่า เพราะการต่อใช้ความละเอียดมากคล้ายกับการทำงานแบบจำลองของสถาปนิก ต้องใช้เวลาต่อ 8 ชั่วโมง (แยกเป็น 4 วัน) จึงสำเร็จ พอออกมาแล้วก็รู้สึกว่าเป็นงานที่สวยมาก

อีกชิ้นที่คล้ายๆ กันกับห้องนอนจำลอง ก็คือบ้านยุโรปจำลอง ซึ่งซื้อเองจากร้านของเล่นในญี่ปุ่น ดูคล้ายงานฝีมือมากกว่าตัวต่อ เพราะต้องจับชิ้นงานแปะกาว นำโฟมสีเขียวทำเป็นพุ่มหญ้า ต้นไม้ แล้วนำทรายสีเขียวโรยพื้นเป็นพื้นหญ้า โดยชิ้นนี้มีขนาดเล็กมาก สูงไม่เกิน 4 นิ้ว ใช้เวลาในการทำแต่ละชิ้นงานในบ้านยุโรปจำลองนี้ 1 ชั่วโมง”

 บอย ระบุว่า รู้สึกชอบชิ้นงานบ้านจิ๋วมากๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสมัยเด็กเคยมีความฝันอยากเป็นสถาปนิกมาก การได้ต่อชุดสถาปนิกแบบนี้ จึงเหมือนกับได้เป็นในสิ่งที่เคยอยากเป็นมากๆ

หากรวมตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน บอย น่าจะต่อจิ๊กซอว์เสร็จแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ชิ้น โดยการต่อแต่ละชิ้น มีตั้งแต่ใช้เวลาสั้นๆ แค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ ไปจนถึงใช้เวลายาวนานกว่า 10 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ใช่การต่อวันเดียวจบ เป็นการแบ่งเวลาต่อหลายๆ วัน

ทั้งนี้เวลาที่ต่อจิ๊กซอว์อยู่ บอยระบุว่า จะคิดเพียงอย่างเดียวคือ อยากเห็นตอนที่จิ๊กซอว์นั้นสร็จสมบูรณ์ อยากจะรู้ว่าจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร เพลิดเพลินไปกับมัน ซึ่งการที่ได้จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบนี้ ก็ช่วยให้ลืมเรื่องรอบข้าง ลืมความเครียดไปได้

บอย เล่าถึงเกมมือถือที่ชอบเล่นว่า จะชอบเล่นเกมแนวต่อจิ๊กซอว์ และเกมการแก้ปัญหา แต่ละเดือนโหลดเกมมาเล่นเยอะมาก ซึ่งเวลาที่ใช้เล่นเกมมือถือก็ใกล้เคียงกับเวลาที่ใช้ต่อจิ๊กซอว์

 สำหรับการเล่นเกมนั้น บอยมองว่า แม้ไม่ได้ข่วยเรื่องการฝึกสมาธิ แต่ก็ช่วยให้ความบันเทิงได้ดี และบางเกมยังช่วยในเรื่องหลักการคิด แม้ผู้ใหญ่หลายคนจะมองการเล่นเกมเป็นสิ่งไม่ดี แต่สำหรับบอย เชื่อว่าทุกสิ่งที่เราทำ ย่อมมีข้อดีทั้งสิ้น

“อย่างน้อยข้อดีของเกมก็คือ ให้ความบันเทิง ช่วยคลายเครียด เพียงแต่เราต้องรู้จักควบคุมตัวเองให้ได้เพื่อแบ่งเวลาที่จะใช้กับมัน เราบันเทิงแบบมีจุดยั้งคิดที่ไม่ทำร้ายตัวเอง” นี่คือนิยามในการให้เวลากับเกมของ บอย

เมื่อกิจกรรมทุกอย่างที่คนเราทำมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง เช่น ทำงานมากเกินไปก็อาจไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ช็อปปิ้งมากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีกับเงินในกระเป๋า ใช้เวลาเล่นเกมมากเกินไปก็ไม่ดีกับตัวเอง แต่กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีข้อดีในตัวเองทั้งสิ้น ซึ่ง บอย ทิ้งท้ายอย่างน่าคิดว่า

“เพียงแต่เราต้องจัดเวลาในการทำแต่ละอย่างให้เหมาะสม แล้วทุกอย่างก็จะเป็นผลดีกับตัวเราเอง”

7 ประโยชน์ของส้ม ผลไม้เพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 17:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522181

7 ประโยชน์ของส้ม ผลไม้เพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของผลไม้ยอดฮิตของไทยอย่าง “ส้ม”

ส้ม เป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมทานกันเป็นอันดับต้นๆ อีกชนิดเลยก็ว่าได้ ด้วยรสเปรี้ยวอมหวาน ทานเปล่าๆ ก็อร่อย หรือนำมาทำเป็นน้ำผลไม้ดื่มก็สดชื่นไม่แพ้กัน นอกจากรสชาติที่อร่อยถูกปากคนไทยแล้ว ส้มยังเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีประโยชน์ด้านอื่นอีกมากมาย จึงเรียกได้ว่าเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์อีกชนิดหนึ่งเลย

1. บำรุงผิว – เนื่องจากส้มเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งสารฟลาโวนอยด์และแคโรทีนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการทำให้ผิวหมองคล้ำมีริ้วรอย และยังมีวิตามินซีช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว จึงช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้

2. บำรุงสายตา – วิตามินซีในผลส้มช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายในควัน และแสงอัลตราไวโอเลตที่ทำให้เลนส์ตาเสื่อมอันเป็นสาเหตุของโรคต้อกระจก

3. ส่งเสริมระบบขับถ่าย – เส้นใยในผลไม้ตระกูลส้มช่วยให้ระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น สามารถแก้อาหารท้องผูกได้

4. เพิ่มภูมิคุ้มกัน – วิตามินซีในส้มช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยยับยั้งต่อต้านการติดเชื้อจากแบคทีเรียและไวรัส

5. ช่วยดับกลิ่นอาหาร – หากนำเปลือกส้มอบด้วยไฟอ่อนๆ สัก 4 นาที แล้วเปิดฝาไมโครเวฟทิ้งไว้ กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยในเปลือกส้มจะช่วยดับกลิ่นอาหารในห้องครัวได้

6. ใช้เป็นสารแต่งกลิ่น – น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเปลือกส้มมีกลิ่นหอม สดชื่น ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย นำไปใช้แต่งกลิ่นอาหาร เครื่องสำอาง และยาต่างๆ ได้

7. ช่วยไล่ยุงและแมลง – หากนำเปลือกส้มไปตากแดดให้แห้งสนิท เมื่อจะใช้ไล่ยุงนำใส่ภาชนะที่ปลอดภัยจากการติดไฟ จากนั้นจุดไฟให้ติดควัน น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเปลือกจะออกฤทธิ์ ช่วยไล่ยุงและแมลงไม่ให้มารบกวนได้

6 สิ่งที่ทำแล้วชีวิตจะดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 16:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522176

6 สิ่งที่ทำแล้วชีวิตจะดีขึ้น

การวางแผนและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ สามารถนำความสุขมาสู่ชีวิตได้

หลายครั้งที่ชีวิตเราก็ดูปกติ ไม่ได้มีปัญหาใหญ่อะไร แต่ทำไมดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย บางครั้งอาจเกิดจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่มันเล็กน้อยมากจนเราลืมสังเกตไป การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ชีวิตคุณมีความสุขขึ้นได้ไม่ยาก

1. เลือกคบคน – ถึงจุดหนึ่งแล้ว การมีเพื่อนเยอะๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์ชีวิตเราอีกต่อไป แต่การมีเพื่อนที่สามารถพึงพาได้จริง การมีเพื่อนแท้ที่สามารถคุยได้ทุกเรื่อง โดยไม่ต้องคอยระวังว่าจะมาแว้งกัดเรา จึงเป็นสิ่งที่เราควรคำนึงถึงมากกว่าจำนวนของเพื่อน

2. ออกกำลังกาย – ยิ่งถ้าเป็นคนที่ทำงานออฟฟิส ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย นั่งแต่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ยิ่งควรจะต้องออกกำลังกาย ขยับร่างกายเสียบ้าง เพื่อให้ร่างกายสดชื่นขึ้น

3. เปิดรับการเรียนรู้ – การเปิดใจลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากงานที่ทำเป็นประจำทุกวัน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเปิดโลกให้เรารู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และนั่นอาจจะช่วยเพิ่มขอบเขตความสามารถจนต่อยอดเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย

4. เริ่มออมเงิน – หากทำงานไปได้ช่วงนึงแล้ว ควรเริ่มออมเงินอย่างจริงจังเพื่อไว้ใช้ในอนาคตหรือยามฉุกเฉิน ซึ่งเงินออมส่วนนั้นสามารถแบ่งไปลงทุนหรือต่อยอดเป็นธุรกิจได้

5. ทานอาหารเพื่อสุขภาพ – อาจจะไม่ต้องถึงขั้นทานคลีน แต่ควรเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องใส่ใจกับการทานอาหารมากขึ้นไปด้วย

6. วางมือถือลงบ้าง – ยุคนี้ใครๆ ก็ติดสมาร์ทโฟน ให้ลองวางมือถือลงวันละ 1 – 2 ชั่วโมง แล้วไปทำอย่างอื่น อยู่กับเพื่อน กับครอบครัว หรือหางานอดิเรกทำ นอกจากจะช่วยถนอมสายตาได้แล้ว ยังช่วยให้ใกล้ชิดกับคนรอบข้างมากขึ้นด้วย

3 วิธีออกกำลังกายให้ไม่เจ็บตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 15:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522169

3 วิธีออกกำลังกายให้ไม่เจ็บตัว

สิ่งที่ควรระมัดระวังเวลาออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้นทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต แต่บางครั้งก็อาจเกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน ทำให้บาดเจ็บ ดังนั้นควรพึงระวังในบางเรื่องที่อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้การออกกำลังกายครั้งนั้นได้รับแต่ประโยชน์โดยแท้จริง

1. ออกกำลังกายให้เหมาะกับร่างกาย – ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับเข่า อาจจะหลีกเลี่ยงการวิ่งเพื่อลดการกระแทก หรือถ้าหากอยากวิ่งจริงๆ ควรเปลี่ยนไปเดินหรือจ๊อกกิ้งเบาๆ แทน หรือคนที่เป็นโรคหัวใจ อาจจะออกกำลังกายเบาๆ ไม่หักโหม เพราะอาจเกิดอันตรายมากกว่าได้ประโยชน์

2. ระวังเรื่องความร้อน – เวลาเราออกกำลังกาย ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขี้นอยู่แล้ว ถ้าบวกกับความร้อนของแดดและเครื่องแต่งกายจะยิ่งเพิ่มความร้อนให้ร่างกาย ซึ่งจะอันตรายถ้าอุณหภูมิไปแตะอยู่ที่ 43 องศา ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทำงานผิดปกติ อาจทำให้หน้ามืดเป็นลมจนบาดเจ็บได้ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ต้องรีบพาไปยังที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท เช็ดตัวด้วยน้ำเย็นเพื่อให้ร่างกายเย็นลง

3. อย่าหักโหมเกิน – หากออกกำลังกายอย่างหนักจนเกินไป กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอาจบาดเจ็บได้ วิธีป้องกันง่ายๆ คือวอร์มกล้ามเนื้อด้วยการยืดเส้นให้กับร่างกายสัก 10 – 15 นาทีก่อนออกกำลังกาย เป็นการคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้กระตุ้นหัวใจ และการไหลเวียนของเลือดให้มีประสิทธิภาพระหว่างออกกำลังกายมากขึ้น

4 เคล็ดลับฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 14:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522156

4 เคล็ดลับฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดด

วิธีการดูแลฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดดและรังสียูวี ให้กลับมาเป็นผิวสวยสุขภาพดี

ช่วงนี้หลายคนอาจจะออกไปทำกิจกรรม ไปเป็นอาสาสมัคร หรือไปต่อแถวแสดงความอาลัยต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลให้ต้องอยู่กลางแจ้ง หรือยืนตากแดดเป็นระยะเวลานาน แสงแดดหรือรังสียูวีล้วนส่งผลกระทบเรื่องสุขภาพผิวของหลายๆ คนแน่นอน วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการดูแลฟื้นฟูผิวเสียจากแสงแดดง่ายๆ มาฝากกัน

1. เติมความชุ่มชื้นให้ผิว – หลังจากตากแดด โดนแดดเผาเป็นเวลานาน ร่างกายจะเสียน้ำในปริมาณมาก ซึ่งก็จะส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นไปด้วย ทำให้ผิวหยาบกร้าน ดังนั้นควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ทาครีมทาผิวที่ให้ความชุ่มชื้นสูง หรืออาจใช้เจลว่านหางจระเข้เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวร่วมด้วยก็ได้

2. มาสก์บำรุงผิว – นอกจากการทาครีมบำรุงแล้ว การมาสก์บำรุงผิวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการบำรุงผิวอย่างเร่งด่วน เนื่องจากตัวมาสก์จะมีสารบำรุงที่เข้มข้นกว่าครีมบำรุงผิวปกติ ทำให้ตรงเข้าบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผิวได้มากกว่าสกินแคร์ทั่วไป

3. งดขัดหรือสครับผิว – หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า เมื่อไปทำกิจกรรมกลางแจ้งมา ควรขัดผิวเพื่อเซลล์ผิว แต่นั่นเป็นความเชื่อที่ผิว เพราะโดยปกติแล้วผิวไหม้เสียจากแสงแดดจะผลัดเซลล์ผิวเองอยู่แล้ว แถมช่วงนั้นผิวเราจะบอบบางกว่าปกติด้วย การสครับผิวในช่วงนั้นจะไปรบกวนและทำให้ผิวระคายเคืองได้ หากต้องการสครับผิว ควรรอหลังจากออกแดดจัดสองสัปดาห์ เพื่อให้เสร็จสิ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติเสียก่อน

4. ทานอาหารที่มีประโยชน์ – นอกจากสกินแคร์แล้ว การเลือกทานอาหารก็มีส่วนช่วยบำรุงผิวเราได้เช่นกัน การทานผักใบเขียวจะช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น อาจทานควบคู่ผักสีเหลืองส้มอย่าง ฟักทอง เลมอน ข้าวโพด ที่มีเบต้าแคโรทีน บำรุงให้ผิวสวย หรือผลไม้สีแดงจำพวกแอปเปิล ทับทิม มะเขือเทศ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยฟื้นบำรุงผิว พร้อมดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตร แค่นี้ผิวก็จะกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง

5 วิธีรับมือกับความโศกเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ต.ค. 2560 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522131

5 วิธีรับมือกับความโศกเศร้า

ความสูญเสียบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงควรเตรียมรับมือกับความโศกเศร้าที่ตามมา

ความสูญเสียบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว ย่อมทำให้เกิดความโศกเศร้าตามมา ซึ่งการจมอยู่กับโศกเศร้านานๆ ย่อมไม่เป็นผลที่กับทั้งตัวเราเอง และบุคคลรอบตัวที่ต้องคอยดูแลเราอย่างใกล้ชิด การข้ามผ่านความสูญเสีย ยอมรับ และเตรียมรับมือกับความโศกเศร้าจึงเป็นสิ่งที่ควรรู้ เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติต่อไป

1. ยอมรับความสูญเสีย – หลังจากเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่แล้ว ควรคิดเสียว่า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว ให้ทำใจยอมรับความสูญเสียนั้น

2. ปลดปล่อยความเจ็บปวด – การพยายามฝืนเก็บความเจ็บปวดไว้ มีแต่จะทำให้หม่นหมองและเสียสุขภาพจิต บางครั้งการร้องไห้ปลดปล่อยออกมา หรือการระบายพูดคุยกับคนที่เข้าใจ อาจช่วยทำให้ความเจ็บปวดเหล่านั้นจางหายไปไวขึ้น

3. ออกห่างจากความเศร้า – การออกห่างจากความเศร้า สิ่งที่เราเห็นแล้วจะทำให้เศร้า หรือบรรยากาศที่อาจชวนให้เศร้ามอง แล้วหันมาหากิจกรรมอื่นทำ อาจจะเป็นงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ หรือการออกกำลังกาย ก็จะสามารถช่วยให้หายเศร้าได้เร็วขึ้นได้

4. ให้เวลาช่วยเยียวยา – แน่นอนว่าความโศกเศร้าไม่สามารถหายไปได้ภายในวันสองวัน เวลาจะสามารถช่วยเยียวยาให้ทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วยว่าพร้อมจะออกจากความเศร้า และนำพาความสุขเข้ามาในชีวิตแล้วหรือยัง

5. พบแพทย์ – หากทำทุกอย่างแล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้านาน การพบจิตแพทย์ นักบำบัด หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพ น่าจะสามารถแนะนำวิธีที่ช่วยให้เอาชนะความโศกเศร้าได้ อย่ากลัวที่จะถูกมองว่าเป็นคนบ้าหรือคนอ่อนแอ ให้คิดถึงสุขภาพจิตของตัวเองเป็นสำคัญ

ทรงเป็นต้นแบบ ชีวิตพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 14:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521925

ทรงเป็นต้นแบบ ชีวิตพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักออมและนักจัดการเงินที่ดี ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการปลูกฝังในเรื่องนี้เคร่งครัด ประชาชนไทยได้อ่านพระราชประวัติ ก็จะได้รับรู้ถึงพระอุปนิสัยการใช้จ่ายอย่างมีระเบียบวินัย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงปลูกฝังอบรมพระโอรสและพระธิดาในเรื่องการใช้จ่ายเงินอย่างรู้คุณค่ามาโดยตลอด

โดย ราตรีแต่งนักออมเงินตั้งแต่ทรงพระเยาว์

เรื่องเงินเป็นเรื่องต้องสอน และได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสอนพระโอรสและพระธิดาเรื่องนี้เสมอมา โดยในหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มี พระราชดำรัสเช่นเดียวกับข้อความในหนังสือโดยมีใจความสำคัญๆ ในการออมเงินตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยมี พระดำรัสไว้ว่า

“… สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสอนในการประหยัด ได้จัดให้มีเงินค่าขนม หรือพ็อกเกตมันนี่ ให้สัปดาห์ละครั้งตามอายุ และก็ได้ไม่มากนัก พอที่จะซื้อขนมพวกลูกกวาดหรือช็อกโกแลต แต่อาจจะซื้อหนังสือหรือของเล่นซึ่งของพวกนี้ ต้องซื้อเอง เพราะของเล่นนั้น ส่วนมากแล้วแม่จะไม่ได้ซื้อให้ เว้นแต่ปีละ 2 ครั้ง คือ ในวันปีใหม่ และวันเกิด จะได้ของเล่นที่สำคัญและใหญ่โต

เราอยากได้อะไรก็ขอไป บอกว่าอยากได้ของเล่นพวกนี้ ท่าน (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ก็บอกว่าถึงวันเกิดจะซื้อให้ จะไม่ซื้อพร่ำเพรื่อ แต่ของเล็กๆ น้อยๆ นั้น เราจะต้องซื้อเอง และท่านก็สอนให้เอาเงินไปฝากธนาคาร เมื่อมีจำนวนพอแล้ว…”

เมื่อครั้งประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ามาตรัสบอกสมเด็จพระบรมราชชนนี ว่าอยากได้จักรยาน เช่นเดียวกับเพื่อนๆ หลายคนที่มีจักรยานถีบกันแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตรัสว่า

“ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็เก็บสตางค์ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้สิ”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเก็บเงินหยอดกระปุกวันละเหรียญ สองเหรียญ เงินออมทวีจำนวนด้วยพระอุตสาหะ พอถึงวันปีใหม่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงอนุญาตตรัสว่า

“ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน ให้แคะกระปุกดูซิว่ามีเงินเท่าไร?”

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงแถมให้ ซึ่งส่วนที่แถมนั้นมีมากกว่าเงินในกระปุก ทรงซื้อจักรยานให้พระโอรสเป็นการประหยัดด้านการเดินทางอีกด้วย ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สนพระราชหฤทัยในการดนตรีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงคือหีบเพลง แอกคอร์เดียน หลังจากนั้น ก็ได้ทดลองเล่นแซ็กโซโฟน และคลาริเน็ต ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงซื้อด้วยเงินทรงเก็บออมเก็บไว้

ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราว 14-15 พรรษา ทรงหัดเล่นด้วยแซ็กโซโฟนมือสอง ทรงซื้อราคา 300 ฟรังก์ โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกให้อีกครึ่งหนึ่ง

นอกจากเครื่องดนตรี ก็ยังมีของใช้ส่วนพระองค์หลายชิ้น เช่นเดียวกับกล้องถ่ายรูปที่พระองค์ทรงเก็บเงินซื้อด้วยพระองค์เองตั้งแต่ 8 พรรษา กล้องตัวแรกที่ทรงใช้มีชื่อว่า Coronet Midget

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงซื้อของที่ทรงอยากได้จากเงินออมซึ่งเหลือจากเงินค่าขนม หากได้รับเงินในโอกาสพิเศษจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ก็ทรงเก็บสะสมไว้สมทบเงินออมเพิ่ม เพื่อจะได้ซื้อของที่อยากได้เร็วขึ้น

พระราชประวัติในช่วงพระเยาว์ บ่งบอกพระอุปนิสัยที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องการบริหารเงิน โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีการกำหนดเงินค่าขนมรายสัปดาห์ ให้ทรงใช้ ทรงสะสม เมื่อได้ก้อนใหญ่จึงมีเงินซื้อของเล่น และนำเงินไปฝากธนาคาร ทรงเป็นต้นแบบของความเรียบง่าย ความประหยัด และความพอเพียงมาโดยตลอด ด้วยการบ่มเพาะพระอุปนิสัยประหยัด เลี้ยงดูจากพระราชชนนี

สร้างรายได้ และการให้

เนื้อหาในหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับการพัฒนาคุณภาพประชากร” แม้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 จะได้ค่าขนมทุกสัปดาห์ ก็ยังทรงรับจ้างเก็บผักและผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม และนำเงินที่เหลือมาใส่กระป๋องออมสิน

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงตั้งกระป๋องออมสิน ทรงเรียกว่า “กระป๋องคนจน” เอาไว้ข้างที่ประทับพระธิดาและโอรสทุกๆ พระองค์ และทรงสอนถ้ามีกำไร ก็จะต้องถูกเก็บภาษีหยอดใส่กระปุกนี้ 10%

เมื่อถึงสิ้นเดือนทรงประชุมทั้ง 3 พระองค์ ว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์อย่างไร ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก “การให้” หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจนอย่างไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

พระราชจริยวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างเป็นประจำเสมอ โดยเป็นแนวคิดง่ายๆ ที่ทุกคนนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว และเมื่อพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อ ปี 2548 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีความเด่นชัดในเรื่องการใช้ชีวิตเรียบง่าย พระองค์ทรงปฏิบัติเป็น ต้นแบบมาโดยตลอด การใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่าที่สุด อย่างเช่น หลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์

ภาพนี้ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์ โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สื่อให้ได้เรียนรู้และเข้าใจ คำว่า “ประหยัด” ศ.พิเศษ ทพญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์ อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเล่าให้ฟังว่า “… มหาดเล็กห้องสรง เห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์ คงใช้หมดแล้ว จึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อทรงทราบ ก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่ามาคืน และพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง 5 วัน

พระราชจริยวัตรของพระองค์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงพระวิริยะ อุตสาหะ ตลอดจนความประหยัดในการใช้ของอย่างคุ้มค่า ซึ่งตรงกันข้ามกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงพระราชทานเพื่อราษฎรผู้ยากไร้อยู่เป็นนิตย์

หลังจากนั้น ทันตแพทย์ประจำพระองค์ทูลขอพระราชทานหลอดยาสีพระทนต์หลอดนั้น เพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็นและรับใส่เกล้าเป็นตัวอย่างเพื่อประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อๆ ไป”

พสกนิกรชาวไทยได้รับฟัง พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มี พระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องการออม และการประหยัดบ่อยครั้ง เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2502 มีพระราชดำรัสสอนให้ประชาชนของพระองค์ใช้ชีวิตด้วยความประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“…การใช้จ่ายโดยประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเองและครอบครัว

ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้ จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย…”

เรื่องราวของพระราชาผู้เป็นที่รัก ซึ่งทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต ใส่ใจใช้ชีวิตประหยัดอดออม รู้จักสร้างความมีวินัยทางการเงินให้แก่ตัวเองได้อย่างมั่นคง ด้วยแนวทางที่ทรงปฏิบัติไว้เป็นต้นแบบอย่างเด่นชัด

4 เคล็ดลับอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 14:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521927

4 เคล็ดลับอายุยืน

โดย ภาดนุภาพ รอยเตอร์ส

บางครั้งเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยให้อายุของเรายืนยาวนั้น ก็เป็นผลมาจากเรื่องง่ายๆ อย่างการเคลื่อน ไหวร่างกายหรือออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เชื่อมั้ยว่าแค่เราขยับร่างกายวันละไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ก็อาจจะช่วยต่ออายุคุณให้ยืนยาวไปอีกหลายปี

1.ถ้าไม่อยากป่วย จงลุกขึ้นมา

ผู้ที่อายุมากขึ้นและอยู่ในอาการเฉื่อยชา ควรหันมาเริ่มออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้าร่วม โปรแกรมใดๆ ก่อนเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ไปดูคำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นออกกำลังกายกันเลย

ขั้นแรกเริ่มด้วยการเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ชื่นชอบมากที่สุด ซึ่งมีความหนักในระดับปานกลาง เพราะการเลือกกิจกรรมที่เราชอบ จะทำให้เราอดทนออกกำลังได้นานขึ้น จากนั้นค่อยๆ เพิ่มเวลาในการออกกำลังทีละน้อยทุกๆ 2-3 วัน จนกระทั่งออกกำลังได้นานต่อเนื่องครั้งละ 30 นาทีโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป

เมื่อใช้เวลาออกกำลังครั้งละ 30 นาทีจนอยู่ตัวแล้ว ให้ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาขึ้นอีก หรือเพิ่มความหนักหน่วงของกิจกรรม หรือทั้งสองอย่างเลยก็ได้ ต่อมาให้เริ่มเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายให้หลากหลาย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และได้รับประโยชน์หลายๆ ด้าน

ลองค้นหาวิธีออกกำลังกายรูปแบบใหม่ๆ ดูสิ และเมื่อทำได้ จงให้รางวัลกับความพยายามของตัวเองด้วยล่ะ

2.ออกกำลังกายไล่ความเจ็บป่วย

ผู้ที่ดูแลร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงและกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แม้อายุจะมากขึ้น เรื่องนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดแห่งโบลเดอร์ สหรัฐ พบว่า การลดลงของแอนติบอดีอันเนื่องมาจากอายุ เป็นสัญญาณว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยลง แต่การออกกำลังกายจะช่วยคงสภาพการตอบสนองของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน (T-Cell) อย่างเหมาะสม

ดังนั้น การออกกำลังกายจึงมีความสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป เพราะคนในวัยนี้มักมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันได้ง่าย

3.ร่างกายสมบูรณ์ สมองก็ฟิต

ผู้ใหญ่ที่มีร่างกายกระฉับกระเฉงจะมี สมาธิดี อาจช่วยรักษาความจำและต่อสู้กับภาวะความจำเสื่อมได้ จากการศึกษาของ นักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไฟน์เบิร์ก แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น พบว่า วิถีชีวิตแบบทำงานนั่งโต๊ะมีผลเสียโดยตรงต่อความสามารถทางปัญญาและคุณภาพการนอนหลับเมื่อเราอายุมากขึ้น

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยให้ชายและหญิงอายุ 67-86 ปี ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดี เข้าร่วมการศึกษาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ตามข้อกำหนด โดยให้พวกเขาออกกำลังกายเบาๆ นาน 30 นาที ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 30 นาที และปิดท้ายด้วยการออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลางอีก 30 นาที

ในแต่ละครั้งจะเริ่มต้นด้วยการอบอุ่นร่างกาย เช่น เหยียดแขน ขา และออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลาง (เดินหรือออกกำลังร่างกายส่วนบนและส่วนล่าง) ในช่วงสุดท้ายให้ออกกำลังกายเบาๆ ถึงปานกลาง ได้แก่ การเดินเร็ว กายบริหาร หรือเต้นรำ และทำให้ร่างกายเย็นลง 10 นาที โดยทั้งหมดนี้ครอบคลุมระยะเวลา 90 นาที

เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมวิจัยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสมอง และมีคุณภาพการนอนที่ดีขึ้น หลับลึกขึ้น และตื่นระหว่างคืนน้อยลงถึงร้อยละ 4-6 เชียวละ

4.อายุไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไป

การศึกษาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ชายและหญิงอายุระหว่าง 50-60 ปี อยากมีร่างกาย ที่กระฉับกระเฉงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใน ภาวะ หรือมีอุปนิสัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือสูบบุหรี่

นักวิจัยได้เฝ้าติดตามผู้สูงอายุจำนวน 9,611 ราย พบว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 50-60 ปี และยังมีความกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตใน 8 ปีข้างหน้า น้อยกว่าผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะร้อยละ 35 ซึ่งความเสี่ยงที่ลดลงนั้น พบในผู้เข้าร่วมทำการศึกษาที่ออกกำลังกายระดับปานกลางทั่วๆ ไป เช่น เดินเล่น ทำสวน และเต้นรำ แม้แต่คนอ้วนก็จะมีความเสี่ยงที่จะ เสียชีวิตน้อยลง หากรู้สึกกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ

คณะวิจัยสรุปว่า ทุกคนย่อมได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ประโยชน์ที่มากที่สุดก็คือ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตใน ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจและ หลอดเลือด ในการค้นพบนี้ หัวหน้านักวิจัยแนะนำว่า ชายและหญิงที่มีปัญหาโรคหัวใจและ หลอดเลือด จะมีความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตแบบทำงานนั่งโต๊ะ มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากการออกกำลังกาย n