ไอทีกับขีดสุดของชีวิต โฆสิต จึงอนุวัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ต.ค. 2560 เวลา 12:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521946

ไอทีกับขีดสุดของชีวิต โฆสิต จึงอนุวัตร

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

วันนี้ไอทีและไลฟ์สไตล์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันในชีวิตของคนทั่วโลก เช่นเดียวกับ โฆสิต จึงอนุวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิกไนท์ เดอะ คอนซัลแตนท์ ที่ปรึกษาธุรกิจการพัฒนาบุคลากร ผู้นำไอทีมาปรับใช้กับการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวแบบถึงขีดสุด!

เทคโนโลยีและชีวิตหล่อหลอมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โฆสิตเล่าว่า ตลอดช่วงชีวิต 38 ปี มีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ไอทีหลากหลาย จนเรียกได้ว่าเติบโตมาด้วยกัน บิดามีทัศนคติให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี นั่นทำให้เขาคุ้นเคยและมีโอกาสทดลองใช้อุปกรณ์ไอทีมาตั้งแต่เด็ก

สำหรับการทำงาน โฆสิตให้ความสำคัญและลงทุนกับอุปกรณ์ไอทีแบบจัดเต็ม เพื่อวัตถุประสงค์การทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดย “เต็มที่” ในทุกเครื่องมือและทุกอุปกรณ์ที่ทำให้การงานไร้ข้อจำกัด

ยกตัวอย่างการประชุมกับ ลูกค้า จะเตรียมความพร้อมใน ทุกสถานการณ์ นั่นหมายความว่า ปัจจุบันจากกระเป๋าทำงานใบเล็ก ก็ต้องเปลี่ยนเป็นกระเป๋าลากใบเขื่อง เพื่อบรรจุคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต ลำโพง เครื่องฉาย สายต่อสายพ่วงและอีกมาก

“ลูกค้าสามารถเข้าใจเรื่องที่เรานำเสนอได้อย่างสมบูรณ์แบบ พูดได้เลยว่า เทคโนโลยีไอทีทุกวันนี้ ทำให้ผมทำงานได้เต็มที่ในทุกที่และทุกเวลาจริงๆ”

เทคโนโลยียังช่วยทำให้การนำเสนองานน่าสนใจมากขึ้น โดยปกติเขาจะเลือกใช้มัลติมีเดียเป็นสื่อสำหรับอธิบายแนวคิดหรือวิธีคิดที่ยากซับซ้อน หรือมีการตีความ ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย และทำเรื่องที่น่าสนใจให้มีมิติที่ดึงดูด

“ลูกค้าสามารถเข้าใจวิธีคิด ของผม ผ่านเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ หนังสั้น เพลง และอินโฟกราฟฟิกที่ผมชอบ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมไปแล้ว” โฆษิตเล่า

ในชีวิตประจำวัน เพื่อนๆ ของโฆษิตจะรู้ดีว่า ชายหนุ่มถือคติว่าชีวิตต้องใช้ให้คุ้ม และเครื่องมือก็คือไอที ลองเล่าให้ฟังถึงแอพพลิเคชั่นเก๋ๆ เช่น Eatigo ใช้จองดีลพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำ หรือ Honestbee ที่ส่งคนไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตและไปส่งให้ถึงที่บ้าน หรือแม้แต่ Blacklane ที่ใช้จองรถลีมูซีน รับส่งสนามบิน เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ไลฟ์สไตล์ไอทีของโฆษิตยังทำเงินให้อีกต่างหาก โดยเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการผสมผสานไอทีและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นเงินทำได้อย่างไร ก็ทำได้ด้วยการขายภาพบนแอพพลิเคชั่น EyeEm ไงล่ะ

“ผมชอบอัพโหลดภาพเข้า EyeEm ซึ่งจะมีคณะกรรมการ คัดเลือกภาพไปขายต่อให้ Getty Images ใครจะเชื่อว่า ภาพที่ผม ถ่ายเล่นๆ จะสามารถทำเงินได้เป็นหลักหลายหมื่นบาทต่อภาพ”

ไอทีสำหรับโฆษิต จึงนับว่าตอบนิยามความเป็นตัวเอง และเพิ่มขีดสุดให้แก่ชีวิตในทุกด้านของ เขาจริงๆ

4 ตัวช่วยกู้ผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 17:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521874

4 ตัวช่วยกู้ผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวย

รวมสูตรบำรุงเส้นผมจากธรรมชาติ ให้ผมแห้งเสียกลับมาเป็นผมสวยสุขภาพดี

เส้นผมของเราดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ถ้าหากบอกว่า คิ้วคือมงกุฎของใบหน้า เส้นผมก็ไม่ต่างอะไรกับหลังคาบ้าน หากเส้นผมสวยสุขภาพดี ก็จะทำให้ลุคโดยรวมดูดีชวนมองตามไปด้วย การดูแลและหมั่นบำรุงเส้นผมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย ซึ่งสารสกัดจากธรรมชาติบางอย่างที่ใกล้ตัวเรา ก็สามารถช่วยบำรุงเส้นผม เปลี่ยนผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวยได้อย่างง่ายดาย

1. อโวคาโด – บดอโวคาโดสุกกับไข่ไก่หนึ่งฟอง จากนั้นนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก วิตามิน กรดไขมัน และแร่ธาตุต่างๆ ในอโวคาโดจะช่วยฟื้นฟูให้เส้นผมกลับมาเงางาม ทำสัปดาห์ละครั้งสำหรับผมเสีย หรือเดือนละครั้งสำหรับผู้ที่มีผมสุขภาพดีอยู่แล้ว

2. เนย – ใช้เนยเพียงเล็กน้อยนวดลงบนเส้นผมที่แห้งเสีย คลุมด้วยหมวกอาบน้ำแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นล้างออก และสระผมตามปกติ จะช่วยรักษาเส้นผมที่แห้งให้ชุ่มชื้นเงางาม

3. น้ำมันมะกอก – อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยบำรุงผมแห้งเสียให้กลับมาชุ่มชื้นเงางาม ก็คือการนำน้ำมันมะกอกประมาณครึ่งถ้วยไปอุ่น จากนั้นนำมาหมักผม ห่อด้วยพลาสติกใส จากนั้นคลุมด้วยผ้าเช็ดผมอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 45 นาที แล้วล้างออกพร้อมสระผมตามปกติ

4. ชา – น้ำชาที่เราดื่มกันเป็นหนึ่งตัวช่วยบำรุงเส้นผมสำหรับผมทำสี โดยใช้น้ำชาธรรมชาติที่ไม่ผสมน้ำตาลหรือสารเพิ่มความหวาน ล้างเส้นผมเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากสระผมแล้ว จะช่วยทำให้สีผมชัดเจนขึ้น ซึ่งควรเลือกน้ำชาที่เหมาะกับสีผมของตัวเอง เช่น ผมสีบลอนด์ควรใช้ชาดอกคาโมไมล์ ผมสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มควรใช้ชาดำ

ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม หนทางสู่สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 16:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521865

ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม หนทางสู่สุขภาพดี

การทานอาหารอย่างถูกวิธี เพื่อให้ดีต่อสุขภาพมากที่สุด

จริงอยู่ที่ว่าสารอาหารทุกชนิดล้วนมีประโยชน์ในตัวเองและจำเป็นต่อร่างกาย แต่ทั้งนี้ต้องทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น การทานอาหารหวาน มัน และเค็มในปริมาณมากๆ เป็นเวลาติดต่อกันนานเกินไป อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพ และทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมาได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีจึงควร ลดหวาน หยุดมัน งดเค็ม

1. ลดหวาน – คนไทยมีนิสัยที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือติดทานหวาน ในทางโภชนาการน้ำตาลให้แต่พลังงาน แต่ไม่ได้ให้สารอาหารอื่นที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย ในขณะที่อาหารอื่นๆ เช่น ข้าว ผลไม้ จะให้ทั้งพลังงาน แร่ธาตุ วิตามิน และสารสำคัญอื่นๆ ดังนั้น การกินน้ำตาลมากทำให้ได้แต่พลังงานที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว เมื่อพลังงานมากเกินไปก็จะทำให้อ้วนและมีการสะสมเป็นไขมัน

2. หยุดมัน – ของทอดอาจจะเป็นเมนูโปรดของหลายคน จริงๆ แล้วไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของผนังเซลล์ ช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ที่ละลายในแต่การทานไขมันมากจะทำให้อ้วนง่าย เสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและหัวใจ จึงควรหลีกเลี่ยงของทอดและอาหารผัดต่างๆ ที่ใช้น้ำมันมาก

3. งดเค็ม – ความเค็มของอาหารมาจากสารประกอบโซเดียมคลอไรด์ หรือที่รู้จักกันในนามของเกลือแกง เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นกับร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมมากเกินไปก็ทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ เป็นภาระกับไตในการขับโซเดียมที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย เกิดโรคความดันโลหิตสูง มีภาวะแทรกซ้อนต่อสมอง หัวใจ ตับ และไตอีกด้วย

4 วิธีลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ต.ค. 2560 เวลา 14:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521854

4 วิธีลดความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว

เนื่องจากประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวมีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการทำงานของหัวใจ จนหัวใจมีความอ่อนแรงและไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามต้องการ จนเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคความดันโลหิตสูง แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ก็มีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

1. งดเค็ม เพราะอาหารที่มีรสเค็มจะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะน้ำคั่งและทำให้อาการทรุดได้อย่างรวดเร็ว จึงควรงดอาหารที่มีรสจัดโดยเฉพาะรสเค็ม

2. ชั่งน้ำหนัก ควรทำเป็นประจำทุกวันในเวลาที่ใกล้เคียงกัน และชั่งโดยเครื่องชั่งน้ำหนักเครื่องเดียวกัน เพื่อป้องกันตัวเลขที่คลาดเคลื่อน การชั่งน้ำหนักเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้รู้ถึงภาวะน้ำคั่ง หรืออาการหอบเหนื่อยที่กำลังมาเยือน หากมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นผิดปกคิ ควรรีบพบแพทย์ หรือโทรรายงานแพทย์ผู้ดูแลทันที

3. กินยา ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของยาที่กินอย่างละเอียด พร้อมกินยาอย่างเป็นประจำตามที่แพทย์แนะนำ

4. ออกกำลังกาย ทุกคนควรออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เช่น การเดินเร็ว การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ โดยต้องไม่ลืมวอร์มทุกครั้งก่อนการออกกำลังกาย และควรหยุดพักทันทีหากเริ่มมีอาการเหนื่อย หอบ หรือแน่นหน้าอก

‘ปฐม’ ปลุกวัยใส ตื่นรู้คุณค่าโภชนาการ กระตุ้นทาน ผัก ผลไม้ เสริมสร้างร่างกายแข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/284262

 

‘ปฐม’ ปลุกวัยใส ตื่นรู้คุณค่าโภชนาการ กระตุ้นทาน ผัก ผลไม้ เสริมสร้างร่างกายแข็งแรง

‘ปฐม’ ปลุกวัยใส ตื่นรู้คุณค่าโภชนาการ กระตุ้นทาน ผัก ผลไม้ เสริมสร้างร่างกายแข็งแรง

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

น้องๆ รับข้าวกล่อง Organic Express จาก อนัฆ นวราช

โครงการปฐมเชื่อมโยงอาหารอินทรีย์สู่ผู้บริโภค ขับเคลื่อนโดย ร้าน ปฐม ออร์แกนิกลิฟวิ่ง ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดปฏิบัติการสร้างความตระหนักรู้สู่รั้วโรงเรียน ผ่าน “กิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะทางด้านอาหารอินทรีย์ในโรงเรียน” สัญจรไปยัง “โรงเรียนบ้านคลองใหม่” อ.สามพราน จ.นครปฐม หวังกระตุ้นเยาวชนตื่นรู้ความสำคัญเรื่องสุขภาพ และรู้จักเลือกบริโภคผัก ผลไม้ อย่างปลอดภัย ในปริมาณที่พอเหมาะ และพอเพียง เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง โดยสอดแทรกความรู้ ถ่ายทอดผ่านฐานกิจกรรม ซึ่งสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้กับเด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม

นายอนัฆ นวราช ผู้บริหารร้าน ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง และหัวหน้าโครงการปฐมเชื่อมโยงอาหารอินทรีย์สู่ผู้บริโภค กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะทางด้านอาหารอินทรีย์ในโรงเรียน จัดขึ้นเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ กระตุ้นให้หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคถูกต้องตามหลักโภชนาการ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่ในแต่ละวันร่างกายควรบริโภคผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงจากโรคภัยต่างๆ เช่น หัวใจขาดเลือด เส้นเลือดในสมองตีบ ลดอัตราการป่วย และเสียชีวิตจากโรคภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับเด็กโดยโรงเรียนบ้านคลองใหม่ เป็นหนึ่งในโรงเรียนเป้าหมาย ในจังหวัดนครปฐม ที่โครงการเข้าไปจัดกิจกรรมทอดแทรกความรู้ให้เด็กได้ซึมซับและเรียนรู้อย่างมีความสุขสนุกสนาน

สนุกกับการทดลองทำวุ้นผลไม้อินทรีย์

“การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ การเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการเล่น การลงมือทำการสัมผัสประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองผ่านการจัดกิจกรรมที่สอดแทรกความรู้ เช่น กิจกรรมที่เราเข้ามาส่งเสริมวันนี้ คือให้เขาได้ลงมือทำและเรียนรู้ ด้วยตัวเอง อาทิ สอนให้ทำวุ้นผลไม้สดด้วยวัตถุดิบอินทรีย์ เล่นเกมส์ความรู้เรื่องการบริโภคผัก 400 กรัม แนะนำข้อมูลโภชนาการผ่านอาหารกล่อง Organic Express จากร้านปฐม ที่อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารครบครันตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก รวมถึงการให้ความรู้เรื่องการปลูกผักอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ปฏิบัติจริงสอนทำแปลง เพาะต้นกล้า และทดลองปลูกเองซึ่งเด็กๆ เรียนรู้อย่างสนุกสนาน ถือเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าสำหรับเด็กๆ”

ด้าน คุณครูศุภากร จันทร์สุขครูผู้รับผิดชอบดูแลโครงการเกษตรอินทรีย์โรงเรียนบ้านคลองใหม่ อ.สามพราน จ.นครปฐมกล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ให้กับเด็กๆ จากที่ร่วมปลูกผักเกษตรอินทรีย์ในรั้วโรงเรียนมาแล้วในโครงการ “สามพรานโมเดล” ทำให้เด็กๆ ได้ความรู้ที่ลงลึกมากขึ้น ไม่เฉพาะรับประทานผักผลไม้ที่ไม่มีสารเคมี แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ พอเพียงต่อความต้องการของร่างกายทำให้เด็กตระหนักรู้ว่า ในหนึ่งวันเราควรบริโภคผักผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ซึ่งไม่ใช่แค่การอ่านจากบอร์ดนิทรรศการ แต่เกิดจากเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ทั้งการได้ทดลองทานอาหาร และผักผลไม้อินทรีย์ มีทางเลือกเมนูใหม่ๆ ให้กับเด็กๆ เช่น สอนทำวุ้นผลไม้อินทรีย์ จากเดิมที่เด็กๆ นิยมรับประทานกันแต่ขนมห่อ ”

น้องใบไม้-ด.ญ.มนัสนันท์ โชคนิพนธ์

น้องใบไม้-ด.ญ.มนัสนันท์ โชคนิพนธ์นักเรียนชั้นป.4 เล่าถึงประทับใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมว่า รู้สึกสนุกพร้อมทั้งได้รับสาระความรู้จากพี่ๆ ทีมงาน กิจกรรมที่ชอบเป็นพิเศษ คือ เล่นเกมส์บันไดงู ตอบคำถาม ได้เรียนรู้การทำวุ้นผลไม้ ซึ่งทำเองได้ไม่ยาก ได้ลองชิมอาหารกลางวันที่ทำจาก วัตถุดิบที่เป็นอินทรีย์ และได้รู้ว่าในแต่ละวัน เราควรกินผักผลไม้ไม่น้อยกว่า 400 กรัม โดยพร้อมจะนำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อยังคนในครอบครัวต่อไป

น้องบอม-ด.ช.เมธา สิงห์โต

เช่นเดียวกับ น้องบอม-ด.ช.เมธา สิงห์โต นักเรียนชั้น ป.6 ที่สะท้อนความรู้สึกให้ฟังว่า เคยได้ยินตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับการกินผักให้ครบ 400 กรัมต่อวัน แต่ไม่ได้ทดลองทำเอง และก็ไม่รู้ว่า 400 กรัม ควรจะมีผักอะไรบ้าง แต่วันนี้ได้ความรู้จากพี่ๆ ที่เป็นประโยชน์มาก เพราะเขาบอกว่าไม่ใช่กินแค่ 400 กรัม แต่ต้องกินอย่างปลอดภัยด้วย นั่นก็คือ ผักและผลไม้ที่เรากิน ต้องเป็นอินทรีย์ คือ ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี และที่สำคัญเราต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ร่างกายถึงจะแข็งแรง และเรียนอย่างมีความสุข

น้องขิง-ด.ญ.นิยดา แก้วชมเชย

ปิดท้าย ที่ น้องขิง-ด.ญ.นิยดา แก้วชมเชย นักเรียนชั้น ป.6 บอกว่า กิจกรรมวันนี้สนุกมาก ทำให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ ปกติครูจะสอนให้เรารู้จักเลือกกินอาหารที่ปลอดภัยจากสารเคมี สอนให้เราปลูกผักเป็น แต่วันนี้เราได้ความรู้เพิ่ม คือต้องกินผักผลไม้ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ช่วยให้สุขภาพเราแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ทำให้เราก็เรียนอย่างมี ซึ่งความรู้นี้สามารถนำเอาไปบอกคนที่บ้านได้ด้วย

จากก้าวเล็กๆ ของโครงการปฐมฯที่เริ่มต้นจากการให้ความรู้สู่รั้วโรงเรียนเกี่ยวกับการบริโภคผักผลไม้วันละ 400 กรัม ยังขยายผลไปสู่การสร้างความตระหนักรู้ให้กับเด็กๆ ในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น โดยในเร็วๆ นี้ เด็กๆจากโรงเรียนบ้านคลองใหม่ เตรียมนำผลผลิตอาหารอินทรีย์แปรรูป เช่น ไอศกรีมโฮมเมดเห็ดอินทรีย์ย่าง มาจำหน่าย และพบปะแลกเปลี่ยนกับผู้บริโภคโดยตรงในเมือง ภายในกิจกรรม “ออร์แกนิก ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต”ซึ่งจัดขึ้นทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน ที่ ร้านปฐมออร์แกนิก ลิฟวิ่ง ซอยทองหล่อ 23ตามไปให้กำลังใจเด็กๆ พร้อมทั้ง ชมช็อป ชิม สินค้าออร์แกนิก และร่วมสนุกกับกิจกรรมดีๆ ได้ในวันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม2560 ตั้งแต่เวลา 09.30-17.30 น.สอบถามเส้นทางและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-084-8649

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/531989

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (2)

โดย วรธาร

การจาริกธรรมไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่ ประกอบด้วย สวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และกุสินารา สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในดินแดนพุทธภูมิ (อินเดีย-เนปาล) ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ถือเป็นภารกิจหลักของพระภิกษุสามเณร 99 รูป ในโครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งจัดโดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ในความริเริ่มของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธิฯ ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

บวชพุทธคยาแดนสัมมาสัมโพธิญาณ

วันที่ 30 พ.ย.-2 ธ.ค. เป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุสามเณรนวกโพธิ 99 รูป ตลอดจนชีพรหมโพธิ (ชีพราหมณ์) ที่บวชถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช ในโครงการได้พำนักอยู่วัดไทยพุทธคยา โดยได้รับความเมตตาจากพระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นอย่างดี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งที่พัก อาหาร (อู่ข้าว) น้ำปานะ (อู่น้ำ) ล้วนสัปปายะสะดวกสบาย และชาวพุทธโดยเฉพาะคนไทยที่เดินทางมาแสวงบุญ ณ พุทธคยา มักจะเลือกมาพักที่วัดแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นสถานที่รับรองผู้แสวงบุญโดยเฉพาะ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ ต่อไป

กล่าวถึงพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถือเป็น 1 ใน 4 สังเวชนียสถาน ที่ทางโครงการได้เลือกเป็นจุดสตาร์ทด้วยการจัดบรรพชาอุปสมบท ก่อนที่จะเดินทางจาริกธรรมไปสังเวชนียสถานที่เหลือในเมืองต่างๆ

ต้องยอมรับว่า การเลือกพุทธคยาและวัดไทยพุทธคยาเป็นที่ประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรในโครงการถือเป็นความหลักแหลมของผู้ริเริ่มโครงการที่มุ่งหวังอยากให้ผู้บวชทุกคนได้นึกย้อนไปเมื่อครั้งที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญความเพียรทางใจ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พร้อมทั้งเกิดการอนุสรณ์ในใจว่า การมาบวชครั้งนี้เสมือนการบวช ณ เบื้องพระพักตร์พระพุทธองค์ผู้ประทับอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์จริงๆ และถือเป็นการเกิดใหม่ในทางธรรมหรือทางปัญญาของทุกคนด้วย

ธนิต เสนศักดิ์ หนึ่งในผู้อุปสมบทเผยความรู้สึกของการบวชที่นี่ว่า พุทธ คยาในค่ำวันนี้ (30 พ.ย. วันบรรพชา) วิเศษมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาสละชุดนาคแล้วครองผ้าเหลืองเป็นความปีติที่บอกไม่ถูก ซึ่งการได้บวชพระพุทธศาสนานั้นประเสริฐอยู่แล้ว ทว่าการที่ได้มาบวชภายใต้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงๆ สุดจะพรรณนาความรู้สึกได้

“นี่เป็นการบวชพระครั้งแรกในชีวิต พูดได้คำเดียวว่าตื้นตันมากครับ พอห่มผ้าเหลืองแล้วมานั่งลงตรงเบื้องหน้าพระอุปัชฌาย์ที่เบื้องหลังคือต้นพระศรีมหาโพธิ์ รอเพื่อนๆ ที่กำลังครองผ้าเพื่อมารับไตรสรณคมน์และสิกขาบทสิบพร้อมกัน ผมได้เพ่งมองไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ทำให้เกิดปีติขึ้นมาทันที

ลองคิดดูว่า พิธีบวชใช้เวลาค่อนข้างนาน ปกติผมนั่ง 2-3 นาที ก็ปวดขาแล้ว แต่ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่า ตัวเองจะนั่งได้นานโดยไม่รู้สึกปวด ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่นี่คือความรู้สึกตอนบวชเณรใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พอบวชแล้วผมตั้งใจอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองหลังจากลาสิกขา อยากฝึกใจให้อารมณ์เย็นขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

ขณะที่ ประชุม โซวิกุล บอกว่า ไม่นึกว่าพอมองจากข้างนอกเข้าไปยังบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ เห็นผู้คนมากมาย ดูวุ่นวาย แต่พอเข้าใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ บรรยากาศดูสงบนิ่งมาก แม้ว่าจะมีเสียงสวดมนต์เป็นระยะจากคณะแสวงบุญต่างๆ ก็ตาม แต่ถ้าสังเกตให้ดีคนที่นั่งสมาธิ ทุกคนนิ่งสงบอย่างยิ่ง เงียบไปจนถึงข้างในใจเลยทีเดียว

“ผมชอบพุทธคยา โดยเฉพาะบริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เวลาพระอาจารย์วิทยากรและพระพี่เลี้ยงพามาทำวัตร สวดมนต์เย็นนั่งสมาธิ แผ่เมตตาในเย็นวันที่ 1 ธ.ค. ผมได้ระลึกถึงการบำเพ็ญเพียรและการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ตามที่พระอาจารย์วิทยากรเล่าให้ฟัง กว่าที่พระองค์จะตรัสรู้ต้องผ่านความยากลำบากแสนสาหัสนานัปการนานเป็นเวลา 6 ปี

การมาบวชที่นี่ทำให้ผมได้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นความจริงเสมอก็คือ การที่คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม ถ้าได้ลงมือทำอะไรแล้วจะต้องมีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อย่างพระมหาบุรุษและต้องสำเร็จอย่างแน่นอน”

ไปกราบพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาคิชฌกูฏ

วันที่ 2 ธ.ค. คณะของโครงการได้เดินออกเดินทางจากวัดไทยพุทธคยามุ่งหน้าสู่เมืองราชคฤห์ โดยมีจุดหมายอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ วัดเวฬุวันมหาวิหาร วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ดำ และมหาวิทยาลัย นาลันทา ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตเมืองราชคฤห์ ปัจจุบันอยู่ในรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

ต้องยอมรับว่า แม้ว่าราชคฤห์ไม่ได้จัดเป็นสังเวชนียสถานทั้งสี่ แต่ก็ถือว่าเป็นแผ่นดินที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประดิษฐานพระพุทธศาสนาเจริญมั่นคงเป็นปึกแผ่นที่แรก

ราชคฤห์ จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาอย่างมากในหลายๆ ด้าน เช่น เป็นเมืองที่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรกหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเสด็จมาแสดงธรรมโปรดและได้บรรลุโสดาบัน (คือพระเจ้าพิมพิสาร) เป็นที่ประชุมทำสังคายนาครั้งที่ 1 อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีพระเจ้าอชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ทรงให้การอุปถัมภ์ สังคายนา ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา

พระอัครสาวกคู่พระบารมีของพระพุทธเจ้า คือ พระสารีบุตรและ โมคคัลลานะ ก็เป็นชาวเมืองราชคฤห์ เกิดที่นาลันทา วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาก็อยู่ที่ราชคฤห์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ (สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง กุสลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง ฯลฯ) อันเป็นหลักการของพระพุทธศาสนาก็ที่เมืองนี้

จุดแรกที่คณะได้เดินทางไปคือ พระมูลคันธกุฎี (กุฏิพระพุทธเจ้า) บนยอดเขาคิชฌกูฏ (ภูเขาที่มีลักษณะเหมือนหัวนกแร้ง) เพื่อประกอบพิธีทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา แผ่เมตตา เป็นการบูชาและน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก่อนขึ้นไปพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าจะผ่านสถานที่ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งพุทธกาลมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ถ้ำสุกรขาตา ซึ่งเป็นถ้ำที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหัวธรรม “เวทนา ปริคคหสูตร” โปรดทีฆนขปริพพาชก ขณะที่พระสารีบุตรนั่งอยู่ด้วยก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ส่วนทีฆนขปริพพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม

จากนั้นเดินต่อไปอีกนิดเดียวก็ถึงปากถ้ำแคบๆ และเตี้ย แคบกว่าถ้ำสกรขาตาด้วย ภายในมีแท่นหินพระวิทยากรเล่าว่า เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุบายแก้ง่วงแก่พระมหาโมคคัลลานะที่บำเพ็ญเพียรแล้วถูกความถีนมิทธะ (ความง่วง) ครอบงำ ซึ่งภายหลังท่านได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ โดยใช้เวลาหลังจากได้อุบายแก้ง่วงจากพระพุทธเจ้าเพียง 7 วัน

เดินเลยถ้ำที่พระมหาโมคคัลลานะบำเพ็ญเพียรมานิดเดียวก็ถึงพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า แต่ก่อนถึงพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าทางซ้ายมือจะเป็นคันธกุฎีของพระอานนท์ พระพุทธอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ลักษณะเป็นอิฐเก่าก่อขอบขึ้นสูงประมาณไม่เกิน 1 ฟุตครึ่ง ขณะที่พระคันธกุฎีพระพุทธเจ้าวัดด้วยศอกกว้าง 3 ศอกคืบ ยาว 4 ศอก

สวดติโรกุฑฑสูตรที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร

คณะใช้เวลาสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา แผ่เมตตานานพอสมควรก่อนลงจากเขา เพื่อไปฉันภัตตาหารและรับประทานอาหารพร้อมออกเดินทางต่อไปยังวัดเวฬุวันฯ วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งวัดแห่งนี้เดิมเป็นสวนไม้ไผ่ของพระเจ้าพิมพิสาร หลังจากพระองค์สดับพระธรรมเทศนาอนุปุพพิกถาจากพระพุทธเจ้าที่ลัฏฐิวัน (สวนตาลหนุ่ม) และได้บรรลุโสดาบันแล้วก็ได้น้อมถวายสวนไผ่แห่งนี้แด่พระพุทธเจ้า

สำหรับวัดเวฬุวันฯ ถือเป็นวัดที่พระพุทธองค์ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 รูป ทั้งหมดล้วนอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาและมาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมายในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชานั่นเอง

ทางคณะนำโดย พระเมธีวรญาณ รักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิ พุทธชยันตี หัวหน้าพระธรรมวิทยากรประจำโครงการได้นำคณะไปนั่งสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา และแผ่เมตตายังลานจาตุรงคสันนิบาต สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 รูปนั่นเอง

ในการสวดมนต์ครั้งนี้ เพื่อให้เข้ากับสถานที่วัดเวฬุวันฯ พระเมธีวรญาณ ได้นำบทติโรกุฑฑสูตรที่ขึ้นต้นด้วยบทว่า อะทาสิ เม อะกาสิ เม ญาติมิตตา สะขา เม ฯลฯ เป็นหนึ่งในบทสวดด้วย เนื่องจากพระเจ้าพิมพิสารหลังจากน้อมถวายวัดเวฬุวันฯ แล้วก็ได้กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญแก่ญาติของพระองค์ในอดีตชาติที่ตายไปแล้วเกิดเป็นเปรตมาขอส่วนบุญ

จากนั้นได้เดินทางไปสวดมนต์นั่งสมาธิที่วิหารพระพุทธรูปองค์ดำ และได้เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยนาลันทาพร้อมถ่ายรูป ด้านหน้าสถูปปรินิพพานของพระสารีบุตรเป็นที่ระลึกก่อนจะเดินทางกลับวัดไทยพุทธคยาเป็นเสร็จสิ้นโปรแกรมวันที่ 2 ธ.ค.

 

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2560 เวลา 09:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/530784

บวชถวายพระสังฆราช ตามรอยบาทพระศาสดา (1)

โดย วรธาร ทัดแก้ว

โครงการอุปสมบทพระภิกษุ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 30 พ.ย.-9 ธ.ค. 2560 ในความริเริ่มและจัดขึ้นของมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม โดยการนำของ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธิฯ ร่วมกับบริษัท การบินไทยสมายล์

ถือเป็นการจัดอุปสมบทหมู่เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลปัจจุบันครั้งแรก ในโอกาสที่พระสังฆบิดรทรงเจริญพระชันษาครบ 91 พระชันษา ในวันที่ 26 มิ.ย. 2561 ทั้งยังเป็นการบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พุทธยา ประเทศอินเดียอีกด้วย

โครงการนี้มีผู้ศรัทธาสมัครเข้าร่วมพิธีอุปสมบทหลากหลาย ประกอบด้วยข้าราชการ อัยการ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ทหาร พนักงานรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ ประชาชน และผู้บริหารบริษัทเอกชน รวมจำนวน 95 คน ผู้สมัครบวชสามเณรอีก 4 รวม 99 คน พร้อมกันนี้มีผู้สมัครบวช ชีพราหมณ์ถวายพระกุศลด้วย 21 คน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในวันที่ 29 พ.ย. ผู้สมัครบรรพชาและอุปสมบททั้ง 99 คน มี ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ ประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เป็นต้น ได้เข้าพิธีปลงผม เข้ารับประทานผ้าไตรจีวร และพระโอวาทจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

จากนั้นวันที่ 30 พ.ย. 2560 คณะโครงการฝ่ายฆราวาสนำโดย ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ ขณะที่พระสงฆ์นำโดยพระเมธีวรญาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ และรักษาการเจ้าอาวาสวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี หัวหน้าพระธรรมวิทยากรประจำโครงการฯ ได้ออกเดินทางไปประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ ประเทศอินเดีย และจาริกไปยังสังเวชนียสถานทั้งสี่แห่ง ตลอดจนสถานที่สำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ระหว่างวันที่ 1-9 ธ.ค. เพื่อศึกษาพุทธจริยาอันควรค่าแก่การน้อมนำมาเป็นหลักในการเป็นพุทธบริษัทที่ดีต่อไป

ในโอกาสนี้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ได้รับโอกาสให้ร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย จึงขอประมวลกิจกรรมอันงดงามที่เกิดขึ้นตลอด 9 วัน ณ ดินแดนพุทธภูมิของพระภิกษุสามเณรในโครงการและคณะ โดยแยกเป็น 4 ตอน 4 สัปดาห์ ด้วยหวังว่าการนำเสนอนี้จะเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนผู้เห็นมหากุศลกรรมนี้แล้วจะเกิดอุตสาหะศรัทธาอันแรงกล้าหันมาใส่ใจ บำรุงรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคงสถาพร และประพฤติตนเป็นชาวพุทธที่ดีสืบต่อไป

พระธรรมโพธิวงศ์ให้การบรรพชา

การบรรพชาไม่ว่าจะประกอบพิธีที่ไหนขอเพียงมีพระอุปัชฌาย์ให้การบรรพชาก็เป็นอันสำเร็จเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา แต่การได้มาบรรพชาภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นไม้ที่พระมหาบุรุษประทับทรงกระทำความเพียรและได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่จะได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีโครงการแบบนี้ถึงมีศรัทธาก็ต้องบอกว่าหาโอกาสยากเต็มที

ทั้ง 99 คนจึงนับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ได้บวชสามเณรภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่ 1 ใน 4 ของสังเวชนียสถานอีกด้วย เหนืออื่นใดคือการได้รับความเมตตาจากพระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ วีรยุทโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาและหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยเริ่มบรรพชาในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 30 พ.ย. เสร็จสิ้นในเวลา 19.00 น. โดยประมาณ จากนั้นประกอบพิธีอุปสมบท (บวชพระ) ต่อ ณ พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

ทว่า เนื่องจากผู้อุปสมบทมีจำนวนถึง 95 รูป การประกอบพิธีอุปสมบทจึงต้องแบ่งเป็น 2 วัน คือ คืนวันที่ 30 พ.ย. ล่วงไปถึงเวลา 02.45 น. และวันที่ 1 ธ.ค. เริ่มเวลา 05.00 น. ไปเสร็จสิ้นในเวลา 11.00 น. โดยประมาณ ดังนั้นจึงต้องมีการสลับพระอุปัชฌาย์ขึ้นทำหน้าที่ 2 รูป ได้แก่ พระธรรมโพธิวงศ์ และพระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

การอุปสมบทครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดพระภิกษุตระกูล “โพธิ” ทั้ง 95 รูป กล่าวคือ ฉายาของทุกรูปจะมีคำว่า “โพธิ” อยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่าคำว่า โพธิ ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ได้รับการบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (โพธิ-ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า-การตรัสรู้ธรรม-ผู้เบิกบานในธรรม) หรือหมายถึงผู้ที่ได้รับการบวชที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย

“คำว่า ‘โพธิ’ ที่ตั้งในฉายาของทุกรูปเป็นความตั้งใจ เพราะถือว่าทุกคนมาบวชภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ บวชที่พุทธคยา สถานที่จริงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พอบวชแล้วก็ไม่ได้เรียกพระนวกะ ธรรมดาๆ แต่เราจะเรียกว่า พระนวกโพธิ ส่วนผู้บวชชีพราหมณ์นั้นก็เรียกว่าชีพรหมโพธิ” พระธรรมโพธิวงศ์อธิบายที่มาของการตั้งฉายาพระในโครงการ

อุปัชฌาย์สอนยกระดับจิตใจ

พระธรรมโพธิวงศ์ได้กล่าวให้โอวาทในวันมอบฉายาบัตรแก่พระนวกโพธิ ณ วัดไทยพุทธคยา ว่า ทุกคนที่มาบวชครั้งนี้ถือว่าได้แสดงความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาที่มีในตนอันเป็นอันสิ่งที่บิดามารดาได้เตรียมการไว้ให้ ซึ่งต้องขอบคุณพ่อแม่ที่ได้เตรียมศาสนาไว้ให้ทุกคนเป็นคนมีศาสนาและมีศาสนาเป็นที่พึ่งในการนำมาปฏิบัติให้รอดพ้นจากกองเพลิงทั้งสาม (โลภะ โทสะ โมหะ)

“นั่นเพราะพ่อแม่ต้องการให้มีพระคุ้มครอบครองลูก พ่อแม่คุ้มครองลูกได้เฉพาะในส่วนของตาเห็น เมื่อเว้นจากตาพ่อแม่ไปแล้วเดินไปตามถนน ไปสู่สถานที่ใดๆ พ่อแม่ก็อาศัยคุณของพระศาสนาช่วยดูแลลูกของท่าน ดูแลลูกของท่านไม่เพียงพอถึงขนาดดูแลหลานของท่าน ดูแลหลานของท่านไม่เพียงพอยังดูแลนามสกุลของท่านที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ด้วย”

พระธรรมโพธิวงศ์ กล่าวสอนต่อว่า การที่ทุกคนได้บวชในครั้งนี้เพราะได้ผู้ใหญ่ที่มีใจประกอบด้วยธรรมะ คือ ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นผู้มีทิศทางการใช้ชีวิตทางโลกที่น่าเคารพและเป็นผู้มีโชคได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจนถ่องแท้ และเมื่อได้ศึกษาแล้วยังใช้ความสามารถของตนนำพระพุทธศาสนามาปรับใช้พร้อมถ่ายทอดให้คนอื่นอีกด้วย

“ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ได้นำพวกเรามาฝากเนื้อฝากตัวเป็นสาวกระดับใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ลูกพระทั้งหลายจงรู้ว่า เราไม่ได้บวชในสถานที่ธรรมดา เราไม่ได้มาไหว้พระธรรมดา เรามาไหว้พระในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ฉะนั้นจะต้องอัพเกรดกาย วาจา ใจของตัวเองให้ดีขึ้น สูงขึ้น

กายคือการเดิน การห่มผ้า ต้องให้ดุจหนึ่งมีตัวอย่างการเข้าเฝ้า หรือการเข้าไปนั่งอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ วาจา การพูดการจาต้องสุภาพสมสมณสารูป บทสวดมนต์ต้องให้คล่องแคล่ว ส่วนใจพยายามเก็บสะสมเอาสิ่งที่เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์กลับไปให้มากที่สุด”

เหตุที่เลือกบวช ณ อินเดีย

ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน โครงการฯ ได้ให้สัมภาษณ์ขณะเป็นพระภิกษุ (ได้รับฉายาว่า ญาณปวรโพธิ) ว่า เคยมาอินเดียประมาณ 20 กว่าครั้ง แต่ไม่เคยบวชที่อินเดีย ครั้งนี้เป็นการบวชที่อินเดียครั้งแรกในชีวิตจึงรู้สึกปีติอย่างมาก

“ในชีวิตอาตมาเคยผ่านการบวช 3 ครั้ง แต่ไม่เคยบวชที่แดนพุทธภูมิเลย ครั้งนี้รู้สึกอิ่มใจเพราะตั้งใจอยู่ว่าถ้ามีโอกาสก็อยากบวชที่อินเดียสักครั้ง พอจัดโครงการนี้เลยรู้สึกว่า ถ้าหากว่าคนที่ไม่เคยมาอินเดียและถ้าเขาได้มาในลักษณะพุทธสาวกเต็มตัวคงจะได้อะไรหลายอย่าง เช่น ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้านั้นมีจริง ได้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นยังเป็นผลปรากฏอยู่จริง

เฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปกุสินาราสถานที่ปรินิพพาน ทุกคนจะได้รู้ว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสก่อนปรินิพพานว่า อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ เธอจงตั้งอยู่ในความไม่ประมาทพร้อมเถิดนั้น หมายถึงว่าพวกเราจะต้องลงมือทำความดีตั้งแต่บัดนี้ นับเป็นนาที นับเป็นชั่วโมง นับเป็นวัน มิใช่นับเป็นปี ผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ อย่างอาตมาอายุ 64 แล้ว ต้องถือว่าไฟกำลังไหม้ศีรษะ จะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ ต้องดับไฟบนศีรษะให้ได้เสียก่อนด้วยการรีบทำความดี ไม่ประมาท นี่คือเหตุผลของการเลือกโครงการบวชที่อินเดีย”

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เผยว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะบวชจนวันนี้อายุ 62 การบวชครั้งจึงถือว่าเป็นบุญพาวาสนาส่งโดยแท้ที่ทำให้มีโอกาสหวนคืนสู่วิถีดั้งเดิมที่ควรจะเป็น

“เดิมผมคงคล้ายคนไทยจำนวนหนึ่ง กับพุทธศาสนาแล้วเหมือนใกล้จนแทบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่กลับอยู่ไกลจนแทบจับแก่นสารไม่ได้ เกิดมาก็ปรากฏช่องทะเบียนราษฎรว่านับถือศาสนาพุทธ ทั้งบ้านอยู่ใกล้วัด ใส่บาตร จำบทสวดมนต์พื้นฐานได้ ทว่ายิ่งโตมีความรู้มีประสบการณ์มากกลับยิ่งห่างไกลศาสนาพุทธในเชิงสารัตถะออกไปทุกที”

คำนูณ เล่าต่อว่า เคยใกล้พระพุทธศาสนายิ่งกว่าคนไทยคนอื่น เกิดอยู่หลังวัดประยุรวงศาวาส มีพ่อเป็นอดีตพระมหาเปรียญ 6 ประโยค แต่กลับซึมซับพระพุทธศาสนาน้อยกว่าที่ควร และให้ความสำคัญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

“การบวชครั้งนี้จึงนับเป็นบุญวาสนาของผมโดยแท้ที่ได้มีโอกาสหวนคืนสู่วิถีดั้งเดิมที่ควรจะเป็น แม้วันนี้ลาสิกขาแล้ว แต่ก็จะพยายามกลับไปใกล้พระพุทธศาสนาที่เป็นแก่นแท้ต่อไปให้มากที่สุด ผมไม่ใช่แค่ต้องการให้การบวชครั้งนี้เป็นเพียงประสบการณ์ล้ำค่าเท่านั้น หากยังต้องการให้เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่น้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มากำกับให้มากกว่าเดิม และให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ด้วย” คำนูณ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามตอน 2 วันอาทิตย์ที่ 24 ธ.ค.

 

คอร์สภาวนาปริญญาโท หนึ่งเดียวในโลกที่ มจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2560 เวลา 09:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/529609

คอร์สภาวนาปริญญาโท หนึ่งเดียวในโลกที่ มจร

โดย สมาน สุดโต

มหาเถรสมาคม (มส.) จับมือ “มจร” มุ่งมั่นนำวิปัสสนาธุระ ตามพระไตรปิฎก ออกประกาศพระพุทธศาสนา เปิดปฐมนิเทศวันพ่อแห่งชาติ ที่วัดพิชยญาติการาม พิสูจน์กัมมัฏฐานพองยุบ เริ่มด้วยบำเพ็ญกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยคณะนิสิตสาขาวิปัสสนาภาวนา ในอุปถัมภ์ทุนโครงการเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยในเวลา 09.30 น. วันที่ 5 ธ.ค. 2560

เมื่อเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แล้ว สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เป็นประธานพิธีปฐมนิเทศ “โครงการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา 7 เดือน” และ “โครงการศึกษาดูงานการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา”ณ ประเทศสหภาพเมียนมา ประจำปีการศึกษา 2560 ได้กล่าวให้โอวาทสรุปความว่า พระอรหันต์สาวกได้รวบรวมร้อยกรองหลักกัมมัฏฐานที่พระบรมศาสดาได้ประทานไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นมีทั้งส่วนที่เป็นสมถกัมมัฏฐานและเป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเฉพาะหมวดธาตุมนสิการ การพิจารณาธาตุ 4 นั้น มีหลักวาโยธาตุ หมายถึงการพิจารณาธาตุลมภายในกาย ประกอบด้วย ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ เป็นต้น รวมทั้งที่พระพุทธองค์ตรัสแสดงไว้ในพระสูตรอื่นๆ มี มหาราหุโลวาทสูตร ที่แสดงถึงการจำแนกธาตุ 4 โดยอาการ 42 ซึ่งนิสิตได้ศึกษาวิธีปฏิบัติมาแล้ว

โครงการนี้กำหนดให้นิสิตได้เข้าปฏิบัติในสำนักที่เป็นต้นแบบพองยุบ ที่มีแนวคำสอนชัดเจนสอดคล้องกับหลักวาโยธาตุ นับว่าเป็นโอกาสดี ที่จะได้ทบทวนพิสูจน์ทั้งส่วนวาโยธาตุที่เคยศึกษาในห้องเรียนกับสำนักต้นแบบพองยุบ ว่ามีความถูกต้องสอดคล้องตามที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกอย่างไรบ้าง ขอให้ตั้งใจศึกษาปฏิบัติให้สำเร็จตามมโนปณิธานทุกรูป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พระเทพสุวรรณเมธี (สุชาติ) รองเจ้าคณะกรุงเทพฯ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม ในฐานะประธานกรรมการบริหารหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ได้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 และเปิดสาขาวิชาพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นมา เมื่อเรียนภาคทฤษฎีแล้วก็เข้าเรียนปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา 7 เดือน แบ่ง 3 ระยะ คือ ปฏิบัติ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมโมลี ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง 4 เดือน และที่วัดนาหลวง 1 เดือน ระยะที่ 3 ระหว่างวันที่ 7 ธ.ค. 2560-6 ก.พ. 2561 รวม 2 เดือน ณ สำนักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนามหาสีสาสนยิกตา ณ สหภาพเมียนมา

พระเมธี ปัญญาวุโธ ตัวแทนนิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา รุ่นที่ 12 ได้กล่าวถวายรายงานว่านิสิตทุกรูป/คนมีกุศลฉันทะในการปฏิบัติธรรมด้วยความตั้งใจ โดยการเจริญสติทั้งสี่อิริยาบถใหญ่ตลอดกลางวันและกลางคืน คือมีสติกำหนดรู้ขณะเดิน ยืน นั่ง นอนและอิริยาบถย่อย มีสติกำหนดรู้ขณะห่มผ้า ฉันอาหารเป็นต้น ทำให้เกิดวิปัสสนาญาณเห็นความทุกข์ปรากฏขึ้นในรูปนามอย่างชัดเจน ได้รับการเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี จากพระภาวนาพิศาลเมธี พระวิปัสสนาจารย์ พระพี่เลี้ยง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ และรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติในโครงการอันเป็นดำริของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์

นอกจากนั้น หลวงพ่อสมเด็จ ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจ ซึ่งนิสิตติดตาตรึงใจกับโอวาทว่า “หลวงพ่อมีความปรารถนาที่จะเดินทางมาให้กำลังใจหลายครั้งแต่มาไม่ได้เพราะสุขภาพ แม้จะเดินทางมาไม่ได้แต่ในทุกๆ วันหลวงพ่อจะส่งกระแสจิตเมตตาให้นิสิตทุกรูป/คนประสบความสำเร็จ มีดวงตาเห็นธรรม”

โอวาทดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นความเมตตาและความเอาใจใส่ในธุระพระศาสนา สร้างขวัญกำลังใจแก่ปฏิบัติธรรมยิ่งนัก

ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม) บ้านนาหลวง ต.คำด้วง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระราชสิทธาจารย์ ประธานสงฆ์วัดนาหลวงพร้อมคณะสงฆ์อย่างดีเยี่ยม

ช่วงที่ 2 ภาคปฏิบัติ ที่วัดนาหลวง นิสิต ทุกรูป/คน ออกธุดงค์สู่ชุมชนเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งเป็นการเดินเท้าเปล่าวันละประมาณ 3-4 กิโลเมตร ทำให้ได้ประสบการณ์และประทับใจ

ช่วงที่ 3 เข้าห้องกรรมฐาน “ปากปิดจิตหยุดท้องพอ” 10 วันก่อนปิดโครงการอบรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น ซึ่งได้รับความเมตตาจากพระราชสิทธาจารย์มาสอบอารมณ์ โดยการแสดงธรรมเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เพราะสามารถแก้อารมณ์อย่างถูก ตรง ทำให้ผู้ปฏิบัติมีความสงบเย็น วิปัสสนาญาณเพิ่มพูนตามอินทรีย์ของแต่ละท่าน

สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่เหลืออีก 2 เดือน ณ สำนักมหาสีสาสนเยกต่า ประเทศสหภาพเมียนมานั้น นิสิตทั้งมวล 64 ชีวิต จะตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยกุศลฉันทะอย่างจริงจัง สมดังเจตนารมณ์ที่หลวงพ่อปรารถนาจะให้มีผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบทอด คงอยู่แก่อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป

รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล บอกว่าหลักสูตรของ มจร นี้เป็นแห่งเดียวในโลกที่สอนวิปัสสนาภาวนา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติทั้งในและนอกประเทศจบแล้วเป็นมหาบัณฑิต ถ้าสนใจสมัครเรียน ขอรายละเอียดได้ที่ 08-1943-2665

 

คณะสงฆ์วัดอรุณฯ และญี่ปุ่น ร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลถวายรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2560 เวลา 13:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/528548

คณะสงฆ์วัดอรุณฯ และญี่ปุ่น ร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลถวายรัชกาลที่ 9

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์วัดอรุณราชวราราม และคณะสงห์มหายานแห่งประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ วัดพระอุโบสถวัดอรุณราชวราราม เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2560

พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวว่า การที่คณะสงฆ์ 2 ฝ่าย ร่วมจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลครั้งนี้ เพราะคณะสงฆ์ของญี่ปุ่นให้ความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก ในขณะที่สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยก็มีการเสด็จฯ ไปเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศญี่ปุ่นมาโดยตลอดตั้งแต่อดีต เช่น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระบรมวงศานุวงศ์ของ 2 ประเทศ เสด็จฯ เยี่ยมเยียนกันเสมอ

ในฐานะที่คณะสงฆ์มหายานมาเป็นคณะใหญ่ และอย่างเป็นทางการ คณะสงฆ์วัดอรุณฯ จึงจัดพิธีต้อนรับคณะทั้งหมดอย่างสมเกียรติ และถือว่าเป็นงานยิ่งใหญ่แห่งปี 2560

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คณะสงฆ์จากญี่ปุ่น ได้แก่ คณะสงฆ์นิกายชินงอน ปูซาน นำโดยพระธรรมาจารย์ใหญ่ ทาชิโร่ โกเกียว และ ศ.โอซุกะ โนบุโอะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยไทโซ พร้อมคณะ จำนวน 80 ท่าน

ก่อนมีพิธีต้อนรับที่วัดอรุณฯ นั้น คณะสงฆ์จากญี่ปุ่นและคณะผู้แทนมหาวิทยาลัยไทโซ เดินทางไปสวดมนต์อุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และชมนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระเถระวัดอรุณฯ ที่ให้การต้อนรับผู้มาเยือนระดับวีไอพีจากญี่ปุ่น ได้แก่ พระเทพเมธี (สมเกียรติ โกวิโท ป.ธ.9) รักษาการเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร และคณะสงฆ์ของวัดออรุณฯ

ก่อนที่จะประกอบพิธีอย่างเป็นทางการ คณะสงฆ์จากประเทศญี่ปุ่นและคณะสงฆ์วัดอรุณฯ ได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ภาพหมู่ชุดนี้น่าจะต้องเป็นภาพแห่งความทรงจำของผู้มาเยือน เพราะแบ็กกราวด์เป็นพระปรางค์วัดอรุณฯ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คของประเทศไทยที่งดงามสุดพรรณนาและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

เมื่อเสร็จภารกิจจากการถ่ายภาพ คณะสงฆ์ไทยและญี่ปุ่นได้บำเพ็ญกุศล 2 ประการ เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คือ สาธยายพระสูตรในพระอุโบสถ และถวายพระพุทธรูปปางสมาธิ พุทธลักษณะแบบมหายานที่บริเวณพระปรางค์

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า การเดินทางมาของคณะนิกายชินงอน ปูซาน นำโดยพระธรรมาจารย์ใหญ่ ทาชิโร่ โกเกียว และ ศ.โอซุกะ โนบุโอะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยไทโซ จากประเทศญี่ปุ่น อีกจุดประสงค์หนึ่ง ได้แก่ ร่วมฉลอง 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ในส่วนมหาวิทยาลัยไทโช ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับ มจร ก็ได้มีการลงนามความร่วมมือกับ มจร ใน 3 หลักการ กล่าวคือ 1.ความร่วมมือทางวิชาการ และการทำกิจกรรมร่วมกันในทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งจะให้มีการแลกเปลี่ยนงานวิจัยและนักวิจัยซึ่งกันและกัน 2.ส่งเสริมและร่วมมือกันผลิตงานทางวิชาการและการศึกษานานาชาติที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม และ 3.ความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคม หรือ Social Services เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า การร่วมมือทางด้านวิชาการและบริการทางสังคมของทั้งสองมหาวิทยาลัยจะทำให้กิจกรรมของคณะสงฆ์เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

 

พระมหากรุณาเล่าเรื่องคุณทองแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2560 เวลา 12:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/528546

พระมหากรุณาเล่าเรื่องคุณทองแดง

โดย…ส.สต

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเล่าเรื่องคุณทองแดงให้ นิคม มูสิกะคามะ อธิบดีกรมศิลปากร (พ.ศ. 2540–2542) กับคณะที่เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานความคืบหน้าการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระพุทธรัตนสถาน ตามแนวพระราชดำริ ว่าฉันมีสุนัขตัวหนึ่ง ได้มาจากต่างจังหวัด หางมีสีขาว จมูกก็เป็นจุดมีสีขาว ชื่อทองคำ ส่วนอีกตัวเป็นสีแดง หน้าย่นยู่ ตัวระหง ขายาว โตขึ้นหางม้วน จำได้ว่าตำรวจสุนัขมีสุนัขแอฟริกันมาจากบรรพบุรุษสืบทอด 3,900 ปีมาแล้ว เดิมมาจากคองโก ได้ตกทอดชาติพันธุ์มา 1,900 ปีก่อนคริสตกาล เห็นภาพอยู่ในพีระมิดฟาโรห์ เป็นสุนัขหางม้วน สุนัขอียิปต์อนูบิสเป็นเทพ

ส่วนสุนัขที่มีอยู่เป็นธรรมดา ชอบวางมือไขว้หน้า แม่มันก็เหมือนกัน นี่มีน้องอีก 2-3 ตัว หางม้วนเกือบทั้งนั้น แต่แม่ไม่ม้วน วันหนึ่งเทศบาลเขาจับตัวแม่ไป แล้วเอาไป 8 ตัว กลับมามี 9 ตัว

แม่ของทองแดงเป็นหมาเทศ คือ “เทศบาล” เรียกคุณนายแดง อยู่ในวัง ส่วนลูกเป็นคุณทองแดง ได้รับใช้ใกล้ชิด ลงท้ายทองแดงจงรักภักดีมาก เวลาไปไหนกลับมา เขารีบเข้ามาหา มารับ วิ่งขึ้นวิ่งลง มาอยู่ใต้โต๊ะ เขาไม่เห่า กลางวันเขาจะเดินวนเวียนอยู่ห่างๆ ส่วนกลางคืนจะอยู่ใกล้ชิด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

– ที่เล่าให้ฟัง ไม่ใช่ว่าจะให้เขียนรูปสุนัข แต่เพื่อให้เข้าใจว่า ภาพเขียนไม่ใช่จะอยู่แค่วันสองวัน เช่นภาพเขียนในพีระมิดของอียิปต์ แม้เวลาจะเป็นพันๆ ปี ก็ยังคงอยู่

– พูดถึงศิลปินเขียนภาพพระมหาชนก เขาก็เป็นศิลปิน แสดงอะไรๆ เฟื่องๆ เขียนรูปขายราคาเป็นแสนๆ ถ้าพูดไม่ถูกใจก็ไม่ทำ แต่ถ้าถูกใจเป็นหมื่นก็ทำให้ เขาก็เป็นศิลปินแท้

จากนั้นเวลา 18.45 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัยและทรงขอบใจกรมศิลปากรที่ตั้งใจปฏิบัติตามพระราชประสงค์ ทรงอวยพรให้สำเร็จด้วยดี แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเมื่อคณะกรรมการศิลปากรได้รับพระราชทานแนวพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใส่เกล้าใส่กระหม่อมแล้ว นายนิคม มูสิกะคามะ ได้มอบหมายภารกิจสำคัญนี้ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดรับดำเนินการต่อ เนื่องจากเกษียณอายุราชการ

นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรแทน ได้สืบสานภารกิจอันสำคัญนี้ต่อมา

(จากหนังสือจิตรกรรมฝาผนัง พระพุทธรัตนสถาน ตามแนวพระราชดำริ จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร)

ส่วนคุณทองแดงได้เสียชีวิต ณ วังไกลกังวล เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2558 ร่างอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตรศาสตร์ หัวหิน รวมอายุได้ 17 ปี 1 เดือน 19 วันต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2558 โปรดเกล้าฯ ให้ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน นำเถ้ากระดูกคุณทองแดงมาทำพิธีทางศาสนาและบรรจุใต้ฐานอนุสาวรีย์คุณทองแดง ในศูนย์รักษ์สุนัขหัวหิน ณ ที่ตั้งพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง นั้น มีรูปปั้นคุณทองแดงคู่กับโจโฉ ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งทรงธรรม หุ่นปั้นนี้ออกแบบโดยกรมศิลปากร