ดีแทคยันไลน์โมบาย ไม่เป็น’เอ็มวีเอ็นโอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 06:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517487

ดีแทคยันไลน์โมบาย ไม่เป็น'เอ็มวีเอ็นโอ'

ดีแทคยันไลน์ โมบายไม่ใช่เอ็มวีเอ็นโอ ระบุเป็นแบรนด์ที่สอง รับยุทธศาสตร์สู่การให้บริการดิจิทัลปี 2563

นายแอนดริว กวาลเซท รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดิจิทัล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า กรณีการเปิดตัวไลน์ โมบาย ให้บริการผ่านดีแทค ไตรเน็ต โดยร่วมมือกับ ไลน์ ประเทศไทย เป็นบริการที่ดำเนินการโดยดีแทค ที่อยู่บนกฎระเบียบและข้อบังคับโทรคมนาคม บริษัทขอยืนยันว่าไม่ใช่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนโครงข่ายเสมือน (Mobile Virtual Network Operator : MVNO) จากรับใบอนุญาตซึ่งขายส่งเพื่อไปให้บริการ เพราะไลน์ โมบาย เป็นแบรนด์ที่สองของดีแทค ซึ่งดีแทคเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตและมีโครงข่ายของตัวเอง (MNO)

ทั้งนี้ ไลน์ โมบาย ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า 1.5% ให้กับไลน์ และค่าบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการสังคม (USO) 2.5% ให้กับ กสทช.อย่างไรก็ตามการให้บริการ 2 แบรนด์ของโอเปอเรเตอร์ พบว่าปี 2557 ข้อมูลจาก จีเอสเอ็มเอ ระบุว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั่วโลกมีการใช้กลยุทธ์แบรนด์ที่สอง กว่า 260 แบรนด์ กับตลาดมือถือที่เริ่มอิ่มตัว

นอกจากนี้ ไลน์ โมบาย ไม่ใช่แบรนด์แรกที่ดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวในไทย โดยมี ยู โมบาย (You Mobile) ของเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการ สำหรับไลน์ โมบาย ออกมาตามนโยบายของดีแทควางเป้าหมายปี 2563 จากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือก้าวไปสู่ผู้บริการทางด้านดิจิทัล รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เข้าสู่ดิจิทัล ช่วงทดลองใช้บริการไลน์ โมบาย มีผู้ใช้กว่า 1 หมื่นราย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับพฤติกรรมคนไทย การใช้งานโซเชียลมีเดียติดอันดับโลก อาทิ ผู้ใช้ไลน์ 41 ล้านราย สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมียอดขายผ่านออนไลน์ 5% และน้อยกว่า 15% ของบริการลูกค้าทำผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการต้องตอบสนองความต้องการตลาดได้ช้า โดยดีแทคได้ตั้งหน่วยงานดิจิทัล กรุ๊ป มีแบรนด์ไลน์ โมบายเป็นสินค้า ตั้งเป้าปี 2563 คือยอดขายโทรคมนาคมบนออนไลน์เป็น 40% และให้บริการลูกค้าผ่านออนไลน์เป็น 80%

 

มือถือระดับกลางแข่งดุ หวังงานอีเวนต์ช่วยดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 05:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517394

มือถือระดับกลางแข่งดุ หวังงานอีเวนต์ช่วยดัน

กระแสการจัดงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป ที่ปีนี้ขยับขึ้นมาเร็วกว่าเดิม เพราะงานพระราชพิธีและการงดทำตลาดทุกรูปแบบในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ทำให้ภาคธุรกิจไอที เช่น สมาร์ทโฟน โอเปอเรเตอร์ และแอกเซสซอรี่ แข่งกันลดแลกแจกแถมอย่างเต็มที่ก่อนสภาพตลาดจะเข้าบรรยากาศไว้อาลัย

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเป็นที่น่าพอใจ คาดจะมียอดเงินสะพัดในงานกว่า 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 10% ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 7 แสนคน

ด้วยเทรนด์สมาร์ทโฟนรูปแบบใหม่ทั้งกล้องคู่ หน้าจอกว้างไร้ขอบและระบบปฏิบัติการใหม่ ต่างก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคที่กำลังต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่น่าจะมาจับจ่ายในงานนี้ อีกทั้งเป็นจังหวะที่ค่ายยักษ์ใหญ่ระดับโลกมีรุ่นแฟล็กชิปเข้ามาทำตลาด รวมทั้งของแถมภายในงานก็จัดเต็มทุกค่าย จึงน่าจะเป็นสีสันสำคัญของงานสิ้นปีครั้งนี้

ทั้งนี้ ค่ายมือถือส่วนใหญ่ล้วนส่งสินค้าราคาระดับกลาง ตั้งแต่ 7,000-1 หมื่นบาท เข้ามาทำตลาดมากขึ้น เพราะทุกค่ายมีการเก็บข้อมูลมาว่าเป็นช่วงราคาที่เหมาะกับกำลังซื้อของผู้บริโภค จะมีก็เพียงฟีเจอร์โฟนรายเดียวอย่าง โนเกีย ที่ส่งรุ่น 3310 ราคา 1,790 บาท เข้ามาทำตลาด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ซานดีฟ กุพทา ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาค บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล กล่าวว่า ตลาดฟีเจอร์โฟนในไทยมีกว่า 5 ล้านเครื่องทุกปี เฉลี่ยทุกแบรนด์ขายได้ 1 ล้านเครื่อง/เดือน บริษัทเชื่อว่ายังมีผู้บริโภคที่ต้องการสินค้ากลุ่มนี้ ถึงแม้จะเป็นฟีเจอร์โฟนที่ใช้งาน 3จี เพื่อเป็นเครื่องสำรองหรือเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องที่สอง

ทางด้าน วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลค โทรนิคส์ กล่าวว่า บริษัทไม่กังวล เรื่องยอดขาย เพราะรุ่นแฟล็กชิปสามารถขายได้ทะลุเป้าที่วางไว้ ส่วนรุ่นที่มาขายในงานก็พยายามจะนำเสนอนวัตกรรมและเทรนด์ใหม่ๆ อย่างสังคมไร้เงินสด กาแล็คซี่กิฟต์ รวมทั้งกำลังพัฒนาระบบกิฟต์การ์ดร่วมกับพาร์ตเนอร์เพื่อให้เติมเงิน ซื้อของผ่านมือถือในวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาทได้

อีกหนึ่งมือถือรายใหม่อย่าง จีโอนี (GIONEE) หยู ป่าวชิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีโอนี ไทยแลนด์ กล่าวว่า บริษัทเป็นรายใหม่ที่เพิ่งมาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ ทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท ทำตลาดและสร้างแบรนด์ คาดว่าจะขึ้นเป็นท็อป 4 ในไทยประมาณปลายปีหน้า

ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว้าทุกค่ายต่างจัดหนักโปรโมชั่นเพื่อสะสมยอดขายให้ได้มากไว้ก่อน เพราะผ่านเดือน ต.ค.ไปแล้วยังไม่รู้ว่าตลาดจะกลับมาคึกคักได้เมื่อไหร่

ถ่ายปุ๊บ ปริ้นท์ปั๊บ! กล้องโพลารอยด์ดิจิทัล Kodak Printomatic

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 10:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517302

ถ่ายปุ๊บ ปริ้นท์ปั๊บ! กล้องโพลารอยด์ดิจิทัล Kodak Printomatic

กล้องดิจิทัลพกพา Kodak Printomatic ที่ถ่ายออกมาแล้วสามารถปรินท์ภาพได้ทันที
คล้ายกับกล้องโพลารอยด์ เพื่อช่วยบันทึกความทรงจำดีๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ตำนานกล้องและฟิล์ม Kodak ได้กลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง ด้วยการเปิดเปิดตัว
Kodak Printomatic กล้องดิจิทัลขนาดพกพาในกลุ่ม Instant Camera หรือกล้องพกพาที่ถ่ายแล้วสามารถปรินท์ภาพออกมาได้ทันที
คล้ายกับกล้องโพลารอยด์ที่รู้จักกันดี

สำหรับฟังก์ชั่นหลักๆ ของ Kodak Printomatic
คือความละเอียด 10 ล้านพิกเซล มีแฟลชในตัว ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นแบตในตัว
ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ โดยจะมีตัวแจ้งสถานะแบตเตอรี่ สถานะการปรินท์รูป
และช่องไมโครเอสดีการ์ด ส่วนโหมดถ่ายภาพมีให้เลือกสองโหมด คือ สีสันสดใส
และภาพขาวดำ

ส่วนขั้นตอนการใช้งาน ก็ง่ายๆ เพียงแค่ผู้ใช้กดถ่ายรูป กล้องก็จะสั่งพิมพ์ภาพดังลงบนกระดาษ
Zink หรือกระดาษไร้หมึก ขนาด 2×3 นิ้ว ทันที โดยกระดาษดังกล่าวมีความพิเศษคือ
ตัวกระดาษจะบรรจุแม่สีหลักลงไปในเนื้อกระดาษ
ทำให้ในตัวกล้องไม่จำเป็นต้องมีตลับหมึก
แถมยังทำให้รูปที่ปริ้นท์ออกมามีสีสันสวยงาม ทั้งยังป้องกันน้ำ และทนทานต่อการฉีกขาดอีกด้วย

ตัวกล้องมาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีให้เลือก 2 สี
คือสีเหลืองคลาสสิคแบบฉบับ Kodak และสีเทาฟ้า
เริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐปลายเดือนกันยายนนี้ ราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 69 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ
หรือประมาณ 2,000 กว่าบาท โดยในกล่องจะมีสายเคเบิล การ์ดความจำ และกระดาษปรินท์ภาพจำนวน
10 แผ่นมาให้ด้วย
หากต้องการซื้อเพิ่มจะมีวางขายในราคา 20 แผ่น 300 บาท และ 50 แผ่น 600 บาท

ที่มา: Theverge.com

ภาพ: Kodak

 

‘กูเกิล’ยอมแยกธุรกิจเอาใจอียูสอบผูกขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 07:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517283

'กูเกิล'ยอมแยกธุรกิจเอาใจอียูสอบผูกขาด

กูเกิลประกาศแยกบริการ “กูเกิล ช็อปปิ้ง” หวังแก้ปัญหาผูกขาดตลาด หลังยุโรปกดดันหนัก

บลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า กูเกิล บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐ จะแยกบริการ กูเกิล ช็อปปิ้ง ออกมาจากธุรกิจเสิร์ชเอนจิ้น และบริหารงานแยกโดยเฉพาะ หลังกูเกิลถูกคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) สั่งปรับวงเงิน 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.9 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กรณีผูกขาดตลาดจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบหน้าแสดงผลการค้นหาของเสิร์ชเอนจิ้น ให้เน้นแสดงบริการช็อปปิ้งของบริษัทเป็นหลัก

ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ให้เวลากูเกิลแก้ปัญหาการผูกขาดตลาดดังกล่าวภายในวันที่ 28 ก.ย. หากไม่สามารถทำได้กูเกิลต้องเสียค่าปรับเพิ่มกว่า 5% จากรายได้ต่อวัน

นอกจากแยกบริการช็อปปิ้งแล้ว ก่อนหน้านี้บริษัทระบุว่าจะปรับเปลี่ยนระบบการแสดงโฆษณาบนหน้าผลการค้นหา โดยจะเปิดให้ธุรกิจต่างๆ สามารถแข่งขันประมูลพื้นที่โฆษณา 10 จุด อย่างไรก็ดี กูเกิลเปิดเผยว่า บริการช็อปปิ้งของบริษัทจะเข้าร่วมประมูลพื้นที่โฆษณาดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยไม่รับเงินสนับสนุนจากบริษัทแม่

 

‘ทวิตเตอร์’ เล็งเพิ่มส่งข้อความ 280 ตัวอักษร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 18:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517181

'ทวิตเตอร์' เล็งเพิ่มส่งข้อความ 280 ตัวอักษร

ทวิตเตอร์ทดลองให้ผู้ใช้ทวีตข้อความได้มากถึง 280 ตัวอักษรเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า หวังดึงดูดความสนใจผู้ใช้ แต่โลกออนไลน์หวั่น”ทรัมป์”ทวีตกระจาย

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า – สื่อสังคมออนไลน์อย่าง’ทวิตเตอร์’ แถลงเมื่อวันอังคาร (26 ก.ย.) ที่ผ่านมาว่า ได้ทำการทดลองให้ผู้ใช้งานสามารถทวีตข้อความเพิ่่มขึ้นจาก 140 เป็น 280 ตัวอักษร

อลิซา โรสเซน ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของทวิตเตอร์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “งานวิจัยของบริษัทระบุว่า การจำกัดตัวอักษรเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีปัญหากับการทวีตด้วยภาษาญี่ปุ่น แต่หากมองตลาดในภาพรวม การที่ประชาชนไม่ต้องบีบความคิดลงมาอยู่แค่ 140 ตัว ทั้งๆ ที่ยังมีที่ให้ขยายได้ ก็น่าจะทำให้คนใช้ทวิตเตอร์มากขึ้น”

ทั้งนี้ ยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจนว่าทวิตเตอร์จะเริ่มปรับการให้บริการทวีตข้อความเป็น 280 ตัวอักษรเมื่อใด แต่กระแสการตอบรับของโลกออนไลน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คงจะใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือแสดงความคิดเห็นก้าวร้าวได้ยาวมากขึ้นแน่นอน

 

แจ็คส่งเถาเป่าผนึกลาซาด้าเจาะอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516869

แจ็คส่งเถาเป่าผนึกลาซาด้าเจาะอาเซียน

อี-คอมเมิร์ซแข่งดุ ลาซาด้าช่วยอาลีบาบาดึงสินค้าเถาเป่าเจาะตลาดอาเซียนเพิ่ม

เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ในอาเซียน ลาซาด้า เตรียมนำสินค้าที่วางขายในเถาเป่า แพลตฟอร์มค้าออนไลน์จากอาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซจากจีน เข้าบุกตลาดอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หลังเริ่มเจาะตลาดสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยลาซาด้าจะเลือกสินค้าของเถาเป่ามาวางขายในเว็บไซต์ลาซาด้าในหมวดหมู่ที่ชื่อ “เถาเป่า คอลเลกชั่น”

ลาซาด้าจะเป็นผู้เลือกผลิตภัณฑ์จากเถาเป่าที่สอดคล้องกับความนิยมของท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ รวมถึงจะเพิ่มคำบรรยายสินค้าเป็นภาษาท้องถิ่นด้วย

ก่อนหน้านี้ ลาซาด้าได้นำสินค้าจากเถาเป่าไปเจาะตลาดสิงคโปร์และมาเลเซียเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยในหมวดหมู่ “เถาเป่า คอลเลกชั่น” ของสิงคโปร์นั้น มีเนื้อความเป็นภาษาอังกฤษ และยังกำหนดค่าส่งในอัตราคงที่ ที่ 2.99 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 72 บาท) รวมถึงสามารถติดตามการจัดส่งผ่านแพลตฟอร์มของลาซาด้าได้

ทั้งนี้ การเติบโตของชนชั้นกลางในอาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน กำลังดึงดูดการลงทุนด้านการค้าออนไลน์จากทั่วโลก เช่น อเมซอน อิงค์ จากสหรัฐ ซึ่งเปิดตัวบริการส่งด่วน ไพรม์ นาว ในสิงคโปร์ไปเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และ เจดี ดอต คอม อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 2 จากจีนที่จับมือเป็นพันธมิตรกับกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศไทย

 

ใครควรจะอยู่ ใครน่าจะไป (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 14:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516514

ใครควรจะอยู่ ใครน่าจะไป (2)

โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลยpiangor@hotmail.com

และแล้วสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ก็มาถึงเร็วกว่ากำหนด (ต่อจากบทความก่อน)…

องค์กรแรงงานโลก บอกว่า ในอนาคตแรงงานประเทศอาเซียนจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะตกงานกันเป็นเบือ เพราะการมาของเทคโนโลยีใหม่ 3 อย่าง คือ Robotic (หุ่นยนต์ผลิตแทนคน) Automation (ระบบอัตโนมัติในการผลิต) และ 3D printing (การพิมพ์แบบ 3 มิติ ที่ทำสำเนาผลิตของออกมาเป็นชิ้นๆ ได้เลย)… วันนั้นมาถึงแล้วค่ะ ณ โรงงานแห่งหนึ่งในไทย ที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตสินค้าระดับสูงที่อยู่เหนือขีดความสามารถทางสายตาหรือการหยิบจับของมนุษย์จะจัดการได้ เช่น การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่บรรจุวงจรขนาดเล็กมากเท่ากับปลายปากกา 0.7 มิลลิเมตร ไว้ภายในเท่านั้น!

เป็นเครื่องจักรที่มีความฉลาดล้ำ เป็น “ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence) ของจริงเพิ่งประกอบเสร็จใหม่ๆ ส่งตรงมาจากเกาหลี 2 สัปดาห์ก่อน ในโรงงานซึ่งเป็น ที่ทำงานเดิมและปัจจุบันนี้ “เชกา” ก็ยังไปให้คำปรึกษาอยู่ค่ะ โรงงานทดลองสั่งประกอบเอา มาใช้ 1 เครื่อง ในราคาเครื่องละ 3.5 ล้านบาท แต่สามารถทำงานแทนพนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้าได้ถึง 15 คน!

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้วยความที่ต้องการประเมินสถานภาพของพนักงาน 15 คน ที่ถือว่าเป็นสหายเก่า จึงได้ไปคุยกับกลุ่มวิศวกรเกาหลีที่เข้ามาติดตั้งเครื่อง ว่ามันทำงานอย่างไร เลยได้รู้ว่า ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์มาเคาะประตูรออยู่ที่หน้าบ้านเราแล้ว… เครื่องตรวจสอบนี้มีกลไกการทำงานโดยเริ่มต้นจากการสร้างความรู้ที่ป้อนเข้าไปว่า อะไรคือถูก อะไรคือผิด ป้อนต้นแบบลักษณะสินค้าที่เป็นของดีเข้าไป และวิศวกรซอฟต์แวร์จะกำหนดพื้นที่จุดต่างๆ ของชิ้นงานด้วยโปรแกรมควบคุมการมองเห็น (Vision) ของเครื่อง ออกมาเป็นภาพ (Image) ว่าแต่ละส่วนมีสีสันอย่างไร สว่างมืดอยู่ระหว่างเท่าไร ขนาดขอบเขตเท่าไร สินค้าทุกชิ้นที่วิ่งตามรางผ่านเข้ามาในจอภาพจะได้รับการประมวลผลตามสเปก…ชิ้นที่มีภาพนอกเหนือจากคุณสมบัติที่กำหนดไว้จะถูกบันทึกลงฐานข้อมูลและทำเครื่องหมายไว้ว่าเป็นของเสีย เพื่อคนจะได้กลับมากำจัดมันทิ้งไป…

โดยภาพรวม หากใช้มนุษย์ในการตรวจสอบ มนุษย์ก็ต้องเปรียบเทียบสิ่งที่สายตาตนเองเห็นและประมวลผลในสมอง เปรียบเทียบกับภาพและสิ่งที่ตนเองรู้อยู่ก่อน ว่าของชิ้นนั้นดีหรือเสีย มนุษย์ทำได้อย่างไร เครื่องจักรก็ทำได้อย่างนั้น นอกจากนี้เครื่องยังสามารถส่งข้อมูลต่อเข้าระบบการผลิตที่เชื่อมโยงถึงกัน เมื่อใดที่ตรวจพบของเสียมากกว่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ เครื่องจักรสมองกลจะสั่งการไปยังเครื่องจักรที่อยู่ก่อนหน้าให้หยุดการผลิตทันทีก่อนที่จะเสียหายไปมากกว่านี้…คนที่เคยทำงานตรงนี้ไม่ต้องคิดประเมินสถานการณ์ให้ยุ่งยากอีก ต่อไป เหลือภารกิจเพียงแค่วิ่งมาดูเครื่องจักรที่หยุดแล้วเท่านั้นเองค่ะ

เครื่องจักรตัวนี้บริษัทเกาหลีที่อยู่ในโซนเทคโนโลยีในเมืองแดจอนเป็นผู้รับจ้างผลิต บริษัทนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิทยาศาสตร์ ชั้นสูงแห่งเกาหลี (Korea Advanced Institute of Science and Technology หรือ KAIST) มาเป็นที่ปรึกษา… KAIST เป็นสถาบันอุดม ศึกษาเดียวของเกาหลีที่ดูแลโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแทนที่จะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิต นักวิทยาศาสตร์และวิศวกร ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-โท-เอก ที่มีความสามารถสูงให้กับองค์กรต่างๆ ในเกาหลี

การสร้างเครื่องจักรไม่ได้ใช้เวลานานเลยค่ะ ใช้เวลาประกอบแค่ 2 เดือนครึ่ง ก็สร้างเสร็จ แต่ก่อนหน้านั้นต้องใช้เวลาในการประชุมสรุปความต้องการของลูกค้า 4 เดือนกว่า ถึงจะได้ข้อสรุปในการออกแบบฟังก์ชั่นการทำงานที่ถูกต้องตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้างได้…งานนี้ มองเห็นผลกระทบในวงกว้างของจริง เพราะนอกจากจะลดคนได้ทันที 15 คน/เครื่อง หากติดตั้งทุกสายการผลิต 5 เครื่อง ก็จบเลย คนจะหายไป 75 คนทันที ยังมีระยะเวลาคืนทุนเพียงแค่ 12 เดือนเศษๆ เท่านั้น!

ในแง่คุณภาพ เครื่องจักรยังทำงานได้ถูกต้องแม่นยำถึง 100% ในขณะที่หากใช้คนตรวจสอบกลับมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากสินค้าที่ต้องตรวจมีขนาดเล็กมาก ต้องใช้แว่นขยายขนาด 10 เท่า สายตาคนจึงจะพอมองเห็นได้ ที่ผ่านมาคนของเราตรวจสินค้าของเสียผ่านออกไปเยอะ จนทำให้ประธานบริษัทต้องบินด่วนไปเกาหลี เพื่อเข้าชี้แจงข้อผิดพลาดกับผู้บริหารของซัมซองที่เป็นลูกค้า จึงทำให้บริษัทต้องตัดสินใจใช้เครื่องจักรแทนคน ปัจจุบันก็แก่ๆ กันแล้ว นั่งทำงานตรวจคุณภาพสินค้ามานานเกือบจะ 20 กว่าปี เกือบจะเท่าอายุของบริษัท ความสามารถทางร่างกายและสายตาก็ถดถอยลงไปเยอะ เรียกว่า Physical Deterioration ที่มาในรูปของหู ตา และความว่องไวเสื่อมถอยตามอายุและการใช้งาน

นี่ละค่ะ จึงกลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข หากสร้างลักษณะงานใหม่ขึ้นมาไม่ได้ก็ต้องมีการคัดสรรคนที่จะ “เชิญให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านพร้อมกับเงินจูงใจติดกระเป๋าไปเริ่มต้น ชีวิตใหม่”…ตอนนี้เทคโนโลยีกระทบชีวิตมนุษย์เกือบทั้งหมดในบริษัทที่ใช้เครื่องจักรเป็น Capital หลักในการสร้างรายได้ ที่เชื่อกันว่าบรรษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปหาประเทศที่ต้นทุนแรงงานที่ถูกลงนั้น เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเกิดกับโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับต่ำ และระดับกลาง แต่บรรษัทที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับสูงที่ยังเลือกเมืองไทยอยู่ ก็นำ ระบบอัตโนมัติต่างๆ มาใช้ทดแทนคน… ผลคือ คนก็ยังตกงานอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทนำเครื่องจักรเข้ามาแทนที่ หรือใช้ทางเลือกอื่นหากยังไม่สามารถหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้ เช่น การผลัดเปลี่ยนคนที่ความสามารถลดลงด้วยอายุที่สูงวัยขึ้น แล้วรับพนักงานหนุ่มสาวเข้ามาใหม่ จะได้ลดอายุขององค์กรให้เด็กลงด้วย ได้ความสด ไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ ด้วย …แต่บริษัทยังต้องรักษาคนที่เป็นหัวกะทิอยู่ทำงานต่อ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและความสูญเสียด้านคุณภาพและบริการ แล้ว “ใครควรจะอยู่ ใครควรจะไป”…คำถามนี้ ฝ่าย HR สรุปกันมาตามหลักปฏิบัติทั่วไปว่า “ใช้ผลการทำงานเป็นตัวชี้วัดสิ” แล้วหากคนเหล่านี้เป็นกลุ่ม Expert ที่มีประสบการณ์นานกว่า 20 ปี จะวัดกันยังไงล่ะ… คิดให้ถี่ถ้วนจริงจังในเชิงการบริหารสินทรัพย์ (Asset Management) มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกค่ะ…

 

ช่อง8ค้านทีวีดิจิทัลคืนสัมปทานหลังขาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516539

ช่อง8ค้านทีวีดิจิทัลคืนสัมปทานหลังขาดทุน

ผู้บริหารช่อง 8 ขวางคืนไลเซนส์ทีวีดิจิทัล ชี้ไม่ใช่ทางออกที่ถูก แนะรัฐปฏิบัติตามกฎหมาย

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส ผู้ดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 เปิดเผยว่า กรณีที่มีผู้ประกอบการส่วนหนึ่งจะขอคืนใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล หรือไลเซนส์ โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับความพยายามจะผลักดันให้มีการใช้มาตรา 44 เพื่อเปิดช่องให้คืนไลเซนส์ทีวีดิจิทัล เพราะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องและต้องคิดให้รอบคอบ เนื่องจากผู้ประกอบการทุกรายมีการวางแผนธุรกิจตามเงื่อนไขข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (TOR) ตอนเข้าประมูล หากไปแก้ไขกติกาอาจทำให้เกิดผลได้ผลเสีย และเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางราย

นอกจากนี้ ยังทำรัฐเสียรายได้ ซึ่งในส่วนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสื่อตอนนี้ต้องมองเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจที่ต้องมีทั้งผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จและยังไม่สำเร็จ หากการดำเนินธุรกิจมีปัญหาก็ต้องแก้กันไป แต่หากจะมีมาตรการเข้ามาช่วยผู้ประกอบการจริงๆ ควรคิดแนวทางที่ทั่วถึงกับผู้ประกอบการทุกราย เพราะความจริงในสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรง ผู้ประกอบการทุกรายก็เจอเช่นเดียวกัน

“ตอนนี้ผู้ประกอบการจะพยายามหาทางออกให้กับสถานการณ์ที่ยากลำบากของตัวเองตามวิถีทางธุรกิจ ดังที่เห็นการหาทุนใหม่ของหลายๆ ช่องเพื่อดำเนินการต่อไปได้เอง ดังนั้นภาครัฐควรมีบทบาทหน้าที่ กำกับ ดูแล และสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็ต้องระวังการทำให้เกิดผลกระทบกับการแข่งขันและการสร้างปัญหาใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการเพราะธุรกิจทีวีดิจิทัลเป็นการลงทุนเผาเงินทิ้งทุกวินาที ไม่เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจขาดทุน ไปไม่รอด ก็ยังมีทรัพย์สินที่เป็นสิ่งปลูกสร้างเหลือให้เห็นและมาปัดฝุ่นทำต่อได้”นายสุรชัย กล่าว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าใครจะจอดและใครจะไปต่อ ขณะเดียวกันก็มีบางช่องที่แม้จะเห็นว่าอยู่ในสถานะทางการเงินไม่ดี ผลกำไรไม่มี เรตติ้งไม่มี แต่ก็สามารถประคองตัวให้ผ่านพ้นไปได้เพราะสายป่านยาว ทั้งนี้ ช่องที่เรตติ้งดีก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จว่ารอดและไปต่อได้ เนื่องจากผลกำไรเท่านั้นที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จและการไปต่อในธุรกิจนี้ ซึ่งภาพชัดเจนตอนนี้คือ ช่องที่เกาะกลุ่มมีเรตติ้ง5 อันดับแรกสามารถยืนอยู่บนธุรกิจนี้ได้แน่นอน แต่ที่เหลืออีกกว่า 10 ช่อง แนวโน้มอาจจะหายไปจากตลาด

 

สมาร์ทฟาร์เมอร์ 4.0 ด้วยระบบจ่ายน้ำอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516436

สมาร์ทฟาร์เมอร์ 4.0 ด้วยระบบจ่ายน้ำอัจฉริยะ

 โดย ปอย

เพื่อแก้ปัญหาระบบการตั้งเวลาให้น้ำยังมีความแม่นยำไม่เพียงพอ ประสิทธิภาพการให้น้ำต่ำ และพืชแต่ละชนิดก็ต้องการน้ำมากน้อยไม่เท่ากัน ไม่สามารถรู้ได้ว่าปริมาณน้ำที่ให้กับพืชนั้นเพียงพอหรือไม่?

จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ ผศ.ดร.โชติพงศ์ กาญจนประโชติ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ออกแบบและพัฒนา “ระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำเพื่อการเกษตรแบบแม่นยำอัจฉริยะ” เครื่องมือช่วยให้เกษตรกรสามารถให้น้ำพืชที่ปลูกได้แม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การทำงานสมาร์ทฟาร์เมอร์ 4.0 ด้วยระบบจ่ายน้ำอัจฉริยะเครื่องนี้ เปิดตัวในงาน Thailand Research Week : มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผศ.ดร.โชติพงศ์ อธิบายว่า พืชแต่ละชนิดต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตในแต่ละช่วงไม่เท่ากัน ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือ “ค่าปริมาณความชื้นในดิน” ส่งผลต่อการเจริญเติบโต โดยดินแต่ละชนิดก็มีค่าความชื้นที่เป็นประโยชน์กับพืชไม่เท่ากัน การศึกษาเริ่มจากการวิเคราะห์ค่าความชื้นในดินแต่ละชนิดที่ใช้ปลูกพืช เพื่อกำหนดค่ามาตรฐานต่ำสุดสูงสุดของดินแต่ละชนิด แล้วจึงได้ออกแบบพัฒนาระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะขึ้น

“ระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะ ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ แอพพลิเคชั่นสั่งการและแสดงผลบนสมาร์ทโฟน อุปกรณ์วัดค่าความชื้นในดินราคาถูก อุปกรณ์ประมวลผลและสั่งการไร้สายสำหรับการเปิด-ปิดวาล์วน้ำอัตโนมัติ และอุปกรณ์วาล์วน้ำอัจฉริยะไร้สาย โดยการทำงานของระบบอุปกรณ์ก่อนอื่นเกษตรกรจะต้องกำหนดค่าความชื้นในดินสูงสุด ต่ำสุด บนแอพพลิเคชั่น เพื่อส่งข้อมูลไปยังสมองกลฝังตัว (Microcontroller)

“ระบบจะทำกระบวนการประมวลผลโดยเปรียบเทียบค่าปริมาณความชื้นในดินในแปลงเพาะปลูก ที่ส่งมาจากเซ็นเซอร์ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินในระดับรากพืช กับค่าความชื้นในดินสูงสุด ต่ำสุด และทำการสั่งการการทำงานของวาล์วเพื่อเปิดจ่ายน้ำไปสู่แปลงเพาะปลูก และเมื่อค่าความชื้นในดินเพิ่มขึ้นจนถึงค่าสูงสุดที่ตั้งไว้ เซ็นเซอร์จะสั่งการให้วาล์วปิดการให้น้ำด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเกษตรกรสามารถมอนิเตอร์การทำงานของระบบผ่านแอพพลิเคชั่นจากสมาร์ทโฟน”

ขั้นเริ่มต้นของการวิจัยออกแบบและพัฒนาระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะนั้น ผศ.ดร.โชติพงศ์ บอกแต่ในระยะแรกอุปกรณ์ทั้งหมดต้องอาศัยสายไฟฟ้า และสายนำสัญญาณต่อเข้าไปในแปลงการเพาะปลูก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมการทำงานด้านการเกษตร รวมถึงวัสดุที่นำมาใช้ผลิตเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดค่าความชื้นในดินยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก

เนื่องจากเมื่อใช้งานไปสักระยะ ค่าความแม่นยำในการวัดจะลดลงเนื่องจากจะเกิดสนิมเกลือบนพื้นผิววัสดุที่ใช้ ทำหัวตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าในดิน ทำให้การวัดค่าความชื้นมีความคลาดเคลื่อน และต้องเปลี่ยนชุดอุปกรณ์อยู่บ่อยครั้ง

“ปัจจุบันพัฒนาหาวัสดุมีความทนทานต่อการเกิดสนิมเกลือได้สำเร็จ แหล่งพลังงานของอุปกรณ์ทุกชิ้นเปลี่ยนมาเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ และระบบสั่งการระหว่างอุปกรณ์ด้วยการใช้ระบบ Wi-Fi 2.4GHz ซึ่งทำให้สามารถติดตั้งชุดอุปกรณ์ตรงบริเวณใดก็ได้ในแปลงเพาะปลูก โดยไม่ต้องใช้สายไฟหรือสายสัญญาณใดๆ อีกต่อไป การติดต่อกันของอุปกรณ์ด้วยคลื่นความถี่วิทยุทำงานแบบ IoT มีระยะห่างระหว่างชุดอุปกรณ์ประมาณ 100 เมตร และสามารถทำงานแบบเป็นเครือข่ายได้ (Wireless Network Sensor)”

ข้อดีหรือประโยชน์ของการใช้ระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะ ผศ.ดร.โชติพงศ์ ชี้ว่า ต้นพืช ผัก ผลไม้ ที่ปลูกจะได้รับน้ำที่เหมาะสมเพียงพอต่อความต้องการ และมีความแม่นยำ ช่วยเกษตรกรลดการใช้แรงงาน หมดกังวลต่อระยะเวลาการรดน้ำแปลงเพาะปลูก ประหยัดไฟ

ที่สำคัญคือลดความสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในฤดูฝนดินได้รับน้ำจากธรรมชาติ ดินมีค่าความชื้นที่ได้รับจากน้ำฝน ทำให้ประหยัดน้ำได้อีก นำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต

“การทดลองใช้ในแปลงเพาะปลูกข้าวโพดหวานอุตสาหกรรมของเกษตรกร ซึ่งต้องการผลผลิตที่มีน้ำหนักต่อฝักประมาณ 500 กรัม เมล็ดเต็มฝัก ได้ผลผลิตเกรด A ประมาณ 80% ต่อไร่ เมื่อเทียบกับการให้น้ำแบบเดิมของเกษตรกร ซึ่งอยู่ที่ไม่เกิน 20% ต่อไร่ ส่วนผลผลิตกิโลกรัมต่อไร่เพิ่มขึ้นมาประมาณ 45%”

ผศ.ดร.โชติพงศ์ บอกว่า ต้องมีการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะนี้ต่อเนื่อง

“ขณะนี้มอเตอร์วาล์วต้องซื้อจากภายนอก ซึ่งมีราคาประมาณ 3,000 บาท ทำให้ต้นทุนของระบบอุปกรณ์จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท หากเราผลิตได้เองก็จะลดราคาลงมาได้เหลือเพียง 5,000 บาท/ชุด เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

“นอกจากนี้ ยังต้องมีการพัฒนารูปแบบของแอพพลิเคชั่นให้ใช้งานกับชุดเซ็นเซอร์หลายตัวได้พร้อมๆ กัน ในกรณีที่แปลงเพาะปลูกจำเป็นต้องใช้ชุดอุปกรณ์หลายชุดในพื้นที่เดียวกัน และสิ่งสำคัญคือการพัฒนาอัลกอริทึมในการตัดสินใจการให้น้ำที่มีความแม่นยำมากขึ้น

“โดยนำค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เกี่ยวข้องกับความต้องการการใช้น้ำของพืชเข้ามาใส่ในสมการ เช่น ค่าแรงดึงน้ำในอากาศ (Vapor Pressure Different) หรือ VPD และข้อมูลค่าดัชนีพืชพรรณ Normalized Difference Vegetation Index หรือ NDVI เข้ามาร่วมคำนวณสำหรับการตัดสินใจให้น้ำเพื่อความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงในช่วงเวลาที่พืชต้องการใช้น้ำเท่านั้น ก็จะช่วยประหยัดน้ำได้มากขึ้น”

ขั้นตอนต่อไปคือการจดสิทธิบัตรผลงานระบบอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบแม่นยำอัจฉริยะ ซึ่ง ผศ.ดร.โชติพงศ์ ในฐานะเจ้าของผลงานหวังว่าจะมีผู้ประกอบการ หรือสตาร์ทอัพเข้ามาผลักดันไปสู่การผลิตและจำหน่ายให้แก่เกษตรกร

“ในฐานะนักวิชาการ นักวิจัยด้านการเกษตร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานชิ้นนี้จะช่วยสร้างสตาร์ทอัพ และสมาร์ทฟาร์เมอร์ให้กับประเทศไทยมากขึ้น เพราะการทำการเกษตรในยุคปัจจุบันและอนาคตเราไม่สามารถทำการเกษตรแบบเดิมๆ หรือพึ่งพาธรรมชาติได้อีกต่อไป

“การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ซึ่งผมก็พยายามที่จะคิดเครื่องมือที่ให้เกษตรกรไทยเข้าถึงได้ ใช้งานได้จริง”

การนำเอาผลงานวิจัยมาใช้จริง เป็นการพัฒนาประเทศเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างสัมฤทธิผล

 

สวทช.เผย10เทคโนโลยีน่าลงทุนขยายโอกาสธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 18:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/516298

สวทช.เผย10เทคโนโลยีน่าลงทุนขยายโอกาสธุรกิจ

สวทช.เผย 10 เทคโนโลยีน่าจับตามองแนะผู้ประกอบการไทยเร่งศึกษาหาโอกาสขยายลงทุนระยะยาว

นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช.ได้จัดทำข้อมูล 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่และจะมีผลต่อภาคธุรกิจในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อมรับมือ หาโอกาสขยายลงทุน หรือขยายผลิตภัณฑ์ รวมถึงผู้ประกอบการสตาร์ทอัพจะขยายธุรกิจสู่กลุ่มดังกล่าวได้

สำหรับ 10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ประกอบด้วย

1.สารเสริมสุขภาพเนรมิตได้ (Phytonutrients) ที่สามารถนำพืชผัก ผลไม้ มาสกัดเอาสารสำคัญ ทำให้อยู่ในรูปลักษณะที่ชวนบริโภค ทั้งแคปซูล ผง แท่ง หรือละลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารมีประโยชน์จากพืชออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในแต่ละปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

2.เนื้อสัตว์ไม่ต้องฆ่า (Cellular Agriculture) โดยในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ทดลองนำเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อวัว ที่ได้จากการเลี้ยงในห้องปฏิบัติการมาทำเป็นแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งแนวคิดการผลิตเนื้อสัตว์จากเซลล์แบบนี้ มาจากความต้องการผลิตเนื้อสัตว์แบบยั่งยืนดีต่อโลก โดยใช้เทคโนโลยี Cell Culture เพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์อย่างรวดเร็ว

3.จุลินทรีย์ผลิตสารมูลค่าสูงจากอากาศ (From-Air-To-Chemicals Bacteria) ซึ่งนักวิจัยจาก University of Minnesota ผลิตแบคทีเรีย 2 ชนิด คือ ซินนีโคค็อกคัส (Synechococcus) ที่สังเคราะห์แสงโดยตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ แล้วเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาล ก่อนส่งต่อให้แบคทีเรีย ชีวาเนลลา (Shewanella) เปลี่ยนให้เป็นกรดไขมัน นำไปใช้ผลิต “คีโตน” ถือเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญของสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ และน้ำมันดีเซลได้

4.บรรจุภัณฑ์กินได้ (Edible Packaging) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตร เพื่อใช้ห่อหุ้มอาหารไม่ให้เกิดความเสียหาย ยืดอายุ รักษาคุณภาพของอาหารให้เก็บไว้ได้นานขึ้น และสามารถรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ พร้อมกับส่วนที่ห่อหุ้มอยู่ได้เลย ปัจจุบันมีงานวิจัยและได้เริ่มทดลองใช้กันแล้วในหลายประเทศ

5.ถุงปลูกเพิ่มผลผลิต (Nonwovens for Agriculture) หรือ ที่ทุกคนพูดถึง นอนวูฟเวนส์ (nonwovens) หรือ “ผ้าไม่ถักไม่ทอ” พบได้แพร่หลาย คือหน้ากากอนามัย โดย นักวิจัยจากศูนย์เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำวิจัยถุงปลูกนอนวูฟเวน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลิตผลทางการเกษตรให้มากขึ้น

6.หุ่นยนต์หมอนาโน (Medical Nanorobot) ตัวยาที่ใช้รักษามะเร็งขาดความจำเพาะ จึงทำลายเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้แค่ 1–2% ที่เหลือกลับทำลายเซลล์ดี ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา มีทีมวิจัยที่ศึกษานำ T Cell มาใช้เป็น Nanorobot นำส่งยาที่ใช้ฆ่าเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ

7.เข็มจิ๋วจิ้มไม่เจ็บ (Nano Needle) ที่มีการพัฒนาเข็มขนาดเล็กมาก เรียกว่า Micro/Nano Needles หรือ MNN มีเส้นผ่านศูนย์กลางระดับไมโครและนาโนเมตร คือราว 1 ในล้าน และ 1 ในพันล้านส่วนของเมตร ขณะนี้มีงานวิจัยเพื่อสร้างเข็มจิ๋วที่เหมาะกับการฉีดยาหรือวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการฉีดอินซูลินสำหรับการรักษาโรคเบาหวาน

8.บล็อกเชนเพื่อสุขภาพ (Blockchain for Health) คือ เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลธุรกรรม ทำให้เก็บข้อมูล และใช้การเข้ารหัส หรือ คริปโตกราฟี (cryptography) เพื่อป้องกันการแอบแก้ไขข้อมูล และกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ทำให้ระบบมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้คนในการบริหารจัดการข้อมูล มีความปลอดภัยจากการแอบแก้ไขและแอบเข้าถึงข้อมูล

9.โรงยิมสมอง (Brain Gym) สมองเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนมาก ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นับแสนนับล้านเครื่อง เพื่อจำลองการทำงานของสมองเพียงเสี้ยววินาที แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ (Sensor) ที่นำมาศึกษาสมองได้ดี เช่น มีเทคโนโลยีการสร้างภาพประสาท (Neuroimaging) และเทคนิคการวิเคราะห์ Big Data ทำให้อ่านข้อมูลสมองได้อย่างรวดเร็ว

10.พิมพ์ฟังก์ชัน 3 มิติ (Functional 3D Printing) โดยตลาดของวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติมีการเติบโตสูงมาก และในอนาคต วัสดุใหม่ๆ เช่น วัสดุคอมพอสิต จะช่วยให้สามารถพิมพ์วัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะต่างๆ ได้หลากหลาย ทำให้สร้างอุปกรณ์ที่ทำงานได้เลยหลังพิมพ์เสร็จ