อมตะพระเครื่อง เมืองสยาม พระที่ในหลวงทรงสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521363

อมตะพระเครื่อง เมืองสยาม พระที่ในหลวงทรงสร้าง

“ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมา แล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ”

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 วันนี้ชมพระที่ในหลวงทรงสร้างด้วยพระองค์เอง พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง เป็นพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวที่รวมไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (ขอขอบคุณ พล.ต.อรรถนพ ลาภชุ่มศรี เอื้อเฟื้อภาพใบพระราชทาน และคุณกำพล รามอินทรา เอื้อเฟื้อภาพพระเครื่อง)

พระองค์ท่านพระราชทานแก่ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2508-2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 3,000 องค์ พระองค์พระราชทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง ส่วนใบกำกับพระสมเด็จจิตรลดา สำนักพระราชวังจะแจ้งให้ไปรับเอกสารกำกับในภายหลัง เป็นเอกสารกว้าง 12.7 ซม. ยาว 15.8 ซม. มีภาพพระพิมพ์ส่วนพระองค์ประกอบ พร้อมตราจักรี (จักรและตรี) ระบุลำดับที่ ชื่อผู้รับ พระราชทาน วันที่ เดือน พ.ศ. ที่ได้รับพระราชทาน

โดยมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า “ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมา แล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ขณะปิดทองให้ตั้งจิตเป็นสมาธิอธิษฐาน ขอให้ความดีงามที่มีอยู่ในตัว จงดำรงอยู่ต่อไป และขอให้ยังความเป็น สิริมงคล จงบังเกิดแก่ตัวยิ่งขึ้น อีกทั้งให้ประสบแต่ความสุขความเจริญในทางที่ดีงาม”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การปิดทองด้านหลังองค์พระ เป็นปริศนาธรรมบางอย่างที่ทรงมีพระราชดำริในการปลูกฝังนิสัยให้ ผู้รับพระราชทานนำไปคิดเป็นทำนองว่า การที่บุคคลใดจะทำกุศลหรือประโยชน์สาธารณะใดๆ พึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยแท้จริง มิได้หวังลาภยศ ชื่อเสียง ตามคติโบราณที่ว่า “ปิดทองหลังพระ”

พระสมเด็จจิตรลดา อุดมด้วยมวลสารศักดิ์สิทธิ์ อาทิ เส้นพระเจ้า (เกศาของพระองค์) ดอกไม้ พวงมาลัยแห้งหน้าเครื่องถวายองค์พระแก้วมรกต ดิน ตะไคร่น้ำ ผงธูป จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และน้ำ จากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดทั่วประเทศ

เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบ ขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มี 2 ขนาดพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ กว้าง 2 ซม. สูง 3 ซม. พิมพ์เล็กสำหรับบุตรหลานข้าราชบริพาร ขนาดกว้าง 1.2 ซม. สูง 1.9 ซม.

ทั้งนี้พระที่สร้างในปี พ.ศ. 2508-2509 เป็นพระเนื้อออกสีน้ำตาลแก่ มวลสารจะมีมาก จะมีเส้นพระเจ้า (เส้นพระเกศา) มากกว่าในปีอื่นๆ พระที่สร้างในปี พ.ศ. 2510 เนื้อองค์พระจะออกสีน้ำตาลแก่ ออกสีดำเขียว และน้ำตาลแก่ออกสีดำ พระที่สร้าง ในปี พ.ศ. 2511-2512 จะมีสีน้ำตาลแก่และน้ำตาลอมเหลือง หนา เนื้อค่อนข้างใส หนึกนุ่ม สังเกตดูตามลักษณะพิมพ์ทรง ความคมลึกชัดขององค์พระใน แต่ละปีไม่เท่ากัน จะเห็นความแตกต่างขององค์พระในแต่ละปีจากลักษณะด้านหลัง ด้านข้างสันขอบขององค์พระ และความหนาความบางขององค์พระ

จุดพิจารณาพระสมเด็จจิตรลดา นอกจาก พิมพ์ถูกต้อง เนื้อหามวลสารไม่กระด้างแล้ว ต้องดูรอยตัดด้านข้างจะเป็นมุมเฉียง ไม่ตัดตรงและมองไปแล้วเสมือนว่ามีเนื้อ 2 ชั้นซ้อนกัน และแทบทุกองค์มักมีฟองอากาศเกิดขึ้น ในองค์ที่ปิดทองหลังพระ จะเห็นความเก่าของทองชัดเจนโดยเมื่อนำมาบูชาขึ้นคอและสัมผัสเหงื่อ เนื้อองค์พระจะหนึกนุ่มมองแล้วสบายตา ครูบาอาจารย์ที่สำเร็จทางด้านวิปัสสนากรรมฐานแนะนำให้บูชาขึ้นคอได้เลย เพราะเป็นพระเปลี่ยนดวง ใครที่ดวงตกจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น

 

ขี่การุดาไปไหว้บุโรพุทโธ ที่อินโดนีเซีย กับ อ.ยุพา (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 15:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521451

ขี่การุดาไปไหว้บุโรพุทโธ ที่อินโดนีเซีย กับ อ.ยุพา (2)

โดย ทิดมาก

ประเทศอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีเกาะต่างๆ มากถึง 1.37 หมื่นเกาะ ประกอบด้วยประชากร : 253,609,643 คน (พ.ศ. 2516) ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนผู้นับถือศาสนาพุทธก็พอมีให้เห็นในฐานะชนส่วนน้อย แต่สถานที่ท่องเทียวที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของอินโดนีเซียกลายเป็นพุทธศาสนสถาน เช่น บุโรพุทโธ และเทวสถานของฮินดู คือวิหารปรัมบานัน เพราะศาสนาทั้งสองครองพื้นที่มาก่อนหลายร้อยปี นับแต่พุทธศตวรรษที่ 3 คราวที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระโสณะและพระอุตตระเดินทางมาเผยแผ่พุทธธรรม จนกระทั่งเกิดอาณาจักรศรีวิชัยในพุทธศตวรรษที่ 12 เมื่ออิสลามขยายอำนาจครอบครองในปี พ.ศ. 2012 พุทธศาสนาก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากหัวใจชาวอินโดนีเซีย แต่ร่องรอยโบราณสถานทางพุทธศาสนาและฮินดูยังอยู่ กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของอินโดนีเซียดังที่ บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เชิญให้เยือนอินโดนีเซีย เมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ก็เลือกพุทธสถานและเทวสถานทั้งสองแห่งเป็นที่ต้องไปชมเพื่อรำลึกถึงอดีต

โอบามาเคยอยู่อินโดนีเซีย 4 ปี ขณะที่มีอายุ 6 ขวบ ตอนนั้นแม่ของเขาแต่งงานใหม่กับชาวอินโดนีเซีย ทั้งแม่และพ่อเลี้ยงเคยพาเขาไปเยือนพุทธสถานและเทวสถานมาแล้ว เมื่อได้รับเชิญมาเที่ยวเป็นการส่วนตัว โอบามาและครอบครัวจึงเลือกเยือนสถานที่ 2 แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นการรำลึกถึงอดีตที่ไม่ธรรมดา จะเห็นได้ว่า Colours นิตยสารประจำสายการบินการูดา อินโดนีเซีย ฉบับเดือน ก.ย. 2560 ได้นำเรื่องมาขึ้นปกทีเดียว

ภาพบุโรพุทโธและวิหารปรัมบานันติดไว้ทุกที่ที่สนามบินยอกยาการ์ตา เป็นการพิสูจน์ว่าไม่มีโบราณสถานแห่งใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแล้ว การไปเยือนยอกยาการ์ตาของอาจารย์ยุพา อร่ามกุล และคณะศิษย์ 76 กว่าชีวิต ก็มีเป้าหมายที่พุทธสถานและเทวสถานเช่นกัน แต่ได้เพิ่มวัดที่เป็นสาขาของวัดบวรนิเวศวิหาร คือวัดพุทธเมนดุทพุทธศาสนวงศ์ ในโปรแกรมตอนเช้า ของวันที่ 15 ก.ย. 2560 เพื่อพวกเราชาวพุทธได้ทำบุญถวายอัฐบริขาร ทอดผ้าป่า รวมทั้งอัญเชิญผ้าเหลืองสีทองอย่างดีห่มพระธาตุที่ตั้งในวัดแห่งนี้ด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วัดพุทธเถรวาทแห่งนี้ ตั้งมา 40 ปี ใกล้กับพุทธวิหารเมนดุท ที่มีอายุ 1,200 ปี ปัจจุบันวัดพุทธเมนดุทมีพระภิกษุ 4 รูป สามเณร 3 รูป กิจกรรมของพระภิกษุสามเณรจำนวนน้อยนี้แต่ทำกิจกรรมไม่น้อย คือนอกจากเผยแผ่พระธรรมคำสอน ทำวัตรสวดมนต์แล้ว พระภิกษุ สามเณรต้องสอนหนังสือและเรียนหนังสือ

อลิสา จินดา หัวหน้าทัวร์ พูดว่า วัดพุทธวิหารเมนดุทนี้ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อชาวพุทธเท่านั้น แต่เพื่อชุมชนทั่วไปโดยไม่เลือกศาสนา จะเห็นได้จากการเปิดโรงเรียนธัมมวิทยา ในวันอาทิตย์ ที่มีผู้มาเรียนประมาณ 1,000 คน เป็นการเพาะต้นกล้าให้ซึมซับวิถีพุทธไปด้วย และช่วยกันส่งไม้ต่อรุ่นต่อรุ่น ส่วนกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ก็จัดให้เจริญภาวนาเวลาบ่ายทุกวันผู้เขียนเห็นสภาพวัดแห่งนี้ ขอชมว่าบริหารจัดการได้ดี ร่มรื่นสะอาดตาตั้งแต่ทางเข้าทีเดียว เมื่อเข้าไปในวิหาร หรือที่พระเจดีย์ และศาลาปฏิบัติธรรม ก็เกิดสัปปายะ น่าจะเป็นแบบอย่างวัดที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งในต่างประเทศ แม้จะอยู่ท่ามกลางชาวมุสลิม แต่ไม่เดือดร้อน เพราะต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน พระที่วัดยังบอกด้วยว่าพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดเป็นฝีมือช่างชาวมุสลิมทั้งสิ้น

 

30 ปี วิทยาเขตบาฬีศึกษา พุทธโฆส นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 15:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521381

30 ปี วิทยาเขตบาฬีศึกษา พุทธโฆส นครปฐม

โดย สมาน สุดโตและ สมหมาย สุภาษิต

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 : สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานถวายและมอบทุนการศึกษาแก่สามเณรและเยาวชน จำนวน 2 แสนบาท พร้อมถวายทุนเบื้องต้น 1 ล้านบาท เพื่อขยายที่ตั้ง มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส แห่งนี้ตั้งตามดำริของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เพื่อให้เป็นสถานศึกษาวิชาการด้านพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะด้านภาษาบาลี ซึ่งเป็นรากฐานด้านภาษาและพระพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า

นอกจากนั้น สถานศึกษาแห่งนี้ได้มุ่งเน้น การเรียนการสอนด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยเปิดหลักสูตรวิปัสสนาภาวนามหาบัณฑิต เพื่อผลิตพระวิปัสสนาจารย์ออกเผยแผ่และสั่งสอนวิปัสสนาทั้งในและต่างประเทศ เพราะวิปัสสนาจัดเป็นหัวใจแห่งคำสอนของพระพุทธองค์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การขยายวิทยาเขตจะทำให้รองรับผู้เข้ามาศึกษาทั้งด้านภาษาบาฬีและวิปัสสนาระดับนานาชาติได้มากขึ้น เพราะส่วนขยายอยู่บริเวณใกล้ วัดละมุด มีพื้นที่จำนวน 27 ไร่ ราคาไร่ละ 6.5 แสนบาท ในโอกาสนี้ พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ได้ถวายทุนจัดซื้อที่ดิน 1 ล้านบาท พร้อมพระเถรานุเถระและพุทธศาสนิกชนร่วมกันบริจาคในการจัดซื้อเพื่อให้การขยายพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี ในขณะที่ดาราดัง เช่น สรพงษ์ ชาตรี และแอน สิเรียม ที่เข้าร่วมในงานดังกล่าวได้ปวารณาร่วมจัดซื้อที่ดินถวายอีกคนละ 1 ไร่

บันทึกของพระศรีธวัชเมธี

เมื่อบ่ายวันที่ 15 ต.ค. 2560 ณ พระที่่นั่งดุสิตมหาปราสาท เจ้าหน้าที่ขานชื่อพระสงฆ์ที่นิมนต์มาสดับปกรณ์ ได้ขานชื่อพระศรีธวัชเมธี (เจ้าคุณชนะ ป.ธ.9) วัดราชบุรณะถึง 2 รอบ แม้ว่าจะรับนิมนต์เพียงรอบเดียว ส่วนเรื่องรำลึกในวันที่ 13 ต.ค. 2559 เจ้าคุณศรีธวัชเมธี นักเขียนไดอารี่ รื้อฟื้นเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ว่า

อนุทินประจำวัน (258 วันสวรรคต ในหลวง ร.9)

เมื่อมีคนถามว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 วันสวรรคต ในหลวง ร.9 ท่านทำอะไรอยู่ ท่านยกไดอารี่มาให้อ่าน (เพียงบางส่วน)

วันพฤหัสบดีที่ 13 ต.ค. 2559 (ขึ้น 12 ค่ำเดือน 11) ตื่นเช้าตรู่ตี 3 พยายามให้หลับ แต่ ไม่หลับ จึงมาอยู่ห้องสำนักงาน ดูข่าวสาร มีข่าวภาคดึกย้อนหลังเป็นเพื่อน มีชิ้นข่าวจากภูฏานว่า (ขอแปลเป็นไทยว่า) พระมหากษัตริย์ภูฏานมีพระราชโองการให้วัดสำคัญทั่วภูฏานจัดพิธีสวดมนต์ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2560 ราชวงศ์ทั้งไทยและภูฏานมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก ขอทรงพระเจริญ

หมอบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ (13 เม.ย. 2462-13 ต.ค. 2559 อายุ 97 ปี 6 เดือน) อนิจกรรมเช้านี้ ที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กำหนดรดน้ำหลวงสรงศพที่วัดเทพศิรินทร์ ใน วันพรุ่งนี้

เดินทางไปวังน้อย เข้าทำงานตามปกติ เพราะคาดว่าจะหยุดยาวหลังวันออกพรรษา นั่งรถทางด้านริมหน้าต่าง ซึ่งมองไปเห็นโรงพยาบาลศิริราช เมื่อขึ้นสะพานปิ่นเกล้าฯ จ้องมองไปยังตึกศิริราชที่พระองค์ประทับอยู่ เหมือนจะมีอะไรมาสะกิดใจ แต่เพ่งไปด้วยใจสงบและเพ่งมองเห็นตึกปิยมหาราชการุณย์ศิริราช เคียงข้างกับตึก 90 ปีสมเด็จย่า

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค.) เดินไปยังสะพานพุทธดูแม่น้ำเจ้าพระยาและเรือลำใหญ่ที่วิ่งผ่านไปมา เพ่งมองไปทางศิริราช เก็บไว้ในความทรงจำ วันนี้เมื่อเดินทางผ่านวัดพระแก้ว สำรวจดูตัวเอง รู้สึกใจหายเหมือนกัน ทุกอย่างดูเป็นปกติดี แต่ภายใต้ความมั่นคง คาดว่าเตรียมแต่งชุดสีดำกันทั่วแผ่นดิน

(เพราะพื้นที่จำกัด ขอสรุปว่า) ท่านเดินทางไปทำงานตามปกติที่ มจร วังน้อย ขากลับเห็น รถขบวนเสด็จออกไปทางสะพานพระราม 8 ในเวลา 18.30 น.

สมุดเซ็นเยี่ยมที่ศาลาสหทัยสมาคม ปิดเวลา 14.20 น. (ปกติปิด 16.30 น.) ประกาศว่าสวรรคต เวลา 15.52 น. ที่โรงพยาบาลศิริราช พระชนมพรรษา 89 ทรงครองราชสมบัติ 70 ปี (ตั้งแต่ 9 มิ.ย. 2489)

 

สมเด็จพระเทพฯ ทรงผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดไทยลุมพินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/521402

สมเด็จพระเทพฯ ทรงผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดไทยลุมพินี

โดย อันนา สุขสุกรี

วัดไทยลุมพินี สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ขอเชิญเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีผูกพัทธสีมา ปิดทอง-ฝังลูกนิมิตพระอุโบสถของวัด วันศุกร์ที่ 20 ต.ค. 2560 (ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 ปีระกา)

วัดไทยลุมพินีตั้งอยู่ในปริมณฑลสังเวชนียสถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สวนลุมพินีวัน สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธบริษัทชาวไทยในนามของรัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดินและผู้ศรัทธาร่วมทำบุญ

ทำสัญญาเช่าที่ดินจากรัฐบาลเนปาลจำนวน 3 แปลง พื้นที่ 8 เอเคอร์ (20 ไร่เศษ) เป็นระยะเวลา 99 ปี เพื่อเป็นการบูชาคุณพระพุทธศาสนา และร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้สร้างวัดไทยลุมพินีเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2535 โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน และได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการก่อสร้าง เพื่อทำหน้าที่ในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ เพื่อการส่งเสริม การเผยแผ่ พระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมไทยตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเนปาลในโครงการพัฒนาลุมพินีสถาน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่และสืบสานพระพุทธศาสนาต่อไป

การก่อสร้างได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 โดยพระเมตตาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2538 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เอกอัครราชทูต กรมการศาสนา กรรมการพัฒนาลุมพินีวัน (LDT) และพุทธบริษัทชาวไทยและเนปาล มาร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

พระธรรมทูต จากการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ 28/2542 มีมติเห็นชอบให้วัดไทยพุทธคยาอินเดีย เป็นผู้จัดส่งพระธรรมทูตไปช่วยดูและงานก่อสร้างที่วัดไทยลุมพินี โดยพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9) (ขณะนั้นคือ พระราชโพธิวิเทศ) ในฐานะหัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล ได้มอบให้ พระครูปลัดสุวัฒนสัทธาคุณ พระธรรมทูต วัดไทยพุทธคยา (ปัจจุบันคือ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) เป็นหัวหน้าคณะเดินทางมาเป็นผู้ดูแลงานก่อสร้าง พร้อมด้วยคณะทำงานจากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อีก 5 รูป ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2542

วัดไทยลุมพินีขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างศาสนสถานอย่างต่อเนื่อง โดยงบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลจัดสรรให้ร่วมกับทุนทรัพย์ที่ผู้ศรัทธาร่วมกันบริจาคสมทบ มีสิ่งก่อสร้างที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนี้

พระอุโบสถที่มีแบบแปลนเป็นเลิศด้วยสถาปัตยกรรม โดยศิลปินแห่งชาติ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี, พระพุทธปฏิมาสุวรรณภูมิสิริโชค ภ.ป.ร.(พระประธานประจำอุโบสถ), ศาลาการเปรียญ 1 หลัง พระพุทธสิริมหามงคล ส.ก. (พระประธานประจำศาลาการเปรียญ), กุฏิมหาเถรสมาคม 22 หลัง (เพื่อเป็นอนุสรณ์วันเกิดถวายคณะกรรมการมหาเถรสมาคม), ตำหนักสมเด็จฯ อนุสรณ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) กุฏิสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ), กุฏิสงฆ์ทรงไทยที่พักพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ), อาคารหอสวดมนต์ทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น 1 หลัง อาคารสำนักงาน 3 ชั้น 1 หลัง (ที่พักผู้แสวงบุญ) อาคารอเนกประสงค์ 2 ชั้น 1 หลัง (ที่พักผู้แสวงบุญ) อาคารพระธรรมทูต 3 ชั้น 1 (ที่พักพระธรรมทูตและพระอาคันตุกะ) อาคารโรงทาน (ครัว) 1 หลัง ถนนและสะพานเข้าวัดไทยลุมพินี อาคารที่พักผู้แสวงบุญหนึ่งชั้น 2 หลัง ห้องน้ำ ห้องสุขา 2 หลัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคณะผู้แสวงบุญ ในฐานะเป็นวัดที่รัฐบาลไทยและชาวพุทธไทยจัดสร้างถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทั้งนี้เพื่อให้วัดไทยแห่งนี้เด่นสง่า มีความเป็นเลิศทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม สิ่งแวดล้อม และเอกลักษณ์ของชาติไทย เคียงคู่อยู่เป็นหนึ่งในศาสนสถานนานาชาติ และจะเป็นวัดตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ของนานาอารยประเทศ

ปัจจุบัน วัดไทยลุมพินี สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล อยู่ในความดูแลของ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีระยุทธ์ วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสไทยพุทธคยา และมี พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์ กิตฺติวณฺโณ ป.ธ.9) เป็นประธานสงฆ์

ในงานพิธีผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต จะมีพิธีบรรพชาสามเณร ณ ชาตสถานอุทยานลุมพินี สถานที่ประสูติ พิธีอุปสมบทหมู่ 108 รูป และพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลฯ ณ ชาตสถานอุทยานลุมพินี สถานที่ประสูติผู้ร่วมทำบุญกับวัดวัดไทยลุมพินี สามารถโอนทำบุญที่บัญชี ก่อสร้างและบำรุงรักษาวัดไทยลุมพินี ธนาคารกรุงเทพ สาขาตลาดพลู หมายเลขบัญชี 11-5-086858-4

 

ตั้งแล้วประชาคมพุทธศาสนิกชนเอเชีย (Asian Buddhist Community – ABC)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/dhamma/520264

ตั้งแล้วประชาคมพุทธศาสนิกชนเอเชีย (Asian Buddhist Community - ABC)

โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษ

ชาวพุทธ 10 ประเทศ นำโดยสหภาพเมียนมาประกาศจัดตั้งประชาคมพุทธศาสนิกชนแห่งเอเชีย (Asian Buddhist Community – ABC) ที่นครย่างกุ้ง สหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2560 โดยมีผู้แทนชาวพุทธจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมกันคับคั่ง รวมทั้งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมลงนามเอ็มโอยูกับสหพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนมา เพื่อจับมือกันสร้างความเข้มแข็ง เช่น การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นต้น

ท่ามกลางปัญหารุมเร้าประเทศชาวพุทธทั้งปัญหาภายในประเทศแต่ละประเทศ และปัญหาภายนอกที่เกิดจากการกระทำที่มีความรุนแรงต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของชาวพุทธ แต่สายตาชาวโลกกลับจับจ้องมองประเทศชาวพุทธเหมือนเป็นจำเลย ทั้งๆ ที่เป็นผู้ถูกกระทำ ท่านคิน ฉ่วย ประธานสหพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนมา จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งประชาคมพุทธขึ้นมา เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา

ในการนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ส่งคณะผู้บริหารเข้าร่วมสังเกตการณ์ ส่วนสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จากประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงที่จะจับมือกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ประชาคมพุทธศาสนิกชนแห่งเอเชีย (Asian Buddhist Community – ABC) คือ การรวมตัวของชาวพุทธในเอเชีย เริ่มต้นจาก 10 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา จีน เกาหลี เมียนมา สปป.ลาว อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา ไทย เวียดนาม และพร้อมที่จะต้อนรับการเข้าร่วมของพุทธศาสนิกชนจากประเทศอื่นๆ ทั้งในและนอกภูมิภาค เพื่อร่วมกันส่งเสริม เผยแผ่พระพุทธศาสนาในด้านต่างๆ โดยร่วมมือร่วมใจกันทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน

การหารือเพื่อจัดตั้ง “ประชาคมพุทธศาสนิกชนแห่งเอเชีย” จัดขึ้นที่ วังการะเวก นครย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 12-13 ต.ค. 2561 โดยมีประธานสงฆ์แห่งเมียนมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ของเมียนมา เป็นประธานในแต่ละช่วงของพิธี

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งประชาคมพุทธนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการจัดทำร่างธรรมนูญประชาคม เพื่อเป็นแม่บทในการขับเคลื่อนประชาคมแห่งความร่วมมือของชาวพุทธในเอเชีย

ในช่วงการประชุมช่วงบ่ายวันที่ 12 ต.ค.นั้น รองประธานสงฆ์ลำดับที่ 1 ของเมียนมาจากมัณฑะเลย์ ได้แสดงความคิดเห็น และตำหนิ ดร.คินฉ่วย ว่าดำเนินการโดยไม่ได้หารือคณะกรรมการสงฆ์เมียนมาอย่างเป็นทางการมาก่อน แต่องค์ประธานสงฆ์ได้กล่าวให้กำลังใจและขอให้เดินหน้าต่อไป โดยให้หารือคณะกรรมการสงฆ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

อนึ่ง ในช่วงพิธีวันที่ 12 ต.ค. 2560 สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้ร่วมลงนามในเอ็มโอยูกับสหพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนมา เพื่อร่วมมือกันส่งเสริมพระพุทธศาสนาในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลุ่มน้ำโขง หรือดินแดนสุวรรณภูมิให้ยั่งยืนต่อไป

ส่วนเนื้อหาในเอ็มโอยูนั้นมี 5 ข้อ

1.สร้างความเข้มแข็ง ส่งเสริม ความยั่งยืนของพระพุทธศาสนาในเอเชีย

2.ยกระดับการติดต่อประชาชน ต่อประชาชนในเอเชีย ผ่านการปฏิบัติธรรม

3.สนับสนุนพระภิกษุในหมู่ประเทศเอเชียให้มีความสามารถในการศึกษาคำสอนพระพุทธศาสนา และธรรมะอย่างถูกต้อง

4.จัดให้มีการพบปะกันในบางโอกาส เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

5.เมื่อพิจารณาอย่างเหมาะสมแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะริเริ่ม และทำให้สำเร็จ ซึ่งโครงการทั้งที่เป็นระดับภูมิภาคและนานาชาติ เพื่อเพิ่มพูนความร่วมมืออย่างเหนียวแน่น ระหว่างชาวพุทธในเอเชียและในโลก

ผู้ลงนามฝ่ายเมียนมา ได้แก่ ดร.คินฉ่วย ประธานสหพันธ์พุทธเถรวาทแห่งเมียนมา ฝ่ายไทยได้แก่ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980

 

“บิ๊กตู่”ลุยเน็ตหมู่บ้านลั่นศูนย์กลางดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517704

"บิ๊กตู่"ลุยเน็ตหมู่บ้านลั่นศูนย์กลางดิจิทัล

“พล.อ.ประยุทธ์” เร่งเครื่องอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน วางระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ลั่นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนถึงนโยบายของรัฐบาลในการ เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ขณะนี้กำลังดำเนินโครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประมาณ 7.5 หมื่นแห่ง หรือทุกหมู่บ้าน โดยเร่งดำเนินการอยู่เกือบ 2.5 หมื่นหมู่บ้าน

ขณะเดียวกันโครงการระบบ เคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ระหว่างเอเชีย แอฟริกา ยุโรป ที่จะเพิ่มศักยภาพของวงจรสื่อสารระหว่างประเทศของไทย ลดต้นทุนในการเชื่อมต่อวงจรต่างประเทศลง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสำหรับทุกๆ คน รวมทั้ง ผู้มีรายได้น้อยด้วยนะครับ เป็นช่องทางที่สำคัญที่สุด

“สำหรับผู้มีรายได้น้อยนะครับ เข้าถึงได้ง่าย เข้าถึงได้เร็ว เราต้องพยายามเรียนรู้นะครับ ที่สำคัญคือจะส่งเสริมให้ไทยนั้นเป็น ‘ศูนย์กลางด้านดิจิทัล’ ของภูมิภาคอาเซียนอีก เพราะเราเป็นแกนกลางของอาเซียนอยู่แล้วทางภูมิศาสตร์” นายกฯ กล่าว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดใช้งานเน็ตประชารัฐทั่วประเทศ โดยนำร่องเปิดใช้ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล จ.สตูล เป็นพื้นที่แรกอย่างเป็นทางการพร้อมส่งมอบเน็ตประชารัฐให้กับหมู่บ้านที่ติดตั้งเสร็จแล้ว 18,018 หมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม เน็ตประชารัฐ มีประชาชนลงทะเบียนใช้แล้ว 8 แสนคน โดยใช้ระบบ Android ถึง 90% คาดว่าจะติดตั้งเสร็จทั้งหมดในสิ้นปีนี้

นายกฯ กล่าวด้วยว่า อยากให้ประชาชนทุกคนเตรียมพร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และปรับเปลี่ยนปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก เพื่อใช้เน็ตประชารัฐหาข้อมูลในการทำการค้า การลงทุน และการศึกษา ด้วยระบบออนไลน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อก้าวเข้าสู่ประเทศไทย 4.0

นอกจากนี้ นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องการทำเคเบิลใต้น้ำที่มีบางฝ่ายบอกว่าเป็นการรบกวนปะการัง ชี้แจงว่าเป็นการวางสายในพื้นดินใต้น้ำ ไม่ได้ฝังกลบ รื้อย้ายหรือเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้ และมีการเลือกทำในพื้นที่รบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด จึงขออย่ามองเพียงแง่เดียว

 

IDC Robocon 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517691

IDC Robocon 2017

โดย มีนา

เด็กไทยก็เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่ง 5 นักศึกษาตัวแทนประเทศไทยที่ชนะเลิศจากการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 เข้าร่วมแข่งขันการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ระดับนานาชาติ &##8220;IDC Robocon 2017” ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ภายใต้โจทย์ “Silk Road” ร่วมกับเยาวชนตัวแทนจาก 8 ประเทศ รวม 55 คน โดยได้มีการจัดแบ่งกลุ่มเป็นทีมละ 4-5 คน แบบคละสมาชิกต่างประเทศและมหาวิทยาลัย

สำหรับผลการแข่งขัน ปรากฏว่านักศึกษาตัวแทนประเทศไทย ทำผลงานยอดเยี่ยมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ฐิติมา สุขจิตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ทีม Skyblue สุทิวัส ญาณชโลทร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีม Blue คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และ วิวัฒน์ ศิลารักษ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทีม White คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ในฐานะประธานจัดการแข่งขัน กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า รู้สึกภูมิใจกับนักศึกษาทุกคนที่มีโอกาสเข้าแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ ทำให้ความสามารถด้านหุ่นยนต์ของเยาวชนไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากการเรียนแล้วจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ด้วย

“แม้ว่าการแข่งขันหุ่นยนต์จะจำกัดด้วยระยะเวลา แต่เยาวชนไทยมีความมุ่งมั่นตั้งใจและพยายามทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิกในทีมที่แตกต่างทางที่ใช้สื่อสาร หากมีการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ เยาวชนต้นกล้าเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนและเติบโตเป็นบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่มีคุณภาพและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างแน่นอน”

ขณะที่ ฐิติมา สุขจิตร นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กล่าวว่า ตนได้จับสลากอยู่ทีม “Sky Blue” ร่วมกับเพื่อนอีก 4 ชาติ คือ อียิปต์ เม็กซิโก ญี่ปุ่น และจีน โดยตนทำหน้าที่เป็นแมคคานิกส์ คือ ออกแบบหุ่นยนต์ด้านกลไก ซึ่งการแข่งขันเต็มไปด้วยความสนุก ตื่นเต้นและต้องมีการแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา หน้าที่หลักของฐิติมาในการร่วมทีม สกาย บลู คือ คิดกลไกหุ่นยนต์ 2 ตัว โดยฐิติมาจับคู่ทำกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น

“บรรยากาศการแข่งขันคือคณะกรรมการให้โจทย์ในขณะแข่งขันโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ พื้นดินกับทะเล ฝั่งพื้นดินเขาให้เรานำหุ่นยนต์ของทีมไปชนกับกล่องที่บรรจุลูกปิงปองแล้วให้ลูกปิงปองไหลสู่หุ่นยนต์ที่รออยู่ด้านล่างของเรา

“หน้าที่ของหนูคือออกแบบกลไก พอได้โจทย์ เราทำหุ่นยนต์สองตัวแบ่งใช้ภาคพื้นดินกับทะเล หุ่นภาคพื้นดินเราใช้เป็นคีพเปอร์มีแขนเพื่อหยิบกล่อง แต่ตอนเก็บปิงปองเอาไปชน เราทำฐานเป็นแผ่นไม้เพื่อรองรับปิงปองไว้ที่ตัวหุ่น ก็เป็นเทคนิคทำให้เราชนะเพราะทีมหนูได้ลูกปิงปองเยอะมาก”

เธอเล่าว่า ตัวหุ่นยนต์พื้นดินมีปัญหาเยอะ เพื่อนชาวจีนกับอียิปต์ทำคีพเปอร์อยู่พื้นดิน เธอทำงานกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นในภาคทะเล

“ของหนูทำง่ายมากๆ แต่เวิร์กมาก เพราะเราทำระบบง่ายๆ ทำเหมือนรอกหุ่นยนต์ พอไปแตะปิงปองปุ๊บ ปิงปองจะลงมาในหุ่นหมดเลย พอเราเก็บปิงปองเสร็จเอาไปใส่ในตำแหน่งที่เราต้องการ โดยเราทำเป็นรอกใช้ระบบขับเคลื่อนรอกด้วยเซอร์โว เป็นตัวขับเคลื่อน 360 องศา หมุนได้ทุกทิศทุกทาง จะได้ความแม่นยำ หุ่นเราเจาะรูไว้ให้พอดีกับลูกปิงปองหนึ่งลูก เวลาเราเคลื่อนรอก แผ่นกระดานจะขึ้นมาด้วย ลูกปิงปองก็จะไหลลงรูตามที่เรากำหนดทำให้การทำงานแม่นยำที่สุด”

สำหรับความประทับใจจากรองแชมป์คนเก่ง ฐิติมา คือการทำงานเป็นทีมเวิร์กสำคัญที่สุด โดยเพื่อนๆ ในทีมต่างรับฟังความคิดเห็นของแต่ละคนเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาหุ่นยนต์ของทีมให้ดีที่สุด

“และอีกข้อ คือได้รับประสบการณ์มาเยอะมาก ซึ่งเราหาไม่ได้ในห้องเรียน เพราะเวลาลงแข่งทุกแมตช์ แน่นอนว่าย่อมต้องมีปัญหามาให้เราแก้ไขทุกครั้ง ซึ่งทุกคนต่างก็ช่วยกันแก้ไขปัญหากันอย่างเต็มที่ ส่วนอุปสรรคที่เจอก็จะเป็นเรื่องภาษา ซึ่งยอมรับว่าแรกๆ จะไม่ค่อยกล้าพูดคุย เพราะตนพูดอังกฤษไม่เก่ง แต่ก็สามารถสื่อสารได้

“พอมาช่วงหลังๆ ที่มีการเบรนสตรอมหรือระดมสมองก็เริ่มกล้าคุยมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ต้องเตรียมไปอีกในการแข่งระดับนานาชาติคือ ความรู้พื้นฐาน เช่น การเขียนโปรแกรม การใช้เครื่องมือช่าง ระบบอิเลกทรอนิกส์ขับเคลื่อน เพราะเวลาทำงานกันเป็นทีมจะเราได้สามารถช่วยเพื่อนในทีมได้เต็มที่”

 

คนซื้อรถค้นข้อมูลผ่านออนไลน์ตรึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517657

คนซื้อรถค้นข้อมูลผ่านออนไลน์ตรึม

กูเกิลกางผลสำรวจคนไทย ใช้ช่องทางออนไลน์หาข้อมูลก่อนซื้อรถยนต์ คาดอนาคตลดโชว์รูม

นายภูมิภัต ฉัตรแก้ว ผู้จัดการกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทย ตัดสินใจซื้อรถเปลี่ยนไป จากผลวิจัยหัวข้อการตัดสินใจซื้อรถที่กูเกิลทำร่วมกับ ทีเอ็นเอส พบว่า ผู้บริโภคเลือกที่จะศึกษาและค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ก่อน เมื่อไปถึงโชว์รูมก็จะตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ผู้ที่จะซื้อรถกว่า 74% จะยังไม่มีตัวเลือกที่ชัดเจนก่อนหาข้อมูล แต่เมื่อมีปัจจัยเกื้อหนุนอย่างสถานการณ์ทางการเงินดีขึ้น ครอบครัวขยายใหญ่ขึ้น เปลี่ยนงานหรือได้งานใหม่ แต่งงานและเหตุผลด้านสุขภาพ จะทำให้ผู้บริโภคมองหารถยนต์ใหม่เพื่ออำนวยความสะดวก

นอกจากนี้ 96% ของผู้บริโภคจะค้นหาข้อมูลผ่านเสิร์ชเอนจิ้นก่อน จากนั้นจะเป็นการดูพรีวิวผ่านวิดีโอออนไลน์ 88% และอีก 82% จะดูผ่านโซเชียล มีเดีย ดังนั้น ผู้ที่เริ่มมองหาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์จะเลือกดูผ่านวิดีโอออนไลน์เกี่ยวกับรถรุ่นใหม่ที่ไม่เคยคิดจะซื้อมาก่อน 87% อีก 77% ชมวิดีโอออนไลน์เพื่อให้กรอบการพิจารณาแคบลง และอีก 94% จะติดตามอย่างต่อเนื่อง โดย 49% ของผู้ที่รับชมวิดีโอออนไลน์จะเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของตัวแทนจำหน่าย 44% จะถามราคาจากนั้นก็อยู่ที่ฝ่ายขายแต่ละแบรนด์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นายภูมิภัต กล่าวว่า กูเกิลเชื่อว่า การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าจะช่วยให้ค่ายรถยนต์วิเคราะห์และตัดสินใจในการวางแผนลงสื่อโฆษณาได้ดีขึ้น เลือกใช้สื่อได้อย่างเหมาะสมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมแนะ ให้แบรนด์สร้างคอนเทนต์ให้โดนใจ ผู้ชม โดย 47% ควรมีรีวิวรถหรือทดลองขับการทดสอบเปรียบเทียบ 44% นำเสนอความปลอดภัยของรถ 40% ชมสภาพภายในและนอกรถ อีก 39% นำเสนอสมรรถนะของรถและควร เลือกผลิตคอนเทนต์แบบ 360 เพื่อให้ลูกค้ามีการเห็นสินค้ารอบด้านก่อนตัดสินใจซื้อและลดการเดินทางไปที่ศูนย์บริการ

ด้าน นายศรุต อิงคะวัต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) กล่าวว่า เรื่องของศูนย์บริการไม่ได้หายไปจากตลาด แต่จะปรับรูปแบบให้รองรับบริการลูกค้าได้ดีขึ้น และยังคงมีแผนขยายสาขาที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด แต่ต้องยอมรับว่าการใช้ช่องทางออนไลน์สื่อสารกับลูกค้าจะเป็นบริการอีกรูปแบบหนึ่งที่พนักงานต้องรู้จักปรับตัว เพื่อให้งานบริการดีขึ้นกว่าเดิม

สำหรับการลงทุนโฆษณาออนไลน์นั้น ทุกแบรนด์ลงทุนกันไม่น้อยกว่า 80-100 ล้านบาท เพราะช่วยลดต้นทุนด้านสื่อหลักแบบเดิม รวมทั้งเข้าถึง ผู้บริโภคได้ดีขึ้น โดยบริษัทยังคงควบคู่งานบริการและสื่อสารการตลาดอย่างเหมาะสม เพราะหลังจากที่มีการทำสื่อโฆษณาออนไลน์ทุกรูปแบบ พบว่าลูกค้าเดินทางเข้ามาที่โชว์รูมลดลง และการติดต่อขอทดลองขับก็น้อยลง

 

นายกฯเปิดใช้เคเบิ้ลใต้น้ำเพิ่มโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 20:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517585

นายกฯเปิดใช้เคเบิ้ลใต้น้ำเพิ่มโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

นายกฯเปิดโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศมูลค่าการลงทุน 20,000 ล้านบาท เพิ่มโอกาสผู้มีรายได้น้อยเข้าสู่บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางเปิดโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ระบบ Asia–Africa–Europe–1 (AAE-1) ตั้งอยู่ที่บ้านตะโล๊ะใส ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ โดย บมจ.ทีโอที ได้ร่วมลงทุนกับกลุ่มทุนจากบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำระหว่างประเทศอีก 17 ประเทศ (France, Italy, Greece, Egypt, Saudi Arabia, Djibouti, Yemen, Oatar, UAE, Oman, Pakistan, India, Myanmar, Cambodia, Vietnam, HongKong, Malaysia และ Singapore) ในการก่อสร้างระบบเคเบิลใต้น้ำความจุสูงระบบแรกที่มีเส้นทางหลักผ่านประเทศไทยโดยมีแนวเส้นทางเคเบิลจากฮ่องกง พาดผ่านภาคใต้ซึ่งมีจุดขึ้นบกที่จังหวัดสงขลาและเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงภาคพื้นดิน Thailand Crossingไปยังจังหวัดสตูล เชื่อมโยงไปยุโรป โดยโครงการระบบ AAE-1ใช้เทคโนโลยีล่าสุด 100Gbps ต่อหนึ่งคลื่นนำแสง มีความจุอย่างน้อย 32 ถึง40 Tbps มูลค่าการลงทุน 20,000 ล้านบาท

ปัจจุบันภาพรวมของโครงการดำเนินการแล้วเสร็จร้อยละ 90 โดย phase 1เส้นทางประเทศไทย-ยุโรป ได้เปิดใช้งานแล้ว และเส้นทางประเทศไทย-สิงคโปร์อยู่ระหว่างการทดสอบ สำหรับ phase 2 เส้นทางประเทศไทย-ฮ่องกง จะสามารถเปิดใช้งานได้ประมาณไตรมาสสุดท้ายของปี 2560ในส่วนของประเทศไทยทีโอที ได้ติดตั้งอุปกรณ์สถานีเคเบิลใต้น้ำปากบาราที่จังหวัดสงขลาและจังหวัด.สตูล และได้ดำเนินการติดตั้งเคเบิลใยแก้ว Thailand Crossingเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ระบบ AAE-1 จะสร้างประโยชน์โดยรวมให้กับประเทศไทยโดยสามารถเพิ่มความจุวงจรสื่อสารระหว่างประเทศซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศได้อย่างหลากหลายและเพียงพอในระยะยาวช่วยลดต้นทุนในการเชื่อมต่อวงจรต่างประเทศ ส่งผลให้บริการของผู้ประกอบการโทรคมนาคมในประเทศไทยลดลง ทำให้การให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ภาคราชการ และธุรกิจด้วยราคาที่ถูกลง ทั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและสามารถใช้เป็นเส้นทางสำรองในกรณีเกิดอุบัติเหตุ เช่น จากสมอเรือ แผ่นดินไหวกลางทะเล ทำให้การสื่อสารของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

เน็ตชายขอบเดือนละ200บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/517511

เน็ตชายขอบเดือนละ200บ.

กสทช.เคาะอัตราอินเทอร์เน็ตชายขอบไม่เกิน 200 บาท/เดือน เร่งเปิดใช้ภายในสิ้นปีนี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช.ได้อนุมัติโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน พร้อมดำเนินการจ้างบริการ เพื่อให้เปิดใช้งานได้ตามเป้าหมายภายในปีนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. กสทช.ได้ลงนามสัญญาโครงการแล้วจำนวน 8 สัญญา วงเงินรวม 12,989.69 ล้านบาท โดยประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการจะสามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 30/10 Mbps ได้ในราคาไม่เกิน 200 บาท/เดือน

นอกจากนี้ ยังมีบริการยูโซ่ (USO) แพ็กเกจรุ่นเล็ก ความเร็ว 15 Mbps ราคาไม่เกิน 150 บาท/เดือน และ ยูโซ่แพ็กเกจรุ่นจิ๋ว ความเร็ว 10 Mbps ราคาไม่เกิน 100 บาท/เดือน เฉลี่ยไม่เกินเมกละ 10 บาท ให้บริการสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยและมีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วต่ำกว่า 30 Mbps ส่วนการให้บริการที่ไม่เสียค่าบริการเพื่อสาธารณะ ได้แก่ ไว-ไฟสาธารณะ 3,149 จุด เฉลี่ยหมู่บ้านละ 1 จุด อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในหน่วยงานภาครัฐ ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล รวม 1,317 แห่ง รวมทั้งมีศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ 763 ศูนย์ พร้อมผู้ดูแลประจำศูนย์อย่างน้อย 1 คน ซึ่งทั้งหมดจะให้บริการฟรีตลอดระยะเวลา 5 ปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นายฐากร กล่าวว่า เป้าหมายให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไม่ต่ำกว่า 30 Mbps ต้องเปิดบริการไม่น้อยกว่า 588 หมู่บ้าน ภายในเดือน ธ.ค. 2560 ส่วนอีก 2,352 หมู่บ้าน ภายในเดือน เม.ย. 2561 ก่อนเปิดให้บริการครบ 100% ในเดือน ส.ค. 2561

“การดำเนินโครงการเน็ตชายขอบครั้งนี้ สามารถประหยัดงบประมาณลงได้ 624.93 ล้านบาท จากราคากลางโครงการ จำนวน 13,614.62 ล้านบาท ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตราคาถูก และมีโอกาสเหมือนคนเมือง” นายฐากร กล่าว

สำหรับผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมงานบริการอินเทอร์เน็ต ได้แก่ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น บริษัท ทีโอที บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น และ บริษัท กสท โทรคมนาคม