3 อาหารควรทานเพื่อบำรุงตับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 16:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521328

3 อาหารควรทานเพื่อบำรุงตับ

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ควรใส่ใจดูแล ซึ่งอาหารบางชนิดก็มีส่วนช่วยในการบำรุงตับให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีหน้าที่สะสมพลังงานและกำจัดสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย รวมไปถึงผลิตน้ำดีและสารอาหารบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย หลายคนมักจะละเลยการบำรุงตับ เนื่องจากเป็นอวัยวะภายในที่เรามองไม่เห็น จนเผลอทำร้ายตับไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่งอาจมีส่วนทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติและเกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย ดังนั้นจึงควรหันมาใส่ใจดูแลตับกันให้มากขึ้น ทั้งนี้การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงตับมากเช่นกัน

1. กะหล่ำปลี – กะหล่ำปลีเป็นผักที่หาทานง่าย นำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย ที่สำคัญคือมีส่วนช่วยในการต่อต้านมะเร็งตับ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดี สามารถล้างสารพิษและทำความสะอาดลำไส้ ซึ่งจะทำให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. เห็ด – ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง หรือเห็ดนางฟ้า อาหารจำพวกเห็ดล้วนมีคุณสมบัติในการช่วยล้างพิษ ทั้งยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. แครอท – เราเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงได้ด้วยแครอท เนื่องจากมีหลากหลายคุณสมบัติที่มีส่วนช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในแครอท มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง และสามารถกำจัดไขมันส่วนเกินจากตับได้

 

6 เคล็ดลับวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 15:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521326

6 เคล็ดลับวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

การออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นสิ่งที่ได้ง่ายๆ แต่หากวิ่งผิดวิธีก็อาจทำให้บาดเจ็บได้เช่นกัน

การวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเพียงแค่มีรองเท้าวิ่งคู่ใจสักคู่ ก็สามารถออกวิ่งได้แล้ว แต่ด้วยความง่ายนี้ บางคนอาจจะประมาท หรือออกกำลังกายผิดวิธี ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ เราจึงมีเคล็ดลับในการวิ่งที่จะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากฝากกัน เพื่อให้ทุกคนสุขภาพดีแบบไม่เจ็บตัว

1. วอร์มก่อนวิ่ง – การเตรียมความพร้อมให้ร่างกายถือเป็นสิ่งสำคัญในทุกการออกกำลังกาย ก่อนออกวิ่งควรวอร์มอัพเพื่อให้เครื่องร้อนเล็กน้อย ถือเป็นการยืดเส้น เตรียมกล้ามเนื้อก่อนใช้งาน

2. วิ่งให้ถูกวิธี – โดยปกติผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้วิ่งโดยการลงปลายเท้าหรือลงส้นเท้า แต่ที่ถูกต้องควรจะวิ่งในท่าที่ทำให้เรารู้สึกสบาย เป็นธรรมชาติของตัวเอง เหนื่อยน้อย และไม่บาดเจ็บ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. หาจุดสมดุลของร่างกาย – นอกจากการลงส้นเท้าให้เข้ากับสรีระแล้ว ผู้วิ่งต้องหาแกนกลางของร่างกายเพื่อรักษาสมดุล โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ย่อเข่าในขณะที่เท้าสัมผัสกับพื้น เพื่อลดการบาดเจ็บ และไม่ก้มหน้ามากจนเกินไปในขณะวิ่ง

4. แกว่งแขน – ถ้าเราปรับให้แขนและขามีความสัมพันธ์กัน เช่น แกว่งแขนในทิศทางที่ถูกต้อง จะทำให้การวิ่งนั้นดีขึ้น และลดการใช้พลังงานของระบบภายในของร่างกายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้วิ่งได้เร็วและนานขึ้น

5. คูลดาวน์ – เมื่อวิ่งเสร็จแล้วควรคูลดาวน์ด้วยการลดความเร็วลงและยืดเส้นประมาณ 10 – 30 นาที เพราะจะช่วยให้อุณหภูมิและการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ จนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ รวมถึงการลดปัญหาการบาดเจ็บที่เกิดจากกรดแลคติกในขณะวิ่ง

6. รองเท้าวิ่ง – รองเท้าวิ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้วิ่ง การเลือกรองเท้าจึงควรคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก เลือกขนาดที่พอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป รวมไปถึงอาจเลือกที่มีนวัตกรรมที่ช่วยปกป้องเท้า รองรับน้ำหนัก ลดอาการบาดเจ็บได้ด้วย

 

‘ความดี’ สิ่งที่เราทำถวายในหลวงได้ตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521322

‘ความดี’ สิ่งที่เราทำถวายในหลวงได้ตลอดชีวิต

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

21 ต.ค. 2560, วันนี้เป็นเวลา 373 วันแล้วที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต และอีกไม่ถึงสัปดาห์จะถึงงานพระราชพิธีสำคัญ, พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม้เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตจะผ่านมาเป็นปีแล้วแต่ความเศร้าและอาลัยยังอยู่ในใจของคนไทยทั่วประเทศไม่จางหาย แต่แม้จะยังอยู่ในช่วงเวลาที่โศกเศร้าผู้เขียนเองสังเกตเห็นผู้คนทั้งที่รู้จัก ไม่รู้จัก จำนวนมากลุกขึ้นมาทำกิจกรรมที่เป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งการทำกิจกรรมในนามองค์กรบริษัท สมาคม กลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่ทำคนเดียว ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย แตกต่างออกไป ทั้งการบริจาค การเข้าให้ความช่วยเหลือ การสมัครเป็นจิตอาสา รวมถึงการบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

มีเพื่อนคนหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาถามตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ตลอด 70 ปีที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อคิดค้นหนทางที่จะทำให้ประชาชนที่ยากไร้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเจริญ มีการพัฒนา แล้วเราในฐานะประชาชนได้ทำอะไรเพื่อตอบแทนถึงเศษเสี้ยวที่ท่านทำเพื่อประเทศหรือยัง แต่ในบทสนทนาของเราก็จบด้วยข้อสรุปว่า มีอย่างหนึ่งที่เราทุกคนสามารถทำถวายพระองค์ท่านได้ตลอดชีวิตของเราเลย นั่นคือการทำความดี ชื่นชมให้กำลังใจกับคนที่ทำความดี เพื่อให้เกิดการส่งต่อความปรารถนาดีต่อกันไปเรื่อยๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จริงๆ แล้วการทำและส่งต่อความดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพียงแต่ทำในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัว ตามกำลัง

มีตัวอย่างของบุคคลท่านหนึ่งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จัก เขามักทำสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่น่าประทับใจ บุคคลท่านนี้คือ “คุณต่อ ปิยะ ซอโสตถิกุล” บุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงธุรกิจธนาคารในฐานะอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ และปัจจุบันหันมาบริหารธุรกิจครอบครัวในกลุ่มซีคอนกรุ๊ปเต็มตัว

สิ่งเล็กๆ ที่คุณต่อทำไม่เคยขาดคือการช่วยเหลือผู้คนที่กำลังลำบาก อย่างช่วงเช้าวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา หากจำกันได้ ได้เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ คุณต่อก็ได้นำรถส่วนตัวที่ตัวรถสูงสามารถวิ่งในพื้นที่น้ำท่วมได้ ไปรับส่งผู้คนในย่านซอยสุขุมวิท 35-55 ผู้คนที่ได้ใช้บริการมีทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนแก่ คนไทย ต่างชาติ วิ่งรับส่งอยู่อย่างนั้นกว่า 4 ชั่วโมงจนน้ำลด

นอกจากนี้ สิ่งที่คุณต่อทำเป็นประจำคือ การซื้อของใช้จำเป็นให้คนเร่ร่อนที่ผ่านไปพบเห็น โดยเฉพาะคนเร่ร่อนย่านสวนลุมพินี ที่คุณต่อจะไปวิ่งออกกำลังกายทุกเช้า ล่าสุดก็ไปซื้อสบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน อาหารให้คนเร่ร่อนพร้อมกับนั่งกิน นั่งคุย สุดท้ายก็ยกเสื้อสีดำของตัวเองให้เขาไปอีก ด้วยเหตุผลว่าถึงวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ จะได้มีเสื้อดำใส่กับคนอื่นเขา

ในห้องเรียนที่ผู้เขียนกำลังศึกษาคณะนิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง ก็ได้พบกับเพื่อนที่ทำดีเพื่อเพื่อนสม่ำเสมอตั้งแต่ปีแรกจนปีนี้ปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียนไม่เคยขาดตกบกพร่อง สำหรับใครที่เคยเรียนนิติศาสตร์ภาคบัณฑิต จะรู้ซึ้งถึงความหิน ไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาวิชาที่ยากและเยอะ แต่ต้องต่อสู้ภาระการงานที่มากโข เพราะคนที่มาเรียนภาคนี้เกือบทั้งหมดเป็นคนที่ทำงานแล้ว ต้องแบ่งเวลางาน เวลาเรียน เวลาอ่านหนังสือกันให้ลงตัว

โดยการฝ่าฟันสอบผ่านวิชาต่างๆ มาได้เกือบจะตลอดหลักสูตรของคนกว่า 100 ชีวิต มาจากความสม่ำเสมอของเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่คอยอัดเทป ส่งไฟล์เสียงบรรยาย ทำเอกสารสรุป และคอยติวเพื่อเตรียมสอบซ่อมให้กับเพื่อนกลุ่มที่สอบตกในการสอบภาคปกติ (การเรียนนิติศาสตร์ จะมีการสอบในภาคปกติและซ่อมในภาคฤดูร้อน)

ตัวอย่างของคุณต่อและเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่คอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมรุ่นการเรียนของผู้เขียน เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของคนในสังคมที่เลือกทำสิ่งที่ดีเล็กๆ แต่สม่ำเสมอเพื่อคนอื่น และผู้เขียนเองเชื่อว่าในสังคมยังมีผู้คนที่ทำดีแบบนี้อยู่อีกจำนวนมาก

ไม่รู้จะเป็นการหวังที่สูงเกินไปหรือไม่ ผู้เขียนเองอยากให้ช่วงเวลาที่ผู้คนในสังคมกำลังลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ เพื่อถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเวลานี้ เปลี่ยนแปลงเป็นแรงส่งการทำดีต่อกันของผู้คนในสังคมที่จะยังคงอยู่ต่อๆ ไป เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน หลังจากที่ดูจะห่างเหิน เป็นสังคมตัวใครตัวมันไปมากในช่วงที่ประเทศไทยมีปัญหาทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา

การเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เล็กๆ ต่อผู้คนรอบข้างในวันนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้าแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึงก็เป็นได้ หรือแม้อนาคตยังมาไม่ถึง ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้เดี๋ยวนั้นเมื่อลงมือทำคือ ความรู้สึกที่ดี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาว่าจะทำสิ่งใดเพื่อถวายตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 เพียงลงมือทำสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” และทำถวายพระองค์ท่านไปตลอดชีวิต เท่านี้คุณก็มีส่วนทำให้ประเทศและโลกใบนี้ดีขึ้นแล้ว

 

Sound Meditation

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521321

Sound Meditation

 โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

คลื่นเสียง คือการสั่นสะเทือนที่สัมผัสได้ในทุกส่วนของการดำรงคงอยู่ เสียงไม่ได้เพียงแค่ได้ยินด้วยหูเท่านั้น แต่เซลล์ทุกๆ เซลล์ในร่างกายได้ยินหมดจนถึงระดับโมเลกุล คุณรู้หรือไม่ว่าพลังแห่งเสียงส่งผลกับเราในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นในระดับยีน ระดับพลังงาน คลื่นสมอง ฮอร์โมน ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึก ระบบประสาท ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรคด้วย เพราะการสั่นสะเทือนส่งผลถึงกระบวนการได้ยินภายใน เพราะว่าในร่างกายของเรามากกว่า 60% เป็นน้ำ ซึ่งเสียงจะเดินทางได้ดีในของเหลวมากกว่าในอากาศ

คลื่นเสียงเดินทางได้เป็น 15 เท่าในน้ำ มากกว่าเดินทางในอากาศ เลือดของเรา 92% ก็เป็นน้ำ สมองและกล้ามเนื้อ 75% เป็นน้ำ และกระดูกก็มีน้ำถึง 22% ดังนั้นทุกๆ เซลล์ในร่างกาย จึงเกิดการสั่นสะเทือนด้วยคลื่นเสียง

มนุษย์เราทุกวันนี้ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ คิดงาน วางแผนธุรกิจ จึงต้องใช้งานสมองฝั่งซีกซ้ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การจัดระบบ การคำนวณ การใช้เหตุผล การใช้ภาษา ซึ่งเมื่อมากเกินไปย่อมก่อให้เกิดความเครียด ปวดหัว บางคนก็ปวดหนักมากจนลงไปสะสมในกล้ามเนื้อแถวคอ บ่า ไหล่ หลัง ส่งผลให้นอนไม่ค่อยหลับ จนในที่สุดประสิทธิภาพในการทำงานก็จะลดลง อย่าลืมว่าความเครียดที่ไม่ได้รับการปล่อยออกหรือขับออกไป ไม่ได้ระบายมันออกไป จะเป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยไข้เจ็บ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในขณะที่สมองฝั่งซีกขวา ซึ่งเป็นเรื่องของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ดนตรี และจังหวะ รวมถึงจิตสำนึก ไม่ค่อยได้รับการกระตุ้นหรือการสั่นสะเทือน การทำสมาธิด้วยพลังแห่งเสียงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองของคุณ ทำให้สมองฝั่งซีกซ้ายเงียบลง ได้พักผ่อน ลดความเครียด ไม่ต้องใช้ความดิด

หากคุณร้องเพลงที่มีเนื้อร้อง และมีความหมายในเพลง สมองซีกซ้ายของคุณยังคงใช้งานอยู่ในเรื่องของภาษา ความหมายของเนื้อร้อง คุณฟังแล้วสมองคุณก็ประมวลผลทางความคิด เพลงทั่วไปที่คุณฟังอยู่ จึงไม่ได้ทำให้สมองฝั่งซ้ายคุณได้เงียบลงจริงๆ ไม่ได้พักผ่อนลึกๆ จริงๆ ซึ่งเป็นการมองในแง่การบำบัด ครูก็ยังคงฟังเพลงทั่วไปอยู่นะคะ เช่น แนวแจ๊ซที่ครูชอบมากๆ แนวป๊อป แนวอาร์แอนด์บี หรือเพลงเพื่อชีวิตต่างๆ แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการใช้พลังแห่งเสียงบำบัดสำหรับศาสตร์โยคะที่มีมานานหลายพันปีนี้ มีรายละเอียดที่ต่างกัน

ดังนั้นแล้วสำหรับเคอตันคอนเสิร์ต จะทำให้สมองฝั่งซ้ายคุณเงียบลง ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้สมองซีกขวาของคุณทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระตุ้นพลังแห่งศิลปะ กวี ความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้อารมณ์และความรู้สึกของคุณอยู่ในภาวะสมดุล ในชั้นเรียนคุณจะรู้สึกถึงการปลดปล่อย อารมณ์ดี และเป็นอิสรภาพ รวมทั้งการปล่อยอีโก้ให้ลอยไปในอากาศ ความมีตัว ถือตน เจือจางลง เหลือเพียงแค่พลังงาน จนเกิดความสำนึกรู้ตัวที่เปี่ยมไปด้วยสติ

พบกับคลาสพิเศษส่งท้ายปีนี้ได้ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ที่โยคะสุตราสตูดิโอ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์ และเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ มาร่วมกันปลดปล่อย ร่วมกันระบาย อารมณ์ที่มันสะสมไว้ เก็บกดไว้ออกมากันค่ะ ศิลปะแห่งดนตรีที่ไม่ได้มีเพียงแค่การปลดปล่อยแต่ยังเป็นพลังแห่งสมาธิบำบัด มาร่วมกันแบ่งปันพลังงานและฝึกสมาธิบำบัดกับพลังแห่งเสียงกัน

พลาดแล้วจะเสียใจเพราะเป็นคลาสส่งท้ายปี เราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ในปีหน้าที่สดใสและเบิกบาน…

 

7 วิธีบอกลาอาการอาหารไม่ย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521319

7 วิธีบอกลาอาการอาหารไม่ย่อย

รวมวิธีที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด จุกเสียด

อาการอาหารไม่ย่อยอาจเกิดขึ้นกับทุกคนได้ทุกเวลาโดยที่เราไม่คาดคิด และแน่นอนว่าก็คงไม่มีใครอยากอยู่ในสถาวะจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดกันไปทั้งวันอยู่แล้ว เราจึงรวบรวมวิธีที่จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการเหล่านั้น ที่เป็นผลข้างเคียงมาจากอาการอาหารไม่ย่อยมาฝากกัน

1. เคี้ยวอาหารให้นานขึ้น – การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและนานขึ้น นอกจากจะช่วยให้อาหารย่อยง่ายแล้ว ยังทำให้อิ่มเร็วอีกด้วย

2. ไม่ทานข้าวคำน้ำคำ – ควรลดการดื่มนํ้าระหว่างทานข้าว เพราะจะทำให้ท้องอืด ย่อยอาหารลำบาก กรดในกระเพาะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ย่อยอาหารได้ไม่สมบูรณ์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ลดกรดจากภายนอก – งดทานพวกน้ำอัดลม คาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือการกินผลไม้หลังกินอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากไขมันจะย่อยช้า ผลไม้จึงบูดก่อนที่จะได้ย่อย ทำให้เกิดแก๊สขึ้น

4. ลดการทานเปรี้ยวและเผ็ด – อาหารรสเปรี้ยวและเผ็ดจัด เป็นตัวสร้างกรดในกระเพาะอาหารให้มากขึ้น จนอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหารได้เช่นกัน

5. เลือกทานอาหาร – ควรงดทานอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ รวมไปถึงอาหารจำพวกแป้งสาลี นม โดยเฉพาะอาหารที่มีเส้นใยมาก เพราะเป็นตัวดูดซับน้ำไว้ เมื่อพองตัวจะทำให้ท้องอืด เกิดอาการจุกแน่น

6. ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักทันทีหลังกินอาหาร – เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้เลือดที่ควรจะไปเลี้ยงระบบย่อยอาหาร ถูกดึงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อแทน ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบย่อยไม่เพียงพอ

7. สมุนไพรช่วยย่อย – สมุนไพรบางชนิด เช่น ขิง ตะไคร้ กะเพรา ยาหอม มีประสิทธิภาพในการช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารได้ด้วยเช่นกัน

 

ทุ่งพระเมรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521318

ทุ่งพระเมรุ

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล

“สนามหลวง” เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 126 ลงวันที่ 13 ธ.ค. พ.ศ. 2520 มีเนื้อที่ 74 ไร่ 63 ตารางวา

ท้องสนามหลวงกำลังมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อันเป็นที่รักยิ่งอย่างหาเสมอเหมือนของปวงชนชาวไทย

ท้องสนามหลวง หรือ สนามหลวง เป็นสนามขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล กรุงเทพมหานคร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ท้องสนามหลวง เดิมเรียกว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ครั้นเมื่อปี 2398 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกจาก “ทุ่งพระเมรุ” เป็น “ท้องสนามหลวง” ดังปรากฏในประกาศว่า

“ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า ‘ท้องสนามหลวง’”

จากเดิมทีที่เรียกกันว่า “ทุ่งนาวัดมหาธาตุ” ในรัชกาลที่ 3 มีการทำนาที่นี่เป็นทางการ หรือในสมัยนั้นเรียกว่า “เป็นการหลวง” ประสงค์จะให้ปรากฏไปถึงนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะญวน ซึ่งมักมีเหตุบาดหมางกันเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ว่าเมืองไทยบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร มีไร่นา แม้กระทั่งใกล้ๆ พระราชวัง เนื่องจากไทยเอาใจใส่ในการสะสมเสบียงอาหารไว้เพื่อไม่ประมาท จนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่ 4 จึงเลิกทำนา

เพราะฉะนั้นก่อนจะกลายเป็น “สนามหลวง” นอกจากเรียก “ทุ่งนาวัดมหาธาตุ” แล้ว ยังมีชื่อเรียกว่า “ทุ่งพระเมรุ” อีกชื่อหนึ่ง เพราะสถานที่แห่งนี้ใช้เป็นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดฯ ให้สร้างบริเวณสำหรับการพระราชพิธีพืชมงคล และพิธีพิรุณศาสตร์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ข้างในสร้างหอพระเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำหรับการพิธี มีพระพุทธคันธารราฐ เป็นต้นหลังหนึ่ง มีพลับพลาหลังหนึ่ง ข้างพลับพลาน้อย สร้างบนกำแพงแก้วสำหรับประทับทอดพระเนตรในเวลามีพระราชพิธีพืชมงคลหลังหนึ่ง และสร้างฉางไว้ข้าวนาหลวงในบริเวณนั้นด้วยอีกหลังหนึ่ง โปรดฯ ให้เรียกว่า “ท้องสนามหลวง” จึงพากันเรียกว่า “ท้องสนามหลวง” มาจนบัดนี้ แต่สิ่งก่อสร้างต่างๆ นั้นทรุดโทรม ถึงรัชกาลที่ 5 จึงโปรดฯ ให้รื้อเสีย

โดยข้อมูลส่วนนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ได้เขียนถึง “วิวัฒนาการของสนามหลวง” ไว้อย่างละเอียด และเพจชมรมประวัติศาสตร์สยาม นำมาเผยแพร่ ซึ่งมีการกล่าวถึงที่มาของการเปลี่ยนชื่อ “ทุ่งพระเมรุ” มาเป็น “ท้องสนามหลวง” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้ว่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงตัดสินพระราชหฤทัยย้ายพระนครมาอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ฝั่งเดียวนั้น ทรงตั้งกำหนดเขตพระบรมมหาราชวังขึ้นที่บางกอก โดยโปรดย้ายพวกจีนซึ่งตั้งรกรากอยู่เดิมร่นไปทางใต้ที่สำเพ็ง และให้รื้อกำแพงเมืองกรุงธนบุรีลงเหลือไว้แต่คลองคูเมืองเดิมล้อมรอบพระบรมมหาราชวังกับวังหน้า และก็ให้เว้นที่ดินระหว่างวังหลวงกับวังหน้าไว้เป็นท้องสนามหลวง มีพื้นที่เพียงครึ่งเดียวของสนามหลวงในปัจจุบัน เพราะพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งด้านทิศเหนือเป็นวังหน้า

ท้องสนามหลวงได้ใช้ประโยชน์ในครั้งแรกคืองานพระเมรุพระบรมอัฐิพระชนกแห่งรัชกาลที่ 1 ต่อจากนั้นได้ใช้เป็นสถานที่เพื่องานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่อยู่ตลอดมา จนประชาชนเรียกที่ดินตำบลนี้ว่า “ทุ่งพระเมรุ” ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรำคาญพระทัยนัก จึงได้ออกประกาศว่าด้วยท้องสนามหลวงและสนามชัย เมื่อ พ.ศ. 2398 มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งเป็นการอัปมงคลมาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า “ทุ่งพระเมรุ” นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไป ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้นให้เรียกว่า “ท้องสนามหลวง” เป็นอันได้ความว่า “ท้องสนามหลวง” นั้น ได้เรียกอย่างทางราชการเมื่อ พ.ศ. 2398

สำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มีการจัดสร้างพระเมรุมาศ และพระเมรุ ทั้งหมด 4 ครั้งด้วยกัน ได้แก่ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ในปี 2527 งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปี 2538 งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี 2551 และงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในปี 2554

ปัจจุบันท้องสนามหลวงอยู่ในการกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร ตามที่ประกาศใน หน้า 4 เล่ม 129 ตอนพิเศษ 180 ง ราชกิจจานุเบกษา 26 พ.ย. 2555

ระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการใช้ การบำรุง และการดูแลรักษาพื้นที่ท้องสนามหลวง พ.ศ. 2555 โดยที่กรุงเทพมหานครเห็นว่า ท้องสนามหลวงเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี และงานที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้น ประกอบกับได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และตั้งอยู่ใกล้สถานที่สำคัญของชาติ คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง และศาลหลักเมือง จึงสมควรต้องมีระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการใช้ การบำรุงและการดูแลรักษาพื้นที่ท้องสนามหลวงไว้เป็นการเฉพาะ

 

ลงทุนคอนโด หาข้อมูลให้แน่นไว้จะได้ไม่พลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 13:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521312

ลงทุนคอนโด หาข้อมูลให้แน่นไว้จะได้ไม่พลาด

 โดย อณุสรา ทองอุไร

ความไม่รู้คือความเสี่ยง แต่ความรู้คือตัวช่วยในการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะหากอยากจะลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ใครมักพูดกันว่า คอนโดล้นตลาด หากเข้ามาทำคอนโดให้เช่าในยุคนี้ อาจจะพลาดได้ง่ายๆ

ลงทุนคอนโดมิเนียม มักมีปัญหามากมายที่คนไม่ลงมือทำจริงมักไม่เข้าใจ แม้จะพยายามศึกษาข้อมูลมาอย่างดี ซึ่งก็ช่วยผ่อนความเสี่ยงให้เบาบางลงได้บ้าง แต่เตรียมตัวให้พร้อมรับมือ แม้จะยังไม่เกิดปัญหาขึ้น ก็คงไม่มีอะไรเสียหาย

มีข้อมูลน่าสนใจ 3 ขั้นตอน ลดข้อพลาด ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในคอนโดนั้น ต้องหาข้อมูลให้แน่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ให้น้อยลง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

1.ข้อมูลแน่นไว้ไม่พลาด

ก่อนที่จะลงทุนซื้อคอนโดให้เช่า ควรวิจัยศึกษาข้อมูลทั้งด้านทรัพย์สินและสภาพแวดล้อมอย่างเต็มกำลังที่สุด ลงพื้นที่ดูสภาพแวดล้อม เช่น บริเวณโดยรอบนั้นเป็นอย่างไร? อนาคตของพื้นที่ใกล้เคียงจะเป็นอย่างไร? คอนโดนั้นมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมหรือไฟไหม้หรือไม่?

อย่าประมาทควรตรวจสอบความชัดเจนของข้อมูล จากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้คนที่น่าจะมีความรู้จริงมากกว่า เช่น พูดคุยกับตัวแทนอสังหาริมทรัพย์เพื่อตรวจสอบราคาทรัพย์สินโดยรอบ

ข้อผิดพลาดของการลงทุนคอนโดที่มักเกิดขึ้นในตลาดบ่อยครั้ง คือการซื้อในราคาที่สูงเกินไป ควรพิจารณาความเหมาะสมของราคากับสภาพคอนโดนั้น เพื่อจะได้ตัดสินใจว่า มันคุ้มค่ากับราคาและค่าใช้จ่ายในอนาคตหรือไม่ เปรียบเทียบราคาคอนโดที่มีสภาพคล้ายกันในพื้นที่โดยรอบ

2.รู้เท่าทันการเงินไม่มีเจ๊ง

รู้งบประมาณตัวเอง การลงทุนคอนโดที่ก้าวกระโดดเกินตัว เกินระดับเงินทุนที่มี ยิ่งไม่มีประสบการณ์ด้วยแล้ว ย่อมเกิดข้อพลาดได้ง่าย ควรเริ่มต้นการลงทุนด้วยงบประมาณที่เอื้อมถึงจะดีกว่า จะได้ไม่เป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป ตั้งงบประมาณเงินทุน แล้วจึงค้นหาพื้นที่ตั้งคอนโดที่มีระดับราคาอยู่ในงบประมาณ ไม่มองที่มีราคาสูงเกินงบประมาณ แม้ว่าดูแล้วน่าสนใจก็ตาม ควรจะรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายที่กรมที่ดิน ค่าประกัน ค่าส่วนกลาง เป็นต้น

ต้องรู้ว่าเป้าหมายการลงทุนคอนโดครั้งนี้คืออะไร เป็นไปตามแผนการที่วางไว้หรือไม่? จะมีหลักยึดและไม่ไขว้เขว เลี่ยงการตัดสินใจลงทุน เพราะชอบคอนโดนั้นเป็นการส่วนตัว ซึ่งอยู่นอกเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ รูปลักษณ์จะเป็นกับดักอารมณ์ที่เกิดข้อพลาดทางการเงินได้ เช่น ต้องการลงทุนคอนโดเพื่อปล่อยเช่า แต่เลือกลงทุนห้องที่ตกแต่งดีเกินไป มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง เกินกว่าจะนำมาเป็นห้องเช่า เป็นต้น

ให้เวลากับผลตอบแทน บางคนเข้าใจว่าการลงทุนคอนโด แบบเก็งกำไรจะให้ผลตอบแทนดี คืนทุนเร็ว ชนิดจับเสือมือเปล่า ซึ่งจะเป็นจริงได้ เมื่อเป็นนักลงทุนตัวจริงที่เข้าใจจริงๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายหรือจะเกิดขึ้นกับทุกคนได้ การเก็งกำไรอาจให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ต้องแลกกลับมาด้วยความเสี่ยงต่อการขาดทุนเช่นกัน ควรใช้เวลาเลือกคอนโดลงทุนที่ดีมีศักยภาพ แล้วคอยดูผลตอบแทนที่ค่อยโตขึ้นไปเรื่อยในอนาคตดีกว่า

3.ไม่คิดเองเออเอง

อีกหนึ่งปัญหาข้อพลาดสำหรับการลงทุนคอนโด คือการวาดฝันอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ การลงทุนอสังหาฯ ไม่มีอะไรที่รวยง่ายรวยเร็ว หากกำลังคิดว่าคอนโดที่เลือกลงทุนนั้น เหมาะสมทุกอย่างและมีศักยภาพในอนาคตจริง มีอะไรเป็นหลักฐานยืนยันเหตุผลตามความจริงของสิ่งนั้นได้บ้าง เช่น ที่ดินผืนนี้ยังไงก็ต้องร้อนแรง เพราะบริเวณนี้ไม่แปลงที่ดินผืนใหญ่แบบนี้อีกแล้ว

ลงทุนคอนโด ควรมองครบรอบด้าน ไม่ว่าจะเรื่องปรับปรุง ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ค่าพื้นที่ส่วนกลาง เตรียมแผนรองรับฉุกเฉินไว้บ้าง จินตนาการภาพเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นให้การลงทุนครั้งนั้น หากคอนโดที่เลือกลงทุน ดูจะไม่เป็นไปตามที่หวังเอาไว้ เช่น ต้องการลงทุนเก็งกำไรเอาส่วนต่างราคา หากขายได้ช้าเกินไป อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นการปล่อยเช่า หรือท้ายที่สุดอาจจะต้องขายขาดทุน หรือเก็บเป็นที่พักอาศัยส่วนตัว

 

เที่ยวทั้งบ้าน เบิกบานยกครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521307

เที่ยวทั้งบ้าน เบิกบานยกครัว

โดย ฤดูกาล

เปิดประสบการณ์และสร้างความผูกพันในครอบครัวด้วยการออกไปเที่ยวเปิดโลกกว้าง เป็นใจความสำคัญหลักของเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวทั้งบ้าน” ของครอบครัวแสนอบอุ่น นำทีมโดย คุณพ่อเบส-สิทธิวิชญ์ เจริญรัชต์ภิญโญ แม่อ้อ ลูกสาว และลูกชาย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2560 พ่อเบสบันทึกการเกิดขึ้นของเพจนี้ไว้ว่า

“เพจนี้เกิดขึ้นเพราะมีความฝันที่อยากจะพาครอบครัวเล็กๆ ของเราไปเที่ยวให้มันทั่วโลกเลย อยากไปเปิดประสบการณ์ให้ลูกเรียนรู้ เพราะมีความเชื่อว่า ความรู้นอกห้องเรียน ก็สำคัญไม่แพ้ในห้องเรียนเหมือนกัน และมีแนวคิดส่วนตัวอีกว่า ความคิดและไอเดียใหม่จะมาพร้อมกับการเดินทางไปที่ใหม่ๆ เสมอ จึงตัดสินที่จะเริ่มออกเดินทาง ซึ่งอาจจะช้ากว่าหลายคน แต่อย่างน้อยผมก็ได้เริ่มละครับ และก็กำลังแพลนทริปต่อไปเรื่อยๆ ก็เลยอยากใช้พื้นที่ในเพจนี้เป็นที่เก็บเรื่องราวการเดินทางที่สามารถแบ่งปัน หรือให้คนอื่นมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จุดมุ่งหมายที่สำคัญเลยอีกอย่างหนึ่งคือ อยากจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้ครอบครัวอื่นๆ เริ่มออกเดินทาง อาจจะไม่ใช่เดินทางไปต่างประเทศไกลๆ อาจจะเป็นเพียงแค่การเดินทางไปต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวใกล้ๆ บ้านก็พอ ถึงแม้จะมีเพียงแค่ 1 ครอบครัวที่เริ่มหันมาท่องเที่ยวกับครอบครัว แค่นี้ผมก็ดีใจมากๆ แล้วครับ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนได้ แล้วคุณจะรู้ว่า การพาครอบครัวเที่ยว มันทั้งสนุกและมีความสุขมากๆ เลย”

“ปกติครอบครัวเราอยู่ที่เชียงใหม่ และสลับกับเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศอยู่เรื่อยๆ เวลามาทั้งที เรามักเล็งที่เที่ยวที่เดินทางสะดวก ยิ่งติดรถไฟฟ้ายิ่งง่าย เพราะไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอดรถหรือเจอรถติด สำหรับเรื่องของสถานที่เที่ยว ครอบครัวที่มีลูกวัยกำลังโตแบบเรา ถ้าได้ที่เที่ยวที่ลูกสนุก พ่อแม่เองก็เพลิน แถมมีโอกาสได้แทรกบทเรียน สอนเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับเด็กๆ จะดีมากเลยครับ” พ่อเบส กล่าว

ปัจจุบันเพจเที่ยวทั้งบ้านมียอดไลค์มากถึง 2.7 แสนไลค์ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี นอกจากเรื่องราวการท่องเที่ยวของครอบครัวสุดน่ารัก พ่อเบสยังเป็นผู้บันทึกภาพได้งดงาม และผลิตวิดีโอได้สนุกสนาน จนเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างของเพจครอบครัวทั่วไป

อย่างทริปนิวซีแลนด์เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พ่อเบสได้พาภรรยาและลูกๆ ไปตามล่าแสงใต้กับทางช้างเผือก ไปค้นหาถ้ำหนอนเรืองแสง และขับรถบ้านผจญภัยรอบประเทศ หรือทริปล่าสุดในช่วงปิดเทอม เขาได้พาลูกๆ ไปสนุกบวกได้ความรู้ที่ มาดามทุสโซ กรุงเทพฯ

“ลองมามาดามทุสโซ กรุงเทพฯ ครั้งแรกประหลาดใจเหมือนกันครับ ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีอะไรให้เราชม เล่น สัมผัสเยอะกว่าแค่หุ่นขี้ผึ้งคนดัง เด็กๆ ได้เรียนรู้ประวัติบุคคลสำคัญในหลากหลายวงการของโลก เล่นกิจกรรมอินเตอร์แอ็กทีฟใหม่ๆ ทดลองศิลปะตอนทำแวกซ์แฮนด์ และที่ชอบที่สุด คือโรงภาพยนตร์โฟร์ดีที่ฉายเรื่องไอซ์เอจตอนพิเศษ ตัวการ์ตูนที่เด็กๆ ชอบมาครบเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนจริงๆ ที่ดีมากๆ คือ ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ดูฟรีตลอด 15 นาที แบบครบทุกประสาทสัมผัส จุใจมากๆ” เขากล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ พ่อเบสยังเชื่อว่า การได้ออกไปเที่ยวสามารถสร้างประสบการณ์และความรู้ใหม่ๆ ไม่แพ้การเรียนรู้ในห้องเรียน โดยมีความฝันว่า อยากพาตัวเองไปเหยียบ ไปสัมผัส และไปดูทุกๆ ที่ที่ใจอยากไปบนโลกใบนี้

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปสัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวนี้ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวทั้งบ้าน และเว็บไซต์ www.tiewtungbaan.com

 

ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ความสุขในชีวิตสร้างได้ทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521297

ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ความสุขในชีวิตสร้างได้ทุกวัน

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

หลายคนคุ้นเคยกับชื่อของ ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าหรู เพราะหลายปีมานี้ เธอทุ่มเทอย่างหนักในฐานะผู้ริเริ่มและผู้อำนวยการ Luxellence Center ศูนย์สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้านลักซ์ชัวรี่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ซีพี ออลล์

แต่จากนี้ สังคมจะได้เห็นเธอในบทบาทใหม่มากขึ้น หลังจากที่ตัดสินใจถอยออกมาจากงานประจำ เพื่อทุ่มเทกับการเป็นคุณแม่เต็มตัว ควบคู่ไปกับการกลับมาสานต่อธุรกิจแบรนด์เครื่องประดับของครอบครัว

ดร.ฐิติพร กล่าวว่า นอกจากปีนี้จะเป็นปีที่แบรนด์เซ็ตเต้จะครบรอบ 10 ปีพอดี จึงเลือกใช้โอกาสนี้รีแบรนด์และปรับโฉมร้านให้เป็น Multi Brand Jewellery Retailer ร้านแรกในประเทศไทย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ภายใต้ชื่อ เซ็ตเต้เพคคาติ ที่ไม่เพียงประกอบด้วยเครื่องประดับของแบรนด์ตัวเองแล้ว ยังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าด้วยการนำเข้าแบรนด์เครื่องประดับชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์มิสซิส (miSIS) จากอิตาลี และแบรนด์ชีลิน (Qeelin) จากฝรั่งเศส-ฮ่องกง มาไว้ในร้าน

ปีนี้ยังเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เพราะเธอก้าวสู่บทบาทใหม่ที่ยิ่งใหญ่นั่นคือการเป็นคุณแม่

“แต่งงานมา 5 ปีแล้วค่ะ ในที่สุดก็ได้เป็นคุณแม่สมใจ ที่ผ่านมายอมรับว่าเป็นผู้หญิงบ้างาน แต่ก็เคยบอกกับตัวเองว่าถ้ามีเมื่อไหร่ลูกจะหยุดทำงานหนัก เพราะฉะนั้นพอมีลูกจริงๆ เราก็เลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับโฟกัสในชีวิตใหม่เสียที เรากำลังก้าวผ่านเฟสของชีวิตแห่งการทำงานมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงที่เราต้องทุ่มเทให้กับลูกอย่างจริงจัง

“เรามักนึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า บริษัทถ้าไม่มีเรา ก็ยังมีพนักงานคนอื่น แต่ถ้าลูกไม่มีเรา เขาก็ไม่มีใคร เพราะฉะนั้นเราจึงตั้งใจกับตัวเองว่าจะเลี้ยงดูเขาเอง ช่วง 2-3 เดือนแรกเราเลี้ยงเขาเองไม่ต้องพี่เลี้ยง จนช่วงที่ต้องกลับมาทำงานถึงต้องเริ่มมีพี่เลี้ยง“

ในเมื่อโฟกัสชีวิตเปลี่ยน ดร.ฐิติพร ยอมรับว่า เส้นทางชีวิตจากนี้ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไป เธอเริ่มเฟดออกจากงานประจำ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงถ่ายโอนงานให้กับผู้อำนวยการคนใหม่ แต่เธอยังไม่ทิ้งบทบาทเวิร์กกิ้งวูแมน เพราะจะกลับมาลุยธุรกิจครอบครัวเต็มตัว นำความรู้ ประสบการณ์ คอนเนกชั่นที่มีทั้งหมดมาลงสนามจริง

“จากแต่ก่อนเราอาจจะอยู่ในฝ่ายวิชาการ ให้ความรู้ ตอนนี้เราจะนำความรู้ที่ถ่ายทอดให้คนอื่น มาใช้จริงบ้าง ข้อดีของการทำธุรกิจของตัวเองคือ สามารถบริหารจัดการเวลาได้ ทุกวันนี้ลูกยังเล็ก ก็ต้องอาศัยบริหารเวลา ออกมาประชุมนอกบ้านไม่เกิน 4-5 ชั่วโมงก็กลับ อนาคตถ้าลูกโต เราอาจจะพาลูกไปออฟฟิศด้วย”

ถามว่าต้องบริหารจัดการหลายบทบาทในเวลาเดียวกันแบบนี้ ดร.ฐิติพร มีเคล็ดลับอย่างไร คำถามนี้ทำเอาผู้บริหารสาวคลี่ยิ้มก่อนตอบว่า

“เต้นรำค่ะ สมัยเรียนปริญญาโท และปริญญาเอกอยู่ต่างประเทศชอบเต้นรำมาก เรียนจริงจังเพื่อการแข่งขันเลย จนช่วงที่กลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ก็ยังเต้นอยู่บ้าง แต่พอแต่งงานก็เฟดๆ ไป เชื่อมั้ยว่าสามีก็ใช้มุขมาขอเรียนเต้นรำเพื่อจีบเรา” (หัวเราะ)

ดร.ฐิติพร บอกเล่าอย่างออกรสว่า ข้อดีของการเต้นรำคือ เป็นการคาร์ดิโออย่างหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์ดีมาก ได้บริหารทุกส่วนในเวลาเดียวกัน แถมยังได้ฝึกเรื่องบุคลิกภาพการยืน เดิน นั่งไปในตัว แถมยังเป็นกิจกรรมที่ฝึกเรื่องการโฟกัสและสมาธิได้เป็นอย่างดี

“ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงการเต้นรำนะ เพราะเป็นกิจกรรมที่เราชอบ เวลาเต้นรำแล้วเหมือนเราได้ปลดปล่อยกลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย ซึ่งนี่อาจจะเป็นเสน่ห์ของการเต้นรำ และเพราะแพสชั่นที่มีนี่เองทำให้เรายอมเปิดคลาสสำหรับสอนเต้นรำบ้าง เพราะเราเองก็ไม่ได้มีเวลาสอนมากนัก อย่างคู่ที่มาเรียน ก็อย่างเช่น คู่ของเจย์-จริยดี สเปนเซอร์ วสุ วิรัชศิลป์ กับ จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์”

นอกจากการเต้นรำที่ช่วยให้ ดร.ฐิติมา สวยไม่สร่าง คือ วิธีคิดและทัศนคติการมองโลกที่เชื่อว่า ”เราทำได้”

“วิธีคิดเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นสามารถจัดการได้ มองว่าปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้องานที่มีไว้ให้เราแก้ไข และหาทางออก เมื่อนั้นก็จะไม่เครียด และไม่ทุกข์ อย่างช่วงที่มีลูก คนถามเยอะมากว่า เหนื่อยมั้ย เราตอบเลยไม่เหนื่อย เพราะถ้าใจเรายังผูกกับความคิดว่าไม่มีความสุขกับสิ่งที่เป็น คิดลบๆ เราจะมีความสุขได้อย่างไร ถามว่าวันนี้มองว่าเราประสบความสำเร็จ หรือพอใจกับชีวิตหรือยัง ส่วนตัวเราพยายามสร้างความสุขให้ตัวเองในทุกวัน”

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเธอยังมีฝันที่อยากจะไปให้ถึง ในด้านธุรกิจเธออยากผลักดันให้เซ็ตเต้กลายเป็นแบรนด์เครื่องประดับไทยอันดับต้นๆ ที่คนไทยนึกถึง ส่วนตัวเธอเองยังรักบทบาทของการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าหรูที่มีความรู้ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ จึงอยากให้ความรู้ด้านนี้ต่อไป ผ่านรูปแบบการบรรยายหรืองานเขียน ส่วนในบทบาทของการเป็นแม่ แน่นอนว่าเธอหวังให้ลูกเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไป

 

เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521295

เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

โดย พรเทพ เฮง

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชพิธีที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 โดยวันที่ 26 ต.ค. 2560 เป็นวันถวายพระเพลิง คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

คณะรัฐมนตรีรับทราบมติที่คณะอนุกรรมการฯ ฝ่ายจัดการพระราชพิธีฯ กำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 พร้อมทั้งพิจารณาหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ และกำหนดจำนวนริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศไว้ดังต่อไปนี้

+ วันพุธที่ 25 ต.ค. 2560

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

+ วันพฤหัสบดีที่ 26 ต.ค. 2560 (คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษด้วย

เวลา 07.00 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมศพออกพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยริ้วกระบวนที่ 1 ริ้วกระบวนที่ 2 และริ้วกระบวนที่ 3

เวลา 17.30 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

เวลา 22.00 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง

+ วันศุกร์ที่ 27 ต.ค. 2560

เวลา 08.00 น. พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ เชิญพระบรมอัฐิสู่พระบรมมหาราชวัง โดยริ้วกระบวนที่ 4

+ วันเสาร์ที่ 28 ต.ค. 2560

เวลา 17.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

+ วันอาทิตย์ที่ 29 ต.ค. 2560

เวลา 10.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยริ้วกระบวนที่ 5

เวลา 17.30 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วกระบวนที่ 6

ในห้วงเวลาแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้สร้างความโศกเศร้าอาดูรแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง แม้ต่างก็รับรู้ว่าการพรากจากเป็นธรรมดาของโลก ตามนัยแห่งศาสนาที่เชื่อมร้อยอยู่กับวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมิวเซียมสยาม ซึ่งได้จัดเสวนาเรื่อง “เสด็จสู่แดนสรวง : ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ” และได้จัดทำหนังสือชื่อเดียวกันออกมาเป็นที่ระลึกและแจกจ่ายกับประชาชนและโรงเรียนต่างๆ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆ ที่สืบทอดจากโบราณสู่ปัจจุบันและส่งต่อความถูกต้องไปสู่อนาคต

เสด็จสู่แดนสรวง

จากบทบรรณาธิการของ ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประมวลขมวดองค์ความรู้ของหนังสือ “เสด็จสู่แดนสรวง” ไว้ก็คือ จากจุดจบสู่จุดเริ่มต้น

พิธีศพสามัญชนกับเจ้าต่างกันที่คติความเชื่อทางศาสนาและฐานันดรของผู้วายชนม์ที่กำกับทำให้พิธีการและพิธีกรรมมีความแตกต่างกัน ถ้าถอดสิ่งที่อาจเรียกว่าเป็นอาภรณ์อันห่อหุ้มพิธีศพออกทั้งหมดแล้ว พิธีศพทั้งสามัญชนและเจ้าต่างมีจุดร่วมกันคือ ความปรารถนาที่จะส่งดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่ภพภูมิที่ดีคือสรวงสวรรค์

ทว่าด้วยคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธที่เปรียบพระมหากษัตริย์เป็นดังอวตารภาคหนึ่งของเทพเจ้าหรือเป็นพระโพธิสัตว์ในร่างของมนุษย์ ผสมผสานกับความเชื่อในเรื่องความตายดั้งเดิมของคนในภูมิภาคนี้ ทำให้งานพระบรมศพและพระศพของเจ้ามีการสร้างพระเมรุ เพื่อให้พระองค์กลับคืนสู่สวรรค์พิภพ ต่างจากสามัญชนที่ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้พระราชพิธีและธรรมเนียมปฏิบัติของพระมหากษัตริย์เต็มไปด้วยรายละเอียดและขั้นตอนมากมายเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีพระบรมศพและงานพระเมรุได้โดยสะดวก สามารถแบ่งพระราชพิธีพระบรมศพออกได้เป็น 4 ส่วน

หลักคือ ส่วนแรก เป็นการจัดการเกี่ยวกับพระบรมศพนับจากการสรงน้ำจนถึงบรรจุลงในพระโกศ ส่วนที่สอง เป็นพิธีกรรมต่างๆ ในระหว่างการตั้งพระบรมศพ และการปฏิบัติตนของผู้ที่มีชีวิต ส่วนที่สาม เป็นเรื่องของกระบวนแห่พระบรมศพและงานพระเมรุ สุดท้าย ส่วนที่สี่ เป็นการถวายพระเพลิงและพิธีกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังจากการถวายพระเพลิงแล้ว

จะเห็นได้ว่าในงานพระบรมศพและพระเมรุนั้นเต็มไปด้วยความรู้มากมายที่สะท้อนทั้งรากทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนในภูมิภาคนี้ และอิทธิพลของศาสนาพุทธและพราหมณ์ ซึ่งได้ผสมผสานกันและหลายสิ่งหลายอย่างยังคงสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์

พิธีพระบรมศพนับเป็นขั้นตอนประณีตมีรายละเอียดต่างๆ มาก บทความเรื่อง พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์โดยสังเขป โดย ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดให้เห็นภาพรวมของขั้นตอนและแบบแผนเกี่ยวกับพระราชพิธีพระบรมศพนับตั้งแต่ต้นจนจบ คือ นับตั้งแต่ขั้นตอนการสรงน้ำและถวายเครื่องทรงพระบรมศพไปจนถึงการจัดเก็บพระบรมอัฐิ ทำให้เกิดภาพและความเข้าใจต่อพระราชพิธีชัดเจนขึ้น และมีความน่าสนใจในแง่มุมของประวัติศาสตร์ศิลปะด้วย

ผศ.ดร.พัสวีสิริ เขียนในบทความแจกแจงว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีนั้น เป็นช่วงเวลาอันยาวนานที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกร ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ในขณะเดียวกันก็นับเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ ที่ได้ว่างเว้นจากการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นกัน

ความน่าสนใจบางประการจากการพระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งสะท้อนถึงราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณเป็นสำคัญ รวมถึงคติที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพระพุทธรูปที่สัมพันธ์กับพระราชพิธีพระบรมศพ

พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์เป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นตามโบราณราชประเพณีอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศแห่งพระเจ้าแผ่นดิน ขั้นตอนอันสลับซับซ้อนต่างๆ ในการจัดการพระบรมศพของพระมหากษัตริย์เมื่อสวรรคต เป็นเรื่องเฉพาะสำหรับเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแม้ไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างชัดเจนในทุกรัชกาล แต่สันนิษฐานว่าขั้นตอนหลักของการจัดการพระบรมศพเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา อาทิ การสรงน้ำชำระพระบรมศพและถวายพระสุคนธ์สรงพระบรมศพ การถวายพระภูษาอาภรณ์และเครื่องพระมหาสุกำ

การประดิษฐานพระบรมศพภายในพระมหาปราสาท กระบวนแห่พระบรมศพและกำรออกพระเมรุมาศ เป็นต้น จากประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยารวม 3 เรื่อง หลักฐานดังกล่าว ทำให้เห็นภาพขั้นตอนที่สำคัญของพระราชพิธีนี้ซึ่งคงได้ปฏิบัติถวายพระมหากษัตริย์เมื่อสวรรคต อันสะท้อนถึงคติความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนดั่งองค์สมมติเทพที่เสด็จจุติลงมาปกครองแผ่นดิน

พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นพระราชพิธีที่สะท้อนถึงแนวคิดและคติความเชื่อทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขั้นตอนต่างๆ อันได้แก่ การสรงน้ำพระบรมศพ การถวายเครื่องพระมหาสุกำ การสร้างพระเมรุมาศ และการเก็บรักษาพระบรมอัฐิ ได้ถือปฏิบัติสืบเนื่องจากธรรมเนียมในราชสำนักสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อบริบททางสังคมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5 ทำให้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในพระราชพิธีนี้ให้ต่างไปจากเดิม ที่สำคัญ เช่น รูปแบบของพระเมรุมาศ การบรรจุพระบรมอัฐิที่พระพุทธอาสน์ของวัดประจำรัชกาล เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่น่าสังเกตประการหนึ่ง คือการถวายเครื่องต้นทรงพระบรมศพที่ประกอบด้วยภูษาอาภรณ์และเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ที่เสมือนเครื่องทรงของพระพุทธรูปทรงเครื่องต้นอย่างจักรพรรดิราช รวมถึงการนำพระชฎาและเครื่องประดับไปหลอมยุบเพื่อหล่อเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์นั้น สะท้อนถึงคติความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์เปรียบประดุจพระพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นสมมติเทพ ขั้นตอนต่างๆ ที่ตามมาในพระราชพิธีพระบรมศพได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน พระราชพิธีพระบรมศพจึงเป็นพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณีที่จัดขึ้นอย่างประณีตและยิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศแห่งพระเจ้าแผ่นดิน

พัฒนาการธรรมเนียมไว้ทุกข์ จากระเบียบรัฐสู่มารยาทสังคม

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เขียนบทความพัฒนาการธรรมเนียมไว้ทุกข์ จากระเบียบรัฐสู่มารยาทสังคม ได้สาธยายไว้ว่า นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับธรรมเนียมการไว้ทุกข์ โดยเฉพาะในเรื่องของการแต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ซึ่งเป็นขนบการไว้ทุกข์แบบใหม่ จนเป็นทำเกิดข้อฉงนในสังคม

ทว่าแท้ที่จริงแล้ว ขนบการไว้ทุกข์ของไทยมีความหลากหลายมากมายตั้งแต่อดีต ทั้งนี้เพราะมีการรับเอาขนบจากโลกภายนอกมาไม่ว่าจากอินเดีย จีน และตะวันตก ผสมผสานกับขนบดั้งเดิมในภูมิภาค ทำให้มีการพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนตามสังคมและสภาวการณ์ของโลก ท้ายที่สุดการที่เราจะยึดติดว่าขนบไว้ทุกข์ที่เคยเห็นกันเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นขนบดั้งเดิมจึงไม่ถูกต้องนัก เพราะสะท้อนการขาดความเข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์ไป

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2442 ได้ให้คำจำกัดความว่า การแสดงเครื่องหมายตามธรรมเนียมประเพณีว่าตนมีทุกข์เพราะบุคคลสำคัญในครอบครัวเป็นต้นวายชนม์ไป แต่เอกสารรุ่นเก่าได้ให้สาเหตุของการไว้ทุกข์ ดังในประกาศนุ่งขาวว่า “เครื่องซึ่งแต่งตัวไว้ทุกข์ไปช่วยงานศพ” และในประกาศเรื่องโกนผมว่า “ให้ข้าในกรมโกนศีศะ เปนการแสดงความเคารพ”

จากการสืบค้นเอกสารที่เก่ากว่ารัชกาลที่ 5 เช่น หมายโกนผมในคราวพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต ประกาศโกนผมในคราวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พจนานุกรมฉบับของปาลเลอกัวซ์และของบรัดเลย์ ไม่ปรากฏศัพท์คำว่า “ไว้ทุกข์” แต่เพิ่งจะมาปรากฏในราชกิจจานุเบกษา สมัยรัชกาลที่ 5

ดังนั้น จึงทำให้เชื่อว่ามีแนวความคิดบางประการที่เปลี่ยนแปลงไป ในสมัยรัฐจารีต นับจากกรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้านาย ข้าราชบริพาร และไพร่ จะมีธรรมเนียมการไว้ทุกข์ด้วยการแต่งกายด้วยชุดสีขาว ยกเว้นผ้านุ่งที่จะมีการกำหนดสีสันแตกต่างกันไปตามฐานันดรและตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม นอกจากนี้ ในอดีตยังมีการโกนผมด้วยเพื่อแสดงความอำลัย

ต่อมาเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4-5 เป็นต้นมา เมื่อราชสำนักสยามได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ทำให้มีการกำหนดสีเสื้อผ้าในการแต่งกายไว้ทุกข์ใหม่ สีขาวได้ถูกกำหนดให้ใช้กับผู้ตายที่มีตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมสูงกว่า ในขณะที่สีดำถูกกำหนดให้ใช้ในทางตรงกันข้าม ด้วยการที่สังคมก้าวสู่รัฐสมัยใหม่ที่อิงกับการทำงานตามเวลามากขึ้น ทำให้ราชสำนักจำเป็นต้องกำหนดจำนวนวันในการไว้ทุกข์ที่แน่นอน และยังสร้างระเบียบต่างๆ ขึ้นผ่านเครื่องแบบและประกาศต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อำนาจของสถาบันกษัตริย์ได้ลดลง ทำให้งานพระเมรุถูกลดขนาดลง ไม่ก็ยกเลิกไปสำหรับเจ้านายบางพระองค์ ชุดไว้ทุกข์สีดำที่เป็นชุดของผู้น้อยได้ถูกเลือกขึ้นมาเป็นสีมาตรฐานของงานศพแทน แต่จุดหักเหที่สำคัญที่ทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีในการไว้ทุกข์ทั้งที่อุทิศให้กับเจ้าและขยายไปถึงพระสงฆ์กลับมา คือการก้าวขึ้นมามีอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

อาจกล่าวได้ว่า ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ได้มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อปรับให้ทันสมัยเป็นสากล และสะท้อนการรับเอาวัฒนธรรมที่หลากหลายในสังคม หากแต่ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ที่ใช้ปฏิบัติกันในทุกวันนี้ แท้ที่จริงคือกฎระเบียบแบบแผนทางราชการที่ราษฎรนำมาใช้จนกลายเป็นมารยาททางสังคมในท้ายที่สุด

………..

เรียบเรียงข้อมูลจาก : หนังสือ “เสด็จสู่แดนสรวง : ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ”