พระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521294

พระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9

  ในช่วงตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา คนไทยได้มีโอกาสเห็นและชื่นชมพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จำนวนมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าปลื้มปีติในการที่จะรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีนิทรรศการที่เกี่ยวกับพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 มากมายในทุกสถานที่ซึ่งมีกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปะ

จุดสำคัญที่เห็นได้ชัดว่า ศิลปะภาพถ่ายและภาพวาดไม่ได้อยู่ห่างไกลกับผู้คนในสังคมไทย สุนทรียรสผ่านความจงรักภักดีที่กลั่นออกมาจากหัวใจของคนทำงานศิลปะ ไม่จำเพาะการจัดแสดงที่หอศิลป์หรือแกลเลอรี่ต่างๆ แต่พระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ถูกจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองที่เป็นแหล่งรวมผู้คนและการเดินทางไปมาสะดวก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งหลายทั้งปวงสะท้อนให้เห็นว่าในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสถิตอยู่ในหัวใจของศิลปินทุกคนทุกแขนงที่ต่างทำงานออกมา โดยเฉพาะพระบรมสาทิสลักษณ์ที่มีการวาดออกมาเพื่อรำลึกถึงพระองค์ด้วยความชำนาญและความสามารถของศิลปินแต่ละคนที่ถ่ายทอดออกจากห้วงลึกของหัวใจ

ในช่วงเวลาที่เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนคนไทยจะได้มีโอกาสชมพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างเต็มอิ่ม ซึ่งคงจะมีให้ชมกันไปอย่างยาวนานแน่นอน โดยสามารถติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับงานนิทรรศการศิลปะต่างๆ ที่จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อไปชม รำลึกในพระหากรุณาธิคุณ และส่งพระองค์เสด็จสู่แดนสรวง

 

3 ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายของกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521292

3 ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายของกระดูก

กระดูกเป็นอวัยวะที่ถูกสร้างและเสื่อมสลายไปตามเวลา แต่จะมีบางปัจจัยที่ไปเร่งการสลายของกระดูกมากขึ้น

กระดูกเป็นอวัยวะสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของร่ายกาย หลายคนอาจคิดว่ากระดูกเป็นอวัยวะที่แข็งแรง คงทน แต่แท้จริงแล้วเซลล์กระดูกสามารถถูกสร้างและเสื่อมสลายไปได้ตามกาลเวลา โดยช่วงวัยเด็กถึงวัยรุ่นจะเป็นช่วงที่กระดูกพัฒนาเร็วมาก เซลล์สร้างกระดูกจะทำงานเร็วกว่าเซลล์สลายกระดูก พออายุ 20-25 ปี กระดูกจะมีความแข็งแรงมากที่สุด และช่วงอายุ 30-40 ปี ร่างกายจะเริ่มสร้างกระดูกช้าลง กระดูกจึงค่อยๆ บางลงตามอายุที่มากขึ้น แต่ก็จะมีปัจจัยบางอย่างที่ไปเร่งการสลายกระดูกก่อนวัยอันควรได้

1. ภาวการณ์อักเสบ – การอักเสบทำให้ร่างกายหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้นเซลล์สลายกระดูกที่เรียกว่า RANKL เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์สลายกระดูกจะถูกเร่งให้ออกมาสลายเนื้อกระดูกมากกว่าปกติ จนนำมาสู่โรคกระดูกพรุน

2. ระดับฮอร์โมนเพศ – ฮอร์โมนเพศมีหน้าที่ควบคุมการสร้างและการสลายเซลล์กระดูกให้สมดุล เมื่ออายุเกิน 30 ปี ระดับฮอร์โมนเพศจะเริ่มลดลง และลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่วัยทอง ส่งผลให้การสร้างช้ากว่าการสลาย ดังนั้น เราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มวลกระดูกของเราจะลดลงเมื่อสูงวัยขึ้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. วิถีชีวิต – ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย นอนหลับไม่เพียงพอ ชอบกินแป้ง น้ำตาล มักทำให้ฮอร์โมนบางชนิดสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดสภาวะอักเสบเรื้อรัง

 

รมิดา ธนาจรัสรัช งานอาสารู้สึกถึงคำว่า ‘เสียสละ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521291

รมิดา ธนาจรัสรัช งานอาสารู้สึกถึงคำว่า ‘เสียสละ’

 โดย ราตรีแต่ง

เมื่อได้ทราบข่าวสำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะพสกนิกรไทย

“น้ำทิพย์” รมิดา ธนาจรัสรัช จึงรวมตัวกับเพื่อนสนิททำงานจิตอาสา เพื่อทำความดีถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ครั้งสำคัญที่สุด

มีข่าวว่าประชาชนหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ตั้งใจเดินทางมากราบพระบรมศพ ซึ่งอาจจะไม่ได้เข้าในพระราชวัง เพราะเสื้อผ้าไม่สุภาพ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รมิดา และกลุ่มเพื่อนจึงจัดจุดบริการให้ยืมชุดเสื้อผ้าดำไว้ทุกข์ โดยทุกคนมีความตั้งใจสูง เริ่มรวบรวมระดมทุนจากเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และผู้อยากมีส่วนร่วมทำความดีในครั้งนี้

“ความตั้งใจทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากตอนเด็กๆ เลยค่ะ ทิพย์ได้เห็นคุณพ่อ (พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์) รับราชการทหารได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ ได้ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในหลวง รัชกาลที่ 9 คุณพ่อเล่าให้ฟังตลอดค่ะว่าพระองค์ท่านทรงงานเหนื่อยขนาดไหนเพื่อประชาชนทั่วทั้งประเทศ ทำให้ซึมซับในความจงรักภักดีที่คุณพ่อและคุณแม่มีต่อพระองค์ท่าน”

การจัดจุดให้บริการยืมเสื้อผ้าโทนสีดำเพื่อคนยากจน ซึ่งเป็นชุดเหมาะสมตามที่สำนักพระราชวังกำหนด ในช่วงแรกมาตรฐานค่อนข้างเคร่งครัด เสื้อผ้าต้องเป็นสีดำล้วน ห้ามสีลวดลาย ห้ามใส่เสื้อยืดคอกลม คอวี

น้ำทิพย์ บอกว่า บางคนไม่มีเลย จึงนำเสื้อโปโลสีดำสำหรับหญิงและชาย ผ้าถุง กางเกงสแล็กส์ เนกไท รวมถึงรองเท้าหุ้มส้นสีดำที่เพื่อนๆ รวบรวมของกันมาที่บูธ โดยได้รับความอนุเคราะห์ประสานพื้นที่จาก สน.ชนะสงคราม

โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 ช่วงแรกประชาชนไม่ทราบว่ามีจุดบริการให้ยืมชุดสีดำ เมื่อเผยแพร่ข่าวจากสื่อมวลชน จึงมีหน่วยงานเอกชน บุคคลต่างๆ ร่วมบริจาคเสื้อโปโล ผ้าถุง รองเท้า กางเกงเข้ามาร่วมมากมาย ทำให้มีเสื้อผ้าจำนวนมากพอบริการประชาชน จนถึงวันสุดท้ายที่ให้เข้ากราบพระบรมศพรวมทั้งสิ้น 342 วัน

“งานอาสารู้สึกถึงคำว่าเสียสละ การเป็นผู้ให้เพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอย่างแท้จริงค่ะ ซึ่งในแต่ละวันต้องพบเจอกับประชาชนทุกรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งการชื่นชม การต่อว่าในการให้ข้อมูลสำหรับการแต่งกายที่ถูกต้อง การแสดงท่าทีไม่เปลี่ยนชุด เพราะคิดว่าชุดใดก็สามารถเข้ากราบได้

แต่ส่วนใหญ่ก็จะได้รับคำขอบคุณ และรอยยิ้มกลับมา ทุกๆ เหตุการณ์เป็นบททดสอบจิตใจของเราอย่างหนึ่ง ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี ทำให้ทั้งยิ้มกับน้ำใจ มิตรภาพ และร้องไห้เพราะความท้อหลายต่อหลายครั้ง” น้ำทิพย์ เล่าแบบน้ำตารื้นๆ

“ทุกครั้งที่ท้อเราก็จะนึกถึงพระองค์ท่าน พอได้สติเราได้ทบทวนว่าทั้งหมดที่ทำไปเพื่อใคร พระองค์ทรงเหนื่อยกว่าเราเพื่อปวงชนชาวไทยมาตลอด 70 ปี เพียงแค่นี้เราไหว เราต้องทำได้ ทั้งหมดนี้เป็นจุดที่ทำให้เราสู้ต่อไป

ประชาชนของพ่อมีหลายรูปแบบค่ะ เราต้องรองรับอารมณ์ผู้คนที่เข้ามา มีทั้งคนยากไร้ไม่มี ไปจนถึงคนที่มีและแต่งกายผิดระเบียบค่ะ ส่วนใหญ่ใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายสีขาว ซึ่งจริงๆ ต้องเป็นสีดำล้วน บางคนก็เป็นผ้าลูกไม้ซีทรู ซึ่งดูไม่เหมาะสม บางคนก็เป็นสูทสีน้ำเงิน สีน้ำตาล ซึ่งต้องเป็นสีดำล้วน

ก็เข้าใจว่าทุกคนก็ไม่ได้มีเสื้อผ้าสีดำพร้อม บางคนอุตส่าห์ไปยืมเพื่อนบ้านแต่ก็ยังไม่ถูกต้องตามระเบียบ แต่พอเราแนะนำทุกคนก็ยอมค่ะเปลี่ยนเพื่อแต่งกายให้สมพระเกียรติในการเข้ากราบพระองค์ท่าน”

สิ่งที่ประทับใจน้ำทิพย์มากๆ คือมีคุณตาคุณยายมายืมชุดไปแล้วเดินเอาชุดกลับมาคืน ซึ่งระยะทางเดินมาคืนชุดก็ไกลพอสมควร บางคนก็เดินไมค่อยไหว

“คือซาบซึ้งในความตั้งใจและความซื่อสัตย์ ก็ต้องบอกว่าการนำชุดมาคืนเพื่อจะได้มีชุดไว้สำหรับให้ประชาชนคนอื่นได้ยืมต่อไปนะคะ บางคนสติไม่สมประกอบ หรือพิการเดินไม่สะดวก ก็มาต่อแถวเข้ากราบพระองค์บ่อยครั้ง จนเป็นขาประจำในการยืมชุด เราเลยให้ชุดไปโดยไม่ต้องลำบากมาคืน บางคนยกมือไหว้และขอบคุณเราทั้งน้ำตา เป็นสิ่งที่ได้กลับคืนมา เป็นภาพความประทับใจที่จำไม่รู้ลืมค่ะ”

น้ำทิพย์ บอกเล่าถึงความรู้สึกที่ออกมาจาห้วงลึกภายในของตัวเธอว่า การได้เห็นคนจากทุกระดับของสังคม ได้พบคนทุกรูปแบบ ได้พบมิตรภาพกับเหล่าจิตอาสาที่มีหัวใจดวงเดียวกัน รวมตัวกันเพื่อทำงานเพื่อสังคม เห็นรอยยิ้ม และคราบน้ำตาของความปลื้มปีติกับคนที่เข้ากราบพระองค์ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ค่อนข้างยาวนาน จิตอาสาทุกคนเข้ามาที่บูธเพื่อมาช่วยกันแบบไม่เคยย่อท้อ

“เราทุกคนเป็นจิตอาสาโดยแท้ที่มารวมตัวกัน โดยไม่ได้ค่าตอบแทน ทุกคนมีใจตั้งมั่นมากๆ ทุ่มเทมากๆ แม้ว่าทุกคนมีภาระหน้าที่ต่างกันมีทั้งทำงานประจำ หรือทำธุรกิจส่วนตัว ได้แต่ความปีติในใจกับการได้ทำเพื่อพ่อหลวง ได้ความรู้สึกอบอุ่นรักใคร่กลมเกลียวสำหรับอาสาด้วยกัน”

จนถึงวันสุดท้ายที่สิ้นสุดการเข้ากราบพระบรมศพ น้ำทิพย์และทีมจิตอาสาภูมิใจได้ทำความตั้งใจได้ทำสำเร็จตลอด 342 วัน

“ทิพย์ขอจดจำสิ่งเหล่านี้ไปเล่าให้รุ่นลูกรุ่นหลานเราฟังได้ ต่อจากวันนี้จิตอาสาทุกคน ในจุดบริการเปลี่ยนชุดเพื่อกราบพ่อ ตั้งใจรวมตัวกันทำความดีเพื่อคนอื่นต่อไปค่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน ซึ่งอาจจะไม่ได้ไปเป็นหมู่คณะ แต่เป็นบริการในจุดต่างๆ ที่ตัวเองถนัดค่ะ”

 

กาณต์จีรา สุกสี นักเรียนโรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ มีพระราชาเป็นครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 18:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522385

กาณต์จีรา สุกสี นักเรียนโรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ มีพระราชาเป็นครู

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

“ตอนอยู่ ม.6 พระองค์ทรงถามก่อนเสด็จฯ กลับว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เรายังไม่ทันได้ตอบ พระองค์ตรัสว่า จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี กลับมาทำประโยชน์ให้กับสังคม”

แพร-กาณต์จีรา สุกสี เล่าถึงนาทีสำคัญในชีวิต ที่เป็นดังแสงส่องทางให้เธอประกอบสัมมาชีพ

ปัจจุบัน กาณต์จีราทำงานเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

อดีตเธอเป็นนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล และนักเรียนทุนพระราชทาน มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ

โรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ ชื่อ วังไกลกังวล

“ถ้ามีคนถามว่าจบมาจากโรงเรียนไหน จงบอกเขาเถิดว่า มาจากโรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ ที่ชื่อ วังไกลกังวล”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ติดไว้เตือนใจนักเรียนทุกรุ่น ณ โรงเรียนวังไกลกังวล

ตัวอักษรนี้กาณต์จีราอ่านทุกวัน และก็รู้สึกภาคภูมิใจ เมื่อเวลาล่วงเลยตั้งแต่เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จวบจนวันนี้ กาณต์จีราสามารถถ่ายทอดพระบรมราโชวาทนี้ได้โดยไม่ต้องอ่านตามตัวอักษร และไม่ใช่การท่องจำ หากทุกๆ คำฝังแน่นในสามัญสำนึก และเธอภาคภูมิใจยิ่งนัก

กาณต์จีรา อาศัยที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ่อ พี่ชาย พี่สาว ก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวังไกลกังวล และปี 2543 เธอมีโอกาสเข้าเรียน

“รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะมีแค่ถนนเส้นเล็กๆ กั้นระหว่างโรงเรียนกับพระราชวัง เวลาเดินไปโรงเรียนแพรจะชะเง้อมองตลอด และในพระราชวังมีแบ่งเขตเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนมาวิ่ง เด็กนักเรียนเรียกกันว่า ทะเลน้อย เพราะตรงนั้นจะมีสระน้ำอยู่ เคยเข้าไปตอนเรียนวิชาพละ

อยู่โรงเรียนก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป มีซนบ้าง แต่ไม่เสียงดังมาก และเรียบร้อย เพราะโรงเรียนมีผู้ใหญ่มาบ่อยๆ

เวลามีขบวนเสด็จเราก็จะชะเง้อมองตลอด แต่ไม่เคยเห็นพระองค์ เห็นแต่รถยนต์พระที่นั่งที่วิ่งผ่านไป ตอนนั้นก็มีความคิดเหมือนคนอื่นๆ อยากเห็นในหลวงใกล้ๆ บ้าง”

ลูกศิษย์ของพระเจ้าแผ่นดิน

กาณต์จีรา เล่าว่า เมื่อก่อนไม่เคยจดบันทึกความทรงจำในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนวังไกลกังวล แต่เนื่องด้วยได้ไปออกรายการโทรทัศน์ต่างๆ มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักมาขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเป็นนักเรียนและได้ถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9

ทำให้เธอต้องจดบันทึกเพื่อย้อนดูว่าได้กล่าวสิ่งใดผิดพลาดไปบ้างจะได้นำมาแก้ไข หรือมีความตอนใดตกหล่นไม่ได้นำมาเล่าทั้งๆ ที่น่าสนใจ และอีกประการสำคัญในยามแก่เฒ่า ไม่แน่เธออาจจะหลงลืม การจดบันทึกไว้จะเป็นสมบัติล้ำค่าของตัวเองและของวงศ์ตระกูล

การเรียนการสอนในโรงเรียนวังไกลกังวล นอกจากเรียนกับคุณครูแล้ว ยังได้เรียนกับครูตู้ ซึ่งเป็นการสอนผ่านจอ นักเรียนร่วมเรียนไปพร้อมกันหลายแห่งทั่วประเทศ

บางครั้งห้องเรียนของเธอก็ถูกเลือกเป็นนักเรียนของครูตู้เสียเอง “ช่วงแรกๆ ไม่ค่อยชินที่เรียนไปมีกล้องมาจับแล้วถ่ายทอดสด บางทีเราก็ไม่กล้าที่จะถามคุณครู แต่พี่ๆ ทีมงานบอกให้ทำตัวปกติ อย่าเกร็ง พอผ่านไปนานๆ ก็ไม่รู้สึกแล้ว เรียนถามตอบได้ปกติ ลืมว่ามีกล้องอยู่”

อีกการเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต คือการได้ร่วม “รายการศึกษาทัศน์” ตั้งแต่ ม.1-6 เป็นรุ่นแรกของรายการ ซึ่งเป็นรายการที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์ให้จัดทำขึ้น และออกอากาศผ่านระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน

“หลังจากได้ทำรายการมีคนถามกันเยอะมาก ทำไมเราได้ถูกคัดเลือกให้ดำเนินรายการ เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ต้องมีเส้นสายแน่ๆ ไม่ใช่เลยค่ะ แพรเป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดา ครอบครัวก็ฐานะปานกลาง กำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก วันนั้นมาโรงเรียนทำกิจกรรมดนตรีไทย พี่ทีมงานชวน”

ความคิดในวัยเยาว์ แค่ได้ทัศนศึกษานอกโรงเรียน ประหนึ่งท่องเที่ยวด้วยนั้น จะพลิกชีวิตของตัวเอง และจะได้มีโอกาสตามเสด็จฯ ในหลวง รัชกาลที่ 9

“คนอาจมองว่าโชคดีมาก แต่สำหรับหนูถือเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นมงคลชีวิตค่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เป็นลูกศิษย์ของพระเจ้าแผ่นดิน”

กาณต์จีราเล่าย้อนเหตุการณ์ที่มิอาจลืม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “ครู” สอนกาณต์จีราและเพื่อนๆ

“ตอนแรกที่ถ่ายทำชื่อ น้ำพระทัยจากในหลวง เกี่ยวกับฝนหลวง คุณครูพาไปพบวิทยากร เรานักเรียน 4 คน ก็ถามมีสคริปต์ให้ เทปแรกๆ ก็เกร็งๆ แต่ทำไปนานๆ ก็ถามเองตามความสนใจของเราได้”

ความทรงจำจากครั้งแรกนี้เองที่กาณต์ จีราบอกว่า แม้จะเล่าเป็นพันๆ ครั้งก็ไม่เบื่อและอยากจะเล่า พลาดไม่ได้เด็ดขาด คือ การเล่นดรายไอซ์ตามประสาเด็กที่รู้สึกสนุกเวลาเห็นควันพวยพุ่ง หากแต่พี่ๆ ทีมงานได้บันทึกเทปไว้ และในหลวงทอดพระเนตร

“ผ่านมาเกือบ 3 ปี ได้ตามเสด็จฯ ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง (30 ต.ค. 2544) เรื่องฝนหลวง พระองค์ทรงจำได้ และบอกว่าเล่นดรายไอซ์อันตราย ซึ่งพี่ทีมงานก็บอกแล้วว่า ทุกเทปจะส่งให้พระองค์ตรวจสอบ พระองค์เปรียบเป็นโปรดิวเซอร์ของรายการ”

ณ โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า (6 ต.ค. 2544) สถานที่แรกที่เธอได้ตามเสด็จฯ “รู้ตัวล่วงหน้าวันเดียวว่ามีครูพิเศษมาสอน คือ ในหลวง ตอนนั้นกังวลมาก แม่ก็ช่วยหาเสื้อผ้าชุดใหม่ ดูสะอาดที่สุด คือรู้ตัวเย็นแล้วค่ะ ถ้ามีเวลาหนูก็อยากซื้อใหม่ แต่ตอนนั้นไม่ทันจริงๆ”

พอถึงวันเนื้อตัวเย็นเฉียบ ในใจท่องคำราชาศัพท์เพราะเกรงใช้ผิด ยืนตัวเกร็งไม่กระดุกกระดิกอย่างเคย

“ได้ไปชมการสาธิตการบำบัดน้ำในตู้บำบัดน้ำ ในการทดสอบคือปล่อยปลาทองที่ไวต่อน้ำลงในบ่อที่ได้รับการบำบัดระยะแรก

ปลาทองกระโดดตกลงมาหน้าพระพักตร์ เรายังตกใจอยู่ ได้ยินเสียงพระองค์บอกว่า ช่วยชีวิตปลาด่วน เราก็ลุ้นพี่ก็ช่วยกัน ปลารอดค่ะ”

ยังมีเหตุการณ์ที่เป็นการน้อมนำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตกระทั่งปัจจุบัน “ท่านทอดพระเนตรเห็นเด็กๆ ถือสมุดจด พอจะเสด็จฯ กลับท่านก็บอกว่า ที่เห็นจดๆ ต้องจำ ไม่ใช่ไม่จดแต่ไม่จำไม่เกิดประโยชน์ ให้ทำความเข้าใจที่เราจดด้วยแล้วเราก็ตอบพร้อมกัน เพคะ”กราบฉลองพระบาท

แม้จะเล่าเหตุการณ์ตอนตามเสด็จฯ อยู่หลายครั้ง แต่กาณต์จีราก็จะนึกเรื่องใหม่ๆ ได้อยู่เสมอนั้น เพราะมีความทรงจำที่ประทับใจ สูงสุดหลายสิ่ง

“พี่ทีมงานบอกว่า พยายามให้พระสุรเสียงของท่านเข้าไวร์เลสหนูด้วย เผื่อของพระองค์เสียจะได้มีสำรอง แล้วตอนที่จะเสด็จฯ กลับ หนูยืนแถวหน้าก็พยายามยืนตรงท่าน แล้วตอนก้มกราบก็กราบไปที่ฉลองพระบาทแล้วเอามือมาลูบหัว ไม่ได้เงยหน้าสบตา หนูคิดแค่ว่าเป็นจังหวะที่ดีครั้งแรกในชีวิต ไม่รู้ว่าจะมีครั้งที่สองที่สามอีกไหม”

หรือพระอารมณ์ขันที่พระองค์ตรัสกับทีมงานว่า “ให้ปิดรายการด้วยไหม” นั้นแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทอดพระเนตรทุกเทปรายการจริงๆ

มีครั้งหนึ่งทรงถามว่า “รู้ไหมว่า ฝ.ล. (ชี้ไปที่กระเป๋าเสื้อของข้าราชบริพาร) ย่อมาจากอะไร”

นักเรียนตอบพร้อมกันว่า “ฝนหลวงเพคะ”

พระองค์ก็ตรัสว่า “ย่อมาจากฝูงลิง” ซึ่งช่วยลดความเกร็งให้แก่เด็กๆ ได้

พระองค์ทรงมีพระเมตตามาก “พี่ทีมงานเล่าให้ฟัง มีตอนหนึ่งกล้องจับภาพนักเรียนในรถชมวิวข้างทาง แล้วกล้องจับไปที่ประตูรถไม่ได้ลงกลอน ภาพนั้นเพียงวินาทีเดียวเอง ท่านทรงเรียกทีมงานไปเตือนว่า อย่าลืมล็อกประตูรถทุกครั้ง จะเป็นอันตรายต่อเด็ก”

การตามเสด็จฯ ครั้งที่ 3 คือ พื้นที่ป่าชายเลนเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองเก่า-คลองคอย (16 พ.ย. 2545)

“ยุงตัวใหญ่กัดเจ็บมาก ทางเดินก็เป็น กรวด เวลาคุกเข่าหัวเข่าเป็นรอยบุ๋มเต็มไปหมด แต่ตอนนั้นเราลืมความเจ็บความเหนื่อย โฟกัสไปที่พระองค์ เพราะเราเดินไปไหนท่านก็ไปเหมือนกัน โดนยุงกัดเหมือนกัน มองดูจากด้านหลังเสื้อท่านก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ”

ครั้งที่ 4 โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนา สิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย (15 ก.ค. 2557) “มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตามเสด็จด้วย ตอนนี้อยู่ ม.6 แล้ว คิดว่าเป็นครั้งสุดท้ายแน่ๆ

ขณะรอกราบส่งเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ กราบทูลในหลวงว่า เด็กกลุ่มนี้ตามเสด็จตั้งแต่เด็กๆ บัดนี้กำลังจะจบ ม.6

ในหลวงก็ทรงมีพระอารมณ์ขันตรัสว่า นึกว่าจบมานานแล้ว ถ้ามีตามเสด็จอีกให้ปลอมตัวเป็นนักเรียนมาใหม่”

กาณต์จีรา เล่าด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา และในครานั้นยังมีเหตุการณ์สำคัญ คือ “พระองค์เดินไปที่รถยนต์พระที่นั่งยกกล้องมา เรียกเด็กที่ตามเสด็จตั้งแต่เด็กจนจะจบ ม.6 มาถ่ายรูป ซึ่งวันนั้นมี 2 คน แพรกับเพื่อน ตอนนั้นเพิ่งเข้าใจว่าคนดีใจจนร้องไห้เป็นยังไง”

สานต่อพระราชปณิธาน

หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนวังไกลกังวล กาณต์จีราได้รับทุนพระราชทาน มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จนจบระดับปริญญาโท และทำการที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ทันที

“ได้เข้าเฝ้าฯ ครั้งสุดท้ายตอนเรียนจบปริญญาตรี (พ.ศ. 2552) ท่านเสด็จฯ มาทอดพระเนตรแข่งเรือที่เขาเต่า แพรเป็นคนกล่าวถวายรายงาน ข้าพเจ้าอดีตนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ได้เคยตามเสด็จในรายการศึกษาทัศน์ ตอนนี้ศึกษาจบปริญญาตรีและทำงานที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ…

ท่านก็ตรัสถามว่า สบายดีไหม แพรตอบ สบายดีเพคะ”

จากนั้นเธอก้มลงกราบพระบาท แต่คราวนี้ไม่โดนฉลองพระบาท และไม่ลืมเอามือลูบศีรษะเป็นมงคลชีวิตอีกครั้ง

“ทุนไม่มีสัญญาว่าต้องกลับมาทำงานชดใช้ แต่เรารู้สึกว่าเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณตั้งแต่เด็ก เมื่อเรามีโอกาสได้อยู่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ที่พระองค์พระราชทานกำเนิด เพื่อพระราชทานความห่วงใยให้แก่ผู้ประสบภัย อย่างน้อยเราได้สานต่อพระราชปณิธานของพระองค์

เวลาไปออกพื้นที่ประสบภัย เราเหมือนได้นำความห่วงใยของพระองค์ไปมอบให้ประชาชน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ถุงสีเขียวคือถุงยังชีพ พระราชทานเป็นกำลังใจจากพระราชา

มีเหตุการณ์น้ำท่วมตอนปี 2554 มีพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่มีใครไปถึง น้ำท่วมมิดชั้นหนึ่ง เราแล่นเรือไปประกาศให้ชาวบ้านรู้ มี คุณยายเปิดหน้าต่างจากชั้น 2

แพรบอกคุณยายนำถุงพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาให้ แล้วมีพระรูปให้ด้วย แพรจำความรู้สึกนั้นได้ คุณยายจับพระรูปยกมือไหว้ท่วมหัว เหมือนรอใครสักคนมาถึง ไม่มีหน่วยงานไหนมาถึง แต่ถุงจากพระราชามาถึง

ในการทำงานจุดนี้แพรรู้สึกว่าได้เป็นผู้รับด้วย เวลาลงพื้นที่เอาสิ่งของไปแจก เหมือนเรานำความห่วงใยของพระราชาไปให้เขา ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่มีความทุกข์ แต่เขามีความสุขเมื่อได้รับของพระราชทาน

จุดนี้เราได้ทำงาน ได้เอาของล้ำค่า ไปเยียวยาความรู้สึกสูญเสีย เรานำกำลังใจไปให้ บางคนเป็นผู้บริจาคเงินให้มูลนิธิ พอเขากลายเป็นผู้ประสบภัย เขาไม่คิดว่าเขาจะได้รับกลับคืน”

ทุกวันนี้สิ่งที่กาณต์จีรายึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตคือ “แพรได้เห็นพระองค์ทรงงานหนัก เวลาที่รู้สึกท้อ เดินทางไกลยากลำบาก เราเหนื่อยแค่นี้ยังไม่เท่าเศษเสี้ยวของสิ่งที่พระองค์ทำ”

เหมือนพระราชดำรัสของพระองค์ “ทำงานกับฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขที่ได้ทำกับผู้อื่น”

สิ่งนี้กาณต์จีราได้ตระหนักแล้ว

 

3 คุณประโยชน์ของน้ำแร่ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 17:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521178

3 คุณประโยชน์ของน้ำแร่ธรรมชาติ

ปัจจุบันเทรนด์การดื่มน้ำได้เปลี่ยนไป น้ำแร่ธรรมชาติจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพ

หลายคนอาจเคยสงสัยว่าน้ำแร่ต่างจากน้ำเปล่าทั่วไปอย่างไร แท้จริงแล้วการดื่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอะไรก็ตามก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น แต่หากเลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ ก็จะยิ่งได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากน้ำแร่ธรรมชาติมักจะมีแร่ธาตุมากกว่าน้ำดื่มทั่วไป ทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟลูออไรด์ โซเดียม ไบคาร์บอเนต และซัลเฟต ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้สุขภาพของเราดียิ่งขึ้น

1. เนื่องจากน้ำแร่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และฟลูออไรด์ จึงทำให้มีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน

2. น้ำแร่สามารถช่วยปรับสมดุลร่างกายได้ เนื่องจากโพแทสเซียมจะทำงานร่วมกับโซเดียม ในการรักษาสมดุลของเกลือแร่ ความเป็นกรดเป็นด่างของร่างกาย ช่วยให้การทำงานของระบบหลอดเลือดหัวใจทำงานได้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตเพื่อป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ส่งเสริมการทำงานของระบบร่างกาย โดยไบคาร์บอเนตจะช่วยส่งเสริมการทำงานของแคลเซียมและแมกนีเซียมในร่างกาย ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงซัลเฟตซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกรดอะมิโน ที่เป็นหน่วยย่อยของโปรตีนที่จำเป็นในร่างกาย

 

5 วิธีดูแลสมองให้แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 15:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521173

5 วิธีดูแลสมองให้แข็งแรง

สมองก็เหมือนกับร่างกายส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต้องดูแลและบริหารสมองอยู่เสมอ

นอกจากร่างกายส่วนอื่นๆ แล้ว สมองก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญมาก และจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างดี รวมไปถึงหมั่นบริหารสมองอยู่เสมอ เพื่อให้สมองแข็งแรงนั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่คู่กับเราไปนานๆ

1. โภชนาการ – ดูแลให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และทานอาหารเช้าทุกวัน เพราะอาหารเช้าจะเป็นตัวช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของสมอง

2. พักผ่อนให้เพียงพอ – การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทั้งในด้านการใช้ความคิด และการตื่นตัวของสมอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ฝึกสมอง – ร่างกายที่แข็งแรงจำเป็นต้องได้รับการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่นเดียวกับสมองของเรา การใช้สมองในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงเกมที่ใช้สมอง เช่น หมากกระดาน เกมคำศัพท์ เกมประเภทตัวเลข ล้วนเป็นการบริหารสมองที่ดีทั้งสิ้น

4. ออกกำลังกาย – ควรออกกำลังกายให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดอย่างเต็มที่ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง การออกกำลังกายจะมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองส่วนของการตัดสินใจและความจำด้วย

5. จัดการความเครียด – สมองของเราทำงานได้ดีในขณะที่เรามีความสุข พยายามลดภาวะความเครียด ผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิ หางานอดิเรก หรือไปเที่ยวพักผ่อนเมื่อรู้สึกว่ามีความเครียดมากจนเกินไป

 

4 สัญญาณเตือนเล็บเสียสุขภาพแย่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521159

4 สัญญาณเตือนเล็บเสียสุขภาพแย่

ลักษณะของเล็บที่บ่งบอกว่าเป็นเสียเสีย อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในอนาคต

เล็บถือเป็นส่วนเล็กๆ ในร่างกายที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ทำชอบทำเล็บและโดนสารเคมีกันอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้เล็บที่มีสุขภาพดีจะต้องผิวเรียบ ไม่ขรุขระ หนาและแข็งกำลังพอดี แต่หากเล็บเริ่มที่จะมีสุขภาพไม่ดีแล้ว อาจมีสัญญาณบอกมากมาย ซึ่งสัญญาณเหล่านั้นอาจจะบอกโรคที่เราเสี่ยงที่จะเป็นได้อีกด้วย

1. เล็บบาง – โดยปกติแล้วเล็บสุขภาพดีจะต้องแข็งและหนากำลังพอดี หากเล็บบาง เปราะง่าย อาจเป็นสัญญาณของเล็บเสีย ซึ่งมักเกิดจากการล้างมือบ่อยๆ โดนน้ำบ่อย หรือทำเล็บเป็นประจำ

2. เล็บหนาผิดปกติ – นอกจากเล็บบางแล้ว การที่เล็บหนาผิดปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายเล็บ อาจเกิดจากโรคเชื้อรา หรือโรคสะเก็ดเงินได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. เล็บผิดรูป – เล็บที่สุขภาพดีทั่วไปจะมีลักษณะเรียว ขึ้นแบบตั้งตรง โค้งมนเล็กน้อย หากเล็กเริ่มมีลักษณะแอ่นผิดรูปเหมือนช้อน อาจเกิดจากภาวะโลหิตจาง หรือขาดธาตุเหล็ก หรือหากเล็บมีสีผิดปกติ เล็บขาวครึ่งเล็บ หรือพบจุดขาวๆ บนเล็บ อาจเป็นสัญญาณบอกว่ากำลังขาดสารอาหารอย่างอยู่

4. ผิวหนังรอบเล็บผิกปกติ – หากผิวหนังรอบเล็บมีอาการบวมแดง เป็นขุย มีสีเขียว รอบเล็บขรุขระเหมือนเป็นเชื้อรา แต่ไม่ใช่เชื้อรา อาจเกิดจากการที่เล็บโดนน้ำยาทำความสะอาด พอโดนสารเคมีซ้ำๆ จึงทำให้เกิดการอักเสบ และบวมแดงได้

 

ลูกประคบไมโครเวฟ ตอบโจทย์ออฟฟิสซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521140

ลูกประคบไมโครเวฟ ตอบโจทย์ออฟฟิสซินโดรม

คลายปวดกล้ามเนื้อด้วยลูกประคบสมุนไพรไทยที่ถูกปรับให้ทันสมัยและใช้งานสะดวกขึ้น

สองหนุ่มสาวพนักงานประจำที่อยากจะทำธุรกิจของตัวเองกับเขาบ้างอย่าง ษิญาดา ดำรงเดชาพันธ์ (นุ่น) และนพดล ญาณพจน์ (ดล) จับมือกันทำแบรนด์ “Maleeya Natural Products” ลูกประคบในรูปลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยใช้งานสะดวก

จุดเริ่มต้นเกิดจากนุ่นที่ชอบศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัด สมุนไพรไทย ใช้สินค้าที่ทำมาจากวัตถุดิบธรรมชาติ และที่สำคัญคือ ชื่นชอบการนวด พอถึงช่วงอายุหนึ่งก็อยากจะมีธุรกิจของตัวเอง จึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ และคิดว่าสินค้าที่มีความเป็นไทยน่าจะเหมาะกับตลาดต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

เมื่อเล็งตลาดตรงนี้ ก็เริ่มมองหาสินค้าที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยตั้งแต่แรกเห็น นั่นก็คือ “ลูกประคบสมุนไพรไทย” ที่มีชื่อเสียงเรื่องคลายปวดกล้ามเนื้อ แต่ด้วยที่คนส่วนใหญ่ เมื่อเห็นลูกประคบจะนึกถึงความยุ่งยากในการใช้งาน ต้องนึ่งลูกประคบ หรือต้องไปทำที่ร้านนวดเท่านั้น นุ่นจึงปิ้งไอเดียที่จะทำลูกประคบสมุนไพรให้ใช้งานง่ายและสะดวกมากๆ สำหรับคนยุคสมัยนี้ ส่วนดลมีความรู้ด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ จึงรับหน้าที่ออกแบบแพ็กเกจให้ดูทันสมัย ซึ่งถือว่าเป็นความลงตัวตามโจทย์ที่ทั้งสองคนคิดไว้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ลูกประคบของ Maleeya Natural เป็นสูตรโบราณดั้งเดิมที่คัดสรรสมุนไพรมากกว่า 10 ใส่ลงไป ที่เด่นๆ คือ ไพรและว่านนางคำอบแห้ง มีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านที่มีภูมิปัญญาด้านนี้โดยเฉพาะ นุ่นนำมาปรับใช้ใหม่ ทำแค่ 2 ขั้นตอนเท่านั้น ไม่ต้องนึ่งให้เสียเวลา แค่นำลูกประคบแช่น้ำแล้วนำเข้าไมโครเวฟทำให้ร้อนแล้วนำมาใช้ได้เลย ใช้ง่ายและรวดเร็ว แต่ถ้าใครอยากนึ่งแบบดั้งเดิมก็สามารถทำได้เช่นกัน 1 ลูกสามารถใช้ซ้ำได้ 4 – 5 ครั้ง

ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่วัยทำงาน ที่นั่งทำงานเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ก็สามารถมาแตะประคบผ่อนคลายในเวลานั่งทำงานได้ง่ายๆ ซึ่งยุคสมัยนี้ คนเริ่มกลับมาตามหาสิ่งที่เป็นธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่แต่กลุ่มลูกค้าสูงอายุเท่านั้น โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติทั้งเอเซียและยุโรป จะชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มาก เพราะจากรูปลักษณ์และคุณสมบัติที่บ่งบอกความเป็นไทยแล้ว ยังมีแพ็กเกจที่ทันสมัย ราคาไม่แพง สามารถซื้อหาเป็นของฝากของใช้ได้ไม่ยาก มี 2 ขนาด คือขนาด 150 ก. ราคา 250 บาท และขนาด 50 ก. ราคา 150 บาท

นอกจากลูกประคบแล้ว ยังมีอโรม่าน้ำหอม ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวเบลนด์ขึ้นมาใหม่ไม่มีแอกอฮอล์ มีทั้งหมด 7 กลิ่่น คือ รุ่งอรุณ นิทรา ภวังค์ วรุณ ลตา ชันดา สบาย เป็นแมจิกโมเม้นท์ราคา 350 บาท อนาคตจะมีสินค้าที่จะนำออกวางขายในเดือนหน้าเป็นผ้าประคบหลังสมุนไพร อโรม่าบำบัด ที่ใช้งานสะดวกและร้อนนาน ที่สามารถใช้ซ้ำได้เป็น 100 ครั้ง

ใครที่ปวดเมื่อยอยากจะหาลูกประคบไว้ผ่อนคลายง่ายๆ ที่บ้าน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ FB: Maleeya Natural Products IG: maleeya_thai_natural Line: @maleeya โทร. 08-0456-8829

ที่มา: M2F

 

“อาร์แกน” น้ำมันแห่งความงามอันทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521129

“อาร์แกน” น้ำมันแห่งความงามอันทรงคุณค่า

ความเป็นมาและประโยชน์อันล้ำค่าของน้ำมันอาร์แกน

หากพูดถึงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติอันล้ำค่า หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “น้ำมันอาร์แกน” (Argan Oil) ที่เหล่าแบรนด์ความงามระดับโลกเลือกใช้ วันนี้เฮดแอนด์โชว์เดอร์ มาเผยเรื่องราวความพิเศษของน้ำมันอาร์แกน

1. ชาวโมร็อกโกเชื่อกันว่าต้นอาร์แกนเปรียบเสมือน “ต้นไม้แห่งชีวิต” เพราะเป็นพืชที่เติบโตท่ามกลางทะเลทราย รากที่ยั่งลึก และใบมีขนาดเล็ก ลำต้นเต็มไปด้วยหนามคดเคี้ยว ทำให้ต้นอาร์แกนมีความทนต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง แม้อยู่ในสภาวะขาดน้ำ หรือท่ามกลางลมแล้ง แต่กลับมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี จากการเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่พิเศษของต้นอาร์แกนนี้นำมาซึ่งน้ำมันบริสุทธิ์

2. ในหนึ่งวันชาวเบอร์เบอร์ (Berbers) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศโมร็อกโก สามารถผลิตน้ำมันอาร์แกนได้ในปริมาณน้อยมาก เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่ยุ่งยาก โดยจะนำผลอาร์แกนสุกจำนวน 35 กก. ไปตากแห้งแล้วแกะให้เหลือแต่เมล็ดอาร์แกนเปลือกแข็ง จากนั้นต้องกระเทาะเปลือกเพื่อนำแต่เนื้อในของเมล็ดไปผ่านกระบวนการสกัดเย็นจนได้น้ำมันบริสุทธิ์เหลือเพียง 1 กก.เท่านั้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. น้ำมันอาร์แกนถือเป็น Magic Oil หรือ Liquid Gold ของชนเผ่าเบอร์เบอร์ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญแล้ว ยังเป็นเคล็บลับความงามของผู้หญิงในชนเผ่านี้มาตั้งแต่ยุคโบราณอีกด้วย

4. เมื่อได้ทำการศึกษาพบว่าน้ำมันอาร์แกนอุดมไปด้วยวิตามินอี และกรดไขมันสำคัญที่ช่วยชะลอริ้วรอย รักษาความยืดหยุ่น และให้ความชุ่มชื้นและเอิบอิ่มให้กับผิว บำรุงให้เส้นผมและเล็บแลดูนุ่มนวล สุขภาพดี ทำให้น้ำมันอาร์แกนถูกขนานนามว่าเป็นน้ำมันแห่งความงาม

5. นับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา สมเด็จพระราชาธิบดีฮะซันที่ 2 แห่งโมร็อกโก สนับสนุนให้ดำเนินธุรกิจส่งออก ทำให้น้ำมันอาร์แกนเป็นที่นิยมและโด่งดังไปทั่วโลก กลายเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้ในเครื่องประทินความงาม

ที่มา: M2F

 

4 อุปกรณ์ช่วยชีวิตยามฝนพร่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2560 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521000

4 อุปกรณ์ช่วยชีวิตยามฝนพร่ำ

ของใช้ที่ควรพกติดกระเป๋าในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนฝนตกบ่อย

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยจนเราคาดเดาไม่ได้ บางครั้งแดดออกอยู่ดีๆ พอเราก้าวขาออกจากที่ร่มปุ๊บฝนก็เทลงมาปั๊บอย่างกับนัดกันไว้ หากเราเจอสภาพอากาศที่แปรปรวนแบบนี้อยู่บ่อยๆ เราต้องเตรียมรับมือด้วยการพกอุปกรณ์ที่จำเป็นติดกระเป๋าหรือโต๊ะทำงานเอาไว้บ้าง เพื่อช่วยชีวิตเราในยามที่ต้องเผชิญกับสายฝนแบบไม่คาดคิด

1. ร่ม – อุปกรณ์พื้นฐานที่ควรมีอย่างยิ่งที่ในช่วงเวลาแบบนี้ คือร่มน่ารักๆ สักคัน ถ้าอยากให้สะดวกอาจจะเลือกเป็นร่มพับที่พกติดกระเป๋าง่ายๆ หรือถ้าอยากให้ดูแฟชั่นนิดๆ จะเลือกเป็นร่มใสสไตล์ญี่ปุ่นก็ได้เช่นกัน

2. เสื้อกันฝน – นอกจากร่มแล้ว เสื้อกันฝนก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สามารถช่วยเราได้ในยามที่ไม่สะดวกกางร่ม อย่างตอนอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ หรือในช่วงที่ฝนตกหนักจนร่มเอาไม่อยู่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. รองเท้ายาง – ในช่วงอากาศแบบนี้ต้องเก็บรองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าผ้าใบคู่โปรดไปก่อน แล้วหักมาพกรองเท้ายางที่สามารถลุยน้ำได้โดยไม่พักยับเยินแทน ซึ่งในปัจจุบันก็มีรองเท้าที่ทำจากยางออกมาหลายแบบ ทั้งรองเท้าแตะ คัชชู รองเท้าสาน หรือแม้แต่รองเท้าบูทกันฝน

4. ซองใส่เอกสาร – ย้อนกลับไปช่วงวัยใสที่ยังพกแฟ้มเอกสารพลาสติกน่ารักๆ กันอยู่ ไอเท็มเหล่านั้นสามารถนำกลับมาใช้ได้ในช่วงเวลาแบบนี้เลย เพราะนอกจากจะน่ารักแล้ว ยังช่วยป้องกันเอกสารสำคัญต่างๆ ของคุณไม่ให้เปียกได้อีกด้วย