ประณีตศิลป์ ในดวงใจไทยทั้งชาติ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 10:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520136

ประณีตศิลป์ ในดวงใจไทยทั้งชาติ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9

 โดย พรเทพ เฮง

การถวายความอาลัยและจงรักภักดีอย่างที่สุด ด้วยทุกศาสตร์ทุกแขนงมาร่วมด้วยช่วยกันและเป็นการรวมพลังแห่งความรัก

นั่นคือการจัดสร้างงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ เพื่อใช้ประกอบในพระราชพิธีและประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

คำว่า ประณีตศิลป์ (Elaboration Art) หรืองานประณีตศิลป์ เป็นการช่างฝีมือที่ประดิดประดอยขึ้นด้วยความละเอียดอ่อน พิถีพิถัน ตั้งอกตั้งใจ มุ่งเน้นคุณค่าทางความงาม ให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งสวยงาม มีคุณค่า ควรชมยิ่งกว่าประโยชน์ใช้สอย ผลที่ได้จึงเป็นงานศิลปภัณฑ์ที่มีความวิจิตรบรรจงงดงามอย่างยอดเยี่ยม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ชาติไทย เป็นชาติที่มีศิลปวัฒนธรรม และประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปรากฏหลักฐาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่เป็นงานประณีตศิลป์จำนวนมาก ที่ผ่านการคิดค้น สร้างสรรค์ ประดิษฐ์ขึ้นมา ด้วยความเพียรพยายาม ประณีต วิจิตร บรรจง สืบต่อกันมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี หรืออาจถึงพันปี งานที่จัดว่าเป็นประณีตศิลป์ของไทย ที่มีลักษณะเฉพาะตัวแสดงออกซึ่งค่านิยมทางความงามของคนในชาติ

กิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ประจำปี 2560 ครั้งที่ 5 เรื่อง “งานประณีตศิลป์เนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ” ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้ทำให้เห็นถึงกระบวนการรังสรรค์งานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ไทย ที่ถือเป็นสุดยอดที่หนึ่งของโลกที่หาใครเสมอเหมือน

สรรค์สร้างประดิษฐ์ประดุจนฤมิตรว่าเป็นของทิพย์

นิยม กลิ่นบุบผา ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปกรรมและช่างศิลปะไทย และที่ปรึกษาการจัดสร้างงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ เพื่อใช้ประกอบในพระราชพิธีและประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บอกว่า งานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ที่ถูกสร้างขึ้น มาจากคติความเชื่อ ความหมาย โดยชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการจำลองเทวโลก

“พระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทวราช พระราชฐานเวียงวังก็ประดุจทิพยสถานในสวรรค์ เพราะฉะนั้นงานประณีตศิลป์ที่ทรงอยู่ในฉลองพระองค์เลย ตั้งแต่ภูษาทรงเรื่อยไปจนถึงราชรถราชยานราชพาหนะก็คิดสรรค์สร้างประดิษฐ์ประดุจนฤมิตรว่าเป็นของทิพย์

องค์พระมหากษัตริย์ก็คือเทวราชหรือเทวดา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของทิพย์จึงเป็นของที่ทั่วไปในโลกไม่มี เพราะฉะนั้นรูปลักษณ์ศิลปะจึงมีใช้เฉพาะองค์พระมหากษัตริย์และในพระราชสำนัก ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ที่ใช้เป็นของพระราชทานทั้งหมด เป็นผู้ที่เนื่องในองค์พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เป็นแกนกลางจุดสูงสุดในสมมติเทวราช ทำให้เทวดามาเชิญเครื่องต่างๆ เป็นเทพบริวารที่มาแวดล้อมเทวราชา”

นิยม ฉายภาพต่อว่า ศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีพระบรมศพ หมายถึงงานประณีตศิลป์ คืองานวิจิตรศิลป์ที่วิจิตรพิสดารยิ่งกว่า ซึ่งต้องทำอย่างประณีตบรรจง มีขั้นตอนการทำหลากหลายมาก ทำไมจึงเรียกพระเมรุมาศ ซึ่งคำว่า มาศ แปลว่า ทอง พระเมรุมาศจะเป็นทอง 80% และเป็นสีสลับเพื่อให้เห็นลาน 20% โดยเป็นทรงบุษบก ส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ด้วยความวิจิตรงดงามมาก เครื่องเมรุจะเป็นกระดาษเพื่อใช้ชั่วคราว

“ความจริงแล้วงานประณีตศิลป์คืองานวิจิตรศิลป์อย่างเต็มที่ ส่วนงานวิจิตรศิลป์ บางทีไม่ประณีตเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมีความสำคัญในการชี้บ่งบุคคลได้ว่างานประณีตศิลป์นี้ทำขึ้นเพื่อถวายพระมหากษัตริย์ เราจะรู้ว่าเป็นพระมหากษัตริย์ได้ก็ด้วยเครื่องประกอบอิสริยยศ เป็นเทวราชโดยสมมติ เป็นสมมติเทวราช การสร้างสรรค์ที่ปลงพระศพให้งดงามได้ทุกสิ่ง ซึ่งทั้งหมดเรียกว่างานประณีตศิลป์ แต่จะมีโครงใหญ่ๆ อยู่ โบราณไม่ได้แบ่งว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมหรืองานอะไรงานที่ช่างทำทั้งหมดคือ ช่างต่างๆ อย่างช่างเขียน ช่างเครื่องประดับ ช่างเครื่องล่าง เป็นต้น ทุกอย่างประณีตหมด มีจังหวะชั้นเชิงงดงามต่างๆ วันนี้เรียกตามการบริหารและสายงานที่ปฏิบัติตามหน้างานเป็นหมวดหมู่ตามระบบราชการ ทั้งหมดเป็นงานช่างมาตั้งแต่โบราณ

สวรรคต แปลว่า ไปสวรรค์ หมายความว่าเสด็จกลับสวรรค์ ซึ่งจะมีการส่งเสด็จ มีริ้วขบวนที่จะไปส่ง ที่ใส่โกศเพราะต้องมีเครื่องห่อหุ้มตามคติเดิม ที่เผาพระศพก็เป็นวิมานหรือพระเมรุมาศเป็นที่ประทับของเทพเจ้า หายวับไปในโลกมนุษย์และไปโผล่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามคติความเชื่อตามวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ของชาติไทยที่สืบทอดกันมายาวนานแล้ว”

งานประณีตศิลป์ นอกจากเป็นการรักษาคติความเชื่อตามวัฒนธรรมแล้ว นิยม ก็มองว่าเป็นการรักษากระบวนการงานช่างไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษสุดของชาติ

“งานศิลปกรรมและประณีตศิลป์สามารถแสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ตั้งแต่ขึ้นดำรงเป็นพระมหากษัตริย์ จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเลย ไม่เท่านั้นงานประณีตศิลป์สามารถแสดงความเป็นชาติไทยทั้งชาติได้ด้วย

งานประณีตศิลป์หรืองานช่างมีความสำคัญยิ่งใหญ่มาก แต่เราไม่ค่อยได้สังเกตหรือดูให้ลึกซึ้งเข้าไปเท่านั้นเอง ถ้าพิจารณาและสังเกตจะพบว่างานประณีตศิลป์จะปรากฏในความเป็นไทยตั้งแต่เกิดจนตายของคนทุกคน”

รักษาสืบสานของเดิม พัฒนาสร้างสรรค์ฝีมือช่างและงานให้ก้าวหน้า

อำพล สัมมาวุฒธิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (วิจัยและพัฒนาศิลปกรรม) สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ชี้แจงว่าสำหรับงานประณีตศิลป์ในงานพระบรมศพ พระเมรุมาศ ซึ่งผู้ทำงานช่างจะต้องศึกษา แล้วทำตามรูปแบบเดิมมีการสืบสาน แต่ลอกของเดิมไม่ได้จึงต้องมีการสร้างสรรค์ ตรงนี้คือการพัฒนาฝีมือช่างและรักษาสืบสานของเดิม รวมทั้งพัฒนาสร้างสรรค์งานให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก

“งานช่างสิบหมู่ที่รับผิดชอบและดำเนินงานเพื่อการตกแต่งพระเมรุมาศให้วิจิตรงดงาม มีทั้งที่กรมศิลปากรทำเองและอาสาสมัครเข้ามาช่วยงาน ซึ่งทำให้งานสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อาสาสมัครที่เป็นจิตอาสามีความอดทนมาก และทำเพื่อถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งงานจะมีหลายส่วน ในการจัดสร้างงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ประกอบพระเมรุมาศ ซึ่งมีงานประติมากรรมเยอะที่สุดตั้งแต่ผมทำงานมา มีรายละเอียดเยอะมาก”

อำพล บอกว่า สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร มีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดพระราชพิธีออกพระเมรุมาศตลอดมา ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ได้รับภารกิจในการดำเนินงาน ดังนี้

1.ประติมากรรมประดับพระเมรุมาศ ได้แก่ รูปหล่อ เทวรูป สัตว์หิมพานต์ เป็นต้น

รูปประติมากรรมที่สำนักช่างสิบหมู่ดูแลการสร้างนี้ ใช้ประดับตกแต่งบนพระเมรุมาศและบริเวณปริมณฑลของพระเมรุมาศ โดยเฉพาะบนพระเมรุมาศเมื่อพิจารณาตามผังแบบของพระเมรุมาศ จะประกอบด้วยชั้นต่างๆ ดังนี้ จากชั้นที่หนึ่งคือ พื้นล่างสุดที่ติดกับถนนรอบๆ พระเมรุมาศ ถัดขึ้นมาเป็นฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง สอง สาม ต่อขึ้นไปเป็นองค์มณฑปที่เป็นอาคารพระเมรุทรงมณฑปหรือบุษบกขนาดใหญ่ ประติมากรรมที่สถาปนิกผู้ออกแบบได้กำหนดพื้นที่จัดตั้งไว้ตามผังแบบ ดังนี้

มหาเทพ 4 พระองค์ ได้แก่

1.พระอิศวร (พระศิวะ) พระองค์ทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม

2.พระนารายณ์ (พระวิษณุ) การอวตารของพระนารายณ์มามีชีวิตบนโลกเพื่อปราบยุคเข็ญ

3.พระอินทร์ พระผู้สามารถบันดาลความสุขให้แก่โลก ได้แก่ บันดาลให้เกิดฝนตกตามฤดูกาล บันดาลให้พืชพรรณงดงาม

4.พระพรหม พระผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์

มหาเทพทั้ง 4 เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรค์ พระมหาเทพทั้ง 4 พระองค์ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สาม ล้อมรอบองค์พระเมรุมาศ

จตุโลกบาล 4 พระองค์ ได้แก่

1.ท้าวธตรฐ ดูแลรักษาโลกด้านทิศตะวันออก

2.ท้าววิรุฬหก ดูแลรักษาโลกด้านทิศใต้

3.ท้าววิรูปักษ์ ดูแลรักษาโลกด้านทิศตะวันตก

4.ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสวัณ หรือท้าวเวสสุวรรณ ดูแลรักษาโลกด้านทิศเหนือ

ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 เป็นเทวดาผู้ป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่มนุษย์โลกไว้ทั้ง 4 ทิศ เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรค์ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 พระองค์ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง บริเวณมุมล้อมรอบองค์พระเมรุมาศ

+ พระพิเนก หรือพระพิฆเนศวร เป็นบุตรแห่งองค์พระอิศวรและพระอุมาเทวี เป็นเทพแห่งความสำเร็จ ทรงฉลาดรอบรู้ในทุกศิลปะและวิทยา แสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงรอบรู้และทรงใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่ประชาชนเสมอมา องค์พระพิฆเนศวรได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สองในตำแหน่ง หน้าบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สามด้านทิศเหนือ

+ พระพินาย คือ พระโกญจนาเนศวร พระพินายะ หรือพระพินาย มีอีกนามว่า พระโกญจนาเนศวร เป็นโอรสของพระอิศวร มีศักดิ์เป็นน้องของพระพิฆเนศวร มีพระพักตร์เป็นช้างเช่นเดียวกับพระพิฆเนศวร เป็นเทพเจ้าแห่งช้างทุกชนิด เป็นผู้สร้างช้างเอราวัณ ช้างคิริยเมขละไตรดายุค และช้างเผือกในโลก และด้วยในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีช้างเผือกบังเกิดขึ้นหลายเชือกเป็นมหามงคลแก่ประเทศไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแก่ประชาชน ทรงจัดตั้งกองทุนการศึกษาขึ้นมากมาย เพื่อสร้างบุคลากรอันมีค่าเปรียบเช่นช้างเผือกที่อยู่ในป่านำมากลั่นกรองหล่อหลอมให้เป็นผู้มีคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง องค์พระโกญจนาเนศวรได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สองในตำแหน่งหน้าบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สาม ด้านทิศเหนือคู่กับองค์พระพิฆเนศ มหาเทพทั้งสองพระองค์ คือ พระพิเนกและพระพินาย จัดสร้างพระรูปมาประหนึ่งรับเสด็จสู่สรวงสวรรค์

+ เทวดานั่งอัญเชิญบังแทรก/พุ่ม สำหรับรูปเทวดานั่งอัญเชิญบังแทรก/พุ่ม นี้ ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง สอง และสาม รวมทั้งสิ้น 56 องค์ แบ่งหน้าที่ในการอัญเชิญคือประกอบติดตั้ง ฉัตรและบังแทรกตามที่สถาปนิกกำหนด

+ เทวดายืนอัญเชิญฉัตร สำหรับรูปเทวดายืนอัญเชิญฉัตรนี้ ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สาม ติดกับบันไดทางขึ้นพระมณฑปพระเมรุมาศ รวมทั้งสิ้น 8 องค์

+ สัตว์สำคัญประจำทิศ สัตว์สำคัญประจำทิศที่สำนักช่างสิบหมู่จัดสร้างขึ้น เพื่อติดตั้งบริเวณบันไดทางขึ้นของฐานไพทีแต่ละชั้น ซึ่งจะเรียงตามลำดับเปรียบดังทางขึ้นเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยป่าหิมพานต์ จนถึงชั้นระดับสูงที่เป็นที่อยู่ของครุฑ โดยเริ่มจากสัตว์มงคลสี่ประเภทที่เป็นที่เกิดของแม่น้ำสี่สาย

+ ป่าหิมพานต์ หรือเขาหิมพานต์ มีสระสำคัญๆ อยู่ 7 สระ สระอโนดาตเป็นสระหนึ่งในสระทั้ง 7 ที่มีธารน้ำทั้งหลายไหลลงมาที่สระนี้ พื้นสระอโนดาตเป็นแผ่นหินกายสิทธิ์ ชื่อมโนศิลา บริเวณที่เป็นดิน ก็เป็นดินกายสิทธิ์ชื่อหรดาล (ใช้ถูตัวได้ดี) น้ำใสสะอาด ท่าอาบน้ำมีมากมาย เป็นที่สรงสนานแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย รวมถึงเหล่าผู้วิเศษผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย เช่น ฤๅษี วิทยาธร ยักษ์ นาค เทวดา เป็นต้น

+ รอบสระอโนดาต มียอดเขารายรอบอยู่ 5 ยอดเขา ได้แก่

1.ยอดเขาสุทัสสนะ เป็นทองคำ รูปทรงโค้งตามแนวสระอโนดาต และปลายยอดเขา มีสัณฐานโค้งงุ้มดังปากกา โอบปิดด้านบนสระอโนดาตไว้ ไม่ให้โดนแสงอาทิตย์ แสงจันทร์

2.ยอดเขาจิตตะ เป็นรัตนะ

3.ยอดเขากาฬะ เป็นแร่พลวง หินแห่งยอดเขาสีนิล

4.ยอดเขาคันธมาทน์ ด้านบนยอดเขา เป็นพื้นราบเรียบ อุดมไปด้วยไม้หอมนานาพันธุ์

5.ยอดเขาไกรลาส เป็นภูเขาเงิน วิมานฉิมพลีแห่งพญาครุฑก็อยู่ที่เขาไกรลาสนี้

ยอดเขาทั้ง 5 (รูปทรงคล้ายยอดเขาสุทัสสนะ คือ มีสัณฐานโค้งงุ้มดังปากกา โอบปิดด้านบนสระอโนดาตไว้ ไม่ให้โดนแสงอาทิตย์ แสงจันทร์) ตั้งตระหง่านรายล้อมสระอโนดาตไว้ และมีเทวดารวมถึงนาคเป็นผู้ดูแลรักษา ธารน้ำทั้งหลายจากเขาหรือป่าหิมพานต์ทุกสารทิศจะไหลมาผ่านยอดเขา 5 ลูกนี้ (ลูกใดลูกหนึ่ง) จากนั้นก็จะไหลรวมลงสู่สระอโนดาต (เหตุที่ได้ชื่อว่า อโนดาต ก็เพราะมีเงื้อมผาโค้งงุ้มดังปากกา โอบบังแสงไว้ด้านบน ทำให้แสงอาทิตย์และแสงจันทร์ไม่สามารถส่องผ่านไปโดนน้ำได้ แสงเพียงลอดเข้าด้านข้างในแนวเหนือใต้ ตรงระหว่างรอยต่อยอดเขากับยอดเขาเท่านั้น สระนี้จึงได้ชื่อว่า “อโนดาต” แปลว่า ไม่ถูกแสงส่องให้ร้อน)

จากสระอโนดาตจะมีปากทางให้น้ำไหลระบายออกอยู่สี่แห่ง ทิศละแห่ง คือ

1.สีหมุข ปากแม่น้ำแดนราชสีห์ (เป็นถิ่นที่ราชสีห์อาศัยอยู่มาก)

2.หัตถีมุข ปากแม่น้ำแดนช้าง (เป็นถิ่นที่ช้างอาศัยอยู่มาก)

3.อัสสมุข ปากแม่น้ำแดนม้า (เป็นถิ่นที่ม้าอาศัยอยู่มาก)

4.อุสภมุข ปากแม่น้ำแดนโคอุสภะ (เป็นถิ่นที่โคอาศัยอยู่มาก)

ทำให้เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่ 4 สาย ไหลล่อเลี้ยงรอบนอกของเขาหิมพานต์ ก่อนลงสู่มหาสมุทร ดังนั้น สัตว์มงคล 4 ประเภท จึงได้แนวความคิดมาจากปากแม่น้ำสำคัญทั้งสี่สายและถิ่นที่อาศัยของสัตว์เหล่านี้

บริเวณพื้นด้านข้างของรูปสัตว์สำคัญจากด้านข้างหนึ่งของรูปสัตว์ชนิดหนึ่ง ผ่านมุมพระเมรุมาศสู่ด้านข้างอีกหนึ่งของรูปสัตว์อีกชนิดหนึ่งจะตกแต่งเป็นสระน้ำ เขามอที่ประดับไปด้วยพันธุ์พืชสวยงาม รูปปั้นสัตว์ขนาดย่อส่วนลงสีของสัตว์สำคัญเป็นลักษณะต่างๆ เพื่อให้เข้ากับเรื่องราวความเป็นป่าหิมพานต์ โดยได้ความร่วมมือจากเครือข่ายปฏิบัติงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตเพาะช่าง และคณะช่างอาสาสมัคร จ.เพชรบุรี โดยการนำของ สมชาย บุญประเสริฐ ในความดูแลของกรมศิลปากร

+ คชสีห์ และราชสีห์ สัตว์ทั้งสองเป็นสัตว์ใหญ่ที่ทรงพลังอำนาจอยู่เหนือกว่าสัตว์ทั้งปวงในป่าหิมพานต์ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แทนของข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันได้แก่ คชสีห์ เป็นตราประจำเสนาบดีที่สมุหกลาโหม เป็นสัญลักษณ์ผู้พิทักษ์แผ่นดินและพระมหากษัตริย์ แทนเหล่าทหารและตำรวจทุกเหล่าทัพ ราชสีห์ เป็นตราประจำเสนาบดีที่สมุหนายก เป็นคุณลักษณะที่ข้าราชการพลเรือนพึงมีในการปกครองดูแลทุกข์สุขของราษฎรแทนข้าราชการในทุกภาคส่วน

+ ครุฑ จะมีที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุในลักษณะเป็นวิมาน (วิมานฉิมพลี) และครุฑก็มีความสำคัญที่เป็นราชพาหนะแห่งองค์พระนารายณ์ ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สาม ด้านซ้าย-ขวาของในทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ ของพระเมรุ รวม 6 รูป

ส่วนประดับตกแต่งราวบันได ทางขึ้นของฐานไพทีแต่ละชั้น โดยประดับเป็นรูปพญานาค ดังนี้

– บันไดทางขึ้นอาคารซ่างและหอเปรื่องเครื่อง นาค 1 เศียร

– บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ 1 นาค 1 เศียร ขนาด 70 ซม. ยาว 150 ซม.

– บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ 2 นาค 3 เศียร ขนาด 70 ซม. ยาว 250 ซม.

– บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ 3 นาค 5 เศียร ขนาด 70 ซม. ยาว 350 ซม.

– บันไดทางขึ้นพระมณฑปกลางของพระเมรุ นาค 5 เศียร ขนาด 70 ซม. ยาว 510 ซม.

+ ส่วนประดับตกแต่งที่ฐานบัวเชิงบาตรของพระเมรุมาศ

1.เทพชุมนุม รอบฐานท้องไม้เชิงบาตรฐานไพทีชั้นที่สามของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง 60 เซนติเมตร จำนวน 108 องค์

2.เทพพนม ประดับรอบท้องไม้เชิงบาตรของฐานมณฑปกลางของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง 60 เซนติเมตร จำนวน 28 องค์

3.ครุฑยุดนาค ประดับรอบท้องไม้เชิงบาตรของฐานมณฑปกลางของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง 60 เซนติเมตร จำนวน 28 รูป

+ เสาครุฑ ติดตั้งอยู่บนฐานไพทีชั้นที่สอง และชั้นที่สาม บริเวณมุมไพทีทั้งสี่ด้าน รวม 8 เสา เหนือครุฑตั้งฉัตรโลหะฉลุลาย

การดำเนินงานสร้างเพื่อใช้งานในครั้งนี้ กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายปฏิบัติงาน จากสถาบันสิริกิติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด และศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง ในการควบคุมอาจารย์สุดสาคร ชายเสม

+ คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง

คุณทองแดงเป็นสุนัขเพศเมีย เป็นลูกของแดง ซึ่งเป็นสุนัขจรจัดบริเวณถนนพระราม 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงนำมาเลี้ยงไว้ พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ “เรื่องทองแดง (The Story of Tongdaeng)” ออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การสร้างต้นแบบรูปคุณทองแดงนี้ได้รับความร่วมมือจากอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านประติมากรรมของสำนักช่างสิบหมู่ คือ ชิน ประสงค์ เป็นผู้ดำเนินการปั้นต้นแบบ

2.จิตรกรรมฉากบังเพลิง และจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ

จิตรกรรมฉากบังเพลิงและจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบโดยมอบหมายให้ มณเฑียร ชูเสือหึง ตำแหน่งจิตรกรเชี่ยวชาญ และเกียรติศักดิ์ สุวรรณพงศ์ ตำแหน่งจิตรกรชำนาญการพิเศษ ดำเนินการ ประกอบด้วยฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ มีทั้งหมด 4 ทิศ ดังนี้

นารายณ์อวตารปางที่ 2 กูมาวตาร เป็นเต่าทอง นารายณ์อวตารปางที่ 1 มัสยาวตาร เป็นปลากรายทอง จิตรกรรมฉากบังเพลิง นารายณ์อวตารปางที่ 7 รามาวตาร เป็นพระรามในรามเกียรติ์ นารายณ์อวตารปางที่ 6 ปรศุรามาวตาร เป็นพราหมณ์ชื่อปรศุราม (รามผู้ถือขวาน) ออกแบบโดย เกียรติศักดิ์ สุวรรณพงศ์

จิตรกรรมฉากบังเพลิง ออกแบบโดย มณเฑียร ชูเสือหึง นารายณ์อวตารปางที่ 4 นรสิงหาวตาร เป็นนรสิงห์ครึ่งคน นารายณ์อวตารปางที่ 3 วราหาวตาร เป็นหมูป่าเอกเขี้ยวเพชร นารายณ์อวตารปางที่ 10 กัลยาวตาร เป็นบุรุษขี่ม้าขาว นารายณ์อวตารปางที่ 8 กฤษณาวตาร เป็นพระกฤษณะ

จิตรกรรมโครงการพระราชดำริ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบโดย มณเฑียร ชูเสือหึง ตำแหน่งจิตรกรเชี่ยวชาญ โดยความร่วมมือกันระหว่างสำนักช่างสิบหมู่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง ในการดำเนินงานเขียนจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม ประกอบด้วย โครงการพระราชดำริหมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างละ 4 โครงการ รวม 12 โครงการ และเทวดาชุมนุม

3.การจัดสร้างพระโกศจันทน์และช่อไม้จันทน์

พระโกศจันทน์และช่อไม้จันทน์ในครั้งนี้ ออกแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่ง นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

พระโกศจันทน์ เป็นโกศแปดเหลี่ยม มียอดประกอบด้วยโครงลวดตาข่ายประดับลายฉลุเป็นลายไม้ซ้อนทั้งองค์ องค์พระโกศจันทน์สามารถถอดแยกได้เป็น 3 ส่วน สำหรับประกอบกันเป็นองค์พระโกศ พระโกศจันทน์เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติแก่พระบรมศพและพระศพ จะถูกใช้เมื่ออัญเชิญพระโกศพระบรมศพหรือพระศพประดิษฐานยังพระจิตกาธานภายในพระเมรุ หลังจากเปลื้องพระลองชั้นนอกออกแล้ว เจ้าพนักงานจะนำพระโกศจันทน์เข้าประกอบพระโกศลองใน ซึ่งประดิษฐานบนตะแกรงเหล็กช่วงรัดเอวของพระจิตกาธาน เพื่อถวายพระเพลิง

การประดิษฐ์พระโกศจันทน์ เริ่มจากการใช้ลวดโครงเหล็กตัดตามรูปร่างและขนาดตามแบบมาเชื่อมกัน แล้วจึงนำตะแกรงลวดตาข่ายมาบุทับโครงภายนอกเพื่อไว้ติดลวดลายไม้จันทน์ ซึ่งจะนำไม้จันทน์ที่เป็นท่อน ซอยเป็นแผ่นบางๆ ตามขนาดที่ต้องการ เพื่อใช้ฉลุลวดลายตามขนาดที่กำหนด เช่น แปรรูปเป็นแผ่นรูปโค้งตามลักษณะลวดบัวต่างๆ ตามแบบ รวมทั้งทำการกลึงไม้เป็นยอดพระโกศจันทน์

พระโกศจันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีรูปลักษณะใกล้เคียงกับพระโกศจันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนบนเป็นพระโกศทรงแปดเหลี่ยมมีฝาเป็นทรงมงกุฎ ส่วนล่างเป็นพระหีบรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าปากผาย มีความแตกต่างอยู่ที่ลวดลายที่ใช้ในการโกรกลายซ้อนไม้ประดับที่ตัวพระโกศจันทน์ที่สร้างขึ้นด้วยไม้จันทน์

ช่อไม้จันทน์สำหรับในส่วนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่งนายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร สำหรับช่อดอกไม้จันทน์ทั้งหมดนั้นจัดสร้างโดยสถาบันสิริกิติ์

4.ฉัตรประดับพระเมรุมาศ ฉัตรโลหะกลีบบัว ฉัตรฉลุลายโลหะ (โปร่ง) ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น

ฉัตรที่ประดับพระเมรุมาศประกอบด้วย ฉัตรโลหะกลีบบัว ฉัตรฉลุลายโลหะ (โปร่ง) ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น

1.ฉัตรโลหะกลีบบัว เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นโลหะบางฉลุลายเป็นกลีบบัวเป็นกลีบๆ ดัดให้ผายออกเล็กน้อย ประดับรอบชั้นฉัตร มีขนาดลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ มี 11 ชั้น ฉัตรกว้าง 120 เซนติเมตร สูง 820 เซนติเมตร ติดตั้งเป็นชุด ชุดละ 3 ต้น เรียงกัน ประกอบด้วยระบายฉัตรระบายสีเป็นทอง นากและเงิน จำนวนทั้งสิ้น 36 ต้น ซึ่งติดตั้งบริเวณด้านนอกของรั้วราชวัติ โดยรอบพระเมรุมาศ

2.ฉัตรโลหะฉลุลาย (โปร่ง) เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นโลหะฉลุลายทั้งผืนมาประดับล้อมรอบโครงระบายฉัตรเป็นชั้นๆ และมีลายคาดส่วนบนในแต่ละชั้นฉัตรเรียกมาลัยเกี้ยว ขนาดแต่ละชั้นฉัตรจะลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ เมื่อประกอบเสร็จลงรักปิดทองคำเปลวตกแต่ง ประกอบด้วย

+ ฉัตรโลหะฉลุลาย 7 ชั้น ขนาดกว้าง 90 เซนติเมตร สูง 370 เซนติเมตร จำนวน 12 คัน

+ ฉัตรโลหะฉลุลาย 5 ชั้น ขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร สูง 110 เซนติเมตร จำนวน 8 คัน

+ ฉัตรโลหะฉลุลาย 5 ชั้น ขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร สูง 142 เซนติเมตร จำนวน 4 คัน

+ ฉัตรโลหะฉลุลาย 3 ชั้น ขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร จำนวน 26 คัน

3.ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นผ้าสีตามกำหนด แต่ละชั้นเป็นผ้าระบายซ้อนกันสองชั้น ผนึกตกแต่งด้วยลายผ้าทองย่นที่ผ่านการฉลุลายเรียบร้อยแล้ว มีขนาดของชั้นฉัตรลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ ประกอบด้วย

+ ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น 7 ชั้นฉัตร กว้าง 88 เซนติเมตร สูง 367 เซนติเมตร จำนวน 8 คัน ฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบเทวดายืนเชิญฉัตร บนฐานไพทีชั้นที่ 3

+ ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น 7 ชั้นฉัตร กว้าง 60 เซนติเมตร สูง 250 เซนติเมตร จำนวน 12 คัน ฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบบนเสาหัวเม็ดของพนักกันตกของฐานไพทีชั้นที่ 2

+ ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น 5 ชั้นฉัตร กว้าง 50 เซนติเมตร สูง 180 เซนติเมตร จำนวน 28 คัน ฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบบนเสาหัวเม็ดของพนักกันตกของฐานไพทีชั้นที่ 1

5.การจัดสร้างพระโกศพระบรมอัฐิ

พระโกศทรงพระบรมอัฐิ คือพระโกศสำหรับบรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระราชินี หรือพระประยูรวงศ์มาแต่อดีต มักสร้างด้วยโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน หรือมีการใช้โลหะอื่นแล้วกะไหล่ด้วยทอง ประดับด้วยอัญมณี หรือรัตนชาติ เพื่อให้สวยงามสมพระเกียรติ มีลักษณะรูปทรงกระบอก ประกอบด้วยส่วนฐาน ส่วนตัวพระโกศที่เป็นทรงกระบอกปากผาย และมีฝาสำหรับปิดส่วนบน รูปทรงโดยรวมอาจมีรูปทรงเหลี่ยม (มักเป็นแปดเหลี่ยม) หรือทรงกลมแล้วแต่ความเหมาะสมในสถานภาพแต่ละพระองค์ ถ้าเป็นชั้นระดับสูงมักมียอดทรงมงกุฎ ยอดประดับด้วยพุ่ม หรือฉัตรตามฐานันดรศักดิ์ มีส่วนประดับตกแต่งให้งดงามสมพระเกียรติด้วยดอกไม้เอว (ส่วนฐาน) ดอกไม้เพชร หรือดอกไม้ไหว (ส่วนฝา) และเฟื่องพู่ระย้าที่ปากฝาพระโกศ ภายในบรรจุพระโกศศิลา (ทำด้วยศิลาสีขาว) เป็นทรงกระบอกมีฝาเช่นเดียวกัน เพื่อใช้สำหรับบรรจุพระบรมอัฐิเป็นพระโกศ (โกศศิลาจะอยู่ชั้นในรองจากพระโกศทองด้านนอก)

งานสร้างพระโกศพระบรมอัฐิครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน (4 รูปแบบ) ดังนี้

1.พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ออกแบบโดย อำพล สัมมาวุฒธิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ

2.พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ออกแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่งนายช่างศิลปกรรมอาวุโส (จัดสร้างโดยสถาบันสิริกิติ์)

3.พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ออกแบบโดย ณัฐพงค์ ปิยมาภรณ์ นักวิชาการ ช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ

4.พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ออกแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่ง นายช่างศิลปกรรมอาวุโส

6.การออกแบบเครื่องสังเค็ด

เครื่องสังเค็ดเป็นคำนาม หมายถึง ทานวัตถุมีตู้พระธรรม โต๊ะหมู่ เป็นต้น ที่เจ้าภาพจัดถวายแก่สงฆ์หรือภิกษุผู้เทศน์หรือชักบังสุกุลในเวลาปลงศพ สำหรับในพระราชพิธีครั้งนี้ กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ ได้รับภารกิจในการออกแบบเครื่องสังเค็ด ส่วนการจัดสร้างสำนักพระราชวังเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้ทางกรมศิลปากรช่วยควบคุมดูแลให้เป็นไปตามรูปแบบ ดังรายการต่อไปนี้

1.พัดรองสำหรับพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลการออกพระเมรุ

2.พัดรองสำหรับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญกุศลพระบรมอัฐิ

3.พัดรองสำหรับถวายพระจีนนิกาย และอนัมนิกาย

4.ตู้สังเค็ดหรือตู้ใส่หนังสือประดับด้วยภาพพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก

5.ธรรมาสน์ปาติโมกข์

6.หีบพระปาติโมกข์พร้อมต่าง

7.การซ่อม สร้างเครื่องประกอบราชยาน (ผ้าระบายฉัตรพระมหาพิชัยราชรถ พระวิสูตรพระมหาพิชัยราชรถ ธงสามชายงอนราชรถ)

การซ่อม สร้างเครื่องประกอบราชยาน ประกอบด้วย

+ ผ้าระบายฉัตรพระมหาพิชัยราชรถ

+ ผ้าที่ใช้ประกอบบนชั้นฉัตรของพระมหาพิชัยราชรถ เป็นฉัตร 5 ชั้น เดิมเป็นผ้าตาดทองระบายสองชั้น มีผ้าฝาหลังคาปิดบนในแต่ละชั้น พระราชพิธีครั้งนี้จึงสร้างผ้าระบายฉัตรให้เป็น ผ้าตาดทองลายทองแผ่ลวด จำนวนทั้ง 4 คัน

+ พระวิสูตรพระมหาพิชัยราชรถ พระวิสูตรก็เช่นเดียวกันกับผ้าระบายฉัตร พระราชพิธีครั้งนี้ได้จัดสร้างผ้าพระวิสูตรขึ้นใหม่ให้เป็นผ้าตาดทองลายทองแผ่ลวด จำนวนทั้ง 4 ผืน

+ ธงสามชายงอนราชรถ

เนื่องจากธงงอนราชรถทุกองค์ได้สร้างไว้เป็นเวลานาน ทำให้สีผ้าซีดอ่อนลง แผ่นกระดาษทองเก่าเริ่มกรอบ ทองที่ปิดกระดาษมีความหม่นไม่สดใสเช่นเดิม จึงดำเนินการจัดทำขึ้นใหม่ เพื่อนำไปใช้ในขบวนพระราชอิสริยยศให้สมพระเกียรติและเป็นการอนุรักษ์ศิลปกรรมให้คงอยู่สืบไป

โดยจัดทำขึ้นทั้งสิ้น 5 ชุด ชุดละ 3 ธง รวม 15 ธง ประกอบด้วย ธงงอนของพระมหาพิชัยราชรถ ธงงอนของเวชยันตราชรถ ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข 9782 ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข 9783 ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข 9784

………..

ที่มาข้อมูลประกอบการเรียบเรียง : เอกสารประกอบในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ครั้งที่ 5 เรื่อง “งานประณีตศิลป์เนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ”

 

มอ’ไซค์จิตอาสารับส่งฟรี ทำดีถวายพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520129

มอ’ไซค์จิตอาสารับส่งฟรี ทำดีถวายพ่อ

โดย  แมงโก้หวาน ภาพ  เพจมอเตอร์ไซค์จิตอาสา มอ’ไซค์จิตอาสารับส่งฟรี

“ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนคิดถึงพ่อหลวงและอยากทำความดีถวายพระองค์ท่าน พวกเราก็เช่นกันครับอยากทำความดีถวายพระองค์และเก็บภาพความดีเหล่านี้ไว้ดูเวลาคิดถึงพระองค์”

ประโยคแรกของ อั๋น-พิษณุพงศ์ พันธุ์ภักดีผู้ประสานงานมอเตอร์ไซค์จิตอาสาและผู้ก่อตั้งเพจมอเตอร์ไซค์จิตอาสา ในการพูดคุยถึงการทำดีถวายพ่อของกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสา

พิษณุพงศ์ เล่าว่า กลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาทำดีถวายพ่อในปัจจุบันมีหลายกลุ่ม แต่กลุ่มของพวกเขาเริ่มให้บริการรับส่งประชาชนตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลศิริราชเรื่อยมา จากนั้นไดย้ า้ ยมาอยูห่ ลงั กระทรวงกลาโหม กอ่ นที่จะย้ายไปอยู่ตรงท่านิเวศน์ (ราช) วรดิฐ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ปัจจุบันได้ขยับมาอยู่ตรงบริเวณท่าช้างโดยจะมีกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาอีกกลุ่มหนึ่งคอยให้บริการอยู่ก่อนหน้า แต่ก็ทำงานร่วมกัน เนื่องจากทุกกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันคือการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพฯ

“การไปตั้งจุดให้บริการรับส่งประชาชนไม่ใช่อยากตั้งตรงไหนก็ได้นะครับ เราได้ประสานงานกับทางสำ นักงานเขตพระนครตลอด และขึ้นกับว่าสำนักงานเขตพระนครเองด้วยว่าจะให้ไปตั้ง หรือมูฟไปอยู่ตรงจุดไหนทั้งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย”พิษณุพงศ์ ให้ข้อมูล

ปัจจุบันกลุ่มมอไซค์จิตอาสาภายใต้การประสานงานของพิษณุพงศ์ ได้ให้บริการรับส่งประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ใกล้จะครบ 1 ปี (เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9เสด็จสวรรคต) มีสมาชิกกลุ่มอยู่ที่ประมาณ70-80 คน ประกอบด้วยหลายสาขาอาชีพ เช่นข้าราชการ ประชาชน พนักงานบริษัทพร้อมให้บริการประชาชนไปจนเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“รูปแบบการทำงานของกลุ่มเราจะแบ่งหน้าที่กันทำ ก่อนนี้ตรงจุดท่าราชวรดิฐ เราจัดสมาชิกในกลุ่มจำนวนหนึ่งไปทำหน้าที่คอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของภาครัฐตลอดในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทันทีที่ประชาชนมายังจุดจอดรับส่ง สมาชิกของเราก็จะเข้าไปสอบถามความต้องการประชาชนว่าจะไปที่ไหน ยังไง

หรือมีอะไรให้ช่วยเหลือ หรือถ้าจะออกจากบริเวณดังกล่าวเพื่อเดินทางกลับบ้าน เราก็จะแจ้งให้จักรยานยนต์จิตอาสาของเราไปส่งยังจุดที่เขาสามารถไปต่อรถได้”

พิษณุพงศ์ บอกว่า ช่วงเย็นเป็นช่วงที่ประชาชนเนืองแน่นมาก สิ่งที่กลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาต้องทำ คือการระบายออกให้เร็วและมากที่สุด เพราะทางรถวิ่งเป็นวันเวย์ ฉะนั้นในการรับส่งประชาชนส่วนใหญ่จะอยู่ที่เวลาประมาณ2 ทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน และหลังจากเที่ยงคืนไปจนถึงตีสี่จะมีทีมหนึ่งของเราไปคอยช่วยเจ้าหน้าที่จัดแถวประชาชนและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มารอเข้ากราบพระบรมศพ ตรงโรงเรียน รด.เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบ

“ช่วงแรกๆ ที่มีการจัดระเบียบประชาชนเข้าแถวเพื่อเข้ากราบพระบรมศพอย่างเป็นระบบระเบียบตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครไปช่วยจัดแถวบางคนก็แทรกแถว บางคนเข้าผิดแถวบ้างพวกเราก็จัดทีมเข้าไปช่วยในส่วนนั้นโดยประสานงานกับทางเจ้า หน้าที่ตำรวจที่ประจำอยู่บริเวณดังกล่าว จัดแถวประชาชนไม่ให้กีดขวางทางจราจร โดยทำหน้าที่นี้ไปถึงตี 5 ทุกวัน ครั้นพอมาช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ประชาชนเริ่มบางตาก็ไม่มีการจัดแถวเพราะเป็นระบบระเบียบอยู่แล้วเนื่องจากคนมาเรื่อยๆ เพิ่งจะมาเริ่มจัดแถวอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เพราะประชาชนเดินทางมากราบพระบรมศพเยอะมาก”

พิษณุพงศ์ บอกว่า หลังจากวันที่ 5 ต.ค.ไปแล้วกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาของพวกเขาก็ยังมีงานที่ต้องทำต่อไป เพราะพวกเขาได้ไปลงทะเบียนเป็นจิตอาสาพระราชทาน ดังนั้น ในช่วงระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค.จะเป็นวันที่พวกเขารวมตัวทำความดีถวายพ่อหลวงอีกครั้ง โดยเฉพาะวันที่ 26 ต.ค. ซึ่งเป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพฯประชาชนจะมากมายมหาศาล

“สำหรับสถานที่ตั้งจุดให้บริการรับส่งประชาชนตรงไหนนั้น ทางเราจะประสานกับทางสำนักงานเขตพระนครและเจ้าหน้าที่ตำรวจ จุดที่เล็งไว้คือตรงแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ต้องรอทางเขตพระนครยืนยันอีกครั้งหนึ่งนอกจากนี้เราได้ประสานเขตเพื่อขอความอนุเคราะห์ในเรื่องของยาปฐมพยาบาลเบื้องต้นชุดเล็ก เช่น ยาดมสำลี ไว้บริการประชาชนในยามฉุกเฉินด้วย”

ผู้ประสานงานกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสา เปิดเผยในนามกลุ่มว่า ทุกคนรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำความดีถวายพ่อหลวงผู้เป็นที่รักเทิดทูนของคนไทย และพวกเขาก็อยากเก็บภาพแห่งความดีนี้ไว้เป็นความทรงจำที่ดีและเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่านตลอดไป

“หลังวันที่ 29 ต.ค.เป็นวันที่ภารกิจกลุ่มเสร็จสิ้น แต่ว่าเพจมอเตอร์ไซค์จิตอาสาของเรายังคงอยู่ต่อไปและพร้อมที่จะทำความดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่” พิษณุพงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่ม(ที่แม้รูปถ่ายของเขาก็ไม่ขอให้ลงเพราะเขาคิดว่าสมาชิกกลุ่มสำคัญทุกคน)กล่าวทิ้งท้าย

 

เตรียมชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520124

เตรียมชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โดย พรเทพ เฮง         phorntheps@posttoday.com

นิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะเปิดให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติชมความงดงามพระเมรุมาศตลอด 1 เดือน หลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

โดยนิทรรศการครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

นิทรรศการจะจัดขึ้นในวันที่ 1-30 พ.ย. 2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น. โดยประชาชนสามารถเข้าชมได้ทุกอาคารทุกบริเวณภายในมณฑลพิธี ซึ่งจะมีแผ่นคำบรรยายเพื่อให้ความรู้โดยสังเขปอยู่ในทุกๆ ส่วน และได้ทำระบบคิวอาร์โค้ดเพื่อให้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ เก็บไว้ศึกษาภายหลังได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นิทรรศการภายในพระที่นั่งทรงธรรม จะจัดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” จัดแสดงเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ โดยแบ่งเป็น 5 ตอนที่ต่อเนื่องกัน ได้แก่ 1) เมื่อเสด็จอวตาร 2) รัชกาลที่ร่มเย็น 3) เพ็ญพระราชธรรม 4) นำพระราชไมตรี และ 5) พระจักรีนิวัตฟ้า

ในนิทรรศการจะมีทั้งภาพพระบรมฉายาลักษณ์และภาพยนตร์ที่หายาก ภาพอุปกรณ์ทรงงานในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรตลอดรัชสมัย จดหมายเหตุเรื่องราวการเจริญพระราชไมตรี มีภาพสามมิติรูปรางวัลต่างๆ ที่นานาประเทศน้อมถวายในฐานะพระมหากษัตริย์นักพัฒนา และการประมวลความคิดและความรู้สึกของประชาชนไทยต่อการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้

นิทรรศการภายในศาลาลูกขุนทั้ง 6 หลัง จะเล่าเรื่องราวการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศในทุกๆ ส่วน แสดงแนวคิดและขั้นตอนการทำงาน ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานประติมากรรม และจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ งานประณีตศิลป์ในส่วนของพระโกศจันทน์ พระโกศทองคำ เครื่องสังเค็ด และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

รวมทั้งการเตรียมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธี ที่จะทำให้เห็นการทุ่มเทแรงกาย แรงใจของหน่วยงานราชการ ช่าง ศิลปินทุกสาขา ตลอดจนเหล่าจิตอาสาและประชาชนที่เข้ามาร่วมทำงาน หรือมาสนับสนุนการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งหมดก็เพื่อต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผู้เป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน

ในทุกๆ วัน ระหว่างการชมนิทรรศการ จะมีการจัดแสดงดนตรีซึ่งหมุนเวียนกันระหว่างกรมศิลปากรและหน่วยงานต่างๆ และในตอนเย็นถึงค่ำจะมีการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ที่บริเวณหน้าพระเมรุมาศ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมบนเวทีด้านทิศเหนือ

ภายในบริเวณจะจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกประชาชนทุกกลุ่ม ทุกอาคารจะจัดทำทางลาดสำหรับผู้ที่มาด้วยรถเข็นหรือผู้สูงอายุ รวมทั้งจะมีการจัดนิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา ให้สามารถสัมผัสกับหุ่นจำลองพระเมรุมาศขนาดย่อส่วน รวมทั้งชิ้นส่วนตกแต่งงานสถาปัตยกรรม และงานศิลปกรรมประดับพระเมรุมาศ เช่น สัตว์หิมพานต์ เทวดา และชิ้นส่วนของประติมากรรมต่างๆ เป็นต้น

ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีและปลื้มปีติยิ่งนัก และเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งปวงพลาดไม่ได้สำหรับนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ครั้งนี้

 

5 ประโยชน์ของดอกดาวเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 17:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520038

5 ประโยชน์ของดอกดาวเรือง

นอกจากความสวยงามแล้ว ดอกดาวเรืองยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย

ณ ตอนนี้ ประเทศไทยคงเต็มไปด้วยแปลงดอกไม้สีเหลืองอร่ามของดอกดาวเรือง ดอกไม้ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากความสวยงามแล้ว ดอกดาวเรืองยังเป็นดอกไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีประโยชน์มากมายหลายอย่าง ทั้งการปลูกไว้ใช้เองตามครัวเรือน และการปลูกเพื่อใช้ทางการค้า

1. ใช้ประดับตกแต่ง – ด้วยกลีบดอกสีเหลืองที่เรียงตัวอัดแน่นกัน และอายุการใช้งานที่นานพอสมควร ทำให้ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้อีกหนึ่งชนิดที่นิยมปลูกไว้ประดับตามบ้านเรือนและอาคารสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดความสวยงาม

2. ใช้ทำพวงมาลัย – ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ยอดฮิตที่นิยมนำมารอยพวงมาลัย ใช้สำหรับไหว้พระ หรือในงานพิธีต่างๆ โดยจะตัดก้านออกให้สั้น เหลือเพียงแค่ตัวดอกเท่านั้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ใช้จัดแจกันดอกไม้ – เนื่องจากดอกดาวเรืองมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน และมีสีสันที่สดใส ทำให้คนไทยนิยมนำมาจัดแจกันตั้งโต๊ะ ทั้งตามโต๊ะรับแขก หิ้งพระ และโต๊ะหมู่บูชา

4. ใช้ป้องกันแมลง – ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นฉุน ซึ่งเป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบ ทำให้สามารถใช้เป็นดอกไม้เพื่อป้องกันแมลงได้ นอกจากนั้นดอกดาวเรืองยังมีสารที่ช่วยลดปริมาณไส้เดือนฝอยในดินได้อีกด้วย

5. ใช้ทำอาหารสัตว์ – นี่อาจจะเป็นประโยชน์ที่หลายคนเพิ่งเคยรู้ ดอกดาวเรืองเป็นพืชที่มีสารแซธโธฟีลสูง เมื่อตากแห้งแล้วสามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ได้ดี โดยเฉพาะอาหารไก่ เพราะจะทำให้ไข่แดงมีสีสดน่าทานยิ่งขึ้น

 

5 นิทรรศการน่าไป ร่วมระลึกถึงพ่อหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 16:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520035

5 นิทรรศการน่าไป ร่วมระลึกถึงพ่อหลวงรัชกาลที่ 9

รวมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ควรค่าแก่การไปชม

ตลอดเดือนตุลาคมที่ทุกคนร่วมกันถวายความอาลัยถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 องค์กรและหน่วยงานมากมายต่างก็พากันจัดนิทรรศการเพื่อชวนทุกคนมาร่วมระลึกถึงพ่อหลวง เราเลยรวบรวมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 5 แห่งที่ควรค่าแก่การไปชม เพื่อให้ทุกคนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย

1. นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแสดงผลงานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์รวม 200 ภาพ ทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่มาก่อนให้ประชาชนชาวไทยได้สัมผัส

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วันที่: 2 กันยายน – 7 มกราคม 2561

สถานที่: ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

2. นิทรรศการแสตมป์ของพ่อ ๒๔๙๓ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

นิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดช่วงระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ซึ่งบันทึกไว้บนดวงแสตมป์จำนวน 79 ชุด รวมทั้งหมด 353 แบบ โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เข้าชมฟรี พร้อมรับของที่ระลึกโปสการ์ดและบัตรภาพแสตมป์รัชกาลที่ 9

วันที่: 22 มิถุนายน – 31 ตุลาคม 2560 (ปิดวันจันทร์)

สถานที่: ที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ

3. นิทรรศการภาพถ่ายเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร KING OF KINGS

นิทรรศการจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์และภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านผลงานของ 16 ช่างภาพรับเชิญ รวมทั้งภาพถ่ายขาวดำจากคลังภาพถ่ายของพิพิธภัณฑ์

วันที่: 13 มิถุนายน – 29 ตุลาคม 2560 (ปิดวันจันทร์)

สถานที่: ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)

4. นิทรรศการศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์

นิทรรศการจัดแสดงภาพพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในลักษณะซุ้มสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ ภายนอกเป็นภาพพีระมิดกลับหัว จัดโดยพิพิธภัณฑ์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

วันที่: 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2560 (ปิดวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์)

สถานที่: พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน โรงพยาบาลศิริราช

5. นิทรรศการ STILL ON MY MIND ในดวงใจนิรันดร์

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์จัด 9 กิจกรรมตลอดเดือนตุลาคม 2560 นำโดย ภาพเขียนพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9 ยาวที่สุดในโลก 20 เมตร, นิทรรศการเหรียญกษาปณ์ แสตมป์หายาก และประติมากรรมทรงคุณค่า, การแสดงดนตรีเทิดพระเกียรติ, กิจกรรมสกรีนเสื้อแจกประชาชน 2,000 ตัว, กิจกรรมสอนวาดภาพเหมือนในรัชกาลที่ 9, นิทรรศการภาพเขียนทรงผนวช ธ สถิตในธรรมนิรันดร, กิจกรรมร้อยดวงใจเพื่อพ่อหลวงไทย รวบรวมนิทรรศการและกิจกรรมการทำความดีจาก 99 ศิลปิน, นิทรรศการภาพเขียนอันทรงคุณค่า 99 ภาพ จาก 60 ศิลปิน และเปิดให้จองเหรียญที่ระลึกรุ่นพิเศษรัชกาลที่ 9 อีกทั้งลานเซ็นทรัลเวิลด์ยังเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดสร้างซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

วันที่: 1 ตุลาคม – 31 ตุลาคม 2560

สถานที่: ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา: bacc , tcdc , rpst , centralworld

 

ดอกทิวลิป “คิงภูมิพล” สายพันธุ์สีเหลืองนวลทั้งดอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 14:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520022

ดอกทิวลิป “คิงภูมิพล” สายพันธุ์สีเหลืองนวลทั้งดอก

ดอกทิวลิปที่ได้รับการพระราชทานนามมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

ดอกทิวลิปคิงภูมิพล เป็นดอกทิวลิปที่มีความสูงของก้านและดอกรวม 45 เซ็นติเมตร สีเหลืองนวล ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาจากดอกทิวลิปพรินซ์เคลาส์ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากดอกทิวลิปสายพันธุ์ดีจากประเทศเนเธอร์แลนด์

ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2549 เมื่อครั้งที่ประเทศไทยจัดงานเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มีเกษตรกรชาวดัตช์ เจ้าของบริษัท FA.P. Koeddiik & Zn นามว่า “กลาส คูไดค์” ได้เห็นภาพความประทับใจที่เหล่าพสกนิกรชาวไทย พร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองรอรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตั้งชื่อดอกทิวลิปที่เขาพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่ว่า “คิงภูมิพล”

และเขาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานนาม “คิงภูมิพล” ให้แก่ดอกทิวลิปสายพันธุ์ใหม่นี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2552

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อมาทางสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ได้ประสานขอซื้อหัวพันธุ์ดอกทิวลิป “คิงภูมิพล” จากนายกลาส คูไดค์ มาทดลองเพาะที่สถานีโครงการหลวงอินทนนท์ ปรากฏว่ามีอัตราการงอกที่ดี โดยดอกทิวลิปคิงภูมิพลชุดแรกได้ผลิบานเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2556

หลังจากนั้นก็ได้จัดแสดงนิทรรศการทิวลิปคิงภูมิพลเมื่อช่วงต้นปี พ.ศ.2556 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนทั่วไปได้สัมผัสกับดอกทิวลิปสายพันธุ์ดีสีเหลืองนวล อันได้ชื่อมาจากพลังความจงรักภัคดีที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อพระมหากษัตริย์ของพวกเขาเอง

ที่มา: welovethaiking

 

7 โทนสีสุภาพนอกจากสีขาวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 13:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520003

7 โทนสีสุภาพนอกจากสีขาวดำ

รวมโทนสีสุภาพ นอกเหนือจากสีขาวและสีดำ สำหรับใส่เพื่อถวายความอาลัยแก่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในเวลาที่ชาวไทยไว้ทุกข์ช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บางคนอาจจะกังวลเรื่องเสื้อผ้า ว่าควรใส่อย่างไรให้เหมาะสม หรือในตู้เสื้อผ้าอาจจะไม่ได้มีเสื้อผ้าสีขาวและสีดำมากพอที่จะใส่ตลอดทั้งเดือน ซึ่งแท้จริงแล้วนอกจากสีขาวและสีดำ ยังมีสีสุภาพต่างๆ อีกมากมาย ที่สามารถใส่ไว้ทุกข์ถวายความอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เช่นเดียวกัน

1. สีเทา – เสื้อผ้าสีเทาเป็นสีพื้นฐานที่หลายคนน่าจะพอมีติดตู้เสื้อผ้ากันอยู่บ้าง นอกจากนั้นยังเป็นสีที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับสีดำมากที่สุด เหมาะอย่างยิ่งแก่การใส่ในช่วงไว้ทุกข์

2. สีน้ำตาล – เสื้อผ้าโทนสีอบอุ่นอย่างสีน้ำตาล เป็นอีกสีที่ถือว่าเป็นสีสุภาพ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลอ่อนก็สามารถจับมามิกซ์ในการแต่งตัวได้ง่าย ในช่วงไว้ทุกข์แบบนี้อาจจะเลือกเป็นชุดสีน้ำตาลเรียบๆ ไม่มีลวดลาย เพื่อให้ดูสุภาพมากที่สุด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. สีกรมท่า – สีกรมท่าเป็นสีโทนเย็น ออกน้ำเงินเข้ม เรียกตามสีเครื่องแบบของข้าราชการกรมท่าในอดีต เป็นสีที่ให้ความสงบนิ่ง เข้มแข็ง และถือเป็นอีกสีสุภาพที่สามารถสวมใส่ในช่วงไว้ทุกข์ได้อย่างเหมาะสม

4. สีกากี – สีกากีเป็นสีออกน้ำตาลปนเหลือง หรือเรียกอีกอย่างว่า สีสนิทเหล็ก เป็นอีกหนึ่งสีที่สามารถนำไปแต่งกับเสื้อผ้าสีอื่นๆ ได้ง่าย

5. สีเขียวเข้ม – เสื้อผ้าโทนสีเขียวถือเป็นอีกสีหนึ่งสีสามารถสวมใสในช่วงไว้ทุกข์ได้เช่นกัน โดยให้เลือกโทนสีเขียวหม่นๆ หรือสีเขียวนิลที่ดูสุภาพ แทนการสวมใส่สีเขียวที่ดูฉูดฉาด

6. สีโทป – สีโทป (Taupe) หรือสีชมพูอมน้ำตาลเทา เป็นสีโทนอบอุ่นที่ดูสวยงามทันสมัย ถือเป็นตัวเลือกที่ดีของสาวสมัยใหม่ที่ยังอยากได้ลุคสวยเก๋เพื่อเพิ่มความมั่น แต่ก็ยังดูสุภาพด้วยในเวลาเดียวกัน

7. สีเบจ – สีเบจ (Beige) เป็นสีโทนครีมหรือสีเนื้อ เป็นสีที่ดูสุภาพเรียบร้อย และให้ลุคที่ดูอ่อนหวาน สามารถสวมใส่ในช่วงไว้ทุกข์ได้ แต่ควรระวังเรื่องเนื้อผ้าไม่ให้ดูบางจนเกินไป เพื่อให้เหมาะสมแก่ช่วงนี้มากที่สุด

 

4 เทคนิคการดูแลดอกดาวเรืองให้เหลืองสะพรั่งไปทั้งแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519968

4 เทคนิคการดูแลดอกดาวเรืองให้เหลืองสะพรั่งไปทั้งแปลง

วิธีการปลูกและดูแลดอกดาวเรืองให้บานสะพรั่ง แสดงความอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9

เนื่องจากมีการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันแสดงความจงรักภัคดีและความอาลัยต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการปลูกดอกดาวเรืองสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อให้บานสะพรั่งในช่วงวันที่ 25 – 29 ตุลาคม 2560 แต่หากจะปลูกจากเมล็ดในตอนนี้ก็คงจะออกดอกไม่ทัน เราจึงแนะนำให้นำต้นอ่อนลงแปลง แล้วดูแลรักษาให้ออกดอกสีเหลืองสวยแทน

1. เด็ดยอดดาวเรืองออกเพื่อให้แตกกิ่ง – เมื่อปลูกดาวเรืองไปได้สักระยะจนมีใบจริง 3 คู่แล้ว ให้เด็ดยอดดาวเรืองออก โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งจับตรงโคนแล้วเด็ดออกให้ชิดโคนยอด เพื่อให้เกิดการแตกกิ่งของดอกดาวเรือง

2. ใส่ปุ๋ย – หลังจากปลูกดอกดาวเรืองจนเริ่มเห็นตุ่มดอก ให้ใส่ปุ๋ยโดยให้ห่างจากโคนต้นดาวเรืองประมาณ 20 เซ็นติเมตร หรือประมาณหนึ่งฝ่ามือ แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. การรดน้ำ – ในช่วงที่ดอกดาวเรืองเริ่มออกดอกบานสะพรั่ง ไม่ควรรดน้ำให้โดนตัวดอก เพื่อป้องกันดอกเป็นโรค

4. ระวังแมลง – แมลงเป็นศัตรูตัวฉกาจของดอกไม้แทบจะทุกชนิดเลยก็ว่าได้ ให้ระวังพวกเพลี้ยไฟ หนอน และไร ที่จะเข้ามาทำลายทั้งใบอ่อนและกัดกินดอกดาวเรืองจนกลีบร่วง

 

เพิ่มความปลอดภัยให้แล็ปท็อปด้วยเครื่องเตือนภัยแบบพกพา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2560 เวลา 16:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519856

เพิ่มความปลอดภัยให้แล็ปท็อปด้วยเครื่องเตือนภัยแบบพกพา

แบรนด์ญี่ปุ่นออกเครื่องเตือนภัยแบบพกพา ไว้ใช้กับแล็ปท็อปยามยกออกไปทำงานข้างนอก

ลองจิตนาการถึงเวลาที่ยกแล็ปท็อปไปทำงานในร้านกาแฟ แต่มีเหตุจำเป็นต้องลุกไปรับสายโทรศัพท์ ลุกไปเข้าห้องน้ำ หรือลุกไปสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม จะมีอะไรการันตีความปลอดภัยของแล็ปท็อปเครื่องสำคัญของคุณได้บ้าง แต่ล่าสุดที่ประเทศญี่ปุ่นมีคนคิดค้นเครื่องเตือนภัยแบบพกพาที่จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับทุกคน

“Trene” เป็นเครื่องเตือนภัยแบบพกพาที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ เพียงแค่วางเครื่องเตือนภัยอันนี้ไว้บนแล็ปท็อปของคุณ หากมีคนพยายามจะเคลื่อนย้ายแล็ปท็อปนั้น เครื่องเตือนภัยจะส่งสัญญาณเตือนผ่านทั้งทางแสงไฟกระพริบและเสียงสัญญาณเตือนภัย โดยเราสามารถควบคุมและหยุดการเตือนภัยนั้นได้ผ่านทางสมาร์ทโฟนของเราเอง

ตอนนี้ Trene เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ crowdfunding ในเว็บไซต์ Makuake ของญี่ปุ่น และยังเป็นเพียงโปรเจคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นไปได้สูงว่าในอนาคตเราอาจจะมีเจ้าเครื่องเตือนภัยแบบพกพาอันนี้ไว้ใช้กันจริงๆ ก็ได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่มา: rocketnews24

 

น้ำรสมันเผาญี่ปุ่น เสิร์ฟความหอมหวานลงขวดพร้อมดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2560 เวลา 16:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519848

น้ำรสมันเผาญี่ปุ่น เสิร์ฟความหอมหวานลงขวดพร้อมดื่ม

ประเทศญี่ปุ่นออกเครื่องดื่มรสมันหวาน เตรียมวางจำหน่ายผ่านตู้กดน้ำอัตโนมัติในฝั่งญี่ปุ่นตะวันออก

ประเทศญี่ปุ่นมักจะมีน้ำรสต่างๆ มาสร้างความประหลาด และชวนให้เราไปลิ้มลองดูสักครั้งเสมอ ล่าสุด JR East Water Business และ House Wellness Foods ก็ได้จับมือกันทำเครื่องดื่มรสมันหวานญี่ปุ่น เตรียมวางจำหน่ายผ่านตู้กดน้ำอัตโนมัติที่สถานีรถไฟ JR East ทั่วประเทศญี่ปุ่นฝั่งตะวันออก

มันเผา หรือที่เรียกว่า “Yakiimo” ในภาษาญี่ปุ่น เป็นอาหารว่างยอดนิยมในญี่ปุ่นเป็นเวลาเกือบสองศตวรรษ นับตั้งแต่ช่วงปลายยุคเอโดะ และมักทานกันอย่างแพร่หลายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ถ้าหากคุณเคยไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น คงจะเห็นด้วยว่าไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการทานมันเผาร้อนๆ ในช่วงฤดูหนาวที่หนาวจัด

เครื่องดื่มขวดนี้มีชื่อว่า “Yakiimo Dayori” มีกลิ่นเทียมเพื่อสร้างรสหอมหวานของ Yakiimo นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของใยอาหาร 4.8 กรัม และวิตามินอีอีก 10 มิลลิกรัม ต่อขวด ทำให้นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เครื่องดื่มนี้จะวางขายเฉพาะทางตู้กดน้ำอัตโนมัติของ acure ที่ตั้งอยู่ในสถานีรถไฟ JR East (สถานีรถไฟ East Japan Railway) ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม ในราคา 140 เยน หรือประมาณ 40 บาท สำหรับขวดขนาด 280 มิลลิลิตร หากใครต้องการสัมผัสรสหอมหวานของมันหวานในฤดูหนาว เครื่องดื่มขวดนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีและสะดวกเช่นกัน

ที่มา: rocketnews24