ผมสุขภาพดีขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกใช้หวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514502

ผมสุขภาพดีขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกใช้หวี

การเลือกใช้หวีให้เหมาะกับสภาพเส้นผมของแต่ละคน

ในปัจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้หวีที่เหมาะกับเส้นผมค่อนข้างน้อย รู้ไหมว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นผมพันกัน หรือแตกปลาย ก็มาจากการใช้หวีที่ผิดประเภท ซึ่งคนส่วนใหญ่จะคิดว่า เมื่อผมเสียแตกปลายก็เข้าร้านตัดผม เพื่อให้ผมกลับมาดีขึ้น บางท่านต้องจ่ายค่าคอร์สทรีทเมนต์แพงๆ ดังนั้นการใช้หวีก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถใช้จัดแต่งทรงผมง่ายๆ ด้วยตัวเอง วันนี้เราเลยขอหยิบเคล็ดลับดีๆ จาก Ladyford (เลดี้ฟอร์ด) ร้านทำผมสุดฮิพ สไตล์สแกนดิเนเวี่ยน อยู่ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเอราวัณ กรุงเทพฯ มาฝากกัน

1. หวีซี่ ใช้หวีได้ทั้งตอนผมแห้งและผมเปียก เมื่อต้องการให้ผมเรียบไม่ชี้ฟู มีทั้งแบบห่างและแบบถี่ โดยแบบห่างเหมาะกับเส้นผมที่มีความหนาและยาว มีลักษณะใหญ่-หยิกฟู หวีประเภทนี้จะถนอมผมมากกว่าทำลายเส้นผมเหมาะมากกับสาวที่ชอบดัดผม เพราะหวีซี่ห่างจะทำให้ลอนผมไม่แตกง่าย ส่วนแบบถี่เหมาะอย่างยิ่งกับผมเส้นเล็ก จะเป็นหวีที่มีซี่ละเอียดติดกันสวยงามปลายด้ามจะเล็กสามารถแบ่งผม แสกกลาง แสกข้าง เหมาะกับสาวที่ชอบทำผมแบบแนววอลลุ่ม และสุภาพบุรุษที่ชอบเชตแนววินเทจ

2. หวีแปรงไนลอน จะมีแบบวงรีและสี่หลี่ยม เหมาะสำหรับผมที่มีความยาวระดับกลางจนถึงยาวมาก แปรงชนิดนี้สามารถใช้ได้กับสภาพเส้นผมทุกประเภท และเหมาะกับการใช้ในช่วงผมแห้ง ถ้าผมเปียกอาจทำให้ผมฉีดขาดหรือหลุดร่วงได้ ตัวแปรงมีหลายขนาด มีด้ามจับถนัดมือ ขนหวีทำจากไนลอนและมักมีปุ่มหุ้มที่ซี่หวี สามารถหวีตั้งแต่โคนผมจรดปลายผม หวีประเภทนี้จะกระตุ้นให้หนังศีรษะผลิตน้ำมันจากธรรมชาติมาบำรุงตั้งแต่หนังศีรษะถึงปลายผม และจะเพิ่มความพองตัวของผมให้ดูมีวอลลุ่มมากขึ้นด้วย

3. หวีแปรงขนธรรมชาติ ขนแปรงทำจากขนสัตว์ เช่น ขนหมูป่า ขนม้า ซึ่งไม่ก่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตขณะหวีผม ให้สัมผัสที่อ่อนโยนต่อเส้นผม หวีประเภทนี้เหมาะกับเส้นผมทุกประเภทโดยเฉพาะผมเสีย ช่วยให้ผมดูเงางาม ไม่ชี้ฟูส่วนใหญ่จะใช้กับผมเด็กเพื่อกะตุ้นการทำงานของหนังศรีษะให้หนังศรีษะแข็งแรง มักใช้หวีผมที่แห้งสนิท เพราะหากหวีตอนผมเปียกขนสัตว์จะดูดซับน้ำทำให้ขนแปรงเปียก ทำให้แปรงเหม็นอับ และอาจเกิดการเสียดสีกับเส้นผมมาก ทำให้ผมขาดร่วง

4. หวีแปรงกลม ตัวแปรงกลมมีหลายขนาด ขนแปรงมีทั้งทำมาจากขนสัตว์หรือไนลอนจะเห็นกันได้บ่อยที่ร้านทำผม หวีประเภทนี้ใช้เพื่อจับผมเป็นช่อๆ เซตให้เป็นลอน หรือไดร์ผมตรงก็ได้ ใช้ได้กับเส้นผมทุกประเภท หากเป็นหวีแปรงแกนโลหะจะสามารถนำความร้อนได้ดีทำให้เซ็ทผมได้เร็วกว่า

 

เสริมสุขภาพที่ดีด้วยการรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 17:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514361

เสริมสุขภาพที่ดีด้วยการรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด

อาหารที่เหมาะสม และอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของแต่ละกรุ๊ปเลือด

กรุ๊ปเลือดกับอาหารเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน เพราะในแต่ละกรุ๊ปเลือดจะมีสารเคมีในเลือดที่ต่างกัน และมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป  เพราะฉะนั้นอาหารชนิดไหนที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดอะไร จึงถือเป็นส่วนสำคัญที่เราควรจะรับรู้

กรุ๊ปเลือดโอ: จัดเป็นพวกทานโปรตีน (High Protein Diet)

ลักษณะเด่นของเลือดกรุ๊ปโอคือ น้ำย่อยในระบบย่อยอาหารมีความเป็นกรดสูง ซึ่งเหมาะกับอาหารประเภทเนื้อแดง ผักและผลไม้ แต่นมวัวและชีสจะย่อยยาก ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงแป้งสาลี เพราะเลคตินในแป้งสาลีจะทำปฏิกิริยาที่รบกวนระบบเผาผลาญของร่างกาย สิ่งที่ควรเน้นเพิ่มคือ ปลาและอาหารทะเล ทั้งนี้เพื่อเพิ่มแคลเซียมซึ่งร่างกายจะไม่ได้รับจากนมวัว และเพิ่มไอโอดีนเพื่อประโยชน์ของฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งมักจะไม่คงที่

กรุ๊ปเลือดเอ: จัดเป็นพวกมังสวิรัติ (Vegetarian Diet)

คนกรุ๊ปเลือดเอ มีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ไม่เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง เพราะจะย่อยได้ยาก และเป็นเหตุให้เกิดสารท็อกซินขึ้นในร่างกาย ควรหันมารับประทานเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อปลาและเนื้อไก่แทน แต่ควรเลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลาตาเดียว ปลาจาระเม็ด เพราะมีเลคตินที่รบกวนระบบย่อย หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปประเภทไส้กรอกและแฮม เพราะมีสารประกอบไนเตรทอยู่มาก สามารถกระตุ้นการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร ควรเพิ่มการรับประทานวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานที่ดีของระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยลดปัญหาเรื่องของกรดในกระเพาะอาหารต่ำอีกด้วย

กรุ๊ปเลือดบี: จัดเป็นพวกผสมผสาน (B-BALANCE)

ลักษณะเด่นคือ คนกรุ๊ปเลือดบีเป็นกรุ๊ปเดียวที่สามารถรับประทานอาหารประเภท นมวัว เนย และไข่ได้ตามปกติ ยกเว้นเนยแข็งรสเข้ม เพราะจะย่อยยาก นอกจากนั้นยังรับประทานเนื้อสัตว์ได้หลากหลาย ถึงแม้คนกรุ๊ปบีจะมีระบบย่อยที่ค่อนข้างสมดุลที่สุด แต่ยังคงต้องระวังเป็นพิเศษกับเนื้อไก่ ซึ่งมีเลคติกที่รบกวนระบบเลือดอยู่มาก สามารนำไปสู่อาการเส้นเลือดในสมองแตก และภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ ควรเปลี่ยนไปใช้ไก่งวงแทนเนื้อไก่

คนกรุ๊ปเลือดเอบี: จัดเป็นพวกลูกผสมของกรุ๊ปเอและบี

สำหรับคนกรุ๊ปเลือดเอบีนั้นค่อนข้างซับซ้อน เพราะเป็นส่วนผสมของลักษณะเลือดจากกรุ๊ปเอและกรุ๊ปบี ซึ่งนั่นหมายถึงอาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกายของคนเลือดกรุ๊ปเอและบี ก็จะส่งผลดีต่อร่างกายคนเลือดกรุ๊ปเอบีด้วย แหล่งโปรตีนที่เหมาะสมได้แก่ อาหารทะเล (ยกเว้นปลาเนื้อขาวและแซลมอนรมควัน) เต้าหู้ เนื้อแดง บางชนิด เช่น เนื้อแกะ กระต่าย แต่ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากนัก เพื่อไม่ให้รบกวนระบบย่อยอาหาร นอกจากนั้นควรรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เพื่อช่วยป้องกันมะเร็ง และหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปประเภทไส้กรอกและแฮม ซึ่งมีสารประกอบไนเตรต์ เช่นเดียวกับคนกรุ๊ปเลือดเอ

 

โคล่าผสมกาแฟ เครื่องดื่มสุดแปลกของญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 15:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514347

โคล่าผสมกาแฟ เครื่องดื่มสุดแปลกของญี่ปุ่น

Coca-Cola ที่ประเทศญี่ปุ่น ออก Coca-Cola Coffee Plus เครื่องดื่มโคล่าผสมกาแฟ

ถ้าพูดถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่เราเห็นเยอะพอๆ กับร้านสะดวกซื้อ นั่นก็คือ ตู้กดน้ำอัตโนมัติ ที่บรรจุน้ำหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น น้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลม น้ำชา หรือกาแฟ และตอนนี้ Coca-Cola ที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เตรียมบรรจุเครื่องดื่มตัวใหม่ล่าสุด Coca-Cola Coffee Plus เครื่องดื่มโคล่าผสมกาแฟ ที่มีคาแฟอีนมากกว่าปกติ

การออก Coca-Cola Coffee Plus มีการตลาดคล้ายๆ กับที่ออก Coca-Cola Plus 0 แคลอรี่ เมื่อช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่ Coca-Cola Coffee Plus ไม่ได้ลดจำนวนแคลอรี่ลง แต่มีจุดขายตรงที่เป็นการผสมเครื่องดื่มรสโคล่าเข้ากับผงกาแฟ ผสานรสชาติที่เข้มข้นลงตัวและดูทันสมัยขึ้น ที่สำคัญคือเพิ่มปริมาณคาแฟอีนขึ้นอีก 50% จากโคล่าแบบปกติ งานนี้ต้องมีตื่นกันบ้างแหละ

Coca-Cola Coffee Plus มีวางจำหน่ายเฉพาะในตู้กดน้ำอัตโนมัติ ราคากระป๋องละ 130 เยน หรือประมาณ 40 บาท โดยผู้ที่ได้ซื้อมาลองแล้วบอกว่าสีเหมือนโคล่าแบบปกติ แต่ฟองเยอะกว่า มีกลิ่นคล้ายกับกาแฟ แต่รสชาติกลับไม่แตกต่างจากโคล่าแบบปกติมากนัก

ที่มา: rocketnews24

 

5 วิธีแก้อาการหัวร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514336

5 วิธีแก้อาการหัวร้อน

รวมวิธีที่จะช่วยดับอาการหงุดหงิดให้ใจเย็นลง

อาการหัวร้อน หรืออาการหงุดหงิด หลายคนน่าจะเป็นกันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ฝนตก รถติด หรือเวลาเล่นเกมแล้วไม่ได้ดั่งใจ บวกกับอากาศอันระอุของประเทศไทยด้วยแล้ว ยิ่งพาให้คนไทยเราหัวร้อนไปกันใหญ่ เราเลยขอเสนอ 5 วิธีที่จะช่วยแก้อาการหัวร้อน แบบที่ไม่ต้องเอาหัวลงไปจุ่มน้ำกัน

1. หายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมการทำงานของร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ ผ่อนคลายมากขึ้น

2. พาตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้น หากไม่พอใจสิ่งไหน ให้ออกมาจากตรงจุดนั้น แล้วหาที่เงียบๆ อยู่กับตัวเองให้ใจเย็นขึ้น

3. คุยกับคนที่ใจเย็นกว่า ถ้าคนหัวร้อนอยู่รวมกัน ก็จะยิ่งพากันไฟลุกเข้าไปใหญ่ ให้แยกออกมาคุยกับคนที่ใจเย็นกว่า ซึ่งคนเหล่านั้นจะช่วยวพาให้เราใจเย็นลงได้

4. หาขนมทาน การทานของหวานหรืออะไรเย็นๆ น่าจะพอทำให้เราใจเย็นขึ้น หรืออย่างน้อยๆ ก็ผ่อนคลายไปได้ชั่วขณะ

5. ระบายออกมา หากทำทุกวิถีทางแล้วยังไม่หาย ก็ระบายออกมาเถอะ จะไปเล่นเกมยิงกระหน่ำ ตีมอนสเตอร์ ชกมวย วิ่ง เตะบอล เอาที่แต่ละคนถนัดเลย รับรองว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514295

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ความสูงนับเป็นค่านิยมในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่ให้ค่าความสวยความหล่อจากส่วนสูงและน้ำหนัก จนหลงลืมไปว่า “ความเตี้ย” ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักโดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีลูกก่อนวัยหนุ่มสาว เพราะส่วนสูงของพวกเขาอาจเป็นสัญญาณของ “โรคเด็กเตี้ยผิดปกติ”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อเด็ก (pediatric endocrinologist) กล่าวว่า เด็กเตี้ยเป็นภาวะหรืออาการแสดงที่ทำให้เห็นว่าเด็กคนนั้นตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้เด็กตัวเตี้ยมีหลายประการ ทั้งจากพันธุกรรมและจากโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone)

 

 

ฮอร์โมนเจริญเติบโต เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง หากต่อมใต้สมองไม่ผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตก็จะทำให้ระดับการเจริญเติบโตของเด็กต่ำกว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุที่ทำให้ต่อมนี้ทำงานผิดปกติอาจเป็นพันธุกรรมบางอย่าง หรือมีก้อนเนื้อไปกดทับ จึงทำให้ต่อมใต้สมองไม่สามารถทำงานได้

“ผู้ปกครองอาจจะสังเกตด้วยการเทียบความสูงของลูกกับเพื่อนในชั้นเดียวกันว่าตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ หรือไม่ หรือสังเกตได้จากอาการบางอย่าง เช่น ถ้ามีอาการที่สัมพันธ์กับก้อนที่ไปกดต่อมใต้สมองก็จะมีอาการของภาวะมีก้อนในเนื้อสมอง เช่น ปวดหัว อาเจียน หรือบางคนถ้าเป็นตั้งแต่กำเนิดก็จะมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีอาการสายตาผิดปกติร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม ความเตี้ยมักเกี่ยวข้องกับ 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ หนึ่ง ภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพ บางรายอาจมีเพียงสาเหตุเดียว แต่บางรายอาจมีหลายสาเหตุรวมกัน เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นผลรวมของปัจจัยต่างๆ (Integrated Effects) ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร ฮอร์โมนเจริญเติบโต สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นความผิดปกติหรือความไม่สมดุลของปัจจัยดังกล่าวจะทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ตามศักยภาพของพันธุกรรม

สอง ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเตี้ยตามพันธุกรรม จะพบได้บ่อย 2 ชนิด คือ ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้าโดยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาว และมักจะมีประวัติครอบครัวว่าบิดาหรือมารดาเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ หรือมารดามีประจำเดือนครั้งแรกช้า (อายุ 14-18 ปี) หรือบิดาเมื่อเป็นเด็กมักตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ เริ่มโตเร็วเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย และมีความสูงสุดท้ายปกติ

รวมถึงภาวะเตี้ยตามพันธุกรรม คือ มีพ่อหรือแม่เตี้ย หรือหากเตี้ยทั้งพ่อและแม่ รวมทั้งปู่ย่าตายาย ก็จะชัดเจนมากขึ้นว่าเตี้ยจากพันธุกรรม แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด โดยดูจากสมุดสุขภาพประจำปีของเด็ก

นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวต่อว่า เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะสังเกตเห็นได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองที่พาลูกมาพบแพทย์จะอยู่ในช่วงวัยประถมศึกษา รวมถึงความสูงของเด็กที่มีภาวะดังกล่าวก็จะไม่เท่ากัน เช่น บางรายอายุ 8 ขวบ มีความสูงเพียง 75 ซม. จะนับว่าเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรงค่อนข้างมาก ซึ่งความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตที่ต่อมใต้สมองผลิตออกมา หากผลิตไม่ได้เลย หรือไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตเลย ก็จะทำให้เด็กตัวเล็กแบบสังเกตเห็นได้ชัด

“เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะเตี้ย แต่จะไม่เตี้ยเหมือนเด็กขาดอาหาร เพราะเด็กที่กินไม่ดีมักจะผอมแห้งตัวเตี้ย แต่เด็กกลุ่มนี้จะตัวเตี้ยแล้วดูจ้ำม่ำ เพราะพวกเขาได้รับอาหารที่ดีแต่ไม่ยอมโต” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับเกณฑ์ความสูงของเด็กนั้น ให้ดูได้จากการเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวคือผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด หากพบว่าบุตรหลานมีการเจริญเติบโตเบี่ยงเบนไปจากเส้นกราฟการเจริญเติบโตที่ปกติ ควรพาบุตรหลานไปรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ก่อน เมื่อพาเด็กที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคเด็กเตี้ยผิดปกติไปพบกุมารแพทย์ จะมีการประเมินและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากพบความผิดปกติหรือสงสัยจะส่งต่อไปให้กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ เพื่อตรวจหาสาเหตุความผิดปกติต่อไป และให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตจะมีการวินิจฉัยผ่านกระบวนการทดสอบทางฮอร์โมนโดยการกระตุ้นฮอร์โมนเจริญเติบโต เมื่อตรวจพบความผิดปกติของระดับฮอร์โมนดังกล่าว กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อจะพิจารณาการรักษา โดยให้ฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งจะเป็นฮอร์โมนชนิดฉีดเท่านั้น เพราะในปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตชนิดกิน ชนิดพ่น หรือแบบอื่นๆ ตามที่ได้มีการโฆษณาชวนเชื่อ นอกจากนี้ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กเฉพาะทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางด้านจิตใจ และระบบร่างกายอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อเล็ก และมีไขมันสะสมมาก เป็นต้น

ด้าน นพ.สุทธิพงศ์ อธิบายถึงการวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เนื่องจากฮอร์โมนเจริญเติบโตหลั่งขึ้นๆ ลงๆ เป็นรูปคลื่น (Pulsatile Secretion) ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการวินิจฉัยโรคจึงต้องให้ยาไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตออกมา หากกระตุ้นแล้วระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ออกมาเท่าที่ควรจะเป็นก็จะแสดงให้เห็นว่า ความสามารถของต่อมใต้สมองในการผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตนั้นทำได้ไม่ดี

“ถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์ไปกดต่อมใต้สมองไว้ แพทย์ต้องผ่าตัดนำก้อนพวกนี้ออก แต่ถ้าไม่มีอะไรไปกดทับ แต่เป็นเพราะการทำงานผิดปกติของต่อมใต้สมอง แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนเจริญเติบโตสังเคราะห์ไปทดแทน เสมือนกับถ้าน้ำในโอ่งเริ่มพร่อง เราก็จะเติมให้เต็ม โดยทั่วไปในเด็กเราจะมุ่งเน้นเรื่องการเจริญเติบโตเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในเด็กที่ขาด แพทย์จะให้ยาจนกระทั่งเด็กได้ความสูงสุดท้าย คือ สูงดีเท่ากับเด็กปกติและจะหยุดการรักษา ส่วนในวัยผู้ใหญ่จะต้องรักษาต่อไหม แต่ละรายจะต้องมารีเทสต์ฮอร์โมนกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าวัยผู้ใหญ่จะไม่สูงขึ้นแล้ว แต่การขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตอาจมีผลทางด้านอื่น เช่น ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกไม่แข็งแรง เป็นต้น”

 

 

จากการสัมภาษณ์คุณแม่ท่านหนึ่งที่มีบุตรชายเป็นภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต เธอเล่าว่า ได้สังเกตเห็นลูกชายสูงช้าลงในช่วงวัย 4-6 ขวบ คือ มีความสูงเพิ่มขึ้นปีละไม่ถึง 1 ซม. จากปกติต้องเพิ่มขึ้นปีละ 3-5 ซม. จึงพาลูกไปพบกุมารแพทย์และทำให้ทราบว่า ลูกชายคนโตประสบกับภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต

“เราสังเกตได้จากความสูงของลูกที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก รวมถึงเสื้อผ้าของลูกที่ใส่ไซส์เดิม ใส่กางเกงเบอร์เดิม และลูกสาวคนเล็กเริ่มมีความสูงเท่ากับพี่ชาย ในตอนแรกเราไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร เพราะเขายังกินได้เหมือนเดิม นอนได้ดีเหมือนเดิม แค่ตัวไม่โตขึ้นเท่านั้น และไม่เคยรู้จักภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตมาก่อน เลยตัดสินใจพาไปหาคุณหมอและรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมน ลูกเริ่มฉีดยาครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบ จนตอนนี้อายุ 13 ปี เขาสูงขึ้นเกือบ 10 ซม. ซึ่งสูงไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชั้น ทำให้คนเป็นแม่สบายใจขึ้น แต่ก็ยังต้องรักษาต่อเนื่อง คือ ไปพบคุณหมอทุกๆ 3 เดือน และฉีดฮอร์โมนทุกคืนก่อนนอน รวมถึงการดูแลเรื่องเวลานอนว่าต้องนอนหลับก่อนสี่ทุ่ม สนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา และดูแลเรื่องอาหารให้เขารับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ได้เดือนละ 1 กก. ก็จะเป็นตัวเสริมให้ลูกสูงขึ้นได้”

คุณแม่ท่านนี้ยังได้ฝากถึงผู้ปกครองทุกคนว่า พ่อแม่ควรสังเกตลูกในช่วงวัยเจริญเติบโตว่ามีความผิดปกติเรื่องความสูงหรือไม่ และควรพาลูกไปพบแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจร่างกาย หากมีความผิดปกติก็จะสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่สายเกินไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับความสูงมากขึ้น จึงมีโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการเพิ่มความสูงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการยืดกระดูก การรับประทานอาหารเสริมสำเร็จรูป หรือการฝังเข็มเพิ่มความสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริงโดยไม่ได้ผล ดังนั้นการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรให้ความร่วมมือ

“อาหารเสริมเพิ่มความสูงที่โฆษณาตามสื่อออนไลน์ หากดูส่วนประกอบแล้วจะเป็นพวกโปรตีน นม อาจจะมีแคลเซียมปะปน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูกอยู่แล้ว แต่ถามว่ากินอาหารเสริมพวกนี้แล้วจะสูงหรือไม่ ยังไม่มีทางการแพทย์พิสูจน์” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เด็กจะสูงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หลักๆ คือ พันธุกรรม ซึ่งมีผลต่อความสูงค่อนข้างมาก สอง หากพันธุกรรมดีแต่กินอาหารได้ไม่สมบูรณ์ก็จะส่งผลให้เด็กโตช้า สาม สภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้เด็กโตได้ดี ได้แก่ การนอนหลับพักผ่อนที่ดีพอ และการออกกำลังกายที่ดีพอ จะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตซึ่งจะส่งผลให้เด็กโตได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าพันธุกรรมดี กินดี พักผ่อนดี ออกกำลังกายดี และฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ผิดปกติ ก็จะทำให้เด็กสูงดีตามไป

รวมทั้งยังเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ที่ต้องสังเกตบุตรหลานและลูกศิษย์ถึงความผิดปกติทางร่างกาย เพราะเรื่องความเตี้ยที่อาจดูเป็นเรื่องทั่วไป โดยเฉพาะกับเด็กไทยอาจมีภาวะซ่อนเร้นที่ต้องรักษาอย่างทันท่วงที

 

8 สัญญาณของโรคภูมิแพ้ตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514331

8 สัญญาณของโรคภูมิแพ้ตนเอง

สัญญาณเตือนโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือโรคภูมิแพ้ตนเอง

โรคภูมิแพ้ตนเอง หรือโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ โรคพุ่มพวง เกิดจากการที่ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันต้านทาน หรืออิมมูน (Immune) ผิดปกติ โดยต้านเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของอวัยวะต่าง ๆ ได้กับทุกเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ เป็นผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง (ชนิดไม่ใช่จากการติดเชื้อ) ของเนื้อเยื่อหรืออวัยวะได้ทุกส่วนของร่างกาย

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคนี้เกิดจากอะไร แต่จากการศึกษาเชื่อว่า น่ามาจากการผิดปกติจากพันธุกรรม ซึ่งพบโรคได้สูงในผู้หญิง โดยมี 8 อาการหลักๆ ที่ชี้ว่าอาจจะเป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง ดังนี้

1. เป็นไข้โดยหาสาเหตุไม่ได้ ปวดหัวเรื้อรัง

2. ผืนแดงขึ้นเป็นรูปผีเสื้อ มักพบบริเวณกลางใบหน้าและโหนกแก้ม

3. ปวดข้อและกล้ามเนื้อ มักเกิดกับข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า

4. เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ

5. คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

6. เกล็ดเลือกต่ำ อาจเห็นเป็นจุดแดงเล็กๆ ทั่วตัว คล้ายจากโรคไข้เลือดออก

7. ความดันโลหิตสูง

8. ชักโดยไม่ทราบสาเหตุ แขนและขาอ่อนแรง

ที่มา: healthandtrend siamhealth


 

 

“รูบี้ช็อกโกแลต” ช็อกโกแลตชนิดใหม่ล่าสุดของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 13:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514321

“รูบี้ช็อกโกแลต” ช็อกโกแลตชนิดใหม่ล่าสุดของโลก

แบรนด์ขนมหวานค้นพบช็อกโกแลตชนิดใหม่ในรอบ 80 ปี

80 ปีมาแล้ว หลังจากที่โลกได้รู้จักกับ “ไวท์ช็อกโกแลต” ช็อกโกแลตชนิดที่ 3 ถัดจาก “ดาร์คช็อกโกแลต” และ “มิลล์ช็อกโกแลต” ล่าสุด Barry Callebaut แบรนด์ขนมหวานชื่อดังก็ได้ค้นพบช็อกโกแลตชนิดที่ 4 “รูบี้ช็อกโกแลต”

รูบี้ช็อกโกแลต รังสรรค์มาจาก Ruby cocoa bean ที่ให้รสชาติเข้มข้น เป็นการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างรสชาติของผลไม้อย่างเบอร์รี และรสหวานละมุนของช็อกโกแลต มาพร้อมสีชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นสีธรรมชาติของ Ruby bean ไม่ได้ปรุงรสหรือใส่สีเพิ่มแต่อย่างใด

Peter Boone หัวหน้าเชฟของ Barry Callebaut กล่าวไว้ว่า “Barry Callebaut ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะผู้บุกเบิกและผู้ริเริ่มด้านช็อกโกแลตและโกโก้ทั่วโลก การวิจัยผู้บริโภคในตลาดยืนยันว่า รูบี้ช็อกโกแลตทับทิมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้สูง เรากำลังรอคอยที่จะได้ร่วมงานกับเหล่าพันธมิตรในการแนะนำรสชาติใหม่นี้ออกสู่ตลาด เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคนได้สัมผัสรสชาติช็อกโกแลตชนิดที่ 4 ของโลก ถักจากดาร์ค มิลล์ และไวท์ช็อกโกแลต”

ที่มา: Barry Callebaut

 

อัลเลน เบราเออร์ คิดซะว่ากำลังทำกิจการร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514121

อัลเลน เบราเออร์ คิดซะว่ากำลังทำกิจการร้อยล้าน

เมื่อเร็วๆ นี้ Best Self Co. บริษัทผลิตไดอะรี่และสมุดออร์แกไนเซอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองด้วยการจัดทำแผนการใช้ชีวิตเป็นช่วงสั้นๆ เพิ่งจะคว้ารางวัลชนะเลิศ Build A Bigger Business จาก Shopify เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสัญชาติแคนาดา โดยหนึ่งในคุณสมบัติของธุรกิจที่จะเข้าแข่งขันบนเวทีดังกล่าวได้ก็คือ จะต้องมียอดขายตั้งแต่ 1-50 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในโลกของการทำธุรกิจไม่ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จเหมือนกันหมด บางคนได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งกิจการของตัวเองจะทำยอดขายได้ในหลักล้านเหรียญสหรัฐ แต่สำหรับบางคนกลับสร้างรายได้ทะลุล้านเหรียญอย่างง่ายดายราวกับว่าตัวเลขนั้นไม่เคยอยู่ในสายตาพวกเขา เช่นเดียวกับ อัลเลน เบราเออร์ ที่ทะยานไปถึงจุดที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอย่างรวดเร็ว

ย้อนไปเมื่อปลายปี 2014 เบราเออร์ และ แคทริน เลเวอร์รี่ ต่างลาออกจากงานเพื่อตามหาเส้นทางทำธุรกิจของตัวเองในเวลาไล่เลี่ยกัน เนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองกำลังย่ำอยู่กับที่ทั้งๆ ที่ไม่เคยหยุดก้าวเท้า รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยอยู่เฉย ทว่า ไม่มีงานชิ้นไหนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งคู่จึงตัดสินใจพักทุกอย่างแล้วทุ่มเทเวลา 1 ปีให้กับการวิจัยเกี่ยวกับคนที่ประสบความสำเร็จในระดับไฮเพอร์ฟอร์มมิ่ง ว่าคนเหล่านี้มีอะไรแตกต่างจากคนทั่วไป

สิ่งที่ทั้ง เบราเออร์ และ เลเวอร์รี่ พบคือ คนเหล่านี้จะมีการวางแผน การลงมือปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และการติดตามความคืบหน้าของงานในแต่ละวัน เมื่อทั้งคู่ลองลงมือทำตามสิ่งเหล่านี้ ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ในที่สุดจึงผันมาเป็นไอเดียของ SELF Journal สมุดออร์แกไนเซอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานค่อยๆ แพลนและตั้งเป้าหมายเป็นระยะสั้นๆ ครั้งละ 3 เดือน เพื่อให้เป้าหมายนั้นๆ สำเร็จได้เร็วขึ้นและไม่หนักมากจนต้องผัดวันประกันพรุ่งเสียก่อน

Best Self Co. ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่ขั้นแรก คือการระดมทุนในเว็บไซต์ kickstarter ที่ระดมทุนทะลุเป้า 15,000 เหรียญสหรัฐ ภายในเวลาเพียง 28 ชม. โดยสุดท้ายสตาร์ทอัพรายนี้คว้าเงินทุนไปถึง 300,000 เหรียญสหรัฐ และเมื่อปีที่แล้ว Best Self Co. ทำยอดขายได้ถึง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตลอดเส้นทางของ Best Self Co. สองผู้ก่อตั้งได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่สำคัญที่จะแนะนำสตาร์ทอัพมือใหม่ดังนี้

ตั้งเป้าใหญ่ เบราเออร์ แนะนำหลักคิดในการสร้างธุรกิจว่า ให้ทำเหมือนเรากำลังสร้างบริษัทที่มีมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ใช่เพียงคิดว่ากำลังจะสร้างสตาร์ทอัพของเราคนเดียว จากนั้นให้คิดต่อไปว่า เรากำลังจะวางระบบ ขั้นตอนการดำเนินงาน กระบวนการในการรับสมัครงานสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่งานของสตาร์ทอัพเล็กๆ

บันทึกทุกอย่าง ให้บันทึกกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนประจำวัน สัปดาห์ หรือเดือน ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญโฆษณาในเฟซบุ๊ค การนัดหมาย หรือการปิดการขาย ไว้เป็นเอกสารที่คนอื่นสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ได้ โดยขั้นตอนที่เก็บไว้เหล่านี้จะกลายเป็นคู่มือในการปฏิบัติงานขององค์กร เมื่อถึงเวลาที่ธุรกิจเติบโตและมีการรับพนักงานเพิ่มเติม การเปลี่ยนถ่ายงานจะทำได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น

แบ่งบริษัทออกเป็นส่วนๆ หรือแผนก แล้วกระจายงานออกไป เนื่องจากหากเจ้าของกิจการต้องรับผิดชอบงานล้นมือ เช่น รับนัดหมาย หรือตอบอีเมล ก็จะไม่มีเวลาทุ่มเทให้กับการวางแผนขยับขยายธุรกิจ

เตรียมรับมือความสำเร็จ ไม่ใช่แค่วางแผน ให้ตั้งเป้าหมายของบริษัทไว้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องเติบโต และต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามารับหน้าที่แทนเจ้าของกิจการ

มีเป้าหมายชัดเจน หลักสำคัญที่ เบราเออร์ ยึดมาตลอดคือ การกำหนดเป้าหมายที่แน่นอน เบราเออร์ เผยว่า ตราบใดที่คุณรู้ว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ตรงนี้และกำลังจะไปต่อทางไหน นั่นแหละคือการเดินทาง และการไปสู่จุดหมายจะง่ายดายยิ่งขึ้น 

ภาพ : http://www.allenbrouwer.com

 

น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน ‘พระราชาในดวงใจ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/514127

น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน ‘พระราชาในดวงใจ’

ภาพในหลวงพระราชินีประดับผนังทุกๆ บ้านคุ้นตา ทุกภาพคือที่สุดแห่งความศรัทธาและงดงามของปวงไทย

ห้องรูปไข่ภายในวางตู้เลขเก้าไทย จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ภาพขาวดำรูปเล็กๆ ทรงน่ารักสุดใจเมื่อทรงพระเยาว์ ไล่ลำดับไปถึงยุวกษัตริย์เมื่อทรงเป็นพระอนุชา ภาพเคียงข้างพระคู่หมั้นทรงพระสิริโฉม

พระบรมฉายาลักษณ์บันทึกประวัติศาสตร์ได้แจ่มชัด การเดินเข้ามาชมนิทรรศการห้องนี้ เกิดสมาธิ ได้แรงบันดาลใจ และให้ทั้งกำลังใจคนไทยให้คลายความเศร้าหมอง ความรู้สึกรักอาลัย และเตรียมพร้อมก้าวสู่ช่วงส่งเสด็จสู่แดนสรวงเดือน ต.ค.จะมาถึงในเร็ววันนี้

นิทรรศการ “พระราชาในดวงใจ” คัดเลือกผลงานโดย 3 ภัณฑารักษ์ ได้แก่ อภินันท์ โปษยานนท์ ธวัชชัย สมคง ศักดิ์ชัย กาย กำลังจัดแสดงจนถึง 26 พ.ย.นี้ ที่ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

หนึ่งในภัณฑารักษ์ อภินันท์ กล่าวแนะนำพระบรมสาทิสลักษณ์ชิ้นเอก วาดโดย ระเด่น บาซูกิ อับดุลลาห์ จิตรกรราชสำนักฝีมือก้องโลก ภาพขนาดใหญ่ 150×120 ซม. ภาพนี้งามเหลือเกิน คนไทยควรมาชมให้เป็นบุญตา

“พระราชาในดวงใจ” สำหรับชื่อนิทรรศการก็บ่งบอกความรู้สึกถ่องแท้บรรดาศิลปินได้ เป็นการรวบรวมคนวงการศิลปะได้ทั้งศิลปินใหญ่เล็ก เช่น เกษียร จินดาลักษณ์ ปัญญา วิจินธนสาร ปรีชา เถาทอง ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี อังกฤษ อัจฉริยโสภณ รวมงานศิลปะทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม 160 กว่าผลงาน

ต่อเนื่องขึ้นไปชั้น 9 ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กำลังจัดแสดงเดินชมเสพศิลป์ให้อิ่มใจ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดภัณฑารักษ์โดย นิติกร กรัยวิเชียร คัดสรรภาพถ่ายฝีพระหัตถ์นำมาแสดงในครั้งนี้ 200 ภาพ มีทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่ คืออีกนิทรรศการคนไทยไม่ควรพลาด

 

ศิลปะช่วยบรรเทาความโศกเศร้า

ผลงานศิลปกรรมหลายรูปแบบ ฝีมือศิลปินชั้นนำหลายยุคสมัย ความทรงคุณค่าคือภาพเหล่านี้ล้วนหาชมยาก ภาพล้ำค่าเป็นสมบัติส่วนตัวของนักสะสมจากทั่วประเทศ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้ขออนุญาตคอลเลกเตอร์บิ๊กเนมของวงการศิลป์นำมาจัดแสดงให้ประชาชนชม ฟรี!

ที่สำคัญ บางภาพไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน

งานชิ้นเอกผลงานจิตรกรราชสำนัก ระเด่น บาซูกิ อับดุลลาห์ ศิลปินชาวอินโดนีเซีย วาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อถวายงานให้ราชสำนักไทยช่วงปี 2503-2513 ภาพวาดสีน้ำมันให้สีจัดคือลายเซ็นของจิตรกรใหญ่ท่านนี้

อภินันท์ให้รายละเอียดภาพนี้อยู่ในคอลเลกชั่นงานสะสมศิลปะสุดอลังการของ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ความงามคือทั้งสองพระองค์ทรงยืนมุมเฉียงแตกต่างจากผลงานอื่นๆ ของระเด่น ที่วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ทรงยืนหันพระพักตร์ตรง

พระบรมสาทิสลักษณ์อีกภาพงดงามสีทองอร่าม ผลงานศิลปินใหญ่อีกท่าน ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ วาดเมื่อปี 2559-2560 ใช้เทคนิคสีอะครีลิกและทองคำบนผ้าใบ ขนาด 200×160 ซม. ภัณฑารักษ์ 1 ใน 3 นิทรรศการครั้งนี้ ธวัชชัย สมคง อธิบายการคัดสรรพระบรมสาทิสลักษณ์ผลงานนี้ ที่หลายๆ คนคงคุ้นตา เป็นภาพต้องมีไว้ติดบ้าน ผลงานของศิลปิน เกษียร จินดาลักษณ์ วาดไว้เมื่อ ปี 2522 ภาพเก่าแก่ล้ำค่าเจ้าของเป็นนักสะสมที่วงการรู้จักกันดี สมบัติ วัฒนไทย ไม่ได้ให้ใครหยิบยืมไปจัดแสดงง่ายดายนัก แต่ในโอกาสนี้คอลเลกเตอร์อนุญาตให้หยิบยืมจัดแสดงยาวนานหลายเดือน

”คอลเลกเตอร์ผู้ใหญ่ใจดีหลายๆ ท่านเลยนะครับ ทุกคนถือว่าเป็นการถวายความรำลึกแด่องค์อัครศิลปิน พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงและพระราชินี ภาพนี้ได้กลายเป็นโปสเตอร์แจกคนไทยนำมาประดับบ้านและบูชา ผมเสาะหาจนเจอภาพต้นแบบงดงามมาก พระราชินีฉลองพระองค์สีชมพู หรือผลงานที่ศิลปินสร้างจากความสะเทือนใจ ปรีชา เถาทอง สร้างงานประติมากรรมนั่งบัลลังก์ มีคุณทองแดงหมอบอยู่ใกล้ๆ เป็นชิ้นงานหลังสวรรคต คนไทยเห็นแล้วก็คิดถึงพระองค์ท่านยิ่งขึ้น” ธวัชชัย กล่าว

ห้องจัดแสดงวัตถุสะสมเกี่ยวข้องกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ภัณฑารักษ์บรรณาธิการนิตยสารลิปส์ ศักดิ์ชัย กาย ทุ่มเททำงานคัดสรรพระบรมฉายาลักษณ์กว่า 1 หมื่นภาพ จัดแสดงที่ ”ห้องหมายเลข ๙” อีกห้องที่สุดแห่งความประทับใจ

“ผมตัดเรียงไปตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ภาพต้นฉบับขาวดำขนาดเล็กนำมาอัดขยายใหญ่ ช่างภาพคือ วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติด้านการถ่ายภาพที่ได้ตามเสด็จ และได้มีโอกาสได้ฉายภาพทั้งสองพระองค์ไว้ หลายภาพผมไม่เคยเห็นเลยนะครับ ช่างภาพอีกท่าน จำนงค์ ภิรมย์ภักดี มีโอกาสฉายพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงและพระราชินีที่เราคุ้นตา มีลายเซ็นทั้งสองพระองค์จึงต้องใช้คำว่าประเมินค่าไม่ได้ และอีกภาพสมัยทรงพระเยาว์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีลายพระหัตถ์ของ 3 พระองค์ทรงเขียนไว้ใต้ภาพ ภาพสะสมมูลค่า 8 หลักเลยนะครับ ของ สมชาย ชีวสุทธานนท์” 

ภาพพอร์เทรตประดับบนผนังอีกด้าน ศักดิ์ชาย กล่าวย้ำว่า มากกว่าราคามหาศาล คือความรักและศรัทธาของนักสะสมภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกนักสะสมรายใหญ่ของไทย ณรัฐ นภาวรรณ นักสะสมพระบรมฉายาลักษณ์ สร้างตึก 3 ชั้นไว้โดยเฉพาะ เพื่อเก็บรักษาสมบัติประเมินค่าไม่ได้หลายๆ หมื่นภาพ

“ผมไปเห็นภาพต้นฉบับตื่นเต้นมากครับ มากทั้งจำนวนและความหายาก พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงตั้งแต่ก่อนปี 2500 นักสะสมเรียกภาพกลุ่มนี้ว่า ‘ในหลวงเหรียญเดียว’ ทรงติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 1 เหรียญในสมัยเป็นพระอนุชา เหรียญเพิ่มตามการสถาปนาพระราชอิสริยยศเป็นพระมหากษัตริย์ ‘ในหลวงสองเหรียญ’ ‘ในหลวงสามเหรียญ’ กรอบวงรี ปี 2504 เด็กรุ่นใหม่ยังไม่เกิดไม่เคยเห็นมาดูกันเลยครับ

ภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 ประชาชนไทยนำมาใช้ในโอกาสต่างๆ เช่น ใครเปิดบริษัทห้างร้านก็นำพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงเป็นของขวัญมงคล ห้องภาพยุคนั้นช่างจีนชอบใช้สีสันสดๆ ทาทับภาพอัดใหม่ สีผิดเพี้ยนมาเรื่อยๆ กลายเป็นป๊อปอาร์ตร่วมสมัยไปอีกแบบ แต่สำหรับภาพในการสะสมของคุณณรัฐ คือ ต้นฉบับทุกๆ ภาพครับ” ศักดิ์ชาย อธิบายรูปเล่าเรื่องตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนปลายรัชกาล ความงามคมชัดตรึงใจ จับใจอย่างสุดซึ้ง  

 

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9

ต่อเนื่องขึ้นไป ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 อีกนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาด สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำเสนอ 3 ช่วงรัชกาล ได้แก่ ช่วงต้นรัชกาล จัดแสดงภาพถ่ายยุคขาวดำ พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส พระราชธิดา ตั้งแต่วันพระราชสมภพ และพระบรมวงศานุวงศ์

ช่วงกลางรัชกาล จัดแสดงภาพทรงงาน ณ สถานที่และโครงการต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร การชลประทาน การพัฒนาท้องถิ่น และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และช่วงปลายรัชกาล จัดแสดงภาพคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล ทัศนียภาพอันงดงามต่างๆ และภาพสุนัขทรงเลี้ยง จัดแสดงยาวไปถึงปีหน้า 7 ม.ค. 2561

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ มีทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่ ภัณฑารักษ์ นิติกร กรัยวิเชียร ช่างภาพที่มีโอกาสถวายงานราชสำนักคัดเลือกนำมาแสดงในครั้งนี้ จำนวน 200 ภาพ ถือเป็นการรวบรวมภาพฝีพระหัตถ์มากที่สุดครั้งหนึ่ง

“ครั้งล่าสุดที่มีการจัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ คือปี 2535 หรือ 25 ปีมาแล้ว นั่นก็แสดงว่าคนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า 25 ปี ไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้แน่ๆ นะครับ หรืออาจจะเคยชมกันในอินเทอร์เน็ตบ้าง ในนิตยสารบ้าง และสำหรับครั้งนี้ถือว่าเป็นการรวบรวมภาพฝีพระหัตถ์มาจัดแสดงได้สมบูรณ์แบบที่สุด จากจำนวน 600 รูป ผมคัดนำมาจัดแสดง 200 รูป

 

“ทุกภาพคือประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฉายภาพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงประดับในเรือกองทัพที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงละเอียดในภาพด้วย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงโปรดฉายภาพครอบครัว ภาพที่นำมาจัดแสดงช่วงต้นรัชกาล จึงเป็นภาพถ่ายยุคขาวดำ ทรงฉายภาพพระราชโอรส พระราชธิดา ทรงโปรดการถ่ายรูป ทั้งแบบแคนดิด และออฟฟิเชี่ยนพอร์เทรต ผมถือว่าเป็นเรื่องวิเศษมากๆ ที่ได้เห็นภาพทุกๆ พระองค์ในวัยเยาว์ ทรงฉายภาพครอบครัวได้บรรยากาศอบอุ่นมากครับ”

นิติกร กล่าวว่า แบ่งภาพเป็น 3 ยุค ยุคกลาง ทรงถ่ายภาพประชาชนในโอกาสแปรพระราชฐาน ภาพงานโครงการพระราชดำริเมื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ ภาพฝีพระหัตถ์ชั้น 9 จึงบันทึกความรักความผูกพันของพระเจ้าแผ่นดินและคนไทยไว้ได้อย่างคมชัดอย่างยิ่ง 

 

ชื่อ ‘ณารา’ บนปกนิยายที่(ยัง)ขายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 12:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513980

ชื่อ ‘ณารา’ บนปกนิยายที่(ยัง)ขายได้

โดย มัลลิกา

“กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียน ตอนเขียนงานได้แล้ว 5 เรื่อง จะเป็นนักเขียนต้องมั่นใจว่า งานที่เราทำนั้น หนังสือที่เราเขียนมันเป็นอาชีพเลี้ยงเราได้”

“ณารา” นามปากกาของ “ณิชา ตันติเฉลิมสิน” นักเขียนโรมานซ์ของสำนักพิมพ์พิมพ์คำ

ที่จริงณาราเขียนนิยายได้หลายแนว แต่โรมานซ์เป็นจุดจำหรือเอกลักษณ์ของนิยายณารา เพราะไม่ว่าจะดราม่าเข้มข้น คอมเมดี้ บู๊สนั่น มาเฟีย ประวัติศาสตร์ ข้ามภพข้ามชาติ ทุกแนวจะต้องมีฉากโรมานซ์

กลรักลวงใจ ส้มหวานน้ำตาลเปรี้ยว ขุมทรัพย์แห่งมาซิดอน เพลงรักเพลิงมายา คุณชายธราธร รอยรัก หักเหลี่ยมตะวัน รอยฝันตะวันเดือด ไฟรักเกมร้อน ทะเลไฟ ฯลฯ ตัวอย่างผลงานของณารา

เป็นเวลา 12 ปี ณารามีนิยาย 52 เล่ม บนปกนิยายชื่อคนเขียนใหญ่กว่าชื่อเรื่องเสียอีก นั้นบ่งบอกว่า ชื่อ “ณารา” ขายได้ แฟนนักอ่านเห็นคว้าหมับเพราะเชื่อมือกันอยู่แล้ว แน่นอนว่า ณาราเขียนหนังสือจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยติดตามผลงานเสมอ และกลุ่มใหม่ๆ ที่เลือกอ่านบางเรื่อง

“ตั้งแต่เขียนแรกๆ ปี 2548 บก. (บรรณาธิการ) ก็บอกว่า ควรจะมีผลงานอย่างน้อย 2 เล่มต่อปี ให้เขียนงานเสมอเพื่อให้แฟนนักอ่านไม่ลืมเรา ซึ่งเราก็เขียนได้ประมาณปีละ 4 เรื่อง แต่มาช่วง 2 ปีหลังนี้ที่นิยายน้อยอย่างเห็นได้ชัด ปีละ 2 เรื่อง แล้วแฟนๆ ก็มีติงมาว่าช่วงหลังเขียนเบาไป

“เป็นเพราะตอนนี้ทำธุรกิจร้านอาหารที่แคนาดา งานเขียนคืองานที่รักก็จริงแต่ก็ต้องแบ่งเวลาให้ธุรกิจครอบครัว เรายอมรับเวลาน้อยลง ถ้าจะเขียนงานหนักเราจะยิ่งไม่มีทั้งแรงกายแรงสมองจะเขียนงาน เพราะต้องหาข้อมูลมาก”

แม้จะบอกว่าไม่มีเวลา แต่เรื่อง ดวงใจขบถ ก็ทุ่มเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับการสิ้นชาติรัฐฉาน “ตอนเขียนเรื่องนี้ก็อยู่ภาวะตึงเครียด หาข้อมูลเยอะมาก อ่านหนังสือหลายเล่ม บันทึกของเจ้านางต่างๆ เพื่อสรุปให้รู้ว่า สถานการณ์ช่วงนั้นเป็นยังไง ดูละครดูหนังสังเกตการแต่งกาย คำพูดคำจา ศึกษาจากคนไทยใหญ่”

สิ่งที่ณาราเคยกลัวในการเป็นนักเขียนคือ หมดพล็อต คิดพล็อตไม่ออก พล็อตตัน แต่พอลงมือเขียน พล็อตมีรออยู่เพียบ นั้นเป็นเพราะสิ่งที่ณาราสนใจนำมาเป็นประเด็นจะแวดล้อมตัวเอง และเป็นสิ่งที่เธอมีความสนใจ มีส่วนร่วมกับมันไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะเรื่องท่องเที่ยวที่เธอมักนำมาสอดแทรกในนิยาย

“อย่างไปเที่ยวรัฐมอนทานาของอเมริกา มีถนนโกอิ้งทูเดอะซัน สุดถนนเส้นนั้นเจอโรงแรมหนึ่งบนทะเลสาบ สร้างมาเกือบ 200 ปี พอเข้าไปในโรงแรมเราเจอภาพของผู้ก่อตั้ง ใส่ชุดสมัยก่อนกระโปรงบานเป็นสุ่มๆ เห็นแล้วรู้สึกมีอะไรน่าเล่า

“ก็คิดพล็อตเป็นข้ามภพข้ามชาติไปเสนอขวัญเรือน เบื้องต้นเขาก็สนใจ แต่ยังไม่เริ่มเขียนเพราะตอนนี้เขียนเรื่อง มนตราสิตางคุ์ อยู่ได้ครึ่งเรื่องแล้ว

“เวลาเขียนงานส่วนใหญ่จะคุยพล็อตกับ บก.ก่อน เพราะเราไม่อยู่เมืองไทย ไม่รู้เทรนด์อะไรมา อย่างตอนนี้เทรนด์นิยายจีนมาแรง แต่เราไม่เคยอ่านหนังสือจีน เราก็ไปเขียนแนวนี้ไม่ได้ ก็เลือกเขียนอะไรที่เรารู้สึกกับมัน

“ชอบเขียวนิยายกึ่งท่องเที่ยว อย่างแคนาดาเขานิยมกีฬาฮอกกี้ ก็เอามาเขียนเรื่อง เงาลวง ให้พระเอกเป็นนักฮอกกี้ ช่วงแรกที่เราไปอยู่แคนาดามีประสบการณ์ทำงานไม่ได้สวยหรู ก็เอามาเขียนเรื่อง วิมานเมฆา บอกเล่าชีวิตเมืองนอกไม่ได้สวยหรูนะ ผู้หญิงคิดจะมีสามีฝรั่งมันไม่ใช่คำตอบ บางคนมีสามีดีก็โชคดีไป บางคนไปเมืองนอกต้องทำงานเลี้ยงสามีก็มี

“ที่สนใจหลากหลาย เพราะเวลาเขียนนานๆ ตัวคนเขียนเองที่จะเบื่อ เราอยากได้อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ คนอ่านก็จะได้ตื่นเต้นไปด้วย เราไม่ได้เก่งอะไรมาก แต่พอเราเขียนแล้วสนุกเราก็อยากเขียน อย่างมีช่วงหนึ่งแค้นใครสักคน ก็เขียนแนวฆาตกรรม ฉันได้ระบายอารมณ์ (หัวเราะ) พอเขียนจบเรื่องอารมณ์แค้นนั้นก็หายไปพอดี”

ตอนนี้ณารามีพล็อตนิยายอีกหลายพล็อตที่กำลังจัดลำดับและให้มันตกผลึก แฟนๆ นักอ่านไม่ต้องกังวลว่า ภารกิจอื่นๆ จะทำให้ณาราเขียนงานน้อยลงกว่านี้ หรือทิ้งช่วงผลิตงาน เพราะอย่างไรเสียการเขียนก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอไปแล้ว