ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เรื่องสำคัญที่อย่ามองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 13:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513222

ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เรื่องสำคัญที่อย่ามองข้าม

>>การเลือกใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากกว่า 1,000 คน เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เด็กมีโอกาสได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น การมีอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยภายในรถจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะ “ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก” ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาความรุนแรงได้หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น ด้วยเหตุนี้ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงได้แนะข้อควรปฏิบัติและการเลือกที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ดังนี้

&<0026; เปลเด็กอ่อน เหมาะสำหรับทารกแรกเกิดหรือเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 2.5 กก.

&<0026; ที่นั่งชนิดหันหน้าไปทางด้านหลังรถ เหมาะสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 9 กก. และมีส่วนสูงประมาณ 75 ซม. หรือเด็กตั้งแต่แรกเกิด-1 ขวบ โดยจัดวางที่นั่งเด็กไว้บริเวณเบาะหลังรถ และให้เด็กนั่งหันหน้าไปด้านหลัง ซึ่งที่นั่งประเภทนี้จะช่วยรองรับคอและกระจายแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุชนจากด้านหน้า

&<0026; ที่นั่งชนิดหันหน้าไปทางหน้ารถ เหมาะสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 9-18 กก. ส่วนสูงตั้งแต่ 75-110 ซม. หรืออายุประมาณ 1-5 ขวบ โดยติดตั้งไว้บริเวณเบาะหลัง ซึ่งที่นั่งชนิดนี้สามารถใช้ได้ทั้งหันไปด้านหน้าและด้านหลังรถ

&<0026; ที่นั่งเสริม เหมาะสำหรับเด็กที่มีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 18-27 กก. ความสูงประมาณ 110-135 ซม. อายุประมาณ 5-10 ขวบ โดยที่นั่งเสริมนี้จะช่วยให้เด็กสามารถคาดเข็มขัดนิรภัยภายในรถยนต์ได้พอดีกับลำตัว อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งนิรภัยชนิดใดก็แล้วแต่ หากเป็นไปได้ควรพาเด็กๆ ไปทดลองนั่ง เพื่อให้มั่นใจว่าที่นั่งเหมาะสมกับขนาดร่างกายของเด็ก

 

>>การนำเด็กโดยสารรถยนต์

&<0026; ให้เด็กใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ไม่ควรให้เด็กเล็กคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้ใหญ่ เพราะเมื่อเข็มขัดไม่พอดีกับร่างกายของเด็ก เข็มขัดจึงอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เมื่อประสบอุบัติเหตุแรงรัดของเข็มขัดนิรภัยจะทำให้เกิดแรงกระแทกหรือกระตุกอย่างรุนแรง ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากกระดูกต้นคอหัก กระดูกสันหลังหรือท้องแตกได้

&<0026; หากเป็นเด็กโต สามารถคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้ใหญ่ได้ แต่เด็กต้องมีความสูงเพียงพอที่จะนั่งตัวตรงห้อยขากับเบาะรถและหลังพิงพนักได้ถนัด โดยส่วนล่างของเข็มขัดนิรภัยต้องพาดผ่านกระดูกเชิงกราน และส่วนบนพาดผ่านหน้าอกในระดับพอดี

&<0026; กรณีไม่มีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ควรให้เด็กนั่งเบาะหลังรถค่อนไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อออกให้ห่างจากคอนโซลและกระจกรถให้มากที่สุด รวมทั้งห้ามนำเด็กนั่งบริเวณเบาะด้านหน้ารถ และไม่นำเด็กนั่งตักผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร เพราะหากประสบอุบัติเหตุ เด็กจะได้รับอันตรายจากการกระแทก เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า อีกทั้งเด็กอาจถูกถุงลมนิรภัยอัดใส่ใบหน้า ทำให้ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตได้ &O5532;

 

Elle Fashion Week 2017 โชว์สุดเก๋ต่อเนื่องวันที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513230

Elle Fashion Week 2017 โชว์สุดเก๋ต่อเนื่องวันที่ 4

5 วันเต็ม โดยมี 14 โชว์จาก 21 ดีไซเนอร์แถวหน้าของเมืองไทยคือ อาซาวา เอเอสวี เอเวอรีเดย์ คาร์มาคาเมท ฮุคส์ คลอเซ็ท แลนด์มี่ เพนคิลเลอร์ เธียเตอร์ ทูบว์ แกลอรี วทานิกา วาทิต อิทธิ วิคธีร์รัฐ พรีเซนเทด บาย เฟเดอร์บรอย ร่วมด้วยดีไซเนอร์คลื่นลูกใหม่อย่าง Pitchana Kanapot Aunsorn และ Sarran รวมทั้งผลงานของดีไซเนอร์หน้าใหม่จากโครงการ Thai Designers Beyond Boundaries โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

นิตยสารแอล ประเทศไทย จัดงาน Elle Fashion Week 2017 Fall/Winter At Central World 

เปิดฉากวันที่ 4 ด้วยโชว์จาก วทานิกา (Vatanika) ที่ส่งคอลเลกชั่น ฟอลล์-วินเทอร์ 2017 มาให้ยลโฉม ภายใต้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง “แดร็กคิวล่า” เวอร์ชั่นงานเขียนของ บราม สโตเกอร์ ทั้งในส่วนของเสื้อผ้าและรูปแบบของโชว์ คอลเลกชั่นนี้มีความลักซ์ชัวรี่และสตรีทผสมผสานกัน เน้นความโมเดิร์นมากกว่าที่ผ่านมา แต่ยังคงความคลาสสิกและเซ็กซี่ในแบบของวทานิกาไว้อย่างครบถ้วน 

 

ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การนำเสนอลูกเล่นใหม่ของคอลเลกชั่นนี้ ที่แบรนด์สื่อออกมาในรูปแบบการใช้วัสดุที่หลากหลายมากขึ้น โดยดึงความประณีตในการแต่งกายของสุภาพสตรียุคเก่ามาประยุกต์เข้ากับวัสดุที่โมเดิร์น เช่น ผ้าไหมกำมะหยี่ ลูกไม้สุดหรู ผ้าเลื่อม ผ้ายีนส์ อันเป็นตัวแทนของความคลาสสิก ผสมผสานกับวัสดุทันสมัย ทำให้ดูสนุกสนานและงดงามในแบบของผู้หญิงยุคใหม่

ตามด้วยโชว์จาก อาซาวา (Asava) ในคอลเลกชั่นฟอลล์-วินเทอร์ 2017-2018 ที่ชื่อว่า Grace สะท้อนถึงความสง่างามที่ออกมาจากวิธีคิดและมุมมองในการใช้ชีวิตของหญิงสาว สำหรับอาซาวาแล้วเกรซไม่ได้หมายถึงความหรูหรา แต่เป็นวิธีคิดมากกว่า ถ้าผู้หญิงรู้จักตัวเองและมีเหตุผลในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะสวมใส่อะไร ก็ทำให้ชีวิตของตัวเองสง่างามได้ นี่ละผู้หญิงตามแบบฉบับของอาซาวา

 

เสื้อผ้าคอลเลกชั่นนี้ยังคงใช้เทคนิคการสร้างสรรค์แบบ Cape Blouse อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผสานไปกับการซ้อนทับเลเยอร์และเสื้อแขนกุดเพื่อสร้างมิติที่ดูแปลกตา รวมถึงการเพิ่มซิลลูเอตต์อย่างเดรสไลน์ทิวลิป โครงเสื้อทรงตรง และชุดอสมมาตร สะท้อนความงามจากภายในอย่างสมบูรณ์ผ่านเนื้อผ้ามอสเครปที่เบาสบาย ผ้าซาตินที่พลิ้วไหวและลูกไม้เพิ่มความอ่อนหวาน ภายใต้โทนสีที่คุ้นเคยอย่าง ขาว ดำ เบจ เทา และเพิ่มโทนสีที่ให้ความรู้สึกร่วมสมัย เช่น สีงาช้าง น้ำเงินคราม แดงลิปสติก และชมพูแกมม่วง

ปิดท้ายด้วยโชว์จาก ฮุคส์ (Hook’s) กับคอลเลกชั่น Aiyara Ten ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ และอีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้แรงบันดาลใจมาจากความเป็นไทยในหลายๆ ยุคสมัย

โครงของเสื้อผ้าจึงมีความเป็นไทยตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน โดยนำสัญลักษณ์ช้างเผือกมาเป็นธีมหลัก โชว์จะเล่าเรื่องขนบธรรมเนียมความเป็นไทยตามแบบฉบับของฮุคส์ โดยใส่ความสมัยใหม่และลูกเล่นต่างๆ ลงไป

โชว์ของฮุคส์ทำขึ้นเพื่อเล่าเรื่องในหลวงในดวงใจ โดยสอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ประสูติจนสวรรคต ร้อยเป็นเรื่องราวผ่านเสื้อผ้าภายใต้สาส์นที่อยากส่งต่อว่า เราทุกคนสามารถเป็นช้างเผือกคู่บารมีของพระองค์ท่านได้ เพียงแต่ตั้งใจทำอาชีพของเราให้ดีที่สุด เป็นคนดี ประพฤติดี ดูแลคนที่เรารัก เป็นพลเมืองที่ดี และเป็นลูกที่ดีของพ่อ

 

ต่างหูสะตอ แฟชั่นอย่างนี้จะดีเหรอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 12:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513225

ต่างหูสะตอ แฟชั่นอย่างนี้จะดีเหรอ?

นางแบบสาวชาวเดนมาร์กโพสต์ภาพตนเองโชว์ต่างหูสุดประหลาด

โลกของแฟชั่นนั้นไม่มีถูกมีผิดก็จริง แต่หลายเสียงต่างก็ตั้งคำถามว่า แฟชั่นอย่างนี้จะดีเหรอ? กับภาพของ Louise Cehofski นางแบบสาวชาวเดนมาร์ก ที่โพสต์ภาพตนเองสวมต่างหูรูปสะตอ ลงในอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ

นอกจากต่างหูสะตอแล้ว เธอยังมีต่างหูขนมเยลลี่เคลือบน้ำตาลด้วย ใส่แล้วมดจะขึ้นมั้ยเนี่ย

หรือจะเป็นต่างหูยาคุมกำเนิด! ล้ำไปกันใหญ่แล้ว

พืชผักสวนครัวอย่างมะนาว เธอก็นำมาใช้เป็นต่างหูได้เช่นกัน

อีกทั้งยังแถมสร้อยคอเห็ดให้เราชมกันด้วย แฟชั่นแบบนี้จะแต่งตามหรือขอปล่อยผ่านดีล่ะเนี่ย

ที่มา: Louise Cehofski

 

4 เคล็ดลับเลือกคอนโดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นิวเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 16:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513069

4 เคล็ดลับเลือกคอนโดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นิวเจน

เทคนิคการเลือกคอนโดเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญสำหรับเราทุกคน การเลือกที่อยู่อาศัยที่เหมาะกับตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่แล้ว คอนโดมิเนียมน่าจะเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์หลายๆ คน และเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น เราจึงมีเทคนิคการเลือกคอนโดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นิวเจนมาฝากกัน

1. ทำเล

สถานที่ตั้งและความสะดวกในการเดินทางแทบจะเป็นเรื่องแรกที่ทุกคนนึกถึง โดยเฉพาะการเดินทางโดยรถไฟฟ้าหรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งจะทำให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และไม่ต้องฝ่ารถติด อันเป็นปัญหาหลักของคนเมือง ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอย่างคล่องแคล่วว่องไว คอนโดติดรถไฟฟ้าน่าจะเป็นอันดับต้นๆ ที่หลายคนนึกถึง

2. ความปลอดภัย

ความปลอดภัยถือเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม จึงควรเลือกคอนโดที่รับประกันทั้งเรื่องรอยร้าว ความแข็งแรง การรั่วซึมต่างๆ การรั่วของกระแสไฟฟ้า การใช้งานของบานวงกบ ประตู และหน้าต่าง รวมไปถึงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมด้วย

3. ดีไซน์

สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว ดีไซน์ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ อีกหนึ่งเรื่องเลยก็ว่าได้ ควรเลือกห้องพักที่ให้ความสะดวกสบายสำหรับทุกกิจกรรมได้อย่างไม่รู้สึกอึดอัด วางตำแหน่งไฟและแอร์ที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย ทิศทางการวางตำแหน่งตัวตึกสอดคล้องกับทิศทางแสงอาทิตย์และทิศทางลม เพื่อลดความร้อน และเพิ่มการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศภายในห้องพัก รวมไปถึงการตกแต่งที่สวยงามทันสมัย เพื่อเพิ่มทัศนยภาพอันดีให้กับผู้อยู่อาศัย

4. สิ่งอำนวยความสะดวก

นอกจากเรื่องภายในห้องพักแล้ว สิ่งอำนวยความสะดวก หรือพื้นที่ส่วนกลางก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าง WHIZDOM Avenue Ratchada-Ladprao ที่นอกจากจะอยู่ติดกับสถานี MRT ลาดพร้าว ทางออกหมายเลข 1 ซึ่งถือว่าเป็น One Step จากรถไฟฟ้าอย่างแท้จริงแล้ว ยังใส่ใจไลฟ์สไตล์นิวเจนด้วยพื้นที่สำหรับล้างรถ เครื่องชงชากาแฟที่ล็อบบี้ เตา BBQ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญพร้อมที่อบผ้า อุปกรณ์ปฐมพยาบาล อุปกรณ์ซ่อมบำรุง สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และห้องสมุด ที่ให้ผู้อยู่อาศัยทุกคนได้เข้าไปใช้ได้ง่ายๆ

 

Ladyford ซาลอนที่พร้อมเนรมิตให้สาวๆ ดูดีในแบบที่เป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 15:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513064

Ladyford ซาลอนที่พร้อมเนรมิตให้สาวๆ ดูดีในแบบที่เป็น

เชื่อว่าหนุ่มๆ คงจะคุ้นหูกับ “บาร์เบอร์ฟอร์ด (Barberford)” ร้านบาร์เบอร์ระดับไฮเอนด์กันมาบ้างแล้ว ครั้งนี้เอาใจสาวๆ
กันบ้างกับ “เลดี้ฟอร์ด (Ladyford)” ซาลอนสุดหรู ที่เอาใจใส่ลูกค้า
พร้อมเนรมิตความงามให้สาวๆ แบบครบครัน

 

 

Ladyford เกิดขึ้นจากความรักในด้านศิลปะ และความสวยงามของ ชาร์ลส์ สิริ
ที่อยากเห็นผู้หญิงรักที่จะดูแลตัวเอง ใส่ใจสุขภาพ และไม่ละเลยการดูแลเส้นผม
จึงกลายมาเป็นซาลอนระดับไฮเอนด์สุดโมเดิร์น ตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวี่ยน
เน้นโทนสีขาวสบายตา ตกแต่งน้อยแต่มาก อย่างที่ทุกคนจะเห็นว่าภายในร้านจะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดๆ
วางโชว์ให้รกสายตา เนื่องจากทางร้านเน้นในเรื่องของการดูแลเส้นผมและการบริการโดยแท้จริง
นอกจากนี้ภายในร้านยังจัดแสงแบบเดย์ไลท์ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสีผมตรงตามที่ต้องการอีกด้วย

 

 

เมื่อเข้ามาในร้าน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือร้านไม่มีกลิ่นเคมี
หรือกลิ่นน้ำยาทำผมเลย เนื่องจากว่าทางร้านได้แบ่งโซนทำสีหรือใช้เคมี
เพื่อควบคุมการถ่ายเทของอากาศ เพื่อไม่ให้รบกวนบริเวณอื่นๆ ภายในร้านนั่นเอง

 

 

Ladyford  ใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ทำผมคุณภาพระดับซาลอนชั้นนำระดับโลก
พร้อมทั้งบริการที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นตัดผม ดัดผม ทำทรีตเมนต์
หรือทำสีผมด้วยเทคนิคขั้นสูง โดยช่างทำผมมากประสบการณ์ หรือหากใครโนไอเดีย
ทางร้านก็ยินดีให้คำปรึกษา โดยช่างจะวิเคราะห์และแนะนำทรงผม หรือสีผมที่เหมาะกับใบหน้าและสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
รับรองได้ว่าออกจากร้านไปสาวๆ จะได้ทรงผมที่โดดเด่น เหมาะกับตัวเองแน่นอน

 

 

อย่างในภาพ เราต้องการสีผมโทนน้ำตาลหม่นๆ แต่ด้วยสภาพผมที่ดำธรรมชาติ หากเป็นร้านอื่นคงแนะนำให้ฟอกสีผมแน่นอน
แต่ช่างก็แนะนำอย่างเอาใจใส่ว่าหากเราไม่ต้องการฟอกสีผม ช่างก็จะใช้เทคนิคคอนทัวร์ริ่ง
เพือให้ได้สีผมอย่างที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงช่วยปรับรูปหน้าให้หน้าเรียวขึ้นได้อีกด้วย

 

 

ในส่วนของค่าบริการ ตัดผมจะเริ่มต้นที่ 1,100 บาท ทำสี
เริ่มต้นที่ 2,800 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายและความต้องการของลูกค้า หากใครสนใจช่วงนี้มีโปรโมชั่นส่วนลด
30% ฉลองร้านเปิดจนถึงสิ้นปีนี้

 

 

ร้าน Ladyford อยู่ที่ชั้น
4 ศูนย์การค้าเอราวัณ กรุงเทพฯ สี่แยกราชประสงค์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา
11.00-20.00 น. โทรศัพท์ 093-193-6999 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ IG:
ladyfordhairbkk

 

ASV ‘At The Ballet’ คอลเลคชั่นที่ดึงมนต์เสน่ห์ของบัลเล่ต์มารังสรรค์ผลงานผ่านผืนผ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 14:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513054

ASV ‘At The Ballet’ คอลเลคชั่นที่ดึงมนต์เสน่ห์ของบัลเล่ต์มารังสรรค์ผลงานผ่านผืนผ้า

ASV ดึงมนต์เสน่ห์ของศิลปะการเต้นชั้นสูง มารังสรรค์ผลงานผ่านคอลเลคชั่น ASV ‘At The Ballet’

ASV แบรนด์เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของหญิงสาวผู้รักการผจญภัย นำโดย ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง หมู พลพัฒน์ อัศวะประภา จัดงานแฟชั่นโชว์ ASV ‘At The Ballet’ คอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวประจำปี 2017-2018

เสื้อผ้าคอลเลคชั่นนี้จะนำพาทุกท่านไปผจญภัยในดินแดนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมปรัชญาคู่ขนาน ที่มีทั้งความอ่อนหวานแบบเฟมินีน และความแข็งแกร่งอย่างมาสคิวลีน ผสมผสานไปกับศิลปะการเต้นชั้นสูงอย่างบัลเล่ต์ ภายใต้แกนนำของ Alicia Alonso ผู้ปฏิวัติและก่อตั้งคณะบัลเล่ต์แห่งชาติของคิวบา ผ่านโครงสร้างชุดในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกเรียงร้อยเป็นเรื่องราวผสมผสานกันในแบบฉบับของ ASV

ASV ‘At The Ballet’ นำลูกเล่นจากชุดของนักบัลเล่ต์ที่สวมใส่ Tutu ซึ่งนับเป็นเป็นเอกลักษณ์สำหรับคอลเลคชั่นนี้ อันแสดงออกถึงท่วงท่าที่อ่อนช้อย ควบคู่ไปกับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ รวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่เข้าถึงง่ายต่อการเคลื่อนไหว ทำให้เราได้ค้นพบถึงความเหมือนที่แตกต่างของสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

โดยทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านคู่สีดีเอ็นเอหลักของแบรนด์ อย่างสีขาว สีแดง สีน้ำเงิน เคียงคู่ไปกับสีพิเศษที่เป็นสัญญาณของฤดูหนาวอันได้แก่ สีเทา (Earl Grey) สีเขียวโอลีฟ (Olive Green) สีทะเลทราย (Evening Sand) รวมถึง สีชมพูฟูเชียร์ (Fuchsia Red) และสีพีช (Peach Parfait) ที่เสริมความเป็นเฟมีนินให้แก่คอลเลคชั่นได้อย่างตัว

 

เทคนิคการเลือกรองพื้นให้เป๊ะไม่มีโป๊ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513045

เทคนิคการเลือกรองพื้นให้เป๊ะไม่มีโป๊ะ

เคล็ดลับการเลือกรองพื้นให้เหมาะกับผิวหน้าของแต่ละคน

เบสเมคอัพถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแต่งหน้าเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะรองพื้น ที่กว่าจะเลือกให้เป๊ะปังก็พลาดกันมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว วันนี้เราเลยมีเทคนิคการเลือกรองพื้นให้เป๊ะไม่มีโป๊ะมาบอกต่อกัน

1. เลือกรองพื้นให้เหมาะกับสภาพผิวหน้า

ก่อนจะซื้อรองพื้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือต้องรู้จักสภาพผิวหน้าของตัวเองเสียก่อน หากเป็นคนผิวแห้ง ก็ควรเลือกรองพื้นที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิว หรือถ้าเป็นคนผิวมัน ก็ควรเลือกรองพื้นสูตร oil free ที่ช่วยลดความมันและอำพรางรูขุมขนได้ดี

2. เลือกรองพื้นให้เหมาะกับการใช้งาน

แท้จริงแล้วรองพื้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ทั้งรองพื้นเนื้อครีม ที่ให้การปกปิดสูงที่สุด นิยมใช้แต่งหน้าออกงาน แต่งหน้าถ่ายรูป รองพื้นสูตรน้ำ ที่เบาบางลงมาอีกนิด แต่ยังคงให้การปกปิดพอสมควร เหมาะกับใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป หรือบีบีคุชชั่น รองพื้นที่มาในรูปแบบตลับ เหมาะสำหรับวันสบายๆ และวันที่ต้องการความรวดเร็ว ทั้งยังสะดวกในการพกพาเพื่อเติมระหว่างวันได้

3. เลือกรองพื้นให้เหมาะกับสีผิว

การลงรองพื้นให้เป๊ะควรเลือกเฉดสีที่ใกล้เคียงกับสีผิวของตัวเองมากที่สุด เบื้องต้นให้ดูว่าตัวเองสีผิวอันเดอร์โทนเหลืองหรือชมพู จากนั้นเลือกความเข้มอ่อนตามเบอร์รองพื้นของแต่ละแบรนด์ อย่าง YSL All Hours Foundation ที่ให้การปกปิดสูงสุด ควบคุมความมัน และติดทนนานตลอดทั้งวัน ที่มีมาให้เลือกมากถึง 22 เฉดสี ครอบคลุมทุกโทนสีผิว ซึ่งแนะนำให้ลองรองพื้นกับหน้าช่วงกราม โดยเลือกปาดรองพื้น 2-3 สี เกลี่ยให้กลืนกับผิว เพื่อดูว่าสีไหนใกล้เคียงกับสีผิวของตัวเองมากที่สุด

 

แฟน Harry Potter มีกรี๊ด Pottermore พาทัวร์รอบฮอกวอตส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/513022

แฟน Harry Potter มีกรี๊ด Pottermore พาทัวร์รอบฮอกวอตส์

เว็บไซต์ Pottermore ฉลอง #19YearsLater เปิดฟีเจอร์สุดอลัง พาทัวร์รอบโรงเรียนฮอกวอตส์

เหล่าพอตเตอร์เฮดน่าจะทราบกันดีว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา เป็นวันที่ Albus Severus Potter, Rose Granger Weasley และ Scorpius Malfoy ลูกของแฮร์รี่ รอน และมัลฟอย เปิดเทอมและเข้าไปเรียนที่ฮอกวอตส์เป็นวันแรก ตามที่ปรากฏในตอนสุดท้ายของ Harry Potter and the Deathly Hallows และจุดเริ่มต้นในหนังสือบทละคร Harry Potter and the Cursed Child ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์ Pottermore จึงได้ฉลอง โดยการเปิดฟีเจอร์พิเศษ พาทัวร์ฮอกวอตส์ ให้สาวกแฮร์รี่ได้เดินเที่ยวรอบโรงเรียนเช่นเดียวกับพ่อมดแม่มดน้อยปีหนึ่งทั้งสามคน

Pottermore เปิดฟีเจอร์ “Welcome to Hogwarts” นำทุกคนบินชมรอบปราสาทฮอกวอตส์ รวมไปถึงกระท่อมแฮกริด สนามควิดดิส และป่าต้องสาป โดยจะมีแสงสว่างซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ให้เราสามารถคลิ๊กเข้าไปอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนี้ได้ถึง 100 จุด ที่สำคัญคือสามารถเข้าเล่นได้ฟรี เพียงแค่เข้าไปที่ https://my.pottermore.com/hogwarts และสมัครสมาชิกกับทางเว็บไซต์ Pottermore เท่านั้น

“Henriette Stuart-Reckling” Global Digital Director ของเว็บไซต์ Pottermore ได้พูดถึงฟีเจอร์ใหม่นี้ว่า “เราได้เห็นฮอกวอตส์ในมุมมองต่างๆ ตั้งแต่หนังสือภาพ ไปจนถึงภาพยนตร์ทั้ง 8 ภาค ฟีเจอร์ใหม่ในเว็บไซต์ของเราครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่แฟนๆ จะได้มีโอกาสสำรวจโรงเรียนพ่อมดแม่มดที่มีชื่อเสียงด้วยตนเอง เป็นประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าชมฮอกวอตส์ได้ทุกที่ทุกเวลา”

ที่มา: bustle

 

ทาน่า กรีน เป้าหมายชัดเจนเพื่อตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512993

ทาน่า กรีน เป้าหมายชัดเจนเพื่อตัวเอง

กรีน เผยว่า ธุรกิจนี้เป็นความตั้งใจยิงปืนนัดเดียวให้ได้นกหลายตัว ตัวแรกคือรายได้เลี้ยงตัว อีกตัวช่วยให้คนอื่นมีอาชีพ มีโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต เธอเชื่อในเรื่องของโอกาส เพราะครั้งหนึ่งในชีวิตเธอได้ให้โอกาสตัวเองมีชีวิตใหม่ ที่ช่วยให้เธอมีวันนี้ได้

ในวัย 58 ปี ทาน่า กรีน ทำหน้าที่เป็นเจ้าของกิจการจัดหาพนักงานประจำสำนักงาน กรรมกร และคนขับรถบรรทุกในสหรัฐ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เธอก่อตั้งมันมาด้วยมือของเธอเองเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว

ย้อนกลับไปเมื่ออายุได้ 15 ปี ในวัยที่ยังอยู่ในวัยสดใส กรีน พลาดท่าตั้งครรภ์ลูกคนแรกกับแฟนหนุ่มรุ่นพี่ในเวลานั้น ครอบครัวเลยจัดแจงให้เธอและเขาแต่งงานอยู่ด้วยกันอย่างถูกต้องตามครรลอง

อย่างไรก็ดี ชีวิตจริงเริ่มต้นเมื่อทั้งคู่อยู่ด้วยกัน เธอและ แลร์รี่ ผู้เป็นสามีและพ่อของลูกมีความไม่เข้ากันหลายอย่าง เขายังมักใช้กำลังทำร้ายเธอ เพราะระแวงว่าเธอจะแอบคบหาชายอื่น ฟางเส้นสุดท้ายคือเธอถูกอดีตสามีทำร้ายร่างกายระหว่างทางไปบ้านพ่อและแม่ของเธอ ทั้งที่ลูกชายยังอยู่ในอ้อมอก จากจุดนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าต้องหย่าขาดจากเขา และเลือกเป็นหม้ายลูกติดทั้งที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี

สภาวะกับภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ ทำให้ กรีน รู้สึกแย่ แต่เธอบอกว่าไม่เคยหมดหวัง เธอนำกระดาษและปากกาขึ้นมาร่างเป้าหมายในชีวิตของตัวเองออกมาอย่างชัดเจนได้ทั้งหมด 4 ข้อ หนึ่ง เรียนหนังสือให้จบ สอง มีบ้านเป็นของตัวเองก่อนอายุ 25 ปี สาม แต่งงานกับคนรักที่เยี่ยมยอด (ซึ่งเธอใช้คำว่าอัศวิน) และสี่ เป็นเจ้าของธุรกิจก่อนอายุ 30 ปี ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เธออยากทำเพื่อตัวเองจริงๆ “ฉันอยากจะให้อะไรกับตัวเองมากกว่านี้ และทางเดียวที่ฉันจะไต่ขึ้นไปถึงมันได้ คือต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยเอง”

หลายปีต่อมา เธอเรียนจบวุฒิการศึกษาด้านเลขานุการจากวิทยาลัยคอมมอนเวลธ์ ในรัฐเวอร์จิเนีย บ้านเกิดของตัวเอง และทำงานเป็นผู้ช่วยผู้บริหารเครือโรงแรมท้องถิ่น และเอเยนซี่โฆษณา ทางสถาบันศึกษาซึ่งติดต่อกับเธออย่างต่อเนื่อง เริ่มสนใจในทักษะการทำงานที่ยอดเยี่ยมของเธอ จึงทาบทามให้ลองทำงานให้กับทางวิทยาลัย เป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผู้คนให้เข้ามาเรียนกับสถาบัน

แรกเริ่ม กรีน เข้าใจว่า ผู้สนใจเรียนจะเป็นคนที่มีความพร้อมด้านครอบครัวหรือการเงิน แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ เธอพบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองหรือต้องการที่จะมีโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น หน้าที่ของเธอหลักๆ จึงเป็นการเรียกความมั่นใจของคนกลุ่มนี้กลับคืนมา จนกลับกลายเป็นว่า กรีน พบว่าตัวเองมีความสามารถในการรับฟัง ปลอบประโลม สร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้คนไปด้วย การทำหน้าที่นี้ได้ดี ทำให้มีผู้สมัครเรียนมาก ส่งผลให้เธอกอบโกยค่าคอมมิชชั่นได้มากจนสามารถนำเงินไปวางดาวน์ทาวน์เฮ้าส์หลังหนึ่งในบ้านเกิดตอนอายุ 22 ปี ก่อนหน้าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 3 ปี

ต่อมาไม่นาน เธอก็ได้พบกับ ไมค์ กรีน ชายคนรัก ซึ่งใช้เวลาศึกษานิสัยใจคอกันนานกระทั่งมั่นใจและแต่งงานใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ ไมค์ ไม่เพียงแต่เป็นสามี แต่ยังเป็นเพื่อนคู่คิดและหุ้นส่วนธุรกิจคนแรกและคนสำคัญ โดยเมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยากันอย่างเป็นทางการ ทั้งคู่ก็คิดและตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ธุรกิจจัดหาคนงาน Remedy มาเปิดในเมืองเวอร์จิน บีช พื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง โดย กรีน ใช้ความสามารถเฟ้นหาคนที่ใช่ทำงานในตำแหน่งที่ถูกต้อง และในเวลาเดียวกันก็จะได้เรียนรู้วิชาการตลาดและการชนะใจคู่ค้า ได้ร่วมทำธุรกิจจากแฟรนไชส์ธุรกิจนี้

อย่างไรก็ดี การเป็นเจ้าของธุรกิจเองไม่ใช่เรื่องง่าย เธอและสามีฟันฝ่าอุปสรรคธุรกิจครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้กำไรเลยตลอด 2 ปีแรก กระทั่งเมื่อสบโอกาสที่แฟรนไชส์อีกสาขาเปิดให้เข้าซื้อ ทั้งสองจึงรีบคว้า เพราะเชื่อว่าทำเลธุรกิจดีกว่า โดยบริหารธุรกิจนี้กระทั่งหมดสัญญาในปี 2002 จึงเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Startaforce ทำองค์กรเป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์

ในช่วงเวลานี้ ธุรกิจจัดหาคนงานของ กรีน ดีขึ้นมาก โดยสามารถสร้างกำไรได้มากถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ กรีน ก็รู้สึกลึกๆ ว่าเธอมีกำแพงบางอย่างที่อยู่ในใจ เป็นเรื่องราวในอดีตที่ทำให้เธอไม่มีความมั่นใจในตัวเอง จนทำให้ตัวเธอไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ไกลกว่าที่ควรจะเป็น หลังจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คนรอบข้าง และทบทวนด้วยตัวเอง เธอใช้วิธีบอกเล่าชีวิตที่เคยล้มเหลว ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาให้กับคนอื่นฟัง ปรากฏว่าเรื่องราวของเธอได้รับความสนใจจนมีสื่อมวลชนจำนวนมากขอสัมภาษณ์ต่อหลังจากนั้นอีก แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดประทับใจเธอเท่ากับการที่เธอทราบว่ามีเด็กสาวที่ตกอยู่ในสภาวะชีวิตคู่วิบัติ กล้าที่จะเปลี่ยนเพื่อตัวเอง

การปลดล็อกคนอื่นและตัวเอง ทำให้เธอมีความมั่นใจขึ้นมากหลังจากนั้น ทั้งในการเจรจาการค้า การต่อยอดธุรกิจแยกจัดหาคนขับรถบรรทุก Road Dog Drivers ซึ่งช่วยให้เธอรอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันท่วงทีด้วย เพราะคู่ค้าเดิมตัดสินใจยกเลิกสัญญาเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหวตามที่เธอคาดการณ์ไว้ และล่าสุดเธอเพิ่งริเริ่มสร้างบริษัทสตาร์ทอัพ Blue Bloodhound เพื่อช่วยในการจัดหาคนขับรถบรรทุกและเจ้าของธุรกิจที่ต้องการทีมขนส่งที่ไว้ใจได้ หลังจากที่ศึกษาจนพบช่องโหว่ของการดำเนินกิจการการค้าของธุรกิจ และพบว่าพวกเขาแค่ขาดคนกลางมาจับคู่ให้ และสิ่งที่เธอทำจะทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นมาก

แต่ด้วยอายุและวัย การสร้างธุรกิจแนวสตาร์ทอัพที่พึ่งพาการใช้เทคโนโลยีสูง เธอจึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ กรีน จึงได้ข้อคิดว่า การเข้าใจจุดแข็งของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก และต้องรู้จักหามันสมอง แขนขามาช่วยผลักดันให้ความฝันหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้สำเร็จ จนไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ธุรกิจทั้ง 3 แห่งของเธอจะยังคงอยู่และเติบโตได้ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ด้วยการบริหารของเธอเอง หลังจากที่สามีตัดสินใจเกษียณตัวเองไปก่อน

ที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของเธอที่มีความสุขในเส้นทางที่เธอได้ร่างแบบมันด้วยตัวเอง

ภาพ : ดิน่า ไลตอฟสกี้

 

แต่งหน้าโทนนู้ดให้ดูสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 13:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512837

แต่งหน้าโทนนู้ดให้ดูสุขภาพดี

เป็นกันบางไหม ขนาดแต่งหน้าจัดเต็มอัตรา แต่พอลงสีปากโทนนู้ดทีไร หน้ากลับดูเหมือนคนป่วยทุกที อย่าได้เสียเซลฟ์ไป เรามีเคล็ด(ไม่)ลับเพื่อการแต่งลิปนู้ดให้ดูไม่ป่วย จากแบรนด์ 4U2 มาบอกต่อ

Lip Prep เตรียมริมฝีปากให้พร้อมกับสีนู้ดที่ต้องการ เนื่องจากสีปากของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน และสาวผิวขาวหรือผิวสองสีบางคนอาจมีพื้นสีปาก โดยเฉพาะขอบปากที่เข้มกว่าสีใบหน้า จึงควรเตรียมสีปากด้วยรองพื้นก่อน โดยแตะเบาๆ แล้วเกลี่ยให้กลืนกับริมฝีปาก เน้นที่ขอบปากซึ่งมักมีสีเข้มกว่าเนื้อปาก

Pick the Right Color มื่อพูดถึงลิปสติกสีนู้ด การเลือกสีผิดอาจทำให้วันนั้นของสาวๆ กลายเป็น bad day ได้ การเลือกสีให้ถูกกับผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และกฎทั่วไปที่เชื่อถือได้เสมอก็คือ สำหรับสาวผิวขาวควรเลือกเฉดนู้ดออกชมพูหรือส้มพีช ส่วนสาวผิวสองสีควรเลือกเฉดออกน้ำตาลอ่อน อย่างสีคาราเมล และสาวที่มีสีผิวเข้ม ควรเลือกลิปสติกนู้ดน้ำตาลเข้มออกโทนช็อกโกแลต เป็นต้น

Select the Right Texture แม้สาวๆ ส่วนใหญ่จะเลือกเนื้อลิปสติกตามความชอบ แต่เทรนด์ที่มาแรงสุดๆ ตอนนี้ก็คือนู้ดแมตต์หรือกึ่งแมตต์ ควรเลือกลิปสติกเนื้อครีมที่มีความชุ่มฉ่ำคมชัด ติดทนยาวนาน

Balance the Look การแต่งหน้าไม่ว่าจะลุคไหนก็ต้องคำนึงถึงความสมดุล หากปากเป็นสีนู้ดอย่างน้อยก็ควรเพิ่มโทนสีอบอุ่นให้ใบหน้าด้วยการปัดแก้มด้วยบลัชออนสีชมพูน้ำตาลหรือสีส้มพีช หรือลองทาตาเป็นสโมกกี้อายโทนสีง่ายๆ อย่างน้ำตาลหรือน้ำเงินดูก็ได้

Special Tips หากต้องการให้ปากติดทนนานมากๆ ควรปัด Translucent Loose Powder ลงบนริมฝีปากเบาๆ แล้วทาลิปสติกทับอีกครั้ง รับรองติดทนจนถึงเวลาล้างออกเลยล่ะ