“เงินดิจิทัล” ทางเลือกใหม่ช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 21:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512728

"เงินดิจิทัล" ทางเลือกใหม่ช็อปออนไลน์

โดย…นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ความพยายามผลักดันการนำเงินดิจิทัลมาใช้จริงในชีวิตประจำวันเริ่มมีความน่าสนใจและเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดนั้น เบอร์เกอร์คิง ฟาสต์ฟู้ดเชนชื่อดัง เปิดตัว วอปเปอร์คอยน์ (Whoppercoin) สกุลเงินดิจิทัลของตัวเองขึ้นในรัสเซีย

แม้การเลือกออกเงินดิจิทัลในรัสเซียของเบอร์เกอร์คิงจะดูน่าประหลาดใจไม่น้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้ รัฐบาลรัสเซียมีท่าทีไม่ชอบใจเงินดิจิทัลนัก แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ส่งสัญญาณคัดค้านเบอร์เกอร์คิง

เบอร์เกอร์คิงระบุว่า การออกเงินดิจิทัลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าที่ซื้อวอปเปอร์แซนด์วิช เบอร์เกอร์ยอดนิยมของทางร้าน โดยลูกค้าจะได้เหรียญวอปเปอร์เท่ากับจำนวนเงินที่จ่ายไปในการซื้อสินค้า ซึ่งสามารถนำเหรียญวอปเปอร์มาแลกเบอร์เกอร์ฟรีได้เมื่อสะสมครบจำนวนที่ร้านกำหนดไว้

นอกจากหวังกระตุ้นการใช้งานเงินดิจิทัลแล้ว เบอร์เกอร์คิงยังมีจุดมุ่งหมายยาวไกลกว่านั้น คือต้องการให้วอปเปอร์คอยน์กลายเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ โดยบริษัทระบุว่า ลูกค้าสามารถซื้อขายเหรียญวอปเปอร์ได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากการเก็บไว้ใช้เอง

“ตอนนี้วอปเปอร์ไม่ได้เป็นเพียงเบอร์เกอร์ที่ผู้คน 90 ประเทศทั่วโลกชื่นชอบเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนอีกรูปแบบด้วย โดยจากคาดการณ์ต่างๆ มูลค่าของเงินดิจิทัลจะพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ การกินเบอร์เกอร์วอปเปอร์ในตอนนี้จึงเป็นกลยุทธ์สู่ความมั่งคั่งทางการเงินในอนาคต” อิวาน เชสตอฟ หัวหน้าฝ่ายการสื่อสารของเบอร์เกอร์คิง รัสเซีย กล่าว

 

แม้ขณะนี้เบอร์เกอร์คิงยังไม่เปิดเผยว่ามีแผนเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลใหม่ดังกล่าวในประเทศอื่นๆ อีกหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็น่าจับตาไม่น้อย เพราะนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายขอบเขตการใช้งานเงินดิจิทัล ซึ่งร้านค้าต่างๆ ทั่วโลกทั้งแบบออนไลน์และแบบที่มีหน้าร้านเริ่มเปิดรับการชำระสินค้าด้วยเงินดิจิทัลมากขึ้น

เว็บโอเวอร์สต๊อก ซึ่งขายสินค้าสารพัดอย่าง นับเป็นร้านค้าออนไลน์ล่าสุดที่ประกาศรับการจ่ายเงินด้วยเงินดิจิทัลมากถึง 40 สกุลเงิน ไม่ได้รับแค่บิตคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมที่สุดในขณะนี้

ขณะที่การใช้เงินดิจิทัลผ่านบัตรจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป จากการที่สตาร์ทอัพฟินเทคหลายแห่งเตรียมออกบัตรเดบิตเงินดิจิทัล ที่เชื่อมบัญชีเงินดิจิทัลเข้ากับเครือข่ายการรับชำระเงินออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่รูดบัตร

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เท็นเอ็กซ์ สตาร์ทอัพไอทีจากสิงคโปร์ เปิดเผยว่าจะเตรียมออกบัตรเดบิตเงินดิจิทัลที่เชื่อมกับเครือข่ายของวีซ่า ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานได้ในเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ การออกบัตรเดบิตเงินดิจิทัลไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนไปเมื่อปี 2016คอยน์เบส เว็บเทรดบิตคอยน์ชื่อดัง ซึ่งมีมูลค่าตลาดแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) เปิดตัว ชิฟต์การ์ด (Shift Card) บัตรเดบิตที่เชื่อมบัญชีเงินดิจิทัลเข้ากับเครือข่ายการชำระเงินของวีซ่า ทำให้ผู้ใช้เว็บคอยน์เบสในสหรัฐ สามารถใช้บิตคอยน์จ่ายค่าสินค้าและบริการได้เลยผ่านบัตรเดบิตวีซ่า โดยเสียค่าธรรมเนียม 10 ดอลลาร์ ซึ่งทางคอยน์เบส เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ใช้ชิฟต์การ์ดในสหรัฐแล้วหลายหมื่นราย

กสทช.เดินหน้าประมูลคลื่นมือถือ เผยมีหน้าใหม่2-3รายพร้อมชิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512662

กสทช.เดินหน้าประมูลคลื่นมือถือ เผยมีหน้าใหม่2-3รายพร้อมชิง

กสทช.ชงบอร์ดเดินหน้าประมูลคลื่นมือถือ 2600 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ภายใน มี.ค. 2561 เผยเอกชน 2-3 รายใหม่สนประมูล

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในหัวข้อ “อนาคตธุรกิจโทรคมนาคมไทย” จัดโดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) สถาบันมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ว่า จะเดินหน้าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ตามโรดแมปที่วางไว้

ทั้งนี้ แม้คณะกรรมการ กสทช.จะหมดวาระวันที่ 7 ต.ค. 2560 นี้ แต่ทางสำนักงานจะเสนอให้ดำเนินการประมูลต่อไป โดยคาดว่าหลักเกณฑ์การขอคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ของ บริษัท อสมท จะเปิดรับฟังความเห็นในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ เพื่อดำเนินการประมูลในช่วง ธ.ค. หรือ ม.ค. 2561

ปัจจุบัน อสมท ครอบครองคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 120 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งการขอคืนต้องพิจารณาว่าจะคืนเท่าใด และมีมาตรการเยียวยาอย่างไร โดยมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาจากตัวแทนผู้เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ เป็นต้น จะช้าหรือเร็วอยู่ในขั้นตอนนี้ จากนั้นจึงจะสามารถกำหนดราคาคลื่นได้

อย่างไรก็ตาม ที่มีแผนประมูลชัดเจนแล้ว คือ คลื่น 1800 ของ บริษัทกสท โทรคมนาคม ปัจจุบันดีแทครับสัมปทาน จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์จะสิ้นสุด ก.ย. 2561 และคลื่น 900 อีก 10 เมกะเฮิรตซ์ โดยมติบอร์ดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กำหนดราคาตั้งต้นไว้แล้วว่าจะต้องไม่ต่ำกว่าการประมูลครั้งก่อน หรือ 7.5 หมื่นล้านบาท

นายฐากร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการ 2-3 ราย เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งผู้รับใบอนุญาตผู้ให้บริการประเภทที่ 3 อยู่แล้ว ติดต่อเข้ามาแจ้งความจำนงว่าสนใจจะประมูล จึงมั่นใจว่าการเปิดประมูลครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมประมูลอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่มีผู้ประมูลค่อยมาทบทวนอีกครั้งเรื่องราคาตั้งต้น แต่เบื้องต้นต้องยืนยันตามมติเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในแง่การแข่งขันของธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศ

“ในช่วง 2-3 ปีนี้ เชื่อว่าจะเป็นปีทองของธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศ โดยเป็นช่วงของการลงทุน และขยายธุรกิจ ขณะที่การจ่ายค่าธรรมเนียมไม่สูงนัก จะเห็นได้ว่าแม้ผู้ประกอบการมีกำไรลดลง แต่ยังมีผลประกอบการที่ดี
สูงกว่าตลาดโดยรวม แต่เชื่อว่าจะผ่านพ้นวิกฤตในปี 2563 ที่ต้องจ่ายเงินค่าประมูลส่วนที่เหลือ ซึ่งค่อนข้างสูง” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้ ทั้งบริษัท เอไอเอส และทรู มีภาระต้องจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 4จี ส่วนที่เหลือทั้งหมดในปี 2563 คิดเป็นเงิน 6.4 และ 6.3 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ปี 2561 และ 2562 จ่ายค่าประมูลปีละ4,301 ล้านบาท

นายฐากร กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องปรับตัวในช่วง 2 ปีนี้ ต้องเร่งขยายธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า เพื่อนำผลกำไรไปชำระเงินค่าประมูลในปี 2563 เชื่อว่าไม่มีปัญหา ผลจากการศึกษาผู้ที่ประมูลได้คลื่นความถี่แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้น แต่มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เปรียบเทียบกับผู้ที่ประมูลไม่ได้ แนวโน้มรายได้ลดลงอย่างชัดเจน เพราะเกิดการย้ายค่าย เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการประมูลครั้งใหม่นี้ค่ายผู้ประกอบการยังมีความต้องการใช้คลื่นความถี่เพิ่มขึ้น

สำหรับปัจจุบันประเทศไทยใช้คลื่นความถี่รวม 420 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งต่ำกว่าที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือไอทียู กำหนดว่าการใช้คลื่นสำหรับโทรคมนาคมจะอยู่ที่ 700 เมกะเฮิรตซ์ ขณะที่ความต้องการใช้คลื่นความถี่ของประชาชนมีเพิ่มขึ้น โดยก่อนประมูลมี80 ล้านเลขหมาย ปัจจุบันมี 121 ล้านเลขหมาย และแนวโน้มมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการด้านอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือไอโอที

 

Gigs 2 Go แฟลชไดร์ฟกระดาษจัดการไฟล์ใหญ่ให้เล็กจิ๋ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512432

Gigs 2 Go แฟลชไดร์ฟกระดาษจัดการไฟล์ใหญ่ให้เล็กจิ๋ว

Gigs 2 Go แฟลชไดร์ฟเก็บไฟล์ข้อมูลสำคัญขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิต สามารถแบ่งใช้งานได้ถึง 4 ชิ้น

แฟลชไดร์ฟกลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการเก็บไฟล์ข้อมูล ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัด เหมาะสำหรับพกพาไปไหนมาไหน รวมถึงขนาดความจุที่มีให้เลือกตามการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้แฟลชไดร์ฟกลายเป็นตัวเก็บข้อมูลดิจิทัลที่นิยมที่สุด

ในยุคที่หลายสิ่งแข่งกันมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ
แต่ข้อมูลดิจิทัลไฟล์กลับมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยมีในอดีต  โบล์ท กรุ๊ป (Bolt Group) จึงเกิดไอเดียสร้างสรรค์แฟลชไดร์ฟ
กิกส์ ทู โก (Gigs 2 Go) เก็บไฟล์ข้อมูลสำคัญขนาดเล็กเท่าบัตรเครดิต
ที่มีความพิเศษไม่เหมือนใครตรงที่สามารถแบ่งใช้งานได้ถึง 4
ชิ้น

 

 

โดยรูปร่างหน้าตาภายนอกของ กิกส์ ทู โก
ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากป้ายประกาศที่ติดอยู่ตามเสาไฟฟ้า
ซึ่งหากใครสนใจก็สามารถดึงกระดาษเล็กๆ ที่เป็นเบอร์โทรศัพท์ออกไปได้เลย
เหมือนกับตัวแฟลชไดร์ฟที่ทางทีมผู้ผลิตมองว่าบางครั้งเราก็ไม่สะดวกที่จะให้คนอื่นยืมแฟลชไดร์ฟอันสำคัญของเรา
หรือในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องเก็บข้อมูลเดี๋ยวนั้น จึงออกแบบให้ กิกส์ ทู โก
เป็นแฟลชไดร์ฟพกพาที่สามารถดึงออกจากแผงไปได้เลย

 

 

โดยวัสดุของ กิกส์ ทู โก
ทำมาจากเยื่อกระดาษรีไซเคิล 100% ประกอบเข้ากับ USB แบบบางพิเศษ
4 ชิ้น ขนาดโดยรวมเล็กเท่ากับบัตรเครดิต
จึงสามารถพกพาในกระเป๋าสตางค์ได้อย่างปลอดภัย และด้วยความที่ทำมาจากกระดาษรีไซเคิล
กิกส์ ทู โกจึงเป็นผลิตภัญฑ์ทดแทนที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
มีความทันสมัยแต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

 

นอกจากนี้ตัว USB ไดร์ฟยังพิเศษและทนทานกว่าไดรฟ์ทั่วไป
เพราะชิปหน่วยความจำดังกล่าวสามารถกันน้ำได้ดีโดยไม่ต้องมีฝาปิดป้องกัน
จึงมั่นใจได้ว่าทั้งไฟล์เล็ก ไฟล์ใหญ่ ไปจนถึงไฟล์สำคัญอย่างงานลูกค้า
หรือข้อมูลขององค์กรจะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในแฟลชไดร์ กิกส์ ทู โก
ซึ่งมีให้เลือกความจุตามการใช้งานของแต่ละบุคคล ตั้งแต่ 1 GB เหมาะสำหรับครีเอทีฟ
ดีไซน์เนอร์ ศิลปิน หรือวิศะกรผู้ซึ่งต้องการแชร์งานนำเสนอลูกค้า 8GB สำหรับช่างภาพไว้เก็บไฟล์ภาพใหญ่ๆ  และ 16GB สำหรับเก็บไฟล์ดิจิทัลขนาดใหญ่ประเภท
HD videos หรือซอฟท์แวร์สำคัญๆ ขององค์กร

 

พลิกโฉมสวนจตุจักร 4.0 ดึงแอพเชื่อมโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 22:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512246

พลิกโฉมสวนจตุจักร 4.0 ดึงแอพเชื่อมโลกออนไลน์

ปัจจุบันผู้ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี)กำลังถูกท้าทายจากเทค โนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งการขายสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซและมาร์เก็ตเพลส ซึ่งรายเล็กที่ขาดความรู้และความเข้าใจก็ทยอยล้มหายตายจาก เพราะปรับตัวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง ล่าสุด ไทยพาณิชย์จึงร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พลิกโฉมตลาดนัดสวนจตุจักรสู่ยุค 4.0 โดยนำเทคโนโลยีมาเชื่อมกับโลกออฟไลน์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

อรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส ผู้ดำเนินธุรกิจดูแลด้านฟินเทคและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินให้กับธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในสวน จตุจักรมีร่วม 1 หมื่นราย แต่กำลังเผชิญกับปัญหาเทรนด์การซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มขึ้น

ในขณะที่ช่องทางออฟไลน์หรือลูกค้าที่มาซื้อสินค้าในสวนจตุจักร คือจำนวนร้านมากมายหลายโครงการ ทำให้ผู้ซื้อสินค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศหาร้านค้าไม่เจอ ไทยพาณิชย์จึงเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Chatuchak Guide สำหรับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าสามารถค้นหาและเดินหาร้านค้าโดยไม่หลง ด้วยแผนที่อัจฉริยะที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งร้านค้า จากเทคโนโลยี Geomagnetic

นอกจากนี้ ร้านค้ายังสามารถจัดโปรโมชั่นจากร้านค้าได้แบบเรียลไทม์ ส่วนบนแอพพลิเคชั่นยังสามารถให้ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าสามารถรีวิวหลังจากซื้อสินค้าและบริการซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ารายอื่นๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังสามารถรองรับการใช้งานทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าทุกกลุ่มทั้งชาวไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยวางแผนจะเปิดให้ใช้งานได้เต็มรูปแบบภายในเดือน พ.ย. และในอนาคตจะขยายผลนำโมเดลต้นแบบจตุจักรบนดิจิทัลแพลตฟอร์มไปใช้กับเอสเอ็มอีทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นสำหรับร้านค้าเปรียบเสมือนเป็นระบบช่วยในการขายหรือ POS ที่ครบวงจรให้แก่ร้านค้า โดยผู้ขายสามารถบริหารจัดการสต๊อกสินค้า เช็กรายงานการขายรายวัน และรับชำระเงินด้วยพร้อมเพย์ได้ ช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มความคล่องตัวในการรับชำระงินที่สะดวกปลอดภัย ซึ่งร้านค้าที่จะเข้าร่วมต้องเปิดบัญชีพร้อมเพย์กับไทยพาณิชย์ พร้อมกับดาวน์โหลด SCB EASY APP

อย่างไรก็ดี ในอนาคตไทยพาณิชย์จะดึงอาลีเพย์ วีแชตเพย์ เพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาซื้อสินค้าในสวนจตุจักรเป็นจำนวนมาก โดยภายในเดือน ต.ค. คาดว่าจะดึงร้านค้าจตุจักรเข้ามาร่วม 1,000 ราย นอกจากนี้ยังวางแผนเปิดแคมเปญสำหรับกลุ่มผู้บริโภค และในช่วงปลายปีเตรียมเปิดตัวแคมเปญเทศกาลของขวัญ เพื่อสร้างการรับรู้และดึงให้เข้ามาดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสำหรับการใช้งาน หลังจากนั้นวางเป้าหมายดึงร้านค้าเข้ามาร่วม 8,000 ร้านค้า

“ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีของไทยพาณิชย์มีร่วม 2 แสนราย ส่วนในจตุจักรมีราว 1,000 ราย เรามองว่าธุรกิจธนาคารต้องปรับตัวเป็นมากกว่าแค่แบงก์กิ้ง คือก้าวสู่ดิจิทัล รีเทล เพราะกระแสฟินเทคเป็นเทรนด์ที่กำลังมา ขณะเดียวกันมองว่า ลูกค้าเอสเอ็มอีมีความสำคัญต้องสร้างให้แข็งแกร่ง เมื่อลูกค้าอยู่ได้เราก็สามารถยืนหยัดอยู่ได้”อรพงศ์ กล่าว

วีระ วานิช ผู้ร่วมบริหารกระเป๋าหนังและผลิตภัณฑ์ของใช้จากหนังแฮนด์เมดแบรนด์ วานิชเชษฐ์ (Vanichet) กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการกับไทยพาณิชย์ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ของลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของร้าน 80% ส่วนใหญ่จะหาร้านค้าไม่เจอแม้กระทั่งเปิดกูเกิลแล้วยังมีโอกาสไม่เจอ แต่การมีแอพพลิเคชั่น Chatuchak Guide สามารถทำให้เข้าถึงร้านค้าได้ และการมีระบบการชำระเงินในรูปแบบฟินเทค ยิ่งทำให้มีความสะดวกรวดเร็ว

ด้านเจ้าของร้านกระเป๋า Zinc ในตลาดนัดจตุจักร กล่าวว่า แม้ว่าเทรนด์การซื้อสินค้าออนไลน์จะมากขึ้น แต่ช่องทางออฟไลน์ โดยเฉพาะจตุจักรก็ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างประเทศ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การขายสินค้าแฮนด์เมด ผลิตขึ้นจากฝีมือคนไทยที่ประณีต และสุดท้ายไม่ว่าออนไลน์จะขยายตัวมากแค่ไหน พฤติกรรมของคนก็ยังคงต้องการสัมผัสกับสินค้ามากกว่า

การมีแอพพลิเคชั่น Chatuchak Guide ช่วยให้ลูกค้าสามารถหาร้านค้าเจอได้ง่ายขึ้นจากโทรศัพท์มือถือ แต่ปัญหาคือทำอย่างไรให้ลูกค้าจากต่างประเทศ ซึ่งต้องประชาสัมพันธ์แอพให้เป็นที่รู้จัก

ศิริพงศ์ พฤทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการพัฒนาที่ดิน ประธานกรรมการบริหารพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ความร่วมมือในการพัฒนาตลาดจตุจักรระหว่าง รฟท. และธนาคารไทยพาณิชย์ นับเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาตลาดเปิดไปสู่รูปแบบดิจิทัลที่ทันสมัย และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ขณะที่ร้านค้าจะได้รับประโยชน์ด้านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจากแพลตฟอร์มที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้พัฒนาขึ้น อีกทั้งยังได้รับโอกาสนำเสนอ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร้านค้าต่างๆ ไปสู่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยตรง เป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านค้าได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นจากหน้าร้าน ออนไลน์และระบบนำทาง สำหรับตลาดจตุจักรมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ สามารถยกระดับเป็นแลนด์มาร์คด้านการช็อปปิ้งในระดับเอเชียได้ในอนาคต

ถือว่าเป็นแอพพลิเคชั่นใหม่ ที่เข้ามาเปิดมิติผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งการพลิกโฉมร้านค้าในตลาดนัดจตุจักรนี้จะเป็นโมเดลต้นแบบให้กับดิจิทัลแพลตฟอร์มไปยังเอสเอ็มอีอื่นๆ ทั่วประเทศในอนาคต อย่างไรก็ดีการผลักดันตลาดนัดสวนจตุจักรเข้าสู่ยุค 4.0 ยังคงเป็นสเต็ปแรกๆ ที่ใช้แอพพลิเคชั่นเชื่อมโลกระหว่างออฟไลน์ให้การช็อปปิ้งทำได้ง่ายขึ้น

นับจากนี้ จะมีการต่อยอดแอพพลิเคชั่นจากแค่แนะนำร้านค้าไปสู่ช่องทางการขายอย่างเต็มตัวต่อไปในอนาคตแน่นอน เพราะไทยพาณิชย์ประกาศชัดเจนว่า จะไม่อยู่แค่แบงก์กิ้ง แต่ต้องไปสู่ดิจิทัล รีเทล

 

ใช้เกมVRตรวจหา อัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 20:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512030

ใช้เกมVRตรวจหา อัลไซเมอร์

สถาบันวิจัยโรคอัลไซเมอร์ในอังกฤษจับมือบริษัทโทรคมจากเยอรมันพัฒนาเกมที่ใช้เล่นบนวีอาร์เพื่อตรวจหาโรคอัลไซเมอร์

ฃเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันวิจัยโรคอัลไซเมอร์ในอังกฤษร่วมกับดอยช์ เทเลคอม บริษัทโทรคมนาคมจากเยอรมนี พัฒนาเกมคอมพิวเตอร์เสมือนจริง (VR) Sea Hero Quest เพื่อใช้เก็บข้อมูลในการตรวจหาโรคอัลไซเมอร์ให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เกมที่ว่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบความสามารถในการหาเส้นทาง โดยผู้เล่นต้องสวมแว่นพิเศษเพื่อเข้าสู่โลกเสมือนจริงในการรับหน้าที่กัปตันที่จะต้องโยกศีรษะไปทางซ้ายขวาเพื่อบังคับเรือฝ่าน่านน้ำที่สลับซับซ้อน ทะเลทราย และมหาสมุทรที่ถูกน้ำแข็งปกคลุม รวมทั้งให้อาหารสัตว์ประหลาดในทะเล

ระหว่างที่เข้ารับการทดสอบขณะกำลังเล่นเกมอยู่นั้น ข้อมูลจากเกมจะถูกรวบรวมและประเมินอาการโดยนักประสาทวิทยา ซึ่งเกมดังกล่าวนับเป็นการทดลองเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ครั้งใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลจากคนทั่วโลกถึง 3 ล้านคน

เกม Sea Hero Quest เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2016 ในรูปแบบแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน โดยการพัฒนาสู่เกมเสมือนจริงเวอร์ชั่นล่าสุด จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลที่ละเอียดลึกซึ้งกว่าเดิม

จากการรวบรวมข้อมูลของทีมวิจัยพบว่า ความสามารถในการจำแนกทิศทางของคนเราจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องหลังพ้นช่วงวัยรุ่น โดยเพศชายสามารถจำแนกทิศทางได้ดีกว่าเพศหญิง และประชากรจากประเทศในกลุ่มนอร์ดิค อาทิ สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ มีความสามารถด้านดังกล่าวเป็นเลิศกว่าชาติอื่น

ภาพ : lifeisforsharingDT

 

ซักเคอร์เบิร์กบอกลูกสาวออกไปใช้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 20:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512029

ซักเคอร์เบิร์กบอกลูกสาวออกไปใช้ชีวิต

“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เขียนจดหมายถึงลูกสาวคนที่2 แนะลูกให้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน ผู้คนเชื่อเป็นการส่งเสริมให้คนไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค โพสต์ข้อความพร้อมภาพถ่ายครอบครัวที่มี ออกัส ลูกสาวคนที่ 2 ที่เพิ่งถือกำเนิด

ซักเคอร์เบิร์กเขียนข้อความเป็นจดหมายในนามของเขาและ พริสซิลลา ชาน ภรรยา ถึงออกัส โดยเน้นย้ำให้เธอใช้ชีวิตวัยเด็กให้เพลิดเพลินอย่างเต็มที่ เพราะเป็นเด็กได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จึงอย่าใช้ช่วงเวลานี้ไปกับการคิดมากเรื่องอนาคต

ข้อความในจดหมายยังย้ำว่า ขอให้ลูกความสำคัญกับการออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน

ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกถึงทายาทของเขาสร้างความประทับใจให้กับผู้อ่าน ที่เห็นว่าไทคูนธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ตส่งเสริมให้คนออกไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง

 

มันคือนวัตกรรม! เครื่องทำแผ่นมาสก์หน้าจากน้ำผักและผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 16:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512003

มันคือนวัตกรรม! เครื่องทำแผ่นมาสก์หน้าจากน้ำผักและผลไม้

ไม่ต้องซื้อมาสก์ชีทอีกต่อไป เมื่อเรามีเครื่องทำแผ่นมาสก์หน้าไว้เองที่บ้าน

เดี่ยวนี้ใครๆ ต่างก็หันมาดูแลผิวกันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งสิ่งที่ฟื้นฟูผิวได้รวดเร็วและสะดวกที่สุดคงจะหนีไม่พ้นการมาสก์หน้า แล้วจะดีแค่ไหนล่ะถ้าเราไม่ต้องออกไปซื้อมาสก์บ่อยๆ แต่มีเครื่องทำมาสก์ชีทไว้เองที่บ้านเลย!

DIY Natural Fruit Vegetable Beauty Automatic Multifunction Facial Mask Maker เป็นเครื่องทำแผ่นมาสก์หน้าจากน้ำผักและน้ำผลไม้ที่ผลิตขึ้นโดยบริษัท EgoEra โดนเจ้าเครื่องนี้นอกจากจะช่วยให้เราไม่ต้องออกไปซื้อมาสก์ชีทเป็นแผ่นๆ อีกต่อไปแล้ว ยังช่วยให้เราสามารถผสมสารบำรุงของมาสก์เอง เพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุดอีกด้วย เช่น สตรอว์เบอร์รีช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น ส้มช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส มะเขือเทศช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ผิวให้ผิวดูอ่อนเยาว์ อะโวคาโดช่วยให้ผิวกระชับและเฟิร์มขึ้น กีวี่ช่วยกระชับรูขุมขนและควบคุมความมันของผิว

การทำงานของเครื่อง Facial Mask Maker นี้ เพียงแค่เตรียมน้ำผักหรือน้ำผลไม้ที่เราต้องการทำเป็นแผ่นมาสก์ชีทในปริมาณ 20 มิลลิลิตร เทส่วนผสมลงเครื่องแล้วตามด้วยน้ำเปล่าในอัตราส่วนที่ระบุไว้ในคู่มือ จากนั้นก็ใส่เม็ดคอลลาเจนที่แถมมากับเครื่องลงไป ที่เหลือก็แค่ใช้เวลาในการผสมทุกอย่างเพียง 5 นาที เจ้าเครื่องนี้ก็จะปล่อยส่วนผสมที่เสร็จสิ้นแล้วลงแม่พิมพ์ รอให้ส่วนผสมเย็นและเซตตัวเป็นแผ่นมาสก์เนื้อเจล ก็สามารถนำไปมาสก์หน้าบำรุงผิวได้เลย

ด้านการทำความสะอาดก็สะดวกมาก เพราะเราไม่จำเป็นต้องถอดอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาล้าง แต่เพียงแค่เทน้ำใส่ลงไปในเครื่อง กดปุ่มทำความสะอาด แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากเราใช้ส่วนผสมเดิมในการทำมาสก์ชีทแผ่นต่อไป ก็ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดก่อน สามารถเทส่วนผสมลงเครื่องใช้งานต่อไปเลย จะต้องทำความสะอาดก่อนใช้ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนชนิดของน้ำผักหรือน้ำผลไม้ในการทำแผ่นมาสก์หน้าเท่านั้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์การดูแลที่ผิวที่ง่ายและรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

Credit: Insider Beauty https://www.facebook.com/Insiderbeauty/videos/456327861404284

 

ทีวีดิจิทัลแข่งชิงเม็ดเงินจำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2560 เวลา 06:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/511557

ทีวีดิจิทัลแข่งชิงเม็ดเงินจำกัด

เอเยนซีเผยทีวีดิจิทัลจะเหลือช่องเท่าเดิม เม็ดเงินมีจำกัดดันแข่งขันสูง ช่วงนันไพรม์ไทม์ลดแลกแจกแถมเดือด

นายรัฐกร สืบสุข อุปนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจทีวีดิจิทัลในอนาคตคาดว่าจะมีผู้เล่นรายหลักที่ทำตลาดอยู่อย่างแข็งแกร่ง 4-5 ช่องเท่ากับทีวีอะนาล็อกก่อนหน้านี้ เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณามีเท่าเดิม แต่ผู้เล่นเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันของธุรกิจทีวีดิจิทัลในขณะนี้รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาโฆษณา

ทั้งนี้ ทำให้มีผลต่อการทำตลาดในช่วงนันไพรม์ไทม์ค่อนข้างมาก เนื่องจากปัจจุบันรายการช่วงนันไพรม์ไทม์ขายโฆษณาได้ยาก เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปไม่ได้ดูรายการทีวีตลอดทั้งวันเหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งผู้บริโภคส่วนหนึ่งยังหันไปดูรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้ทีวีดิจิทัลต้องหันไปสร้างรายได้นันไพรม์ไทม์ในรูปแบบอื่นๆ เช่น การหารายได้จากช่องทางออนไลน์และการทำอีเวนต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งก็หันมาทำรายการใหม่ๆ ที่มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อนำไปออกอากาศในช่วงไพรม์ไทม์ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ขายโฆษณาได้มากที่สุดและขายได้ราคามากที่สุด จึงเห็นได้ว่าผู้เล่น 5 ช่องหลัก จะหันมาพัฒนารายการใหม่ๆ ในช่วงไพรมไทม์เป็นหลัก ส่วนช่วงนันไพรม์ไทม์จะเป็นรายการทั่วๆ ไปหรือรายการรีรัน

“เมื่อก่อนทีวีแต่ละช่องจะพยายามดันผังรายการตั้งแต่เช้าจนถึงหัวค่ำ แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ทีวีแต่ละช่องต้องหันมาปรับกลยุทธ์การทำตลาด ขณะเดียวกันก็แข่งขันสงครามราคากันรุนแรงทั้งลด แลก แจก แถม จนถึงให้ฟรี ซึ่งปัจจุบันมีการลดราคาถึง 70-90%” นายรัฐกร กล่าว

ขณะเดียวกันยังเห็นได้ว่า ช่องผู้นำจะทำบิ๊กโปรเจกต์ใหม่ๆ มาออกอากาศช่วงไพรม์ไทม์มากขึ้น จากการแข่งขันที่รุนแรงทำให้ตอนนี้แต่ละช่องเริ่มโพสิชั่นนิ่งที่ชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าวางแผนการทำสื่อโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายค่อนข้างง่าย

ขณะที่ช่องผู้นำหลักอย่างช่อง 3 และช่อง 7 หันมาโฟกัสคุณภาพคอนเทนต์ และทำงานร่วมกับเอเยนซีมากขึ้น ในส่วนของผู้เล่นช่องรองๆ ก็ปรับตัวเช่นกัน ซึ่งรูปแบบของการทำตลาดอาจเปลี่ยนแปลงไป คือ อาจจับมือกับพันธมิตร หรือหาผู้ร่วมทุนมาอุ้มธุรกิจ

 

เฟซบุ๊ก-ไอจีล่ม! ผู้ใช้หลายประเทศเข้าใช้งานไม่ได้กว่า20นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 21:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/511293

เฟซบุ๊ก-ไอจีล่ม! ผู้ใช้หลายประเทศเข้าใช้งานไม่ได้กว่า20นาที

เฟซบุ๊ก-อินสตาแกรมล่มช่วงค่ำวันที่ 26 ส.ค.ผู้ใช้ในหลายประเทศรวมทั้งไทยไม่สามารถเข้าใช้งานได้ก่อนกลับมาใช้งานได้ในเวลา 20 นาที

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.มีรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้แจ้งผ่านทวิตเตอร์ว่า ไม่สามารถเข้าใช้เฟซบุ๊กได้ รวมทั้งมีรายงานด้วยว่าอินสตาแกรมก็เข้าใช้ไม่ได้เช่นกัน

ขณะที่ผู้ใช้บางรายพบข้อความแสดงบนหน้าเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า มีการปรับปรุงระบบและจะกลับมาใช้งานได้ในเร็วๆนี้

ทั้งนี้มีรายงานว่าผู้ใช้ในประเทศไทยพบว่าเฟซบุ๊กเข้าใช้การไม่ได้ช่วงเวลาประมาณ 20.40 น. ของวันที่ 26 ส.ค. โดยหลายคนต่างใช้ทวิตเตอร์เป็นช่องทางในการสื่อสารแทน

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลา 21.06 น. เฟซบุ๊กได้กลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว

ภาพ…เอเอฟพี

 

เซี่ยวมี่ลั่นแผนลุยไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 06:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/510889

เซี่ยวมี่ลั่นแผนลุยไทย

เซี่ยวมี่ประกาศทำตลาดในไทย ส่ง 2 รุ่นแฟล็กชิปราคาเท่าทุน อุบงบตลาดเดินหน้าจับกระแสแฟนมี่ในไทยสร้างยอดขาย

นายโดโนวาน ซง ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด เซี่ยวมี่ โกลบอล เปิดเผยว่า การเข้ามาไทยครั้งนี้ถือว่าเป็นการเดินหน้าธุรกิจของบริษัทอย่างเป็นทางการ หลังจากมีทีมงานในไทยเมื่อ 1-2 เดือนก่อน โดยจะให้ความสำคัญในตลาดไทยไม่แพ้ประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากการเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนจังหวะการเปลี่ยนเครื่อง รวมทั้งการเติบโตในการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยที่ถือเป็นโอกาสของบริษัท

สำหรับการทำตลาดยังคงใช้กลยุทธ์เช่นเดียวกับในจีน คือทำตลาดผ่านฐานแฟนคลับของเซี่ยวมี่ที่มีทั่วโลก (Mi fans) ขณะที่ในไทยเพิ่งมีช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการจำนวนจึงยังไม่สูงมาก แต่เชื่อว่าหลังจากเปิดคอมมูนิตี้ โซเชียลมีเดีย และเดินหน้าการตลาดออนไลน์อย่างเต็มที่ เซี่ยวมี่น่าจะมีการเติบโตที่ดี

ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าผ่านเว็บไซต์ mi.com/th เพื่อให้ทราบถึงจุดเด่นและคุณสมบัติของสินค้าแต่ไม่ได้เป็นช่องทางการจัดจำหน่าย โดยจะจัดจำหน่ายสินค้าผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์ ในร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ผ่านความร่วมมือกับลาซาด้า

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเป้าหมายทั่วโลกปีนี้ เซี่ยวมี่ตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.94 แสนล้านบาท และตั้งเป้าจำนวนเครื่องของปีหน้าไว้ที่ 100 ล้านเครื่องทั่วโลก เพื่อขึ้นเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนท็อป 5 ของโลกรวมทั้งขยายสาขาหน้าร้านให้ได้ 1,000 แห่งทั่วโลกรวมทั้งไทย

“เราพร้อมลงทุนในไทยมากแน่นอน เพราะเป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่จะเป็นจำนวนเงินเท่าไรนั้นต้องขึ้นอยู่กับยอดขายและรายได้ปีนี้” นายซง กล่าว

ด้าน นายสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช ประธานบริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายรายเดียวในไทย รวมทั้งการหาทำเลหน้าร้านเพื่อทำมี่ช็อป (Mi Shop) ในอนาคต โดยสมาร์ทโฟนแฟล็กชิปที่จะนำมาจำหน่าย ประกอบด้วย Mi6 ที่มี 2 หน่วยความจำ 64GB ราคา 13,790 บาท และ 128GB ราคา 15,990 บาท ส่วน Redmi Note 4 ราคา 6,790 บาท ซึ่งจะวางจำหน่ายในวันที่ 28 ส.ค.นี้ในทุกช่องทางจำหน่ายทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

“บริษัทไม่ได้มองว่าเซี่ยวมี่เป็นเพียงผู้ผลิตสมาร์ทโฟน แต่หมายรวมถึงการเป็นผู้นำบริการดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตออฟธิงค์เพื่อผู้บริโภค และจะมีการนำเข้าสินค้าเกี่ยวกับสมาร์ทโฮมมาวางขายมากขึ้น ถือว่าเป็นโอกาสของอนาคตในการทำธุรกิจเพื่อรองรับกับยุคดิจิทัล” นายสมศักดิ์ กล่าว