พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ อิ่มอร่อยได้สุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/502680

พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ อิ่มอร่อยได้สุขภาพที่ดี

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

พญ.วารีรัตน์ โขมศิริ เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพบริษัท สไวเซอร์ ที่เพิ่งเปิดธุรกิจมาได้เพียงปีกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการขยายแนวธุรกิจที่คุณหมอมีอยู่เดิม จากการเป็นเจ้าของคลินิกแพทย์ผิวหนังและความงาม มาสู่การทำอาหารเพื่อสุขภาพจากธัญพืช

เพราะมองว่าเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญคนทุกเพศทุกวัย ใครๆ ก็ล้วนอยากจะมีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราต้องสูงวัยอย่างแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้แข็งแรงและสุขภาพที่ดีได้ ก็คือการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อจะได้ไม่แก่ง่าย ไม่ตายเร็ว

เนื่องจากคุณหมอทำคลินิกด้านผิวพรรณมานานกว่า 10 ปี และพบว่าเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันที่สูงมาก อีกทั้งคุณหมอหันมาสนใจเรื่องสุขภาพ เริ่มมาวิ่งออกกำลังกาย และหันมาให้ความสำคัญในการเลือกอาหารที่ดีกับร่างกายควบคู่กันไปด้วย

“คือหมอชอบดื่มกาแฟ ชอบกินขนมจุกจิก เวลาไปดูหนังกับลูกสาวก็ชวนกันกินป๊อปคอร์น พอกินไปแล้วก็รู้สึกผิดว่า โอ้โห! มันกี่แคลอรีกันเนี่ย ต้องวิ่งกี่กิโลถึงจะเบิร์นออกหมด ที่ออกกำลังกายมาทั้งวันหมดกัน แค่กินขนมกล่องเดียว มีขนมอะไรไหมที่อิ่มอร่อยแค่ 100 แคลอรี แล้วยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย (หัวเราะ) ลูกสาวหมออายุ 18 กำลังเป็นสาวก็กลัวอ้วนจะกินอะไรเขาก็ระมัดระวังมากช่างเลือก หมอก็เลยเอาโจทย์ตรงนี้เป็นที่ตั้งว่า จะทำขนมหรือของว่างอะไรที่อร่อยดีต่อสุขภาพ แคลอรีน้อย คือกินแล้วสบายใจไม่อ้วน”

โดยเฉพาะจากพวกธัญพืชต่างๆ จากถั่ว เมล็ดเจีย ควินัว อาซาอิเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ทั้งหลายล้วนดีและเป็นมิตรกับร่างกาย ซึ่งมีแร่ธาตุ โปรตีน วิตามิน ไฟเบอร์ มีอะมิโนแอซิด ต่างๆ ครบ คุณหมอวารีรัตน์จึงเลือกวัตถุดิบจากสิ่งเหล่านี้มาประกอบกันเป็นของว่างกินเล่นแทนขนมขบเคี้ยวต่างๆ อย่างมันฝรั่ง ช็อกโกแลต ลูกอม ข้าวโพดคั่วเนย ซึ่งขนมเหล่านี้อร่อย แต่ไม่เป็นมิตรกับสุขภาพ เพราะมีเกลือสูง น้ำตาลเยอะ ไขมันเยอะ ใช้ไขมันทรานส์ กินแล้วอ้วน อย่างที่รู้กันว่าของอร่อยก็มักไม่ดีกับร่างกาย แต่ถ้าจะให้เลิกกินไปเลยก็เป็นไปไม่ได้

“หมอเองก็เป็นค่ะ ติดของหวาน ติดกาแฟ เพราะอย่างนั้นก็ต้องพยายามหาของที่อร่อยแล้วยังเป็นมิตรกับร่างกายอีกด้วย ใช้หญ้าหวาน หรือน้ำผึ้งแทนน้ำตาลทราย ลดโซเดียมลง ไม่ใส่ผงชูรส ใช้ธัญพืช ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เข้ามาแทน เพื่อให้อิ่มอร่อยได้โดยไม่รู้สึกผิด หมอกินได้ ลูกสาวหมอกินได้ เรากินอย่างไรเราก็ทำอย่างนั้น” คุณหมอเล่าอย่างมั่นใจ

เธอเล่าว่าเป็นหมอด้านผิวพรรณและความงามมาเกือบ 20 ปี แน่นอนว่าการดูแลผิวพรรณร่างกายจากภายนอก ด้วยการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาคอยดึง คอยฉีด คอยอัพ มันก็ช่วยได้ผลระดับหนึ่ง เป็นการสวยเพียงชั่วคราว แต่ถ้าเราสามารถดูแลร่างกายให้แข็งแรงสวยงามพร้อมมาจากข้างใน เริ่มจากอาหารการกินที่ดี การมีจิตใจที่มองโลกในแง่บวก นั้นดีกว่าสวยจากภายนอก คือต้องดูแลควบคู่กันไปทั้งจากภายในและภายนอก นั้นถือว่าดีที่สุดสวยยั่งยืนยาวนานกว่า

ที่สำคัญโปรตีนจากพืชนั้นดีและปลอดภัยกว่าโปรตีนจากสัตว์อย่างแน่นอน เนื่องจากคุณหมอเคยลดน้ำหนักเป็นเวลา 1 ปี ด้วยการกินแต่อกไก่ ไม่กินเนื้อสัตว์อย่างอื่นเลย ปรากฏว่าน้ำหนักลงได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ไปตรวจสุขภาพ พบว่ามีก้อนซีสเล็กๆ กระจายตัวกว่า 10 ก้อนที่หน้าอก จึงต้องเลิกลดด้วยวิธีการนี้ทันที การอดข้าวเลยก็สุดโต่งเกินไป ดังนั้น เดินสายกลางแล้วพยายามเลือกกินให้มากขึ้น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

หลังจากเปิดตลาดในประเทศไทยมาได้ 1 ปี ผลตอบรับก็เป็นที่น่าพอใจ ปลายปีนี้คุณหมอจะเพิ่มประเภทสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และรสชาติใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ควินัวบาร์รสต้มยำ โดยใส่สมุนไพรหั่นละเอียดลงไปเพื่อให้หอม เคี้ยวง่าย และมีประโยชน์ และมีโครงการจะส่งออกไปยังต่างประเทศในแถบตะวันออกกลางอีกด้วยในอนาคต

คุณหมอบอกว่าในอนาคตแนวโน้มธุรกิจเพื่อสุขภาพจะมาแรง ในต่างประเทศทั้งยุโรปและอเมริกาเองมีช็อปปิ้งมอลล์ที่ขายอาหารสุขภาพอย่างครบวงจรอย่างเดียวเลย ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ทั้งของแห้ง ของสด ของคาว ของหวาน ของกินเล่น ทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬาต่างๆ

“หมอไปเห็นมาแล้วรู้สึกประทับใจมากอยากให้มีในประเทศของเรา หมอเองก็อยากทำ แต่คงต้องสะสมเงินลงทุนไปอีกนาน แต่หมอก็มีโครงการจะทำร้านอาหาร หรือเป็นช็อปเล็กๆ ที่ขายอาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทำสดพร้อมรับประทาน หรืออาหารจานเดียว เช่น ข้าวมันไก่ที่ใช้เมล็ดควินัวหุงแทน น้ำผลไม้ที่เลือกใส่ท็อปปิ้งจากเมล็ดธัญพืชชนิดต่างๆ การยำปลาแซลมอนโรยด้วยเมล็ดธัญพืช เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปได้ราวต้นปีหน้า

“หมอและหุ้นส่วนได้ไปลงเรียนคอร์สเพิ่มเติมทางด้านอาหารและโภชนาการที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้รู้เรื่องอาหารอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น เพราะหมอตั้งใจมาสายอาหารเพื่อสุขภาพ ส่วนเรื่องคลินิกผิวหนังก็ทำเท่าที่มีอยู่สองสาขาจะไม่ขยายเพิ่มแล้ว แต่จะสายสุขภาพมากขึ้น เพราะเป็นเทรนด์ของโลก รองรับสังคมผู้สูงอายุด้วย” คุณหมอกล่าวอย่างมีความสุข

ที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินกันว่า อาหารที่อร่อยจะไม่ดีกับสุขภาพ ส่วนอาหารที่ดีกับสุขภาพก็มักจะไม่อร่อย ดังนั้นคุณหมอจึงพยายามที่จะลบความเชื่อนั้นว่า ของที่ดีกับสุขภาพก็อร่อยได้ กินแล้วไม่อ้วนได้ อิ่มอร่อยภายใน 100 แคลอรี นั้นมีจริง

“ครอบครัวของหมอเป็นหมอกันเกือบทั้งบ้าน เป็นหมอกันหลายสาขา ทั้งพี่สาว พี่เขย สามี ลูกสาวก็กำลังเรียนหมอ เราพบเจอคนไข้ ที่มีความเจ็บป่วยไม่สบายใจไม่สบายกายกันมาหลายรูปแบบ จนรู้เลยว่าการไม่มีโรคนั้นเป็นอมตะวาจาที่จริงแท้ที่สุด การเจ็บปวดแต่ละครั้งเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เจ็บกายก็ยังป่วยใจอีกด้วย มีเงินมากแค่ไหนถ้าเจ็บป่วยก็ไม่มีความสุข เงินก็ช่วยอะไรแทบไม่ได้ เหมือนหาเงินมาจ่ายค่ารักษาตัวหมดนั่นเอง หมอว่ามีเงินน้อยแต่สุขภาพดีสำคัญกว่านะ” เธอให้ความเห็น

ทางด้านหลักการทำงานนั้น คุณหมอกล่าวว่า การทำงานทุกอย่างควรมีใจรัก มีความรับผิดชอบ มีความตั้งใจ โดยเฉพาะอาชีพแพทย์นั้น เรื่องความเก่งยังเป็นรองเรื่องความรับผิดชอบ ถ้าเก่งแต่ไม่รับผิดชอบไม่มาดูคนไข้ตามเวลา คนไข้อาจจะเสียหายถึงชีวิตได้ ที่สำคัญคือมีใจรัก ถ้ามีความรักในเนื้องานจะทำให้การทำงานมีความสุขเหนื่อยแค่ไหนก็ยังยิ้มได้ ถ้าไม่มีใจกับงานทำงานไปวันๆ ไม่ยังประโยชน์กับใครเลย จะทำร้ายตัวเองให้หมดไฟในอนาคตก็เป็นได้

สำหรับตัวคุณหมอเองนั้นบอกว่า ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือมีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนเอง ซื่อสัตย์ จริงใจ ถ้าไม่ซื่อสัตย์ในวิชาชีพก็เหมือนคนไม่มีศักดิ์ศรี งานทุกงานเป็นงานที่มีเกียรติ ถ้าไม่รักษางานให้มีคุณภาพ สมัยนี้สังคมไปเร็วมากปากคนยาวกว่าปากกา ถ้าทำไม่ดีไม่สมศักดิ์ศรีปากต่อปากนี่แป๊บเดียวที่ชื่อเสียงจะเสีย เมื่อชื่อเสียไปแล้วจะแก้ไขยาก

“หมอเชื่อคำกล่าวที่ว่าป้องกันดีกว่าแก้ไข ถ้าเสียชื่อไปแล้วแก้คืนยาก ดังนั้น ตั้งสติในการทำงานอย่าให้มีเรื่องเสียหายจะได้ไม่ต้องไปตามแก้ไขให้เสียเวลา อย่างหมอทำอาหารเพื่อสุขภาพพื้นฐานคือพยายามเอาของดีมีประโยชน์มาทำ เรากินอย่างไรก็ทำขายอย่างนั้นอย่าลดคุณภาพ อย่าเห็นแก่กำไรแล้วกดต้นทุนให้ต่ำ ถ้าของดีจริงผู้บริโภคเขาก็กล้าจ่าย อย่ามักง่ายต้องทำให้ดีจริงเดี๋ยวผู้บริโภคนั่นแหละจะบอกต่อให้เราเองไม่ต้องไปเสียค่าโฆษณาด้วย ขอให้มีพื้นฐานแห่งความซื่อสัตย์มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ คุณก็จะอยู่ได้นาน รวยช้าๆ แต่มั่นคง ดีกว่ารีบร้อนรวยแล้วเสียหาย ไม่นานก็จะต้องออกไปจากตลาด” เธอกล่าวอย่างจริงจัง

ที่สำคัญอย่าลืมที่จะแบ่งปันเมื่อมีโอกาส สังคมที่น่าอยู่ต้องมีทั้งผู้รับและผู้ให้ ให้อะไรก็ได้ ให้ความรู้ ให้งบประมาณ ให้เวลา ทำในแบบที่คุณถนัด แล้วจะมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ

 

นฤพนธ์ เวียงชนก โค้ชผู้ออกแบบความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/502469

นฤพนธ์ เวียงชนก โค้ชผู้ออกแบบความรัก

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

 

เราทุกคนต่างเคยผ่านความรู้สึกถึงความรักแบบหนุ่มสาว ไม่ว่าจะแอบชอบ แอบรัก สมหวัง หรืออกหัก นั่นก็คือประสบการณ์ที่มีค่าครั้งหนึ่งในชีวิต แมกซ์-นฤพนธ์ เวียงชนก ที่ปรึกษาด้านความรักและความสัมพันธ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่าโค้ชความรัก เจ้าของเพจ Facebook.com/MAXinLoveThailand บอกกับเราว่าเมื่อเราอกหักผิดหวังกับความรัก เวลาที่เหลือจากนั้นอยู่ที่เราจะมองเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้เป็นประสบการณ์เพื่อก้าวไปข้างหน้ากับความรักครั้งใหม่ หรือจะเก็บเป็นมีดที่ทิ่มแทงเราไว้ตลอดเวลา นั่นคือจุดที่สำคัญ

โค้ชผู้นำความรักกลับมา

“ผมมีความสนใจศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ โดยเฉพาะเรื่องความรักของคนเราตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น สงสัยว่าอะไรที่ทำให้ผู้ชายจีบผู้หญิงได้หรือไม่ได้ อะไรที่เป็นส่วนทำให้เราสนใจเลือกคู่ครอง แต่ชะตาชีวิตผมก็เหมือนกับคนในรุ่นก่อนที่ยังเดินบนเส้นทางค่านิยม ผมเรียนต่อทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เรียนปริญญาโทด้านบริหารจัดการวิศวะอีกเหมือนกัน แต่ก็ยังคงสนใจศึกษาในเรื่องความสัมพันธ์มาตลอด เรียนรู้ความรักจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ จากคนรอบตัวเรา

และจากประสบการณ์ของเราเองที่เรียกได้ว่าอกหักมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นั่นก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้ว่าการจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต้องทำอย่างไร และสิ่งไหนที่ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ยั่งยืน จนเราอายุประมาณ 33 ผ่านประสบการณ์เรียนรู้และให้คำปรึกษาความรักกับเพื่อนๆ มามากพอแล้ว จึงตัดสินใจศึกษาเรื่องความรักและความสัมพันธ์อย่างจริงจัง ศึกษาว่าเป็นเพราะเคมีอะไรที่ทำให้คนเราชอบกันและรักกันอย่างยั่งยืนมากที่สุด

ผมเลยเริ่มศึกษาจากสถาบันโค้ชของเมืองไทย แล้วเดินทางไปเรียนสถาบันโค้ชของต่างประเทศ ทำให้เราพบว่าในต่างประเทศจะมีการโค้ชเรื่องความรักเยอะมาก แล้วก็จะมีข้อมูลแหล่งวัตถุดิบในการศึกษาเรื่องความรักโดยเฉพาะให้เราได้ศึกษามากมาย ในขณะที่เมืองไทยเองยังไม่ค่อยมีมากเท่าไร

ในต่างประเทศค่อนข้างจะเปิดกว้างมาก แต่เวลาศึกษาเราก็ต้องดูว่าความรู้นั้นสามารถเข้ากับคนไทยได้ไหม เพราะวัฒนธรรมของฝรั่งแตกต่างจากบ้านเรา ความรู้บางอย่างนำมาใช้ในบ้านเราไม่ได้จึงต้องเอามาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เข้ากับวัฒนธรรมของคนไทยให้มากขึ้น เราก็เลยได้องค์ความรู้ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าอะไรที่เป็นปัจจัยหลักในเรื่องของความรัก และการตัดสินใจให้ความรักนั้นอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน

ถ้าผมพูดคำว่าเลิฟโค้ช หรือโค้ชความรัก อาจจะเป็นคำที่เพิ่งเคยได้ยินกันเสียด้วยซ้ำในเมืองไทย ส่วนมากจะเป็นแนวไลฟ์โค้ชเสียมากกว่า แต่การที่จะเป็นโค้ชความรัก ควรจะมีหลักการที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ มีเอกสารวิชาการมีงานวิจัยรองรับจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เอาแต่ประสบการณ์มาพูดดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไร ไม่เหมือนกับองค์ความรู้ที่ทำให้เราสามารถเข้าใจความรักเข้าใจตัวเองและคนรักได้ง่ายกว่า”

ความรักเปรียบเหมือนเกมชีวิต

ปัญหาด้านความสัมพันธ์นั้นมีอยู่มากมาย แต่ปัญหาที่โค้ชแมกซ์พบมากที่สุดตั้งแต่เป็นโค้ชมาก็คือปัญหาเรื่องการคบซ้อนหรือการมีกิ๊ก ที่กำลังกลายเป็นค่านิยมผิดในเรื่องความรักของคนไทย

“การคบซ้อน เป็นปัญหาใหญ่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน รักซ้อนทำคนเจ็บมาเยอะ รักที่เราเชื่อใจ รักที่เราคาดหวังถึงอนาคตที่สวยงาม เมื่อไรก็ตามที่เรามองอนาคตและมีความหวัง เมื่อเจ็บช้ำอกหักเราจะมีความรู้สึกว่าเสียใจมากที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อมีความรักแล้วจะหวังไม่ได้ เราหวังได้ แต่เราต้องรู้ว่าเมื่อถึงเวลา ณ จุดๆ หนึ่งที่ความจริงกับความหวังมันต่างกัน เราต้องพร้อมที่จะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตของเราออกไป ในทางกลับกันเมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าความอกหักไม่เป็นอุปสรรคต่อชีวิต เมื่อนั้นคือเราพร้อมที่จะมีความรักครั้งใหม่เสมอ

ความรักมันเป็นเหมือนเกมชีวิต แต่เกมความรักดีอย่างหนึ่งตรงที่ว่า ไม่เคยมีคนแพ้ในเกมนี้ เป็นเกมที่เราสามารถชนะด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกว่า เราถูกทิ้ง เขาหรือเธอไปมีคนอื่น เราก็จะรู้สึกว่าตัวเรานั้นแพ้หรือความรักต้องผิดหวัง แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้แพ้หรอก เพราะไม่มีกรรมการอยู่ในเกมที่จะมาคอยตัดสินว่าคุณแพ้ มีแต่เราเองเท่านั้นแหละที่ตัดสินตัวเองว่าเราแพ้ แต่ความจริงคือเป็นแค่บทเรียนที่เราสามารถเอาไปปรับใช้กับความรักครั้งต่อไป

สังเกตไหมว่าคนเรามักจะเลือกคู่ที่มีขั้วตรงข้ามกับเรา มันเป็นเหมือนแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดเข้าหากัน เพราะคงไม่ใช่ใครทุกคนที่อยากตื่นนอนขึ้นมาแล้วเห็นหน้าตัวเองนอนอยู่ข้างๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น คู่ของเราเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวตนของเราออกมาอย่างแท้จริง เวลาที่เราอยู่คนเดียวเราจะไม่รู้ตัวเองหรอกว่าเราเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวไม่มีใครว่าอะไร นอนตื่นสายตื่นแล้วไม่เก็บที่นอน เข้าห้องน้ำไม่ยอมยกฝาชักโครก แต่พอเรามีแฟน แฟนเราบอกว่าทำไมเธอไม่เก็บ ทำไมเธอไม่ทำอย่างนั้นอย่างโน้นอย่างนี้ นั่นแหละคือสิ่งที่เป็นปัญหาของตัวเรา

เราไม่เคยรู้ว่าคนรักก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนกันและกัน นั่นจึงทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ จริงอยู่ว่าความเหมือนกันทำให้เกิดความรักได้ง่ายกว่า แต่ความแตกต่างทำให้เกิดแรงดึงดูด ถามว่าแล้วความรักในรูปแบบไหนดีที่สุด ระหว่างสองคนที่เหมือนกัน กับความรักระหว่างสองคนที่แตกต่างกัน ผมตอบได้เลยว่าคนรักกันไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด ขอให้มีความแตกต่างกันบ้างเป็นสีสันของชีวิต มันจะทำให้ความรักมีความสนุก เป็นความรักที่ดึงกันไว้ไม่สุดตรงไปทางใดทางหนึ่ง มีความเข้ากันได้และมีแรงดึงดูดใจเหนี่ยวรั้งกันไว้

ปัญหาเรื่องของความรักซ้อนสำหรับประเทศไทยเราอยู่สูงในอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่ในบางประเทศมีปัญหานี้อยู่น้อยมาก เพราะว่าเขาบูชาและให้เกียรติในเรื่องของความรัก ถ้าเกิดเขาไม่รักกันแล้วก็จะเลิกแล้วไปอยู่กับคนใหม่ทันที มีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ แต่ของคนไทยเราคบกันแล้วไม่กล้าเลิก เพราะว่ากลัวจะเสียก็เลยกั๊กไว้ก่อนแล้วก็ไปหาใหม่คบกิ๊กไว้ก่อน ถ้าใช้ได้ถ้าดีกว่าก็ไป

นั่นจะนำมาซึ่งปัญหาสังคมในหลายๆ อย่างและหลายๆ ด้าน ซึ่งผมต้องการที่จะสร้างค่านิยมใหม่ในเรื่องของความรักเพื่อให้เกิดความรักอย่างยั่งยืน นี่คือประเด็นของคำว่ารักที่ใช่ เพราะก่อนที่เราจะเจอรักแท้จะต้องเจอรักที่ใช่ แต่ต้องใช้ทั้งในโลกความเป็นจริงและสิ่งที่ฝัน ถ้าเราต้องการผู้ชายที่ดี แต่ในความเป็นจริงเราไปเจอผู้ชายที่ทำร้ายร่างกายเรา แต่เรายอมรับมันอันนี้ก็คือคนที่ไม่ใช่แล้ว แต่เราก็กลัวจะเสียเขาไป กลัวจะขึ้นคานจึงทำให้เรารั้งรักที่ไม่ใช่ไว้ เพราะคนไทยกลัวขึ้นคานเยอะ ทั้งที่ความจริงแล้วคนโสดเป็นเรื่องธรรมดา โสดคือทางเลือก คนโสดไม่ได้ผิด

ปัจจุบันผมก็โสด มีคนถามว่าเฮ้ย…เป็นคนโสดแล้วมาสอนในเรื่องความรักได้ยังไง ผมบอกได้เลยว่าความโสดไม่สำคัญ แต่ให้ดูที่ตัวผม แล้วดูว่าผมสามารถที่จะไม่โสดได้หรือเปล่าตรงนั้นแหละที่สำคัญ” โค้ชแมกซ์เล่าอย่างอารมณ์ดี

สร้างรักอย่างไรให้ยั่งยืน

คำถามสำคัญที่ทุกคนเมื่อได้พูดคุยกับโค้ชแมกซ์ต้องอยากรู้ก็คือ แล้วเราจะสร้างความรักให้ยั่งยืนได้อย่างไร โค้ชหนุ่มแนะนำกับเราว่า “สำหรับคนที่อยากจะมีความรักสิ่งที่ผมอยากจะแนะนำอย่างแรกก็คือเราต้องมีความกล้าที่จะเจ็บ คุณลองนึกดูว่าใน 1 ปีคุณมีโอกาสที่จะไปเจอคนที่ถูกใจสักกี่ครั้ง

ถ้าคุณเจอคนที่ถูกใจ เจอคนที่คุณรู้สึกดี ขอให้มีความกล้าที่จะเข้าไปเปิดความสัมพันธ์ ไม่ต้องกลัวเรื่องความผิดหวังมันมีแน่นอน แต่ถ้าเราไม่ลองก็คงไม่รู้ว่าเราจะเริ่มต้นอย่างไร ชีวิตจริงคงไม่มีโอกาสเหมือนในหนังโรแมนติกที่อยู่ดีๆ มาเดินชนกันของหล่นเก็บของขึ้นมาให้สบตากัน เกิดความรู้สึกดีๆ ที่รู้กัน ในหนังในละครทำมาเพื่อสร้างบรรยากาศโรแมนติก สร้างภาพความหวังถึงความรักว่ามันจะสวยงามว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ แต่ในชีวิตจริงของเราต้องใช้ความกล้า

ถ้าคุณไม่กล้าก็เท่ากับคุณปิดโอกาสตัวเอง อย่างน้อยการเริ่มต้นก็ยังมีโอกาสลุ้น แต่ถ้าไม่เริ่มโอกาสก็เป็นศูนย์อยู่เหมือนเดิม การนำเสนอความรักก็เหมือนกับการขายของ คุณต้องมั่นใจในความรักที่คุณมี มั่นใจในตัวเอง เพราะถ้าคุณไม่มั่นใจในความรักก็จะแสดงความไม่มั่นใจออกมา และเมื่อไม่มั่นใจคุณก็จะทำออกมาไม่ดี

การลองผิดลองถูกก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ อย่างน้อยก็ยังได้เริ่มต้น ไม่รู้จะไปยังไงไม่รู้จะเริ่มต้นแบบไหนก็เริ่มต้นแบบไม่รู้นั่นแหละ อย่างดีก็อาจจะไปศึกษาวิธีมาบ้าง แต่จำไว้ว่าการที่คนเราจะครองคู่กันอย่างยั่งยืนนานด้วยกันไปตลอดชีวิต ต้องใช้ความรักเป็นตัวนำ ความรักควรมาก่อนเรื่องเซ็กซ์ ในทางกลับกันเรื่องเซ็กซ์ ก็ก่อให้เกิดความรักได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเซ็กซ์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ได้ เมื่อนั้นความรักก็จะเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด

เมื่อไรชีวิตคู่ของคนเรามีความรักเป็นตัวนำเมื่อเผชิญปัญหา เราใช้ความรักความเข้าใจเข้ามาช่วยแก้ไขเมื่อนั้นความรักแท้จริงจะเกิดขึ้น มีน้อยคนมากที่จะมองความรัก โดยแคร์อีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าตัวเอง ส่วนใหญ่มักจะคิดถึงแต่ตัวเองว่าเธอจะต้องตอบสนองในสิ่งที่ฉันต้องการ และเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการก็มักจะแสดงออกด้วยความรู้สึก เช่น การโกรธ งอน เพื่อเรียกร้องความสนใจ เมื่อระดับของความงอน ความโกรธขึ้นถึงจุดสูงสุดจะกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าเสียใจเพราะไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีกลับมา

การที่เราจะคิดถึงใจเขาใจเรา จะต้องหันหน้าเข้าหากันพูดกันอย่างจริงจังต้องคุยกันแล้วมองความต้องการของอีกคนเป็นหลัก อย่ามองเฉพาะความต้องการของตัวเอง เพราะเมื่อไรที่เรามองแค่ความต้องการของตัวเองปุ๊บจะเป็นมุมมองที่อาจจะชวนกันทะเลาะ แต่ถ้าเรามองว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร และฉันจะทำให้เธอเพื่อให้เธอโอเค แล้วทั้งสองฝ่ายคิดอย่างนี้ทั้งคู่ก็จะอยู่กันอย่างยั่งยืน”

 

‘แอลจี’ลุยคืนสังเวียนสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 06:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513299

'แอลจี'ลุยคืนสังเวียนสมาร์ทโฟน

แอลจีคัมแบ็กตลาดสมาร์ทโฟนไทย เตรียมจัดทัพธุรกิจใหม่ พร้อมเปิดตัวรุ่นพรีเมียมสร้างภาพลักษณ์ปีแรกแชร์ 5%

นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนกลับมาทำตลาด สมาร์ทโฟนอีกครั้งในไทยรอบ 2 ปี จากการที่บริษัทมีสินค้าครบไลน์ ในช่วง 4 เดือนนี้บริษัทจะวางโครงสร้างกลุ่มธุรกิจสมาร์ทโฟนและวางระบบช่องทางจำหน่ายสินค้า โดยยังมุ่งเน้นกลุ่มระดับพรีเมียมเป็นหลักพร้อมกับเปิดตัวสินค้าใหม่ 4 รุ่น

ทั้งนี้ บริษัทจะใช้งบ 15 ล้านบาท เปิดตัวสมาร์ทโฟนแอลจี G6 ในตลาดพรีเมียม เพราะการทำตลาดมือถือ แบรนด์มีความสำคัญมาก สินค้าพรีเมียมจะสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย โดยแอลจี G6 เป็นเทคโนโลยีดอลบี้ วิชั่น เอชดีอาร์ 10 การแสดงภาพคมชัด เจาะกลุ่มที่ใช้สมาร์ทโฟนชอบดูหนังบนมือถือ

“แอลจี G6 จะวางจำหน่ายในวันที่ 7 ก.ย. โดยร่วมกับเอไอเอสจัดโปรโมชั่นแถมโทรทัศน์แอลจี 43 นิ้ว มูลค่า 1.35 หมื่นบาท คาดว่าใน 4 เดือน จะมียอดขาย 1 หมื่นเครื่อง และหลังจากเดือน ต.ค. จะเปิดตัวมือถือรุ่นในตลาดแมสราคาต่ำกว่า 5,000 บาท มั่นใจว่าการมีสินค้าครบไลน์จะทำให้ปีหน้าแอลจีมีส่วนแบ่งโดยรวม 3% และส่วนแบ่งตลาดพรีเมียม 5% จากเดิมมีส่วนแบ่ง 2-3%” นายนิพนธ์ กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดโทรศัพท์มือถือครึ่งปีแรกเติบโต 2-3% แต่คาดว่าครึ่งปีหลังตลาดจะเติบโตมากกว่า ส่งผลให้ทั้งปีตลาดจะเติบโต 3-4% มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท หรือมีปริมาณ 16-17 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นพรีเมียมระดับราคา 1.5 หมื่นบาท สัดส่วน 30-32%

ภาพ รอยเตอร์ส

 

“นายกฯ”เผยยังไม่มีเรื่องใช้ ม.44 เปิดช่องคืนทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 13:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513237

"นายกฯ"เผยยังไม่มีเรื่องใช้ ม.44 เปิดช่องคืนทีวีดิจิทัล

นายกฯ ระบุ ยังไม่มีการหารือเรื่องใช้ ม.44 เปิดช่องให้ผู้ประกอบการคืนทีวีดิจิทัล

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 6 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสนอให้ใช้ม.44 เปิดช่องให้ผู้ประกอบการคืนคลื่นความถี่ ว่า ยังไม่มีเสนอมาที่ตน และไม่มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ คงต้องหาวิธีการอื่นก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยคุยกันอีกที ไม่ใช่ใครขอก็ให้ ไปดูความเหมาะสม ผลกระทบที่จะเกิด โดยปัญหาเกิดขึ้นมาก่อนทั้งสิ้น และไม่ได้รับการแก้ไขในอดีตที่ผ่านมา พอถึงเวลาจะเปลี่ยนกันทีก็ต้องบังคับกัน เราไม่ต้องบังคับกันไม่ได้หรือเป็นไปด้วยการยินยอมพร้อมใจกันไม่ได้หรือ ถ้าติดกันอยู่ตรงนี้ก็เดินหน้าประเทศไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เหมือนเดิมทั้งหมด ลองคิดใหม่ดู ตนให้แนวคิดไป

 

เล็งใช้แกร็บเพย์ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2560 เวลา 06:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513103

เล็งใช้แกร็บเพย์ในไทย

แกร็บโชว์ครึ่งปีแรกผู้ใช้บริการไทยโตอันดับหนึ่งเซาท์อีสต์เอเชีย ศึกษาแกร็บเพย์เปิดบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในไทย

นายยี วี แตง ผู้อำนวยการ บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การทำตลาดในไทยอยู่ระหว่างการศึกษานำระบบการชำระเงินในรูปแบบฟินเทค โดยโมเดลธุรกิจอาจไม่ได้อยู่แค่ในแพลตฟอร์มของระบบขนส่ง เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซุ่งแกร็บเพย์เป็นเหมือนกระเป๋าเงินสดที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์

ขณะที่สิงคโปร์มีการใช้จ่ายผ่านแกร็บเพย์เป็นอันดับ 1 ส่งผลให้แกร็บครองความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มการเรียกใช้บริการรถแบบออนดีมานด์ด้วยส่วนแบ่ง 95% ในกลุ่มผู้ให้บริการแอพเรียกรถแท็กซี่รายนอก และ 71% ในกลุ่มแอพเรียกรถยนต์ส่วนบุคคลในตลาด

สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจบริการรถแท็กซี่และรถรับจ้างส่วน บุคคลแกร็บในไทยในช่วง 6 เดือน จำนวนผู้ใช้งานเติบโต 100% สูงที่สุดใน เซาท์อีสต์เอเชีย จากการที่แกร็บเปิดธุรกิจ 7 ประเทศกว่า 103 เมือง

นอกจากนี้ จะเดินหน้าขยายพื้นที่การให้บริการจัสต์แกร็บที่กรุงเทพฯ เป็นแห่งที่ 4 โดยให้บริการทั้งรถแท็กซี่และรถยนต์ส่วนบุคคลเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้เร็วที่สุด พร้อมกับเปิดตัวแคมเปญ แกร็บ ซูเปอร์คาร์ ในบริการแก็บ คาร์ พลัส ลุ้นเดินทางฟรีรถซูเปอร์คาร์

“แกร็บเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยเป็นปีที่ 4 การเปิดแกร็บเพย์ มองว่ากฎหมายไทยหรือกระทรวงการคลังก็เปิดกว้างมากขึ้น แต่ทั้งนี้การจะนำแพลตฟอร์มดังกล่าวเข้ามาก็ขึ้นอยู่ที่ความพร้อมของพฤติกรรมคนไทยด้วย” นายแตง กล่าว

ด้านกลยุทธ์ตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ได้เปิดแกร็บรีวอร์ดส เวอร์ชั่นใหม่ จับมือร่วมกับพันธมิตรเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 100 ราย เป็น 150 ราย ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาหาร ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ อาทิ ไอฟลิกซ์ แมคโดนัลด์ และสปอติฟาย ผู้ให้บริการเพลงสตรีมระดับโลก ให้ทดลอง ฟังเพลงรูปแบบแพลทินัมฟรี 60 วัน ซึ่งทำให้มั่นใจว่าทั้งปียอดผู้ใช้บริการของไทยเติบโตมากกว่า 100%

ทั้งนี้ ภาพรวมแกร็บในเซาท์อีสต์เอเชีย พบว่าคนขับรถที่อยู่ในแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 226% หรือจากหลักแสน เพิ่มเป็น 1.3 ล้านคน และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของยอดการดาวน์โหลดรวม 7 ประเทศ อยู่ที่ราว 59 ล้านครั้ง พบว่า มีผู้โดยสารในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม มีอัตราการใช้บริการขนส่งแกร็บมากกว่าแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ซึ่งเป็นคู่แข่ง

 

อาลีบาบาส่งลำโพงอัจฉริยะ “Tmall Genie” ปฏิวัติวงการ AI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 12:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513026

อาลีบาบาส่งลำโพงอัจฉริยะ “Tmall Genie” ปฏิวัติวงการ AI

หากอเมซอนมี ลำโพงอัจฉริยะ Echo อาลีบาบาเองก็มีลำโพงอัจฉริยะ
Tmall Genie เป็นผู้ช่วยสั่งการด้วยเสียงเช่นกัน!

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศจีน
เป็นประเทศที่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นแนวหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI
(Artificial Intelligence) ของโลก
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือบุกเบิกพัฒนาเทคโนโลยีก็ล้วนแล้วแต่โดดเด่น
ชัดเจน จนทั่วโลกต้องยอมรับ

ซึ่งในปัจุบันการแข่งขันในด้าน AI ในตลาดประเทศจีนสูงขึ้นกว่าเดิมมากพอสมควร
ล่าสุดการก้าวลงมาอย่างเป็นทางการของอาลีบาบา (Alibaba) ยักษ์ใหญ่ทางการค้าอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลกในครั้งนี้
ได้เปิดตัว Tmall Genie ลำโพงอัจฉริยะที่สั่งการด้วยเสียง (voice
assistant speaker) ลงสนามแข่งขันเพื่อเงินหมุนเวียนทางการค้าที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก

เหล่าสาวกอุปกรณ์ไอทีอาจจะคุ้นชื่อลำโพงสั่งการด้วยเสียง
(voice assistant speaker) อย่าง Amazon Echo หรือ
Google Home กันมาบ้างแล้ว ซึ่ง Tmall Genie ลำโพงอัจฉริยะที่สั่งการด้วยเสียง
(voice assistant speaker) ตัวนี้ได้ลงสนามเข้ามาแข่งกับ Echo
ของ Amazon ด้วยคุณภาพทัดเทียม
แต่ราคามิตรภาพที่คนส่วนใหญ่เอื้อมถึงได้มากกว่า

โดยในส่วนของ Echo ของ
Amazon นั้นเราจะเรียกมันด้วยชื่อ “Alexa” แน่นอนว่า
ลำโพงอัจฉริยะ Tmall Genie ก็มีชื่อเรียกผู้ช่วยเช่นเดียวกัน
เมื่อเราต้องการสั่งงานด้วยเสียง เราจะเรียกว่า “AliGenie”

ทางด้านคุณสมบัติในการทำงานนั้น ลำโพงอัจฉริยะ Tmall
Genie ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวต้นแบบอย่าง Amazon
Echo เลยแม้แต่น้อย เพราะ ลำโพงอัจฉริยะ Tmall
Genie มีฟังก์ชั่นการทำงานคล้างคลึงกับ Amazon
Echo ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้อ่านข่าว,
บอกสภาพอากาศในแต่ละวัน, สั่งให้เล่นเพลง หรือเปลี่ยนเพลง
รวมถึงความสามารถในการสั่งการอุปกรณ์สมาร์ทโฮมภายในบ้าน ผ่านอินเตอร์เน็ตและ AI
(Artificial Intelligence)

ในตอนนี้ ลำโพงอัจฉริยะ Tmall Genie สามารถใช้งานได้เพียงภาษาจีนแมนดาริน
(จีนกลาง) และวางขายเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น โดย ลำโพงอัจฉริยะ Tmall
Genie จะทำงานเมื่อผู้ใช้พูดว่า “”Tmall
Genie” หรือ “AliGenie” ในภาษาจีน
นอกจากนี้ลำโพงอัจฉริยะ Tmall Genie ยังมีฟังก์ชั่นการสั่งซื้อสินค้าจาก Tmall
เว็บไซต์ซื้อสินค้า บริษัทย่อยของ อาลีบาบา (Alibaba) ได้เหมือนกันกับ
Amazon Echo อีกด้วย
โดยจะมีระบบจดจำเสียงเพื่อให้ผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาติเท่านั้นที่สามารถสั่งสินค้าได้

ส่วนด้านรูปลักษณ์ภายนอกของลำโพงอัจฉริยะ Tmall
Genie จะเป็นทรงกระบอกคล้ายกับลำโพงทั่วไป
มีให้เลือกทั้งสีขาวและสีดำ รอบๆ จะมีไฟเป็นรูปวงแหวนเพื่อแสดงสถานะของอุปกรณ์
ด้านบนเป็นปุ่มปรับเสียงแบบสัมผัส และปุ่มเปิด/ปิดตัวไมโครโฟน สปีกเกอร์
ด้านหลังมีช่องเสียบชาร์ตอุปกรณ์ และด้านล่างมีปุ่มรีเซ็ตระบบอีกด้วย โดย Tmall
ดูเรียบ หรู และใช้งานง่าย ขนาดพอเหมาะ หนักเพียง 400
กรัมเท่านั้น สามารถวางที่ใดก็ได้ในบ้าน โดยใช้งานผ่านบลูทูธ Bluetooth) และ
WIFI ซึ่งราคาของลำโพงอัจฉริยะ Tmall Genie จะอยู่ที่
499 หยวน (ประมาณ 73
ดอลลาร์ หรือ 2,500 บาท) ซึ่งต่ำกว่าราคาขายของ Amazon
Echo เกือบครึ่งเลยทีเดียว

ที่มา: Theverge, Tmall, BBC

 

พ่อแม่หมดกังวล! นาฬิกาป้องกันเด็กหาย 3G ตัวแรกของเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 11:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/513019

พ่อแม่หมดกังวล! นาฬิกาป้องกันเด็กหาย 3G ตัวแรกของเมืองไทย

นาฬิกาอัจฉริยะ POMO WAFFLE ที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้าใจหัวอกพ่อแม่
ช่วยป้องกันเด็กหาย พลัดหลง หรือถูกลักพาตัว ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานอันชาญฉลาดแบบที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน!

ปัญหาเด็กหายในสังคมถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังคงมีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง
ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะเป็นกังวลทุกครั้งเมื่อลูกอยู่ห่างจากตัว
แต่ด้วยการดำเนินชีวิตประจำวันของเด็กๆ
ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ในบางสถานการณ์จะไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วยตลอดเวลา
นวัตกรรมยุคใหม่จึงควรตอบโจทย์ด้านสุขภาพ ครอบครัว และความปลอดภัยของเด็กๆ ด้วย

จากจุดเริ่มต้นที่
ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง กรรมการผู้จัดการบริษัท โพโมะ เฮ้าส์ จำกัด  (POMO House Co.,Ltd.) ผู้ก่อตั้งและจัดจำหน่าย
POMO Kidswatch
ได้เผชิญกับเหตุการณ์ลูกพลัดหลงในต่างแดนด้วยตัวเอง
จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่นำมาต่อยอดเป็นนาฬิกาอัจฉริยะป้องกันเด็กหาย ” ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ
และความปลอดภัย รุ่นล่าสุด “POMO WAFFLE” นาฬิกา 3G ตัวแรกของเมืองไทย

จุดเด่นของนาฬิกาอัจฉริยะรุ่น
POMO WAFFLE อยู่ที่การดึงจุดขายด้านความแฟชั่น
และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร
ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบโดยโปรดักต์ดีไซนเนอร์ที่ได้รับ  IF Design Award Winner โดยเด็กๆ
สามารถออกแบบหน้าปัดนาฬิกาตามแบบต่างๆ ที่ชอบได้เอง และสามารถเปลี่ยนสีต่างๆ ของ Waffle
Band (สายห่วง) ได้อีกด้วย

นาฬิกาอัจฉริยะ
POMO WAFFLE มีฟังก์ชั่นการใช้งานอันชาญฉลาดมากมายให้เลือก
ได้แก่

ฟังก์ชั่น Scheduler เพื่อให้ผู้ปกครองได้ฝึกความรับผิดชอบของเด็กๆ สามารถตั้งเวลาแจ้งเตือนกิจรรมของเด็กผ่านแอพลิเคชั่น รวมถึงการระบุตารางเวลากิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ตื่นนอน แปรงฟัน ทานอาหาร ทำการบ้าน และเข้านอน

ฟังก์ชั่น
Take Me Home ที่ผู้ปกครองสามารถระบุตำแหน่งของบ้านไว้ในตัวนาฬิกา
ช่วยเด็กๆ นำทางกลับบ้านได้ด้วยตัวเอง

ฟังก์ชั่น
Voice Calling ที่สามารถรับสายและโทร. ได้ในเครื่องเดียว
ผ่านระบบ VoLP โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากแพคเกจ

ฟังก์ชั่น
Smart Location ที่ทำงานร่วมกับระบบ GPS A, Wi-Fi และ
LBS ติดตามโลเคชั่น
ทำให้ผู้ปกครองสามารถค้นหาสถานที่ของนาฬิกาได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานดังกล่าวแล้ว
ในรุ่น POMO WAFFLE ถูกพัฒนาให้มีการใช้งานที่ดีมากกว่าเดิม อาทิ
โหมดห้องเรียน ที่ช่วยตั้งค่าช่วงเวลาเรียน เพื่อให้เด็กๆ
โฟกัสกับเนื้อหาการเรียนการสอนมากขึ้น โหมด กระเป๋าเงิน (Wallet) ที่ใช้ชำระสินค้าแทนการพกเงินสด
โหมด Safe Zone ที่ช่วยกำหนดพื้นที่ความปลอดภัยของเด็กๆ
ซึ่งหากมีการออกนอกเส้นทาง หลงทาง หรือถูกลักพาตัว เครื่องจะส่งสัญญาณ SOS เตือนให้ผู้กครองทราบโดยทันที
รวมถึงแจ้งเตือนในกรณีที่เด็กๆ พยายามจะถอดนาฬิกาออกจากแขน
หรือแบตเตอรี่ภายในเรือนกำลังจะหมดลงอีกด้วย

ส่วนคุณสมบัติด้านเทคนิค
POMO WAFFLE เป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่รันด้วยแอนดรอยด์ 5.1 ครอบด้วย
POMO Launcher หน้าจอ 1.22 นิ้ว มีหน่วยความจำภายในเครื่อง 4
GB และแรม 512 MB แบตเตอรี่ให้มา 500 mAh มีไมโครโฟนและลำโพง
สำหรับติดต่อกับผู้ปกครองได้สะดวกยิ่งขึ้น มีบลูทูธ 4.0 และเชื่อมต่อไวไฟได้แบบ Dual
Band (2.4 GHz และ
5 GHz) มีจีพีเอส ใส่ซิมการ์ดได้ (ไซส์นาโน)
รองรับเครือข่ายแบบ 3G 850, 1800 และ 2100 MHz จะโทรออกหรือรับสายด้วยวิธี
VoLP หรือโทรผ่านเน็ต
ให้ผู้ปกครองกับบุตรหลานในความดูแลสามารถติดต่อหากันได้
ตัวเรือนสามารถกันน้ำได้ที่มาตรฐาน IP65 กันน้ำได้
แต่ไม่แนะนำให้ใส่ลงว่ายน้ำ หรือใส่ลงไปในบริเวณน้ำลึก

การดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น
POMO เพื่อใช้คู่กับนาฬิกา Pomo Waffle สามารถดาวน์โหลดได้
2 ระบบ คือ ios 7.0 และ Android 5.0
ขึ้นไป สนนราคาอยู่ที่ 5,990 บาท

ที่มา: Pomohouse

 

แห่คืนช่องทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 08:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512990

แห่คืนช่องทีวีดิจิทัล

กสทช.เล็งชงแนวทางคืนคลื่นทีวีดิจิทัลให้ คสช.พิจารณา หลังผู้ประกอบการแห่คืนคลื่น ระบุมีไม่เกิน 15 ช่องอยู่รอดได้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทร คมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.กำลังพิจารณาเสนอทางออกให้กับธุรกิจทีวีดิจิทัล เพราะต้องยอมรับว่าจำนวนช่องที่มี อยู่มากเกินไป คือ 24 ช่อง ขณะที่ เม็ดเงินโฆษณามีอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท และถูกแย่งตลาดจากสื่อดิจิทัล ออนไลน์อื่นๆ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 1.8-2 หมื่นล้านบาท

“ผู้ประกอบการเสนอมาว่าจะขอคืนใบอนุญาตได้ไหม โดยเงินที่จ่ายแล้วก็จ่ายไป แต่ส่วนที่เหลือไม่ต้องชำระ ซึ่งจากการศึกษากฎหมายแล้วไม่สามารถทำได้ ถ้าจะทำต้องแก้กฎหมาย โดยเสนอให้หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการ” นายฐากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับปีนี้ กสทช.ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลไปแล้ว โดยยืดเวลาจ่ายเงินค่าประมูลออกไปอีก 9 เดือน ซึ่งจากแนวโน้มของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณา ที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ช่องทางดิจิทัล ทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหามาก ยิ่งขึ้น เพราะการดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัล ลงทุนสูงหลักพันล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินโฆษณามีจำกัด

นายฐากร กล่าวว่า สัดส่วนจำนวน ช่องทีวีดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ควรมีประมาณ 15-16 ช่อง เมื่อหารเฉลี่ยจากรายได้ของอุตสาห กรรมโฆษณามูลค่าแสนล้านบาท เฉลี่ยแล้วจะมีรายได้ช่องละ 6,000-7,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะสามารถอยู่รอดได้ ปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจ่ายค่าตอบแทนให้กับ กสทช.แล้วประมาณ 40% เหลืออีกประมาณ 60%

ขณะเดียวกันสื่อโทรทัศน์ต้องเร่งปรับตัว เพราะปัจจุบันสื่อโซเชียล มีเดียมีอิทธิพลต่อการรับชมรายการของผู้ชมอย่างมาก ซึ่ง กสทช.กำลังเร่งดำเนินการยกร่างหลักเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลรายการโทรทัศน์ผ่านสื่อออนไลน์ (โอทีที) ที่ขยายตัวอย่างมาก โดยในวันที่ 11-12 ก.ย. จะมีการ ประชุมระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการการรับชมรายการโทรทัศน์และวิทยุผ่านสื่อออนไลน์ร่วมกัน

สำหรับกรณีกลุ่มเบียร์ช้างของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าถือหุ้นในบริษัทผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 2 ราย ได้แก่ กลุ่มอมรินทร์ทีวี และจีเอ็มเอ็มนั้น สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นเพียงการเข้ามาถือหุ้น ไม่ได้ เปลี่ยนมือ และไม่เข้าข่ายเกณฑ์อำนาจ เหนือตลาด

 

สมาร์ทโฟนเดือด! หัวเว่ยเปิดตัวชิป “เอไอ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512821

สมาร์ทโฟนเดือด! หัวเว่ยเปิดตัวชิป "เอไอ"

หัวเว่ยเปิดชิปรุ่นใหม่ที่มาพร้อมระบบปัญญาประดิษฐ์ ประมวลผลเร็วขึ้น กินแบตเตอรี่น้อยลง

ริชาร์ต อู๋ ประธานฝ่ายพัฒนาสมาร์ทโฟนของหัวเว่ย ค่ายสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่จากจีน เปิดตัวชิปรุ่น คิริน 970 ที่มาพร้อมระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นรุ่นแรกของบริษัท เพิ่มการแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟน ที่หัวเว่ยครองส่วนแบ่งการตลาดผู้ผลิตสมาร์ทโฟนมากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองลงจากแอปเปิ้ลและซัมซุง

อู๋ กล่าวว่า ชิปดังกล่าวส่งผลเอไอสามารถประมวลผลข้อมูลในสมาร์ทโฟนได้โดยไม่ต้องผ่านเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง และเป็นชิปชนิดแรกที่มีการรวมระบบการประมวลผล กราฟฟิก รูปภาพ และการประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (ดีเอสพี) ไว้ในชิปเดียว ส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงลดการใช้พลังงานได้ 50% จากรุ่นก่อนหน้า อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีโลกเสมือน (เออาร์)

ทั้งนี้ เอไอชิปดังกล่าวจะถูกติดตั้งในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของบริษัท เมท 10 และ เมท 10 โปร ซึ่งจะวางจำหน่ายที่แรกในเยอรมนีวันที่ 16 ต.ค.นี้

อู๋ ยังกล่าวอีกว่า เอไอชิปดังกล่าวจะทำให้สมาร์ทโฟนของหัวเว่ยโดดเด่นกว่าสมาร์ทโฟนจากผู้ผลิตรายอื่น โดยเฉพาะแอปเปิ้ลและซัมซุง เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการ สมาร์ทโฟนที่ประมวลได้เร็วมากขึ้น รวมไปถึงประหยัดพลังงาน

นอกจากนี้ การบุกตลาดเอไอชิปของหัวเว่ย ส่งผลให้หัวเว่ยและแอปเปิ้ลเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่เพียง 2 ราย ที่ผลิตชิปประมวลผลใช้เอง และทำให้หัวเว่ยมีอิสระในการออกแบบสมาร์ทโฟนของบริษัทมากขึ้น รวมไปถึงเปิดทางให้บริษัทจดสิทธิบัตรเอไอชิปดังกล่าวในอนาคตอีกด้วย

ภาพ เอเอฟพี

 

แนะทางโตสตาร์ทอัพไทย “อย่ากลัวความล้มเหลว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 21:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/digital/512729

แนะทางโตสตาร์ทอัพไทย "อย่ากลัวความล้มเหลว"

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โอกาสของสตาร์ทอัพในยุคที่ทุกฝ่ายหนุนให้เดินหน้าแบบ 4.0 เพื่อให้ทันกับยุคปรับตัวของธุรกิจแบบเดิม ทำให้สตาร์ทอัพต้องมาช่วยเสริมทีมให้มีความแข็งแรงทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น และถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางรายได้ที่ทำให้มีการเติบโต

บียอร์น ลี กูรูแห่งวงการสตาร์ทอัพระดับเอเชีย เล่าว่า ปัจจุบันกระแสการทำธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นเติบโตขึ้นมากและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งด้วยความสร้างสรรค์เหล่านี้ทำให้ผู้ก่อตั้งไม่ได้มองตลาดระดับโลก ส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถต่อยอด หรือขยายไปยังต่างประเทศได้ การใช้เทคนิค และเทคโนโลยีมาช่วย เพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลาและงบประมาณที่จำกัด รวมทั้งมัดใจผู้ใช้และขยายตลาดที่กว้างขึ้นในอนาคต หรือเรียกว่า Growth Hacking ถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

“โกรทแฮกกิ้ง คือ การวัดผลธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เมื่อได้จุดนั้นก็ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าง่ายขึ้น” ลี กล่าว

ลี ยังได้แนะนำ 3 ข้อหลักที่สตาร์ทอัพควรทำ คือ การเลือกซื้อโฆษณาในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ลูกค้าเห็นบริการของเราตลอดเวลา ยิ่งไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีการใช้งานเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบสูงที่สุดในเอเชีย ยิ่งไม่ควรมองข้าม และโฆษณาจะช่วยทำงานแทนในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่สนใจได้เห็น

นอกจากนี้ ควรทำวิดีโอคอนเทนต์ขึ้นมา เพราะคนไม่ชอบอ่านหนังสือและมีความตั้งใจดูโพสต์โฆษณาเพียง 1.7 วินาทีแรกเท่านั้น การใช้คลิปวิดีโอจะตอบโจทย์แบรนด์มากกว่า ซึ่งหากคนดูสนใจความยาวของวิดีโอที่ประมาณ 15 วินาที จะดึงดูดให้ดูต่อจนจบ หากนานกว่านั้นคนจะไม่สนใจแล้ว และสุดท้ายการส่งอีเมลแจ้งเตือนให้ลูกค้ากว่า 80% พบว่าต้องมีเนื้อหาสำคัญในบรรทัดแรกเลย ถ้าอ่านแล้วไม่ตรงกับข้อมูลที่ต้องการคนจะลบทันที และควรอธิบายสินค้าของเราให้ได้ 7 คำ หรือ 24 วินาทีแรกที่ผู้รับเปิดเมลมาเจอ

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีสตาร์ทอัพไทยที่เติบโตได้ในระดับโลกน้อยมาก แต่มีโอกาสเติบโตมากกว่าหลายๆ ประเทศในเอเชีย เพราะสตาร์ทอัพไทยมีความคิดสร้างสรรค์และมีความยูนีกสูงมากเมื่อเทียบกับต่างชาติ ยิ่งสตาร์ทอัพเข้ามาช่วยตอบโจทย์ปัญหาอะไรก็ตามยิ่งมีความท้าทาย แต่ถึงอย่างไรก็ควรหาจุดโฟกัสหรือปัญหา (Pain Point) หลัก ในประเทศตัวเองให้ได้ก่อนค่อยต่อยอดไประดับโลก เพราะคนท้องถิ่นย่อมเข้าใจปัญหาของตัวเองดีสุด จากนั้นค่อยมองหาประเทศที่มีปัญหาคล้ายๆกัน

เนียร์ อียาล กูรูและที่ปรึกษาเทคสตาร์ทอัพระดับโลกอย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และลิงค์อิน ให้ทัศนะว่าปัญหาหลักที่คนรุ่นใหม่ยังกังวลในการเข้ามาเป็นสตาร์ทอัพคือความล้มเหลว เพราะสตาร์ทอัพที่ไม่ประสบความสำเร็จทั่วโลกมีกว่า 72% ซึ่งเป็นเรื่องปกติมาก ถ้าเคยล้มจะยิ่งมีทักษะและโอกาสก้าวหน้าในอนาคตมากขึ้น ไม่มีใครสำเร็จได้ตั้งแต่ต้น

การไม่กลัวความล้มเหลวนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติมากในต่างประเทศ เพียงแค่คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่สตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ อย่าง เฟซบุ๊กอูเบอร์ แอร์บีเอ็นบี ทั้งที่ความจริงแล้วยังมีอีกหลายร้อยสตาร์ทอัพที่ล้มหายไปกลางทาง การสนับสนุนของภาครัฐในประเทศนั้นๆ การมีเวนเจอร์แคปปิตอลเข้ามาลงทุนจำนวนมาก ยิ่งเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทราบว่ามีพื้นที่ให้สร้างสรรค์ธุรกิจใหม่เสมอ

แต่สิ่งที่นักลงทุนมอง หรือสตาร์ทอัพที่มีโอกาสโตได้นั้น ต้องมีโอกาสเติบโตได้ในระดับโลก สร้างรายได้ในอนาคตมหาศาลและยังมีผู้เล่นในตลาดนั้นๆ ไม่มากนัก ถ้ายิ่งแก้ปัญหาขนาดใหญ่ได้ยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะจะเป็นความท้าทายถ้ามองปัญหาในระดับเล็กจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ ยาก โอกาสเติบโตก็เหนื่อยมาก แม้จะสำเร็จในประเทศตัวเองแต่นักลงทุนอาจไม่สนใจ

รัชวุฒิ พิชยาพันธ์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด Fixzy แอพพลิเคชั่นหาช่างซ่อม เล่าให้ฟังว่า ฟิกซี่เป็นบริการหาช่างซ่อมและทำความสะอาดบ้านที่ให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งขณะนี้มีทีมช่างแล้วกว่า 3,600 ทีม ยอดดาวน์โหลด 9 หมื่นครั้ง เป็นผู้ใช้งานแบบแอ็กทีฟ 6 หมื่นราย มีการเรียกใช้งานวันละ 60-70 ครั้ง ยอดเฉลี่ยการใช้จ่ายวันละ 600 บาท

ทั้งนี้ ความต้องการใช้งานบริการงานช่างซ่อมถือว่าเติบโตขึ้นมาก เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้ชำนาญในเรื่องงานบ้าน ซึ่ง ฟิกซี่ เพิ่งมีความร่วมมือกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเอสซีแอสเซท ดีแลนด์และพฤกษา โดยเข้าไปช่วยบริการงานซ่อมหลังเสร็จสิ้นการขาย

สำหรับการร่วมมือดังกล่าว จะเป็นลักษณะของการเข้าไปช่วยเสริมเรื่องงานบริการทั้งงานส่วนกลางและงานบ้าน เพื่อยกระดับบริการหลังการขายให้ดีขึ้น การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์นั้นเป็นระยะสัญญายาว 1-3 ปี หากไม่มีข้อร้องเรียนก็จะเป็นการร่วมมือต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการขยายงานบริการไปยังหัวเมืองใหญ่อย่าง จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และโคราช ซึ่งมีการคุยกับพาร์ตเนอร์ในท้องที่เรียบร้อยแล้ว

ด้าน ฟินโนมีน่า แอพพลิเคชั่นให้ข้อมูลด้านการเล่นหุ้น กล่าวเสริมว่า ผู้ใช้งานมีกว่า 1,200 ราย สร้างรายได้กว่า 1,200 ล้านบาท ตั้งเป้าสิ้นปีนี้ให้เติบโต 5 เท่า สร้างรายได้ให้ผู้ใช้งานกว่า 6,000 ล้านบาท เพราะเห็นโอกาสจากการลงทุนของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีการลงทุนล่วงหน้า ยิ่งในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเป็น 2 ใน 3 เท่าของประชากรทั้งหมด หรือ 15 ล้านคน และหวังพึ่งพาแต่เบี้ยชราภาพ

แม้ว่าจุดอ่อนของสตาร์ทอัพไทยยังมี แต่จุดแข็งด้านความสร้างสรรค์และความเก่งของคนไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก หากคนรุ่นใหม่มองเรื่องการนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนชีวิตได้ดีขึ้น จะมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจและน่าลงมือทำเช่นกัน