ธัญลักษณ์ อภิณหพานิชย์ จากเด็กสายวิทย์สู่เชฟขนมหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 11:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/507086

ธัญลักษณ์ อภิณหพานิชย์ จากเด็กสายวิทย์สู่เชฟขนมหวาน

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

หากวันนั้นเธอไม่ตัดสินใจเบนเข็มชีวิตมาสอบตรงที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อฝึกปรือฝีมือสำหรับเป็นเชฟ ตอนนี้เส้นทางชีวิตของ จูน-ธัญลักษณ์ อภิณหพานิชย์ เชฟขนมหวานหน้าตาชวนมองตั้งแต่แรกเห็น อาจต้องเปลี่ยนจากสวมผ้ากันเปื้อนไปสวมเสื้อกาวน์ ไม่ได้มีคำนำหน้าชื่อว่าเชฟ แต่ต้องเรียกเธอว่าเภสัชกรหญิงมากกว่า

“จูนเป็นเด็กสายวิทย์ คุณพ่อรับราชการ คุณแม่เป็นพยาบาล ที่บ้านสนับสนุนให้เอาดีด้านเภสัชกร ตอนแรกจูนก็ตั้งใจไปในสายนั้น แต่ปรากฏว่าไปสอบทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน จูนยังติดแค่ตัวสำรอง ระหว่างที่รอผล เลยมาลองสอบตรงที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ปรากฏว่าสอบติดคณะเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ เลยตัดสินใจเรียนที่นี่ดีกว่า เพราะจูนก็ชอบทำอาหารและขนมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” เชฟขนมหน้าหวานแห่งร้านเอสเอ็นพี เฮดควอเตอร์ เปิดฉากเล่าถึงเส้นทางชีวิตเด็กสายวิทย์ที่พลิกผันอย่างออกรส

จูนบอกว่า การตัดสินใจของเธอในตอนนั้น แม้ช่วงแรกทางบ้านจะไม่เห็นด้วย แต่หลังจากได้เข้ามาเรียนและเริ่มมองเห็นช่องทางในการประกอบอาชีพ ทางบ้านก็ค่อยๆ เปิดใจ

 

“พอเข้ามาเรียน ทางมหาวิทยาลัยจะมีโครงการให้ไปฝึกงานกับบริษัทต่างๆ นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน ตั้งแต่ปีหนึ่ง จูนเลือกเข้าโครงการฝึกงานกับเอสแอนด์พี เพราะมองว่าเป็นบริษัทใหญ่มีสายงานที่ค่อนข้างกว้างให้ได้เรียนรู้ เลยทำให้มีรายได้ระหว่างเรียน แถมยังได้เรียนรู้โลกแห่งการทำงานไปในตัว พอที่บ้านเห็นว่าเส้นทางที่เราเลือกมีอนาคตเลยเริ่มเห็นด้วยกับเส้นทางที่เราเลือก”

เชฟสาวยังบอกด้วยว่า หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้เธอได้เรียนรู้ทั้งศาสตร์การทำอาหารและขนม แต่สุดท้ายเธอเลือกเอาดีในสายขนมหวาน “จูนชอบกินขนมหวานอยู่แล้ว แต่ก่อนเวลาวันหยุดทีไรต้องไปตระเวนหาชิมขนมหวานอร่อยๆ พอได้มาเรียนก็ยิ่งหลงรักในศาสตร์การทำขนม เพราะเปิดโอกาสให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่”

การทำขนมต่างจากการทำอาหาร สำหรับเชฟสาวหน้าหวานมองว่า การทำอาหารไทยต้องพิถีพิถันในทุกขั้นตอนจริงๆ ถึงได้รสชาติถึงเครื่อง ขณะที่อาหารยุโรปถึงแม้จะส่วนผสมน้อย แต่เทคนิคในการปรุงอาหารค่อนข้างเยอะ ผิดกับขนมหวาน ที่แม้ตอนเรียนอาจารย์จะปลูกฝังว่า 1+1=2 แต่หลังจากได้ศึกษา และสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เธอกลับพบว่า เสน่ห์ของการทำขนมไม่ได้อยู่ที่การทำตามสูตรเท่านั้น แต่สูตรขนม 1 สูตร สามารถแตกออกเป็นสูตรย่อยได้มากมาย ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ของเชฟผู้อยู่เบื้องหลัง

 

“สิ่งที่จูนชอบและรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ทำขนมคือ เราสามารถใส่ความเป็นเราลงไปในขนมได้ไม่สิ้นสุด ทุกครั้งที่ได้ทำขนม จูนรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเหลือเกิน อีกเหตุผลที่จูนชอบทำขนมมากกว่าทำครัว เพราะห้องทำเบเกอรี่ส่วนใหญ่จะเป็นครัวเย็น แต่ถ้าเป็นครัวทำอาหารส่วนใหญ่จะร้อน” จูน บอกเล่าถึงความรักที่มีต่อการทำขนมอย่างอารมณ์ดี

ทุกวันนี้ จูนบอกว่า แม้ความสุขจากการตระเวนชิมขนมจะลดลง เพราะด้วยอาชีพเชฟขนมหวานทำให้ต้องชิมขนมแทบทุกวันอยู่แล้ว แต่ด้วยเนื้องานที่เปิดโอกาสให้เธอได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ตลอดเวลา ราวกับอยู่ในห้องทดลองที่มีโจทย์ใหม่ๆ เข้ามาท้าทายตลอดเวลา เลยทำให้สนุกกับการทำงานทุกวันจนไม่คิดจะโบกมือลา ส่วนอนาคต เธอวางแผนว่ายังอยากเรียนต่อ เพื่อหาความรู้ด้านการทำขนมเพิ่มเติม หลังจากนั้นจึงเดินหน้าสานฝันตัวเองที่อยากจะมีร้านขนม

“ตอนนี้จูนยังสนุกกับการเป็นเชฟขนม ยังไม่คิดจะลองไปชิมลางบทบาทใหม่ๆ เพราะการทำขนมเป็นทักษะที่ต้องหมั่นซ้อมมือ ถ้าทิ้งนานๆ ก็จะลืม ข้อดีของการเป็นเด็กสายวิทย์แล้วมาทำงานที่ต้องอาศัยศิลปะเข้ามาเป็นส่วนประกอบสำคัญ คือ ทำให้เราได้เปรียบเพื่อนๆ เวลาเรียนอะไรที่ต้องอาศัยความรู้ด้านวิทย์ เราจะเข้าใจได้เร็ว แต่ข้อเสียคือ เราจะอาจอ่อนเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ก็ต้องอาศัยหมั่นฝึกปรือ พยายามหาซิกเนเจอร์ของตัวเองให้เจอ”

 

ชวนคุยมาถึงตรงนี้ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วอะไรคือซิกเนเจอร์ในขนมผลงานของเชฟจูน คำถามนี้ทำเอาจูนหยุดคิดสักครู่ ก่อนเฉลยว่า ขนมของเธอต้องมีเทกซ์เจอร์ชุ่มฉ่ำหนักครีมและผลไม้

แม้วันนี้จูนจะยิ้มรับกับความสนุกที่แวะเวียนมาทักทาย อีกหนึ่งความท้าทายที่เธอได้รับจากการทำงานที่นี่ คือ โอกาสในการเป็นอาจารย์เวิร์กช็อปแต่งหน้าเค้กด้วยดอกไม้ให้กับผู้ที่สนใจ

“เป็นอีกงานที่ท้าทายค่ะ ต้องใจเย็น สมาธิต้องดี (หัวเราะ) เพราะเวลาสอนไม่เหมือนเวลาทำเอง บางครั้งผู้เรียนในห้องก็มีพื้นฐานไม่เท่ากัน ในฐานะผู้สอนเราต้องพยายามให้ผู้เรียนเรียนรู้ไปพร้อมกันได้” เชฟจูนกล่าวทิ้งท้าย

 

โดโรธี เพ็ทโซลด์ ไม่ได้แรง แค่แตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/506837

โดโรธี เพ็ทโซลด์ ไม่ได้แรง แค่แตกต่าง

เรื่อง กองทรัพย์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

รายการโทรทัศน์บ้านเราเพิ่งเปิดตัว เดอะเฟซฯ เมน (The Face Men Thailand) รายการค้นหานายแบบหน้าใหม่ไปได้ไม่นาน ทำให้นึกถึงรายการเรียลิตี้ระดับเอเชียที่จบไปเมื่อไม่นานนี้ คือรายการ เอเชียส์ เน็กซ์ ท็อป โมเดล (Asia’s Next Top Model) รายการที่คัดเลือกสาวๆ จากทั่วเอเชียเพื่อเฟ้นหานางแบบหน้าใหม่ เรียกว่าถ้าสาวๆ คนไหนเข้าไปในรายการได้ ก็จะมีกระแสทั่วทั้งเอเชียแน่นอน

ซีซั่นที่ 5 ที่เพิ่งจบไป มีตัวแทนสาวไทยเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันด้วย โดโรธี เพ็ทโซลด์ สาวลูกครึ่งไทย-เยอรมัน วัย 19 ปี ด้วยบุคลิกที่แสนมั่นใจและพูดตรงไปตรงมา สวยและความแซ่บทะลุจอ ทำให้เธอถูกพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่ง มีทั้งกระแสเชียร์และกระแสต้าน แต่หลังจาก ได้พูดคุยแล้ว จึงทำให้รู้ว่า เด็กสาวคนนี้เป็นคนที่พร้อมเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาอย่างจริงใจ

“โดเกิดภูเก็ต โตภูเก็ต เรียนภูเก็ต อยู่โรงเรียน 2 ภาษา แต่บรรยากาศก็คือไทยๆ ตอนเด็กๆ ก็เลยโดนเพื่อนล้อเรื่องสีผิว เราพูดภาษาอังกฤษ แต่เราผิวแทน ก็โดนเรียกอีดำมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เรารู้สึกไม่ชอบตัวเอง เคยกินกลูต้าให้ขาวเพราะเราอายเรื่องสีผิว พอโตมา ระดับหนึ่งคุณแม่ก็เป็นคนมาปลดล็อกความคิดให้เราเป็นคนมั่นใจ ว่าไม่จำเป็นว่าเราต้องขาวผอมเราถึงจะสวย ตอนนี้มีทั้งแบบคนอวบ อ้วน ผอม สวย ไม่มีอะไรมา ตีกรอบคำว่าสวย

 

เราเป็นยังไงเราก็สวยได้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าเราต้องเป็นแบบที่คนอื่นบอกให้เป็นเราถึงจะสวย เพราะว่าคำว่าสวยมันใหญ่มาก เราสามารถสื่อได้หลายอย่างมาก คิดซะว่าถ้าเราแตกต่างจากคนอื่น เราจะโดดเด่นกว่าคนอื่น แต่ถ้าเราอยากเหมือนคนอื่น เราก็จะเหมือนกันทุกคน ถ้าเราเหมือนกันหมด โลกนี้ก็น่าเบื่อ ทุกอย่างที่เป็นโดตอนนี้คือมาจากคุณแม่ทั้งหมด” นางแบบสาว เล่าถึงคุณแม่และสิ่งที่เธอได้รับ จนกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองในวัยเด็ก

เพราะเป็นลูกสาวที่เติบโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ทำให้โดโรธีอยากโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ เพื่อช่วยแม่หาเงิน เธอเริ่มทำงานด้วยการเดินแบบ ถ่ายแบบตั้งแต่อายุ 14 ปี ส่วนหนึ่งที่เริ่มทำงาน เพราะอยากรู้ว่าตัวเองโตขึ้นอยากเป็นอะไร

“ตอนเด็กๆ มีคนถามว่าอยากเป็นอะไร โดตอบ ไม่ได้ ก็เลยคิดว่าถ้าเราอยากรู้ก็ต้องลอง ลองด้วยการ ทำงานจริงๆ นี่แหละ พอลองแล้วชอบ ก็เลยคิดว่านี่อาจเป็นอีกหนึ่งเส้นทางของเรา โดทำงานตั้งแต่อายุ 14 ปี เพื่อแบ่งเบาภาระให้แม่ เพราะถ้ารอให้คนอื่นมาช่วย วันหนึ่งถ้าเขาไม่ช่วยเราก็ไม่เหลืออะไร ถ้าเราทำให้ตัวเองได้เราก็ภูมิใจ ดังนั้นแม่จะรู้ว่าโดจะไม่เหลวไหล ก็เลยวางใจให้ใช้ชีวิตของตัวเอง หลังจากโดอายุครบ 18 ปี”

เป็นคนพลังล้นเหลือ ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ และคิดว่าโลกใบนี้คือห้องเรียนห้องใหญ่ พอจบ ม.4 เธอก็สอบเทียบชั้น ม.6 แล้วก็ออกมาทำงานเต็มตัว และเมื่อตัดสินใจว่าจะเริ่มเดินทางเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วย แม่ก็เคารพการตัดสินใจของเธอ

 

“แม่บอกว่าไม่มีอะไรจะให้เรา ชีวิตของเราถ้าเราวางแผนหรือจะเดินไปทางไหน แม่เชื่อใจ สไตล์การเลี้ยงดูของแม่เต็มที่กลัวว่าเราจะขาด ก็พยายามเป็นทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ไม่ไทยจ๋าเกินไป เลี้ยงมาแบบผลักดันทุกอย่าง โดอยากทำอะไรแม่จะใส่ให้เต็มที่ แม่เป็นเหมือนเพื่อนสนิท อยู่บ้านอยู่กันสองคน นอนเตียงเดียวกัน ก่อนโดอายุ 18 แม่จะไปด้วยทุกที่เลย คอยซัพพอร์ตอยู่ห่างๆ คาแรกเตอร์แบบเราคนอาจจะคิดว่าแม่ปล่อยให้ใช้ชีวิตเต็มที่แต่เปล่าเลย”

ชีวิตการทำงานในสายนางแบบของสาวภูเก็ตคนนี้ เริ่มที่ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม ก่อนจะผ่านการคัดเลือก เอเชียส์ เน็กซ์ ท็อป โมเดล ซีซั่นที่ 5 ที่ต้องไปสู้รบกับสาวๆ นางแบบจากทั่วเอเชีย

“เข้าบ้านไปเรามองหาจุดเด่นของตัวเรา กลยุทธ์ในการแข่งขันก็คือการเป็นตัวเอง เพราะเราดูแล้วทุกคนไม่เหมือนกัน โดคิดว่าเราจะเป็นตัวเองให้มากที่สุด เราจะไม่เฟก ไม่นั่งนิ่งๆ เราเป็นคนพลังงานเยอะ เราก็ใช้พลังงานของตัวเองนำเสนอตัวเองออกไป โปรดิวเซอร์ชอบ อยากเป็นอะไรเป็นไปเลย เราก็เลยสนุก” โดโรธี เล่าอย่างสนุกสนาน

เมื่อรายการฉายทั่วเอเชีย เธอและเพื่อนกลุ่มหนึ่งถูกตั้งฉายาว่าเป็น Bad Girls “คนมองว่าแรง แต่สำหรับโดคิดว่าเราแค่แตกต่าง มีคาแรกเตอร์ (หัวเราะ) มีทั้งคนเชียร์เรา ด่าเรา ก็ทำใจมาแล้วว่าจะมีคนชอบเราเพราะเราพูดตรง ส่วนคนที่ไม่ชอบก็เป็นเรื่องธรรมดา แฮปปี้กับสิ่งที่เราได้ทำแล้ว มีชนะแคมเปญ มีชนะชาลเลนจ์ แอร์ไทม์ได้ รู้แก่ใจว่าเราไม่ชนะแน่ ก็พยายามหาแอร์ไทม์มาให้ได้เยอะๆ และเรียนรู้การทำงานกับโปรดักชั่นใหญ่ๆ”

 

สิ่งที่โดโรธีบอกว่าการเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เธอเป็นลำดับต้นๆ ที่ยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมเพิ่มขึ้นหลักแสน “เราดีใจที่คนติดตาม จำเราได้ นึกถึงเรา หลังจากนั้นโดก็เปิดยูทูบแชนแนลของตัวเอง เพราะเราอยากตอบคำถามแฟนๆ ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราค้นพบศักยภาพของตัวเองอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือการใช้เสียง

การที่ได้ไปในรายการระดับเอเชีย เป็นอะไรที่ดีมากสำหรับโด เราเป็นนางแบบในทีวี ก็เหมือนเปิดเส้นทางการเป็นนางแบบให้คนได้รู้จักมากขึ้น ก่อนหน้านั้นเราอาจจะเป็นนางแบบชื่อโดโรธี แต่ตอนนี้เราเป็นนางแบบ หนึ่งในเอเชียส์ เน็กซ์ ท็อป โมเดล ซีซั่นที่ 5 ที่เป็นคนไทย ก็เปิดทางให้โดได้มีโอกาสการทำงานมากขึ้น”

ท้ายที่สุด โดโรธี บอกว่า ต่อจากนี้เธอจะเปิดตัวเองสำหรับทุกโอกาสที่กำลังเข้ามา และหน้าที่ต่อไปคือ เรียนหนังสือ เพราะนอกจากเธอจะรู้ว่าความฝันของเธอคือการเป็นนางแบบ และการโลดแล่นบนถนนสายบันเทิงแล้ว การเรียนหนังสือและอยู่กับคุณแม่ที่ภูเก็ต คือความฝันที่เรียบง่ายและอยากจะทำที่สุด

“โดอยากเรียนต่อ อาจจะเรียนออนไลน์แบบอ่านหนังสือแล้วไปสอบเอา อยากเรียนด้านมาร์เก็ตติ้ง หรือไม่ก็เรียนอะไรเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เพราะภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวก็อยากจะมีรีสอร์ทเล็กๆ ของตัวเอง อยู่กับคุณแม่” นางแบบสาวเล่ายิ้มๆ n

 

ซันนี่-เคนจิ สองเพื่อนซี้กับชีวิตหลังออกล่าพระอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/506649

ซันนี่-เคนจิ สองเพื่อนซี้กับชีวิตหลังออกล่าพระอาทิตย์

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัยภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

 

“ไม่มีคำว่าคว้าน้ำเหลวหรอก ถึงแม้จะไม่เห็นพระอาทิตย์แต่มันก็อยู่ตรงนั้น” น่าจะเป็นประโยคติดหูและติดใจที่สุดของรายการ เดอะ ซัน ฮันเตอร์ (The Sun Hunter) จากปากของผู้ดำเนินรายการ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และเคนจิ-วันสว่าง บุญพิพัฒนาพงศ์ สองเพื่อนซี้สายฮาที่กอดคอเดินทางไปตามล่าพระอาทิตย์

ทำไมเลือก “พระอาทิตย์” เป็นธีมหลัก

ทั้งสองแทบจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เพราะมันเป็นเรื่องของการเริ่มต้นและหมดไป

เคนจิ : พระอาทิตย์เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่มนุษย์ทุกคนรู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราจับต้องมันไม่ถึง บางครั้งเราอาจมองไม่เห็น แต่เราก็อยู่ว่ามันอยู่ตรงนั้น

ทุกวันพระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกเสมอ จริงอยู่ว่าพระอาทิตย์เป็นสิ่งที่ควบคุม ไม่ได้ แต่แม้กระทั่งชีวิตเราก็ควบคุมไม่ได้ ซึ่งนี่แหละเป็นรสชาติ เป็นความสนุกสนานของชีวิต

ซันนี่ : หากมองดีๆ มันก็เหมือนเป้าหมายในการใช้ชีวิต เป้าหมายในการทำงาน และเป้าหมายในทุกๆ เรื่อง เวลาเรากำลังพยายามทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นเป็นรูปร่างสักที อยากให้รู้ไว้ว่าความพยายามของเราไม่มีวันสูญค่า เหมือนกับพระอาทิตย์ที่มีเมฆบดบัง เราอาจไม่เห็นเป็นลูกกลมแดงสวยงาม แต่เราก็รู้ว่ามันกำลังขึ้นอยู่

แสงแรกของวันเหมือนความหวังในวันใหม่ และเมื่อพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปมันก็เป็นความสวยงามสุดท้ายที่ทำให้เรารู้ว่า ชีวิตยังมีวันพรุ่งนี้ ชีวิตมันจะมีคุณค่ามากกว่า ถ้าเราพยายามทำอะไรแล้วไปเจออุปสรรค จากนั้นอีกวันหนึ่งเราทำสำเร็จขึ้นมา เราจะรู้สึกว่ามันมีค่ามาก

ฮันเตอร์ซัน ฮันเตอร์จิ และทีมงานออกเดินทางสู่ทวีปยุโรปเพื่อตามล่าหาพระอาทิตย์เป็นครั้งแรก นับจำนวนเมืองที่พักและผ่านได้กว่า 20 เมืองใน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส โมนาโก และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 14 วัน

รายการมีสคริปต์ไหม

ซันนี่ : ไม่มีสคริปต์ (ตอบเสียงหล่อ) แต่เราจะกำหนด โลเกชั่นว่าวันนี้จะไปที่ไหนบ้าง เวลาผ่านไปเมืองไหนจะดูว่าตรงไหนของเมืองสวย หรือบรรยากาศตรงไหนที่เหมาะกับการดูพระอาทิตย์ทั้งขึ้นและตก จากนั้นระหว่างวันก็จะทำกิจกรรมสนุกๆ หรือเดินชมบ้านเมือง ไปดูแลนด์มาร์คเหมือนนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ยังไม่เคยไป ซึ่งเราจะบอกข้อมูลคร่าวๆ ให้คนอยากมา ให้เขาอยากมาเห็นด้วยตาและเจอสิ่งใหม่ๆ ด้วยตัวเอง

บางคนอาจมองว่ารายการเราไม่มีสาระหรือเปล่า แต่ผมคิดว่า สาระมันอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ต่อให้เรื่อง ไร้สาระ ถ้าคนอยากหาสาระกับมันก็หาได้ อย่าไปโทษคนอื่นว่า ดูไปทำไมไม่เห็นได้สาระอะไร ผมว่าไม่เกี่ยว เพราะมันอยู่ที่ตัวคุณเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่น อยู่ที่ว่าคุณมองแล้วคุณได้อะไรจากสิ่งนั้น คุณมองแล้วเห็นโอกาสจากสิ่งนั้นหรือเปล่า และคุณมองแล้วเห็นประโยชน์จากสิ่งนั้นแค่ไหนแค่นั้นเอง

คิดว่าชีวิตยังต้องตามล่าหาอะไรอีก

ซันนี่ : จริงๆ ชีวิตไม่ต้องตามหาอะไร แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำอะไรมากกว่า ในรายการเป้าหมายของเราคือ พระอาทิตย์ แต่ระหว่างนั้นเราได้อะไรจากการเดินทางบ้าง สำหรับคนอื่นเป้าหมายก็คือ ความฝันในชีวิต เรารู้อยู่แล้วว่าเรามีทิศทางที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย แต่สิ่งที่เราเจอระหว่างนั้นมีอะไรบ้างต่างหากที่สำคัญ

เคนจิ : วันนี้เป็นแบบนี้ หลับไป ตื่นมาเราก็จะรู้เองว่าชีวิตมันเป็นยังไง เราต้องการอะไร อย่างการไปตามล่าดวงอาทิตย์ มันไม่ใช่แค่ไปนั่งดูพระอาทิตย์เฉยๆ แต่มันคือการออกไปหาแรงบันดาลใจ เพราะสิ่งๆ เดิมอย่างดวงอาทิตย์มันอาจทำให้ความคิดเราเปลี่ยนก็ได้

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

ซันนี่ : ความจริงคือ เราสองคนไม่ใช่คนตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือไปนั่งรอดูพระอาทิตย์ตก เพราะมัวแต่ยุ่งกับการทำงานจนไม่มีเวลา แต่พอออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ เราถึงรู้ซึ้งถึงความสำคัญกับสิ่งที่เราเคยมองข้ามมาตลอด

เป้าหมายสูงสุดของทั้งคู่คือ การเดินทางไปดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกรอบโลก ซึ่งแม้จะเป็นพระอาทิตย์ดวงเดียวกันแต่เมื่อต่างเวลาและต่างสถานที่กัน ความรู้สึกนึกคิดเมื่อได้มองพระอาทิตย์ดวงเดิมนั้นก็จะไม่มีวันเหมือนเดิม

ทุกครั้งที่ปิดท้ายรายการต้องจบด้วยคำคมเท่ๆ?

ซันนี่ : (เสียงดัง) เวลาที่ผมพูดอะไรตามที่ผมเข้าใจ คนมักคิดว่า โอ๊ย มันคมมาก เป็นคำคมซะเหลือเกิน แต่ผมไม่ได้อินกับการที่ต้องมาเขียนอะไรที่มันคม ผมไม่ชอบมากที่สุดคือ การไปบอกให้ใครทำอะไร บอกให้ใครมีชีวิตแบบนี้สิให้คำพูดมันดูคมขึ้นมา ผมแค่เข้าใจแบบนี้ ก็พูดออกไปแบบนี้ ส่วนคนจะเห็นอะไรจากสิ่งที่ผมพูดก็เป็นเรื่องของเขา เพราะชีวิตของเราไม่เหมือนกัน เราจะนำชีวิตของคนนี้ไม่ใช้ในชีวิตของเราไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เจออย่างที่เขาเจอ

เหมือนในรายการมันก็เป็นประโยคที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ประสบพบเจอมา เช่น ถ้าเราจะมุ่งไปทางทิศทางนั้น เราต้องไม่ท้อ เราต้องเดินต่อไปให้มันเจอ ดังนั้นชีวิตมันไม่มีคำว่าคว้าน้ำเหลวหรอก เพราะไม่ว่ายังไงเราก็ทำมันอยู่ดี

มิตรภาพ 17 ปี

ซันนี่ : เวลาเราต่อติดกับใคร แล้วไม่ได้เจอกันนานๆ แต่พอกลับมามันก็จะต่อติดเหมือนเดิม คือทุกคนมีความคิด มีคาแรกเตอร์ของตัวเขาเอง เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันไป โดยเฉพาะยิ่งเรารู้จักเขาเยอะ เราก็ต้องยิ่งเข้าใจว่าเขาเป็นคนแบบไหน แค่นั้นเอง อย่างตอนนี้เรากลับมาเดินทางด้วยกัน แต่ไม่เคยทะเลาะกันเลย นั่นเพราะเราต้องเข้าใจก่อนว่า ถ้าจะเถียงกันเรื่องอะไร เจตนาของคนทั้งคู่คืออยากให้มันดี พอเรารู้เจตนาเขาแล้วก็จะไม่มีปัญหาตามมา

เคนจิ-วันสว่าง บุญพิพัฒนาพงศ์

เคนจิ : ซันนี่เป็นคนดี (จบ)

สำหรับชีวิตส่วนตัวของทั้งคู่ เคนจิเป็นเจ้าของค่ายมวยและเป็นเจ้าของร้านอาหาร แอนิมอล คาเฟ่ ซึ่งทุกอย่างเกิดมาจากความชอบล้วนๆ ส่วนซันนี่ เขาสารภาพว่า อาชีพที่รักมีเพียงอย่างเดียวคือ นักแสดง ส่วนที่เหลือถือว่าเป็นการใช้ชีวิต อย่างการท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในความฝัน เพราะเขาอยากไปทุกที่ที่ยังไม่เคยไป และการทำรายการเดอะ ซัน ฮันเตอร์ ก็เป็นหนึ่งในทิศทางที่ทำให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น

การเดินทางส่งผลอะไรต่อชีวิต

ซันนี่ : การเดินทางคือการเรียนรู้ ออกไปเจอในสิ่งที่เราไม่เคยเจอเลย จะได้เข้าใจว่าที่นี่เป็นแบบนี้เพราะอะไร เหมือนเปิดหนังสือเล่มใหม่ ไม่อย่างนั้นเราก็จะรู้แค่นี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจด้วยว่าเราอยากรู้แค่ไหน แต่ละคนก็จะต่างกันไปและจะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย

เคนจิ : สำหรับผมการเดินทางเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับชีวิต สร้างสีสันให้กับชีวิต และได้เรียนรู้เรื่องของคน ทำให้เราเห็นมุมมองการใช้ชีวิตของคนอื่นให้มาปรับใช้ในชีวิตของเราเอง ซึ่งมันจะมีมาเรื่อยๆ เท่าที่เราสามารถมองเห็น

ปัจจุบันซันนี่อายุ 36 ปี ส่วนเคนจิไล่มาติดๆ ในวัย 35 ปี ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่คนบ้าออกตามล่าพระอาทิตย์ และเป็นครั้งแรกของรายการท่องเที่ยวที่กล้านำพระอาทิตย์มาเป็นเป้าหมายในการเดินทาง โดยสามารถติดตามได้ทางไลน์ทีวี ทุกวันพุธ เวลา 12.00 น. ผ่านแอพพลิเคชั่น Line TV หรือเว็บไซต์ tv.line.me n

ขอบคุณสถานที่ : KTC POP

 

เพียงพร สุวรรณประทีป นักธุรกิจหญิงในนิยาม ‘คนเครื่องสำอาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2560 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/505077

เพียงพร สุวรรณประทีป นักธุรกิจหญิงในนิยาม ‘คนเครื่องสำอาง’

เรื่อง ปอย

คร่ำหวอดในธุรกิจเครื่องสำอางมากว่า 15 ปี เพียงพร สุวรรณประทีป กรรมการผู้จัดการ พิงค์ พีโอ วันนี้เปิดตัวในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางเรดเอิร์ธ ที่ดูเหมือนว่าแบรนด์จะอยู่นิ่งๆ ไม่มีกระแสหวือหวามาสักพัก หากแต่ในวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจความงามกลับเล็งเห็นว่า เครื่องสำอางที่มียอดขายเฉลี่ยต่อปีสูงกว่า 70-80 ล้านบาท ตัวเลขแม้ไม่แรงนักในด้านการตลาด แต่แสดงถึงฐานลูกค้าเหนียวแน่น ให้ความชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งสกินแคร์ เมกอัพ และให้การสนับสนุนแบรนด์อยู่อย่างต่อเนื่อง

โอกาสนำเรดเอิร์ธกลับเข้ามาทำตลาดอีกครั้ง จึงไม่น่าเป็นโจทย์ยาก เพียงพร กล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจในฐานะที่เรียกตัวเองว่า “คนเครื่องสำอาง” รับหน้าที่กุมบังเหียนครั้งใหม่ในตลาดแวดวงความงาม

ความสวยแบบออสเตรเลียเพียงพร สุวรรณประทีป

หลักในการเลือกเครื่องสำอางเบื้องต้น เพียงพร บอกเหตุผลแรกไม่ใช่ราคา แต่เป็นการมองโดยรวมผสมผสานตั้งแต่แพ็กเกจจิ้ง และคุณภาพ

“ดิฉันมองว่าไม่ต่างจากผู้ใช้ คือรัก ชอบ มองแล้วใช่ จึงตัดสินใจเลือกใช้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้ค่ะ

ในส่วนของประวัติแบรนด์ ก็น่าสนใจ และเป็นอีกเรื่องที่น่าศึกษาน่าค้นหาร่วมด้วยค่ะ เรดเอิร์ธก่อกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 1991 วันนี้อายุเป็นหญิงสาวสวยเต็มวัยค่ะ 26 ปีแล้ว และเข้ามาเมืองไทยได้ 20 ปีแล้วนะคะ เป็นช่วงเวลายาวนานและกระแสค่อนข้างนิ่งแล้ว

จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อเจ้าของแบรนด์ติดต่อดิฉัน แล้วแจ้งความจำนงว่าต้องการให้เป็นตัวแทนผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องสำอางเรดเอิร์ธ เจ้าของรายนี้ก็เป็นรายใหม่เช่นกันค่ะ เป็นชาวฮ่องกงซื้อแบรนด์มาจากออสเตรเลีย ซึ่งก็เป็นเหตุผลทำให้โททัลลุคของแบรนด์เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด แต่ในด้านคุณภาพคงความเป็นแบรนด์ธรรมชาติจากออสเตรเลีย เป็นการรักษารากฐานเดิมแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาตินี้ไว้ได้ทุกๆ ประการ ซึ่งตลาดถูกสร้างสรรค์ไว้ชัดเจนดีแล้ว

พอได้คุยกันแล้วดิฉันตอบตกลงภายใน 2 ชั่วโมง (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ประทับใจที่เขาบอกว่าตามหาตัวดิฉันทุกๆ ช่องทาง นานกว่า 6 เดือนแล้ว แสดงความตั้งใจกับการสร้างแบรนด์ครั้งใหม่ จากภาพลักษณ์เดิมๆ ที่แพ็กเกจจิ้งสีขาวบ้าง สีทองบ้าง แต่หน้าตาใหม่คือการคงรูปลักษณ์เครื่องสำอางสัญชาติออสเตรเลียไว้ได้ นี่คือความประทับใจที่สุด เขาเป็นนักธุรกิจฮ่องกงแต่ไม่ลืมความเป็นออสเตรเลียน ยกตัวอย่างเช่น สกินแคร์ ส่วนผสมจากธรรมชาติ และเมดอินออสเตรเลียร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่คือหัวใจหลักเลยค่ะ

ย้อนกลับไป 10-20 ปีที่แล้ว แบรนด์เครื่องสำอางจากทวีปนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าสกินแคร์หรือเมกอัพหลายๆ แบรนด์ที่มีชื่อเสียง ล้วนถูกสร้างสรรค์ในแนวคิดเดียวกัน คือ Real Australian Beauty ดิฉันมองเห็นว่า โจทย์ต่อไปในการสร้างแบรนด์ให้กลับมามีกระแสตอบรับที่ดีในตลาดความงามอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ

ความสวยแบบออสเตรเลีย โจทย์นี้เกี่ยวข้องกับสาวไทยได้ไหม? ไลฟ์สไตล์ของเขาคือการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สนุกไปกับกิจกรรมกลางแจ้งหลายๆ อย่าง เช่น เดินป่า ปีนเขา ว่ายน้ำในทะเล แต่พวกเธอก็คงความสวยไว้ได้ โดยไม่ต้องแต่งเติมมากมาย ซึ่งนี่คือความงามสากลและเป็นสิ่งที่หญิงสาวหลายคนปรารถนา ผู้หญิงเรดเอิร์ธเช่นเดียวกันค่ะ พวกเธอรักสวยรักงามแน่นอนอยู่แล้วนะคะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าต้องนั่งแต่งหน้าประโคมกันบ่อยๆ ทั้งวัน ไม่ได้อินกับการแต่งหน้าเพียงอย่างเดียวในชีวิตนี้ เพียงแต่ต้องการวิธีเติมแต่งที่เพิ่มความงามได้อย่างเป็นธรรมชาตินะคะ”

เพียงพร อธิบายคล่องแคล่วโชว์ลักยิ้มติดใบหน้าตลอดการสนทนา ความรู้จริงในแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาบริหาร เปิดตัวขึ้นบนเวทีแนะนำเครื่องสำอางเรดเอิร์ธ ผู้บริหารหญิงแนะด้วย ตัวเองทุกชิ้น ครบทุกไลน์สกินแคร์

“เริ่มต้นสกินแคร์ก่อนค่ะ ต่อจากนั้นยี่ห้อเรดเอิร์ธก็ต้องมีเมกอัพแน่นอน แต่การวางตัวเป็นเนเชอรัลเมกอัพ ผลิตภัณฑ์หมวดนี้ก็จะไม่มากเท่าสกินแคร์ ดิฉันยกตัวอย่างเช่นอายแชโดว์ ก็ไม่ได้มีสีสันจี๊ดจ๊าดมากมาย แต่มีสีเบสิกครบใช้ได้ทุกสี ติดกระเป๋าไว้ไม่มีพลาดใช้ได้ทุกกาลเทศะ

ดิฉันศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง รู้ลึกทุกๆ ชิ้นค่ะ ซึ่งก็เป็นหลักในการทำงานที่เจ้าของธุรกิจจะต้องรู้จริง และรู้ก่อนที่ลูกน้องจะรู้ เมื่อพนักงานไม่เข้าใจหรือเข้ามาสอบถาม เอ็มดีสามารถตอบได้ถูกต้องทุกๆ คำถามค่ะ แล้วธรรมชาติของสินค้าทุกๆ อย่างในโลกใบนี้ ไม่มีหรอกค่ะ ที่ชิ้นนี้ดีที่สุด เพอร์เฟกต์ที่สุด ไม่ว่าชิ้นไหนก็ต้องมีข้อดี ข้อด้อย แล้วถ้าเรารู้ก็สามารถอธิบายให้พนักงานหน้าร้านส่งสารที่ถูกต้องต่อไปยัง ผู้บริโภคได้ดีด้วยนะคะ”

ไม่ได้รักสวยรักงามสักเท่าไร

คำสารภาพของผู้บริหารวงการบิวตี้ ที่ยอมรับพร้อม เสียงหัวเราะสดใส ว่าไม่ใช่ผู้หญิงดูแลตัวเองในเรื่องสวยๆ งามๆ สักเท่าไรนัก แทบไม่ได้ดูแลตัวเองเลยก็ว่าได้ แต่การคลุกคลี อยู่วงการเครื่องสำอางได้ดี ก็เพราะหลังร่ำเรียนจบปริญญาโทเอ็มบีเอ จากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน สหรัฐ เส้นทางอาชีพเกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้เริ่มต้นด้วยความบังเอิญ

“ดิฉันจัดเป็นลูกหม้อเก่า มีโอกาสได้ทำงานที่ไมเนอร์คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์ดังระดับโลก หลายแบรนด์เลยนะคะ ซึ่งเครื่องสำอางสัญชาติออสเตรเลียก็มาเกือบครบ แล้วก็มีเรดเอิร์ธรวมอยู่ด้วยค่ะ เจ้านายก็ให้โอกาสในการดูแลสร้างแบรนด์ ที่ตอนนั้นเพิ่งเข้ามาเมืองไทย มาวันนี้ก็ได้แบรนด์กลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง บอกได้นะคะว่าพรหมลิขิต (บอกพร้อมรอยยิ้ม) หรือถ้าบอกว่าการได้มาอยู่ในธุรกิจนี้ เป็นเรื่องจับพลัดจับผลูก็ได้นะคะ เพราะไม่ใช่คนรักสวยรักงามเอาเลยก็ว่าได้ค่ะ

อย่างเช่นจะขึ้นเวทีแนะนำผลิตภัณฑ์คอลเลกชั่นใหม่วันนี้ ลูกน้องก็ต้องหาครีมมาทาขาให้เจ้านายจะได้ไม่ดูแย่มากนัก (หัวเราะ) ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี คณะบัญชี จุฬาฯ ก็ไม่ใช่สไตล์คุณหนูหวานๆ สวยๆ เลยนะคะ ไปเรียนแต่งหน้าก็แค่ ทาแป้ง เขียนคิ้ว ทาลิปนิดหน่อยแค่นั้นเอง พอแล้วค่ะ

แล้วได้มาอยู่วงการนี้ก็ไม่ได้ชอบลองของใหม่อะไรเลย ใช้ครีมกระปุกไหนก็ใช้แต่กระปุกนั้นไม่เคยเปลี่ยน การดูแลตัวเองยอมรับเลยค่ะ สกินแคร์กระปุกเดียวโปะทั้งกลางวันและกลางคืน ขั้นตอนเดียวสบายๆ ทาครีมแล้วนอน เพราะมีเรื่องที่ต้องให้เวลาดูแลมากกว่าตัวเอง ทั้งเรื่องของการงาน เรื่องครอบครัวดิฉันมีลูกสาวสองคนในวัยเรียนที่เป็นช่วงวัยต้องดูแลให้เวลาเขาอย่างเต็มที่

ผิดคาดใช่ไหมคะ หลายคนมองเป็นคุณหนู คุณนาย ดิฉันเติบโตมากับการเลี้ยงดูของคุณพ่อ (พล.ต.ท.อุกฤษฎ์ ปัจฉิมสวัสดิ์) ท่านติดดินมาก ส่วนคุณแม่ (นลินี ปัจฉิมสวัสดิ์) ทุกกาลเทศะเป๊ะมากพร้อมสวยตลอดเวลา เราก็เลือกหยิบใช้ทั้งสองฝั่ง แต่ส่วนใหญ่เลือกฝั่งน้อยๆ ของคุณพ่อ เพราะสบายกว่าค่ะ”

เพียงพร บอกว่าเมื่อต้องทำงานจริงจัง ความรักในอาชีพสายนี้ก็เกิดขึ้น เพราะความรักในทีมงาน การสร้างทีมงานให้มีคุณภาพคือหัวใจหลักในการสร้างสรรค์แบรนด์ความงาม ซึ่งมีการแข่งขันสูงมากในเวลานี้

“มีธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องสำอาง และอาหารเสริม แบ่งเป็น 2 บริษัทค่ะ โดยธุรกิจหลักอยู่ที่ พิงค์ พีโอ ซึ่งมีกำลังอยู่ในช่วงพิตชิ่งเครื่องสำอางแบรนด์ดังเข้ามาอีก 2-3 แบรนด์จากทั่วโลก ทั้งฝั่งยุโรป และฝั่งเกาหลี ในราคาค่อนข้างแมส เป็นการสร้างแบรนด์ไม่ให้ทับไลน์กันค่ะ สิ่งที่ทำให้เราชนะโอกาสในการ พิตชิ่งแบรนด์ คือเราไม่ทำหน้าที่เพียงซื้อมาขายไป ในแบบ ดิสทริบิวเตอร์ แต่ดิฉันวางหน้าที่เป็นพาร์ตเนอร์ลงทั้งตัวเงินลงทุน และสู้ต่อไปสร้างสรรค์แบรนด์ให้แข็งแกร่งด้วยกัน

ตลาดเครื่องสำอางก้าวสู่ตลาดโกลบอลอย่างเต็มตัว มี นักลงทุนเยอะขึ้น ทั้ง ‘คนเครื่องสำอาง’ ในแบบเรา มีทั้ง นักลงทุนหน้าใหม่ๆ ที่ก้าวเข้ามาขอชิมลางในตลาดนี้ หลายๆ รายมาง่ายแล้วก็หายไปได้ง่ายๆ เช่นกันค่ะ สถานการณ์ในไทยเริ่มคล้ายๆ กับเกาหลีที่มีเกือบ 8,000 แบรนด์ แบรนด์เกิดใหม่ทุกวันค่ะ ซึ่งนี่ก็คือความท้าทายของ พิงค์ พีโอ ที่มีเป้าหมายในการเลือกสร้างสรรค์แบรนด์เครื่องสำอางใหม่

หลักการของเราไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์โด่งดังอะไรเลยนะคะ แต่เมื่อนำเข้ามาแล้วเป็นแบรนด์ที่สามารถเติบโตต่อไปได้ค่ะ”

เพียงพรบอกอย่างมั่นใจในฐานะ “คนเครื่องสำอาง” ที่พร้อมก้าวเติบโตต่อไปไม่หยุดยั้งในตลาดวงการความงาม ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรวงการนี้ก็ไม่เคยหลับใหล n

 

จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ ‘เรียนศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/504914

จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ ‘เรียนศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปิน’

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ทายาทนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เอิง-จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ วัย 28 ปี ลูกชายคนสุดท้องของ ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ ผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์และนักสะสมงานศิลปะที่ได้ก่อตั้งหอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ ไว้เป็นพื้นที่สร้างโอกาสและแรงบันดาลใจให้กับวงการศิลปะไทย โดยวันนี้มีลูกชายในฐานะของผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามาสืบสานและต่อยอด

เอิงเล่าว่า ตนใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศตั้งแต่อายุ 10 ขวบจนจบปริญญาโท โดยเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปะ เอกเฉพาะทางภาพยนตร์ จากนั้นศึกษาต่อปริญญาโทด้านการตลาดเพื่อปูทางกลับมาสืบสานธุรกิจของครอบครัว

“ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน เพราะธุรกิจหลักของครอบครัวเราจะทำด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งโรงแรม บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ ส่วนหอศิลป์เป็นธุรกิจที่เกิดจากความชอบสะสมของเก่าและงานศิลปะของคุณพ่อคุณแม่ ที่อยากมี พื้นที่จัดแสดงของสะสมและเปิดเป็นพื้นที่ให้ศิลปินไทยท่านอื่น เข้ามาจัดแสดงด้วย”

หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ ก่อตั้งขึ้นราว 5 ปีก่อน โดยทายาทผู้นี้เริ่มเข้ามาจับจากการเป็นแค่ผู้ช่วย แต่ด้วยโอกาสและจังหวะชีวิตทำให้เขาเข้ามาจับธุรกิจหอศิลป์เต็มตัว จนต้องกลับไปเรียนปริญญาโทอีกใบในสาขาธุรกิจศิลปะเพื่อกลับมา บริหารงานหอศิลป์โดยตรง

“ถ้าเราอยากทำอะไรให้ดี เราต้องมีพื้นฐานความรู้ที่แน่นก่อน” ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร “โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานกับศิลปิน เพราะงานศิลปะเป็นเหมือนลูกของเขา เขามาฝากลูกฝากความรักไว้กับเรา ดังนั้นเราต้องดูแลให้ดี ซึ่งตอนนี้เราสามารถพูดได้เต็มปากว่า ถ้างานศิลปะของคุณอยู่กับเราแล้วจะไปต่อได้ เติบโตได้”

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหอศิลป์มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดที่เฉพาะกลุ่ม เรื่องของวัฒนธรรมที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องของคุณค่าทาง จิตใจที่ไม่สามารถตีราคางานศิลปะได้จากมูลค่าของวัสดุ หรือแม้กระทั่งเรื่องของคุณค่าความสวยงามที่ไม่สามารถประเมินราคาได้

ความเอาจริงเอาจังในธุรกิจประเภทนี้ทำให้เขาทำความเข้าใจมาตรฐานของหอศิลป์ในต่างประเทศ และกลับมาดูโครงสร้างของบ้านตัวเองใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนแรกคือ การคัดเลือกศิลปินไปจนถึงการวางแผนนิทรรศการ และกิจกรรมที่จะทำในแต่ละปี เพราะในหนึ่งปีไม่ได้มองแค่ว่าจะมีนิทรรศการใดมาแสดงและจบไป แต่ต้องดูว่าในหนึ่งปีจะ “เล่าเรื่อง” อย่างไร ต้องเริ่มต้นด้วยศิลปินคนไหน และข้อความที่ต้องการสื่อออกมามีเรื่องอะไรบ้าง

อย่างปีนี้หอศิลป์ได้เล่าเรื่องราวที่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกันของคนหลายเชื้อชาติหลายศาสนา และระบบการศึกษา ดังนั้นการคัดเลือกศิลปินจึงไม่สามารถทำได้อย่างสะเปะสะปะ แต่ต้องผ่านกระบวนการคิดและการวางแผนล่วงหน้าทั้งสิ้น

“ความเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดเจนน่าจะเริ่มจากปลายปีนี้ (2560) โดยเราจะนำงานของศิลปินหญิงมาจัดแสดงมากขึ้น หรือจากศิลปินหลากหลายสถาบันและหลากหลายประเทศมากขึ้น เพราะประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต่างประเทศกำลังให้ความสำคัญ นั่นคือเรื่องของความเท่าเทียมในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นความเท่าเทียมในเรื่องศาสนา วัฒนธรรม เพศ หรือแม้กระทั่งความคิดที่เราจะทำให้เข้มข้นมากกว่าเดิม” ผู้บริหารรุ่นใหม่เผย

เอิงยังกล่าวด้วยว่า จากความบังเอิญที่ทำให้ต้องเดินบนธุรกิจหอศิลป์ แต่เมื่อได้ก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้วเขากลับไม่สามารถเดินไปทางอื่นได้อีก เพราะหน้าที่ของแกลเลอรี่นอกจากจะสนับสนุนศิลปิน ยังจะช่วยผลักดันการสร้างตลาด สร้างมูลค่าให้กับศิลปิน สร้างมาตรฐาน รวมไปถึงสร้างผลงาน ซึ่งหอศิลป์ศุภโชคพยายามสนับสนุนศิลปินรุ่นเยาว์เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศิลปินรุ่นใหญ่ เติบโตไปพร้อมกับหอศิลป์ขนาดเล็กเพื่อพัฒนาไปสู่หอศิลป์ขนาดใหญ่และมีบทบาทต่อสังคม

“คนรุ่นใหม่คือพลังสำคัญมากๆ ในวงการศิลปะไทย การสนับสนุนพวกเขาจึงทำให้เขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม ซึ่งเราอาจจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งเล็กๆ ที่ช่วยสร้างระบบนิเวศใหม่ให้วงการศิลปะ คนรุ่นใหม่จะได้เติบโตไปและสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ค่านิยมใหม่ เทคนิคใหม่ให้กลับคืนมาสู่วงการศิลปะไทย เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนให้วัฒนธรรมไทยไม่มีวันตาย”

เอิงกล่าวถึงประเด็นศิลปะไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าศิลปินที่ทำงานศิลปะไทยดั้งเดิมยังเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งจากนักสะสมรุ่นใหญ่และวัดวาอารามที่ยังต้องการศิลปินไทยมีฝีมือ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงคนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยเพื่อศึกษาเรื่องราวของศิลปะไทย โดยที่เขาไม่มีความรู้พื้นฐานเรื่องศาสนาพุทธ งานที่เป็นพุทธอย่างเดียวอาจเป็นเสมือนกำแพงกั้นทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับต่างชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ศิลปินไทยต้องการสื่อสารจะสามารถแปลงค่าอย่างไรให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับตลาดสากลหรือคนธรรมดาทั่วไปให้สามารถสื่อสารภาษาเดียวกันผ่านงานศิลปะได้

นอกจากนี้ นักสะสมยังเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญของวงการศิลปะ เขายกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ว่า นักสะสมของประเทศเหล่านี้จะสนับสนุนงานของศิลปินท้องถิ่นเป็นหลัก นั่นหมายความว่า หากประเทศใดเปิดการประมูลงานศิลป์ ศิลปินของประเทศเหล่านี้จะถูกจดบันทึกว่าได้ถูกประมูลผลงานไป ซึ่งทำให้ชื่อของศิลปินอยู่ในระดับต้นๆ และราคาของผลงานก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ผิดกับนักสะสมชาวไทยที่มีกำลังซื้อสูงมักจะเลือกซื้องานต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้เกิดเพดานปิดกั้นไม่ให้ศิลปินไทยขึ้นไปสู่ระดับนานาชาติ

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบ้านเรายังไม่มีโครงสร้างของตลาดมือสอง อย่างของเมืองนอกสมมติว่านักสะสมซื้องานของศิลปินเอไป พอได้สักระยะเขาอยากเก็บสะสมงานของศิลปินบีที่แพงกว่า เขาจะขายผลงานของศิลปินเอเพื่อนำกำไรมาบวกทุนแล้วซื้อผลงานของบี จึงทำให้เกิดการหมุนเวียนงานศิลปะและเกิดเป็นสังคมนักสะสมที่จะมาแลกเปลี่ยนงานกัน” เขาแสดงทัศนะ

“แต่นักสะสมชาวไทยถ้าเป็นรุ่นใหญ่เขาจะไม่ชอบบอกใครว่าซื้ออะไร จะไม่ให้ใครเห็นว่าสะสมอะไรไว้ จะมีก็ยุค หลังๆ ที่นักสะสมเริ่มนำของสะสมออกมาแชร์ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นให้นักสะสมรุ่นใหม่มีแรงบันดาลใจอยากสะสมงานศิลปะและศิลปินเองก็จะเป็นที่รู้จักมากขึ้น สุดท้ายก็เกิดเป็นการขยายขนาดวงการศิลปะไทยและสร้างความคึกคักมากขึ้น ซึ่งหอศิลป์ของเราก็พยายามให้นักสะสมมาเจอกันเพื่อสร้างสังคมนี้ให้ใหญ่ขึ้นด้วย”

ผู้บริหารรุ่นใหม่คนนี้มองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าวงการศิลปะไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เพราะอย่างหอศิลป์ศุภโชคฯ เองก็ได้ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วคือ เรื่องการนำงานศิลปะไปสู่ชุมชน เพื่อให้ศิลปะกระจายออกไปยังหัวเมืองต่างๆ โดยลงพื้นที่แล้วในพิษณุโลก จากนั้นเร็วๆ นี้จะไปขอนแก่น และปิดท้ายที่เชียงใหม่ รวมถึงอีกหลายโปรเจกต์มากมายที่ยังเปิดเผยไม่ได้แต่จะสร้างแรงกระเพื่อมยิ่งใหญ่ให้วงการศิลปะไทยแน่นอน

ทว่าในฐานะคนวงใน ภาพที่เขาอยากเห็นมากที่สุดน่าจะเป็นการรวมตัวกันของหอศิลป์ต่างๆ เพื่อสร้างพลัง สร้างบทบาทในสังคมไทย และเพื่อสร้างสังคมแห่งศิลปะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ได้อยู่บนหิ้ง “ทุกคนต้องสามารถเข้าถึงงานศิลปะ และงานศิลปะก็ต้องเข้าไปให้ถึงทุกคน รวมถึงฟันเฟืองอย่างศิลปินและหอศิลป์ก็ต้องอยู่รอดไปด้วยกัน มันจึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ท้าทายมาก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน” เขากล่าวทิ้งท้าย n

 

คุณกล้าทำในสิ่งที่คิดมั้ย ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:50 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/503878

คุณกล้าทำในสิ่งที่คิดมั้ย ?

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

สมัยนี้ใครๆ ก็อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากทำธุรกิจที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ถือเป็นกระแสใหม่แห่งยุค ที่ผู้คนไม่ต้องการก้มหน้าก้มตาทำงานให้แก่ใครอีกต่อไป เหนื่อยและทำเพื่อตัวเอง ทำได้ดีก็ตักเงินเข้ากระเป๋า ทำไม่ดีก็เรียนรู้ ล้มเองช้ำเอง ลุกสู้ใหม่ อะไรแบบนั้น

ทิปป-กาญจน์กีรติ เอื้อกูลวราวัตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปส์ เนเจอร์ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแนวธรรมชาติ “ทิพย์ธรรมชาติ” ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ด้วย วัยเพียง 29 ปี ก่อตั้งบริษัทผลิตและส่งออก รวมทั้งจัดจำหน่ายในประเทศ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ใช้วัตถุดิบปลอดภัย จากธรรมชาติ 100% เรื่องราวของเธอคือบทเรียนของ นักธุรกิจรุ่นใหม่

อยากเป็นนักธุรกิจมาตั้งแต่จำความได้ คุณครูถามนักเรียนในชั้นว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เพื่อนๆ ตัวน้อยตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ไม่ใช่ทิปป เพราะตอบได้ทันทีว่าอยากขายของ แสดงว่ารู้จักตัวเองดีมาก เพียงชั้นประถมต้น ป.2-3 ก็รู้จักไปหาซื้อของมาขายเพื่อนๆ แถมขายดีอีกต่างหาก

หาเงินได้ด้วยตัวเอง มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษที่สุด เท่าที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะรู้สึกได้ ขณะนั้นอายุไม่ถึง 10 ขวบ ทิปปเป็นคนขาย ส่วนแฝดน้องทำหน้าที่เช็กลิสต์ รับเงินทอนเงิน ใครสั่งของอะไรไว้ตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เชิญมารับของ รับของแล้วก็จ่ายเงินมาเสียดีๆ นักเรียนทั้งชั้น หรือจะเรียกว่าเกือบทั้งโรงเรียนก็ได้ เป็นลูกค้าขาประจำของเธอ

“ขายทุกอย่างที่ขายได้ มีตั้งแต่บะหมี่ซองสำเร็จรูป กระเป๋าสตางค์ กำไล แหวน ผ้าเช็ดหน้า และอีกมากมาย จนคุณครูเรียกผู้ปกครองมาพบ ก็เพราะเรื่องเอาของมาขายเพื่อนที่โรงเรียน แต่คุณพ่อก็ชัดเจนเหมือนกัน ไม่ได้ห้าม แต่ช่วยพาไปซื้อของเลย ที่จำได้คือพามาถึงสำเพ็ง กรุงเทพฯ มาซื้อพวกของกิฟต์ช็อปไปขาย” ทิปปเล่า

ทิปปเกิดที่โคราช แต่มาโตที่สกลนคร เนื่องจากครอบครัวย้ายรกรากไปทำการค้าที่นั่น พ่อเป็นลูกคนจีน เป็นลูกชายคนโตขยันทำมาหากิน อากงเป็นคนสร้างตู้เย็นขายคนแรกที่เมืองโคราชสมัยนั้น ส่วนบิดาก็สืบกิจการ ค้าขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สกลนคร

สำหรับทิปป เธอเป็นฝาแฝดลูกคนโต มีแฝดน้อง 1 คน และน้องสาวอีกคน ที่บ้านไม่มีลูกชาย ชีวิตวัยเด็กเติบโตมากับการค้าขายและคลุกคลีตีโมงกับธุรกิจการค้าของที่บ้าน อย่าลืมธุรกิจขายของให้เพื่อนนักเรียนวัยเดียวกันที่โรงเรียนด้วย กิจการดีมาก ถึงขนาดที่ว่า ของในกระเป๋านักเรียนหิ้วไปโรงเรียน ในกระเป๋าแทบไม่มีหนังสือเรียน มีแต่ของที่เอาไปขายเพื่อน

ขณะเดียวกันก็วิ่งเล่นกลางทุ่ง มีความสุขมากๆ กับท้องทุ่งนาธรรมชาติ ทิปปรักอากงของเธอ อากงมีหลานหลายคน จำได้ว่าเมื่อไปเยี่ยมครั้งไร อากงจะให้หลานๆ ปีนขึ้นไปบนสิ่งก่อสร้างชนิดหนึ่งที่สูงมากๆ ใครปีนขึ้นไปถึงได้คนแรก อากงจะซื้อไอติมให้กิน เด็กๆ แข่งกันปีนป่าย ยังจำได้ถึงความรู้สึกที่อยากเป็นที่หนึ่งให้ได้มาจนถึงทุกวันนี้

ทิปปเรียกพ่อว่า ปาป๊า “อัครวัฒน์ เอื้อกูลวราวัตร” การที่เธออยากทำธุรกิจของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก มีความชัดเจนในตัวเองมากๆ ขอยกเครดิตให้ปาป๊า เมื่อเห็นลูกชอบพ่อก็สนับสนุน “ออร์เดอร์” ในแต่ละวันของลูกสาว มีปาป๊าคอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้บังคับให้เรียนหนังสือให้ดี ต้องอ่านต้องไปเรียนพิเศษหรืออะไรแบบนั้น แต่ส่งเสริมว่าขอให้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ

แม้ไม่มีความกดดันว่าต้องเรียนหนังสือให้ได้ดี แต่ทิปป ก็เรียนหนังสือด้วยทุนการศึกษาแทบจะทั้งหมด เธอจบมัธยมต้นแล้วได้ทุนการศึกษาไปเรียนไฮสกูลที่แคนาดา กลับมาเรียนทุนที่มหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์เนชันแนล ระหว่างนี้ยังได้ทุนอีกหลายทุนไปเรียนภาษา เช่น ที่ญี่ปุ่น ที่จีน เยอรมนี และอินโดนีเซีย

“ปริญญาตรีเกือบเรียนด้านอาคิเทคเจอร์แล้ว แต่ “ข้างใน” ชัดเจนมากกระมัง มันทำให้ทิปปโง่ถึงขนาดไม่ยอม พลิกกระดาษคำถามอีกด้าน (ฮา) ในที่สุดก็เรียนบริหารธุรกิจ ซึ่งอยากเรียนและดีแล้วค่ะ” ทิปปเล่า

ทิปปตัดสินใจไม่ผิด ในใจของเธอคิดเองอยู่แล้วว่า ในที่สุดเธอจะต้องทำธุรกิจของตัวเองไม่ว่ามันจะคือธุรกิจอะไร สำคัญคือความรู้ และสำคัญกว่าคือ ประสบการณ์ที่นำมาใช้ได้จริง ประสบการณ์มาจากไหน ก็ต้องมาจากการลงมือทำซึ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรารู้จักและรู้ใจตัวเอง

“รู้ใจตัวเองสำคัญ เพราะในบางสถานการณ์เราอาจคิดว่าเรากล้า เรากล้าที่จะตัดสินใจแบบนั้นแบบนี้ แต่เอาเข้าจริง ต้องอาศัยประสบการณ์และการเรียนรู้ที่จะทำให้เรากล้า และตัดสินใจได้อย่างที่ต้องการจริงๆ” ทิปปเล่า

จบปริญญาตรีแล้วไปทำงานที่บริษัทเครื่องครัวพรีเมียมแห่งหนึ่ง เกือบถูกบรรจุเป็นฝ่ายจัดซื้ออยู่รอมร่อ แต่เพราะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่แม่ค้าขายของ จึงไปต่อรองขอเป็นฝ่ายขายแทน แน่นอนที่สุดและทำให้เธอได้ประสบการณ์ในการขายของที่ดีมากๆ จริงๆ ด้วย จากนั้นได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบิซิเนสที่สหรัฐ ทิปปตัดสินใจบินไปเรียนต่อ (Kennesaw State University)

ทว่า มารดาป่วยเป็นเนื้องอก ทิปปบินกลับไทยมาดูแลแม่ในช่วงที่ต้องเดินทางขึ้นลงกรุงเทพฯ-สกลนคร เพื่อพาแม่พบแพทย์ ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะไม่ไปเรียนต่อ แต่จะอยู่ดูแลสุขภาพของแม่ให้ดีที่สุด น้าสาวแท้ๆ ของทิปปเองก็ป่วยเป็นมะเร็ง แม่จึงกลัวมาก ทิปปเองก็เช่นกัน

“คงจะให้อภัยตัวเองไม่ได้เลย ถ้าแม่เป็นอะไรไป” ทิปปเล่า

ข่าวดีก็คือเนื้องอกไม่ลุกลาม แพทย์ให้คุณแม่รับประทานยาเพื่อคุมอาการ แต่ต้องมาเช็กตรวจสอบผลแล็บต่างๆ ในทุกเดือนต่อเนื่อง ทิปปว่างและใช้เวลาช่วงนี้ สำรวจตรวจสอบตัวเองว่า จะทำอะไรต่อไป ความคิดความฝันเรื่องการทำธุรกิจของตัวเองไม่จางหายไปไหน หากแต่จะทำอะไรล่ะ

“ครอบครัวเรามีที่ดินว่างเปล่าที่ให้ชาวนาเช่าปลูกข้าว ทิปปก็คิดว่า จะปลูกข้าว แต่ข้าวของทิปปจะต้องเป็นข้าวปลอดสาร เพื่อให้แม่ได้กินด้วย เพื่อให้คนในบ้านได้กิน จะได้มีสุขภาพที่ดี ไม่เป็นโรคเป็นภัย”

เมื่อตั้งหลักก็ลุยเลย หากในระยะแรกความมุ่งมั่นเอาจริงของเธอถูกหัวเราะเยาะเย้ยจากสมาชิกทุกคนในบ้าน ทิปปเดินทางไปสมัครเรียนการปลูกข้าวที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี บุกป่าฝ่านากล้าหาญ เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดเต็มหน้าเวลาไปหว่านดำจริงๆ แต่สู้

“เขาแจ้งมาว่าให้เตรียมอุปกรณ์ไปเรียนด้วย เช่น รองเท้าบู๊ต ทิปปก็หยิบเอาไปแบบไม่ได้คิดอะไร เหมือนหยิบบู๊ตที่มีอยู่ติดมือไป พอเวลาไปลงนาจริงๆ มันตลกมาก เพราะบู๊ตของทิปปเป็นบู๊ตแฟชั่น มีอยู่คนเดียวที่สวมบู๊ตสีชมพูแป๊ด มีโบหวานแหววผูกด้วย น่าหัวเราะจริงๆ ค่ะ”

กลับมาสกลนครก็ไฟแรงมาก แต่ก็เหมือนทุกคนจะไม่ยังค่อยเชื่อ ขนาดปาป๊าผู้คอยสนับสนุนลูกสาวคนโตมาตลอด ก็ยังสงวนท่าที หากยอมให้ที่ดินพอแบ่งมาทำนา 16 ไร่ มีแต่การมองดูอยู่ห่างๆ ทิปปเหมือนบั่นทอนเล็กๆ แต่ฮึดสู้ คิดว่าต้องทำให้ได้ เพื่อให้ทุกคนยอมรับแล้วจะง่ายไปเอง

จริงอย่างนั้นมั้ย ก็จริง… แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องทุ่มเทสุดกำลัง ทิปปไม่ได้ทำนาแบบธรรมดา แต่ทำนาปลอดสาร ใช้หลักวิชานาอินทรีย์ ซึ่งแถวบ้านย่านที่ไม่เคยมีชาวนาคนใดที่ทำนาปลอดสารมาก่อน แม้แต่ชาวนาเพื่อนบ้านก็มองเธอเหมือนตัวตลก ไม่เคยมีใครทำนาแบบนี้ ทุกคนได้แต่พูดแบบนี้ใส่หน้า

“ปาป๊ามาเปลี่ยนใจก็เมื่อวันหนึ่งที่ทิปปต้องไปหาซื้อ ขี้วัวมาทำปุ๋ย ป๊าขับกระบะไปให้ เราซื้อได้แล้วแต่เจ้าของคอกให้เราขนขี้วัวขึ้นรถเอง ทันทีฝนก็ตั้งท่า ทิปปกับพ่อช่วยกันขนขี้วัวทั้งคอกขึ้นหลังรถอย่างเร็ว ไม่ทันแล้ว ฝนค่อยๆ โปรยลงมาแล้ว วันนั้นคือวันแรกในชีวิต ที่ทิปปมีแต่ขี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า”

ทิปปตะโกนผ่านสายฝนบอกพ่อว่า “นี่ขี้จริงๆ นะพ่อ” แล้วทิปปก็หัวเราะงอหาย พ่อคงได้แต่คิดว่า ลูกสาวของเรากำลังทำอะไรอยู่ (ฮา) แต่ทิปปไม่หยุด ทิปปบอกว่า เธอรู้ว่าเธอทำอะไร ไม่รู้สึกรังเกียจอะไรกับขี้วัว ไม่รู้สึกว่าเป็นขี้ด้วยซ้ำ คนอื่นทำได้เราก็ต้องทำได้ จากนั้นมาพ่อเปลี่ยนท่าที แม้จะยังไม่สนับสนุนเต็มตัวนักก็ตาม

ปัจจุบันทิพย์ธรรมชาติก่อตั้งได้ 1 ปีเศษ ทุกอย่างเอาต์ซอร์สบุคลากรในต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่ำ ปัจจุบันทำการผลิตและจำหน่ายข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องหอมมะลิ และข้าวฮาง (ซึ่งใช้ข้าวหอมมะลิมาทำ) รวมทั้งสายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ เช่น น้ำมะเม่า “ทิพย์” รสเปรี้ยวหวานฝาดอร่อย และซีเรียลข้าว เป็นต้น (www.thipnature.com)

“ตอนเด็กๆ ทิปปเดินเท้าเปล่าในนา” ทิปปเล่าย้อนถึงความสุขวัยเด็กเมื่อไปเยี่ยมอากง ทุกครั้งจะถอดเท้าวิ่งเล่นกับญาติๆ วัยเดียวกัน ตะลอนในท้องทุ่งท้องนา จำได้ว่ามันมีความสุขมากแค่ไหน ดีใจที่ได้กลับมาใช้ชีวิตกลางทุ่งนาอีกครั้ง ได้ถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่า ได้ทำธุรกิจเพื่อสุขภาพ ได้ทำสิ่งที่อยากทำ

“สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่อยากเดินขึ้นมา ถามตัวเองว่า คุณกล้าทำในสิ่งที่คุณคิดมั้ย อย่ามัวแต่อยาก หรืออย่ามัวแต่ตั้งคำถามนู่นนี่ ตอบแล้วลงมือเลยค่ะ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม” n

 

ปณิธิ อินทราวุธ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ใจเกินร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/503680

ปณิธิ อินทราวุธ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ใจเกินร้อย

เรื่อง วรธาร ทัดแก้วภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คนรุ่นใหม่ พอเรียนจบมักจะมองถึงการมีธุรกิจของตัวเอง หลายคนไม่ได้เริ่มต้นในทันทีที่เรียนจบก็เลือกไปทำงานหาประสบการณ์ก่อน แต่พอเห็นโอกาสก็เริ่มทำทันที เหมือน บูม-ปณิธิ อินทราวุธ ผู้ก่อตั้งร่วมและฝ่ายบริหารแบรนด์และการตลาด บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ผู้ให้บริการจัดคอร์สอบรมแนวใหม่ภายใต้แนวคิดสตาร์ทอัพเพื่อสตาร์ทอัพ กับคอร์ส FINE (Future Innovative Entrepreneur) ที่พัฒนาขึ้นจากมุมมองแนวคิดของเขาและเพื่อนอีกสองคน

ปณิธิ หนุ่มเจเนอเรชั่นวายจากกรุงเทพมหานคร มีความฝันอยากทำธุรกิจตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและคิดว่าในวันหนึ่งข้างหน้าต้องมีธุรกิจของตัวเองตามที่ฝันให้ได้ หลังเรียนจบปริญญาโท 2 ใบ ด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ จาก University of Wisconsin Madison และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงไปทำงานบริษัทเอกชนเพื่อใช้ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนเพิ่มประสบการณ์การทำงานและความรู้ในการทำธุรกิจให้มากขึ้น

“ผมทำการตลาดที่บริษัท โอกิลวี่ อยู่สองปี แล้วลาออกมาทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลที่ธนาคารซิตี้แบงก์ 5 ปี และเป็นที่ซิตี้แบงก์ที่ผมได้เจอกับพาร์ตเนอร์อีกสองคน เราทั้งสามไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ด้วยความที่ทำงานแห่งเดียวกันแม้จะคนละฝ่ายก็เห็นหน้ากันแทบทุกวัน จึงมีโอกาสได้คุยกันบ่อยๆ และเป็นเพื่อนกัน มีไปเล่นกีฬา แฮงเอาต์ด้วยกัน ทำให้รู้ว่า แต่ละคนก็มีความฝันอยากมีธุรกิจของ ตัวเอง แล้ววันหนึ่งก็พูดคุยกันถึงการทำธุรกิจร่วมกัน”

บูม เล่าต่อว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเทรนด์การทำธุรกิจสตาร์ทอัพเริ่มมาแรง และมีคอร์สอบรมเกิดขึ้นมากมาย จึงคุยกันว่าด้วยจุดเด่นและความสามารถที่มีของแต่ละคนน่าจะทำคอร์สอบรมที่ดีกว่าในตลาดได้ คุยไปคุยมาก็เริ่มทำจริงจังก็คือจัดคอร์สสอนเกี่ยวกับการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ขึ้นมาหรือสตาร์ทอัพนั่นเอง ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายในเวลานี้ ในตอนนั้นก็มีทำกันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นองค์กรใหญ่ เช่น หน่วยงานรัฐบาล บริษัทใหญ่ๆ ธนาคาร แม้กระทั่งมหาวิทยาลัย ขณะที่ของเขาทำกันแค่สามคน

“พวกเราเห็นว่าไอเดียที่ดีย่อมเป็นหัวเชื้อของการก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ ได้ไม่ยาก และเพื่อเป็นการจุดไฟในการทำธุรกิจให้กับกลุ่มนิวเจนทั้งหลาย ทั้งระดับบุคคลและเป้าหมายระดับองค์กรโดยมีเครือข่ายคอนเนกชั่นเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ จึงทำคอร์สที่ชื่อไฟน์ (FINE) ขึ้นมา แค่สองเดือนหลังจากคุยกันก็เริ่มเห็นเป็นรูปร่าง พวกเราติดต่อสปีกเกอร์ หาที่เรียน หาคนมาเรียน ทำโบรชัวร์ ทำมาร์เก็ตติ้งต่างๆ พอผ่านไป 4-5 เดือนก็เกิดคอร์สขึ้นมา” ปณิธิ กล่าว

การจัดคอร์สไฟน์สอนเกี่ยวกับการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่หรือสตาร์ทอัพขึ้นมานับเป็นความกล้าของเขาและเพื่อนสองคน เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นคู่แข่งในตลาดคือ มหาวิทยาลัย ธนาคาร องค์กรของรัฐ และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ทว่าของเขาเป็นแค่สามคนรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นด้วยความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม

“เรารู้ว่าเราเป็นใคร แต่เราไม่กลัวที่จะสู้กับผู้เล่นใหญ่ๆ ที่มีในตลาดอยู่แล้ว นี่คือสิ่งสำคัญที่เราคิดว่าควรจะมีในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพในยุคนี้ และเป็นสิ่งที่เราพยายามสอนนักเรียนทุกคนที่เข้ามาเรียน อย่างแรกเลยขึ้นกับมายด์เซตว่า เราต้องเชื่อว่าเราทำได้ โลกในสมัยนี้ไม่จำเป็นว่าคุณต้องอยู่ในบริษัทใหญ่ หรือต้องมีแบ็กอัพใหญ่โตจึงจะแข่งขันได้ แม้เป็นคนธรรมดาทั่วไปขอแค่มีความรู้และความตั้งใจหาความรู้ และมีเน็ตเวิร์กที่ดีก็สามารถทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้” บูมกล่าว

FINE มาจากคำว่า Future Innovative Entrepreneur หมายถึงผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่ใช้นวัตกรรมเข้ามาทำธุรกิจ เป็นคอร์ส 3 เดือน เรียน 12 สัปดาห์ เฉพาะวันเสาร์ หลักสูตรที่สอนเป็นการให้ความรู้การทำธุรกิจสมัยใหม่ โดยใช้แนวทางของสตาร์ทอัพเข้ามาเป็นแบบ ซึ่งตัวแปรสำคัญอยู่ที่เทคโนโลยี

“สตาร์ทอัพมีแนวการทำธุรกิจที่แตกต่างจากเมื่อก่อน ยกตัวอย่างธุรกิจสมัยรุ่นพ่อรุ่นปู่อาจใช้เวลา 20-30 ปี ค่อยๆ สร้างผลกำไร 40 ปี จึงเข้าตลาด แต่เดี๋ยวนี้มายด์เซตในการทำธุรกิจของคนเจเนอเรชั่นนี้ต่างไปแล้ว

ยุคนี้สร้างธุรกิจผ่านเทคโนโลยีผ่านแอพพลิเคชั่นแล้วเข้าตลาดขายภายใน 5 ปีก็ยังได้ ไม่ต้องเหมือนรุ่นปู่รุ่นพ่อ แล้วจะทำยังไง คำตอบมีสอนอยู่ในคอร์สไฟน์ ตลอด 12 สัปดาห์ จะมีสปีกเกอร์เก่งๆ ที่ทำเกี่ยวกับสตาร์ทอัพมาสอน มาแชร์ความสำเร็จและปัญหาที่เคยเจอ

แต่ละคอร์สรับนักเรียน 50 คน มีการแบ่งกลุ่มคิดไอเดียธุรกิจที่อยากทำ ขณะที่พวกผมและสปีกเกอร์จะคอยเป็นโค้ชช่วยทำแผนธุรกิจจนกระทั่งจบคอร์สทุกคนต้องเสนอแผนธุรกิจให้คณะกรรมการ (เหล่าสปีกเกอร์) ได้พิจารณา ผมมั่นใจ 12 อาทิตย์ทุกคนจะรู้ว่าธุรกิจควรทำยังไง ได้แผนธุรกิจกลับไป และมีโอกาสได้เงินทุนไปพร้อมเริ่มทำธุรกิจเลยก็ได้”

ปณิธิ พูดถึงข้อดีของการไปเรียนว่า หลายคนมีไอเดียดี วันๆ เอาแต่นั่งคิด ไอเดีย พอผ่านไปปีสองปีคนอื่นทำก่อนแล้วน่าเสียดาย แต่ถ้าเรียนจะไม่ใช่มีแค่ไอเดีย แต่ธุรกิจที่เป็นจริงจะลดเวลาขึ้นไปเยอะ เพราะใน 3 เดือนจะได้แผนธุรกิจ รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เช่น ต้องใช้เงินเท่าไร ดีหรือไม่ดี ถ้าดีจริงอาจมีคนมาลงทุนด้วย สามารถทำได้เลยไม่ต้องรอเสียเวลาไปปี 2-3 ปี ไม่ต้องมาเสียใจว่าคนอื่นเอาไอเดียนี้ไปทำแล้ว

“การเข้าคอร์สเรียนเป็นตัวกระตุ้นอย่างหนึ่ง พวกผม สปีกเกอร์จะคอยช่วยเขียนแผนธุรกิจ ที่สำคัญในห้องเรียนมีเพื่อนมาจากหลายวงการ เช่น สื่อมวลชน นักกฎหมาย นักการตลาด ไฟแนนซ์ การเงิน ข้าราชการ เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็จะเกิดคอนเนกชั่นที่ดีถ้าจะทำธุรกิจต่อไป ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันหมดเพราะเรารับแค่รุ่นละ 50 คน และตั้งแต่เปิดคอร์สมาผลตอบรับดีมาก ปัจจุบันกำลังเปิดรับรุ่นที่ 5 แล้ว” ปณิธิ กล่าว

นอกจากพัฒนาคอร์สไฟน์ ภายใต้บริษัท ไวซ์ เมน กรุ๊ป ปณิธิกับเพื่อนยังได้แตกไลน์ธุรกิจใหม่ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนภาษาสำหรับเด็กอายุ 3-12 ขวบ ภายใต้บริษัท IT Edutainment ที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งมีกำหนดเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล บางนา ในเดือน ส.ค.นี้ คอร์สและรูปแบบการเรียนจะแตกต่างจากตลาดในประเทศ โดยจะนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีของพาร์ตเนอร์ต่างชาติมาเป็นเครื่องช่วยสอน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจดจำที่ดีและสร้างบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนาน n

 

อรวรร ปิยะกาโส เชฟเบเกอรี่คือสิ่งที่ใช่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/503165

อรวรร ปิยะกาโส เชฟเบเกอรี่คือสิ่งที่ใช่

เรื่อง ภาดนุ

หน่อย-อรวรร ปิยะกาโส เชฟเบเกอรี่ วัย 36 ปี ที่เคยทำงานอยู่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อยู่หลายปี ปัจจุบันนี้เธอเลือกเป็นเชฟขนม ซึ่งถือเป็นอาชีพที่ใช่กว่าสำหรับตัวเธอ แต่จะมีที่มาอย่างไรนั้น ไปฟังจากปากเธอกันเลย

“ที่จริงแล้วดิฉันเรียนจบมาทางด้านการเงินการธนาคาร และทำงานในแวดวงอสังหาริมทรัพย์มา 10 กว่าปี โดยตำแหน่งสุดท้ายที่ทำ คือ ผู้จัดการฝ่ายขายบ้านจัดสรร แต่ด้วยความที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เมื่อ 5 ปีที่แล้วโครงการ บ้านจัดสรรจึงขายได้ไม่ดีเท่าที่ควร แถมไอเดียที่เราเสนอไปก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับ ดิฉันจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จทางด้านนี้ เพราะแม้จะขายโครงการได้ แต่รายได้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ดิฉันจึงตัดสินใจลาออกจากงาน โดยตั้งใจจะทำธุรกิจของตัวเองสักอย่างนึง

ตอนแรกก็ตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโท แต่บังเอิญไปเจอคอร์สสอนทำอาหารที่มหาวิทยาลัย จึงคิดว่ามันน่าจะเติมเต็มความฝันให้กับตัวเองได้ ดิฉันจึงไปเรียนคอร์สทำเบเกอรี่เบื้องต้น อยู่ 1 เดือนจนจบ เพราะนึกย้อนไปถึงตอนเด็กๆ ที่อยากจะเรียนทำขนม แล้วไม่ได้เรียน กลับไปเลือกเรียนด้านการเงินแทน”

ด้วยความชอบทำขนมเป็นทุนเดิม แม้ทิ้งร้างไปนาน แต่พอได้ไปเรียนอีกครั้งจึงกระตุ้นให้ เธอเข้าใจในเรื่องการทำเบเกอรี่มากขึ้น บวกกับการหาความรู้จากโซเชียลมีเดีย แล้วนำมาทดลองทำดู ปรากฏว่าก็สามารถทำได้ เธอจึงตัดสินใจทำธุรกิจเบเกอรี่เล็กๆ แบบพอเพียงนับตั้งแต่นั้น

“ดิฉันเริ่มจากการลงทุนด้วยเงินน้อยๆ ก่อน โดยทำเบเกอรี่โฮมเมดเป็นอันดับแรก แล้วนำไปให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันชิม แค่ครั้งสองครั้งก็ได้รับฟีดแบ็กว่าควรจะทำขาย ดิฉันจึงเริ่มสำรวจตลาดจนพบว่าคนส่วนใหญ่ชอบกินเค้กถึง 60% ส่วนที่เหลือจะเป็นขนมปัง 35% และคุกกี้แค่ 5% เท่านั้น จึงได้คำตอบว่าเค้กน่าจะขายดีที่สุด จากนั้นจึงเริ่มด้วยการไปออกบูธขายขนมในงานแสดงสินค้าที่เมืองทองธานี ซึ่งมักจัดขึ้นเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งปี พร้อมทั้งเริ่มหาลูกค้าจากในงานไปด้วย

หลังจากออกบูธตามที่ต่างๆ อยู่ 2 ปี ก็เริ่มได้ฐานลูกค้าและเริ่มรู้ทิศทางของตลาดมากขึ้น จึงลงทุนตั้งหน้าร้านขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า ‘ล้านขนม’ ซึ่งหมายความว่า มีขนมมากมายที่เราสามารถผลิตให้ลูกค้ากินได้เป็นล้านชนิด โดยตั้งอยู่ที่ซอยมังกร จ.สมุทรปราการ ใกล้กับตลาดและใกล้ทางเข้าหน้าหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่เกือบ 50 หมู่บ้าน ที่ลูกค้าสามารถมาซื้อได้บ่อยๆ

จุดเด่นของเค้กที่ร้านจะเป็นเค้กนมสดซะส่วนใหญ่ ซึ่งเนื้อครีมจะเป็นสไตล์เค้กครีมญี่ปุ่นที่เนื้อเบาๆ แบบโลว์แฟต ตอนนี้มีทั้งหมด 40 กว่ารสชาติด้วยกัน ตัวที่ขายดี ก็เช่น เค้กใบเตยมะพร้าวน้ำหอม เค้กสตรอเบอร์รี่ (ใช้สตรอเบอร์รี่จากเมืองนอก) เค้กช็อกโกแลตบราวนี่ เค้กบานอฟฟี่ และใบเตยฝอยทอง เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายทางธุรกิจให้เป็นเบเกอรี่ราคาส่ง ที่ขายชิ้นละ 25 บาท และปอนด์ละ 300 บาท (มี 12 ชิ้น) ลูกค้าสามารถนำไปขายต่อชิ้นละ 35 บาทได้สบายๆ เลยล่ะ”

หน่อย บอกว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งนักเรียน พนักงานออฟฟิศ คนทั่วไป คนในหมู่บ้าน เรียกว่ามีฐานลูกค้าที่แน่นพอสมควร นอกจากนี้เธอยังหากลุ่มลูกค้าหลักโดยเลือกมาตั้งร้านที่หน้าอาคารพาณิชย์ใกล้หมู่บ้านจัดสรรที่ใครผ่านไปมาก็ต้องแวะซื้ออยู่เสมอ

“ปัจจุบันดิฉันมีลูกน้องที่ช่วยผลิตเบเกอรี่ประมาณ 20 คน หลักการของดิฉัน ก็คือ จะต้องหาฐานลูกค้าเพิ่มให้ได้ซะก่อน ถึงจะผลิตเบเกอรี่เพิ่ม นอกจากหน้าร้านแล้ว เรายังมีช่องทางออนไลน์อย่าง FB : ล้านขนม ที่จะลงรูปขนมต่างๆ พร้อมทั้งช่องทางในการติดต่อ คือ ต้องยอมรับเลยว่า ปีที่ผ่านมาเฟซบุ๊กช่วยได้มากจริงๆ ค่ะ เพราะมีกลุ่มลูกค้าไกลๆ ที่รู้จักเราผ่านเฟซบุ๊กสั่งขนมกันเข้ามาเยอะ โดยจะต้องสั่งล่วงหน้ามา 1 วัน ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะมารับขนมเอง แต่ถ้าให้เราไปส่งให้ถึงที่ เราก็ต้องขอเก็บค่าแท็กซี่เพิ่มตามระยะทางด้วยค่ะ

ล่าสุด นอกจากเค้ก 40 กว่าหน้าแล้ว ดิฉันยังทำขนมปังไส้ครีมสด ที่ตั้งชื่อว่า ‘ขนมปังฮอกไกโด’ ด้วย มีทั้งไส้คาสตาร์ด สังขยา และครีมชีส พอทำออกมาลูกค้าก็ตอบรับดี ส่วนอีกอันที่เพิ่งนำออกมาวางขาย ก็คือ ‘เค้กโรลนมสด’ ที่จะใช้ครีมนมสดเป็นส่วนประกอบ พอวางขายได้เดือนกว่าๆ กระแสตอบรับก็ดีเช่นกัน แต่ปีที่แล้วขนมที่ขายดีที่สุดจะเป็นขนมที่อินกับกระแสในช่วงนั้น นั่นคือ ‘เครปเย็น’ ซึ่งจะเป็นแผ่นเครปแผ่นเดียว สอดไส้ครีมข้างใน เช่น บานอฟฟี่ หรือกล้วยหอมครีมสด พอม้วนเสร็จก็มีการแต่งหน้า แล้วใส่กล่องขาย ซึ่งตัวนี้จะขายดีมากเมื่อปีที่แล้ว”

หน่อย เสริมว่า ด้วยความที่โซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊กเป็นสื่อออนไลน์ที่มีอิทธิพลสูงมาก เมื่อรู้ว่าขนมแบบไหนกำลังอยู่ในกระแส เธอก็จะนำมาปรับให้เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ก็เป็นการช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี บางครั้งก็ ดูกระแสของขนมจากต่างประเทศแบบแปลกๆ ใหม่ๆ ถ้าเธอสามารถทำได้ก็จะทำออกมาวางขายเลย เพื่อเป็นการเปิดช่องทางด้านการตลาดให้กับลูกค้าที่มารับขนมจากร้านเธอไปขายอีกที เช่น การไปออกบูธ ไปขายตามตลาด ตามร้านกาแฟ รวมทั้งผู้ค้ารายย่อยให้ขายขนมได้มากยิ่งขึ้น

“หลังจากทำธุรกิจขนมมาได้ 5 ปี ดิฉันค้นพบความสุขในการทำเบเกอรี่จากเสน่ห์ของมัน ซึ่งจะต้องผสมผสานวัตถุดิบอย่าง น้ำ นม แป้ง และครีมเข้าด้วยกัน จนออกมาเป็นเค้กหรือขนมแต่ละชนิดด้วยความตั้งใจ พอคนกินแล้วมีคำชมกลับมา ดิฉันก็ยิ่งรู้สึกแฮปปี้มากๆ รู้สึกว่าทำแล้วประสบความสำเร็จ เพราะขนมแต่ละชนิดนั้นเราตั้งใจใช้วัตถุดิบอย่างดีทุกอย่าง แต่ขายในราคาที่ไม่แพงเลย เด็กเล็กๆ และคนทุกระดับสามารถซื้อขนมเรากินได้ เท่านี้ก็รู้สึกดีที่สุดแล้วละค่ะ”

 

รจนนท์ กระจ่างวงศ์ ชีวิตที่ลงตัว สุขสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/503015

รจนนท์ กระจ่างวงศ์ ชีวิตที่ลงตัว สุขสุดๆ

โดย…มัลลิกา ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพาณิช

เห็นลุคสาวเปรี้ยวยามอยู่ในหน้าที่ดีเจคลื่นเก็ต 102.5 จัดรายการเพลงสากล แต่เมื่อเดินเข้ามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ ลูกบัว-รจนนท์ กระจ่างวงศ์ ก็ปรับการแต่งกาย ไม่ถึงขั้นลุคครูไหวใจร้าย แต่ก็สลัดลุคเปรี้ยวจี๊ด มาสวยเนี้ยบ สยบลูกศิษย์ได้

ดีเจเสียงใสๆ งานที่ทำแล้วอารมณ์ดี

ลูกบัวขายเสียงสวยๆ ด้วยการทำงานเป็นดีเจผ่านคลื่นวิทยุ เก็ต 102.5 เปิดเพลงสากลเพราะๆ ให้ผู้ฟังจนคุ้นเคยมานานถึง 5 ปี เพราะชื่นชอบเสียงเพลงเป็นทุนเดิม จะขับรถ อาบน้ำ ตรวจข้อสอบ มีเสียงเพลงเป็นเพื่อนไม่เคยเหงา

ดีเจจึงเป็นงานที่ทำแล้วเกิดความสุข แม้จะต้องฝ่ารถติดจากบ้านย่านสุขุมวิท 24 มาจัดรายการที่ย่านลาดพร้าว

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

“ไม่เคยรู้สึกว่ามาทำงานเลย 5 ปี ผ่านไปรวดเร็วมาก เหมือนมานั่งฟังเพลง แชร์เพลงที่ชอบให้เพื่อนๆ ฟัง แนวเพลงที่ชอบฟังอาร์แอนด์บี อัลเทอร์เนทีฟร็อก แต่พอจัดรายการเราก็ฟังได้ทุกแนว แจ๊ซ บอสซ่า
ยิ่งโตขึ้นยิ่งฟังหลากหลาย”

โตขึ้นตามคาแรกเตอร์ที่จัดรายการด้วย “ช่วงแรกๆ จัดวันเสาร์ ก็เปิดเพลงวอร์มอัพให้คนออกไปไนต์ไลฟ์ พอย้ายมาจัดวันอาทิตย์ ดนตรีก็จะโตหน่อย ปรับมู้ดแอนด์โทนให้โตขึ้น อีกอย่างเกี่ยวกับเรานิ่งขึ้นตามอายุด้วยมั้งคะ บวกกับวันอาทิตย์ เพลงตื๊ดมากไม่ได้ เพราะคนก็ต้องเตรียมไปทำงานในเช้าวันจันทร์”

ไม่เพียงเปิดเพลงเพราะให้ผู้ฟังเพลิดเพลิน แต่ช่วงที่ดีเจลูกบัวจัดรายการยังเป็น เก็ต เอสโอเอส คอยให้ความช่วยเหลือ คนที่เบื่อๆ คืนวันอาทิตย์ แล้วไม่อยากเผชิญกับเช้าวันจันทร์ และอีกสารพันปัญหาที่ร้องหาดีเจลูกบัวช่วยด้วย!!

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

“ส่วนใหญ่จะไม่เล่นกิจกรรมหน้าไมค์ เน้นเปิดเพลงยาวๆ ทิ้งข้อความหลังไมค์ เวลาพูดในรายการ ลูกบัวจะหาคอนเทนต์มาแชร์ หลักๆ เรื่องสุขภาพความงาม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ก็เป็นเรื่องผู้หญิงๆ ที่เราถนัด

พอหลังๆ มีผลสำรวจ คนที่ฟังช่วงเรามีผู้ชายเพิ่มขึ้น ข้อมูลก็หาให้ยูนิเซ็กซ์ เรื่องออกกำลังกาย หนัง ท่องเที่ยว แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นเรื่องที่เราสนใจ เรื่องไหนที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ ที่ลูกบัวต้องหาคอนเทนต์เอง เพราะเราเป็นคนพูดออกไปจะได้มีความเป็นธรรมชาติ เราจำได้หมดไม่ต้องอ่าน เหมือนเล่าในสิ่งที่เรารู้

ที่มีคนมาปรึกษาเยอะสุด เป็นเรื่องออกกำลังกาย ดีเจที่คลื่นเก็ต 102.5 จะมีหลายคาแรกเตอร์ สำหรับลูกบัวถูกวางคาแรกเตอร์ถูกออกกำลังกาย อยากได้กล้ามเนื้อตรงนี้ ลดส่วนนี้ ต้องออกท่าไหน ต้องกินอาหารอะไร ซึ่งที่ส่งข้อความมาปรึกษาก็ตอบได้หมด”

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

อาจารย์หน้าเด็กต้องนิ่งสยบความไม่เชื่อถือ

นอกจากงานดีเจ ลูกบัวยังเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาปริญญาโท MBA ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติ

“ก่อนหน้านี้จบปริญญาโท (MBA Finance-LSC) มาจากอังกฤษก็สอนปริญญาตรีมา 3 ปี สอน 2 แห่ง แล้วก็เรียนปริญญาเอกควบคู่ไปกับการทำงานดีเจ แต่ตอนนี้สอนแค่นักศึกษาปริญญาโทที่เดียวเป็นงานประจำ อาทิตย์หนึ่งก็มีสอน 3-4 วัน แต่การเป็นอาจารย์ประจำ ต้องมีงานวิจัยปีหนึ่ง 2-3 ชิ้น แล้วเราต้องเป็นที่ปรึกษาธีซิส มันทำให้เราต้องว่าง ต้องมีเวลาให้นักศึกษามาปรึกษา

ไม่รู้ตัวว่าชอบสอนตอนไหน รู้แต่ว่าชอบเรียนหนังสือและมีโอกาสได้สอนมาตลอด ตอนเรียนปริญญาตรีก็สอนน้อง ม.ปลาย

ตอนจบปริญญาตรีก็ทำสายการเงิน และเอาเวลาว่างไปสอนพิเศษตามสถาบันกวดวิชา เก็บเงินไปเรียนต่อปริญญาโท เพราะเริ่มรู้ตัวไม่ชอบระบบออฟฟิศ ไม่ชอบต้อง 8 โมงถึง 5 โมงเย็น

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

ลูกบัวเรียนทางด้านบริหารธุรกิจมาตลอด ส่วนใหญ่คนที่จบสายนี้จะทำงานแบงก์ พอจบปริญญาโท ก็ไม่อยากทำงานออฟฟิศ โชคดีที่เราพอมีสกิลด้านการสอน ก็เลยลองดู พอลองแล้วชอบ ไม่อยากทำอาชีพอื่นแล้ว จึงต้องเรียนปริญญาเอก”

ลูกบัวเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุ 27 ตอนนี้ 33 แถมหน้ายังดูอ่อนวัยอีก จึงมีบ้างที่โดนนักศึกษาปีนเกลียว หรือลองวิชากับครูบ้าง

“โชคดีที่เด็กไทยน่ารัก แม้ตอนแรกที่สอนจะดูมีความเป็นเพื่อนเพราะอายุห่างกันไม่เยอะแต่เขาก็ให้ความเคารพ แต่พอมาสอนนักศึกษาปริญญาโท เกินครึ่งคลาสอายุมากกว่าลูกบัว ราว 40 ต้นๆ แล้วก็เป็นต่างชาติ เขาจะไม่ค่อยเชื่อถือ เขาดูเราจากลักษณะภายนอก ซึ่งตอนไปสอนลูกบัวก็ต้องแต่งตัวให้ดูโตขึ้นมาหน่อย

ลูกบัวชอบเรื่องแฟชั่น ชอบแต่งตัว เวลาไปสอนต้องเบรกตัวเอง พยายามคุมโทนสี แต่หยุดไม่ได้กับแอกเซสซอรี่ กระเป๋า รองเท้า สร้อย แหวน ต่างหู เป็นความสนุกที่สุด แต่หน้าสดไปสอน เพราะแต่งหน้าไม่เป็น

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

บางคนก็มองเราเป็นเซเลบริตี้หรือเปล่า จะสอนได้เหรอ ส่วนใหญ่ท้าทายเราด้วยคำถาม ดีเบตกันในคลาส บางทีเราก็ต้องข่ม ถ้าไอไม่เจ๋งจริงก็มาสอนตรงนี้ไม่ได้

ปรับลุคให้โตขึ้นก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง ที่เหลืออยู่ที่การจัดการ ควบคุม การเรียนการสอน และเวลาเราสอนรู้สึกว่า เราทำในสิ่งที่ชอบให้เต็มที่ อีกเหตุผลหนึ่งที่ช่วยให้เราผ่านไปได้ คือเราสอนในฟีลมาร์เก็ตติ้งที่เราเรียนจบเอกมาโดยตรง (DBA Marketing & Entrepreneurship OSLU) เรามั่นใจว่าเรารู้

พอสอนสัก 2 สัปดาห์ เราจะเริ่มได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่พอทุก 5 สัปดาห์ต้องเปลี่ยนคลาสใหม่ พอลูกศิษย์เริ่มสนิทเชื่อใจ เปลี่ยนอีกแล้ว เหมือนเราต้องปรับตัวใหม่อยู่ตลอดเหมือนกัน

เวลาสอนลูกบัวอยากให้บรรยากาศในห้องเรียนเป็นการแชร์ ไม่ใช่วันเวย์ เพราะบางคนที่มาเรียนเป็นวิศวะ นักบิน ต่างคนมีประสบการณ์และมั่นใจในวิชาชีพตัวเอง แต่เราต้องแสดงให้เห็นว่าในสายเอ็มบีเอเรา
รู้ลึกกว่าแน่นอน อยากให้ทุกคนช่วยแชร์ประสบการณ์ ไม่อยากให้เรียกเราว่า เป็นผู้ชี้นำ แต่เราทำให้มันขับเคลื่อนไปได้”

รจนนท์ กระจ่างวงศ์

ความสุขจากเสียงเพลงและการเรียนรู้

แม้จะเป็นอาจารย์แต่งานดีเจก็ไม่ทิ้ง “ชีวิตตอนนี้บาลานซิ่งดีแล้ว สอนอย่างเดียวจะสูญเสียความสนุก เพราะเราต้องอยู่ในโหมดวิชาการตลอดเวลา ลูกบัวเคยผ่านช่วงที่สอนอาทิตย์หนึ่ง 5-6 วัน พอไปพูดในรายการ เราดูพูดแย่ๆ

พออาทิตย์ไหนไม่มีสอนจัดรายการตลอด พอกลับไปสอน ก็ติดพูดสำนวนเด็กๆ แต่ตอนนี้จัดรายการ 1 วัน สอน 3-4 วัน อันนี้แหละที่ทำให้เราไม่เครียดหรือบันเทิงเกินไป มันลงตัวมาก”

นอกจากชอบสอน ยังชอบเรียนมากๆ ลูกบัวยกคำพูดของ เนลสัน แมนเดลา ที่กล่าวว่า การศึกษาเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่เราจะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงโลก

“หลายอย่างที่โลกเรามาถึงจุดนี้ได้ ออนไลน์ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์เกิดจากการที่มนุษย์ไม่หยุดเรียนรู้ ต่อไปโลกเราจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่านี้ เราไม่ควรหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง

ทุกวันนี้ ยังหาคอร์สเรียนอยู่เลยค่ะ ที่ชอบเรียน เพราะคำว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน ไม่มีใครรู้ทุกอย่างบนโลก อยากให้ทุกคนเปิดใจเรื่องการศึกษา อย่าคิดว่าพอแล้วในวิชาชีพที่เราต้องทำ อย่าเรียนมาประกอบวิชาชีพอย่างเดียว แต่เรียนมาช่วยเราในการใช้ชีวิต เปิดมุมมอง”

 

อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ มรดกความแรงถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/502778

อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ มรดกความแรงถ่ายทอดผ่านดีเอ็นเอ

เรื่อง ปอยภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ธุรกิจครอบครัวอยู่ในวงการสื่อรถยนต์ อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ บอกในฐานะทายาทคนโตบุตรของ “อาจารย์พัฒนเดช” กูรูเรื่องรถยนต์เจ้าของนิตยสาร Magazine Autocar Thailand จึงต้องมีหน้าที่ทำงานส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ซึ่งนามสกุลนี้การันตีได้ถึงการคร่ำหวอดยาวนานในวงการเครื่องยนต์ ล่าสุดกับการจัดงานโชว์รถยนต์มือสอง “ฟาสต์ ออโต้โชว์ ไทยแลนด์” โชว์ผลงานประสบความสำเร็จได้อย่างน่าปลาบปลื้มใจ โดยการกุมพวงมาลัยโชว์ความแรงของหนุ่มผู้บริหารร่างใหญ่มาดนุ่มคนนี้

อัษฎาวุธ ยอมรับว่าในรุ่นลูก เรื่องการทำงานเน้นสไตล์ผ่องถ่ายดีเอ็นเอจากบิดาผู้เชี่ยวชาญในเรื่องรถยนต์ ได้เต็มร้อยแบบไม่ผิดฝาผิดตัวแน่นอน ระยะเวลายาวนานสำหรับวงการนี้ คงต้องย้อนไปตั้งแต่วัย 7 ขวบ ก็ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อพัฒนเดช ให้ทำหน้าที่เป็นกรรมการในสนามแรลลี่แล้ว

นับเป็นฐานประสบการณ์ที่ดีของทั้งงานนิตยสารรถยนต์ งานทางด้านรายการโทรทัศน์และวิทยุ การให้ความรู้เรื่องรถยนต์ ไปจนงานด้านจัดอีเวนต์ระดับประเทศของวงการรถยนต์ ทุกๆ งานทำด้วยความรู้แน่นปึ้ก

รักเครื่องยนต์ไม่แพ้พ่อ

โจทย์เกี่ยวกับการทำงานวงการรถยนต์มีให้ทำไม่รู้จบ อัษฎาวุธ งานแรกขอกล่าวถึงอีเวนต์สนุกๆ แถมได้ท่องเที่ยวไปทั้งในและต่างประเทศ ก็คือการจัดเส้นทางคาราวานทดสอบเครื่องยนต์ให้กับแบรนด์รถยนต์ชั้นนำ ด้วยสไตล์การครีเอทที่ไม่แค่พิจารณาเรื่องรถยนต์รุ่นนั้นรุ่นนี้ ใครแรงแค่ไหน? ใครแรงกว่าใคร?!!

แต่การสร้างสีสันให้กับอีเวนต์รูปแบบนี้ ต้องคิดออกแบบไปจนถึงเส้นทางท่องเที่ยว ความท้าทายของงานก็คือการขบคิดให้ได้ครบวงจรที่สุด

“เส้นทางคาราวานล่าสุด ผมเพิ่งกลับมาจาก จ.ตรัง พาลูกค้าของรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดในแบบครอบครัว ไปกันเต็มพิกัด 300 คนครับ ขับจากกรุงเทพฯ 1 วันเต็มในระยะทางยาวกว่า 300 กม. สนุกกว่าการทดลองสมรรถนะรถยนต์ เพราะเหมือนกับพาเพื่อนฝูงไปท่องเที่ยวด้วยกันเยอะๆ บางครอบครัวพาสมาชิกไปครบทุกคน รถ 1 คันนั่งเต็มพิกัด 6 คน พ่อแม่ลูกบรรยากาศอบอุ่น

ไปตรังทริปนี้ได้ไปเที่ยวศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ได้ความรู้ความสนุกเพลิดเพลินไปอีกด้วยนะครับ เปิดโลกทัศน์จึงเป็นงานที่ได้มากกว่าการทำงาน

ผมออกแบบเส้นทางเอง ซึ่งก็ต้องคิดครอบคลุมไปถึงความสะดวกสบาย ที่พัก อาหาร แล้วก็มีการทำงานการกุศล พาขบวนไปบริจาคอุปกรณ์การเรียนให้โรงเรียนขาดแคลนในเส้นทางที่เราขับผ่านไปด้วย” อัษฎาวุธ เริ่มต้นสนทนาเล่าถึงหนึ่งในหลายๆ งานที่ทำเกี่ยวข้องกับวงการรถยนต์

“สมัยเด็กๆ พ่อก็พาผมออกไปท่องเที่ยวแบบนี้ครับ ธุรกิจครอบครัวจึงสานทำมาจากความรักความชอบล้วนๆ เลยครับ ทั้งการสอน การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขับขี่อย่างปลอดภัย หรือให้ความรู้เรื่องเครื่องยนต์ผ่านสื่อต่างๆ ของเรา

ถ้าให้นับอายุงานในวงการนี้ คงตอบยากครับ (บอกพลางยิ้ม) เพราะครอบครัวปลูกฝังว่าการทำงานต้องรู้จริง ผมอายุ 7 ขวบ เรียกว่าพอเขียนหนังสือเป็นเรียนชั้นประถมปีที่ 1 คุณพ่อก็มอบหมายงานให้ทำทันทีในหน้าที่กรรมการจดอาร์ซีแรลลี่ ต่อด้วยมัธยมปลาย พ่อก็สอนให้จัดรายการวิทยุ ผมชอบเรื่องรถยนต์อยู่แล้วด้วยสายเลือด แต่ผมก็ไม่ได้เรียนวิศวกรเครื่องยนต์ ซึ่งกลับกลายเป็นเรื่องดีที่เราสามารถพูดเรื่องเครื่องยนต์กลไกให้เป็นภาษาชาวบ้านๆ ได้ กอปรกับนิสัยของผมชอบสอน เพราะตอนเรียนปริญญาตรีผมอยากเป็นครูจึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะครุศาสตรบัณฑิต เอกจิตวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จบมาได้ฝึกงานเป็นครูฝึกสอนก็ค้นพบว่าเป็น พ่อพิมพ์ที่สมบูรณ์แบบยากมาก

จึงเบนเข็มไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นคำแนะนำของคุณพ่ออีกแล้วครับ (ยิ้ม) ท่านชอบท่องเที่ยวเดินทางรอบโลก และสอนผมเสมอว่าการเรียนก็ไม่ควรคร่ำเคร่งอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว คนเราจะประสบความสำเร็จต้องมีสังคม มีกลุ่มเพื่อนฝูง จึงทำให้ผมไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านทรัพยากรบุคคล ที่เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย อยู่ที่นั่นได้ 3 ปีก็กลับมาทำงานจริงจัง”

อัษฎาวุธ เล่าโปรไฟล์ให้ฟังซึ่งก็ดูไม่ใกล้เคียงกับวงการรถยนต์สักเท่าไรนัก แต่ในเมื่อเส้นทางรุ่นพ่อได้กรุยทางบุกเบิกไว้แล้ว อย่างไรเสียก็หนีกันไม่พ้นในเรื่องรถยนต์และความเร็ว

“ไปอยู่ออสเตรเลียก็ทำงานร้านอาหารเหมือนๆ เด็กไทยทั่วไปนะครับ แต่ผมก็มีความฝันตลอดเวลาว่าต้องซื้อรถยนต์ในฝันจากน้ำพักน้ำแรงของเราให้ได้ เป้าหมายในชีวิตวัยรุ่นคือต้องซื้อรถยนต์คันแรกในชีวิตได้โดยไม่ขอเงินพ่อแม่เลยสักบาทเดียว ผมรับจ้างล้างจานขีดเป็นสัญลักษณ์คร่าวๆ จดไว้น่าจะล้างจานไปกว่า 2 แสนใบ (หัวเราะ) กว่าจะเก็บสตางค์ซื้อรถยนต์ราคา 2,500 ดอลลาร์ออสเตรเลียได้สำเร็จ

ผมชอบรถยี่ห้อโฮลเด้น (Holden) ซึ่งเป็นยี่ห้อรถยนต์ ยอดนิยมของออสเตรเลีย ผลิตโดยจีเอ็ม บริษัทผลิตรถยนต์จากสหรัฐอเมริกา ผมชอบเครื่องยนต์ใหญ่ๆ ที่เวลาสตาร์ทแล้ว เสียงดังๆ เวลาเหนื่อยผมชอบสตาร์ทรถฟังเสียงกระหึ่มๆ ของเครื่องยนต์ เชื่อไหม…แค่นี้ก็ทำให้หายเหนื่อยได้แล้วครับ” อัษฎาวุธ บอกพร้อมรอยยิ้มเบาๆ เมื่อได้พูดถึงของรักรถยนต์คันแรกในชีวิต

ก้าวสู่วงการสื่ออีเวนต์วงการรถยนต์

คุณพ่อพัฒนเดชขับรถท่องไทยไปถึงไหน ที่นั่งเบาะข้างๆ ก็คือลูกชายคนนี้ อัษฎาวุธ บอกว่าสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในสายอาชีพนี้มี 3 ปัจจัย คือ ข้อแรกต้องรู้จริง ข้อสองต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน

และข้อสามที่จำเป็นไม่แพ้สองข้อแรกคือ การทำงานต้องมีเพื่อนฝูงเกื้อหนุนส่งให้งานไปไกล ซึ่งนี่คือคำตอบของความประสบความสำเร็จของคนรุ่นบุกเบิก

“ผมรักรถ ชอบขับรถ ซึ่งก็แปลกกว่าเพื่อนๆ ที่แทบไม่มีใครชอบขับรถเลยครับ หยุดเรียนเด็กๆ ไทยก็รวมตัวพากันเช่ารถขับออกไปท่องเที่ยวนอกเมือง ขับไปเที่ยวถึงซิดนีย์ คนเลือกเช่ารถยี่ห้อไหนดีไซน์เส้นทางอย่างไรก็คือผม ที่ได้อภิสิทธิ์เพราะเป็นคนขับ เพื่อนๆ ขี้เกียจชอบนั่งสบายๆ ก็เลือกไม่ได้ (หัวเราะ) ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อ เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์นำมาใช้ตอบคำถามปัญหาเรื่องรถทางรายการวิทยุและโทรทัศน์ของเราได้ดี

เรื่องการตอบคำถามผ่านรายการผมจดจำได้ดีเลยครับ เมื่อคุณพ่อริเริ่มจัดรายการรูปแบบนี้ขึ้นมา มีแต่คนหัวเราะและสบประมาทว่าการตอบด้วยหลักการความรู้ที่มีรายละเอียดเยอะๆ จะถามตอบแบบนี้กันได้อย่างไร ไม่มีทางเข้าใจง่ายๆ หรอก

รูปแบบการตอบคำถามแบบนี้เกิดจากไอเดียพ่อเปลี่ยนไปตลอดเวลาครับ การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ จากการเริ่มต้นทำนิตยสารให้ความรู้เรื่องรถยนต์ ใครมีอะไรก็ส่งคำถามเข้ามาที่นิตยสาร แล้วกว่าที่จะส่งคำตอบจากกองบรรณาธิการกลับไป บางคำถามยาวนานเป็นเดือนๆ เลยนะครับ พ่อจึงหาทางแก้ไขปัญหานี้ด้วยหาการสื่อสารที่รวดเร็วกว่านี้ คือการตอบคำถามทางวิทยุ ปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ของการจัดรายการเกี่ยวกับรถยนต์จึงเกิดขึ้น โดยใช้ข้อมูลรู้จริงที่มีนำมาสื่อสารกับคนดูคนฟังให้ได้ประโยชน์มากที่สุดครับ” อัษฎาวุธ บอกถึงงานที่ทำอย่างมีไฟในวันนี้

และล่าสุดกับงาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2017 อัษฎาวุธ เปิดเผยถึงความสำเร็จของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เรียกได้ว่าเป็นปีที่งานฟาสต์ฯ ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของรถยนต์ใช้แล้ว และรถใหม่ป้ายแดง นับเป็นการรวมตัวไปจนถึงสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อภายในงาน ตัวเลขยอดขาย และยอดให้สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นจากครั้งที่แล้วค่อนข้างชัดเจน

“ปีนี้ยอดจองรถใหม่ป้ายแดงในงานอยู่ที่ 2,256 คัน รถยนต์ใช้แล้วมียอดขายอยู่ที่ 1,241 คัน รวมยอดขายทั้งสิ้น 3,497 คัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,852,600,000 บาท โดยเป้าที่ตั้งไว้ตอนเริ่มงาน 3,000 คัน รถใหม่ 2,000 คัน รถใช้แล้ว 1,000 คัน การที่ยอดขายรถยนต์ภายในงานเติบโตขึ้นก็เป็นเพราะทุกค่ายแข่งขันนำเสนอรถยนต์ และแคมเปญโปรโมชั่นตอบโจทย์ และทำได้ตรงใจผู้ใช้รถได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ผมเติบโตมาในวงการนี้ วันนี้ก็บอกได้เลยครับว่าตลาดรถยนต์เติบโตได้ไม่หยุดชะงักแน่นอน แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซา แต่ตลาดรถยนต์กลับกลายคือสิ่งตรงกันข้าม โดยเฉพาะตลาดรถมือสองที่เราได้สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ยอดซื้อก็ยิ่งพุ่ง กอปรกับปีนี้ตลาดเกษตรกรพืชผลขายดีมาก คนก็มีกำลังซื้อมากตามไปด้วย อีเวนต์รถยนต์ปีนี้มีหลายๆ อย่างให้ครีเอท รับรองว่าสนุกแน่นอนครับ” อัษฎาวุธ บอกเล่าเกี่ยวกับหลายๆ งานกับการก้าวตามรอยทางบุกเบิกที่มีไฟคุโชนไม่แพ้กัน n