ชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ เครื่องทองสุโขทัย-ทองเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 12:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512421

ชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ เครื่องทองสุโขทัย-ทองเพชรบุรี

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีฯ เชิญชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี: หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี”

เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ขอเชิญผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี : หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี” เพื่อสานต่อความดีที่พ่อทำ และสืบสานงานศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

อีกทั้งยังมุ่งเน้นให้ความรู้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม และสร้างความตระหนักในภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของช่างฝีมือไทย โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมเแสดงความจงรักภักดีโดยลงนามถวายพระพร พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ อาคารไอทีเอฟ ถนนสีลม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 8 ก.ย. 60

สำหรับนิทรรศการในครั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ในการสนับสนุนเครื่องประดับที่มาจัดแสดง อาทิ บริษัท ชายน์นิ่ง โกลด์ บ้านช่างทอง และ เฮเว่น เจมส์ บาย ห้างทองแม่บุญมา ซึ่งเครื่องประดับแต่ละชิ้นล้วนมีความสวยงามประณีต แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องประดับทองคำของช่างทองไทย

โดยเครื่องทองสุโขทัย นับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ด้วยลักษณะพิเศษจากกระบวนการทำด้วยการถักเส้นทองอย่างละเอียด ปราณีต แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่บ่งบอกถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมของสุโขทัยได้เป็นอย่างดี

ทองสุโขทัย โดยทั่วไปเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ทองโบราณ” เนื่องจากมีการศึกษาและฟื้นฟูกรรมวิธีการถักทองของคนโบราณขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงของตำบลท่าชัย และตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ที่บรรจงทำทองรูปพรรณเลียนแบบเครื่องทองโบราณได้อย่างสวยงาม จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยสองมือที่สร้างสรรค์งานทองรูปพรรณโบราณทำให้ได้มาซึ่งหัตถศิลป์ล้ำค่าหลายแบบ หลายลวดลาย

โดยในระยะแรกได้แบบอย่างมาจากเครื่องทองโบราณ ลวดลายประติมากรรม รูปเคารพ ลายปูนปั้น และภาพจิตรกรรมฝาผนัง รวมไปถึงลวดลายของเครื่องทองโบราณที่ได้มาจากแหล่งอื่นๆ จากนั้นนำมาประมวลขึ้นเพื่อผลิตเป็นงานทองสุโขทัยโดยเฉพาะ

การทำทองสุโขทัยหรือทองโบราณ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ประเภทเครื่องประดับ จะนิยมทำเป็นทองรูปพรรณ เช่น สร้อยสามเสา สี่เสา ห้าเสา หกเสา แปดเสา สร้อยก้านแข็ง กำไลข้อมือ กำไลหลอด ข้อมือถักลายเปีย แหวนทอง แหวนทองลงยา เข็มขัด ต่างหู และอื่นๆ 2. ประเภทเครื่องใช้สอย เช่น กระเป๋า เชี่ยนหมาก เสื้อถักทอง กรอบรูปทอง เป็นต้น สำหรับเครื่องทองสุโขทัยที่นำมาจัดแสดง ได้แก่ เครื่องประดับทองถักสี่เสา ห้าเสา ประดับลูกอุหลั่ยทอง ลงยาราชาวดี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทองสุโขทัย

ส่วนเครื่องทองเพชรบุรี ช่างทองเมืองเพชรเป็นช่างทองประเภทช่างทองรูปพรรณ ที่เริ่มปรากฏตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่างสิบหมู่มาอาศัย ณ เมืองเพชรบุรี เพื่อสร้างและตกแต่งพระราชวัง

การถ่ายทอดความรู้เชิงช่างของช่างพื้นบ้านเมืองเพชร เกิดจากการเป็นลูกมือหรือผู้ช่วยช่างหลวง ช่างทองเป็นช่างกลุ่มหนึ่งในช่างสิบหมู่ ดังนั้นในช่วงนี้อาจมีช่างพื้นเมืองหันมาฝึกวิชาช่างทองจากช่างหลวง การถ่ายทอดความรู้ของช่างทองเมืองเพชร ส่วนใหญ่จะถ่ายทอดกันภายในครอบครัว เครือญาติ โดยฝึกหัดกับแผ่นเงิน ทำสร้อยเงินขัดมัน เมื่อทำได้ดีแล้วครูช่างจะให้ทำทองรูปพรรณโดยใช้ทองจริง การเป็นช่างทองต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน และต้องใช้ความละเอียด ปราณีตอย่างสูง สายตาช่างต้องดีเยี่ยมอีกด้วย

ช่างทองเมืองเพชรนิยมใช้เนื้อทองคำบริสุทธิ์ในการทำทอง เนื่องจากทองบริสุทธิ์มีความอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นดี ลวดลายทองรูปพรรณฝีมือช่างทองเมืองเพชร ล้วนเลียนแบบหรือสร้างสรรค์จากธรรมชาติรอบตัวของช่างทั้งสิ้น เช่น พืช สัตว์ หรือวัตถุมงคล โดยมีคติความเชื่อแฝงอยู่ทั้งสิ้น

ด้านเครื่องประดับทองรูปพรรณในจังหวัดเพชรบุรีนั้น ปัจจุบันยังคงรูปแบบลวดลายดั้งเดิม นิยมทำเป็นเครื่องประดับประเภทต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน เป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือ จี้ ปิ่น เข็มกลัด โดยเครื่องประดับที่นำมาจัดแสดง อาทิ เครื่องประดับทองชุดดอกบัวสัตตบงกช ชุดลายประจำยาม สร้อยข้อมือลายตะขาบ เป็นต้น ทั้งนี้ รูปแบบต่างๆ ของเครื่องประดับทองสุโขทัย – เพชรบุรี นั้น ล้วนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งถือเป็นงานหัตถศิลป์อันล้ำค่าของเมืองไทย

ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเฉลิมพระเกียรติฯ “เครื่องทองสุโขทัย – ทองเพชรบุรี : หัตถศิลป์ภูมิปัญญาช่างทองไทย เทิดไท้พระบารมี” ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น 2 พิพิธภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ อาคารไอทีเอฟ ถนนสีลม ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 ก.ย. 60 สามารถเข้าชมได้วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 9.30 – 17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

 

แนวคิดหลัก สาลินี วังตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 12:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512527

แนวคิดหลัก สาลินี วังตาล

เรื่อง : วราภรณ์ เทียนเงิน

“ใช้ชีวิตให้มีคุณค่า เลือกทำสิ่งที่ดีงามและในสิ่งที่ใจรัก” ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเลือกดำเนินชีวิตของ สาลินี วังตาล แม่ทัพหญิงของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

สาลินี เล่าอย่างตั้งใจว่า ก่อนที่จะเข้ามาตำแหน่งผู้อำนวยการ สสว. ตนเองได้ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ มาเป็นเวลาร่วมประมาณ 34-35 ปี

โดยหลังจากเกษียณอายุจากการทำงานที่แบงก์ชาติ ก็ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้มาทำงานที่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ในเวลาประมาณหนึ่งปีครึ่ง ต่อจากนั้นก็ได้รับโอกาสต่อเนื่องให้มาทำงานที่ สสว.เป็นเวลาร่วม 2 ปีแล้ว

ดังนั้น บุคคลที่เป็นต้นแบบของตนเอง ก็จะอยู่ในแบงก์ชาติ เพราะตนเองทำงานในแบงก์ชาติมาเป็นเวลานานที่สุด จึงได้พบว่า เห็นผู้ใหญ่ที่ทำงานในแบงก์ชาติ หรือผู้ว่าแบงก์ชาติ ทุกคนต่างใช้ชีวิตอย่างสมถะ มีชีวิตอย่างเรียบง่าย มีความสุขในการทำสิ่งต่างๆ หรือเรียกว่า ใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต

“ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเลือกดำเนินชีวิต ส่วนบุคคลที่มีชีวิตรวย ก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ควรใช้ทรัพย์สินให้ถูกกาลเทศะจะดีที่สุด หลักการทำงาน จะมุ่งทำในสิ่งที่เรามีใจรัก จึงเกิดเป็นแรงผลักดันสู่ความต้องการทำ รวมถึงการเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม การทำงานด้วยความมุ่งมั่น ถือว่าการได้รับโอกาสที่ สสว. จึงเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เราได้เข้ามาช่วยพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทย”

สำหรับทั้งแบงก์ชาติและ สสว.นั้น สาลินี จำแนกว่า ต่างมีความโดดเด่นแตกต่างกัน โดยจุดเด่นของคนแบงก์ชาติ คือ ขยัน ทุ่มเท ฉลาด เก่งในเชิงลึกทางด้านการเงิน ขณะที่คนใน สสว.มีความรอบตัว ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง

“มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คนรอบๆ ตัว ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ขาดแรงจูงใจที่จะทำงานให้ได้ดี แต่ตอนนี้คนที่ สสว.เริ่มมีแรงจูงใจทางบวกมากขึ้น ขยันและทุ่มเททำงานมากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้งานต่างๆ คืบหน้าไปได้มาก ถ้าพวกเขาได้ผู้นำที่มีไอเดียทันสมัย และเป็นคนซื่อสัตย์ ก็จะช่วยกันดูแลเอสเอ็มอีไทยให้พัฒนาขึ้นมาทันโลกได้”

การเข้ามาบริหารใน สสว.นั้น สาลินี บอกความในในใจว่า เป็นสิ่งที่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด และไม่มีแรงกดดันเรื่องตำแหน่งใด ทุกอย่างจึงมุ่งผลักดันโครงการ เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเร็วที่สุด

“ในบางครั้งเราก็ต้องมีการหารือกับฝ่ายกฎหมายด้วย ว่า ถ้าเร่งผลักดันความช่วยเหลือจะติดขัดในด้านใดหรือไม่ หรือข้อกฎหมายเป็นอุปสรรคหรือไม่ เพราะเรามีความเข้าใจปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันการทำงานก็จะไม่แบกรับปัญหาและไม่กดดัน เราพร้อมที่จะเปิดรับฟังทุกความคิดเห็นของพนักงานใน สสว. ทุกคนสามารถเสนอความคิดเห็นได้และสามารถสื่อสารได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานไม่ติดขัดปัญหา และเกิดความคล่องตัว

“ยกตัวอย่างล่าสุดที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.สกลนคร พนักงาน สสว.ได้เสนอแนวคิดให้มีการจัดตั้งศูนย์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินให้พื้นที่และการเปิดให้ผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาเข้ามาติดต่อโดยตรง แม้ว่าเอกสารจะไม่ครบเพราะถูกน้ำท่วม เพื่อให้เอสเอ็มอีได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่พนักงานพร้อมใจและเสนอแนวคิดใหม่ๆ ต่อเนื่อง” สาลินี กล่าว

เป้าหมายสำคัญในการทำงานที่ สสว. อยากให้เอสเอ็มอีไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจจากขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้ สาลินีขยายภาพให้เห็นถึงการร่วมวางยุทธศาสตร์ผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของเอสเอ็มอีของประเทศไทยให้มีสัดส่วน 50% ของจีดีพีประเทศ ภายในปี 2564 โดย สสว.ต่างมีมาตรการผลักดันในด้านต่างๆ

“ทั้งนี้ ประเมินว่าในอนาคต หากจีดีพีของเอสเอ็มอีไทยขยับมาถึงระดับ 50% ได้ตามแผน จะเป็นผลดีต่อการกระจายรายได้และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ จะเป็นผลดีต่อทั้งประเทศ สังคม เศรษฐกิจอย่างมาก เหมือนกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว จีดีพีของเอสเอ็มอีจะมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของจีดีพีประเทศทั้งหมด”

สาลินี เล่าต่อว่า ขณะที่การแบ่งเวลาในช่วงวันหยุดจากการทำงาน วันเสาร์ ส่วนใหญ่จะอยู่บ้านและเลี้ยงหลาน ส่วนวันอาทิตย์ ก็จะไปโบสถ์เป็นประจำ หรือในบางช่วงวันหยุด ก็จะมีการเดินทางไปต่างจังหวัดในโครงการต่างๆ ของ สสว. และได้พบเจอกับผู้ประกอบการต่างๆ

ในอนาคต เธอวางเป้าไว้ว่า ก็อยากจะทำงานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยเชื่อว่าทุกคน ชีวิตหลังเกษียณก็จะมีแนวคิด การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

“ได้รับโอกาสไม่เหมือนกัน แต่มั่นใจว่าทุกคนต่างต้องการทำสิ่งที่มีคุณค่า หรือเลือกใช้ชีวิตตามแนวทางที่ชอบได้อย่างดีแน่นอน ทุกคนต่างไม่อยากอยู่เฉยๆ ทุกคนต่างต้องการทำสิ่งที่มีคุณค่า ต่างคนต่างมีทางเก่งของตัวเองอย่างแน่นอน โดยการได้เข้ามาทำงานที่ สสว. เป็นการได้รับโอกาสครั้งสำคัญ และเป็นโอกาสที่ดี ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทย”

 

ชินภัทร นำไพศาล กับบ้านหลังแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 14:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/property/celeb/511986

ชินภัทร นำไพศาล กับบ้านหลังแรก

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

บ้านหลังแรกมีความหมายเสมอ วันนี้ พาไปเยี่ยมบ้านหลังแรกของชินภัทร นำไพศาล วัย 32 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ไพศาล (โดโลไมท์) เจ้าของกิจการเหมืองแร่โดโลไมท์ โรงงานผลิตและขึ้นรูปปุ๋ยเคมีที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในภาคเหนือ (ข้อมูล : กระทรวงอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ ปี 2555)

ในวงการตลาดทุน ชินภัทรเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ ว่ากันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เขาสามารถทำเงินจากตลาดหลักทรัพย์ได้สูงถึง 5 เท่า หนุ่มน้อยเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์ราคาหลายสิบล้านจำนวน 3 คัน ไม่นับมอเตอร์ไซค์ราคาแพงเกือบที่สุดในโลกอีก 4-5 คัน บ้านของชินภัทรจะขนาดไหนอย่างไร อยากรู้ตามมาเลย

บ้านของชินภัทร มีพื้นที่ใช้สอย 336 ตารางเมตร มี 3 ชั้น ชั้นล่างเปิดประตูเข้ามาจะพบกับโถงนั่งเล่น ห้องกินข้าว และครัว ส่วนชั้นสองโครงการออกแบบให้เป็นแฟมิลี่รูม หากชินภัทรปรับเป็นห้องทำงาน จากแฟมิลี่รูมจึงกลายเป็นโถงใหญ่สูง 2 ชั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งกันเป็นห้องนอนใหญ่และห้องแต่งตัว

สำหรับชั้นสามของบ้าน แบ่งพื้นที่เป็นห้องนอนอีก 2 ห้อง และห้องพระ เจ้าของห้องนอนเล็กคือน้องสาวของชินภัทรที่มาพักอยู่ด้วย ทั้งนี้ ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้านนั้น ถูกออกแบบให้มีการเชื่อมต่อกันในทุกส่วน เน้นความสะดวกสบายในการใช้งาน

มุมที่ชอบคือโถงนั่งเล่นที่บริเวณชั้นสองที่เชื่อมต่อถึงกันกับโถงชั้นสาม กลายเป็นโถงใหญ่สูงสง่า มีความสูงถึง 6.50 เมตร ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง ขณะเดียวกันก็ภูมิฐานอลังการ ผนังกำแพงใช้วัสดุเป็นหินอ่อนทั้งหมด โต๊ะใหญ่หันหน้าออกหน้าบ้าน สามารถมองเห็นจากภายนอกเพราะผนังด้านหน้าเป็นกระจก ถือเป็นไฮไลต์ของบ้านด้วย

บ้านหลังนี้ก่อสร้างเสร็จในเดือน ธ.ค. 2559 พื้นที่ 55 ตารางวา ตั้งอยู่ในโครงการ SOUL รัชดาภิเษก 68 ถือเป็นบ้านหลังแรกที่ควักกระเป๋าซื้อและตกแต่งด้วยตัวเองและในสไตล์ของตัวเอง มูลค่ารวม 26 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้างรวมตกแต่ง 1-2 ปี

“บ้านหลังแรกสำหรับผม คือสิ่งที่ให้ความรู้สึกสบายๆ เราสบายใจ เราได้พัก ได้หลับตานอนหลับอย่างเต็มอิ่ม”

การตกแต่งเน้นความแตกต่าง บ้านถูกออกแบบให้มีบุคลิกเป็นผู้ชาย มีความทันสมัย โทนสีหลักที่ใช้จึงเน้นไปที่สีเทาขรึมๆ เท่ๆ วัสดุใช้วัสดุที่ให้ความมันเงา ให้อารมณ์ที่โฉบเฉี่ยว มีขรึมและแนวสีของเอิร์ธโทนผสมอยู่บ้าง เช่น หินอ่อนสีดำที่ใช้ในหลายจุดของบ้าน

สำหรับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ได้นำมาปรับใช้ให้ลงตัวกับแนวคิดการแต่งบ้านแนวสมัยใหม่ โจทย์คือความเหมาะสมขณะเดียวกันก็สอดคล้องกันไปทั้งแนวสีและตำแหน่งการจัดวาง ซินแสระบุถึงข้อกำหนดการใช้สี ได้แก่ สีแดงที่จะต้องเป็นหลัก

“เชิญซินแสมาช่วยดู สีแดงเป็นสีร้อน แต่ไฟจะหนุนผม ผมเองก็เป็นธาตุไฟ” ชินภัทรเล่า

ของประดับตกแต่งจึงเน้นให้เป็นสีแดงเกือบทั้งหมด โดยใน “ตำแหน่ง” ที่ต้องแดงก็แดง เช่น รูปปั้นกวนอู เรือสีแดง หรือเสื้อเบอร์ 7 ของเดวิด เบคแฮม (มีลายเซ็น) เป็นต้น ทิศตะวันออกคือทิศหน้าบ้าน ซินแสกำหนดให้ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ใส่ “ไม้” เข้าไปในทิศนี้ เนื่องจากไม้เป็นเชื้อไฟ เพื่อจะได้หนุนกันกับไฟหรือเจ้าของบ้านนั่นเอง

“ของแต่งบ้านอีกอย่างหนึ่งคือ รถมอเตอร์ไซค์ คันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิก โจทย์อันดับแรกสำหรับการแต่งบ้านหลังนี้ คือจะต้องมีมอเตอร์ไซค์อยู่กลางบ้าน”

ครั้งหนึ่งประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ครอบครัวปรึกษากับ “พระอาจารย์” ที่นับถือกัน ท่านว่าปีวัวไม่ดี หมายถึงตกเกณฑ์ไม่ดีในปีนั้น ได้ให้ฝากตัวเป็นบุตรบุญธรรมกับคนเกิดปีเสือ รวมทั้งเป็นที่มาของรูปวาดวัวงามตัวใหญ่แสนสง่าตรงที่พักบันได

เอกลักษณ์ของบ้านหลังนี้ คือความทันสมัยที่สอดล้อไปกับความเชื่อ การตกแต่งที่โดดเด่น โดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์กลางบ้าน ที่ต้องถือว่า มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและฉายชัดสไตล์ของเจ้าของบ้านได้ชัดเจนที่สุด</p

ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิจัยหุ่นยนต์ระดับชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2560 เวลา 12:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/property/celeb/511552

ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิจัยหุ่นยนต์ระดับชาติ

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัยภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

33 ปีของการเป็นอาจารย์กว่า 30 ปีของการคิดค้นและสร้างหุ่นยนต์ ทำให้ ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวรกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัล “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย ประจำปี 2559 กับผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และล่าสุดได้รับรางวัล “วิศวจุฬาดีเด่น” ประจำปี 2560 จากสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มอบให้แก่นิสิตเก่าและคณาจารย์ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีผลงานโดดเด่น

อาจารย์สร้างคน

หลังจบปริญญาตรีจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ศ.ดร.วิบูลย์ ได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทและจบปริญญาเอก ด้านเครื่องจักรที่ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ จากสหรัฐอเมริกาเป็นคนแรกของประเทศไทย จากนั้นได้กลับมาเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาฯ ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน

“ในตอนนั้นคนไทยยังไม่ตื่นตัวเรื่องหุ่นยนต์ หรือเครื่องกล แต่เริ่มสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ พอจบปริญญาเอกมาผมเลยสมัครเป็นครู เพราะครูเป็นอาชีพที่ค่อนข้างเป็นอิสระ และผมอยากสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ แล้วถ่ายทอดให้ลูกศิษย์สามารถพัฒนาและสร้างเครื่องจักรสมัยใหม่ได้ ซึ่งนักวิศวกรเครื่องจักรสมัยใหม่จะเป็นกลไกที่สำคัญมากในการผลิต” ศ.ดร.วิบูลย์ กล่าว

“ถึงแม้ว่าในอนาคตเครื่องจักรจะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ แต่ไม่ว่าอย่างไร คนก็สำคัญที่สุด เพราะเครื่องจักรจะเกิดขึ้นได้ต้องมีคนออกแบบ คนสร้าง และคนพัฒนา โดยเฉพาะในตอนนี้ที่รัฐบาลกำลังพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 หน้าที่ของผมคือ สร้างเด็กที่มีความรู้ความสามารถและเด็กเหล่านั้นจะเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไป”

ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวรกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.วิบูลย์ ก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์อัตราเด็กเกิดใหม่น้อยลง ซึ่งอาจทำให้อาชีพวิศวกรขาดแคลน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ย่ำแย่ ทำให้พ่อแม่ไม่มีทุนส่งลูกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากการเป็นวิศวกรด้านเครื่องจักรสมัยใหม่จำเป็นต้องเรียนต่อปริญญาโทและเอกเพื่อสร้างวิชาชีพที่ยั่งยืน

“คุณสมบัติของคนที่เรียนวิศวกรรมเครื่องกลต้องเกิดจากความชอบก่อนเป็นอันดับหนึ่ง จากนั้นอันดับสองต้องชอบเรียนคณิตศาสตร์และศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยธรรมชาติของคนที่เก่งคณิตศาสตร์จะสามารถคิดพลิกแพลงได้เก่งกว่า คิดได้ลึกกว่า คิดสลับซับซ้อนได้ ถ้าใครเก่งคณิตศาสตร์จะไปจับอะไรก็เก่งหมด การสร้างเครื่องจักรสมัยใหม่ต้องอาศัยคณิตศาสตร์ที่ยาก เปรียบเทียบเหมือนถ้าผมจะคุมคน ก็ต้องรู้จักคนคนนั้น ฉะนั้นผมต้องจำลองนิสัยคุณในรูปของคณิตศาสตร์ตามสมการและวิธีการที่ร่ำเรียนมา แต่ปัจจุบันผมปั้นเด็กช้าลงไปเพราะเด็กเรียนคณิตศาสตร์น้อยลง ซึ่งน่ากังวลในฐานะอาจารย์” ศ.ดร.วิบูลย์ กล่าวเพิ่มเติม

อาจารย์นักประดิษฐ์

จากความสนใจเรื่องหุ่นยนต์และเครื่องจักรสมัยใหม่ ทำให้ในช่วงแรก ศ.ดร.วิบูลย์ เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาหุ่นยนต์ในงานอุตสาหกรรม จนกระทั่งประมาณ 3 ปีที่แล้ว เริ่มนำความรู้ด้านวิศวกรรมมาสร้างหุ่นยนต์ทางการแพทย์ชื่อ หุ่นยนต์กายภาพบำบัดส่วนแขนแบบโครงร่างสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพที่แขนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ร่วมกับภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้พัฒนาแขนหุ่นยนต์แบบสวมใส่ หรือแบบโครงร่าง (Exoskeleton Robot) ที่มีลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายกับแขนคน มีการเคลื่อนที่แบบ 4 องศาอิสระ ทำให้ช่วงการทำงานของข้อต่อมีการเคลื่อนที่สอดคล้องคล้ายกับแขนส่วน

ระบบจะมีมอเตอร์ขับเคลื่อน 4 ตัวที่ทำหน้าที่ส่งแรงเพื่อเสริมหรือต้านแรงจากข้อต่อทั้ง 4 ของมนุษย์ โดยที่กลไกได้ถูกออกแบบให้มอเตอร์สามารถขับเคลื่อนเพื่อส่งแรงไปที่ข้อต่อแต่ละชุดอย่างเป็นอิสระจากกันให้มากที่สุด ซึ่งหุ่นยนต์แขนกลดังกล่าวได้รับการทดสอบจากคณะวิจัยทางคณะแพทย์แล้วว่า ใช้งานง่าย ปลอดภัย ใช้มอเตอร์ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และมีราคาถูก อีกทั้งยังทดแทนปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ได้ด้วย

ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวรกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การใช้หุ่นยนต์เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพของแขนข้างอ่อนแรงเป็นวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้หุ่นยนต์เพื่อการฟื้นฟูจะช่วยให้ผู้ป่วยที่ยังมีการฟื้นตัวของประสาทสั่งการน้อย สามารถฝึกการใช้งานแขนซ้ำๆ ได้เป็นจำนวนครั้งที่มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการฝึกแบบดั้งเดิม ซึ่งทักษะการใช้งานจะแปรผันตามจำนวนครั้งที่ฝึก อีกทั้งระบบเกมและการให้ข้อมูลตอบกลับจะทำให้การฝึกน่าสนใจ สนุก และท้าทาย

เมื่อผู้ป่วยมีการฟื้นตัวของประสาทสั่งการมากขึ้น การใช้หุ่นยนต์ที่มีระบบตรวจจับสัญญาณต่างๆ จะทำให้สามารถรับรู้ได้ถึงแรงตอบรับ รวมทั้งตำแหน่งและความเร็วในการเคลื่อนที่ของผู้ใช้ นำมาสู่การติดตั้งระบบติดตามพัฒนาการของผู้ใช้เฉพาะบุคคล ซึ่งจะบันทึกและติดตามพัฒนาการของผู้ใช้แต่ละบุคคล และปรับเปลี่ยนลักษณะการเคลื่อนไหวรวมทั้งแรงที่หุ่นยนต์สร้างขึ้นตามกำลังกล้ามเนื้อที่เปลี่ยนแปลงไป

“การแพทย์และวิศวกรรมเครื่องกลต้องช่วยกันไป ต้องปรับปรุงไปเรื่อยๆ โดยทางแพทย์จะเป็นผู้ใช้ ส่วนวิศวกรจะเป็นผู้พัฒนา ซึ่งเราต้องขอคำแนะนำจากทางแพทย์ว่าอยากได้อะไร ต้องปรับแก้ตรงไหน เพื่อนำเครื่องมือไปรักษาโรค หรือรักษาอาการได้ ดังนั้น ถ้านักวิศวกรผลิตเครื่องมือแพทย์โดยไม่มีหมอก็จะไม่มีประโยชน์เลย”

นอกจากนี้ ศูนย์เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ภายใต้การนำของ ศ.ดร.วิบูลย์ ยังได้พัฒนาหุ่นยนต์กายภาพบำบัดอีกหลายรูปแบบ อาทิ หุ่นยนต์ที่ใช้ในการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวที่ข้อมือ ซึ่งสามารถเคลื่อนที่คล้ายกับการเคลื่อนที่ของข้อมือมนุษย์ หุ่นยนต์ที่ใช้ในการฟื้นฟูแขนท่อนบนแบบจับที่ปลาย ซึ่งในวงการกายภาพบำบัดถือเป็นระบบที่มีการศึกษากันมาก่อนระบบอื่น และหุ่นยนต์ที่ใช้ฟื้นฟูสมรรถนะการเคลื่อนที่ของขา เพื่อการฟื้นฟูส่วนขาแบบท่านั่ง เป็นต้น โดยระบบหุ่นยนต์ทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นทุกแบบได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของจริยธรรมทางการแพทย์ในการทดสอบการใช้งานกับมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยในการใช้งาน มีประสิทธิภาพของการรักษา และไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อผู้ป่วยในการใช้งาน

ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวรกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อาจารย์นักพัฒนา

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่สำหรับสิ่งประดิษฐ์ทุกชิ้นล้วนสร้างขึ้นจากความจำเป็น เพื่อนำชิ้นส่วนใดก็ตามไปพัฒนาต่อให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ซึ่งแม้ว่ามหาวิทยาลัยจะไม่สามารถขายสิ่งประดิษฐ์ได้ แต่สามารถขายองค์ความรู้ให้เอกชน เพื่อนำไปผลิตสินค้าสู่ตลาดได้

“การผลิตสินค้าไฮเทคยากๆ จะขายยาก ยกตัวอย่างเช่น เครื่อง ซีเอ็นซีหรือหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขายยากเพราะราคาสูง ดังนั้นเอกชนจะลงทุนได้เมื่อเขารู้ว่าสามารถทำกำไร แต่เราก็ไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาจะขายได้หรือเปล่า เพราะตอนนี้เราทำเพื่อบริจาคให้โรงพยาบาลรัฐบาล”

สำหรับลิขสิทธิ์ของสิ่งประดิษฐ์จะเป็นของจุฬาฯ เมื่อมีผลประโยชน์จากลิขสิทธิ์เข้ามาจะแบ่งให้จุฬาฯ ร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 70 จะให้อาจารย์ผู้สร้างและอาจารย์จะแบ่งอีกครึ่งหนึ่งให้กับนิสิตในโปรเจกต์นั้น

“สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้มองเป็นเรื่องของธุรกิจเลย ไม่มีคำว่ากำไร ขาดทุน แค่เราทำประโยชน์ให้สังคมได้ก็พอใจแล้ว ได้รับความภาคภูมิใจในวิชาชีพวิศวกรที่สามารถช่วยผู้ป่วยได้ ถ้าเราทำเครื่องมือดีแสนดียังไงก็ตาม แล้วให้นายทุนไปทำกำไรเยอะๆ มันก็จบอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเราทำเครื่องมือที่ดีแล้วนำไปใช้ทางการแพทย์ ช่วยให้คนที่เป็นทุกข์หายจากโรค หรือมีอาการที่ดีขึ้น มันดีที่สุดแล้ว”

ศ.ดร.วิบูลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายในชีวิตไม่ใช่การได้รับรางวัลมากมาย แต่คือการได้เป็นอาจารย์ ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ และหวังว่าหุ่นยนต์ทางการแพทย์จะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเกิดประโยชน์ต่อคนในสังคมให้มากที่สุด n

 

บ้านที่อยู่แล้วพอดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/property/celeb/506629

บ้านที่อยู่แล้วพอดี

 

 

เรื่อง กองทรัพย์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เพราะการประสบความสำเร็จในชีวิตและโลกธุรกิจไม่มีสูตรสำเร็จ ดังนั้นสไตล์การทำงานของ ซิง-กุลวรา อติเมธิน ผู้บริหาร บริษัท วินเทค แมนูแฟคเจอริ่ง ผู้นำด้านการผลิตสินค้าประเภทอุปกรณ์ประตูและหน้าต่างของเมืองไทย

ภายใต้แบรนด์วีโก้ (Veco) จึงยึดในเรื่องของการทำงานอย่างพอดี แต่มีความสม่ำเสมอ และต้องทำงานอย่างมีความสุข หลักการเดียวกันนี้เธอได้นำมาใช้กับการเลือกบ้าน บ้านที่เธอและสามีเรียกว่า “บ้านที่อยู่แล้วพอดี”

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นเธอไปศึกษาปริญญาโทต่อด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Babson College และใช้ชีวิตที่สหรัฐอยู่หลายปีก่อนจะกลับเมืองไทย

 

 

“ก่อนหน้านี้ซิงกับสามีอยู่ที่บอสตันมาหลายปี ตอนตัดสินใจที่จะกลับมาเมืองไทย เราก็หาบ้านตั้งแต่อยู่เมืองนอก ปัจจัยที่เลือกบ้านก็คือต้องเป็นบ้านกลางเมือง สามารถเดินทางระหว่างชานเมืองฝั่งธนบุรีและสุขุมวิทได้ง่าย เพราะสามีจะต้องทำงานในเมือง และบ้านของสามีอยู่แถบหนองแขม การมีบ้านในเมืองทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ก็คิดว่าโซนพระราม 3 เดินทางสะดวก

อีกจุดหนึ่งที่เลือกบ้านนี้ ตอนนั้นเราท้องลูกคนแรกก็คิดว่าซื้อบ้านลูกจะมีที่วิ่งเล่น ดูอยู่ครึ่งวันแล้วก็ จองเลย เลือกซื้อบ้านนี้ก็คิดว่าจะมีลูก 2 คน ดังนั้นบ้านที่เราจะซื้อก็ต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 3 ห้องนอน เผื่อลูกโต เพราะถ้าเป็นคอนโด ส่วนใหญ่เขาก็จะทำอย่างมากแค่ 2 ห้องนอน คอนโดขนาด 3 ห้องนอน ก็จะทำสไตล์เพนต์เฮาส์ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการอะไรขนาดนั้น”

 

การที่เราเลือกบ้านตรงนี้ เพราะซิงกับสามีไม่ชอบบ้านหลังใหญ่ๆ เลย อย่างแรกคือเพราะซิงเกิดและโตในบ้านหลังใหญ่มากๆ มาก่อน เรารู้สึกว่าบ้านหลังใหญ่เป็นบ้านที่เกินอยู่และเป็นที่เก็บฝุ่น ทำให้ลำบากทั้งการดูแลรักษา เหมือนแม่บ้านจะต้องเวียนทำงานหลายวัน การใช้ชีวิตอยู่ก็ใช้พื้นที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำงานเราไม่ได้ใช้เวลาอยู่บ้านทั้งวัน เช้าก็ไปทำงาน เย็นกลับมาก็ไม่ได้อยากไปเดินส่วนไหนของบ้านแล้ว

กุลวรา บอกว่า เธอจึงหารือกับสามีว่าจะไม่เลือกซื้อบ้านที่หลังใหญ่เกินไป แต่อยากได้บ้านที่สามารถเดินรอบบ้านได้และใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า

“เราอยากได้บ้านที่อยู่พอดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ว่าก่อนจะมีลูกเราก็ชอบอยู่คอนโดนะ เพราะรู้สึกว่ามันชิก (หัวเราะ) แต่พอเรามีลูก เราก็อยากให้ลูกได้อยู่กับดินกับพื้น วิ่งเล่น ก็คิดว่าการอยู่บ้านแบบนี้ และถ้าเป็นบ้านในเมืองก็คงจะดี อีกอย่างหนึ่งคือเราเพิ่งสร้างครอบครัว อยากซื้อบ้านในเมือง ถ้าซื้อบ้านที่ใหญ่มากก็เกินตัว ก็เลยเลือกแบบนี้ เลือกสภาพแวดล้อมที่ดี”

ครอบครัวเล็กๆ จึงเริ่มต้นที่หมู่บ้านกะทัดรัดแต่โมเดิร์นในย่านพระราม 3 กุลวรารับผิดชอบเรื่องสไตล์การตกแต่ง ทาวน์โฮม 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ แบ่งสัดส่วนใช้สอยภายในบ้านอย่างคุ้มค่าตรงกับความต้องการของผู้เลือก การตกแต่งเรียบง่าย โล่ง มีตู้โชว์ และตู้เก็บของ

“สิ่งที่ชอบในบ้านหลังนี้ ฟังก์ชั่นของบ้านนั้นมาทีหลังโลเกชั่น แต่ถ้าให้บอกว่าชอบอะไร ก็คือชั้นลอยกับชั้น 1 เชื่อมต่อกัน อีกอันหนึ่งที่ชอบก็คือห้องที่เป็นมาสเตอร์เบดที่ปิดทั้งชั้นไปเลยทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัว ซิงเน้นเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว มีอย่างโต๊ะอาหารกลางบ้านเราสั่งทำเป็นพิเศษเพราะชอบสีไม้เป็นพิเศษให้ความรู้สึกเท่แต่ก็มีรายละเอียดของลายไม้ โซฟาบนชั้นลอยก็สั่งทำตามไซส์ ออกแบบให้เป็นที่นั่งกว้างๆ สามารถเอนตัวนอนได้ ซิงชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่มองภาพรวมแล้วเรียบง่าย”

 

เป็นเด็กดีนะ ศุณิษา เทพธารากุลการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/509097

เป็นเด็กดีนะ ศุณิษา เทพธารากุลการ

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

สาวน้อยผู้มีแววตามุ่งมั่น ศุณิษา เทพธารากุลการ หรือ แตงไทย งานสนุกของแตงไทยคือการอ่านและแปลวรรณกรรม สุดยอดวรรณกรรมในบรรณพิภพอยากให้คนไทยได้สุนทรีย์ แล้วเราก็ได้รู้จักแตงไทยในวันหนึ่ง “เป็นเด็กดีนะ” ผลงานแปลล่าสุดกับสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ มาทำความรู้จักกับเธอ…”เด็กดี” ที่อยากให้ทุกคนได้รู้จัก

แตงไทย เล่าถึงตัวเองว่า เธอเป็น “ลูกหลง” ที่มีอายุห่างจากพี่ๆ ถึง 16 ปีเต็ม เพราะวัยห่างจากพี่และไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงหันไปชอบอ่านหนังสือ ชอบอยู่ในโลกส่วนตัว ไม่แปลกที่โตขึ้นมากลายเป็นหนอนหนังสือ ความคิดความฝันอยากเป็นนักแปล เริ่มตั้งแต่ได้จับงานแปลเยาวชนบันลือโลก เคาตุ่น และโรงงานช็อกโกแลตของ โรอัลด์ ดาลห์ “อยากแปลให้ได้อย่างนี้บ้างจัง” แตงไทยคิด นักแปลที่ชอบยังมี สาลินี คำฉันท์ และผุสดี นาวาวิจิตร

“อ่านแล้วอ่านอีก เพราะชอบในสำนวนแปล ชอบภาษา ชอบความจัดเจน และทึ่งในศิลปะบนหน้ากระดาษ ที่คนคิดคนเขียนขึ้น” แตงไทย เล่า

เมื่อรู้จักรู้ใจและความชอบ แตงไทยจึงเลือกเรียนศิลป์ภาษาจีน คิดว่า ภาษานี่ช่างสนุกนัก เพราะภาษานี่เองที่สะท้อนตัวตน ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมประเพณีและทุกอย่างของผู้พูด ชีวิตของคนทุกคนสะท้อนอยู่ในภาษาที่พูด คงไม่ผิดที่จะพูดอย่างนั้น

“ภาษาไทยมีคำที่ระบุถึงน้ำและดินจำนวนมาก สะท้อนว่าคนไทยและคนในท้องถิ่นบ้านเราเกี่ยวพันกับดินและน้ำ ชาว เอสกิโม ภาษาของพวกเขามีคำที่ระบุถึงความเย็นและน้ำแข็งเยอะมาก ส่วนภาษาจีนมีคำที่ใช้เรียกเครือญาติที่ละเอียดที่สุดภาษาหนึ่ง สะท้อนว่าชาวจีนให้ความสำคัญที่สุดเรื่องนี้ รักญาติ รักพี่น้อง”

แตงไทย จบปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาจีน และปริญญาโท สาขาวิชาการล่ามและการแปล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุน โดยเฉพาะด้านภาษาจีน ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวเนื่องจากต้นตระกูลเพราะคุณพ่อเป็น ชาวจีน เชื้อสายไล่เรียงมาแต่บรรพบุรุษ อากงอาม่าเดินทางมาจากตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

“อาม่าใจดี และพูดไทยได้น้อยมาก ส่วนอากงเป็นนักแกะสลัก เป็นศิลปินวาดภาพ” แตงไทย เล่าและว่า ส่วนหนึ่งใน ตัวเธออาจกระเส็นกระสายมาจากอากง เพราะเธอก็ชอบ วาดภาพ แนวถนัด คือ ต้นไม้ ดอกไม้

วันนี้ในวัย 28 ปี แตงไทย ทำงานแปลกับหลายสำนักพิมพ์ โดยเริ่มเข้าสู่เส้นทางนักแปลเต็มตัวหลังจากได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทการแปลเรื่องสั้น จากงานประกวดวรรณกรรม รางวัลพระยาอนุมานราชธน ปี 2555 ก่อนจะหันมาสนใจงานด้าน สื่อและการตลาด ปัจจุบันนอกจากจะเป็นนักแปลแล้ว เธอยังดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารสื่อภาษาจีน วิชันไทย (Vision Thai) ด้วย

“วิชันไทย เป็นเว็บไซต์ออนไลน์ที่เล่าเรื่องเมืองไทยให้คนจีนได้รู้ แตงอยากทำสิ่งนี้ เพราะเรารู้ว่าเราอยากสะท้อนอะไร สะท้อนความเป็นไทย วิถีชีวิตแท้ๆ ของคนไทยและเมืองไทย วันนี้” แตงไทย เล่า

คนจีนที่อยากรู้เรื่องไทยมีไม่ใช่น้อยๆ เลย ผู้ติดตามมีจำนวนกว่า 3-4 ล้านคน เว็บไซต์บอกเล่าเรื่องการใช้ชีวิตของคนไทย สตาร์ทอัพในไทย การกินการดื่มและแหล่งช็อปปิ้งที่น่าสน อัพเดทสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ รวมทั้งเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นที่สนใจ เช่น นางรำหน้าศาลพระพรหม รำไปทำไม รำไปเพื่ออะไร

“มาเมืองไทยต้องทำตัวยังไง คนจีนอยากรู้นะ เพราะบางทีก็มีความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างเหมือนกัน ระดับเสียง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย คนไทยยกมือไหว้ทุกอย่าง ต้องยกมือไหว้อะไรบ้าง วัฒนธรรมการไว้ทุกข์ของคนไทย”

เมื่อให้เล่าถึงตัวเอง แตงไทย เล่าว่า เธอชอบฟังเพลง วงดนตรีที่ชอบเป็นวงแจ๊ซร็อก ชื่อ ฟอกซ์ แคปเชอร์ แพลน และโตฟุบีตส (EDM) ชอบในจังหวะที่หลากหลาย และชอบมากที่เอาจังหวะมาซ้อนๆๆๆๆๆ กัน ตื่นเต้นๆๆๆๆๆๆ เวลากลองตีๆๆๆๆๆๆๆๆ แตงไทยแซวตัวเองว่า คงเพราะชีวิตจริง ราบเรียบมั้ง หัวใจเลยแสวงหาความตื่นเต้น

ชีวิตราบเรียบขนาดไหน เจ้าตัวบอกว่า ก็ราบเรียบขนาดที่คุ้นเคยมากๆ กับการอยู่กับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองที่สุด เมื่ออยู่คนเดียว มีโลกส่วนตัวสูง แต่งตัวแนวอ่อนหวาน ชอบ สีพาสเทลอ่อนๆ ชอบลายดอกไม้หวานๆ เคยแอบมีแต่งแนวเปรี้ยวเซ็กซี่เหมือนกันแต่ต้องรีบถอด เพราะคิดว่าไม่ใช่ตัวเองเลย

แตงไทย เล่าว่า ทุกวันนี้งานหนักแต่เหนื่อยสนุก หัวใจคืออยากทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ทั้งงานแปลและงานสื่อสารการตลาด ได้ค้นพบด้วยตัวเองว่า แม้จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็สนับสนุนและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน งานแปลต้องทำคนเดียว อยู่กับตัวเอง แต่งานเว็บไซต์ต้องทำเป็นทีม ต้องใช้ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น

แตงไทย เล่าว่า เธอขี้อายและอยู่กับตัวเองเยอะ สมัยก่อนจะคอยกังวลเสมอเมื่อต้องอยู่กับผู้อื่น จะคอยรักษาตัวไว้ให้กลางๆ ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อทำงานกับทีม 4 คน นั่นหมายถึงต้องเลือก “วิธี” 4 วิธีที่ไม่เหมือนกันในการที่จะสื่อสารหรือทำงานกับทีมให้ได้

เรื่องเจอคนตลอดเวลานี้กลายเป็นสนุกไปอีกแบบ แตงไทย บอกว่า จากที่เคยนั่งสบายๆ อยู่กับโต๊ะทำงาน แปลหนังสือและเรียบเรียงงานเขียน ก็กลายเป็นว่าปัจจุบันตั้งแต่วันจันทร์- วันศุกร์ ไม่เคยได้นั่งโต๊ะทำงานอีก เนื่องจากงานบังคับให้ต้องออกพื้นที่ตลอดเวลา งานแปลจะได้ทำก็ต่อเมื่อวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น

“ต้องใช้ความพยายามที่จะสร้างสัมพันธ์กับคนอื่น ทำให้เราได้ออกมาจากโลกของตัวเอง เราได้มองคนอื่นในแง่มุมต่างๆ เราได้พูดและเราตัดสินใจบางอย่าง นั่นทำให้เราเรียนรู้ผลจากการกระทำของเราเอง ทั้งหมดเป็นผลดีกับงานแปล เพราะกลายเป็นว่าทำให้เลิกเกร็งกับการใช้ภาษา”

เมื่อก่อนแปลไปเกร็งไป เกร็งว่าแปลแล้วคนอ่านจะไม่เข้าใจ จะติดแปลยาว แต่เมื่อได้ใช้ชีวิตและเรียนรู้อะไรบางอย่าง แตงไทยก็รู้ว่า ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องแปลยาว วิธีสื่อสารของเธอดีขึ้น พลังในการสื่อสารมากขึ้น 3 ปีที่ทำงานกับเว็บไซต์วิชันไทยมา ได้โอกาสดีในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้งานและเรียนรู้คน

อย่างไรก็ตาม หัวใจยังรักการแปลมากที่สุด ความมุ่งหมายในอนาคตจึงคือการทำงานแปลที่รัก หนังสือในดวงใจที่อยากแปล คงต้องบอกว่ามีหลายอย่างหลายแนว ที่ผ่านมาส่วนใหญ่บรรณาธิการสิ่งพิมพ์เป็นผู้คัดเลือกต้นฉบับ แตงไทยถือเป็นหน้าที่ในการดึงข้อดีที่บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ได้เห็น และนำเสนอตีแผ่ผ่านงานแปลเพื่อให้คนไทยได้อ่าน

เส้นทางบนถนนนักแปลยังอีกยาวไกล หากในอนาคตแตงไทยก็หวังว่า คงมีสักครั้งที่เธอจะได้เป็นผู้เลือกหนังสือต้นฉบับ! n

 

เชเรอมี่ ตูเร่ท์ เชฟฝรั่งเศสมือดีที่น่าจับตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2560 เวลา 17:21 น. |…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/508352

เชเรอมี่ ตูเร่ท์ เชฟฝรั่งเศสมือดีที่น่าจับตา

เรื่อง ภาดนุภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

มีโอกาสได้พบกับ เชเรอมี่ ตูเร่ท์ เชฟหนุ่มชาวฝรั่งเศสวัย 35 เจ้าของร้านอาหารสุดเท่คอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางเมือง ที่ซอยอมร ถนนนางลิ้นจี่ ที่ชื่อว่า เบิร์ดส (Birds) ซึ่งเสิร์ฟเมนูไก่ย่างสไตล์ฝรั่งเศสโดยเฉพาะ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยถึงเส้นทางอาชีพของเขาและที่มาที่ไปของร้านนี้

“ผมตัดสินใจเดินทางมาเป็นเชฟที่เมืองไทยเมื่อ 9 ปีที่แล้ว (ปี 2551) โดยเริ่มจากการเป็นหัวหน้าเชฟที่ร้านอาหาร วี ไนน์ ไวน์ บาร์ แอนด์ เรสเทอรองต์ (V9 Wine Bar & Restaurant) โรงแรมโซฟิเทล สีลม แบงค็อก หลังจากทำงานได้ 6-7 เดือน ตัวร้านก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น สการ์เลตต์ ไวน์ บาร์ แอนด์ เรส เทอรองต์ (Scarlett Wine Bar & Restaurant) และตัวโรงแรมได้เปลี่ยนชื่อเป็น พูลแมน แบงค็อก โฮเทล จี ตามมา

ผมเองไม่ได้เป็นเชฟที่สการ์เลตต์ฯ นะครับ เพราะได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ไปเป็นผู้ช่วยเชฟใหญ่ที่โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท และเป็นหัวหน้าเชฟที่ร้านอาหาร ลาพาร์ต (L’Appart) ในช่วงที่เปิดร้านนี้ใหม่ๆ เมื่อทำงานที่นี่ได้ 4 ปีครึ่ง ผมก็ลาออกไปเปิด บีช คลับ ที่ จ.ภูเก็ต อยู่ 1 ปี (ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้ว) จึงกลับมาเป็นพ่อครัวใหญ่ประจำร้าน เอล เมอร์คาโด (El Mercado) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ตลาดคลองเตยอีก 1 ปี

ปัจจุบันนี้ ผมได้เปิดร้านเบิร์ดส ร่วมกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนคือ ชูเลียง ลาวีน (เชฟของร้านออสการ์ บิสโทร สุขุมวิท 11) เป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูที่ทำจากไก่ย่างสไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งนำทุกส่วนของไก่มาปรุงเป็นเมนูต่างๆ การที่เราตั้งชื่อร้านโดยใช้คำว่า ‘เบิร์ดส’ เพราะในอนาคตอันใกล้นี้เราจะมีเมนูอื่นๆ ที่ทำจากไก่ย่าง ไก่งวง เป็ด และนกพิราบเพิ่มเติมด้วย”

เชฟเชเรอมี่บอกว่า คอนเซ็ปต์ของเมนูที่ร้านจะเป็นสไตล์ เออร์เบิน แคชวล โดยจะเน้นเมนูไก่ย่างซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ชอบกินเมนูหลักอย่าง ไก่ย่างถ่านเนื้อนุ่มๆ หนังกรอบๆ ที่เสิร์ฟมาพร้อมซอสโฮมเมดหลากหลายรสชาติให้เลือก ซึ่งลูกค้าสามารถจะสั่งไก่ย่างแบบครึ่งตัว (430 บาท) เต็มตัว (790 บาท) หรือแบบเซตก็ได้ นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ อีก เช่น เบิร์ดส เบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นไก่กอร์ดองเบลอ ที่เสิร์ฟมาบนขนมปังที่ทำสดใหม่ทุกวัน แล้วยังมีเมนูสุขภาพอย่างสลัดให้เลือกอีกหลายเมนู พร้อมทั้งของหวานรสชาติอร่อยอีกหลายชนิด

“ด้วยความตั้งใจเดิมของผมและหุ้นส่วน ที่จะทำอาหารเมนูอร่อย ซึ่งใช้วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมให้ลูกค้าได้รับประทาน เราจึงให้ความสำคัญกับการเลือกวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพมาปรุงเป็นเมนูต่างๆ สิ่งแรกคือเลือกใช้ไก่จากฟาร์มเปิด ซึ่งเลี้ยงที่เขาใหญ่และเชียงใหม่ ซึ่งฟาร์มทั้งสองแห่งนี้จะเลี้ยงไก่โดยปล่อยตามธรรมชาติ โดยไม่ฉีดยาฆ่าเชื้อ หรือให้ฮอร์โมน นอกจากนี้ยังใช้ผักปลอดสารพิษ และเลือกใช้อุปกรณ์ใส่อาหารที่ทำจากไม้ไผ่ที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านเราจะเป็นคนไทยที่ทำงานออฟฟิศ รวมทั้งชาวต่างชาติที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในเมืองไทยด้วย ซึ่งย่านนี้ก็มีชาวฝรั่งเศสพักอยู่เยอะพอสมควร ด้วยราคาที่ไม่ได้ตั้งไว้สูงมากนัก เพราะอยากให้ลูกค้าที่ชื่นชอบไก่ย่างสามารถมารับประทานได้บ่อยๆ แล้วยังไปแนะนำเพื่อนต่อได้อีกด้วย

ต้องขอเล่าย้อนว่า ช่วงแรกๆ เราทำไก่ย่างส่งลูกค้าแบบเดลิเวอรี่กันก่อน เพราะผมจะชอบหมักไก่ย่างอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ตอนแรกเราก็คุยกันว่า เรามาเปิดร้านเล็กๆ กันก่อนมั้ย จนมาสู่การชิมลางส่งขายลูกค้าแบบเดลิเวอรี่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พอมาเจอร้านนี้ซึ่งอยู่ในโลเกชั่นที่ดี ผมและเพื่อนจึงตัดสินใจขอเช่าตึกและตกแต่งร้านจนเสร็จ รวมๆ แล้วก็เปิดมาได้เดือนกว่าๆ แล้วครับ”

เชฟเชเรอมี่บอกว่า ตอนนี้ลูกค้าส่วนมากมักจะสั่งไก่ย่างแบบเดลิเวอรี่ใน วันจันทร์-พุธ โดยสั่งผ่านเฟซบุ๊ก : BIRDSRotisserie หรือไอจี : BIRDS Rotisserie และแอพพลิเคชั่น Foodpanda ส่วนในวันพฤหัสบดี-เสาร์ ลูกค้าจะแวะมารับประทานที่ร้านซะมากกว่า

“โดยส่วนตัวแล้วผมถนัดทำอาหารฝรั่งเศสมากที่สุด เนื่องจากผมเรียนจบมาจากโรงเรียนสอนทำอาหารที่ฝรั่งเศสมาโดยตรง (เรียน 2 ปี) แล้วจึงมาเรียนทำขนมต่ออีก 1 ปี พอเรียนจบก็ทำงานในร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ 3 ดาวซะส่วนใหญ่ ทั้งในฝรั่งเศส นิวยอร์ก และ สวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นเชฟสายไฟน์ ไดนิ่ง มาโดยตลอด จากนั้นจึงคิดที่จะเดินทางมาทำงานหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในประเทศแถบเอเชียบ้าง

แม้ปัจจุบันผมจะไม่ได้ทำเมนูอาหารฝรั่งเศสแนวไฟน์ ไดนิ่ง ในร้านอาหารหรูๆ แล้ว แต่ผมก็ยังนำทักษะในการทำอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ที่ต้องเลือกวัตถุดิบที่ดี มีขั้นตอนพิถีพิถันในการปรุงเมนู มาปรับใช้กับการทำเมนูจากไก่ย่างที่ร้านนี้ด้วย ซึ่งไก่ที่ผมหมัก นอกจากจะเลือกไก่คุณภาพดีแล้ว ยังมีกรรมวิธีในการหมักที่ละเอียดลออและใช้ขั้นตอนเยอะมาก โดยจะใช้เวลาหมักนานถึง 2 วัน แล้วแช่ตู้เย็นไว้เพื่อให้เครื่องเทศซึมเข้าเนื้อไก่ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มรสชาติความอร่อยให้มากยิ่งขึ้น”

เชฟเชเรอมี่ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเขาและหุ้นส่วนแพลนไว้ว่าจะเปิดสาขาร้านเบิร์ดสเพิ่มอีก 1 สาขาในกรุงเทพฯ นอกจากนี้อาจจะเปิดอีกสองสาขาที่พัทยาและภูเก็ต ซึ่งมีลูกค้ามาขอซื้อแฟรนไชส์โดยยื่นข้อเสนอให้เขาเข้าไปดูแลและบริหารร้านเองอีกด้วย

 

อภินัทธ์ กันตนฤมิตรกุล เป้าหมายคือครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/508021

อภินัทธ์ กันตนฤมิตรกุล เป้าหมายคือครอบครัว

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

แนท-อภินัทธ์ กันตนฤมิตรกุล หนุ่มวัย 25 ปี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.เอ็น.บี. แพคเกจจิ้ง (A.N.B. Packaging) ทายาทธุรกิจที่ตั้งใจจะสืบทอดกิจการด้านกล่องกระดาษที่เปิดมาแล้วเทียบเท่าอายุของเขา

เป็นเด็กหนุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งในเรื่องการทำงานและการพัฒนาตัวเองด้านต่างๆ เมื่อเรียนจบระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนาแล้ว เขาเดินทางไปเรียนต่อด้านปริญญาตรีที่ Babson College ในสหรัฐ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งด้านการผลิตบุคคลที่ต้องการฝึกฝนวิธีคิดแบบนักธุรกิจ และการพัฒนาความคิดเชิงประกอบการ (Entrepreneurial mindset) คนไทยที่ไปเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ไปเพราะมีเป้าหมายว่าจะทำธุรกิจของตัวเองหรือสานต่อธุรกิจครอบครัวกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจึงเริ่มทำงานในธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ

“ผมทำงานจริงๆ มา 3 ปีแล้ว แต่ระหว่างที่เรียน ถ้ามหาวิทยาลัยปิดเทอม ก็จะมาช่วยงานคุณพ่อกับคุณแม่ เข้าโรงงานตลอด เข้าไปช่วยงาน ช่วยดูปัญหา เซตอัพระบบต่างๆ ที่ยังขาดอยู่ ได้ลงไปคลุกคลีในไลน์ผลิต ค่อยๆ พัฒนาในส่วนที่เราทำได้ก่อน ซึ่งทั้งสองท่านก็ไว้วางใจให้ออกความคิดเห็น

ธุรกิจของครอบครัวเราเปิดมา 25 ปีแล้ว เรียกว่าเกิดมาก็เจอท่านทำงานหนักเลย เราสามคนพี่น้อง (A.N.B.) ชื่อย่อภาษาอังกฤษของพวกเราคือชื่อบริษัท ดังนั้นพวกเราซึมซับมาตลอดเป็นธุรกิจของพวกเรา ทุกคนคิดจะมาช่วยกันทำงานทั้งหมด คิดเสมอว่าจะกลับมาสานต่องาน แต่ละคนก็ออกไปหาประสบการณ์ในแบบของตัวเอง พร้อมกลับมาเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับมา แต่ผมเราก็เลยมุ่งไปเรียนที่สหรัฐ เพื่อเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการเลย”

เมื่อถามว่ามหาวิทยาลัยที่ฝึกให้เป็นผู้ประกอบการมีวิธีการสอนอย่างไร ผู้บริหารวัย 25 ปี เล่าว่า ปีหนึ่งเข้าไปจะต้องมีธุรกิจของตัวเอง “เราก็คิดโปรเจกต์เลย ต้องหาสินค้าหนึ่งอย่างมาขาย ทำเป็นกลุ่ม แบ่งหน้าที่เหมือนในบริษัทหนึ่งแห่ง ทดลองทำ เทรดสินค้า วางกลยุทธ์ ซึ่งผมและทีมเลือกทำขายยูเอสบี (USB) นำเข้าจากประเทศจีน ทำการตลาด ทำบัญชี และขายจริง ปิดงบในหนึ่งปี เป็นการให้เราเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นจนจบว่ามีอุปสรรคอะไรบ้าง ลองทำดูโดยมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยสนับสนุน

พออยู่ระดับปี 2-3 เริ่มเรียนในวิชาที่ตรงสายมากขึ้น เช่น บัญชี ไฟแนนซ์ มาร์เก็ตติ้ง ผมเลือกซัพพลาย เชน แมเนจเมนต์ (Supply Chain Management) จะเป็นภาพกว้างของระบบโลจิสติกส์ เราสนใจถึงเลือกเรียน และอีกอย่างมันเกี่ยวเนื่องกับงานที่จะต้องกลับมาดูแล คือที่บ้านเราทำโรงงานแพ็กเกจจิ้ง ก็เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว”

เด็กหนุ่มที่ค่อนไปทางเนิร์ด มองว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยไกลจากตัวเมือง ค่อนไปทางป่าเขา อยู่ไกลแสงสีเป็นเรื่องสนุก แต่ที่นั่นก็เปิดโลกให้เขาเช่นกัน “ถ้ามีเวลาจะแพ็กกระเป๋าเที่ยวแบบโรดทริปกับเพื่อนๆ ไปตามพาร์คต่างๆ ของสหรัฐ เป็นการท่องเที่ยวในแบบที่ผมชอบ ไม่ได้สบายมาก แต่ไม่ได้แอดเวนเจอร์ขั้นสุด อยู่กลางๆ และทำให้เราเห็นมุมที่หลากหลายของสหรัฐ”

หลังจากที่เรียนจบเขามีโอกาสไปได้ฝึกงานที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นบริษัทเทรดดิ้งกระดาษที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นบริษัทคู่ค้าของเอสซีจี “ประสบการณ์ตรงนั้นก็ทำให้เราได้เห็นมุมมองของการทำงานของมืออาชีพระดับโลก ได้เรียนรู้เรื่องการเทรดกระดาษว่าเขาเทรดเยื่อ กระดาษม้วน ยังไงไปที่ไหน

บริษัทเราทำกล่องลูกฟูกส่วนใหญ่ก็จะใหญ่หน่อย เพราะเป็นกล่องที่ต้องบรรจุสินค้าเพื่อส่งออกต่างประเทศ ทำให้ทันทีที่กลับมาทำงานก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเหมือนกัน พยายามวางโครงสร้างงาน ระบบไอทีให้เป็นรูปแบบมากขึ้น ใครมาทำงานต่อก็จะทำงานไปได้เลย ไม่อิงบุคคลมากนัก พึ่งพาแรงงานให้น้อยที่สุด

พนักงานเก่าๆ ของคุณแม่ก็อายุมากขึ้น เราก็สร้างองค์กรด้วยการสร้างพนักงานรุ่นใหม่ๆ เข้ามามีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กร และฝึกคนให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร จริงๆ พนักงานหลายคนก็เห็นผมตั้งแต่ตัวเล็กๆ ก็เข้าไปคลุกคลีกับเขาบ่อย ก็เลยได้รับความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลง ทุกคนก็ค่อนข้างเอาใจช่วย ความยากตอนมาทำงานจริงก็ยากกว่าตอนที่เรียนเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ยิ่งดีลกับคนมากก็จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เราโตมาแบบหนึ่ง วิธีคิดของเราก็แตกต่างกับพนักงานที่มาจากหลายที่ เขาก็อาจจะมีวิธีคิดหรือมีไอเดียการทำงานที่ไม่เหมือนกัน เราก็ต้องพยายามเข้าใจเขาให้มาก” ผู้บริหารหนุ่ม เล่า

สิ่งที่แตกต่างของผู้บริหารรุ่นลูกทำให้บริษัทอายุ 25 ปี ค่อยๆ พัฒนาขึ้น คือ การเสริมเทคนิค และการตรวจวัดคุณภาพแข็งแรงมากขึ้น “เราเพิ่มแล็บและอาร์แอนด์ดีเล็กๆ สั่งซื้อการตรวจวัดคุณภาพความแข็งแรง การตัดตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า บรรจุภัณฑ์พร้อมใช้เมื่อไปถึงลูกค้าปลายทาง เรามีเป้าหมายว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากกว่าแพ็กเกจจิ้งส่งออก เพราะแนวโน้มก็เริ่มเปลี่ยนไป เราพยายามดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้พร้อมใช้งานมากที่สุด เราจะประสานงานคู่กับความต้องการของลูกค้า เขาให้โจทย์เรามาก็พยายามเข้าใจและพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าปลายทางที่สุด

“ทิศทางของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกระดาษเราจะพูดเรื่องกระแสการรักษ์โลกมากขึ้น ใช้กระดาษที่มีแหล่งที่มาที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามาจากป่าปลูก และมีการแปรรูปยังไงกว่าจะไปถึงปลายทาง คือสามารถตรวจสอบตั้งแต่ต้นจนจบได้ น่าจะเป็น
เทรนด์ที่เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ”

วิธีการแบ่งพาร์ตการทำงานและไลฟ์สไตล์ของแนทจะเป็นระบบมาตั้งแต่เด็ก คือ จะเรียนคู่กับการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งกีฬาที่ชอบเล่นและทำได้ดี ก็คือ กีฬาเทนนิส แม้ช่วงนี้เป็นช่วงขยายงานและรับช่วงงานต่อพาร์ตที่เป็นกีฬาก็น้อยไปบ้าง แต่ก็พยายามออกกำลังกายให้ตัวเองกระฉับกระเฉง และถ้าการทำงานอยู่ตัวแล้ว เขาจะมุ่งเรียนต่อด้าน MBA ซึ่งรอช่วงเวลาที่เหมาะสม

 

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อิสรภาพทางความคิดคือสิ่งสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/507827

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อิสรภาพทางความคิดคือสิ่งสำคัญ

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ณัฐวดี ภิญญศิริ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เหตุผลในการเลือกอาชีพใดอาชีพหนึ่งของใครหลายๆ คนอาจมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน บางคนเลือกทำอาชีพใดอาชีพหนึ่งเพราะคำชี้แนะของครอบครัวและรอบตัว บางคนอาจเลือกเพราะค่าตอบแทนสูง หรือบางคนก็อาจเลือกเพราะรักในอาชีพนั้นอย่างแท้จริง และหนึ่งในอาชีพที่เด็กหลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะเป็น นั่นก็คือ อาชีพ “ครู” ผู้ซึ่งคอยให้ความรู้ต่างๆ แก่ทุกคน

แม้ในปัจจุบัน อาชีพครูจะเกือบเป็นตัวเลือกสุดท้าย เพราะดูเหมือนต้องคอยอยู่ในกรอบขององค์กรตลอดเวลา แต่หากลองมองในทางกลับกัน บางครั้งอาชีพครูก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครได้อีกหลายๆ คน ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ ที่ยึดถืออาชีพครูมานานกว่า 10 ปี การเป็นครูของเธอไม่ใช่เพียงการยืนพูดอยู่หน้าชั้น แต่สามารถทำให้ผู้สอนและผู้เรียนได้มากกว่านั้น เป็นการสร้างอิสรภาพทางความคิดให้แก่ทั้งตัวเธอเองและนักเรียน อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสามารถเลือกได้ว่า สิ่งไหนที่นักเรียนควรจะได้รับ เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไป หรือสิ่งไหนที่เธอจะสามารถริเริ่มขึ้นมาใหม่เพื่อพัฒนาให้ลูกศิษย์อันเป็นที่รักได้ก้าวหน้าต่อไป

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชา Media and Communication สาขา Fine and Applied Arts Division คณะวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือใครอาจเคยรู้จักเธอมาก่อนจากการเป็นครูสอนการแสดงในรายการเรียลิตี้โชว์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่นที่ 2 และเป็นครูใหญ่ในซีซั่นที่ 3

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทที่ Goldsmiths College, University of London และปริญญาเอกที่ School of Oriental and African Studies, University of London

 

รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 7 ปีเต็ม ก่อนที่ ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ จะเดินทางกลับมาเป็นอาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชาศิลปะการแสดงที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่นั่นเธอใช้ชีวิตอยู่กับละครเวทีอย่างจริงจังและได้พบเจอกับเด็กนักเรียนหลากหลายประเภท กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไป 11 ปี จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญจึงเกิดขึ้นเพราะอยากสร้างความท้าทายใหม่ๆ ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ จึงกลายมาเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อร่วมบุกเบิกคณะใหม่

แม้ว่าในช่วง 3-4 ปีก่อนหน้า เธอเคยได้รับการเชื้อเชิญให้ไปสอนในหลักสูตร Entertainment Media Production มาก่อน หากแต่ก็ปฏิเสธไป เพราะเป็นวิชาเน้นการถ่ายภาพ ไม่ได้เป็นการสร้างเนื้อหา ต่อมาภายหลัง เมื่อมีการเปิดสาขาใหม่ซึ่งเป็นสาขานิเทศศาสตร์ จึงทำให้เธอตัดสินใจไปโดยไม่ลังเล

ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ เล่าให้ฟังว่า เธอไม่เคยคิดอยากเป็นอย่างอื่น นอกจากการเป็นอาจารย์ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นคนทนมีเจ้านายเยอะๆ ไม่ได้ รวมถึงตอนเด็กเคยเห็นแม่เป็นอาจารย์มาก่อน เห็นท่านมีอิสระในการทำงาน จึงคิดตั้งแต่ตอนนั้นว่า อยากเป็นครู

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะรู้ว่าเรียนการละคร ถ้าไปอยู่ในธุรกิจแล้วจะต้องอยู่ในงานไร้อิสระไร้คุณภาพงานอย่างที่อยากทำ ถ้าอยากสร้างงานคุณภาพคงสร้างไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้เธออยากเป็นครูมาตลอด อาจไม่รวยร้อยล้านพันล้าน แต่ได้รับอิสรภาพทางความคิดและเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นมนุษย์ ก็คิดว่าเพียงพอ

 

ในส่วนความแตกต่างระหว่างนิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดลกับนิเทศศาสตร์ของที่อื่น ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ ให้ความเห็นว่า เมื่อรู้ว่าตลาดสื่อกำลังกลายเป็นตลาดอาเซียน มหาวิทยาลัยนานาชาติที่มีภาษาอังกฤษเป็นช่องทางก็น่าจะได้เปรียบ

“ตั้งใจเปิดหลักสูตรเพื่อรองรับอาเซียนที่กำลังมา โดยต้องเตรียมความพร้อมให้เด็กเข้าใจตลาดอาเซียน วัฒนธรรมสังคมการเมือง และอุตสาหกรรมด้านสื่อของอาเซียน ซึ่งความจริงมองไกลกว่านี้ อย่างเวลาดู Game of Thrones มันไม่ใช่การมานั่งแบ่งแยกว่าเป็นโทรทัศน์หรือว่าภาพยนตร์ แต่มันคือการรวมกันของช่องทาง ไม่ต้องมาแบ่งว่าเป็นภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือวารสาร เพราะ 1 เนื้อหาควรกระจายได้มากกว่า 10 ช่องทาง จึงสร้างสาขาที่ชื่อ Creative Content ขึ้นมา ดังนั้นนิเทศศาสตร์ของขวัญจึงเป็นนิเทศศาสตร์ที่เน้นการสร้างเนื้อหามากกว่าการสร้างรูปแบบ”

หลังจากเปิดสาขานิเทศศาสตร์ตามความตั้งใจแล้ว ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ ก็มองไปถึงอนาคตของนักเรียนที่ควรได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ตัวเอง จึงจัดให้มีชั้นเรียน Event Management (การบริหารการจัดงาน) กับเด็กตั้งแต่ชั้นปี 1 ซึ่งเป็นวิชาสอนวิธีการสร้างเนื้อหาให้สาธารณะรู้ว่าเรามีตัวตน และให้อิสระทางความคิดกับนักเรียนเต็มที่

เริ่มจากให้นักเรียนแข่งขันกันคิด Project ในวิชาดังกล่าวว่า เนื้อหาที่ควรนำมาจัดงานควรเป็นเรื่องอะไร จนเกิดเป็นเวิร์กช็อป หรือ Media Communication Master Class ขึ้นมา ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีเวิร์กช็อปในหัวข้อ Secrets of a Master Storyteller ได้ วิล สทอร์ นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้เขียนสารคดีให้กับ BBC มีผลงานตีพิมพ์ใน BBC, The Sunday Times และ The Guardians มาเผยเคล็ดลับงานเขียนระดับโลกให้คนในงานได้ฟัง

ขณะที่ปีนี้ เป็นหัวข้อใหม่จากกลุ่มนักเรียนประกวดความคิดและสามารถเอาชนะกลุ่มอื่นในชั้นได้ ชื่อหัวข้อว่า “The Art of SOUND Creation” กล่าวคือ เพลงมีผลในการสร้างแบรนด์อย่างไร และสามารถสร้างการจดจำได้อย่างไร คราวนี้บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ (ประเทศไทย) ส่งคนมาพูด คือ ยุทธพงศ์ วรานุเคราะห์ ส่วนอีกคน คือ คีวาน ฟรอสต์ หรือ นักแต่งเพลงชาวอังกฤษและโปรดิวเซอร์ของศิลปินระดับโลก อาทิ บอย จอร์จ กับ มาร์ก รอนสัน ซึ่งเป็นคนทำเพลงกับ บรูโน มาร์ส บ่อยๆ

 

อยากให้งานออกมาแบบฮิปๆ ไม่ต้องไฮโซมาก อยากให้เกรดสถานที่จัดงานอยู่ในระดับกลางๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นนักดนตรีธรรมดากับคนเพิ่งเรียนจบแต่อยากขายงานได้ที่ต้องการหาแรงบันดาลใจ

ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ มีความตั้งใจว่า จะทำชั้นเรียนแบบนี้ทุกปีเพื่อให้เป็นที่รู้จัก อย่างตอนนี้กำลังสอนเนื้อหาให้เด็กสามารถพูดกับสังคมได้ว่า “เราคือใคร” แต่ภายใน 1-2 ปีข้างหน้าจะทำภาพยนตร์หรือสารคดี ทุนอาจไม่มาก แต่คาดว่าน่าเข้าถึงคนมากขึ้น

“เสน่ห์งานสอน คือ การได้ปั้นคนแล้วเห็นผล ภายใน 4 ปีมีเด็กเข้ามาในมือหลากหลาย จึงเห็นการเจริญเติบโตของเด็กๆ ด้วยมือเรา แต่ในขณะดียวกันก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถปั้นได้ทุกคน จะพยายามบอกลูกศิษย์เสมอ ไม่ว่าทำอะไรต้องไม่เสียใจภายหลัง ต้องทำให้ดีที่สุด เท่าที่ทำได้ในตอนนั้น เกิดเป็นคนต้องรู้คุณค่าของลมหายใจ

บางคนไม่รู้จักคุณค่าชีวิต ไม่รู้จักแสวงหา คิดแค่เรียนให้จบๆ ไปก็พอ แต่เมื่อมาเรียนสิ่งที่เป็นนิเทศศาสตร์มันต้องมีความชอบจริงๆ เพราะต้องทำงานหนัก เช่น ถึงเวลา 5 โมงเย็น ต้องซ้อมละคร ไม่มาไม่ได้ ตายสถานเดียว เพราะงานละครเป็นงานที่ต้องมีระเบียบวินัย เป็นการทำงานร่วมกับคนหมู่มาก บางครั้งประชาธิปไตยเกินไป คนก็ลืมเคารพส่วนรวม ดังนั้น จึงพยายามทำให้การมีระเบียบวินัยกลายเป็นวัฒนธรรมของหลักสูตรนี้”

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากอิสรภาพทางความคิดที่ได้มอบให้กับทั้งนักเรียนและตัวเอง ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ ยังมีอุดมการณ์อันแน่วแน่จากการจัดตั้งหลักสูตรนี้ขึ้นมา คือ เธอเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะสามารถสร้างนักข่าวและสถานีข่าวที่ดีขึ้นมาได้ เธออยากสร้างผู้กำกับที่ไปไกลถึงเมืองคานส์ได้ตลอดเวลา สร้างคนที่เข้าใจเนื้อหาความเป็นคนไทยและเอเชีย รวมถึงมองหาคนทำหนังอินดี้ที่กล้าลุกขึ้นมาสร้างงานของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพานายทุน

“ทุกวันนี้ช่องทางมันเปิดกว้าง ถ้าดีจริงฝีมือถึงจริง ทำสารคดีส่งเน็ตฟลิกซ์ก็ได้ ไม่ต้องนั่งรอช่องทางไหน เพราะเรามีภาษาอังกฤษที่เป็นสากล จึงคิดว่าน่าจะตัดสินใจถูก อย่างน้อยภาษาอังกฤษของเด็กที่นี่ก็ดีจริง แต่ที่ยังเหลือคือแพสชั่น ทักษะที่ยังต้องตามหา และแรงผลักดันอื่นๆ ในชีวิต”

สุดท้าย ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ บอกว่า ในปีหน้าตั้งใจจัดงานใหญ่บนอาคารอทิตยาทร มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้น 5-6 เนื่องจากที่นั่นเป็นส่วนการสอนภาคปฏิบัติต่างๆ มีสตูดิโอถ่ายภาพยนตร์กับโรงละคร จึงตั้งใจจัดงานเปิดตึก ทั้งเทศกาลหนัง เทศการละคร และงานประชุมวิชาการด้านนิเทศศาสตร์พร้อมกันภายในคราวเดียว โดยจุดประสงค์หลักของงาน คือ เป็นเหมือนกับ Open House เพื่อแนะนำคณะอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

“อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพช่องปากดีขึ้น” ทพญ.ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2560 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/507693

"อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพช่องปากดีขึ้น" ทพญ.ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ

เรื่อง วรธาร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

สาวสวยหน้าใสหุ่นเพรียวที่ให้เกียรติมาขึ้นปกหลังในคอลัมน์ Bold ของเซ็กชั่นแมกซ์ โพสต์ทูเดย์ วันนี้ เป็นทันตแพทย์อายุยังน้อยที่ทั้งเก่งและอัธยาศัยดีมีชื่อว่า ทพญ.ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ หรือหมอออย เจ้าของคลินิกทันตกรรมครบวงจรอย่าง Deezy Dental Home ที่มีอยู่ 3 สาขา ในระยะเวลา 1 ปี และเป็นข้าราชการทหารที่กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก กระทรวงกลาโหม ปัจจุบันยศร้อยเอก (ร.อ.) อดีตเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติอีกด้วย

แรงบันดาลใจให้มาเป็นหมอฟัน

แรกเริ่มเดิมทีหมอออยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นแพทย์ด้านจิตเวช แต่ต่อมาเปลี่ยนใจเบนเข็มมาทางทันตแพทย์ เพราะมองว่างานทันตกรรมไม่เป็นเชิงรักษาโรคอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ เช่น การปรับบุคลิกภาพ หรือเรื่องความสวยความงามเข้ามาด้วย ที่สำคัญเมื่อตอนเป็นเด็กเป็นคนมีปัญหาสุขภาพช่องปากค่อนข้างบ่อยจนต้องไปพบทันตแพทย์เป็นประจำ ทำให้เป็นแรงบันดาลใจเลือกเรียนทันตแพทย์

“ช่วงหนึ่งตอนอายุ 8 ขวบ หมอเป็นมิวโคซีล (Mucocele) โรคนี้เกิดจากต่อมน้ำลายเล็กๆ ฉีกขาดและคั่งขึ้นมา ลักษณะเหมือนถุงน้ำในช่องปากสักพักกลายเป็นถุงเมือก ไม่แตกเองต้องไปหาหมอให้ผ่าออก คือจะเป็นอย่างนี้บ่อย หรือไม่ก็เป็นอย่างอื่นในช่องปากตลอด สุขภาพอย่างอื่นไม่เคยไปหาหมอนะ เลยตัดสินใจเรียนทันตแพทย์จะได้รู้จักการดูแลสุขภาพช่องปากตัวเองและคนอื่นด้วย เพราะหมอรู้ดีว่าการเป็นอะไรในช่องปากไม่มีความสุขเลยคนอื่นก็คงไม่มีความสุขเหมือนที่เราเป็น

อีกอย่างศาสตร์ทันตแพทย์ไม่ได้มีแค่การรักษาโรคฟันหรือโรคในช่องปากเท่านั้น มีแตกออกไปหลายสาขามาก เช่น การรักษารากฟัน การดัดฟัน การจัดฟัน การทำครอบฟัน การทำฟันปลอม การทำสะพานฟัน หรือแม้กระทั่งการทำรากเทียมที่กำลังเป็นเทรนด์ หรือแม้แต่การทำฟันเพื่อความสวยงามอย่างเช่น แปะฟัน หรือทำวีเนียร์ ที่ดารานางแบบในยุโรปชอบทำในเวลานี้ สิ่งเหล่านี้เป็นการเสริมบุคลิกภาพและสร้างความมั่นใจให้คนเรามากขึ้น แล้วหมอเป็นผู้หญิงชอบความสวยความงามอยู่แล้วเลยเรียนทันตแพทย์ค่ะ” ทพญ.ธัญพร เล่าแรงบันดาลใจในการเป็นทันตแพทย์

ทพญ.ธัญพร กล่าวต่อว่า ผลจากการเรียนทันตแพทย์ได้เปลี่ยนตัวเองในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรม จากเดิมที่มีนิสัยค่อนไปทางผู้ชายที่เป็นคนลุยๆ ไม่ค่อยนิ่งและทำอะไรไม่ค่อยเป็นระเบียบ ก็เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ กลายเป็นคนที่นิ่งขึ้น มีความละเอียดลออมากขึ้น ไม่ว่าจะทำอะไรงานอื่นหรืองานทันตกรรมจะเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอนเสมอ

“ทันตแพทย์เป็นกึ่งวิชาทางศิลปะนอกจากเรียนทางวิทยาศาสตร์ยังต้องเรียนทางศิลปะด้วยและต้องใส่ใจรายละเอียดอย่างมาก สมมติฟันซี่หนึ่งเกิดผุขึ้นมาอุดฟันมิใช่สักแต่อุดแต่ต้องให้สวยออกมาดีด้วย คล้ายๆ เวลาแกะสลัก ตอนเรียนช่วงแรกจำได้ว่าอาจารย์ให้แวกซ์มาหนึ่งก้อนทำเป็นฟัน ก่อนนั้นไม่เคยรู้เลยว่าในฟันหนึ่งซี่มีอะนาโตมีเยอะขนาดนี้ ก็นั่งทำอยู่อย่างนั้นแวกซ์เกลื่อนเต็มห้องเลย โอ้โฮกว่าจะสำเร็จต้องใจเย็นละเอียดลออทุกขั้นตอน เลยรู้สึกว่าเรียนทันตแพทย์ทำให้เป็นคนสุขุม ละเอียด คิดทำอะไรก็เป็นระเบียบและเป็นระบบที่ดี” หมอออย กล่าว

 

 

รับราชการเพราะอยากตอบแทนแผ่นดิน

เมื่อถามถึงการเลือกรับราชการทหาร ทพญ.ธัญพร กล่าวว่า เพราะต้องการตอบแทนคุณแผ่นดินเนื่องจากมองว่าประเทศไทยทุกวันนี้ยังขาดแคลนทันตแพทย์จำนวนมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศ ถ้าสังเกตให้ดีเวลาไปโรงพยาบาลของรัฐจะเห็นคนไข้ที่มาหาหมอฟันรอเยอะมากและบางคนต้องรอคิวข้ามปีก็มี ดังนั้น การมารับราชการของเธอจึงเป็นความตั้งใจแรกที่อยากดูแลสุขภาพของประชาชนนอกเหนือจาการทำงานใช้ทุนของรัฐบาล

“บางคนเรียนจบทันตแพทย์ทำงานใช้ทุนรัฐบาล สมมติทำ 6 เดือน ก็ลาออก ทำไม่ครบ 3 ปีที่กำหนด ก็ต้องจ่ายเงินที่เหลือตามสัญญาที่ทำไว้กับรัฐแทนการทำงานครบกำหนด เหตุผลของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนอาจไปเปิดคลินิกของตัวเอง หรือไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนที่รายได้ดีกว่า แต่หมอเลือกทำงานใช้ทุนจนครบแล้วจึงมาเปิดคลินิกของตัวเอง หมอรู้สึกว่าการทำงานใช้ทุนของรัฐนั้นมีคุณค่า เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน หมอมองว่าการทำงานราชการได้อะไรเยอะ เช่น ได้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากการทำงานในคลินิก และยังได้เรียนรู้จากแพทย์ที่เก่งๆ อีกด้วย”

ทพญ.ธัญพร กล่าวต่อว่า พอมาทำราชการก็ทำให้รู้ว่าประชาชนคนไทยเข้าถึงการงานด้านทันตกรรมน้อยมาก เช่น หลายคนไม่รู้ว่าทุกๆ 6 เดือน ควรจะต้องมาตรวจสุขภาพช่องปาก หรือเรื่องง่ายๆ อย่างการแปรงฟันส่วนตัวเชื่อว่า ประชาชนประมาณ 80-90% แปรงฟันไม่ถูกวิธี หรือคนไข้จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าฟันมีอายุขัยเหมือนร่างกาย ซึ่งจริงๆ แล้วฟันเป็นกระดูกที่แข็งที่สุดในร่างกายด้วยซ้ำถ้าดูแลดีๆ ไม่มีวันหมดอายุเลย

“หมอรับราชการมาแล้ว 4 ปี รู้สึกภูมิใจที่ได้ดูแลสุขภาพฟันของพี่น้องประชาชน ทุกครั้งที่คนไข้มารักษาแล้วเราทำให้เขามีรอยยิ้มกลับไปหมอมีความสุขมาก และทุกครั้งที่ออกหน่วยงานทันตกรรมเคลื่อนที่ (ปกติหมอออกทุกวันพฤหัสบดี) ไปยังที่ต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนออกต่างหวัดบ่อยเพราะสองปีแรกทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลค่ายรามราชนิเวศน์ จ.เพชรบุรี พอย้ายเข้ามาทำงานที่กองทันตแพทย์ กรมแพทย์ทหารบก และช่วยราชการที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ก็จะออกหน่วยที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมากกว่า แต่ก็เคยไปออกหน่วยที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว พูดได้เลยมีความสุขและภูมิใจมาก”

 

 

เปิด Deezy Dental Home ของตัวเอง

กับการมาเปิดคลินิกทันตกรรม Deezy Dental Home ของตัวเอง หมอออย กล่าวว่า จากการที่ได้ทำงานในโรงพยาบาลของรัฐมาตลอด ปัญหาหนึ่งที่เห็นและมองว่าเป็นเรื่องใหญ่คือ ประชาชนคนไทยเข้าถึงงานทันตกรรมน้อยมากตามที่กล่าวมาแล้ว บางคนต้องเดินทางไกลเพื่อมาหาหมอฟัน ขณะที่จำนวนไม่น้อยต้องรอคิวข้ามปีในการทำฟันที่โรงพยาบาล

“หมอเห็นปัญหาตรงนี้เลยต้องเปิดคลินิกที่ค่อนข้างครบวงจรและทำในราคาถูกที่ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ สาขาแรกเปิดที่สาขาลาดพร้าว สาขาที่ 2 ประชาอุทิศ 58/1 ตรงปากซอยติดถนน สาขาที่ 3 ที่ จ.อุดรธานี ขณะที่การบริการมีครบวงจร เช่น อุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ทำฟันเด็ก เคลือบฟัน ครอบฟัน ทำรากฟัน สะพานฟัน รากเทียม จัดฟัน มีทุกอย่าง ทั้งรักษา ป้องกัน และความสวยงาม คนไข้สามารถมาพบหมอเฉพาะทางได้หมดครบทุกสาขา เครื่องเอกซเรย์พร้อม”

ต้องยอมรับว่าทันตแพทย์สาวต้องทำงานหนัก เพราะไหนจะงานราชการที่ต้องเข้างานตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง และเมื่อเลิกงานแล้วยังต้องมาดูคลินิกถึง 2 ทุ่มกว่าจะได้กลับบ้าน แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสวยสดใสลดน้อยถอยลงเนื่องจากคุณหมอมีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพนั่นเอง

“หมอชอบดูหนังผ่อนคลายได้เยอะ ถ้าว่างจริงๆ ก็ทำอาหารอยู่บ้าน ส่วนการดูแลสุขภาพจะฟิกเรื่องการนอน วันหนึ่งต้องได้ 7 ชั่วโมง ต้องมีวินัยตรงนี้ ส่วนอาหารเน้นผักผลไม้และพยายามให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายบ้าง เช่น เล่นโยคะ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาเล่นมากนัก แต่อนาคตวางไว้เลยต้องออกกำลังกาย 3 วัน/สัปดาห์ค่ะ” หมอออย กล่าวถึงการดูแลสุขภาพ