อัตตพงษ์ อัตตกิจกุล นิ่ง เล็ง ปล่อย พุ่ง สู่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482791

อัตตพงษ์ อัตตกิจกุล นิ่ง เล็ง ปล่อย พุ่ง สู่เป้าหมาย

โดย…นกขุนทอง

ส่งแต่เสียงนุ่มๆ มาอัพเดทข่าวสารทักทายผู้ฟัง พร้อมเปิดเพลงสากลเพราะๆ ให้ได้ฟังกันทางคลื่น GET 102.5 วันนี้เปิดหน้าเปิดตากันหน่อยสำหรับ “ดีเจอ้น-อัตตพงษ์ อัตตกิจกุล” แถมยังเปิดกิจกรรมสุดโปรดที่น้อยคนจะรู้ว่าเขานั้น ยิงแม่นแค่ไหนนั้นก็คือ “กีฬายิงธนู”

“เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมีญาติมาชวนให้ไปยิงธนู ปกติผมชอบเล่นกีฬาอยู่แล้วก็เลยลองไป ผมอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ พอลองเล่นครั้งแรกรู้สึกชอบมันดูเป็นตัวเราดี หลังจากนั้นเรียกว่าคลั่งเลยครับ เล่นทุกวัน จนรู้สึกว่ารัก”

ยิงธนู เป็นกีฬาที่ไม่ค่อยแพร่หลาย บางคนยังนึกถึงประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายไม่ออกด้วยซ้ำว่า แค่ดึง เล็ง ปล่อยนั้นจะได้ประโยชน์อะไร หากเพียงแต่ลองยกคันธนูขึ้นมาน้ำหนักที่คนไม่แข็งแรง ไม่เคยออกกำลังกายก็คงยกคันศรมาตั้งเล็งได้ไม่เที่ยงตรงเป็นแน่ “ยิงธนูผมว่าเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ผมเคยเห็นน้องคนหนึ่งเล่นตั้งแต่เด็ก แล้วเขามีสมาธิมากเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน แล้วเป็นกีฬาที่ค่อนข้างเปิดโอกาสให้กับคนทั่วไปอายุเยอะก็สามารถเล่นได้เท่าที่เรามีแรงในการยิงเลยครับ”

ส่วนเสน่ห์ของการยิงธนูที่ดีเจอ้นหลงใหลนั้นคือ การได้ต่อสู้ภายในจิตใจของตัวเอง และมีสมาธิ “เล่นกีฬาประเภทนี้ได้อะไรมากกว่ากีฬาที่ผมเคยเล่นๆ มา มันเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างลึก หลายคนมักจะคิดว่าการยิงธนูเป็นการแข่งกับคนอื่น ถ้าเรารู้สึกแบบนั้นเราจะยิ่งแพ้ คุณจะไม่มีสมาธิเพราะคิดถึงแต่เรื่องแพ้ชนะ แต่ถ้าคุณลองฝึกตัวเอง ชนะใจตัวเองได้เราจะนิ่งขึ้น แล้วผลงานจะออกมาดีเอง ผมโตมากับการเล่นกีฬาที่มีผู้เล่นหลายคน ตอนแรกก็ไม่ชิน พอหลังๆ เราเริ่มมีสติอยู่กับตัวเองค่อนข้างเยอะ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก่อนผมเป็นคนใจร้อนมากพอได้มายิงธนูใจเย็นขึ้นครับ ระหว่างที่เราน้าวคันธนูเข้ามาอยู่ในระยะยิง หนึ่งเราต้องสู้กับแรงต้านของคันธนู สองการที่จะเล็งคันธนูให้มันนิ่งต้องอยู่ที่ใจของเราด้วย บางทีคนที่เล่นใหม่ๆ มีอาการตื่นตระหนก ยังไม่ทันจะเล็งก็ปล่อยแล้ว พอเป็นแบบนี้บ่อยๆ ทำให้ถอดใจแล้วเลิกเล่น ผมก็เคยเป็นแต่หายได้ด้วยการฝึกซ้อม ผมเคยได้ยินมาว่าพระของญี่ปุ่นก็ฝึกสมาธิด้วยการยิงธนูเช่นกัน”

เล่นเพื่อชนะตัวเอง ไม่คิดจะลงแข่งขันเอาชนะผู้ใด “ผมไม่มีเป้าหมายที่จะลงแข่งขัน ไม่อยากมานั่งตัดสินตัวเองว่าครั้งนี้แพ้ ครั้งหน้าต้องชนะนะ ผมไม่ชอบแข่งขันแต่เคยโดนยุอยู่ครั้งหนึ่งเลยลองแข่งดู น่าจะเป็นรายการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Thailand Princess Cup Archery ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ถึงจะไม่ได้รางวัลกลับมาแต่ก็ภูมิใจ ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ถามว่าอยากเป็นถึงขั้นนักกีฬาทีมชาติไหม อยากเป็นนะครับแต่ไม่กดดันตัวเองว่าจะเป็นตอนไหน ขอเรื่อยๆ ดีกว่า ถ้าถึงจุดที่เราพร้อมค่อยลงแข่ง กีฬาชนิดนี้ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัวว่าต้องยิงแบบไหน ผมเคยได้ยินจากพี่ที่เป็นเซียนธนูคนหนึ่ง เขาบอกว่าธนูมันไม่มีแบบฟอร์มหรอก มันขึ้นอยู่กับว่าเรายิงแบบไหนแล้วผลออกมาดีก็พอ สถิติสูงสุดที่ผมทำได้คือแต้ม 250 จาก 300 แต้ม ถือว่าอยู่ในระดับสูงพอสมควร”

สำหรับคนที่สนใจอยากลองเล่นดีเจอ้นแนะนำว่า “การฝึกฝนอย่างต่ำก็เป็นปี ต้องฝึกให้ร่างกายเคยชิน ให้ร่างกายจำว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนใช้ทำอะไร เน้นความสม่ำเสมอ ส่วนอุปกรณ์ในการเล่น การแต่งกายแค่คล่องตัวก็พอ รองเท้าผ้าใบก็ได้แล้ว แต่หลักๆ อุปกรณ์มี คันธนู Arm Guard ช่วยป้องกันมือจากสายธนู ถุงมือกันนิ้วเจ็บ และลูกธนู บางคนซื้อมาทำหัวลูกธนูเอง ผมก็ทำเองครับ ใครที่อยู่กรุงเทพฯ อยากหาสนามลองเล่น เท่าที่ผมทราบมีที่เหม่งจ๋าย ใครที่จริงจังมากหน่อยก็ไปเล่นที่สนามกีฬาแห่งชาติตรงรามคำแหงได้ ส่วนผมเล่นอยู่ใกล้ๆ บ้านที่พระราม 2 ชื่อสนาม Bullseye Archery Range ค่าสนามราคาไม่แพงอย่างที่คิด ชั่วโมงหนึ่งไม่ถึงร้อย จะแพงตรงคันธนู อย่างผมสั่งมาจากอเมริกา ราคาหลักหมื่น บางอันเป็นแสนก็มีครับ คนที่กำลังมองหากีฬาเล่นอยู่ ผมว่ากีฬายิงธนูเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี นอกจากร่างกายแข็งแรงแล้ว ทำให้คุณมีสมาธิแน่วแน่ได้ครับ”

 

‘ชีวิตที่เลือกได้’ นพเก้า เนตรบุตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482789

‘ชีวิตที่เลือกได้’ นพเก้า เนตรบุตร

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

บางคนแม้รู้สึกเบื่องาน แต่ยังหาทางออกให้กับชีวิตไม่ได้ และเริ่มหมดไฟในตัวลงไปอย่างช้าๆ ซึ่งไม่ใช่ชีวิตของนักปักผ้าชื่อดัง ครูอ๋าย-นพเก้า เนตรบุตร อดีตกราฟฟิกและโปรดิวเซอร์ให้บริษัทโฆษณาชื่อดังที่หาทางออกให้กับชีวิตได้ และตัดสินใจหันหลังให้กับเงินเดือนแพงๆ และหัวโขนที่สวมครอบไว้ กลับมาใช้ชีวิตแบบช้าๆ กินอยู่อย่างพอเพียง มีรายได้จากการเป็นครูสอนปักผ้าที่หากอนาคตผ่านการวางแผนที่ดีแล้ว บั้นปลายชีวิตจะพบแต่ความสุขและความสบายใจ หลีกหนีจากปัญหารถติดและผู้คนที่วุ่นวาย

เริ่มเบื่อ ไม่อยากไปทำงาน

ครูอ๋ายเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตที่ไม่ยึดติดว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เธอรู้สึกเบื่องานทั้งผู้ร่วมงานและสภาพการจราจรในเมืองที่ติดอย่างสาหัส วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากออกไปทำงานเลย เธอจึงเริ่มหันไปทำสิ่งอื่นนอกจากงานประจำ เข้าเวิร์กช็อปงานฝีมือหลากหลายแขนงเพื่อค้นหาตัวเอง จนมาหลงรักงานปักผ้าที่ช่วยเยียวยาความเครียดและความทุกข์ใจที่มีอยู่ จากงานอดิเรก กลายมาเป็นงานสอนปักผ้าแบบพาร์ตไทม์ จนสุดท้ายนพเก้าก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาเป็นครูสอนปักผ้าเต็มตัว และมีอนาคตที่ดีเสียด้วยเพราะมีงานสอนปักผ้าเดือนละ 8-10 วันต่อเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอพอใจมาก เพราะเวลาที่เหลือครูอ๋ายสามารถมีชีวิตเพื่อตัวเอง เช่น ออกกำลังกาย ทำงานปักที่รัก ซึ่งหัวใจหลักอยู่ที่ความพอเพียงและปล่อยวาง

“จุดเริ่มต้นของการมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ของครูเริ่มมาจากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่วันหนึ่งรู้สึกว่างานน่าเบื่อมาก แม้งานสนุกได้ออกไปประชุมพบปะลูกค้า ดูการถ่ายรูป เพราะเราคือพรินต์โปรดิวเซอร์ อ๋ายต้องควบคุมการถ่ายภาพนิ่งทั้งหมด แต่เรารู้สึกเบื่ออาจถึงจุดอิ่มตัวไม่อยากไปทำงานเลย ช่วงนั้นเริ่มหาวิธีผ่อนคลายไปเข้าเวิร์กช็อปต่างๆ ที่จอยรักคลับบ้าง แต่ในที่สุดก็ค้นพบว่าเราชอบงานปักผ้าที่สุด ตอนนั้นก็มองหาการทำงานแฮนด์เมดขาย แม้การปักผ้าเทคนิคจะยากแต่เราลองดู เพราะเราก็ชอบงานศิลปะ การปักผ้าก็เหมือนการวาดภาพ มีการระบายสี มันไม่ใช่งานแม่พลอยนะคะ แต่มีเสน่ห์ตรงเราชอบงานอาร์ต งานปักก็เป็นงานอาร์ตชนิดหนึ่ง เราเริ่มรู้สึกสนุก เราจึงเรียนจากครู 20% จากนั้นเริ่มศึกษาเอง คิดลายเอง ดูยูทูบบ้าง ซึ่งตอนนั้นเราทำงานประจำด้วยและปักผ้าไปด้วย”

สัญญาณที่บอกว่าหยุดกับงานประจำแค่นี้เถอะ คือครูอ๋ายรู้สึกมีความสุขกับการปักผ้าก่อนไปทำงาน เรียกว่าตื่นเช้ามานั่งปักผ้าเลย บางวันเธอเจออะไรแย่ๆ ก็ปักผ้าอีก เพื่อหาวิธีผ่อนคลายตัวเอง เรียกว่าการปักผ้าเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขที่สุด ให้ความรู้สึกสงบ ได้อยู่กับตัวเอง จนคิดว่าไม่อยากไปทำงาน อยากกลับบ้านเร็วๆ เพื่อไปปักผ้า จนเธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเธออยู่บ้านทุกวันเธอจะยังมีความสุขกับการปักผ้าอยู่ไหม

เกิดอุบัติเหตุกับชีวิต

เรียกว่าโชคช่วยหรือไม่ก็ไม่รู้ที่ทำให้เธอได้มีเวลาทดสอบจิตใจตัวเอง วันหนึ่งก่อนนอนครูอ๋ายฝึกท่าโยคะบนเตียง แต่จังหวะที่ยกขาสูงขึ้น แต่เกิดพลาดตัวเธอล้มลงแล้วขาพาดไปกระแทกกับตู้เสื้อผ้าที่มีกระจกอยู่ด้านหน้า ปรากฏเส้นเอ็นที่ขาขาดไปข้างหนึ่ง ทำให้เธอเดินไม่ได้อยู่ถึง 2 เดือน ต้องพักฟื้นและนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน โดยมีเพื่อนๆ ที่ออฟฟิศให้การช่วยเหลือ ช่วงเช้าถึงบ่ายสองโมงเธอนั่งทำงาน แต่ช่วงบ่ายแก่ๆ เธอเบรกด้วยการปักผ้า อยู่จนถึงก่อนนอน ทำให้เธอรู้ว่าเธอสามารถอยู่บ้านแล้วปักผ้าได้อย่างสบาย

ประกอบกับอดีตครูที่สอนปักผ้าของเธอที่จอยรักคลับเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เธอจึงได้รับการเชื้อเชิญให้ทำหน้าที่ครูสอนปักผ้าต่อ

“ตอนนั้นอ๋ายทำงานโฆษณาเงินเดือนราว 5 หมื่นบาท ก็มานั่งคิดว่าถ้าเราจะออกจากงานแล้วมานั่งปักผ้าจะไหวไหมควบคู่กับการเป็นครูไปด้วย อ๋ายก็นั่งคิดคำนวณและวางแผนชีวิตเป็นอย่างดี งานปักผ้าชิ้นหนึ่งใช้เวลา 3 วัน ขายในราคา 300 บาท ถ้าได้เท่านั้นเราอยู่ได้เหรอ ตอนนั้นยังไม่กล้าตัดสินใจออกจากงาน เราก็แบ่งเวลาจันทร์-ศุกร์ทำงานประจำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์มาสอนปักที่จอยรักคลับ ควบคู่กับการเคลียร์ตัวเอง เคลียร์บัตรเครดิต ขายรถเพื่อทำให้ตัวเองไม่เป็นหนี้”

 

วิธีเตรียมความพร้อมมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง

เมื่อเคลียร์ตัวเองให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้แล้ว เธอตัดสินใจขายรถเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน

“สมมติถ้าเราออกจากงานแล้วไม่มีรายได้เลย 6 เดือนเราอยู่ได้ไหม คำตอบก็คือเราต้องอยู่ให้ได้นะ พอเคลียร์หนี้หมด อ๋ายเริ่มเก็บเงินก้อนและใช้เงินอย่างประหยัด เพื่อเอาไว้เป็นทุนสำรองยามริเริ่มปักผ้า ก่อนออกจากงานเราต้องวางแผนชีวิตให้ดีก่อน สำหรับอ๋ายใช้เวลาเตรียมตัวนานถึง 2 ปี เพื่อเราจะได้ไม่เครียดเมื่อยามที่ไม่ได้ทำงานประจำ ซึ่งตอนนั้นตัดสินใจไม่ยาก เพราะเราเตรียมตัวมาดี แม้คนรอบข้างไม่เห็นด้วย แต่เรารู้สึกพอแล้ว ไม่มีใครหรอกที่ไม่อยากใช้ชีวิตที่ไม่มีความสุข เคยถามตัวเองว่าทำไมชีวิตเราเราเลือกไม่ได้ แต่เราให้คำตอบกับตัวเองว่าเราต้องเลือกได้สิ ครูเลยวางแผนให้ปลอดภัยที่สุด ระยะแรกหลังออกจากงานก็สอนปักผ้าไปด้วยก่อน 1 ปีเต็ม แล้วจึงเลือกวิธีลาออกจากงานประจำ”

พบความเปลี่ยนแปลงในชีวิต

หลังจากวันที่เธอตัดสินใจหันหลังให้งานประจำ เธอค้นพบความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตอย่างเหลือเชื่อ

“วันแรกที่อ๋ายได้ใช้ชีวิตเอง ตื่นมาโลกสว่างมาก ตอนเช้าออกไปวิ่งข้างๆ บ่อน้ำ วิ่งเสร็จมานั่งดูแม่น้ำ เล่นกับแมว ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊กกว่าจะเริ่มทำงานจริงสิบโมงเช้า นี่คือชีวิตที่เราต้องการ เรากำหนดเองได้ และทำงานเดือนละ 8 วันที่มีสอน ในขณะที่รายได้เท่ากับงานประจำที่เราเคยทำ ชีวิตมันดีมากๆ ตอนนี้เราทำได้หมดในสิ่งที่อยากทำ เช่น ดูหนัง เขียนหนังสือ วาดรูป นอนเฉยๆ เราทำได้หมดเลย รายได้เท่าเดิม แถมเงินเหลือเก็บ ซึ่งแตกต่างจากตอนทำงานเสียเงินเยอะมาก แต่พอเราอยู่บ้านแค่ 100 บาท เราก็อยู่ได้”

การปรับตัวคือ เธออยู่บ้านโดยไม่ต้องใช้รถ และไม่ต้องเผชิญกับปัญหารถติดย่านราชประสงค์อีกแล้ว

“ออฟฟิศเคยอยู่เซ็นทรัลเวิลด์ เย็นหลังเลิกงานกลับบ้านไม่ได้เลย วันไหนฝนตกอ๋ายเบื่อมาก ชีวิตมีรถลำบากมาก อ๋ายมีความสุขกับการขึ้นรถไฟฟ้า อ๋ายพยายามหนีทุกจุด อ๋ายอยากเลือกกับสิ่งที่เราชอบ เมื่อก่อนทำงานก็รู้สึกอยากดื่มกาแฟทำงานในห้าง มีของให้ช็อปปิ้งมากมาย เงินไม่เคยเหลือเก็บ แต่พอใช้ชีวิตอยู่บ้าน ชีวิตเหมือนได้เกิดใหม่ ซึ่งชอบมากๆ นึกย้อนไปเราเหมือนคนโง่ เราไปใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ตั้งนาน ยิ่งเราสูงวัยทำให้สนใจธรรมะ ซึ่งการใช้ชีวิตแบบใหม่สอดคล้องกับธรรมะที่สอนให้เราปล่อยวาง ไม่ยึดติด เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตหรูๆ หรือใช้ของแพงๆ เราใช้ชีวิตนิ่งๆ ได้แบบไม่ต้องเหงาหรือสุข มันเป็นความสุขที่แท้จริงๆ อยู่ได้ด้วยตัวเอง สุขกับทุกข์แบกหนักพอกันจริงๆ”

ตอนทำงานโฆษณา ครูอ๋ายบอกว่า เครียดมาก อยากให้โลกแตกดังคำทำนายจริงๆ เพราะหนึ่ง เธอต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานไม่ดี แต่ต้องฝืนใจทำงานร่วมกัน ทำให้เธอรู้สึกเป็นทุกข์มาก ประชุมแล้วประชุมอีก ไม่สรุปสักที ทำงานซ้ำซากอยู่อย่างนั้น พอเธอมีเวลาว่างมาก ทำให้เธอได้ใช้ชีวิตของเธอได้เต็มที่ ไปไหนก็ได้

“ตอนลาออกจากงานตัดสินใจอะไรก็ง่าย ตอนที่ตัดสินใจออกจากงานอดีตแฟนไม่เห็นด้วย แต่อ๋ายก็คิดว่านี่คือชีวิตฉัน ทำไมฉันเลือกไม่ได้ ปัจจุบันเราก็สุขอย่างโสดๆ”

หากรู้จักวางแผนชีวิตนอกจากความสุขที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว เงินทองยังมีเก็บสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะค่าใช้จ่ายจะน้อยลง เงินส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับการซื้อหนังสือ

“อย่างที่บอกวันละ 100 บาท เราก็อยู่ได้ กินข้าวแกง 40 บาท ก็พอแล้ว ไม่ต้องแต่งตัวมากเพราะทำงานอยู่บ้าน ค่าใช้จ่ายหายไปเยอะมากๆ พอเราปล่อยวาง เราไม่อยากหาความสุขจากข้างนอก ความสุขทางกายเราคือเปลือก เมื่อก่อนต้องไปช็อปปิ้งดูหนังในโรงภาพยนตร์ แต่ตอนนี้เราไม่ต้องการความสุขแบบนั้นแล้ว เราก็มีความสุข แค่ได้เดินในสวน อ่านหนังสือในสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้าน ชีวิตเราก็สุขแล้ว”

ชีวิตอยากเลือกได้ต้องผ่านการวางแผน

อยากมีชีวิตที่เลือกได้ ครูอ๋ายบอกว่า จะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ คือการวางแผน เบื่องานแล้วอย่าออกเลย พังแน่ๆ หากวางแผนดีแล้วจะไม่เครียด เพราะหากเครียดมากๆ จะทำให้ทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะมัวแต่เครียด แต่พอเราสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีรายได้ พอไม่เครียด แค่คิดบวก ก็จะมีเรื่องดีๆ เข้ามา

“อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง อ๋ายสอนปักผ้ามา 3 ปีแล้วยังมีคนมาเรียนอยู่เรื่อยๆ เพราะเราต้องมีสไตล์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งเราต้องรู้จักใช้งานโฆษณาเพื่อโปรโมทตัวเองบ้าง สร้างคาแรกเตอร์ให้ตัวเอง อย่างอ๋ายก็มาดเซอร์ๆ ถ้าถามว่ายากไหมกับการตัดสินใจทิ้งงานที่เก๋และมีความมั่นคงมาปักผ้า จริงๆ ตัดสินใจไม่ยากเพราะเราอยากออกจากจุดนั้นนานมาก แต่ก็ต้องใช้ความกล้ามากๆ เราต้องกล้าที่จะเสี่ยงอย่างปลอดภัย ต้องวางแผนชีวิตดีๆ ต้องกล้าเริ่ม อย่างอ๋ายแต่ก่อนอยากเป็นศิลปินกับอยากเป็นนักวาดภาพประกอบทั้งๆ ที่เราก็วาดภาพไม่เป็น อ๋ายชอบอ่านลลนา ชอบดูภาพประกอบ พออ๋ายออกจากงานก็หัดวาดรูปแล้วลงในเฟซบุ๊กไปได้สักพักหนึ่งมีคนเห็น เจ้าของสำนักพิมพ์เห็นภาพของเรา อ๋ายก็เลยได้วาดภาพประกอบอีกงานหนึ่ง หัวใจสำคัญคือ เราต้องลงมือทำไปก่อน เตรียมพร้อม บอกตัวเองว่าเราทำได้ รู้ศักยภาพของตัวเอง”

สุดท้ายแล้วเราจะค้นพบว่า ชีวิตเรียบง่ายสบายที่สุด อย่าพยายามตัดสินใจจากการแค่เห็นเพียงภายนอก ใช้ชีวิตให้ง่าย นอนง่าย กินง่าย ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็อยู่ได้

 

พุทธิ เตียสุวรรณ์ ไตรกีฬาเฉียดตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482787

พุทธิ เตียสุวรรณ์ ไตรกีฬาเฉียดตาย

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ   ทวีชัย  ธวัชปกรณ์

กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ล้วนเป็นคำกล่าวที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของกีฬาแทบทั้งสิ้น แต่จะอย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ไม่ว่าอะไรก็ตามทุกอย่างล้วนมี 2 ด้านเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเจอด้านไหนก่อน แล้วด้านไหนดีมาก ด้านไหนดีน้อยกว่า ก็ขึ้นอยู่กับความระมัดระวังของแต่ละคนอีกด้วย เช่น กับเรื่องของชายหนุ่มผู้นี้ พุทธิ เตียสุวรรณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เฮิร์บ พลัส ผู้ผลิตอาหารเสริมและร้านอาหารแนวสุขภาพกรีนลีฟ เขาจบปริญญาตรีที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดลอินเตอร์ และปริญญาโททางด้านบริหารจากสหรัฐอเมริกา จบมาก็มาช่วยธุรกิจของที่บ้าน

แม้จะเป็นผู้บริหารที่งานยุ่งหลายสิ่งอย่าง แต่เขาก็ยังแบ่งเวลาไว้สำหรับเพื่อการออกกำลังกายอย่างมีวินัยด้วยการเล่นไตรกีฬามาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เขาเล่าว่าแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อของเขาที่ท่านชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่งมาก่อน ตั้งแต่เขายังเป็นวัยรุ่นก็วิ่งกับคุณพ่อบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้จริงจังมากนักในตอนนั้น เพราะตอนที่เป็นเด็กจนถึงวัยรุ่นเขาค่อนข้างเจ้าเนื้อ น้ำหนักขึ้นไปมากถึง 100 กิโลกรัม แล้วจึงเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่งจนน้ำหนักลดไป 30 กว่ากิโลกรัม หลังจากนั้นน้ำหนักก็อยู่ตัว น้ำหนักคงที่แล้วไม่ขึ้นอีกเลย

 

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มติดใจจากวิ่งอย่างเดียว เขาก็พัฒนาความท้าทายของตัวเองไปสู่การเล่นไตรกีฬาเมื่อ 2 ปีกว่าๆ มานี้ และเริ่มเล่นอย่างจริงจัง เขาลงเกือบทุกสนามใหญ่ๆ ที่มีการจัดแข่งในประเทศไทย ทุกภาคของประเทศ ที่จัดบ่อยๆ ก็จะมีที่พัทยา ชลบุรี หัวหิน สัตหีบ ชะอำ ซึ่งการลงแข่งทุกครั้งถือเป็นความท้าทาย เริ่มจากว่าย วิ่ง ปั่น

แต่ละสนามก็มักจะมีเรื่องตื่นเต้นเร้าใจ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ให้ได้ลุ้นกันอยู่เสมอ เริ่มจากเรื่องเบาๆ แต่ถึงกับเลือดตกยางออก ในทริปการแข่งขันที่ชะอำ วันนั้นเป็นการแข่งสนามใหญ่มีคนเข้าร่วมแข่งเป็นจำนวนมากหลายพันคน ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาก็เคยไปซ้อมวิ่งที่ชะอำมาก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไร

 

จนกระทั่งก่อนวันแข่งขัน 1 วัน ก็มีการเตือนกันว่ามีแมงกะพรุนเข้ามาที่ชายทะเลเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งมีคนกว้านซื้อน้ำส้มสายชูจากตลาดแถวนั้นจนหมดเกลี้ยง (เวลาเจอแมงกะพรุนให้รีบราดด้วยน้ำส้มสายชูอาการเจ็บแสบจะทุเลาลงได้) แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่คิดว่าจะซีเรียสขนาดนั้น

พอถึงวันแข่งขันจริง ปรากฏว่ามันมาเยอะเกินกว่าที่คาดคิด คนที่ลงไปก่อนหน้านั้นว่ายก่อนก็มีเสียงร้องกัน ผู้หญิงก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าด ตอนแรกเราคิดว่าไม่ซีเรียส คิดว่าพวกสาวๆ เขาอาจจะโอเวอร์แอ็กชั่นกันเกินไป สักพักผู้ชายก็ร้องโอ๊ะโอ้ยกันหลายคน บางคนไม่แข่งต่อ เรียกเจ้าหน้าที่ที่ลอยเรือรักษาความปลอดภัยให้พาขึ้นฝั่งไปเลย เราก็เริ่มคิด อ้าวเว้ยงั้นซีเรียสแล้วเนี่ย แต่เมื่อไปแล้วก็ต้องลุยก็ลง ปรากฏว่าว่ายไปสักพักโดนเลยครับ เป็นแมงกะพรุนไฟ พอโดนตัวเรานี่เหมือนมีดโกนบาดที่แขน แต่เราก็ฝืนว่ายต่อไป คิดว่าว่ายไปก่อน ก็โดนทั้งแขนขวาแขนซ้าย 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ลงไปว่ายโดนกันทุกคน บางคนแพ้มากหน้าบวมปากเจ่อเพราะโดนที่หน้า ตอนแรกว่าจะฝืนว่ายต่อ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตนเองจะแพ้มากหรือน้อยเพียงใด เลยไม่เสี่ยงว่ายต่อจนจบ เลยกลับเข้าฝั่งดีกว่า

 

เนื่องจากพิษของมันจะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน คัน มีอาการไหม้คล้ายแผลถูกน้ำร้อนลวก อาจพบผื่นมีลักษณะเป็นเส้นๆ เป็นแนวยาว เมื่อได้รับการรักษาจะดีขึ้น บางรายเกิดผื่นสีดำคล้ำ และค่อยๆ จางลง แต่บางรายเกิดอาการคันอย่างมาก ผู้ป่วยบางรายเกาจนเป็นแผลนูน บางรายผื่นโตมากจนมีลักษณะคล้ายคีลอยด์ (Keloid) นอกจากนั้นในรายที่แมงกะพรุนไฟได้ปล่อยพิษออกมา อาจจะปวดมากจนหมดสติถึงขั้นจมน้ำตายได้ พบว่านอกจากอาการปวดบริเวณที่สัมผัสกับแมงกะพรุนแล้ว บางครั้งยังเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว กล้ามเนื้อแข็งเกร็งด้วย จริงๆ แล้วแมงกะพรุนไฟพบได้ทั้งฤดูร้อนและฤดูฝน โดยเฉพาะฤดูฝนมักพบหลังฝนตกใหม่ๆ

เมื่อถูกแมงกะพรุนไฟแล้วต้องรีบรักษา โดยใช้น้ำส้มสายชูเทราดตรงบริเวณที่ถูกแมงกะพรุนไฟเพื่อทำลายพิษ อาจใช้ผักบุ้งทะเล หรือใช้น้ำทะเลล้างทำลายพิษ โปรดอย่าใช้น้ำจืดหรือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้กระเปาะพิษแตก ตามหลักการของออสโมซิส ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อจะได้ทำการรักษาโดยฉีดยาแก้แพ้ ยาแก้คัน ยาฉีดกันบาดทะยัก บางรายอาจต้องให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ถ้าเริ่มมีแผลเป็นนูนหนาอาจต้องฉีดสเตียรอยด์เข้าบริเวณใต้ผื่น

 

จนในที่สุดหลายคนว่ายกลับเข้าฝั่งไม่ไปต่อ เขาเองก็เลยวกกลับ พอขึ้นมาก็เป็นแผลเป็นแดงเป็นปื้น มีแผลปูดขึ้นมา เริ่มแสบเนื้อเริ่มตาย สักพักเนื้อด้านบนของแผลหายไปเลย เขาต้องใช้เวลารักษาแผลโดนแมงกะพรุนไฟอยู่ 4 เดือนจนแผลแห้ง แต่ร่องรอยของแผลเป็นยังไม่จางหาย กลายเป็นแผลเป็นที่เห็นชัดเจนมาก ซึ่งตอนนั้นเป็นการลงแข่งไตรกีฬาครั้งที่ 5 ในปีที่ 2 ของเขาที่เริ่มเล่นไตรกีฬา ก็แขยงๆ ไปเลย แต่ก็ไม่เลิก เขาคงเล่นต่อไป แม้รักษาแผลจนหายดี แต่ร่องรอยของแผลยังคงอยู่จนบัดนี้

ทำให้เขาได้บทเรียนเลยว่าควรต้องระมัดระวังตัวเองด้วยการใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวสำหรับว่ายน้ำโดยเฉพาะเพื่อเป็นการเซฟตี้ตัวเองเบื้องต้น เพราะคำว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้เสมอ มีหลายเหตุที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์และป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์

 

ส่วนเหตุการณ์ระทึกใจไม่มีวันลืมครั้งที่สองจากการแข่งไตรกีฬาของเขาก็คือ การไปแข่งที่จังหวัดหนึ่ง เป็นการแข่งในบ่อน้ำขนาดใหญ่ในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งระบบการจัดการไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะมีนักกีฬาเข้าแข่งจำนวนมาก แล้วสระน้ำไม่ได้ใหญ่เหมือนแม่น้ำจริงๆ เขาปล่อยตัวเป็นกลุ่มๆ (จากปกติทั่วไปเขาจะปล่อยทีละ 3-4 คน)

พุทธิ เล่าว่า พอสระไม่ใหญ่โตมากนัก แล้วคนแน่น เขาปล่อยเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ปรากฏว่าคนก็เลยเบียดเสียดกัน คนว่ายอยู่ข้างหน้าถ้าว่ายช้าคนข้างหลังก็ว่ายตามมาทันแล้วก็เบียดซ้อนกันเหยียบกันจนเป็นสาเหตุให้มีคนเสียชีวิต “ก็มีคนบ่นว่ามันเบียดดันมากเกินไป แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งการแข่งใกล้จบ มีจักรยานเหลืออยู่ ไม่มีคนไปรับจักรยานหลังจากว่ายน้ำเสร็จ ต้องไปปั่นต่อ อ้าว!! จักรยานทำไมเหลือ เลยไล่เช็กชื่อว่ามีใครไม่มารับ ปรากฏว่ามีผู้ชายวัย 40 กว่าปีหายไปหนึ่งคน พอเขารู้ว่ามีคนหายก็รีบหากันก็พบช่วยไม่ทัน เดากันว่าคงเป็นตะคริวแล้วจมไปเลย ไม่มีใครทันเห็น ก็รู้สึกแย่กันไปทุกคน เพราะไม่มีใครอยากจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา”

 

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นอุทาหรณ์เลยว่า การไปแข่งขันกีฬาใดๆ ก็ตาม ควรจะมีเพื่อนไปด้วย  เนื่องจากหากเราหายไปเพื่อนก็จะรู้แบบมีคู่หูประกบกันไป เกิดอะไรขึ้นจะรู้ตัวและช่วยกันทัน ถ้าวันนั้นชายคนนั้นเขามีเพื่อนไปด้วยถ้าว่ายประกบคู่กันไปใกล้ๆ กันจะเห็นถึงความผิดสังเกตว่า เอ๊ะ ทำไมเพื่อนเรายังไม่ตามมา ไม่ใช่จนกระทั่งการแข่งขันใกล้จะจบแล้วถึงได้รู้ว่าจักรยานทำไมเหลือ

“หลังจากนั้นผมไม่เคยไปแข่งคนเดียว จะมีเพื่อนไปเป็นกลุ่ม หรือบางครั้งคุณพ่อก็ไปเป็นเพื่อน เราก็ต้องดูแลตัวเองให้มากที่สุด เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้มากพอที่จะมาดูแลหรืออำนวยความสะดวกเราได้ทันท่วงที ป้องกันดีกว่าแก้ไข เพราะไม่ว่าจะระมัดระวังอย่างไร มันก็ไม่มีอะไร 100 เปอร์เซ็นต์ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ” เขาให้ข้อคิด

 

แต่ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์หวาดเสียวมากน้อยจนลืมไม่ลงอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่เคยคิดจะเลิกล้มหรือกลัวจนไม่อยากเล่น จากเรื่องลืมไม่ลงที่ผ่านมา ทำให้เขามีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เซฟตัวเองให้มากขึ้น จัดเตรียมอุปกรณ์ให้มีความพร้อมที่สุด เตรียมตัวฝึกซ้อมให้มาก ให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ก่อนลงแข่งขันทุกครั้งจะซ้อมให้แรงกำลังอยู่ตัว

“การฝึกซ้อมนี่ต้องมีตลอด ผมต้องออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ วิ่งบ้าง ว่ายน้ำบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง เข้าฟิตเนสบ้าง ถ้าใกล้ๆ ลงแข่งนี่ต้องสัปดาห์ละ 4-5 วันกันเลย ต้องทำตัวเองให้พร้อมที่สุด เพราะถ้ายิ่งมีความพร้อมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งลดปัญหาอุปสรรคต่างๆ มากยิ่งขึ้น ก่อนแข่ง 2-3 วันต้องพัก กินให้อิ่ม นอนให้หลับ” เขาให้ข้อคิด

สำหรับปีนี้เขามีโครงการลงแข่งอีก 3 ครั้ง โดยสนามใหญ่สุดเขาจะไปแข่งวิ่งไตรกีฬาที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสนามใหญ่ที่มีความท้าทายสูงมาก ต้องจองผ่านเอเยนซีเพราะรับจำนวนน้อย มีคนจากทั่วโลกต้องการเข้าสมัครมาก มีการแข่งในทั้งทางเรียบและทางขรุขระหลากหลายมาก

 

 

 

 

 

 

อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ ‘เซเรนา วิลเลียมส์’ คือ นักสู้หญิงตัวจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482673

อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ ‘เซเรนา วิลเลียมส์’ คือ นักสู้หญิงตัวจริง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : อีพีเอ, เอพี

การเป็นแฟนคลับนักกีฬาคนหนึ่ง ความรู้สึกก็ไม่ต่างจากการตกหลุมรัก เราย่อมอยากทำความรู้จัก และสัมผัสกับโลกที่เขาอยู่ให้มากที่สุด ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้ แอมป์-อรรถสิทธิ์ เหมือนมาตย์ บรรณาธิการอำนวยการนิตยสารซอกแซก เริ่มสนใจกีฬาเทนนิส เขาจึงพาตัวเองดำดิ่งเข้าไปในโลกของเทนนิสแบบถอนตัวไม่ขึ้น จากผู้ชมหน้าจอสู่ผู้ชมขอบสนาม กระทั่งก้าวสู่การเป็นผู้เล่นในสนามที่ไม่ใช่เพียงมือสมัครเล่น เพราะหากมีโอกาสเขาก็อยากลองลงแข่งขันในรายการเล็กๆ สักรายการ

ด้วยผลงานของแทมมี่-แทมมารีน ธนสุกาญจน์ และภราดร ศรีชาพันธุ์ นักเทนนิสชาวไทยที่ไปดังไกลถึงต่างแดน คือประตูสำคัญที่พาแอมป์ก้าวเข้าสู่โลกของเทนนิสอย่างจริงจัง ทำให้เขาเริ่มติดตามการแข่งขันในแมตช์ต่างๆ พร้อมทั้งเริ่มศึกษาลงลึกไปถึงกติกาการเล่น วิธีการเล่นอย่างจริงจัง และกลายเป็นแฟนกีฬาตัวยง

“พอยิ่งดูก็ยิ่งอิน มีครั้งหนึ่งไปดูร่วมงานไทยแลนด์ โอเพ่น พอดูจบเห็นบูธขายอุปกรณ์เทนนิสหน้างาน ก็ซื้อเลย แล้วก็ไปหาคอร์ต หาก๊วนเล่น เล่นได้  2 ปีก็เลิกไป เพราะก๊วนเพื่อนเริ่มนัดยาก เลยห่างๆ ไป แต่ก็ยังไม่ได้หยุดนะ ยังติดตามชมการแข่งขันอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่จริงจัง จนเมื่อเร็วๆ นี้ เห็นมีคอร์ตเทนนิสมาเปิดใหม่แถวบ้าน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เรากำลังเบื่อกับการออกกำลังกายในยิม เลยเหมือนเป็นจุดที่ลงตัว ทำให้คิดว่าน่าจะกลับมาเล่นเทนนิสที่เราเคยชอบอีกครั้ง”

การหวนคืนวงการอีกครั้งของแอมป์ในครั้งนี้ เขาไม่ได้มาเล่นๆ เพราะนอกจาก 3 วันต่อสัปดาห์ที่ต้องลุกขึ้นมาฝึกซ้อมแล้ว ความรู้สึกหลงรักกีฬาเทนนิสที่ถูกเก็บไว้ก็เหมือนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ถึงขั้นว่า ทุกคืนก่อนนอนต้องขอย้อนดูคลิปการแข่งขันเทนนิสแมตช์ต่างๆ โดยเฉพาะคลิปของนักเทนนิสคนโปรดอย่าง เซเรนา วิลเลียมส์  ซึ่งเขากล้าการันตีว่าดูทุกคลิปการแข่งขันของเซเรนาเท่าที่จะหาได้บนโลกออนไลน์หมดแล้ว

“นักเทนนิสที่ชอบมากๆ จริงๆ มี 4 คน คือ เซเรนา-วีนัส วิลเลียมส์ ราฟาเอล นาดาล โนวัค ยอโควิช แต่ที่ชอบที่สุดคือ เซเรนา ความชอบของเราเริ่มต้นจากความสงสัยว่า ทำไมบางคนถึงไม่ชอบพี่น้องวิลเลียมส์ เลยเริ่มศึกษาเรื่องราวของเขา จนพบว่าเขาเป็นพี่น้องที่น่าทึ่งมาก อย่างที่รู้เขาเป็นผิวสี เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยกับความหวังที่จะได้โลดแล่นในวงการเทนนิส ซึ่งเป็นกีฬาของคนมีฐานะ แต่เพราะพ่อเขามีความเชื่อ และลูกทั้งสองก็พร้อมจะก้าวผ่านคำว่าเป็นไปได้ จนวันนี้เซเรนาได้เป็นนักเทนนิสมืออันดับท็อปของโลก”

 

แอมป์ สารภาพว่า เวลาที่ติดตามชมการแข่งขันของเซเรนา เธอไม่เพียงเติมเต็มความชอบด้านกีฬาให้เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจหลายอย่างในชีวิตเขา

“ประโยคที่เซเรนาเคยพูดไว้และเราประทับใจมาก คือ “I’ve always been a fighter and I’ve always fought through things my whole life.” มันแสดงให้เห็นถึงความเป็นนักสู้ในตัวเขาอย่างเต็มเปี่ยม เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ ยกตัวอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งเราดูเซเรนาแข่ง แมตช์นั้นเราเห็นผลงานที่ออกมาแล้วยังถอดใจ คิดว่าแพ้แน่ๆ ดูไปก็หงุดหงิดถึงขั้นปิดหน้าจอแล้วมาลุ้นผลแบบอัพเดทสกอร์เอา ปรากฏว่าสุดท้ายแมทช์นั้นเซเรนาพลิกกลับมาเอาชนะได้ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่า ในขณะที่คนนอกอย่างเราถอดใจ แต่นักกีฬาในสนามยังสู้ขาดใจ”

แอมป์ บอกว่า ทุกวันนี้เพื่อนๆ ในกลุ่มจะรู้กันว่า ถ้าช่วงไหนเป็นฤดูกาลเทนนิส ตารางชีวิตของเขาจะแปรปรวนเล็กน้อย เพราะเวลาว่างของเขาจะผันแปรตามตารางการแข่งขัน แม้จะเน้นติดตามเฉพาะรายการเทนนิสใหญ่ๆ ซึ่งใน 1 ปีมีประมาณ 4 รายการ นอกนั้นเขาจะอัพเดททุกความเคลื่อนไหวของโลกเทนนิสผ่านแอพพลิเคชั่น ATP/WTA Live ซึ่งจะรวบรวมทุกข่าวสารที่เกิดขึ้นแทน

“จนวันนี้ ยังเสียดายที่ไม่เคยมีโอกาสดูเซเรนาแข่งแบบติดขอบสนาม เพราะตอนที่เซเรนามาเมืองไทย เราก็ยังไม่อินกับเซเรนาเลยไม่ได้ไป ที่ผ่านมาเคยเจอแต่วีนัสตอนที่มาแข่งรายการ World Tennis Thailand Championship 2016 ที่หัวหิน ขนาดเจอวีนัสยังตื่นเต้น คิดว่าถ้าได้เจอเซเรนาคงทำตัวไม่ถูก ได้แต่ชื่นชมอยู่ใกล้ๆ” แอมป์บอกเล่าอย่างอารมณ์ดี พร้อมเผยถึงเป้าหมายในชีวิตที่ตั้งใจทำให้สำเร็จในปีหน้าคือ การเดินทางไปทัวร์ชมการแข่งขันของนักเทนนิสคนโปรดแบบติดขอบสนาม

“ที่ต้องรีบจัดทริปปีหน้า เพราะนักกีฬาที่เราชอบส่วนใหญ่ก็อายุ 30+ หมดแล้ว ถ้าขืนรอต่อไป เขาอาจจะปลดระวางกันไปก่อน (หัวเราะ) อย่างเซเรนา กันยานี้ก็จะ 36 แล้ว ถามว่าวันหนึ่งถ้าเขาปลดระวางเราจะชอบคนอื่นแทนมั้ย ก็คงมี แต่สุดท้ายแล้ว เซเรนาจะยังเป็นนักกีฬาเทนนิสในดวงใจที่ไม่มีใครมาแทนที่”

 

เป้าปลดระวางชีวิต สมคิด ลวางกูร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482664

เป้าปลดระวางชีวิต สมคิด ลวางกูร

โดย…ปิยนุช ผิวเหลือง

จากเด็กวัดสู่นักสร้างแบรนด์ระดับโลก สมคิด ลวางกูร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหาร เพย์ออล กรุ๊ป ด้วยประสบการณ์การทำงานที่ยาวนาน หลากหลาย นำไปสู่การสร้างความสำเร็จให้องค์กรหลายแห่งอย่างยั่งยืน

สมคิด ลวางกูร ประธานบริหาร เพย์ออล กรุ๊ป หรือนักสร้างแบรนด์มืออาชีพ เล่าว่า ในช่วงวัยเด็กครอบครัวค่อนข้างลำบาก เติบโตในรั้ววัด แต่ด้วยเป็นคนมุ่งมั่นต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต จึงดิ้นรนจนสามารถทำงานในสายการบินไทยประมาณ 2 ปี ในขณะนั้นสแกนดิเนเวียเป็นพี่เลี้ยงด้านการบริหารงานให้แก่การบินไทยกว่า 20 ปี ถือว่าเป็นบริษัทที่บริหารสายการบินและโรงแรมที่เก่งที่สุดในโลก มีระบบที่ดีที่สุดในโลกขณะนั้น และสามารถทำให้การบินไทยติด 1 ใน 3 ของโลก ในด้านการบริหารจัดการสนามบิน

“ผมต้องการได้รับประสบการณ์การบริหารงานอย่างมืออาชีพ จึงตัดสินใจลาออกจากการบินไทยไปอยู่กับแซด (SAS) โดยได้ประจำอยู่ต่างประเทศถึง 6 ปี เรียนรู้ในการบริหารจัดการ การวางแผนสนามบินขนาดใหญ่ ซึ่งเคยได้ดำเนินการบริหารสนามบินใหม่ใหญ่ที่สุดในโลก เช่น สนามบินเมืองริยาด ประเทศซาอุดิอาระเบีย”

จากนั้นในปี 2526 จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน ด้วยอาชีพใหม่ รับจ้างบริหารงานให้แก่องค์กรต่างๆ

“ผมรับจ้างบริหารองค์กรที่มีปัญหา กำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เข้าไปแก้ไขระบบ เป็นสัญญาระยะสั้นในแต่ละแห่ง”

หลังจากนั้นจึงผันตัวเป็นนักสร้างแบรนด์มืออาชีพ จากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจมายาวนาน จนปัจจุบันได้เข้ามาสร้างแบรนด์ให้กับเพย์ออล์

เขาเชื่อว่าการสร้างแบรนด์สำคัญที่สุด ต้องทำให้ผู้บริโภคจดจำได้ แล้วจึงเกิดการผลิตเสมือนสร้างความต้องการก่อนแล้วผลิตออกสู่ตลาด ซึ่งต่างกับการทำการตลาดในแง่ที่การตลาดจะคิดว่าทำอย่างไรให้สินค้าขายได้เมื่อผลิตออกมาแล้ว การสร้างแบรนด์ต้องเกิดก่อนการทำการตลาด

สมคิด มองว่าความเป็นมืออาชีพมีผลในการเติบโตของธุรกิจ ที่ธุรกิจยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังไม่ครบวงจร เมื่อสร้างความสะดวกให้แก่ลูกค้าได้มากที่สุด การตอบรับสินค้าของเราจะดีขึ้น อีกทั้งปัญหาของคนไทยในการทำธุรกิจประการหนึ่ง คือมักแก้ไขแค่ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งไม่คิดค้นวิธีการที่จะป้องกันการเกิดปัญหาไว้ก่อน

ดังนั้น การมีวิสัยทัศน์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ กล่าวคือ การประเมินเหตุการณ์จากในอดีตเชื่อมโยงกับองค์ประกอบปัจจุบันนำไปสู่การทำนายอนาคต ถอดเป็นสมการได้ดังนี้ (อดีต+องค์ประกอบปัจจุบัน+การเปลี่ยนแปลงของโลกในแต่ละปี = วิสัยทัศน์)

ที่สำคัญที่สุดอย่าลืมว่า “ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องมีความเป็นธรรมชาติ” รวมทั้งต้องไม่ฝืนความต้องการของตลาด ผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคน และเป็นที่ต้องการในตลาดจริงๆ ยิ่งหากเป็นสินค้าหรือบริการใหม่ที่มีนวัตกรรม การเติบโตยิ่งมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับ สมคิด ในวัย 60 ปี ยังสนุกกับการทำงาน มองว่าการทำงานคือการพักผ่อนอย่างหนึ่ง เพราะได้ทำในสิ่งที่รัก ในชีวิตประจำวัน มี 3 สิ่งหลักที่ทำเป็นประจำ คือการออกกำลังกาย การทำงาน และการอ่านหนังสือ

ในทุกวัน วันละ 1-2 ชั่วโมงใช้ไปกับการออกกำลังกาย นอกจากทำให้สุขภาพดี ยังช่วยให้นอนหลับสนิท ซึ่งผู้สูงวัยส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ และใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสืออีก 2-3ชั่วโมง ซึ่งเป็นคนรักการอ่านตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง และความรู้ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยรู้ และสามารถนำมาปรับใช้กับงานที่กำลังทำอยู่ โดยปัจจุบันได้ดูแล ด้านการบริหาร และการตลาดของบริษัท เพย์ออล โดยในอนาคต วางเป้าหมายรับงานใหญ่อีก 1 โครงการ และจะวางมือรับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และวางแผนอ่านหนังสือมากขึ้น และท่องเที่ยวในสถานที่ธรรมชาติ

 

นงผณี-วัลยา มหาดไทย สัมผัสสำเนียงเหน่อได้ถึงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482656

นงผณี-วัลยา มหาดไทย สัมผัสสำเนียงเหน่อได้ถึงใจ

โดย…ปอย ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

สองพี่น้องจาก จ.อ่างทอง สำเนียงเหน่อสนิทตลอดการสนทนา บ่งบอกความจริงใจ นงผณี มหาดไทย พูดชื่อนี้อาจไม่คุ้นเคยแต่ถ้าเรียกชื่อ “จ๊ะ อาร์สยาม” หลายคนก็อ๋อ วันนี้เมื่อชวนพูดถึงความผูกพันขอเลือกมากับพี่สาว “เป๊ก” วัลยา มหาดไทย แนะนำอายุห่างกัน 8 ปี พี่สาวจึงมีหน้าที่เลี้ยงน้องตั้งแต่ตัวเล็กๆ กันทั้งคู่ งานเลี้ยงดูน้องสาวพี่สาวมีหน้าที่อุ้มพาไปเล่น ก็อุ้มหล่นๆ น้องหัวร้างข้างแตกร้องไห้กันกระจองอแง แต่พอเล่าวันนี้ก็บอกพร้อมเสียงหัวเราะกันเฮฮา

แล้วเมื่อวันเวลาบ่มเพาะน้องสาวเจริญเติบโตโด่งดังในวงการบันเทิง พี่เป๊ก ของน้องจ๊ะ ก็ต้องกลับมาดูแลน้องสาวคนนี้อย่างจริงๆ จังๆ อีกครั้ง ในฐานะผู้จัดการส่วนตัว ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่ไม่มีใครทำได้ดีเท่ากับคนในครอบครัว ให้กันได้อย่างเต็มร้อยทั้งความจริงใจและความผูกพัน

พี่สาวไม่เคยห่วงนะ “จ๊ะ”

จากเพลง “คันหู” มาถึงเพลงล่าสุด “จีบหน่อยอร่อยแน่” เพลงลูกทุ่งทำนองสนุกๆ เต้นโจ๊ะๆ ค่ายอาร์สยามปล่อยออกมาให้ฟังกันแล้ว ลูกทุ่งเซ็กซี่คือภาพลักษณ์สุดชัดเจนของน้องสาว แต่ตัวตนจริงของน้องสาว เป๊ก-วัลยา บอกว่าไม่เคยห่วงเลยว่าลุคนี้ทำให้น้องดูโลว์ เพราะนี่คือการแสดงโดยแท้จริง และล่าสุด จ๊ะ อาร์สยาม ได้เป็นบัณฑิตคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ  มหาวิทยาลัยราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตสุพรรณบุรี

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นสิ่งพิสูจน์ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้น้องสาวเป็นอย่างมาก ว่าเป็นลูกทุ่งสุดเซ็กซี่มีกึ๋นมีสมองไม่แพ้ใคร

“นิสัยโหดทั้งบ้านนะ เรื่องผู้ชายเข้ามาแทะโลมหน้าเวทีนี่ พี่เป๊กไม่เคยห่วงน้องสาวเลย บางคนก็ไม่รู้มองว่านักร้องเซ็กซี่เข้ามาจับไม้จับมือ เมาแล้วก็ลามปาม ไม่ต้องห่วงนางค่ะ นางดูแลตัวเองได้ดี ถ้ามากไปก็เอาไมค์โขกหัวเลย (หัวเราะ) เกินป้องกันตัวเองไม่ไหวก็เรียกการ์ดไปแค่นั้น แต่จ๊ะไม่แค่เซ็กซี่นะ มันบ้าบอ บางครั้งเอนเตอร์เทนคนดูจนเกินไป เต้นฟัดลำโพงประหนึ่งลำโพงเป็นสามี ไม่มีสคริปต์เป็นธรรมชาติที่มันแก่น (หัวเราะ) น้องสาวจอมแก่น แต่พี่สาวไม่เคยห่วง คนก็ชอบมาดูความบ้าบอของมันด้วยค่ะ นักร้องลูกทุ่งเวทีอื่นๆ ก็มีกางเกงขาสั้นเสมอ… แบบนี้ทุกเวทีนะคะ ตามสังคมเวทีลูกทุ่งต่างจังหวัดถือเป็นเรื่องธรรมดาๆ เลย แต่ไม่มีใครแสดงเอาลำโพงเป็นสามีแบบนี้แน่นอน (หัวเราะ)

“แล้วที่ว่าโหดทั้งบ้าน ผู้ชายก็น่าจะกลัวบ้านเรานะ เด็กๆ เกเรจนพ่อฟาดด้วยหวายเลือดซิบๆ เลย เพราะบ้านที่อ่างทองไม่แค่มีคณะลิเก พ่อทำจักสานขายด้วยค่ะ ลูกสาวไม่เชื่อฟังก็ฟาดด้วยหวายมีห้อเลือด”

 

“เป๊ก” วัลยา เริ่มต้นสนทนาด้วยสำเนียงสาวเหน่อจากที่ราบลุ่มน้ำภาคกลางแท้ๆ และในฐานะผู้จัดการส่วนตัวรับงานแสดงพร้อมวงดนตรีลูกทุ่งทีมใหญ่ รับแสดงทั่วประเทศ เรื่องปัญหาสารพัดความยากมีมาท้าทายเสมอ แต่ก็ไม่เคยหนักใจ เพราะนิสัยน้องสาวใจกว้างแถมพูดคำไหนคำนั้น แล้วความที่มีไหวพริบปฏิภาณดีมาก เรียกว่าส่งน้องขึ้นเวทีแล้วไว้ใจได้ สบายมาก

“รับงานลูกทุ่งก็ต้องชิงไหวพริบให้ทันเจ้าภาพ บางคนก็ต่อรองราคาทุกๆ เม็ดแถมมีจุ๊กๆ จิ๊กๆ ขอแถมโน่นนี้ให้ตัวเองได้เยอะที่สุด เจ้าภาพบางคนส่งคิวให้แล้วก็บอกว่าขึ้นเวทีร้องไปก่อน แล้วค่อยโอนเงินตามไป วัลยาต่อรองไม่ได้ๆ ค่ะ บางคนก็พูดแรงๆ พอไม่ได้อย่างใจ ทำงานนี้แรกๆ เราร้องไห้ทุกวัน รายไหนถ้าวัลยารับมือไม่ไหวก็ส่งให้นงผณีจัดการเลย นางจัดการได้ทุกรายไม่มีใครหืออือ คือขึ้นรถกลับเลยทันทีไม่มีการขึ้นเวที (หัวเราะ) บางรายบอกก็แค่ขอต่อรองนิดหน่อยๆ จ๊ะบอกเงินไม่ใช่พระเจ้า อย่าคิดว่าเงินคืออำนาจเหนือทุกอย่าง ไม่ใช่ จ๊ะ อาร์สยาม ต้องบอกวงเราร้องราคานี้ไม่ได้จริงๆ ไม่รับเลย ระบบเสียหมดทั้งวงการ กลับเป็นกลับเท่านั้นแหละวิ่งตามมาจ่ายเงินได้ทันที (หัวเราะ) เรื่องความเด็ดขาดของนางทำให้พี่เป๊กทำงานสบายขึ้นมากเลยค่ะ

“เรามาจากครอบครัวเดียวกัน รู้ลึกถึงความลำบากเรียนจบ ม.6 มาน้องต้องหยุดเรียนหนังสือไป 1 ปีเต็มเพราะครอบครัวไม่มีเงิน ทั้งที่เรียนวิทย์-คณิตผลการเรียนดีเกรด 3 กว่าก็ต้องพักเรียน ตอนนั้นจ๊ะรับจ้างร้องเพลงคืนละ 500 บาท หลายคนมองว่าดาราไม่ต้องเรียนหนังสือก็ได้ ทำงานปั๊มเงินไปก่อน แต่พี่เป๊กชื่นชมเขานะใจสู้มากอยากเรียนให้จบปริญญาตรีให้ได้ ร้องเพลงเลิกตี 1 ตี 2 นอนไม่กี่ชั่วโมงตื่นเช้าไปเรียนหนังสือต่อ”

สิ่งที่เป็นเป๊กห่วงน้องสาวมากๆ คือสุขภาพ เมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นภูมิแพ้รุนแรงจนเลือดออกปากจมูก ต้องแอดมิท

“ออกจากโรงพยาบาล ก็ลองไปเล่นโยคะเพื่อสุขภาพช่วยระบบเลือดหมุนเวียน เป๊กรู้เลยไม่รอดพ้นหนึ่งสัปดาห์แน่นอน จ๊ะสมาธิสั้นมาก ไม่ชอบนั่งเฉยๆ แล้วก็ไม่ไหวจริงๆ ให้ทำท่าช้าๆ นิ่งๆ ใครคิดว่าจ๊ะ อาร์สยาม ทำได้บ้าง (หัวเราะ) อย่างไปร้องเพลงไปถึงก่อนเวลาแทนที่จะนอนพักในรถ ก็นอนไม่ได้ต้องออกเดินไปเดินมาทั่วพอคนเห็นก็วิ่งมาขอเซลฟี่ ก็กลายเป็นว่าเพิ่มความวุ่นวายกันไปใหญ่อีก

“เราภูมิใจในตัวเขาค่ะ วันนี้เขาได้เป็นพรีเซนเตอร์ขนมเอลเซ่ ครีมทาผิวซิตร้า ก็อยากให้เขาเล่นละคร (บอกพร้อมรอยยิ้ม) อยากให้เขาได้ทำอะไรใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ของชีวิต” เป๊ก บอกพร้อมรอยยิ้มที่มีประพิมพ์ประพายน้องสาวแบบไม่ผิดบ้าน

 

น้องสาวอยากบอกว่า “ขอบคุณมากพี่เป๊ก”

ชีวิตนักร้องรับงานทั่วประเทศชีวิตอยู่ในรถตู้เกือบ 24 ชั่วโมง สายๆ เริ่มออกเดินทาง จนมืดค่ำก็ขึ้นเวทีแสดงเสร็จก็นอนหลับพักผ่อนกันในรถ ถ้าไปไกลขึ้นเหนือล่องใต้กว่าจะถึงบ้านก็บ่ายๆ แล้วก็เริ่มออกเดินทางอยู่ในรถตู้อีก แล้วคนที่อยู่ข้างๆ ตลอดเวลาก็คือพี่สาวคนนี้

“พี่เป๊กก็อยากเรียนปริญญาตรีมาก เขาเพิ่งได้เรียนคณะการตลาดที่เทคนิคอ่างทอง เขาชอบเรียนวิชาทางด้านนี้มาก แต่ก็ไม่มีเวลาไปเรียนเพราะต้องดูแลน้อง อยู่กับน้องตลอดเวลาก็ต้องดร็อปเรียนไว้ก่อน แล้วตอนที่หนูเรียนปริญญาตรีก็ได้เขานี่แหละ บางวันแวะปั๊มล้างหน้าแล้วเข้ามหา’ลัย ไปเรียนต่อเลย ก็อยากให้เขาสมหวังนะ แต่ชีวิตมันมาได้กันแค่นี้ ไม่มีเวลาจริงๆ ค่ะ ก็เลยทดแทนให้พี่สาวและพี่เขย ‘พี่แชมป์’ เป็นนักดนตรีในวงด้วย จ๊ะทดแทนด้วยของขวัญที่เขาชอบ ซื้อทองคำให้พี่สาวสะสม ก็ซื้อให้พี่เขยด้วยเท่าๆ กัน ถ้าซื้อ 1 บาทก็ได้คนละเส้น เราสามคนสนิทกันแบบสามคนพี่น้อง จ๊ะมีพี่สาวคนเดียวคือพี่เป๊ก พอเขาแต่งงานแล้วทำงานด้วยกัน ไปไหนมาไหนก็ไปด้วยกัน จ๊ะซื้อกระเป๋าหลุยส์วิตตองให้เขา รู้ว่าชอบอะไรก็ซื้อให้ แต่ของแบรนด์เนมซื้อให้ไม่ใช้ค่ะ นางเก็บค่ะไม่กล้าใช้ สิ่งที่ซื้อให้แล้วใช้คุ้มค่าที่สุดคือโทรศัพท์ไอโฟน 6 พลัส เพราะต้องใช้ติดต่อเรื่องงาน เก็บไม่ได้” (หัวเราะ)

“หลายคนบอกเราหน้าตาคล้ายกัน แต่เราทำคนละหมอนะคะ (บอกตรงพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ) เสียงก็เหน่อคล้ายกันด้วย เรียกว่าถ้าคุยโทรศัพท์ไม่มีใครแทบแยกกันออก”

เรื่องที่จ๊ะเป็นห่วง คือนางเบลอเพราะพักผ่อนน้อย นอนน้อย เกิดสถานการณ์แล้วตื่นตูมตลอดเวลา

“อย่างเช่นแดนเซอร์ลาออก พี่เป๊กก็กระวนกระวาย จ๊ะต้องคอยปลอบ เอ้า…เฉยๆ นะตัวเต้นหลักคือจ๊ะ คนอื่นก็หมุนเวียนกันไปแล้วเราก็ต้องยอมรับธรรมชาติของคนอาชีพนี้ด้วย วงเราก็เต้นแรงแสดงจัดเต็ม เต้นกันใส่เซ็กซี่สุดๆ แบบนี้ เอ้า…แฟนหึง ตบตีกัน ลาออก ก็ต้องปล่อยเขาไป เราเป็นคนสบายๆ รับได้กับทุกสถานการณ์ นิสัยนี้จ๊ะแตกต่างกับพี่สาว

“พี่เป๊กก็ซื้อของให้จ๊ะ เป็นหมวกกันน็อกเพราะเราสก๊อยเกิร์ลชอบขับมอเตอร์ไซค์ แล้วพี่แชมป์ก็ชอบแต่งรถก็แต่งรถให้อีกขี่วนรอบๆ หมู่บ้าน”  นงผณี-จ๊ะ บอกพลางหัวเราะ

สิ่งแตกต่างกันอีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือนิสัยจ๊ะขี้เล่นสุดๆ แต่พี่สาวก็ดุสุดๆ เหมาะกับอาชีพผู้จัดการศิลปินที่ต้องคอยประสานงานรอบทิศ

“เรื่องการติดต่องานกับเจ้าภาพก็ชอบแอบบอกพี่สาวว่า ขอราคานี้นะสนิทกับจ๊ะ เพราะเราชอบพูดคุยเฮฮาเอนเตอร์เทนคนไปทั่ว พี่เป๊กบอกหน้าเข้มๆ นางไม่ค่อยยิ้มแย้มเฮฮาแบบจ๊ะนะคะ ก็บอกจ๊ะมันก็สนิทไปทั่ว (หัวเราะ) การต่อรองราคาถ้าพี่เป๊กรับมือไม่ได้ ส่งมาให้เราจัดการก็ต้องบอกว่าถ้าราคานี้จ๊ะลดราคาทำให้ไม่ได้ เพราะเรามีบริษัทจะทำให้ระบบการเงินรวนวุ่นวายไปหมด ร้องให้ฟรีเลยนะถ้างานกุศลงานบุญก็ทำมาเยอะแล้ว นิสัยนี้ที่เราต่างกันโดยสิ้นเชิง” นักร้องคนดังบอกเสียงดังเฮฮาดูจริงใจ สไตล์นักเลงลูกทุ่งตัวจริง

 

กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา แข่งรถ-วิ่งมาราธอน กีฬาสร้างสมาธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482655

กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา แข่งรถ-วิ่งมาราธอน กีฬาสร้างสมาธิ

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

รักกีฬาแข่งรถร่างกายมันต้องฟิต เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร ให้ความสำคัญกับการวิ่งควบคู่กับการแข่งรถ เพราะการแข่งขันต้องใช้สมาธิเยอะมาก เฉือนกันชนะเพียงเสี้ยววินาที ฉะนั้นร่างกายจะต้องได้ สำคัญที่สมองต้องได้ การสัมผัสต่างๆ และจะต้องไม่เหนื่อย

“รถแข่งนั้นเป็นรถที่ไม่มีแอร์ และเวลาขับต้องใส่ชุดกันไฟ ชุดแข่งก็หนา หมวก ถุงมือ ทุกอย่างมันร้อนมาก ตอนแข่งขันก็อยู่ช่วงเวลาบ่ายโมง บ่ายสองและเป็นช่วงเวลาที่พีกสุดๆ แถมรถร้อนด้วยเพราะไอของเครื่องยนต์ ซึ่งต้องติดกระจกเพื่อไม่ให้มันตีกับลมมากจนเกินไป เหมือนกับการแข่งขันนั่งอยู่ในเตาอบ เพราะหากร่างกายไม่ไหวแข่งไป 10 กว่ารอบ หรือครึ่งนึง เสียเหงื่อปริมาณเยอะมาก จะต้องฟิตเป็นอย่างมากโดยเฉพาะการแข่งรถเอฟวัน” กิตติพล ย้ำ

 

สำหรับแรงบันดาลใจที่เริ่มทำให้มาสนใจกีฬาแข่งรถนั้นเป็นคนที่ชอบรถมาตั้งแต่เด็ก สะสมรถ พอไปเริ่มขับโกคาร์ตและเพื่อนสมัยเด็กๆ ไปแข่งรถก่อนผมแล้วก็ขายรถเก่าให้ก็ได้เข้าไป ซึ่งเพอร์ฟอร์มานซ์ในการแข่งดีก็เลยแข่งต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเริ่มแข่งรถมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็อยากจะแข่งแต่แข่งไม่ไหวเพราะไม่มีเงิน เนื่องจากเป็นรถที่ต้องใช้เงินค่อนข้างมาก ค่ายางในการแข่งขันสนามหนึ่งใช้ไปไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นบาท ยังมีค่าช่างต่อเสาร์-อาทิตย์ คือค่าใช้จิปาถะเยอะมาก

“เมื่อก่อนไม่มีสตางค์จ่ายพอทำงานก็เลยตัดสินใจว่ามาเริ่มที่กีฬาแข่งรถอย่างจริงจัง จ่ายมาจนถึงขั้นนึงที่จะเลิกแล้ว เพราะว่ามันไม่ไหวเผอิญเพื่อนผม วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี มีรถอยู่แล้วต้องการคนขับก็เลยไปขับให้ เวลานี้เลยขับให้แบบไม่ต้องจ่ายเงินแล้วเพราะมีสิงห์เป็นสปอนเซอร์ให้อย่างจริงจังเมื่อ 2 ปีก่อน อย่างการแข่งรถรุ่นซูเปอร์ 2,000 ที่ผมแข่งนั้นรถห้ามเกิน 2,000 ซีซี ทุกอย่างโมดิฟายได้หมดแต่ในนั้นจะแบ่งเป็นนักแข่งเกรดเอ คือพวกมืออาชีพ เกรดบี และเกรดซีหรือพวกน้องใหม่ แข่งด้วยกันแต่เวลาให้ถ้วยนั้นจะให้แยก ไม่มีแยกอายุ แต่จะพิจารณาจากฝีมือถ้ามองว่าฝีมือคุณได้ก็สามารถขึ้นโปร ถ้าน้องใหม่มาก็อยู่น้องใหม่หรืออยู่ซี

 

กิตติพล เล่าว่า เพิ่งมาขึ้นเกรดเอหรือโปรเมื่อปี 2559 ซึ่งหลักการต้องแข่งในรุ่นบีแล้วชนะรุ่นบีก่อนจึงจะสามารถขึ้นรุ่นเอได้ แต่ผมไม่เคยชนะบีเพราะว่าติดภาระเรื่องงานแต่เขาพิจารณาว่าฝีมือใช้ได้คือข้อดีของบี เวลาแข่งเขาจะมีถ้วยโอเวอร์ออล ซึ่งถ้วยรวมใครเข้า 1 ใน 5 ก็จะได้ถ้วยนึง แต่ถ้าอยู่บี ได้ที่หนึ่งในบีก็จะได้อีกถ้วยหนึ่ง ซึ่งแข่งครั้งนึงอาจจะได้กลับมาสองใบ ซึ่งการแข่งขันไม่ได้เงินแต่ได้ถ้วยกลับมาเราจะภูมิใจ

จนถึง ณ วันนี้แข่งจนแทบจะไม่มีที่วางถ้วยรางวัลที่บ้านแล้ว จนเมื่อคะแนนมากขึ้นก็ถูกสนับสนุนให้มาขับเกรดเอ แล้วก็สามารถทำแชมป์ได้ ซึ่งการแข่งขันนั้นจะจัดขึ้น 4 สัปดาห์/ปีเท่านั้น โดยจะไปแข่งสนามบุรีรัมย์เป็นหลัก สนามพีระฯ และปิดถนนบางแสนเป็นการแข่งขันที่สนุกมากสำหรับคนที่ชื่นชอบการแข่งรถเป็นการปิดเมืองแข่ง แข่งขึ้นเขาสามมุข กลางคืนก็จะมีปาร์ตี้ ระยะทางอย่างที่บางแสนจะอยู่ที่ 3.5 กม.ต่อรอบ บุรีรัมย์ 4.5 กม.ต่อรอบ พีระฯ แค่ 2 กม.ต่อรอบ แต่แข่งจริงบางแสนวิ่งประมาณ 12 รอบ อย่างบางแสนช่วงพีกจริงมีผู้เข้าแข่งขันประมาณ 30 คัน แม้ว่าการแข่งขันก็ย่อมมีอุบัติเหตุบ้างแต่ว่าโชคดีที่ไม่เยอะ แต่ระบบเซฟตี้ในรถนั้นมันดีไม่ค่อยมีอุบัติเหตุรุนแรง

 

จะเห็นได้ว่าการแข่งรถแข่งนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำทางด้านอสังหาริมทรัพย์สักเท่าไหร่ แต่จะได้ความเป็นทีมเวิร์ก ทำควบคู่ไปกับกีฬาวิ่งมาราธอนเริ่มมาเมื่อสองปีก่อน โดยเริ่มวิ่งจังเมื่อต้นปี 2558 ซึ่งเริ่มต้นฟูลมาราธอนเลย 42 กม. จากการแข่งขันกรุงเทพมาราธอน เนื่องจากในช่วงแรกของการวิ่งจะลงฮาล์ฟ มาราธอน แต่เพื่อนก็แนะนำว่าไหนๆ จะลงแล้วฟูลไปเลย ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่ามันจะยากแต่ก็วิ่งไปได้ 4 ชั่วโมง 46 นาที แต่ก็ตั้งเป้าว่าต่ำกว่า 5 ชม.ก็สามารถทำได้ ซึ่งก่อนวิ่งก็มีการซ้อมและผมก็มาฝาแฝดทีเป็นนักวิ่งแบบไอรอนแมน เขาขี่จักรยาน ว่ายน้ำและวิ่ง ซึ่งผมวิ่งเพื่อความฟิตของร่างกาย ที่เขานิยมวิ่งคือที่จอมบึงกับขอนแก่นที่สามารถทำสถิติ ผมก็วิ่งที่ขอนแก่นและเป็นความท้าทาย ซึ่งตอนนี้ผมตั้งเป้าวิ่งให้ต่ำกว่า 4 ชม. 15 นาที แต่ทำได้ 4 ชม. 13 นาที ตอนนี้ตั้งเป้าทำเวลาให้ได้ต่ำกว่า 4 ชม. ต้องหายไปอีก 13 นาที เพราะอากาศดีจะทำสถิติการวิ่งได้ดี ฉะนั้นคนจะชอบวิ่งจอมบึงกับขอนแก่น เป้าหมายคือวิ่งให้ได้ 10 กม.ภายในเวลา 1 ชม.

การวิ่งแล้วมาแข่งรถสิ่งสำคัญคือได้เรื่องจิตวิทยา การแข่งรถบางที่ฝีมือใกล้เคียงกัน รถใกล้เคียงกันแต่มันอยู่ที่ใจ ซึ่งคู่แข่งส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมด งั้นการที่เราเหนือกว่าเขาทางด้านจิตวิทยานั้นจะช่วยได้เยอะมาก ซึ่งในใจเวลาไปวิ่งผมจะโพสต์ในเฟซบุ๊ก เพราะผมมีเพื่อนที่เป็นนักแข่งรถเยอะพวกนี้เขาจะรู้ว่าเราฟิต ซึ่งความที่ฟิตคือการที่เรามีสมาธิ คือไม่พลาดโอกาสที่แซงน้อยมากก็จะไม่มาบี้ในการแข่งขัน หรือคนที่ไม่ฟิต เรารอสักพักเดี๋ยวเขาก็พลาดในการแข่งขัน เช่น เบรกเร็ว หรือล้อล็อก ซึ่งจะต้องมีสติต้องคิดตลอด ความฟิตนั้นจะผสานไปกับการเข้าคันเร่ง

 

“ก่อนมาแข่งก็ไม่เห็นมีใครทำอย่างผม โดยจะอ้างว่ารถไม่เร็วก็ไปโทษช่าง โมดิฟายโน่น เปลี่ยนลูกสูบ เขาจะบอกว่าเครื่องไม่ดี ซึ่งในสนามจะต้องใช้อุปกรณ์เยอะมาก เช่น จะเปลี่ยนโช้กชุดใหม่ใช้เงิน 4 แสนบาท เมื่อก่อนเข้าทำอย่างนี้แต่ผมไม่ได้ทำแบบนี้ แต่จะของแค่เครื่องทนๆ ล่าสุดผมได้แชมป์ซีรี่ส์ 2000 ถือว่าเป็นรุ่นท็อปสุดของเมืองไทย เพราะถ้าเกินจากนี้ไปจะเป็นรถซูเปอร์คาร์ เป็นรถนำเข้า รายการสุดท้ายจะแข่งสัปดาห์ 26 ก.พ.นี้ เนื่องจากมีการเลื่อนการแข่งขันมาจากเดือน พ.ย. แต่คะแนนสะสมผมได้เกินแล้วถ้าไม่ได้แข่งก็ยังเป็นแชมป์เพราะว่าทำคะแนนได้ดีมาตลอด ครองแชมป์ของปี 2559” กิตติพล กล่าว

การแข่งรถไม่ใช่สักแต่จะแข่งแต่เราต้องฟิตด้วย แข่งก็แข่งได้แต่จะไม่ได้คะแนนหรือตำแหน่งที่ดี อย่างสิงห์เขาให้เราเป็นสปอนเซอร์ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็จะสนับสนุนให้ขับซูเปอร์คาร์ด้วย โดยจะให้ไปขับรุ่นเฟอร์รารีที่เป็นรุ่นสมัครเล่น เวลานี้ถือว่าเวลานี้ถือว่าเป้าหมายในการแข่งขันรถนั้นไปถึงจุดหมายที่วางไว้แล้ว เนื่องจากเข้ามองว่าหากออกไปแข่งรถระดับซูเปอร์คาร์นั้นการแข่งขันมันจะไม่ค่อยสูสีแล้ว เพราะการแข่งขันนั้นจะขึ้นอยู่กับรถมากกว่าฝีมือที่แท้จริง

 

จักรพงษ์ คงมาลัย ดิจิทัลแมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482654

จักรพงษ์ คงมาลัย ดิจิทัลแมน

โดย…พรเทพ เฮง

ในวงการดิจิทัลยุคใหม่ มีผู้เชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์แห่งวงการดิจิทัลไม่กี่คน จักรพงษ์ คงมาลัย ก็เป็นหนึ่งในคนหนุ่มวัยต้น 40 ที่ไฟแรงและพร้อมที่เดินไปข้างหน้าเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองไทยไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ไฟฝันและพลังของเขามีอยู่เต็มเปี่ยม มาอ่านความคิดของเขากัน

ประสบการณ์อดีตจนถึงปัจจุบัน

“ผมเริ่มต้นการทำงานในฐานะนักข่าว เป็นทีมแรกๆ ที่ทำหนังสือพิมพ์ออนไลน์ตั้งแต่ปี 2000 เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี แต่ถ้ามองในแง่ดีช่วงนั้นมันก็มีเรื่องให้เราเขียนทุกวัน พอเขียนๆ ไปผมมาค้นพบว่าตัวเองชอบเดินไปแอบดูพี่ๆ นักข่าวโต๊ะการตลาดกับโต๊ะไอทีว่าเขาทำอะไรกัน เลยมารู้ตัวทีหลังว่าลึกๆ แล้วสนใจเรื่องการตลาด

“พอทำอยู่กลุ่มผู้จัดการได้ 3 ปี ผมก็เปลี่ยนสายมาทำงานการตลาดทำอยู่บริษัท เทเลอินโฟมีเดีย ทำ Product Marketing ให้กับ Local Search ของสมุดหน้าเหลือง YellowPages.co.th ทำไปทำมามีอยู่วันหนึ่งผมแวบเข้าไปในเว็บไซต์ Yahoo! แล้วดันทะลึ่งไปคลิกคำว่า Jobs ก็เลยสมัครไปเล่นๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะติดต่อกลับมา บอกให้ลองทำข้อสอบ 100 ข้อ วัดความรู้ความเข้าใจเรื่องอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าผมได้เข้ารอบสัมภาษณ์และไปทำงานกับบริษัทอินเทอร์เน็ตในฝัน Yahoo! ที่สิงคโปร์อีก 3 ปี

“กลับมาเมืองไทยมาทำการตลาดดิจิทัลที่ Thai Samsung Electronics ในตำแหน่ง Content Marketing Manager จากนั้นก็ย้ายไปบริษัท Sanook Online ดูแลฝั่งธุรกิจและการพัฒนา Content บนเว็บไซต์ Sanook.com ก่อนที่จะออกมาเปิดบริษัทด้าน Digital PR & Content ของตัวเองชื่อ Moonshot ครับ

“แต่ถ้าให้สรุปสั้นๆ คือในสายของการสื่อสารแบรนด์ ผมก็ผ่านงานทั้งฝั่ง Brand, Publisher และล่าสุด Agency เป็นคนที่เริ่มต้นจากคนทำ Content ก่อนแล้วค่อยบิดมาสู่โลก Marketing & PR ในตอนหลังครับ ทำมาร่วมๆ 17 ปีล่ะครับ”

ทำงานกับ Yahoo!

“เป็นประสบการณ์ที่ดี แต่ก็ต่างกันมากกับที่เมืองไทยครับ ตอนผมเริ่มงานที่ Yahoo! เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นมันเหมือนได้ทำงานกับบริษัทในฝันยังไงยังงั้น มีโอกาสได้เจอคนทำงานสายเทคโนโลยีจากทั่วโลก เรียนรู้มาตรฐานการทำงานในบริษัทอินเตอร์ ได้เดินทางไปซิลิคอนวัลเล่ย์ อะไรก็สนุกไปหมด แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุดกลับเป็นเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนไม่ได้ฉุกคิด นั่นคือเรื่องความเข้าใจธรรมชาติของคนบนโลกออนไลน์ หรือจะเรียกว่า ‘Digital sense’ ก็ได้

“การเรียนรู้นี้เกิดจากตำแหน่งหน้าที่ของผมตอนนั้นมีชื่อว่า Community Manager หรือ ‘ผู้จัดการชุมชน’ ของผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า Flickr (ชุมชนคนรักการถ่ายภาพอันดับต้นๆ ของโลกในยุคนั้น) และ Yahoo! Answers (Q&A Platform) หน้าที่การงานของผมคือ เป็นตัวกลางระหว่าง Yahoo! กับ user คอยพูดคุยดูแลชุมชนผู้ใช้งาน การทำงานจึงต้องใช้ทักษะในการพูดคุยสื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ค่อนข้างเยอะ สื่อสารกันผ่าน Blog, Social Network, Networking Forum บวกกับข้างใน Yahoo! จะมีกระบวนการทำงานที่ละเอียดมากๆ เขาจะมีทีมวิจัยด้านธุรกิจโดยเฉพาะที่คอยอัพเดทให้คนทำงานเข้าใจความเคลื่อนไหวของธุรกิจออนไลน์ ซึ่งตรงจุดนี้ล่ะครับที่ผมว่าในเมืองไทยยังขาด บ้านเรามักจะเรียนรู้อะไรกันผ่านการเรียนรู้ด้วยการลองทำอย่างเดียว อย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมจะบอกว่าการเรียนรู้ด้วยการลองทำนั้นดีเยี่ยมที่สุดแล้ว แต่บางครั้งการเรียนรู้ด้วยการพยายามสังเคราะห์ข้อมูลอย่างลึกซึ้ง อ่านและตีความ data ให้ออก”

จาก Thumbsup ถึงฝันก้าวต่อไป Moonshot

“การเกิดขึ้นของมูนช็อต (Moonshot) สำหรับผมคือการเติมเต็มช่องว่างในการสื่อสารแบรนด์ครับ วิธีคิดมันก็เรียบง่าย คือเรามองว่าแบรนด์ทุกแบรนด์ต้องสื่อสารแบรนด์ด้วยการทำ ‘โฆษณา’ และ ‘ประชาสัมพันธ์’ อยู่แล้ว ที่ผ่านมาหลายๆ แบรนด์ก็เริ่มดึงคนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านดิจิทัลมาใช้ในงาน ‘โฆษณา’ แต่พอมามองในแง่มุมของ ‘ประชาสัมพันธ์’ ผมกับหุ้นส่วนที่ Rabbit Digital Group มองตรงกันว่าเราไม่ค่อยเห็นใครนำเอาความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลมาใช้กับการทำ ‘ประชาสัมพันธ์’ มากนัก เราก็เลยวางจุดยืนว่า Moonshot คือ Digital PR & Content Agency ซึ่งหลายๆ แบรนด์ก็ให้การตอบรับค่อนข้างดี

“แต่หลายๆ คนยังไม่ค่อยแน่ใจว่า Digital PR คืออะไร เราก็บอกกับทุกคนว่าในความคิดเห็นของเรา Digital PR คือกระบวนการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ดิจิทัลที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์แก่องค์กร และสาธารณชนของแบรนด์ การทำงานของ Digital PR เล่นอยู่กับเรื่องของ ‘คน’ จึงต้องวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้เกี่ยวข้องในโลกดิจิทัล (Digital Stakeholders) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ แบรนด์ที่ดีในใจผู้บริโภค ความพึงพอใจของลูกค้า การบอกต่อในแง่ดี การเพิ่ม Conversion Rates การเพิ่ม Return on Investment (ROI) มันจึงไม่ใช่เพียงการทำ Press Release การปั่นกระแส (Spinning Story) และเชิญนักข่าวมาอีเวนต์เท่านั้น เรื่องนี้เล่าแล้วยาวมากครับ”

“ส่วน thumbsup เป็นเว็บไซต์ที่ผมเปิดขึ้นมากับเพื่อนๆ เมื่อต้นปี 2011 เนื้อหาจะเน้นอยู่ 2 เรื่อง 1.การตลาดยุคใหม่ 2.Tech Startup แต่ตอนหลังเราเห็นว่าคนอ่าน 2 กลุ่มนี้มีความต้องการเนื้อหาที่แตกต่างกัน เราเลยแยกออกมาอีกเว็บไซต์หนึ่งชื่อว่า techsauce.co ซึ่งผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับ techsauce แต่จะยังดูแล thumbsup ร่วมกับผู้ร่วมก่อตั้งทุกคนเช่นเดิมครับ โดยปีนี้ thumbsup ก็จะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับ event ของนักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์ Spark Conference ที่เราจัดต่อเนื่องมาแล้ว 3 ปี ปีนี้จะเป็นครั้งที่ 4 รวมถึง event ขนาดกลางอย่าง Digital Matters ที่ชวนนักการตลาดนักประชาสัมพันธ์มาพบปะพูดคุยกันแบบเสวนายามเย็นสบายๆ”

 

มองไทยแลนด์ 4.0

“ผมพยายามมองในแง่ดีว่ามันเป็นความตั้งใจดีของรัฐบาลนะครับ ผมชอบที่ ดร.พิเชษ ดุรงคเวโรจน์ (รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ท่านออกมาพูดว่าพยายามที่ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย เริ่มต้นจากการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ได้ก่อน เพราะไม่ว่าเราจะมี 4จี, 5จี และเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถสื่อสารได้รวดเร็วทันใจอีกมากแค่ไหน มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่ได้ทำให้คนทั้งประเทศมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

“เราจึงน่าจะเริ่มจากการทำให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกันให้ได้อย่างเท่าเทียมทั่วประเทศก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาให้เทคโนโลยีนั้นเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยผ่านหลายๆ ส่วน นอกเหนือจากสื่อสารแบบปกติ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม การศึกษา การแพทย์ แต่สิ่งที่ผมอาจจะยังมีคำถามค้างคาใจคล้ายๆ กับทุกคน ก็คือ ท่ามกลางโครงสร้างทางการเมืองที่ยังไม่นิ่งแบบนี้ พวกเราประชาชนคนไทยกับรัฐบาลจะร่วมกันขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้ถึงจุดหมายได้ดีที่สุดในเวลาที่มีอย่างไร กลัวมันจะกลายเป็นการฉายหนังซ้ำเรื่องเดิมๆ ว่าเรามีวิสัยทัศน์ เราคิดได้ แต่เรายังไปไม่ถึงด้วยสาเหตุนั้นสาเหตุนี้”

เทคโนโลยีดิจิทัล

“คำว่าเทคโนโลยีดิจิทัลมันค่อนข้างกว้าง กว้างในมุมที่ว่ามันเป็นเทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างได้อย่างไร ถ้าเอาใกล้ตัวพวกเราในแง่มุมของสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเมืองไทยตอนนี้สื่อดิจิทัลกินส่วนแบ่งเกือบ 10% และน่าจะขึ้นไปเกิน 20% ได้ในอนาคต อันนี้คืออิงจากหลายๆ ประเทศที่สื่อดิจิทัลยังคงเติบโตต่อเนื่องนะครับ บางประเทศมากกว่า 20% ไปมากแล้ว

“ที่ถามว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจะเป็นอย่างไร โดยส่วนตัวผมคิดว่าผู้คนน่าจะหันมาสนใจว่าไอ้เจ้าเทคโนโลยีดิจิทัลมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง มันทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้นไหม ซื้อขายของผ่าน Mobile Commerce ง่ายไหม จอดรถด้วย IoT ง่ายขึ้นหรือเปล่า เรียกแท็กซี่ด้วยแอพง่ายไหม เวลาไม่สบาย คุยกับหมอง่ายขึ้นไหม สั่งอาหารได้ทันใจหรือเปล่า มันไม่ใช่แค่ว่ามีเน็ตแล้วดูคลิปและเล่นอินเทอร์เน็ตได้ไวขึ้นเฉยๆ”

ถอดบทเรียนสิงคโปร์

“ผมคิดว่ารัฐบาลสิงคโปร์เป็นรัฐบาลที่มองเรื่องดิจิทัลได้ทะลุกว่าใครในภูมิภาคนี้ ผมชอบที่เขาเริ่มเตรียมรากฐานที่สำคัญกับ ‘คน’ ก่อน เช่น เขาจัดให้นักเรียนมัธยมของเขาต้องเรียนวิชาเขียนโปรแกรม ในอนาคตประเทศเขาจะเต็มไปด้วยคนที่ช่วงใช้เทคโนโลยีเป็น ไม่ใช่แค่คนที่บริโภคเทคโนโลยี ซึ่งบ้านเราก็ควรที่จะจัดทำสิ่งเหล่านี้บ้าง ผมเองเป็นคณะกรรมการสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ข้างในเราก็พยายามผลักดันเรื่องนี้เช่นกัน อีกเรื่องที่ผมชอบมาก คือ เขาจัดทำ Singapore Public Data ลองไปดูกันได้ที่ https://data.gov.sg/ นะครับ”

ธุรกิจยุคดิจิทัลโหดหิน

“การแข่งขันของธุรกิจในยุคดิจิทัลนั้นดุเดือดเลือดพล่านมาหลายปีละครับ ในความเห็นส่วนตัวผม ผมคิดว่าแทบทุกๆ อุตสาหกรรมเลยครับ เห็นได้ชัดในธุรกิจทางด้านโทรคมนาคม การสื่อสาร สื่อมวลชน การเงิน หรือสิ่งไหนก็ตามที่สามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ก็ต้องแข่งในการปรับตัวเพื่อให้แข่งขันได้ดีขึ้น เช่น ลูกค้าของคุณหลุดมาอยู่บนช่องทางออนไลน์มากขึ้น ก็ต้องตามมาร่วมบทสนทนาบนช่องทางออนไลน์ เสนอขายสินค้าออนไลน์ ปรับปรุงช่องทางการจ่ายเงิน ตลอดจนบริการหลังการขายออนไลน์ พูดง่ายๆ คือ ต้องดู Customer Journey ยุคใหม่ที่ย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ให้ครบ แล้วปรับตัวเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตยุคใหม่ของผู้บริโภค ท้ายสุดมันไม่ใช่แค่ออนไลน์นะครับ ออฟไลน์ก็จะต้องทำต่อด้วย มันเลยไม่ง่ายนัก”

ช่องว่างของคนไทยกับเศรษฐกิจดิจิทัล

“สำหรับผมคำว่า ‘ช่องว่าง’ น่าจะหมายถึงอุปสรรคที่ทำให้เรายังไม่ประสบความสำเร็จในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งผมคิดว่าคนไทยมีช่องว่างอยู่หลายเรื่อง แต่ขอยกเฉพาะ 3 เรื่องพื้นฐานที่สำคัญในเชิงความคิด ความรู้ ความเข้าใจพลวัตที่เปลี่ยนไปของโลกยุคใหม่ ผมชอบที่ Thomas Friedman เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มเก่าของเขา เรื่อง The World Is Flat เล่าแล้วยาวอยากให้ไปอ่านกัน แต่อ่านแล้วฟังหูไว้หูนะครับ ผมว่าบางอย่างก็มองในแง่ดีเกินไป

“ในเชิงภาษา ประเทศไทยเรามีขนาดค่อนข้างเล็ก จำนวนผู้ใช้ภาษาไทยก็น้อยกว่าภาษาอื่นๆ การรับรู้และเข้าใจโลกในปัจจุบันจะรออ่านจากภาษาของเราเองอย่างเดียวไม่ได้ ความรู้เรื่องภาษาที่สองอย่างภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เราพูดกันมานานหลายสิบปี แต่ปัจจุบันผมก็ยังพบคนรุ่นใหม่ที่มาสมัครงานกับผมแล้วภาษาอังกฤษยังไม่ดีพอที่จะเรียนรู้โลกใบนี้ได้ดีพอ

“ในเชิงการเข้าถึงดิจิทัล มันเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสารสนเทศต่างๆ คนในเมืองใหญ่กับคนในชนบทที่มีโอกาสต่างๆ ไม่เท่าเทียมกัน อันนี้เป็นเรื่องระยะยาวมากๆ ดีแล้วที่รัฐบาลคิดและทำเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ผมว่าทุกคนคงอยากเห็นชีวิตโดยรวมของผู้คนดีขึ้น จากการที่ทุกภาคส่วนของสังคมเข้าใจและใช้งานดิจิทัลได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างเช่น

– นักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์เข้าใจว่าจะเอาเทคโนโลยีมาสื่อแบรนด์ได้อย่างเหมาะสมถูกที่ ถูกคน ถูกเวลาอย่างไร ไม่ยึดติดการทำอะไรเดิมๆ ไม่ต้องตั้งแผนกดิจิทัลขึ้นมา แต่ทุกคนเข้าใจเรื่องดิจิทัลตั้งแต่แรก

– คนต่างจังหวัดสามารถสร้างรายได้มากขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์กับชาวต่างชาติ โดยไม่ถูกหลอก

– ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดศักยภาพการแข่งขันในยุคนี้ได้ด้วยการเปิด Public Data

– ตำรวจและเจ้าหน้าที่รู้เท่าทันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การพนันออนไลน์ ความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์

“ทั้งหมดนี้ผมว่ามันคงขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ในแวดวงไหนด้วย แต่สำหรับผม ผมฝันที่จะสร้างแบรนด์ที่คนรักได้จริงๆ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลมันขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ และความเป็นมนุษย์ไม่ใช่แค่สมการอัลกอริทึมหลังบ้าน”

เชื่อในพลังโซเชียลมีเดีย

“เรียนตรงๆ ว่าตอนหัดใช้ Facebook มาใหม่ๆ ราวปี 2008 ผมก็ไม่คิดว่า Facebook จะมาไกลขนาดมีคนใช้เป็นพันล้านคนแบบนี้นะครับ ตอนนั้นคนไทยยังใช้ Social Network อย่าง Hi5 และ MySpace กันอยู่เลย แต่สาเหตุที่ Facebook ชนะได้ในระดับโลก ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม น่าจะเป็นเพราะการเอาจริงเอาจังกับการทำให้คนหันมาเปิดเผยตัวตนและใช้ชื่อจริงในแพลตฟอร์มตัวเอง ทำให้คนรู้สึกว่านี่คือชื่อเสียงของตัวเรา และต้องคอยอัพเดททุกสิ่งทุกอย่างในโปรไฟล์ของตัวเอง แต่ถึง Facebook จะดังขนาดไหน ผมว่ามันมีช่องว่างเสมอครับ ถ้าพูดถึงเรื่อง Social Network สำหรับคนทำงานและคนที่ต้องการติดต่อกับคนต่างชาติ LinkedIn ก็ดี ถ้าเราชอบติดตามข่าวสาร ผมว่า Twitter ก็ดี”

ชีวิตส่วนตัวและการทำงานหนัก

“ผมเคยมีปัญหาเรื่องนี้นะครับ จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จำได้ว่าโทรไปปรึกษากับป้อม ภาวุธ แห่ง TARAD.com เขาแนะนำได้แสบมาก เขาบอกว่าให้ลองเอาเรื่องงานมาปนกับเรื่องส่วนตัว ทุกวันนี้ผมเลยพาครอบครัวไปทำงานด้วย ส่วนใครที่ไม่อินเรื่องดิจิทัลผมก็จะหาทางเอาดิจิทัลไปคุยกับเขา ชวนคุยเรื่องมือถือ แท็บเล็ต เดี๋ยวก็สนุกเอง ส่วนถ้าเรารู้สึกว่าเวลามันน้อย เราก็ตื่นเช้าขึ้นอีกนิดหนึ่ง เช่น ช่วงนี้ผมจะตื่นตีห้าทุกวัน แล้วเราจะมีเวลาทำอะไรเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย นอกนั้นก็เหมือนทั่วๆ ไปครับ จัดลำดับความสำคัญอะไรก่อน อะไรหลัง

“เหนื่อยมี 2 แบบ คือ เหนื่อยกายกับเหนื่อยใจ เหนื่อยกายผมไม่ค่อยเหนื่อยครับ สนุก และมีพลังกับมันเสมอ ได้นอนพัก ตื่นมาเดี๋ยวก็หายเหนื่อย ส่วนเหนื่อยใจนี่ผมคิดว่ามันเป็นอารมณ์ของเราเอง เช่น ทำไมเราทำอย่างนั้นไม่ได้ ปัญหายุคดิจิทัลมันเยอะจัง ดราม่าดังทุกวันบนโลกออนไลน์ ทำไมคนอื่นไม่เข้าใจดิจิทัล จะแก้ไขอย่างไร ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่ามันเริ่มได้ง่ายด้วยการจัดการที่ใจตัวเราเองก่อนครับ”

ความฝัน

“คนเรามีความฝันได้หลายความฝัน ปีนี้ฝันแบบนี้ ปีหน้าอาจจะฝันอีกแบบหนึ่งก็ได้ ความฝันส่วนตัวของผมตอนนี้เลยเป็นเรื่องงานมากๆ เลยครับ ผมฝันอยากเห็นวงการ PR ในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลก่อนครับ คำว่าเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นกว้าง ไม่ใช่เพียงแค่ Social technologies, Search technologies, Content Creation แต่ยังรวมไปถึงการทำความเข้าใจ Mobile Operating System, Data Analysis, Algorithm ของ Platform ต่างๆ, User Experience ของเว็บ, Smart Device ซึ่งความรู้ความเข้าใจเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมืออาชีพทางด้าน PR และ Marketing ยุคใหม่จะต้องมี Digital lifestyle หรือเป็นคนที่ชื่นชอบและสนุกกับการใช้เทคโนโลยีในการใช้ชีวิต ไม่เช่นนั้นต่อให้พยายามเรียนรู้แนวปฏิบัติยุคใหม่มากเพียงไร ก็จะไม่ ‘อิน’ กับเทคโนโลยีที่หลั่งไหลเข้ามาในชีวิตเราอยู่ดี”

 

พลัง ‘เป็ด’ เปลี่ยนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/482076

พลัง ‘เป็ด’ เปลี่ยนโลก

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

“การสื่อสารที่ดีสร้างแรงกระตุ้นได้รุนแรงเหมือนกาแฟดำ และคงยากที่จะนอนหลับหลังจากนั้น” – แอนน์ มอร์โรว์ ลินด์เบิร์ก นักเขียนชาวอเมริกัน ผู้แสวงหาคุณค่าแท้จริงในชีวิตกล่าวไว้เช่นนั้น ซึ่งมันเกิดขึ้นกับตัวหลังได้ฟังเรื่องราวของ “เป็ด” ทั้ง 14 คนบนเวที “เป็ด เปลี่ยน โลก” ในงานออน สเตจ ทอล์กโชว์ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบ 51 ปีของคณะนิเทศศาสตร์ และครบรอบ 100 ปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บนเวทีเล็กๆ เป็ดทุกคนต่างเป็นนักนิเทศศาสตร์ที่ทำหน้าที่สื่อสารอะไรบางอย่าง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในสังคม โดยใช้ “พลังงานการสื่อสาร” มุ่งไปสู่กลุ่มเป้าหมายเพื่อหวังสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงในระดับความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของบุคคล กลุ่ม สังคม หรือทั้งโลก ยกตัวอย่าง 3 เป็ดที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ที่ล้วนใช้พลังของการสื่อสารเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็กๆ บนโลก

พลังฮอร์โมน

ซีรี่ส์ที่เปลี่ยนความคิดวัยรุ่นไปตลอดกาลอย่าง ซีรี่ส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ทั้ง 3 ซีซั่น กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมจากพลังของบทบาทตัวละครที่สะท้อนพฤติกรรมวัยรุ่นในด้านต่างๆ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร ผู้กำกับซีรี่ส์ ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ได้พูดถึง “บท” ที่ท้าทายสังคมไทยว่า

เกรียงไกร วชิรธรรมพร

“เรามีสิ่งที่ต้องการเล่าสู่วัยรุ่นและเราทำด้วยความเชื่ออย่างเดียวว่า เมื่อเราพูดเรื่องนี้แล้วเขาจะไม่ทำตาม พอซีซั่นหนึ่งออนแอร์ไป เราเห็นผลทันตาเลยว่า สื่อที่เราทำมีผลมาก พอเยาวชนดูแล้วเขาคิดตามเราได้ เขารู้ เขาได้ไอเดียอะไรบางอย่างจากการดู ไม่ใช่แค่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว มันทำให้ย้อนคิดถึงตัวเองว่าตอนเด็กๆ ที่เราดูหนัง อ่านการ์ตูน มันมีผลต่อทัศนคติเราหมดเลย มันเหมือนกับหนังเรื่องหนึ่งที่สามารถทำให้คนไม่ชอบการออกไปเจอโลกภายนอก เปลี่ยนเป็นกล้าที่จะก้าวออกไป เหมือนกับสิ่งเหล่านั้นมันเปลี่ยนเราเล็กๆ น้อยๆ อยู่เรื่อยๆ ซึ่งนี่แหละคือพลังของมันที่เราไม่เคยเห็น”

ประสบการณ์ 10 ปีในสายภาพยนตร์ การทำซีรี่ส์ฮอร์โมนส์นับเป็นครั้งที่ “พีก” ที่สุด ทั้งในฐานะผู้กำกับและทีมเขียนบท เพราะทุกวันเหมือนเป็นการเข้าโรงเรียนเพื่อเรียนรู้วิธีคุยกับคนดู แค่ไหนคือมากไป แค่ไหนคือน้อยไป แบบไหนยัดเยียด แบบไหนสั่งสอน หรือแบบไหนที่คนดูจะรับและเป็นธรรมชาติที่สุด

“ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังมีค่านิยมเซเลบริตี้มากกว่าแอ็กเตอร์ นิยมดูหน้าตาของตัวละครมากกว่าบทบาทของตัวละคร จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องคัดเลือกนักแสดงหน้าตาดี บุคลิกใช่ ซึ่งหลายคนในวงการตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนสิ่งนี้ อย่างหนังอินดี้ที่ไม่แคร์ ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องดีและน่าสนับสนุน แต่ในกระแสหลักเราจะทำยังไงดีที่จะทำให้สิ่งนี้เป็นเหมือนขนมหวานที่ทำให้คนกินง่ายมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วมันมีประโยชน์ เราจะทำยังไงดีให้ของที่ดูเหมือนจะเป็นยาดูไม่น่ากิน แต่เราใช้รูปลักษณ์ดึงดูดให้เขามากิน ให้เขารับสารยากๆ จากเราไปผ่านนักแสดงที่น่ามองและมีเสน่ห์”

นอกจากนี้ ปิงยังได้แสดงทัศนะถึงเรื่องรางวัลว่า มันเป็นเพียงรสนิยมซึ่งเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่รู้จบ “เพราะคนทุกคนต่างกันและไม่มีทางที่จะชอบอะไรเหมือนกัน รางวัลใหญ่ที่สุดของโลกอย่างออสการ์ สุดท้ายแล้วมันก็คือรสนิยมของกรรมการห้าพันคนที่ดันชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดในปีนี้เท่านั้นเอง แต่ว่าเราจะชอบหนังที่ต่างจากกรรมการห้าพันคนก็ได้ รางวัลมีขึ้นก็เพื่อจะเป็นเช็กลิสต์ให้กับคนที่จะย้อนกลับมาดูประวัติศาสตร์ของปีนั้นๆ ว่ามีหนังเรื่องไหนน่าดูบ้าง ดังนั้นแล้วรางวัลสำหรับเราคือคนดูมากกว่า การที่เขาเข้าใจในสิ่งที่เราบอก เราจะรู้สึกว่าอันนี้คือรางวัลใหญ่ที่สุดแล้ว” เขากล่าวทิ้งท้าย

สุพัฒนุช สอนดำริห์

 

พลังนักการตลาดเพื่อสังคม

งานเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษา ให้เหล้าเท่ากับแช่ง ดื่มแล้วขับถูกจับคุมประพฤติ คุณมาทำร้ายฉันทำไม (บุหรี่) กอดคอคุยกับลูก (เพศ) ลดพุงลดโรค รักจริงรอได้ เป็นต้น ซึ่งงานทั้งหมดเกิดขึ้นโดยมี ไอ๋-สุพัฒนุช สอนดำริห์ นักวางแผนผู้อยู่เบื้องหลังแผนงานสื่อสารอันสร้างสรรค์

“ไอ๋มีความฝันที่อยากทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คิดว่าวิชาชีพนักโฆษณาของเราน่าจะเป็นประโยชน์ และรู้สึกว่าชอบบ่นเรื่องงานรัฐ เราเลยอยากพิสูจน์ตัวเองว่าถ้าตัวเองลองทำดูแล้วจะทำได้ไหม วันแรกที่มาทำงานยังไม่รู้เลยว่าได้เงินเดือนเท่าไหร่และอยู่ตำแหน่งอะไร พอทำงานไปก็เจออุปสรรคเยอะ แต่เราให้เวลาตัวเองสามปี มีเป้ากับตัวเองว่ายังไงก็จะไม่ท้อ เพราะตอนนั้นมีคนเสนองานให้เยอะเหมือนกัน ซึ่งทุกคนไม่เข้าใจว่าทำงานเอกชนอยู่ดีๆ ทำไมถึงออกมาทำภาครัฐ และตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก สสส. เพราะองค์กรเพิ่งตั้ง แต่ยังไงเราก็จะพิสูจน์ว่าความตั้งใจของเราจะทำได้ไหม ถ้าไม่รอดก็จะกลับไปทำเอกชน”

ปัจจุบันเธอทำงานที่ สสส.มานาน 14 ปี อยู่เบื้องหลังงานมากกว่า 200 แคมเปญ กับตำแหน่งที่เธอนิยามเองว่าเป็นนักการตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) นักการตลาดที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างสรรค์งานเพื่อการตลาด แต่ยังหวังที่จะสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น

“การที่เราจะออกแบบสิ่งที่จะทำให้สังคมดีขึ้น จุดเริ่มต้นต้องหากลยุทธ์ให้เจอก่อน หาโปรดักต์ให้เจอว่าเราจะชวนเขาทำอะไร ซึ่งมันไม่มีแบบสำเร็จ แต่มันได้มาจากการรีเสิร์ชข้อมูล คุยกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อหาให้เจอว่าอะไรเป็นตัวที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น จากนั้นจึงออกแบบเครื่องมือที่จะนำไปสู่เป้าหมาย และเราพบว่าเครื่องมือนั้นไม่ได้มีแค่การสื่อสาร แต่ยังมีเครื่องมือในเชิงการขับเคลื่อนจริง”

ผ่านพ้น 3 ปีที่ตั้งไว้มานาน วันนี้ไอ๋มีเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม คือ การสร้างวิชาชีพนักการตลาดเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะกับเด็กรุ่นใหม่ที่เห็นการทำงานของ สสส. แล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากใช้เครื่องมือทางการตลาดและการสื่อสารเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น

“มันคงดีถ้าเราตื่นขึ้นมาทุกวันแล้วได้ทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ แค่นั้นเอง แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันค้นพบว่าเหนื่อยมากที่เราจะทำอยู่ไม่กี่คน และเราก็เห็นว่าในเมื่อมันพิสูจน์ตัวเองได้ มันมีพื้นที่และโอกาสให้ทำเยอะมาก เป้าหมายของไอ๋เริ่มเขยิบขึ้นมาที่จะอยากเห็นวิชาชีพนี้เกิดขึ้น อยากเห็นกระบวนการความรู้ อยากเห็นคนรุ่นใหม่รับไม้ต่อ ซึ่งดีใจที่ตอนนี้มีคนสนใจมากขึ้น มีคนเห็นว่าการทำงานรัฐก็เท่ได้ไม่แพ้เอเยนซีโฆษณา และหาเลี้ยงตัวเองได้ด้วยแม้ว่าเงินเดือนจะไม่เท่ากับเอกชน แต่มันก็สามารถตอบคำถามตัวเองได้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร ความสุขของเราคืออะไร”

เธออยากเห็นประชาชนเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่อทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สังคมก็จะดีตามไปด้วยตามกลไก ดังนั้นเป้าหมายปลายทางของไอ๋และขององค์กร คือ อยากกระตุ้นให้คนไทยมีความรู้ ความเข้าใจด้วยตัวเอง ในการปรับการใช้ชีวิตไปสู่เฮลตี้ไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

“ระหว่างการทำงานจะมีปัญหาเข้ามาเสมอๆ และปัญหาในแต่ละครั้งมีจุดที่ยากและท้าทายตัวเอง แต่ความท้าทายนั้นไอ๋ได้ค้นพบว่าตัวเองจะเรียนรู้มันและมีวิธีคิดเชิงบวกกันมันได้ไหม แล้วเราจะปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ผ่านเรื่องนั้นไปได้หรือเปล่า มันเลยทำให้ในทุกๆ อุปสรรคหรือปัญหาเป็นจุดทบทวนชีวิตว่าเราจะเลือกไปทางไหน ท้อแล้วเลิก หรือจะเลือกเรียนรู้ ปรับปรุง แก้ไข พัฒนา ซึ่งบางทีเราก็ไม่แน่ใจว่าจะผ่านไปได้ไหมในจุดที่ยากมากๆ แต่ทุกครั้งไอ๋จะคิดถึงความสุขที่ได้เจอ”

เมื่อเป้าหมายใหญ่กว่าปัญหา เธอจึงเลือกที่จะแก้ปัญหาเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมาย แม้ว่าจะเหนื่อยทุกครั้ง แต่นับเป็นความเหนื่อยที่มีความสุขและเธอยังอยากตื่นขึ้นมาเจอทุกวัน

ปรารถนา จริยวิลาศกุล

 

พลังของการสร้างแบรนด์

โปรเจกต์มากมายที่นักกิจการเพื่อสังคมรู้จักกันดีทั้งคอนเสิร์ต เลิฟ อีส เฮียร์ (Love is hear) ผูกปิ่นโตข้าว รันฮีโร่รัน (Run Hero Run) สานต่อที่พ่อทำ และร้อยกรองด้วยจงรัก ซึ่งเบื้องหลังสำคัญมาจากการสร้างแบรนด์ของบี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล ที่คนอื่นนิยามเธอว่าเป็นนักสร้างแบรนด์เพื่อสังคม เพราะนอกจากเธอจะเป็นคนคิดไอเดียเจ๋งๆ แล้ว ยังเป็นพี่เลี้ยงให้กิจการเพื่อสังคมน้องใหม่ให้รู้จักการสร้างแบรนด์ด้วย

“คำว่าเพื่อสังคมเป็นปรัชญาในการทำงานตั้งแต่วันที่เราลาออกจากงานประจำ เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากทำอะไร หลังจากนั้นพอรับงานคอมเมอร์เชียลมาหนึ่งงาน เราจะไปทำงานเพื่อสังคมหนึ่งงาน ได้ไปเปิดเฮลป์ เดสก์ (Help Desk) ให้น้องๆ ที่ทำกิจการเพื่อสังคมเข้ามาปรึกษาเรื่องการทำแบรนด์ฟรี ซึ่งสุดท้ายแล้วเส้นที่แบ่งระหว่างเพื่อการค้ากับเพื่อสังคมจะหายไป เพราะลูกค้าจะรู้ว่าเราทำอะไร ลูกค้าที่เข้ามาก็จะมีความรับผิดชอบเพื่อสังคมด้วยเช่นเดียวกัน”

ในทัศนะของเธอ การสร้างแบรนด์มีเพียงศาสตร์เดียว คือ การนำความดีงามที่สุดขององค์กรนั้นออกมาให้เป็นที่ประจักษ์และเชื่อมโยงกับคนได้ ซึ่งนั่นคือ “อิคิไก” (IKIGAI Branding) เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า เหตุผลของการมีชีวิตอยู่หรือสิ่งที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า

“อิคิไกเป็นสิ่งที่ทุกคนมีและเป็นสิ่งที่ทุกคนเกิดมาเพื่อแสวงหามัน ถ้าเจอเร็ว ชีวิตของคุณจะมีค่ามาก จะมีความสุขมาก เพราะคุณจะรู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร ซึ่งสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คุณเก่ง สิ่งที่คุณน่าจะเลี้ยงชีพได้ และสิ่งที่โลกต้องการ ฉะนั้นมันไม่ใช่แค่แพสชั่น แพสชั่นไม่ได้ทำให้คุณไปไกล แต่มันต้องกลายเป็นอาชีพ”

อิคิไกของเธอคือ Branding for Better กล่าวคือ ศาสตร์ของแบรนด์สามารถทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ “หลังจากทำคอนเสิร์ต เลิฟ อีส เฮียร์ สำเร็จ ชีวิตนี้สามารถ ตายได้แล้ว เพราะเราทำอิคิไกสำเร็จแล้ว งานหลังจากนั้นถือว่าเป็นโบนัสของชีวิต” เลิฟ อีส เฮียร์ คือคอนเสิร์ตคนหูหนวกที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเงินสักบาท แต่สามารถสำเร็จได้จากน้ำพักน้ำแรงและน้ำใจ ซึ่งกลายเป็นเคสตัวอย่างของการทำอีเวนต์โดยไม่มีข้อแม้

บี๋แบ่งงานออกเป็น 4 อย่าง ได้แก่ มานะ คือ งานที่ใช้แรงโดยไม่ต้องคิดมาก มานี คือ งานที่ทำแล้วได้เงิน ปิติ คือ งานที่ทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และชูใจ คือ งานช่วยเหลือสังคม ซึ่งทั้งหมดเธอทำสำเร็จแล้ว และจะทำต่อไปไม่รู้จบ

เรื่องราวของเป็ดทั้ง 3 คนหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้หันมาทำอะไรดีๆ เพื่อคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นตัวอย่างของวิชาชีพด้านนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนที่สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทัศนคติของผู้คน และยิ่งใหญ่ถึงขนาดทำให้ประเทศไทยน่าอยู่ขึ้นได้จริง

 

บ้านรก! ทำเงินหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481917

บ้านรก! ทำเงินหาย

โดย…สมแขก ภาพ เอเอฟพี

รู้หรือไม่ว่านิสัยบ้าช็อปปิ้ง นอกจากจะพาเงินให้หมุนไปแล้ว บ่อยครั้งที่นำพาขยะหรือของไม่จำเป็นเข้าบ้านโดยไม่รู้ตัว เมื่อซื้อมาแล้วหากเก็บให้เข้าที่เข้าทางก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าซื้อแล้วซุก ยัด สอด เหน็บ ซ่อนของที่ซื้อไว้เป็นจำนวนมากมายมหาศาลในบ้าน นอกจากจะทำให้บ้านรกรุงรังแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่าความรกของบ้านทำให้คุณเงินหายไปหลายจำนวนทีเดียว

เพราะการวางของนอกตู้ให้ไม่เป็นที่เป็นทางหรือกองไว้ตามพื้น บางบ้านหรือคอนโดของบางคน วางของกองไว้ จนเหลือทางเดินเท่าทางแมว นอกจากทำให้สูญเสียพื้นที่ใช้สอยที่สำคัญของบ้านแล้ว ข้อเสียคือคุณจะไม่รู้หมวดหมู่ของสิ่งของ เช่น ของใช้จำเป็น ของไม่ใช้แล้ว หรือของที่ต้องซื้อใหม่ เป็นปัจจัยทำให้เงินคุณหายในเวลาต่อมา เงินหายในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าการหาเงินไม่เจอ แต่มันคือการซื้อของโดยไม่จำเป็น ทำให้เงินที่ควรจะเป็นเงินเก็บหลุดลอยหายไป ดังนั้นถ้าคุณอยากมีเงินเก็บ สิ่งที่ต้องเริ่มทำคือสำรวจบ้าน และจัดการให้สะอาดเรียบร้อย เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่นอกจากจะทำให้บ้านน่าอยู่แล้ว ยังทำให้คุณมีเงินเหลือเก็บไปเที่ยวสุดสัปดาห์ได้ด้วย

เริ่มเก็บบ้าน=เริ่มเก็บเงิน

บ้านไหนสะอาด ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบา นอกจากจะทำให้สุขภาพกาย สุขภาพใจผู้อยู่อาศัยดีตาม คุณจะมีพลังงานไปทำอย่างอื่น (ไม่มัวแต่หาของ) ไม่ต้องหาหมอบ่อยๆ เพราะแพ้อากาศ (บ้านรกก็อมฝุ่น) อยู่แล้วรวย ห้อง-บ้าน ของเราที่ดูสะอาด เป็นระเบียบ ทำให้เรารู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เห็นของที่จำเป็นต้องใช้ในบ้านจริงๆ และเห็นว่าอะไรไม่จำเป็นต้องซื้อ การเริ่มเก็บบ้านทำให้เราไม่ต้องซื้อของเพิ่ม เท่ากับประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้การเก็บกวาดหรือโละของไม่จำเป็นมาขาย ก็ทำให้มีรายรับกลับเข้ามาหาเรา ขยะในบ้านก็ลดลง

เก็บบิล ใบเสร็จให้เป็นที่

การจัดเก็บบิลหรือใบเสร็จ บัตรกำนัลแลกซื้อต่างๆ ให้อยู่เป็นหมวดหมู่ จะช่วยลดความรกของบ้านได้มากพอดู เพราะเพียงกระดาษใบจิ๋ว แต่วางเกลื่อนอยู่ทุกพื้นที่ในบ้านก็ทำให้บ้านดูรกได้ ดังนั้นการจัดเก็บ เช่น บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ของแต่ละเดือนควรแยกกล่องไว้เลยว่ากล่องนี้ใส่บิลรอจ่าย บิลไหนจ่ายแล้วก็เก็บเข้าอีกกล่องให้เรียบร้อย ข้อดีนอกจากเราจะหยิบจับ หาง่ายแล้ว ยังเป็นบันทึกช่วยจำของแต่ละบ้านได้ด้วยว่าเรามีรายจ่ายของบ้านในแต่ละเดือนเท่าไหร่บ้าง

แก้นิสัยบ้าซื้อของเข้าบ้าน

หลังจากเก็บของในบ้านให้ทุกอย่างมีที่ทางที่ชัดเจน สิ่งต่อมาที่ต้องทำคือปรับนิสัยชอบซื้อเล็กซื้อน้อย โดยเฉพาะคุณแม่บ้าน ของใช้ในบ้านบางอย่างซื้อเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องซื้อเผื่อเดือนหน้าหรือปีหน้า ซื้อเพียงเพราะกระหน่ำลดราคา เพราะถ้าคุณซื้อมาแล้วเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้หรือจนหมดอายุ ก็เท่ากับเปลืองเงินฟรี  แถมเปลืองพื้นที่เก็บ

จัดตู้เสื้อผ้า

ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าใหม่หรือเก่า ถ้าคุณเก็บเป็นที่เป็นทาง คุณจะจำเสื้อผ้าทุกตัวของคุณได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่บ่อยๆ ส่วนเสื้อผ้าตัวเก่งที่ใส่ประจำ แม้คุณจะเหนื่อยแสนเหนื่อยก็จงอย่าถอดเสื้อผ้าแล้วกองพะเนินเป็นเวลานานๆ เด็ดขาด นอกจากจะทำให้สภาพบ้านไม่เป็นที่เจริญหูเจริญตาแล้ว ยังทำให้เราลืมไปว่าเคยมีเสื้อผ้าแบบนี้ในบ้าน (ข้ออ้างของการซื้อใหม่) ฉะนั้นต้องหมั่นซักผ้า จัดตู้เสื้อผ้าให้เป็นระเบียบ เราก็จะสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าได้อีก