ดึงศักยภาพการประชุม ยุคใหม่ด้วย เลโก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481911

ดึงศักยภาพการประชุม ยุคใหม่ด้วย เลโก้

โดย…โยธิน อยู่จงดี

เลโก้ ตัวต่อชิ้นเล็กๆ หลากสีสัน ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในของเล่นเสริมทักษะของเด็กๆ ตลอดกาล แต่วันนี้ตัวต่อชิ้นเล็กๆ ได้พัฒนารูปแบบจากของเล่นสู่หนึ่งในเครื่องมือเสริมการทำงานแบบใหม่ ในนามของ เลโก้ ซีเรียส เพลย์ (Lego Serious Play) หรือเรียกสั้นๆ ว่า แอลเอสพี (LSP) เราเริ่มพูดคุยพร้อมทำเวิร์กช็อปสั้นๆ กับ ณฤดี  คริสธานินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเรก้า อินเตอร์เนชั่นแนล และผู้ก่อตั้ง www.LSPThailand.com เพื่อทำความเข้าใจกับเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าของเล่นชิ้นเล็กๆ นี้เปลี่ยนมาเป็นเครื่องมือพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในองค์กรได้อย่างไร

ไม่มีอะไรอธิบายการทำงานของแอลเอสพีได้ดีเท่ากับการลงมือทดลองด้วยตัวเอง ณฤดี ส่งแอลเอสพีชุดเริ่มต้นให้กับเราได้ทดลองประสิทธิภาพไปพร้อมกับเล่าความเป็นมา “ใจความสำคัญของเลโก้ ซีเรียส เพลย์ คือ ไม่ใช่ของเล่น (Toy) แต่เป็นเครื่องมือ (Tool) ในการทำงาน ดังนั้นเราจะไม่นำเลโก้ชุดสตาร์วอร์ส หรืออะไรประมาณนี้มาใช้ เพราะเลโก้ทุกชิ้นที่นำมาอยู่ในชุดของเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ได้ผ่านการค้นคว้า วิจัย และพัฒนามาแล้วว่าเหมาะสมกับการเสริมรูปแบบการทำงานของผู้ใหญ่

ในชุดแอลเอสพีจะมีหลายระดับ ตั้งแต่เริ่มต้นคนเดียวไปถึงการต่อเป็นทีม และตัวต่อก็จะมีการเลือกใช้สีและรูปแบบเฉพาะที่สามารถให้ความหมายได้หลายชั้น เช่น บันไดเป็นได้ทั้งการปีน ทางเดิน การเติบโต หรือชิ้นส่วนสีแดงอาจจะเป็นได้ทั้งโครงสร้าง หรือใช้สีแทนความรู้สึกอันตราย หรือจะเป็นสิ่งสำคัญก็ได้ นี่จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราคิดได้ลึกซึ้ง และเป็นกลุ่มก้อนได้มากขึ้น ทำให้ความคิดของทุกคนมีค่าและมีส่วนร่วม ยิ่งแตกต่างยิ่งดี เหมาะกับการร่วมกันคิดนวัตกรรม

จุดเริ่มต้นมาจากเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว บริษัท เลโก้ ประสบปัญหาเด็กๆ เปลี่ยนวิธีการเล่น จากที่เคยเป็นของเล่นที่ได้รับความนิยม ก็เปลี่ยนมาเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ทำให้เลโก้ต้องหากลยุทธ์ปรับตัวให้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป มีการทำเวิร์กช็อป ระดมสมอง ทำการตลาดคิดหาวิธีการให้เด็กกลับมาเล่นมากมาย แต่ว่าซีอีโอกลับไม่พอใจจากผลที่ได้จากกระบวนการเวิร์กช็อปเหล่านั้น เพราะสิ่งที่ได้มาไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง เลโก้แก้เกมดึงความสนใจของเด็กๆ ด้วยการปรับออกชุดเวอร์ชั่นต่างๆ ออกมาขาย ผลที่ได้ก็กระเตื้องยอดขายได้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เลโก้ต้องการในโลกการแข่งขัน ที่เปลี่ยนรูปแบบการเล่นจากของเล่นชิ้นๆ ไปสู่เกมคอมพิวเตอร์

 

 

จนกระทั่งมีคนคิดว่าในเมื่อเลโก้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาสมอง ทำไมเราไม่เอามาปรับปรุงพัฒนาให้เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในการทำงานของผู้ใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นบ้างล่ะ จึงเกิดเป็นกระบวนการแอลเอสพีขึ้นมา เลโก้ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดูแลและพัฒนาแอลเอสพีขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยมี เวิลด์ มาสเตอร์ เทรนเนอร์ 2 ท่าน คือ โรเบิร์ต ราสมุสเซน และ เพอร์ คริสเตียนเซน ผู้ก่อตั้ง Association of Master Trainers in the Lego Serious Play Method เป็นผู้ค้นคว้าวิจัยและพัฒนากระบวนการแอลเอสพีขึ้นมาโดยเฉพาะ”

โจทย์แรกของเราที่ได้รับจาก ณฤดี ก็คือให้ใช้เลโก้ที่มีอยู่ประมาณ 20 กว่าชิ้น สร้างตึกขึ้นมา โดยมีข้อแม้ว่าต้องมีคนยืนอยู่บนยอดตึก ให้เวลา 1 นาทีในการสร้าง ตัวต่อที่ดูเหมือนไม่น่าจะสร้างออกมาเป็นตึกได้ก็ออกมาเป็นรูปร่างแปลกตา ซึ่งแต่ละคนก็สร้างออกมาไม่เหมือนกัน แล้วให้แต่ละคนอธิบายว่าตึกนี้มีจุดเด่น แนวคิด และองค์ประกอบอะไรออกมาบ้าง ไม่น่าเชื่อว่าตึกที่สร้างโดยแทบจะไม่มีเวลาได้คิด จะสามารถบอกบุคลิกตัวตนลึกๆ ของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

ณฤดี อธิบายเพิ่มเติมในทันทีว่า สิ่งนี้เรียกว่าการใช้มือช่วยคิด เนื่องจากมือของคนเรามีระบบประสาทที่เชื่อมโยงพัฒนามาพร้อมๆ กับสมองตั้งแต่แรกเกิดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ “การคิดผ่านมือของเราจึงเป็นการคิดในรูปแบบใหม่ๆ ที่ช่วยให้เราหลุดกรอบกระบวนการคิดแบบเดิมๆ นำเราไปสู่แนวทางใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่มากกว่า

ในเวิร์กช็อปจะได้โจทย์เดียวกัน ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือมีเท่ากัน แต่ทุกคนจะต่อออกมาไม่เหมือนกัน และจะต้องอธิบายความคิดของตัวเองผ่านชิ้นส่วนเลโก้ที่สร้างมากับมือในระยะเวลาอันสั้น วิธีการนี้จะช่วยให้ทีมได้เห็นภาพความคิดของเพื่อนร่วมทีมในรูปแบบ 3 มิติ ซึ่งง่ายต่อการจดจำ เข้าใจ และยอมรับความคิดเห็นของอีกฝ่ายได้ดีกว่า

โดยทั่วไปแล้วเวลาที่เราประชุมงานหรือระดมไอเดีย เราจะเห็นภาพความคิดของคนอื่นในรูปแบบ 2 มิติ ผ่านตัวอักษรหรือการฟัง ซึ่งยากแก่การเข้าใจและตีความออกมา แต่พอได้เห็นงานเลโก้ของแต่ละคน เราจะข้ามเรื่องความรู้สึกเปรียบเทียบโดยใช้อีโก้เป็นตัวตัดสิน ไปสู่การเห็นภาพเดียวกันและให้การยอมรับความเห็นนั้น เพราะปัญหาของทุกองค์กรก็คือเวลาที่มีการประชุม ระดมสมองคิดหาไอเดียใหม่ๆ ออกมา แต่สิ่งที่ได้ออกมามีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่กระบวนการเลโก้ ซีเรียส เพลย์ จะเป็นกระบวนการที่มีการตั้งโจทย์ และทุกคนต้องสร้างคำตอบออกมา

การสร้างเลโก้ของผู้ใหญ่กับเด็กนั้นแตกต่างกัน เด็กจะสร้างโดยเน้นให้เหมือนหรือสร้างตามจินตนาการ แต่ผู้ใหญ่จะสร้างคำตอบเชิงสัญลักษณ์เปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นคำตอบจะมาเองโดยให้มือของเราเป็นการสร้างคำตอบ และอธิบายว่าตรงโมเดลนี้หมายความว่าอะไร ทุกคนจะได้แสดงความเห็นลึกๆ ของตัวเองออกมาผ่านโมเดลที่สร้าง และคนฟังก็จะฟังเพื่อทำความเข้าใจมากกว่าจะไปตัดสินว่าความคิดของเขานั้นดีหรือไม่ดี มันเป็นอารมณ์ของการประชุมแบบหนึ่ง ที่ทุกคนรู้สึกเซฟที่จะพูด เพราะกลัวว่าพูดไปแล้วความเห็นของเราจะไม่ดี ดังนั้นในการประชุมจึงมีน้อยมากที่คนเราจะออกความเห็นและทำความเข้าใจร่วมกัน

ทุกคนล้วนมีไอเดีย แต่การใช้เลโก้สร้างโมเดลความคิด อธิบายเชิงสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นเด็กฝึกงานที่เข้ามาได้เพียง 1 วัน ไปจนถึงเจ้าของบริษัททุกคนเท่ากันหมด สร้างออกมาแล้วยิ่งแตกต่างยิ่งดี เป็นกระบวนการที่เราปั้นความคิดของเราออกมา และเราเอาความคิดของทุกคนมารวมกันได้อีก และทุกคนจะเห็นภาพเดียวกันและสามารถนำมาโยงด้วยกันได้

ไม่ใช่เพียงการทำงานในระดับล่าง ในผู้บริหารระดับสูงมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจหลายอย่าง และการตัดสินใจส่วนใหญ่จะมาจากสูตรสำเร็จในอดีต และมักจะหลอกตัวเองว่าเราจะต้องจะหลุดจากวิธีคิดแบบเดิมๆ เราจะเป็นเจ้านวัตกรรม บริษัทเราจะก้าวไปข้างหน้า แต่สุดท้ายเราก็คิดแบบเดิมโดยไม่รู้ตัว”

 

อภิรักษ์ อภิสารธนรักษ์ กรรมการสมาคม ยังเพรสซิเดนท์ ออร์แกไนเซชั่น หรือวายพีโอ (Young President Organization-YPO) หนึ่งในองค์กรที่ได้ทดลองใช้เลโก้ ซีเรียส เพลย์ บอกกับเราว่า สมาคมเป็นองค์กรที่รวมผู้บริหารเบอร์หนึ่งของทุกองค์กร ในทุกๆ ปีจะมีการรวมกลุ่มกันร่วมกันทำเวิร์กช็อป เพื่อพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น โดยสำหรับปีนี้ได้มองหลายๆ ออปชั่นว่า มีเทรนนิ่ง หรือเวิร์กช็อปอะไรบ้างที่น่าสนใจ ซึ่งเลโก้ ซีเรียส เพลย์ เป็นสิ่งที่สมาคมยังไม่เคยลองใช้

“ผมคิดว่ามันน่าสนใจ คือเรามีการจัดเวิร์กช็อปกันทุกเดือน เราจึงเห็นอะไรมามากและทุกคนก็เป็นระดับประธานบริษัท และผู้บริหารเบอร์หนึ่งของทุกองค์กร และทุกคนก็ผ่านการอบรมมาเยอะ แต่พอเราเข้ามาทำเวิร์กช็อปนี้ ทำให้เรารู้ว่าเลโก้นั้นไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นเครื่องมือที่นำเราไปสู่คำตอบที่ต้องการ

โจทย์ของเราคือต้องการรู้ตัวตน ความคิด ความรู้สึกของสมาชิกแต่ละคนที่มีต่อองค์กร และนำไปสู่แผนการพัฒนาสมาคมต่อไป และเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ก็เป็นตัวทำให้เราเปิดใจได้มากขึ้น บางทีเราก็ใช้คำพูด บางทีชิ้นส่วนของเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ในการสื่อสารความคิดออกไปเพื่อสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ เพราะในการทำงานมีหลายสิ่งหลายอย่าง บางทีเราไม่สามารถพูดกันได้ เพราะเป็นความรู้สึกที่ยากแก่การอธิบาย แต่การใช้ตัวเลโก้และอธิบายออกมาในเชิงสัญลักษณ์จะช่วยทำให้เราสื่อความรู้สึกให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดีขึ้น

การทำเวิร์กช็อปที่ผ่านมา ผมคิดว่ามันช่วยได้เยอะ เราแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ช่วยกันโมเดลเลโก้ออกมาไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ถูกพูดสิ่งที่ถูกสื่อสารกลับออกมาในสิ่งเดียวกัน ทำให้เรารู้ว่าสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจเดียวกัน มีความรู้สึกเดียวกัน ได้รู้ความต้องการลึกๆ ของทุกคนในองค์กร เพื่อนำมาพัฒนาองค์กรด้วยกัน

 

ผมคิดว่าเลโก้เป็นเครื่องมือที่มหัศจรรย์ แต่ขาดอย่างเดียวคือคนที่จะนำมาใช้ ส่วนตัวผมงานโฆษณาผมทำเรื่องแบรนดิ้งเยอะมาก ผมคิดว่าเลโก้ ซีเรียส เพลย์ ทำให้คนเข้าใจเรื่องแบรนดิ้งมากขึ้น หลายๆ องค์กรต้องการความคิดสร้างสรรค์ และผมคิดว่าเลโก้ช่วยให้คนถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านเลโก้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ถ้าให้ผมเปรียบเทียบ มันคือระบบๆ หนึ่ง เช่น แอนดรอยด์ ที่สามารถทำให้คนสร้างและถ่ายทอดอะไรออกมาก็ได้ เลโก้เป็นแพลตฟอร์มเดียวกันที่สามารถปรับเปลี่ยนและสร้างอะไรออกมาก็ได้ ขาดแค่คนที่จะนำไปพัฒนาต่อเท่านั้นเอง ซึ่งผมว่าเครื่องมือนี้จะพัฒนาได้อีกเยอะมาก”

ณฤดี ทิ้งท้ายไว้ว่า หากให้พูดถึงความสำเร็จในการนำแอลเอสพีมาใช้ในการทำงาน ก็สามารถมองได้หลายมุมในการทำงานระดับองค์กร มีหลายองค์ประกอบที่ทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จ กระบวนการของแอลเอสพีเป็นเวิร์กช็อปอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการวางแผนที่ให้พนักงานร่วมกันใช้ศักยภาพของสมองแสดงความเห็นผ่านชิ้นส่วนเลโก้อย่างเต็มที่ เมื่อทำออกมาแล้วได้ผลสรุปออกมาเป็นภาพเดียวกัน นั่นก็คือความสำเร็จอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการคิดนวัตกรรม การวางแผนการตลาด การมีส่วนร่วมในการสร้างองค์กร หรือแม้กระทั่งการปรับใช้ในการค้นหาความคิดในจิตใต้สำนึกของลูกค้า แล้วแต่ว่าเราจะดีไซน์เวิร์กช็อปให้เป็นไปในรูปแบบไหน

เคล็ดลับในการใช้แอลเอสพีก็คือการตั้งโจทย์ขึ้นมาแล้วต่อแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ให้มือช่วยคิดช่วยดึงศักยภาพของสมองที่เหลือออกมาใช้ หยิบชิ้นส่วนขึ้นมาแล้วต่อทันที เมื่อเสร็จแล้วเราก็จะเห็นคำตอบใหม่ๆ ที่มีต่อโจทย์ ผ่านชิ้นส่วนที่สามารถใช้แทนสัญลักษณ์ความคิดนั้นนั่นเอง

 

ลงทุนซื้อเครือข่ายอาจได้แค่ตาข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481759

ลงทุนซื้อเครือข่ายอาจได้แค่ตาข่าย

โดย…วรธาร

สมัยนี้มีคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าหลายคนลงทุนลงแรงไปเรียนโน่นนี่นั่นเพื่อหาเครือข่าย แต่เสียดายที่หลายคนได้แค่ตาข่าย เป็นเพียงการรู้จักกันแค่ภายนอก แต่ไม่รู้จิตใจภายในของแต่ละคน เนื่องจากแต่ละคนก็มาหาผลประโยชน์บนเครือข่ายทางสังคมเหล่านั้น ที่สำคัญหลังจากจบคอร์ส จบโปรแกรม จบการสัมมนาดูงานแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานความสัมพันธ์ก็เริ่มเสื่อมไปตามกาลเวลา เครือข่ายก็ค่อยๆ หายไปพร้อมกับเงินก้อนใหญ่ที่สะสมมาทั้งชีวิต

ณรงค์วิทย์ แสนทอง วิทยากร นักเขียนและโค้ชผู้ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาตนเอง กล่าวว่า ถ้าใครที่มีเงินอยู่ก้อนหนึ่งแล้วต้องการไปเข้าสัมมนาหรือกิจกรรมอะไรๆ แล้วต้องการเครือข่าย ให้ลองถามตัวเองดูใหม่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างเครือข่ายได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้ หรือจะทำอย่างไรให้เงินก้อนนี้สร้างเครือข่ายที่เป็นเครือข่ายจริงๆ ไม่ใช่แค่โครงข่ายแบบไม่มีสัญญาณหรือเป็นแค่ตาข่าย

ณรงค์วิทย์ กล่าวว่า อยากจะบอกว่าหลายคนแย่กว่าคนซื้อหวยอีก เพราะคนซื้อหวยยังมีความเป็นไปได้บ้างแม้จะหนึ่งในร้อย หนึ่งในพัน แต่การลงทุนเสี่ยงเพื่อสร้างหรือซื้อเครือข่ายของคนบางคนแทบจะมองไม่เห็นโอกาสถูกเลยก็มี ได้แต่เพื่อน ได้แต่คนรู้จัก ถ้าถามว่าเพื่อนคนนั้นตอบโจทย์ชีวิตของเราไหม คำตอบของหลายคนคือไม่ใช่ ก็เป็นแค่รู้จักคนเยอะขึ้นเท่านั้น

“ผมอยากฝากถึงคนที่คิดจะลงทุนกับการสร้างเครือข่ายทั้งหลายว่า ถ้าเงินเยอะทำไปเถอะ แต่ถ้าเงินก้อนสุดท้ายและเงินก้อนนั้นเก็บมาทั้งชีวิต จงเก็บเงินไว้ดีกว่า ด้วยความปรารถนาดีจากคนธรรมดาที่อยากเห็นคนธรรมดาไม่ทุกข์เพราะโลภมากแล้วเสียโอกาส”

 

ทำ 3 ข้อ ก็ประสบความสำเร็จได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481758

ทำ 3 ข้อ ก็ประสบความสำเร็จได้

โดย…วรธาร

คนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้แนวทางปฏิบัติมากมายหลายข้อ บางคนเห็นแล้วไม่อยากทำตาม บางทีก็มากจนไม่รู้ว่าจะเน้นข้อไหนมากข้อไหนน้อย เพราะบางทีแนวทางปฏิบัติทั้งหมดนั้น บางข้ออาจไม่ได้หนีห่างกันมาก ถ้าปฏิบัติบางข้อได้ดีแล้วบางทีข้ออื่นบางข้ออาจไม่จำเป็นก็ได้

ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์ วิทยากรด้านการบริหารการผลิตและการจัดการให้กับสถาบันฝึกอบรมชั้นนำ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีที คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า จากการศึกษาค้นคว้าหนังสือแนวพัฒนาตนเองและเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจมาหลายเล่ม ทำให้รู้แนวคิด หลักการ และวิธีการปฏิบัติมากมายและนำมาปฏิบัติกับตัวเอง แต่สรุปแนวคิดในการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยแนวทางปฏิบัติสั้นๆ 3 ข้อ

1.การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เป้าหมายเดียวอย่าไขว้เขว เช่น เป้าหมายในการทำงาน เป้าหมายในการเรียน ครอบครัว สุขภาพ การเงิน ธุรกิจ หรือเรื่องอื่นๆ ที่เราสนใจให้ชัดเจน และให้แบ่งเป้าหมายออกเป็นระยะๆ เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและประเมินผล ส่วนเป้าหมายตามระยะเวลา ได้แก่ เป้าหมายประจำปี ประจำเดือน ประจำสัปดาห์ และประจำวัน ค่อยๆ ทำแผนออกมาคร่าวๆ ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาต่างๆ ถ้าทำแบบนี้ได้จะยิ่งดีมาก เช่น สิ้นปีจะมีเงินเก็บ 1 แสนบาท ก็ต้องวางแผนเอาไว้ว่าแต่ละเดือน แต่ละสัปดาห์จะใช้เงินเท่าใด และเก็บเท่าไหร่ ปีนี้ต้องเรียนจบปริญญาให้ได้ ปีนี้ต้องเลื่อนขั้นให้ได้ ปีนี้จะต้องอ่านหนังสือเดือนละ 1 เล่มให้ได้ หรือจะทำธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น

2.รู้และทำในสิ่งต้องทำอย่างไม่ลดละ กัดไม่ปล่อย ทำแบบสุนัขจนตรอกคือ สู้ยิบตา ไม่สำเร็จไม่เลิกรา เช่น เราทุกคนรู้ดีว่าการอ่านหนังสือและการทำสมาธิดีต่อการทำงาน การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ทำให้ร่างกายเราแข็งแรง การนอนเร็วตื่นแต่เช้า ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ดีต่อสุขภาพ เราก็ทำ หรือในเนื้องานของเราก็ต้องทำงานที่เป็นหัวใจ ส่วนงานปลีกย่อยก็แจกจ่ายให้ลูกน้องทำ

สมมติเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้างาน งานที่เราต้องทำ เช่น การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา การสร้างมาตรฐาน การปรับปรุงงาน การวางแผนงาน การพัฒนาทีม สิ่งเหล่านี้คือหัวใจของงาน ก็ต้องทำ ส่วนงานที่ไม่ค่อยสำคัญ งานหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ หรืองานที่ไม่สมควรทำ เช่น งานเอกสารที่ไม่สำคัญ งานพิมพ์รายงาน ถ้าไม่ใช่หน้าที่ของเราก็ฝึกมอบหมายงานให้ลูกน้องไปทำบ้าง อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว นอกจากนี้ยังไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เช่น เล่นโทรศัพท์ สังสรรค์กับเพื่อนบ่อยเกินไป เป็นต้น

3.ชนะใจตัวเอง พูดง่าย ทำง่าย หรือใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง มุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง และมีวินัยในตัวเองเท่านั้น

กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีที คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า แนวคิดนี้มหาเศรษฐี คนที่รวยติดอันดับโลก ผู้ที่ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลโนเบลทุกคนต่างปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ ถ้าใครทำได้ครบถ้วนกล้ารับรองได้เลยว่าต้องเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งแน่นอน ลงมือทำเลย

 

มนัส จรรยงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481678

มนัส จรรยงค์

ปี 2550 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เป็นปีครบรอบชาตกาล 100 ปี มนัส จรรยงค์ นักเขียนแม่แบบผู้ทรหดบนเส้นทางวรรณกรรมไทย

โดย…พริบพันดาว

เพราะฉะนั้น ในปี 2560 นี้ จึงเป็นปีครบรอบชาตกาล 110 ปี ของ มนัส จรรยงค์

ประภัสสร เสวิกุล นักเขียนนิยายนามระบือและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และเป็นอดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ผู้เพิ่งล่วงลับไปเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา ได้เขียนในบทความชื่อ “เทพบุตรแห่งสวนอักษร” กล่าวถึง มนัส จรรยงค์ อย่างยกย่องเชิดชูด้วยความชื่นชมว่า

“หากเอ่ยฉายา เทพบุตรแห่งสวนอักษร นักอ่านส่วนใหญ่คงจะทราบได้โดยทันทีว่า นั้นหมายถึงราชาเรื่องสั้นไทยที่ชื่อ มนัส จรรยงค์ แม้มนัสจะเสียชีวิตไปเป็นเวลานานถึง 46 ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงและผลงานของเขาก็ยังคงเป็นที่กล่าวถึงเสมอ และเป็นเรื่องบังเอิญที่ผมเพิ่งจะรื้อตู้หนังสือและเจอพ๊อคเก็ตบุ๊ครวมเรื่องสั้นชุด จับตาย ของ มนัส จรรยงค์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2527 โดยสำนักพิมพ์วลี ราคา 20 บาท เปิดอ่านทวนความจำ…

 

“…ผลงานด้านเรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ ทั้งในชื่อจริง และนามปากกา ‘อ.มนัสวีร์’ ‘รุ่ง น้ำเพชร’ ‘ฤดี จรรยงค์’ ฯ น่าจะมีมากกว่า 1,000 เรื่อง นอกจากนี้ ยังมีสารคดีและเรื่องยาวอีกจำนวนหนึ่ง เรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ ได้รับการยกย่องว่ามีความโดดเด่นในเนื้อหา ความงดงามของภาษา ความคมคายในความคิด นอกเหนือจากความสนุกสนานเร้าใจ และสะท้อนภาพของชาวบ้านและผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างมีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ เสน่ห์ประการสำคัญของมนัสเป็นดังที่ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ บันทึกไว้ว่า ‘เราจะไม่เคยได้ยินเสียงร้องอุทธรณ์ ถึงความยากไร้ดังออกมาจากเรื่องสั้นของเขา แต่เราจะมองเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่เข้าใจในโลกและชีวิต และไม่ยอมพ่ายแพ้’”

ในตำแหน่งที่คนรุ่นหลังและนักเขียนด้วยกันสถาปนาให้เป็น “ราชาเรื่องสั้นของเมืองไทย” คงไม่เกินจริง มาลัย ชูพินิจ นักเขียนนามอุโฆษของไทยที่อยู่เหนือกาลเวลาอีกคนหนึ่ง ให้ฉายา มนัส จรรยงค์ ว่าคือ “แจ๊ค ลอนดอนเมืองไทย”

แล้ว แจ๊ค ลอนดอน เหมือน มนัส จรรยงค์ อย่างไร? เขาเป็นนักเขียนอเมริกัน มีชีวิตอยู่คร่อมระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 ใช้ชีวิตเป็นคนทำงาน คนเร่ร่อน เคยหยุดเรียนหนังสือเพื่อออกมาหางาน-เงิน เพื่อเลี้ยงชีพ ใช้ชีวิตคลุกคลีกับชนชั้นกรรมาชีพมาโดยตลอด เช่นเดียวกับมนัส ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับชาวบ้านและชนชั้นทำงานโดยทั่วไปอย่างกำซาบได้ถึงเลือดเนื้อชีวิตและวิญญาณ

เช่นกัน ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ตั้งฉายาให้ มนัส จรรยงค์ ด้วยความรักและนับถือว่า “คอลด์เวลล์แห่งลุ่มแม่น้ำเพชร” ใช่แล้วในความหมายที่เชิดชูเทียบกันกับ เออร์สกิน เพรสตัน คอลด์เวลล์ นักเขียนอเมริกัน ที่เขียนถึงชีวิตของผู้คนยากจนที่มีทั้งชาวผิวขาวและผิวดำในชนบททางภาคใต้ของสหรัฐ อันเป็นถิ่นกำเนิดของเขา ด้วยท่วงทำนองหม่นเศร้าและเป็นจริง หนังสือของคอลด์เวลล์ในแบบปกอ่อนขายได้กว่า 80 ล้านเล่ม และถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 40 ภาษา เขาจึงเป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่มีผู้อ่านมากที่สุดคนหนึ่ง

หากย้อนเวลากลับไปในปี 2473 ที่ มนัส จรรยงค์ มีงานเขียนเรื่องแรกไปตีพิมพ์ จนถึงบั้นปลายชีวิตในปี 2508 จากอายุขัยเพียง 58 ปี ที่จากไป ด้วยปริมาณที่มากมายแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

 

อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เคยกล่าวว่า

“มนัส จรรยงค์ เป็นยักษ์ใหญ่ของวงวรรณกรรมไทย ผลงานของเขาเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่หลั่งไหลขึ้นมาโดยไม่หยุดยั้งได้ตอกย้ำลงไปในความรู้สึกของนักอ่านว่า นี่คือวรรณกรรมที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่สามารถสร้างขึ้นได้จากชีวิตไทยทั่วๆ ไป ทำให้มหึมาขึ้นด้วยความสามารถพิเศษส่วนตัวของเขา มีวิธีการเลือกจับจุดเด่นของชีวิตอันหลากหลายพลิกขึ้นมาให้ต้องแสงเดือนแห่งธาตุแท้ของมนุษย์ ขัดให้สุกปลั่งด้วยวิธีการเสนอที่เชี่ยวชาญ แล้วเป่า…เพี้ยงกำกับลงด้วยอาคมเฉพาะตัวคือ ความทรหด ความเรียบง่าย ความสุข ความเศร้า ความเป็น ความตาย ทางออกแบบลิขิตแทนพรหม และอาวุธที่ชโลมมากับอารมณ์ขัน”

เรื่องสั้นเรื่อง “จับตาย” ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย แปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อว่า “Shoot To Kill” โดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร และตีพิมพ์ในนิตยสาร SPAN : An Adventure in Asian and Australian Writing ของสมาคมนักเขียนแห่งออสเตรเลีย (The Followship of Australian Writers) เมื่อปี 2501 และในปี 2525 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้ยกย่องให้ มนัส จรรยงค์ เป็นหนึ่งใน 15 นักเขียนเรื่องสั้นไทยดีเด่นในรอบ 100 ปี และเป็นปีเดียวกันที่เรื่องสั้น “จับตาย” ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และออกฉายในปีเดียวกัน

เรื่องสั้นของ มนัส จรรยงค์ มีแก่นเรื่องชัดเจน ลงลึกไปในจิตใจของตัวละคร สะท้อนถึงประสบการณ์และความจัดเจนในชีวิต แสดงให้เห็นถึงโลกทัศน์หรือมุมมองชีวิตที่มีต่อโลก มีความเป็นมนุษยนิยมอย่างถ่องแท้ ซึ่งสมควรที่จะไปหามาอ่านกันเพราะอยู่เหนือยุคสมัยและมีสารัตถะของชีวิตอยู่ครบครัน

 

ชกมวย-ครอสฟิต ให้หุ่นเฟิร์ม เวฬุรีย์ ดิษยบุตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481669

ชกมวย-ครอสฟิต ให้หุ่นเฟิร์ม เวฬุรีย์ ดิษยบุตร

โดย…ภาดนุ

สาวสวยวัย 25 ปี ฝ้าย-เวฬุรีย์ ดิษยบุตร อดีตมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2014 จบปริญญาตรี ภาควิชาภาษาอังกฤษ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ล่าสุดเธอกำลังมีผลงานละครไทยย้อนยุคเรื่อง “เฉลยศึก” ทางช่อง 8 ที่ออกอากาศทุกวันพุธ-พฤหัสบดี ช่วงเวลา 09.00 น. และ 20.00 น. เป็นอีกหนึ่งสาวที่หันมาออกกำลังกายเพื่อสร้างความฟิตแอนด์เฟิร์มให้กับร่างกายด้วยการ “ชกมวย” และ “ครอสฟิต” จนเจ้าตัวบอกว่าเริ่มหลงรักกีฬา 2 ชนิดนี้เข้าอย่างจังซะแล้ว

“การที่ฝ้ายหันมาเล่นกีฬาชกมวย (Boxing) ซึ่งก็เป็นกีฬายอดฮิตในหมู่สาวๆ ช่วงที่ผ่านมา เพราะมีคนแนะนำว่าการออกกำลังกายด้วยการชกมวยในแต่ละครั้งจะช่วยลดน้ำหนักได้ดี เพราะสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 600-800 แคลอรี/ครั้งที่ได้ชก และพอได้ไปลองจริงๆ มันเหนื่อยมากค่ะ (หัวเราะ) ช่วงแรกๆ ฝ้ายก็ไปชกมวยหลายที่เลย กระทั่งล่าสุดได้ไปชกที่ Heat Fitness ซึ่งอยู่แถวรัตนาธิเบศร์ โดยมีเทรนเนอร์ส่วนตัวเป็นผู้ฝึกสอน รวมทั้งเป็นคู่ซ้อมหรือคนล่อเป้าให้เราชกไปด้วยในตัว

ซึ่งเทรนเนอร์ก็จะวางโปรแกรมการชกมวยให้ โดยเริ่มจากการวอร์มอัพร่างกายให้กล้ามเนื้อรู้ตัวก่อน ตามด้วยเต้นฟุตเวิร์กออกกำลังขา แล้วก็สอนการชก การใช้หมัดอัพเปอร์คัต การเตะ รวมทั้งวิธีบิดสะโพกเนื่องจากผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยบิดสะโพกเวลาเตะ เป็นต้น หลังจากเทรนได้ 3-4 ครั้ง ก็เริ่มเป็นแล้วค่ะ ช่วงแรกๆ ที่ฝึกนี่รู้สึกว่าโหดมาก คือต้องใช้แรงเยอะ เลยรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน แต่พอผ่านมาได้ก็รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น เพราะการชกมวยได้ทั้งกล้ามเนื้อและการคาร์ดิโอหัวใจเลยค่ะ”

 

ฝ้ายบอกว่า ตั้งแต่เริ่มชกมวยมาจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 1 ปีแล้ว เธอพบว่าหลังจากเล่นเสร็จจะรู้สึกแฮปปี้มาก เพราะได้เหงื่อเยอะ รูปร่างเฟิร์มขึ้น แถมเมื่อต่อยมวยเสร็จแล้ว เทรนเนอร์ก็จะให้ซิตอัพและเล่นหน้าท้องต่อเลย เพราะการต่อยมวยจะต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเยอะมาก ดังนั้นร่างกายจึงต้องแข็งแรงและพร้อมอยู่เสมอ

“ตั้งแต่ชกมวยน้ำหนักฝ้ายลดลงไปพอสมควร (สูง 172 ซม. หนัก 56 กก.) แต่ที่เห็นได้ชัดเจนสุด ก็คือ กล้ามเนื้อตามร่างกายกระชับขึ้น หลังชกมวยเสร็จจะรู้สึกสดชื่นมาก ก็คิดว่าตัวเองคงจะชกมวยต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ สำหรับผู้ที่คิดจะเริ่มชกมวยบ้าง สิ่งแรกคือให้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม (หัวเราะ) แต่ไม่ต้องกลัวนะ ผู้หญิงสามารถชกมวยได้สบายมาก ซึ่งมันจะช่วยฝึกความแข็งแรงให้ทั้งตัวเลยล่ะ แถมเบิร์นไขมันได้ดี แล้วหัวใจเรายังทำงานดีขึ้นด้วย เรียกว่าดีทุกอย่าง แต่ต้องมีความตั้งใจนะ อย่าเพิ่งท้อไปก่อน เพราะเทรนเนอร์จะถามตั้งแต่แรกเลยว่า เรามีจุดประสงค์อะไร เพื่อลดน้ำหนัก หรือเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย ฉะนั้นถ้าสาวๆ สนใจก็มาเล่นได้เลยค่ะ

นอกจากชกมวยแล้ว ฝ้ายยังออกกำลังกายด้วย ‘ครอสฟิต’ (Crossfit) ซึ่งเป็นเวทเทรนนิ่งประเภทจับเวลาเป็นเซตๆ อีกด้วย ซึ่งกีฬาชนิดนี้ฮอตฮิตมากในต่างประเทศ ครอสฟิตจะมีการใช้ทั้งอุปกรณ์ยกน้ำหนัก เช่น ดัมบ์เบล บาร์เบล เชือก และอื่นๆ รวมทั้งใช้พลังของร่างกายของผู้เล่น เช่น การวิ่งเป็นหลัก ซึ่งฝ้ายก็เล่นกีฬานี้มาได้สักพักแล้วเหมือนกัน”

ฝ้ายเสริมว่า ครอสฟิตสามารถช่วยลดน้ำหนักและช่วยให้กล้ามเนื้อเฟิร์มขึ้นเช่นกัน พูดง่ายๆ ว่าในหนึ่งสัปดาห์เธอจะชกมวยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ครั้งละ 1 ชั่วโมง) สลับกับการเล่นครอสฟิตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ครั้งละ 1 ชั่วโมง) ซึ่งการออกกำลังกายทั้งสองชนิดนี้ เธอชอบมากจนถึงขั้นที่เรียกว่าติดเลยก็ว่าได้

 

“ฝ้ายก็มีคำแนะนำสำหรับสาวๆ ที่ชอบกีฬาทั้งสองชนิดนี้ด้วยเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะการชกมวย บางครั้งขาของคุณอาจจะเกิดการเขียวช้ำเพราะการซ้อมเตะได้ ดังนั้นเวลาชกมวยแนะนำว่าควรใส่สนับแข้งหรือพันผ้าด้วยทุกครั้งก็จะช่วยป้องกันการเกิดรอยช้ำได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างคืออย่าหักโหมเกินไป ควรรู้ลิมิตหรือความสามารถของตัวเองว่าทำได้แค่ไหน เพราะหากฝืนมากไปก็อาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

ส่วนในเรื่องของอุปกรณ์ เช่น ผ้าพันมือ นวม และสนับแข้ง สาวๆ ที่ชอบความเป็นส่วนตัวก็อาจจะลงทุนซื้อมาเป็นของตัวเองเลยก็ดีค่ะ เพราะทั้งสะดวกและสามารถทำความสะอาดด้วยตัวเองได้ ส่วนเสื้อผ้าควรเป็นเสื้อยืดหรือเสื้อกล้ามและกางเกงเลกกิ้งที่ใส่แล้วทะมัดทะแมง ถ้าเนื้อผ้าทำจากคอตตอนหรือใยสังเคราะห์ชนิดพิเศษที่สามารถซับเหงื่อและช่วยระบายความร้อนได้ก็จะดีมากๆ เลยค่ะ” ฝ้ายกล่าวทิ้งท้าย

เอาล่ะ ใครที่เป็นแฟนคลับของสาวสวยคนนี้ ติดตามผลงานละครและไลฟ์สไตล์ของเธอได้ที่ IG : faiweluree เลยจ้า

 

ชลดา เวยื่อ ความสุขของคนรักบ้านดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481664

ชลดา เวยื่อ ความสุขของคนรักบ้านดิน

โดย…วรธาร

เอ่ยชื่อ ครูจุ้ย-ชลดา เวยื่อ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 2 (แม่ต๋ำดรุณเวทย์) สังกัดเทศบาลเมืองพะเยา น้อยคนใน จ.พะเยา จะไม่รู้จัก เพราะเปิดสอนการสร้างบ้านดินให้กับคนที่สนใจต้องการนำองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายให้คนอื่นๆ รวมถึงคนที่อยากจะมีบ้านดินของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปจ้างช่างอันเป็นการสิ้นเปลืองงบสร้างบ้าน โดยไม่จำเป็นมาร่วมเกือบ 10 ปี โดยใช้เวลาในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

ยิ่งพอตั้งเพจบ้านดินคำปู้จู้ live & learn mud house ขึ้นมา จึงมิใช่เฉพาะคนพะเยาเท่านั้นที่รู้จักครูจุ้ย แต่ทุกภาคทั่วประเทศเดินทางมาเรียนและหาความรู้เรื่องบ้านดินกับเธอไม่ขาดสาย โดยเปิดสอนทำบ้านดินหลายคอร์สให้เลือกเรียนตามความต้องการและความสะดวกของแต่ละคน ส่วนราคาแต่ละคอร์สก็แตกต่างกันไป

ทว่า ใช่จะมีแต่คอร์สที่ต้องจ่ายค่าเรียนเท่านั้น ครูจุ้ยยังให้ทุนเรียนฟรีอีกด้วยคือ “ทุนเพื่อคนรักบ้านดินจริงจังหวังสร้าง” ซึ่งจะเปิดให้สมัครเป็นระยะๆ รับครั้งละ 4 คน คนที่สมัครต้องมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ 1.เป็นครูอายุระหว่าง 25-40 ปี ที่อยากเอาความรู้ไปบูรณาการกับการเรียนการสอนและครูที่ไม่อยากเป็นหนี้มหาศาลเพราะบ้าน 2.คนที่ทำบ้านดินแล้วประสบปัญหาในการสร้างบ้านดิน 3.ผู้ที่คิดว่าบ้านดินคือความหวังที่จะเติมเต็มชีวิต 4.ผู้มีใจอยากเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง และ 5.เป็นคนตั้งใจมาเรียน กินง่าย อยู่ง่าย ไม่เป็นภาระ ส่วนวิธีการสมัครและการเปิดรับสมัครขอทุนจะเป็นช่วงไหนนั้นครูจะแจ้งไว้ในเพจบ้านดินคำปู้จู้

 

บ้านดินบ้านในสไตล์ตัวเอง

ครูจุ้ยที่เป็นครูมา 15 ปี เล่าถึงที่มาของการหลงรักรักบ้านดินให้ฟังว่า เริ่มจากตอนที่ไม่มีบ้านก็คิดอยากจะมีบ้านเหมือนคนอื่นๆ ที่ยังไม่มี แต่บ้านต้องตรงกับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตที่เป็นตัวเองมากที่สุด ซึ่งเธอเป็นคนชอบวิถีธรรมชาติ เพราะฉะนั้นบ้านที่สร้างตามโครงการต่างๆ ที่แม้จะดูสวยงามแต่ก็ไม่ใช่บ้านในฝันหรือในสไตล์ของตัวเอง จึงพยายามเสาะแสวงหาไปในที่ต่างๆ จนในที่สุดก็รู้ว่าบ้านดินคือคำตอบ สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้

“แรกๆ จุ้ยชอบบ้านแบบปูนเปลือย ดูธรรมดา เรียบง่าย ไม่ยุ่งยาก สวยงามแบบมีสไตล์ดีเหมือนกัน แต่ช่วงหลังมีโอกาสไปเห็นบ้านดินแล้วมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ตกหลุมรักบ้านดิน เช่น หน้าร้อนอากาศข้างในเย็นพอดีไม่ร้อน ส่วนหน้าหนาวก็อุ่น ที่สำคัญการสร้างบ้านดินเป็นวิถีของการพึ่งตนเองอย่างแท้จริงสร้างเองได้ด้วยมือเรา ราคาไม่แพง ประหยัดงบมากกว่าสร้างบ้านทั่วไปเพราะไม่ต้องจ้างช่าง

ในปี 2551 จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลเรื่องบ้านดิน ทว่าในช่วงนั้นความรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านดินหาได้ยากมาก เพราะอินเทอร์เน็ตไม่ได้เข้าถึงทุกคน ทำให้ต้องเดินทางไปทั่วภาคเหนือทุกที่ที่มีการทำบ้านดิน เช่น ที่พันพรรณของพี่โจน จันได ตอนนั้นพี่โจนยังไม่ได้เขียนตำราแต่มีซีดีทำบ้านดินออกมาก็ซื้อซีดีมาดูตอนหลังมีหนังสือออกมา รวมทั้งศึกษาตำราบ้านดินของกลุ่มอาศรมวงศ์สนิท เก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ ทำให้เข้าใจบ้านดินมากขึ้น

 

ต่อมาในปี 2553 ได้ทำวิจัยเรื่องการก่อสร้างเรือนดินดิบแบบยกพื้นใต้ถุนสูงสำหรับชาวชนบทไทย กรณีตัวอย่างเรือนดินดิบสำหรับชาวชนบท 8 จังหวัดภาคเหนือ ของจุ้ยจะทำของ จ.พะเยา เป็นการทำร่วมกันกับผู้วิจัยหลักคืออาจารย์สถาปัตย์ จากมหาวิทยาลัยสวนสุนันทา ยิ่งทำให้มั่นใจว่าบ้านดินคือบ้านในสไตล์ตัวเอง จากนั้นก็หาพื้นที่สร้างบ้านและตัดสินใจทำด้วยตัวเอง” ครูจุ้ยเล่าความสนใจในบ้านดิน

สร้างบ้านดินที่สวยงามน่าอยู่

ในปี 2555 ครูจุ้ยพร้อมสามีจึงเริ่มถมที่ จากนั้นเริ่มสร้างบ้านด้วยตัวเอง โดยใช้วิชาความรู้จากตำราต่างๆ ที่สะสมมา และดูจากซีดีของโจน จันได ทุกวันหลังจากกลับจากสอนหนังสือที่โรงเรียนและในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทั้งคู่มาทำอิฐ ค่อยๆ สร้างมาเรื่อยในที่สุดบ้านก็เสร็จโดยใช้เวลาสร้าง 2 ปีเท่านั้น

“บ้านดินของเรา 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องโถงใหญ่ พื้นที่รวม 150 ตร.ม. จากราคาบ้านทั่วไป 3 ล้านกว่าบาท แต่เราทำอยู่ที่ 1.2 ล้านบาท และถ้าหากทำอีกครั้งตามความรู้ ณ ปัจจุบันบอกเลยว่าหลังขนาดนี้ แน่นๆ แบบนี้ ไม่เกิน 4 แสนบาทค่ะ นี่คือบ้านดินทำเอง

 

เราสร้างบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง เหยียบ อัด ก่อ ฉาบ ทำสี ทุกอย่างหรืออะไรที่เป็นงานดินเราทำเองทั้งหมด จะมีก็แค่โครงสร้างเท่านั้นที่ให้ช่างทั่วไปมาขึ้นโครงให้ตามที่เราออกแบบไว้ อยากได้บ้านดินร่วมสมัย สวยงาม อยู่ง่าย ทำได้เองแบบหลังนี้ประหยัดค่าสถาปัตย์ไปเยอะมาก

ขณะที่สตูดิโอหลังเล็กของเราใช้งบประมาณ 3 หมื่นบาท ทำเองตั้งแต่ฐานรากยันหลังคาพื้นที่ 16 ตร.ม. ใช้อิฐดินไป 1,100 ก้อน ก่อและทำเฟอร์นิเจอร์ เชื่อไหมประหยัดเงินและเวลาได้มากกว่านี้ เพียงแค่มีความรู้ในงานดินและงานช่างก็ทำได้แล้ว”

การที่ครูจุ้ยสร้างบ้านดินของตัวเองออกมาแข็งแรง สวยงาม ดูดีมีสไตล์ และน่าอยู่นั้นถือเป็นการฉีกภาพของบ้านดินแบบเดิมๆ ที่คนทั่วไปมักจะมองว่าเป็นบ้านซอมซ่อ ดูเหมือนกระต๊อบเก่าๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ครูจุ้ย กล่าวว่า ทุกคนสามารถสร้างบ้านดินให้สวยงาม ดูดี น่าอยู่และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่เราต้องการได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ แต่ถ้าคิดว่าพออยู่อาศัยก็จะได้บ้านดินอีกแบบ

“ทุกวันนี้จุ้ยและครอบครัวมีความสุขมากกับบ้านหลังนี้ เพราะเป็นความภาคภูมิใจเนื่องจากเราสร้างเองด้วยมือของเรา และด้วยความภูมิใจนี้ก็อยากแบ่งปันความรู้และความสุขที่ได้รับให้กับคนอื่นที่อยากจะมีบ้านแนวนี้ของตัวเอง จึงได้สร้างเพจบ้านดินคำปู้จู้ live & learn mud house ขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารและแบ่งปันความรู้ด้วยการเปิดสอนให้กับคนทั่วไปที่สนใจในบ้านดิน”

 

ครูจุ้ยเชื่อว่าบ้านดินทุกคนสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปจ้างช่างและแรงงานให้เสียงบประมาณ เพียงแต่ต้องศึกษาเรียนรู้ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในทุกขั้นตอนต่อไปก็จะเกิดความชำนาญเอง

“เรื่องบ้านดินครูก็เริ่มจากไม่รู้อะไรมาก่อน แต่เพราะอยากมีบ้านของตัวเองและบ้านเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นครูจึงต้องเสาะแสวงหาความรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองจากการศึกษาจากตำราต่างๆ โดยที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมที่ไหนเลย แล้วระยะเวลาเมื่อมีความรู้ก็ลงมือสร้างเองแล้วครูก็ทำได้และทำสำเร็จอย่างดี ครูจึงเชื่อว่าทุกคนทำได้”

ใครที่อยากจะมีบ้านดินลองไปเรียนกับครูจุ้ยดู เชื่อว่าประสบการณ์เกือบ 10 ปี ของครูสามารถที่จะย่นย่อทุกเนื้อหาความรู้ให้กับทุกคนโดยไม่ต้องลองผิดถูก อยู่ที่กล้าแลกไหมเรียนหลักพัน สร้างบ้านหลักล้าน อย่างคุ้มค่า

 

โรซี่-ชีรา ชูวิเชียร นางแบบอินเตอร์ บนแคตวอล์กที่มีขวากหนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481662

โรซี่-ชีรา ชูวิเชียร นางแบบอินเตอร์ บนแคตวอล์กที่มีขวากหนาม

โดย…มัลลิกา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ต้องพักรวมอยู่กับเพื่อนนางแบบที่โมเดล อพาร์ตเมนต์ ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวเลย เปรียบห้องเล็กเท่ารูหนูและสกปรกมาก ผู้หญิง 6 คนต่อห้องน้ำ 1 ห้อง บางทีก็เจอสิ่งที่ไม่คาดคิดในห้องน้ำ นางแบบบางคนดื่มเหล้าเล่นยา มีพาผู้ชายมานอน ของกินในตู้เย็นก็ยังหาย เงินนี่ต้องพกติดตัวตลอด รู้สึกไม่ปลอดภัย มีความเครียดตลอดเวลา แถมยังบอกพ่อแม่ไม่ได้อีก”

นี่คือคำบอกเล่าจากภาพในความทรงจำเมื่อครั้งเธอไปเริ่มต้นเป็นนางแบบอาชีพที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลายคนคงเคยเจอสภาพเยี่ยงนี้ แต่สำหรับผู้หญิงชื่อ “โรซี่-ชีรา ชูวิเชียร” เป็นการอยู่การกินการใช้ชีวิตที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะอยู่เมืองไทยฐานะจากครอบครัว (เป็นบุตรของ พล.ท.นพ.ธนู ชูวิเชียร ศัลยแพทย์ผ่าตัดไตและระบบทางเดินปัสสาวะ กับ พล.อ.พญ.พรรณบุปผา ชูวิเชียร อายุรแพทย์ และเป็นแพทย์หลวงจิตรลดา) และการศึกษา เธอก็สามารถประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงตัวเองให้สุขสบายได้ ทว่าเธอเลือกที่จะเป็น “นางแบบ” และเป็น “นางแบบอินเตอร์” ซึ่งบนแคตวอล์กนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่สาวๆ ฝันถึง กว่าจะได้เดินออกมาสวยงามดั่งนางพญานั้น ต้องผ่านขวากหนามทิ่มแทงเกิดริ้วรอยในจิตใจ หากเยียวยาไม่ได้ ก็ต้องบาดเจ็บ พาร่างกายและจิตใจกลับมาตุภูมิ แต่สำหรับเธอทั้งเดิน ทั้งล้ม จนสามารถมาถึงเป้าหมายนางแบบอินเตอร์ จนมีชื่อชั้นที่ชาวต่างชาติรู้จักคือ “ชีรา ชู” (Cheera Choo) เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับ O-1 Visa หรือวีซ่าประเภทดารา นางแบบ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

 

นี่คือชีวิตโมเดลจริงๆ

โรซี่ เป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการละคอน ที่จบการศึกษามาเป็น “นางแบบ” นับจากการแข่งขันประกวดเปรียวซูเปอร์โมเดล 2004 แม้จะไม่ได้เป็นที่หนึ่ง หากโรซี่ก็หลงเสน่ห์ของการเป็นนางแบบเข้าเต็มเปา เลือกจะทำงานสายนี้อย่างจริงจังแต่ก็ไม่รุ่ง ด้วยเทรนด์ยุคนั้นนิยมชมชอบผู้หญิงผิวขาว สไตล์ลูกครึ่งมากกว่า สาวไทยแท้หน้าคมเข้ม มีโหนกแก้มเด่นชัดเช่นเธอ บวกกับวงการนางแบบกำลังเปลี่ยนไป บนแคตวอล์กไม่ได้มีแค่นางแบบอาชีพ แต่นักแสดงกำลังเข้ามายึดพื้นที่ เพราะเป็นข่าวประชาสัมพันธ์งานได้ดีกว่า

“ตอนนั้นอายุ 18 เอง รู้ตัวเองว่าชอบศิลปะทุกแขนง รู้สึกว่าโลกนี้จะอยู่ได้และน่าอยู่ต้องมีสีสันต้องมีศิลปะ แต่ตอนนั้นไม่รู้ชอบอะไรมากที่สุด จนได้เดินแบบก็ชอบมาก นั่งรถจากรังสิตมาแคสงานในเมือง คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ด้วย ทำเพราะใจรักมากๆ เพื่อจะพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพเลี้ยงเราได้ด้วย แต่ตอนนั้นหน้าโหนกๆ แบบนี้ไม่นิยมเท่าไร ทำงานที่ไทย 2 ปีไม่ก้าวหน้า ยิ่งทำเงินยิ่งน้อยลง เมื่อก่อนเดินหนึ่งจ๊อบได้เป็นหมื่น เดินไปเดินมาถูกต่อเหลือห้าพัน ก่อนไปต่างประเทศมีบางงานสามพัน เจ้าของงานบอกช่วยกันหน่อย ซึ่งเราก็ทำเพื่อคอนเนกชั่น ซึ่งจริงๆ เรารู้จักคนเยอะ รู้ว่าคนอื่นได้เท่าไร แต่เราพูดไม่ได้ แล้วก็เกิดความอึดอัดในใจ นางแบบคนหนึ่งจะได้งานต้องเข้าหาผู้ใหญ่ หรือต้องเดตกับดาราหรือวงการไฮโซ คือไม่ได้งานมาจากความสามารถนางแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ต่างประเทศนางแบบคืออาชีพ แต่ที่ไทยนางแบบคือดาราและเซเลบริตี้ นี่เป็นจุดหักเหให้สนใจไปลองเป็นนางแบบที่ต่างประเทศดู”

 

จุดเริ่มต้นของการเป็นนางแบบอินเตอร์ของโรซี่ คือ โต-วิทยา มารยาท แห่ง WM Model Management ส่งไปทำงานโมเดลลิ่งที่สิงคโปร์กับเอเยนซีชื่อ Upfront Models ได้เข้าร่วมแข่งขันรายการโมเดลเรียลิตี้โชว์ของสิงคโปร์ Supermodel Me แล้วมาทำงานที่นิวยอร์ก ปี 2011 กับ Wilhelmina Model NY เอเยนซีติดท็อปห้าระดับโลก แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังของรายได้ก้อนโต และความสวยงามที่เห็นเบื้องหน้านั้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง

“2009 ไปสิงคโปร์ก่อน ฟีดแบ็กดีมีงานทุกวัน วันหนึ่งแคสติ้งหลายงานมาก ได้เจอเพื่อนต่างชาติ รู้สึกเปิดโลก นี่คือชีวิตโมเดลจริงๆ สนุกมาก 2 เดือนกลับมาเมืองไทยจะต้องรุ่งแน่เลย แต่กลับมาก็เงียบแย่กว่าเดิม จนอยากเลิกทำอาชีพนี้ เคยวิเคราะห์ทำไมเราถึงไม่รุ่งมานั่งลิสต์ เราไม่ออกงาน ไม่ประจบผู้ใหญ่ เราทนค่าตัวไม่ได้ เราหน้าเหวี่ยงไป เขาชอบลูกครึ่ง มันเกิดจากระบบหมดเลย เราเลยต้องเอาตัวเราไปอยู่ที่อื่น เพราะเราแก้ไขระบบไม่ได้ อยู่เมืองไทยเราไม่ก้าวหน้าแน่ พี่โตส่งไปนิวยอร์ก แต่เราต้องออกเงินเอง ตอนนั้นคุณแม่ออกให้ไปก่อนค่าหลายๆ อย่างก็เป็นล้านได้ เวลาไปเที่ยวนั่งเฟิสต์คลาส ไปทำงานนั่งอีโคโนมี ประหยัดทุกอย่าง ไปถึงเราก็เป็นหนี้เอเยนซีทันทีค่าโมเดล อพาร์ตเมนต์ 1,600 เหรียญฯ ค่ากิน ค่าโทรศัพท์ ค่าซับเวย์ ทุกอย่างเกิดค่าใช้จ่ายหมด”

 

แม้จะมีเอเยนซีคอยขายงานให้ แต่ตัวนางแบบต้องรู้จักจุดขายของตัวเอง ซึ่งกว่าจะได้งานก็เกือบท้อกลับเมืองไทย “ตอนนั้นหนัก 49 สูง 174 เอว 23 ครึ่ง สะโพก 33 จัดว่าผอมโทรมเพราะเราอดอาหารผิดวิธี กินแต่แอปเปิ้ลเขียว บางวันก็กินแต่ไข่ต้ม ผอมแต่มีเซลลูไลต์ ดูไม่สดใสร่างกายขาดน้ำตาล แล้ววันหนึ่งต้องแคสติ้ง 7-9 ที่ แต่ไม่ได้งานเลย เราก็ไม่รู้ว่าเราไม่สวยหรือพอร์ตโฟลิโอไม่ดี ดูจากรูปทุกคนก็ชอบมากนะ แต่พอเขาเห็นตัวจริงก็ไม่เอา ตอนนั้นไม่รู้คิดถึงบ้านเครียดด้วย เอเยนซีก็ไม่ได้บอกเราว่าทำไมเราไม่ได้งาน แค่พยายาม 2 เดือนแรกดันๆ ให้เราเจอลูกค้าทุกคนที่เขามีคอนเนกชั่น เราเครียดเรื่องเงินด้วย ต้องเป็นหนี้ จ่ายให้เอเยนซีเป็นค่าโมเดล ค่าพรีเซนต์ ค่าวีซ่าที่เขาออกให้เรา ค่าอื่นๆ อีก พอเข้าเดือนที่สองได้งานโฆษณา 2 ตัว เงินคัฟเวอร์หนี้ รู้สึกยกภูเขาออกจากอก อยู่ไปเรื่อยๆ เริ่มเครียดน้อยลง รู้วิธีควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเข้ายิม อ้วนขึ้นแต่ไม่มีเซลลูไลต์ ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น เริ่มรู้สึกเราสวย ส่วนการได้งานใช้เวลาถึง 7-8 เดือน เราถึงเรียนรู้ว่าเราต้องคุยกับลูกค้ายังไง มันเป็นแอดติจูดทำไงให้เขาสนุกเวลาเจอเรา ให้เขาเห็นพลังในตัวเรา เมื่อก่อนเราไม่มีพลังบวกเลย ช่วงปีแรกเครียดมาก ร้องไห้ทุกวัน กินข้าวไม่ลง ผอมมากสุขภาพไม่ดี  คิดถึงบ้าน ลูกค้าเห็นเราก็มีแต่พลังลบ ซึ่งเรื่องแบบนี้สอนกันไม่ได้ ต้องใช้ประสบการณ์ ไม่มีคนมาไกด์ไลน์ เราต้องคิดเอง เมื่อก่อนเรามีอะไรไม่กล้าพูด มีแต่ค่ะๆ แต่ดีลงานกับฝรั่งชอบไม่ชอบก็บอกไปเลย ลูกค้าเราก็ต้องคุย เราต้องทำการบ้านว่าเขาชอบแบบไหน แบรนด์นี้ไม่ใช้คนเอเชียหมดหวัง แต่เราแต่งหน้าให้ลุคเป็นฮาวายได้ และการดีลกับเอเยนซีส่วนมากชาวสีม่วงเราต้องรู้ความสมดุลที่จะสื่อสารกับเขา ถ้าเราพูดมากเขาก็รำคาญ แต่ถ้าเราไม่ถามก็จะหาว่าเรามิสคอมมูนิเคต ซึ่งตรงนี้ใช้ชั่วโมงบินจริงๆ”

(กว่าจะเป็น) นางแบบอินเตอร์

โรซี่ใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าจะมีงานอย่างสม่ำเสมอ เป็นที่รู้จักของลูกค้า เธอต้องใช้ความอดทนอย่างสูงเพื่อผ่านช่วงปีแรกมาให้ได้ นอกจากต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเองแล้วที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมใหม่ เพื่อนใหม่ ยังต้องอดทนหาทางเพื่อที่จะได้งาน เพราะ 7 เดือนแรกนั้นต้องบอกว่าชีวิตนางแบบในต่างแดนไม่ได้สวยหรูเลยสักนิด

 

“มาปลดล็อกตรงนี้ได้ตอนกลับมาเมืองไทย หลังจากอยู่ 7 เดือน ได้คุยกับหลวงพ่อหลวงพี่ที่เราเคยมาปฏิบัติธรรม ใช้ธรรมะบำบัดตัวเอง เมื่อก่อนเรายึดมั่นว่าเราทำอะไรต้องถูกต้องห้ามถูกใจ ซึ่งเราพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องมีระเบียบ เพราะพ่อแม่อุตส่าห์ไว้ใจให้มาทำงาน เราจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ไม่ไปนั่งดริงก์กับเพื่อนกลัวเพื่อนชวนไปเล่นยา ไม่ดื่มเหล้ากลัวบาป อยู่คนเดียวแล้วก็โฮมซิก เครียด สุขภาพจิตเสีย ร่างกายก็เสียด้วย จนเราผ่อนคลายขึ้นไปร้องคาราโอเกะมันง่ายๆ เอง เครียดก็หาทางผ่อนคลาย ไปกินข้าวตอนกลางคืนไม่ได้ไปทำอะไรไม่เหมาะสมนี่ ชีวิตก็สมดุลขึ้น และเราก็ค่อยๆ เรียนรู้อะไรมากขึ้น เมื่อก่อนโดนนางแบบด้วยกันแกล้งก็มี เราไม่รู้ทางก็บอกทางผิด บอกชั้นผิด โดนบ่อย มีแซงคิวแคสติ้ง เมื่อก่อนยอม แต่หลายๆ ทีก็ไม่ยอมแล้ว”

นับได้เวลา 6 ปี ที่โรซี่ไปเป็นนางแบบที่นิวยอร์ก และเธอก็พิสูจน์แล้วว่าผู้หญิงผิวสีเข้ม หน้ามีโหนกสูง ตาคมดุ ก็เป็นที่ต้องการของวงการแฟชั่น “ทำงานเข้าปีที่ 2 ก็ไม่มีหนี้แล้ว ก็รู้วิธีการทำงานมากขึ้น ก็เปลี่ยนเอเยนซีมา Bella New York และ APM Model New York ขนาดเอเยนซีเล็กลง แต่ดูแลโมเดลได้ทั่วถึง ความอลังการของงานสู้เอเยนซีใหญ่ไม่ได้ แต่เราได้งานเยอะและเงินเยอะกว่า แอดทีหนึ่งห้าพันเหรียญ เอเยนซีเล็กเงินน้อยกว่า แต่มีงานทำทุกวันทำให้เราไม่ฟุ้งซ่าน ไปแคสติ้งความเป็นไปได้ในการได้งานก็เพิ่มขึ้น พอเราเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายก็มีกำลังใจ พอเข้ารอบบ่อยๆ ต้องมีที่ได้บ้างล่ะ อย่างปี 2014 ก็ได้พรินต์แอดของไอโฟน 6 หน้าหนูอยู่ในช็อปทั่วโลกตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ต.ค.”

 

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โรซี่เพิ่งเซ็นสัญญากับเอเยนซี Next Model Management Los angeles-Miami และ Major Model New York ซึ่งเป็นเอเยนซีใหญ่ นั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้งานจำนวนมากและเป็นงานใหญ่มีสูง รวมถึงมีงานต่างรัฐมากขึ้นด้วย “ตอนนี้ด้วยอายุของเราและเพิ่งแต่งงานก็เลิกเดินแฟชั่นแล้ว คือมันเครียดแล้วได้เงินน้อย ต้องแคสติ้งวันหนึ่ง 11-15 งานต่อวัน แล้วนางแบบมีเป็นหมื่นคน นางแบบบางคนยอมเดินเพื่อได้โปรไฟล์ไม่ได้เงิน บางคนเลือกความเก๋ แต่เราเลือกเป็นอาชีพที่มีเงินยังชีพได้ การเป็นนางแบบฟิตติ้ง พรีโปรดักต์ เดินแบบงานหนึ่งได้พันเหรียญ ถ่ายแอดได้สองพันเหรียญ เราไม่แคร์เรื่องชื่อเสียง เราไม่มีหนี้เอเยนซีคือความสุขแล้ว บางเดือนได้สองหมื่นเหรียญ บางเดือนได้แปดพันก็มี เราต้องบริหารการใช้จ่ายด้วย เกือบ 6 ปีที่อยู่ชีวิตดีขึ้นมาก ดีขึ้นในปีที่ 3 ไม่คิดจะกลับไปเป็นนางแบบที่ไทยแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็แฮปปี้กับชีวิตนางแบบของเราแล้ว ยิ่งตอนนี้อยู่กับ Next Model Management มีความเป็นไปได้ที่จะมีงานเยอะขึ้น เรามีผู้จัดการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ถึงเราจะอายุ 30 แต่เราดูแลตัวเอง แล้วด้วยคนเอเชียหน้าเด็กได้เปรียบเวลาไปแคสติ้ง เวลาแคสติ้งเราก็ทำตัวให้ดูสดใส ใส่เสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ให้ดูเรียบที่สุด เขาจะไปใส่ของเขาเอง”

การเป็นนางแบบอินเตอร์ทำให้เข้าใจระบบของการทำงานวงการนางแบบมากขึ้น ซึ่งสาวไทยหลายคนก็มีความฝันอยากจะมาสัมผัสประสบการณ์นี้สักครั้ง ซึ่งหลายรายก็มาโฉบเฉี่ยวได้เพียง 2-3 เดือน เพราะทนกับการแข่งขันและระบบไม่ไหว ซึ่งโรซี่ก็ได้ฝากประสบการณ์ของเธอไว้ว่า

 

“การทำงานที่นี่เป็นระบบมาก ไม่ใช่แค่สวยๆ เดินๆ แล้วรับเงินกลับบ้าน คนที่เป็นนางแบบอยู่แล้วที่เมืองไทยหากต้องการไปต้องลบทัศนคติหรือนิสัยความเคยชินที่ทำงานที่เมืองไทยออกให้หมดจนเหลือศูนย์ ถ้ายังเอานิสัยจากการทำงานที่เมืองไทยไปใช้ที่นิวยอร์ก หนูบอกได้เลยค่ะว่าอยู่ไม่ถึง 2 อาทิตย์ก็เก็บของบินกลับไทยแล้ว ถ้าจะไปทำงานที่นิวยอร์กต้องมีชั้นเชิงในการทำงานหรือสื่อสารกับคนในเอเยนซีมากขนาดไหน ซึ่งจุดนี้หนูใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเข้าใจ นางแบบต่างประเทศเข้าหาเอเยนซีเหมือนเราเป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท ให้เอเยนซีวางแผนเรา ถ้าเราขายไม่ออกหรือเงินเราน้อยลง ต้องคุยว่าเกิดอะไร เราอ้วน เราโทรม หรือลูกค้าไม่ชอบหรือเราต้องทำอะไรให้ดีขึ้น แต่ปัจจุบันนางแบบก็มาไวไปไว ไม่มีคำว่าคลาสสิกแล้ว สมัยนี้เขาเลือกจากการคลิกรูปหน้า โทรมไม่สวยก็บ๊ายบาย ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ถ้าเขาชอบให้ไปเทกคอร์สมา 3 เดือน ลูกค้าก็ยังรอ ดังนั้นเขาไม่รอนางแบบกันแล้ว เราต้องทำตัวเองพร้อมรอโอกาสเสมอ เมื่อก่อนตอนไปแรกๆ ยังใช้เวลาอย่างน้อย 2-5 วัน เอาโปรไฟล์ไปให้ดู ดูรูปตอบอีเมล แต่ตอนนี้กดดูอินสตาแกรมเห็นหน้านางแบบแล้ว คือก่อนที่จะลงภาพในอินสตาแกรมนางแบบต้องคิดแล้วคิดอีก มันคือแบรนดิ้ง วันหนึ่งต้องโพสต์รูปอย่างน้อย 3 รูป ติดแฮชแท็กอะไรบ้าง ต้องลิงค์ให้ใครดูบ้าง”

ทุกคนมีความฝัน มีเป้าหมายที่อยากไปถึง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำสำเร็จได้ ทว่าทุกคนมีสิทธิที่จะได้ลองทำ บทเรียนของใครคนหนึ่งอาจจะเป็นตัวช่วยให้เรามีทางลัดไปถึงหมุดหมายได้ง่ายขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด หากเราไม่มีใจรัก มุ่งมั่นที่จะทำจริงๆ ต่อให้สิ่งที่ต้องการอยู่แค่เอื้อมเราก็ไปคว้ามันมาไม่ได้ ถ้าไม่ก้าวออกจากจุดเดิม

 

“ขึ้นค่าขยะ” รัฐถังแตกหรือประชาชนไร้จิตสำนึก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481508

"ขึ้นค่าขยะ" รัฐถังแตกหรือประชาชนไร้จิตสำนึก?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ทุกเช้าตรู่ รถขนขยะคันสีเขียวเข้มคืบคลานจากซอยนั้นสู่ซอยนี้ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบสีกรมท่าเดินแยกย้ายกันเก็บถุงขยะตามบ้านโยนขึ้นท้ายรถ

ตกสาย เจ้าหน้าที่อีกชุดเดินถือบิลค่าขยะเสียบตามประตูและตู้จดหมาย โชคดีเจอเจ้าของบ้านก็เก็บเงินได้ โชคร้ายอาจมีปะทะคารม เนื่องจากบางคนยึกยักไม่ยอมจ่าย หรือเจอกับบ้านร้างไร้ผู้อยู่อาศัย จำใจต้องเดินคอตกจากมาอย่างเซ็งๆ

ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย…เมื่อบิลค่าขยะไม่ต่างจากเศษกระดาษไร้ค่า

ที่ผ่านมา การบริการจัดเก็บและกำจัดขยะมูลฝอยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 20 ที่กำหนดให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดและจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้ โดยมีเงื่อนไขว่าสามารถจัดเก็บได้ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดไว้ว่าขยะมูลฝอยวันละไม่เกิน 20 ลิตร หรือ 4 กิโลกรัม ให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมไม่เกิน 40 บาท/เดือน

ต่อมา อภิรักษ์ โกษะโยธินผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในขณะนั้น เล็งเห็นสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และปัจจัยอื่นๆ จึงให้เก็บค่าธรรมเนียมเพียงครัวเรือนละ 20 บาท/เดือนมาจนถึงปัจจุบัน… กระนั้นก็ยังไม่สามารถเก็บได้ตามเป้า

ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า ปัจจุบัน กทม.มีบ้านเรือนอยู่ประมาณ 2.1 ล้านหลังคาเรือน แต่สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะได้เพียง 1.9 ล้านหลังคาเรือน ที่เหลือประสบปัญหาไม่สามารถเก็บได้ เนื่องจากสาเหตุหลัก 4 ข้อ คือ 1.ยากจน ตกงาน ไม่มีรายได้ 2.ไม่ยอมจ่าย อ้างว่าพักอาศัยอยู่บ้านเช่า 3.คนสูงอายุและคนพิการ 4.บ้านร้างไม่มีผู้อยู่อาศัย ประกอบกับบทลงโทษกรณีไม่จ่ายค่าขยะไม่เป็นคดีอาญาเหมือนหนีภาษี และไม่ถูกตัดน้ำตัดไฟเหมือนการไม่จ่ายค่าไฟฟ้าค่าน้ำประปา คนส่วนใหญ่จึงไม่เกรงกลัว

ผลที่ตามมาคือ ปี 2559 กทม.สามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขยะได้เพียง 495,840,886 ล้านบาท ขณะที่ต้องใช้งบประมาณในการกำจัดขยะ 6,568 ล้านบาท นั่นหมายความว่า กทม.ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะสูงถึง 6,072 ล้านบาท/ปี

เมื่อความจำเป็นบีบบังคับให้รัฐต้องมัดมือชก

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

ประเด็นสำคัญหนีไม่พ้นการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเก็บขยะและกำจัดปฏิกูลมูลฝอยทั่วประเทศ จากครัวเรือนละ 20 บาท/เดือน เป็นครัวเรือนละ 350 บาท/เดือน กรณีมีขยะไม่เกิน 120 กิโลกรัม หรือ 600 ลิตร ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า การขึ้นค่าเก็บขยะครั้งนี้เหมาะสมหรือไม่

 

“ที่ผ่านมา กทม.เก็บเดือนละ 20 บาท ถือว่าน้อยมาก มาจากแนวคิดว่าการเก็บขยะเป็นหน้าที่ของรัฐต้องให้บริการประชาชน แต่วันเวลาผ่านไปปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดมลภาวะต่างๆ ขณะเดียวกันเรารณรงค์ปลุกจิตสำนึกประชาชนมาตลอด ทั้งเรื่องลดปริมาณขยะ คัดแยกขยะแต่คนส่วนใหญ่ยังละเลย มองว่าจะทิ้งขยะมากเท่าไหร่ก็เสียแค่ 20 บาทเท่านั้น จึงสร้างขยะมาก ดังนั้นการขึ้นค่าขยะจะทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญตรงนี้มากขึ้น ถึงแม้กฎหมายใหม่จะระบุว่า ค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยครัวเรือนละ 150 บาท/เดือนและค่ากำจัดมูลฝอยครัวเรือนละ 200 บาท/เดือน รวมทั้งสิ้น 350 บาท/เดือน แต่เราคงยังไม่เก็บเต็มเพดานสูงสุดในตอนนี้ เพราะกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาความเหมาะสม”

จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะมูลฝอยของ กทม. แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.ค่าใช้จ่ายในการเก็บขยะ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ค่ารถเก็บขยะ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอุปกรณ์ในการเก็บขยะ ซึ่งค่าธรรมเนียมการเก็บขนขยะสำหรับบ้านเรือนที่สะท้อนต้นทุนแท้จริงคือ 128 บาท/เดือน

2.ค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ โดย กทม.ใช้วิธีการห่อพลาสติกแล้วนำไปฝังกลบ หมักทำปุ๋ยและเผา ซึ่งค่าธรรมเนียมการกำจัดขยะมูลฝอยที่สะท้อนต้นทุนเท่ากับ 95 บาท/เดือน

3.ค่าบำบัดน้ำเสียอันเกิดจากการกำจัดขยะ 3 บาท/เดือน ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าค่าธรรมเนียมในการจัดการขยะมูลฝอยของกทม.ที่สะท้อนต้นทุนจึงเท่ากับ 226 บาท/เดือน แต่ กทม.จัดเก็บค่าเก็บขยะมูลฝอยเพียงแค่ 20 บาท/เดือน แสดงว่า กทม.รับภาระค่าธรรมเนียมส่วนเกินถึง 206 บาท/เดือน

“การจะให้เราไปชั่งขยะทุกวันว่าบ้านแต่ละหลังมีขยะกี่กิโล คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงได้มีการคิดมาตรฐานขึ้นมาว่า คนหนึ่งคนจะสร้างปริมาณขยะประมาณ 1 กิโลกรัม/วัน เฉลี่ยแล้วบ้านหลังหนึ่งมี 4 คนดังนั้นจะมีปริมาณขยะรวมทั้งสิ้นประมาณ 120 กิโลกรัม/เดือน ที่ผ่านมาไม่เคยมีบ้านหลังไหนเจอฟ้องข้อหาไม่จ่ายค่าขยะ ต่างจากการไม่จ่ายค่าไฟก็โดนจะตัดไฟ ไม่จ่ายค่าน้ำก็โดนตัดน้ำ แต่การไม่จ่ายค่าขยะไม่มีมาตรการลงโทษแบบนั้น มีแต่บทลงโทษตามกฎหมายทางคดีแพ่ง กว่าจะสู้คดี ศาลตัดสิน ใช้เวลานาน ยุ่งยากมากกทม.ก็ต้องไปหามาตรการลงโทษเพื่อให้คนเกรงกลัวกฎหมาย”

รองผู้ว่าฯ กทม. บอกอีกว่า ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งชื่อ “คณะกรรมการพิจารณายกร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข” เพื่อคำนวณค่าเก็บขยะและค่ากำจัดมูลฝอยให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ขณะนี้ กทม.มีกฎหมาย 2ฉบับ ซึ่งกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไว้แตกต่างกันจึงอยู่ระหว่างพิจารณาความถูกต้องในการแก้ไขร่างข้อบัญญัติการจัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ ให้สอดคล้องกับกฎหมายทั้งสองฉบับ และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด โดยกฎหมายฉบับแรกคือ กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตหนังสือรับรองการแจ้งและการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย พ.ศ. 2559 ซึ่งกำหนดให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยครัวเรือนละ 65 บาท/เดือน และจัดเก็บค่าธรรมเนียมกำจัดมูลฝอย 155 บาท/ครัวเรือน/เดือน อัตรารวมทั้งสิ้น 220 บาท/ครัวเรือน/เดือน สำหรับกฎหมายอีกฉบับ คือ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดเรียบร้อยของบ้านเมือง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยครัวเรือนละ 150 บาท/เดือน และเก็บค่ากำจัดมูลฝอยครัวเรือนละ 200 บาท/เดือน อัตรารวมทั้งสิ้นครัวเรือนละ 350 บาท/เดือน

“ร่างข้อบัญญัติจะเสร็จภายในวันที่15 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเสนอต่อสภากรุงเทพมหานครเพื่อให้ความเห็นชอบ แล้วจึงประกาศบังคับใช้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันจะอบรมเจ้าหน้าที่เก็บค่าขยะ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจแก่ประชาชน การจัดเก็บจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ช่วงแรกอาจจะจัดเก็บแค่ 30% ของอัตราสูงสุด ค่อยขยับเป็น 60% จนถึง 100% ที่พูดกันว่าเก็บ 350 บาท/เดือนคงไม่ใช่ ขอยืนยันว่ายังไม่เก็บค่าขยะสูงสุดเต็มเพดานแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการขึ้นค่าเก็บและค่ากำจัดขยะสูงหลายเท่าตัว รองผู้ว่าฯ กทม.ยอมรับว่าเงินค่าขยะที่เก็บได้เทียบกันไม่ได้เลยกับงบประมาณที่ใช้ในการกำจัดขยะ

“เงินค่าขยะถือเป็นหนึ่งในรายได้ของกทม. เงินส่วนนี้จะกระจายไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะสร้างโรงเผาขยะ-ฝังกลบขยะ ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา อะไรต่อมิอะไรทั้งหลายแหล่ ไม่ได้นำเอาไปใช้ในการกำจัดขยะอย่างเดียว อนาคตหากเทคโนโลยีการกำจัดขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับประชาชนลดปริมาณการสร้างขยะ ก็อาจจะลดค่าเก็บขยะลงอีก เพราะเรามีหน้าที่บริการประชาชน ไม่ได้หวังสร้างกำไร”

เงินที่เก็บได้ต้องโปร่งใสและนำไปใช้อย่างถูกต้อง

ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการขยะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าเห็นด้วยกับการขึ้นค่าขยะ แต่ต้องมีหลักเกณฑ์การคำนวณที่เหมาะสม ที่สำคัญเงินที่เก็บได้ต้องถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง ประชาชนตรวจสอบได้

 

“อย่าเก็บเต็มเพดาน มันโหดเกินไปสงสารชาวบ้าน แม้กฎหมายจะระบุอัตราสูงสุดไว้ชัดเจน แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องเก็บเต็มเพดาน ถ้าไม่มีหลักคิดคำนวณค่าขยะที่สามารถไปอธิบายกับประชาชนได้ว่า ทำไมถึงเก็บเท่านั้นเท่านี้ เอาอะไรมาวัด แบบนี้มีปัญหาแน่ๆ อีกข้อที่เป็นห่วงคือ เรื่องการบริการจัดการเงินค่าขยะที่เก็บได้จะถูกเอาไปใช้อย่างถูกต้อง จะแน่ใจได้ยังไงว่าเงินก้อนนี้จะไม่ทุจริต เงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและจัดการขยะ

“ยกตัวอย่างเช่น รัฐบอกประชาชนว่าจะเอาเงินไปใช้จัดการขยะ แต่เราเห็นหรือเปล่าว่ามันจริงหรือไม่จริง เหมือนเวลาลูกมาขอเงิน ก็ต้องบอกว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ไปเที่ยวห้าง ไปกินไอติม ต้องแจกแจงให้ละเอียด โปร่งใส เปิดเผยได้ แสดงตัวชี้วัดมาเลยว่า เดือนนี้เก็บได้เท่าไหร่ ปีนี้เก็บได้เท่าไหร่ เอาไปใช้ยังไง กทม.หรือเทศบาลต้องโชว์ให้เป็นรูปธรรมว่าเอาเงินที่เก็บเพิ่มได้ไปใช้ทำอะไร”

ผศ.ดร.พิชญ บอกต่อว่า การขึ้นค่าขยะจะช่วยทำให้ขยะลดลงหรือไม่ขึ้นอยู่กับการบริการจัดการเงินอย่างถูกต้องเหมาะสม

“เงินที่เก็บได้จากขยะก็ควรไปใช้ในการจัดการขยะ แต่นี่ยังไม่รู้ว่าเขาจะใช้เงินอย่างไร น่าเป็นห่วง ส่วนตัวผมมองว่า ไม่อยากให้เขาเก็บทั้งประเทศ แต่เลือกเป็นพื้นที่ใดพื้นที่นึงก่อน เช่น อำเภอ หรือเขต แสดงให้เห็นเลยว่า ทำได้ ทำดีแล้วค่อยขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ เราชอบทำแบบปูพรมตูมเดียวทั้งประเทศ สุดท้ายก็ไม่เวิร์ก”

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านขยะ มองว่าปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือคนไทยส่วนใหญ่ยังขาดจิตสำนึกเรื่องการจัดการขยะ ส่งผลให้ปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

“ผมได้ยินมาจนเบื่อกับคำว่า ‘จะแยกขยะไปทำไม สุดท้ายก็เอามารวมกันอยู่ดี’ พูดแบบนี้ไม่ถูก การแยกขยะนอกจากจะนำขยะบางส่วนกลับมาใช้ประโยชน์ต่อได้ ช่วยรัฐประหยัดงบในการกำจัดขยะ ค่าขยะก็จะลดลง บ้านเมืองก็สะอาด ที่ผ่านมาน้ำท่วม กทม. ท่อระบายน้ำเต็มไปด้วยขยะอุดตัน ถุงพลาสติกมาจากไหน ก็มาจากความมักง่ายที่คุณทิ้งลงท่อนั่นแหละ อย่างถุงพลาสติกถ้าตากแดดทิ้งไว้ จะเห็นเลยว่ามันแตกละลายเป็นเม็ดเล็กๆ แล้วถ้าเรากินพลาสติกพวกนี้มันก็เข้าไปสะสมในร่างกาย เดี๋ยวนี้เจอคนเป็นโรคมะเร็งแปลกๆ เยอะ

“ผมเพิ่งไปเซอร์เวย์ตามโรงเรียนหลายแห่งใน กทม. พบว่า เด็กอนุบาลและเด็กประถมฯ มีพฤติกรรมที่ทิ้งขยะที่ดี แต่เด็กมัธยมฯ ไม่ใช่ มหาวิทยาลัยนี่ยิ่งแย่ ยิ่งโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานนี่ไม่ต้องพูดถึง ขยะเป็นการสะท้อนสังคมอย่างหนึ่งของคนในชาติ ดังนั้นหน่วยข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายต้องเข้ามาแล้ว โรงเรียนคือศูนย์การเรียนรู้ที่ดี บางโรงเรียนมีระบบการคัดแยกขยะ ธนาคารขยะ ทำน้ำหมักชีวภาพ รีไซเคิล เราใช้ประโยชน์จากโรงเรียนเหล่านี้น้อยจนแปลกใจมาก ควรทำเป็นหลักสูตรบังคับเลยด้วยซ้ำ การปลุกจิตสำนึกด้านขยะต้องปลุกตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเด็กเรียนรู้แล้วกลับไปทำที่บ้าน ผู้ใหญ่ก็จะทำตาม”

เสียงสะท้อนจากคนกรุง

ต่อไปนี้คือเสียงสะท้อนจากประชาชนคนกรุงที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าขยะ

นงนุช ไชยานุวัตร แม่บ้านวัย 60 ปีย่านบางบอน เห็นด้วยกับการขึ้นค่าขยะ แต่ต้องกำหนดราคาที่เหมาะสมและประชาชนยอมรับได้

 

“เก็บค่าขยะ 20 บาท/เดือนมันน้อยไป ก็เห็นใจ กทม.นะ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ไม่แคร์ อยากจะทิ้งก็ทิ้ง ไม่สนใจคัดแยกขยะ หรือช่วยกันลดปริมาณขยะอะไรทั้งนั้น คิดว่าทิ้งเท่าไหร่ก็จ่ายแค่ 20 บาท ทำให้เกิดปัญหาขยะล้นเมือง มลพิษต่างๆ ก็เยอะ แต่การตั้งราคาค่าขยะใหม่ ถ้าเก็บเต็มที่ 350 บาท/เดือนก็มากไป คนไม่มีเงินจริงๆ จะแย่ จ่ายไม่ไหวหรอก แพงกว่าค่าน้ำอีก”

วิทวัส จำปา พนักงานธนาคารวัย 35 เสนอแนะวิธีแก้ปัญหาเก็บค่าขยะไม่ได้ว่า อยากให้รวมค่าขยะอยู่ในบิลเดียวกันกับค่าไฟฟ้า หรือค่าน้ำประปา เพราะเชื่อว่าดีกว่าการมาเดินไล่เก็บตามบ้าน ได้ก็ช่างไม่ได้ก็ช่าง

“ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มาเก็บค่าขยะก็มักเสียบบิลตามรั้วบ้าน หรือตะโกนเรียก เจอคนก็ได้เงินไม่เจอก็กลับ แบบนี้ไม่ได้ผล แถมเงินที่เก็บได้มันถึงหลวงรึเปล่า หรือเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ ดังนั้นถ้าค่าขยะมันไปปรากฏอยู่ในบิลค่าน้ำค่าไฟ เวลาจ่ายก็จ่ายพร้อมกันทีเดียว ถ้าไม่จ่ายมันก็แจ้งว่าคุณค้างค่าขยะกี่เดือนแล้ว ซึ่งตรงนี้รัฐก็ต้องหามาตรการลงโทษให้เด็ดขาดต่อไป”

คงต้องจับตาดูกันว่า หลังกฎหมายฉบับใหม่นี้บังคับใช้อย่างเป็นทางการ กรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะดำเนินการอย่างไรต่อไปที่จะไม่ให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับชาวบ้าน เพราะขยะคือเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

 

ทัศนคติบ่งบอกอายุขัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481169

ทัศนคติบ่งบอกอายุขัย

โดย…ราตรีแต่ง

หลากหลายข้อมูลระบุตรงกันว่า ทัศนคติที่ดีกับสุขภาพที่ดีมีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น คนที่คิดบวกจะสามารถหลีกเลี่ยงความเครียดได้ดี มีความกระตือรือร้นมากกว่า และช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเรื้อรังได้ดีกว่าด้วย แต่อย่างไรก็ตามแพทย์ยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าคนที่มีทัศนคติที่ดีจะช่วยเพิ่มอายุขัย เพราะไม่มีผลวิจัยใดเก็บข้อมูลได้ยาวนานพอ

จนกระทั่งงานวิจัยของ แอนดรูว์ สเตปโท แห่งมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน ที่ได้ศึกษาและติดตามผู้ชายและผู้หญิงกว่า 1 หมื่นคน ระหว่างปี 2545-2556 พบว่า ผู้ที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในด้านดีมีอายุขัยยืนยาวกว่าคนที่ไม่มีความสุข และยังมีนัยถึงเรื่องสุขภาพที่ทัศนคติจะส่งผลดีต่อร่างกาย นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่มีทัศนคติที่ดี คือ คนที่พึงพอใจในชีวิต รวมถึงการมีสุขภาพจิตที่ดีและมีสังคมที่ดี ดังนั้นการมีครอบครัวและเพื่อนที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในวัยสูงอายุ

ผลการวิจัยจึงเป็นอีกข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า ทัศนคติที่ดี คือ ยาที่ดีที่สุด เป็นอาหารที่มีประโยชน์ที่สุด และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ดังนั้นทุกคนควรคิดบวกเพื่อสร้างปัจจัยในการยืดอายุให้อยู่กับคนที่รักไปนานๆ

 

ตอบโจทย์อนาคต ด้วยคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/481154

ตอบโจทย์อนาคต ด้วยคนรุ่นใหม่

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โลกยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เร่งเร้าให้ผู้คนต้องปรับตัวเพื่อปรับเปลี่ยนได้ทันเวลา จึงเป็นความท้าทายที่คนทุกวัยในยุคนี้ต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อพร้อมรับมือกับโจทย์ทางสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น

การเรียนรู้บนฐานของการคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล รู้จักนำองค์ความรู้ที่มีมาพัฒนาตัวเองได้อย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรตระหนักให้เห็นความสำคัญ ซึ่ง BBL (Brain-Based Learning) คือหลักของการเรียนรู้ที่จะเข้าใจพัฒนาการสมองของคนทุกวัย ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้นได้

งานสัมมนาวิชาการพัฒนาสมองเพื่อการเรียนรู้ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญในแวดวงการศึกษา การเรียนรู้และพัฒนาสมองคนไทยทุกช่วงวัย OKMD BBL Symposium: Inspire You Brain, Inspire Your Future ที่มาพูดถึงการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ที่มีผลต่อพฤติกรรมและแนวทางการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

 

กระบวนทัศน์ใหม่ต้องเกิดขึ้น

องค์ความรู้และนวัตกรรมเป็นอาวุธสำคัญของโลกยุคใหม่ จุดประกายสมองสร้างคนตอบโจทย์โลกยุคใหม่ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า ประเด็นทิศทางการศึกษาของประเทศไทยที่สอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่กับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน แนวคิดและกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ และแนวทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม

“โจทย์สำหรับเด็กทั้งพลโลกมีการเปลี่ยนแปลง ความคิดความอ่านของสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ประเด็นแรกที่พลโลกกำลังถูกท้าทายจุดสำคัญที่สุดก็คือการเข้ามาสู่ความเป็นดิจิทัล ไลฟ์ ประเด็นที่ 2 ก็คือสังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดค่อนข้างต่ำ ประเด็นที่ 3 ชีวิตเร่งเร็ว (Fast Life) ต้องสร้างนิว นอร์มอล (New Normal คือความปกติในรูปแบบใหม่) นิว มายด์เซต (Mindset คือกระบวนการทางความคิด การปรับทัศนคติ มองโลกในแง่มุมที่ควรจะเป็น การปรับความชอบหรือนิสัยหรือการจัดลำดับความคิดใหม่) และนิว เดเวลอปเมนต์ (New Development คือกระบวนการพัฒนาแบบใหม่)”

การพัฒนาศักยภาพของสมอง รศ.นพ.สุริยเดว บอกว่า มายด์เซตต้องเปิด โดยผ่านหลักบีบีแอล (การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน Brain-Based Learning : BBL) กายพร้อม ใจเปิด สมองเกิดการเรียนรู้ คิดสร้างสรรค์ เผชิญสิ่งที่ท้าทาย แล้วทำให้เกิดทักษะ ตรงนี้เป็นเรื่อง
พื้นฐานที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ของสมอง

“ตอนนี้มายด์เซตของผู้ใหญ่ไทยคือการแข่งขัน ต้องปรับเปลี่ยนตรงนี้ให้ได้ ความเป็นจริงของประเทศไทย เมื่อลองหวนกลับมาดูว่า โภชนาการพร้อมหรือไม่พร้อม การนอนหลับอย่างเพียงพอ นี่คือกายพร้อม มาถึงใจเปิดที่ต้องเปิดกันด้วยความเป็นบวก สมองเกิดการเรียนรู้ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ให้เด็กเดินไปตามความชอบที่เขาถนัด จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจและความกระหายอยาก เมื่อเกิดสิ่งนี้ตามความถนัดก็ใส่องค์ความรู้เข้าไป ทักษะความชำนาญ และพื้นที่ยืนให้กับเขา เผชิญความท้าทายซึ่งเด็กต้องสู้ชีวิตและก้าวข้ามปัญหาผ่านอุปสรรคตามพัฒนาการของเขา โดยผ่านวิชาชีวิตของความยากลำบากขั้นพื้นฐาน จะได้มีภูมิคุ้มกันชีวิตที่เข้มแข็ง และเมื่อประสบความสำเร็จพร้อมแบ่งปันให้กับผู้อื่น เกิดทักษะ ซึ่งเป็นสกิลล์ ฟอร์ ยัวร์ ไลฟ์ จำเป็นต้องให้ลูกหลานรู้เท่าทัน ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมในการกระทำ”

 

การพัฒนาแบบยั่งยืนในมุมเศรษฐศาสตร์ 

การสร้างเยาวชนของชาติ เพื่อตอบโจทย์อนาคต กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ย้ำว่า คนคือหัวใจของการพัฒนาประเทศ สิ่งที่จะทำให้แข่งขันและยืนหยัดในเศรษฐกิจสมัยนี้ ต้องมีคนที่เก่งแล้วเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ มีความห่วงใยสิ่งแวดล้อม ห่วงใยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่เช่นนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะไม่ยั่งยืน

“โจทย์หลักที่สำคัญของประเทศไทยใน 10-20 ปีข้างหน้า คือการเติบโตแบบกระจายตัว ซึ่งคำตอบอยู่ที่เรื่องการศึกษา เพราะว่าคนที่มีการศึกษาจะทำให้ประเทศพัฒนาได้ คนเราที่เก่งสามารถทำงานที่มีมูลค่าเพิ่มและดีขึ้นก็สามารถกระจายรายได้ไปสู่ทุุกๆ คนได้ โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่เป็นโจทย์หลักในอนาคต การพัฒนาคนต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในท้องแม่

กิริฎา บอกว่า เทคโนโลยีที่เข้ามาได้เปลี่ยนทักษะความต้องการของคนยุคปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนทักษะการทำงานให้เพิ่มขึ้นทุก 5 ปี

โมเดลระบบการศึกษาจากฟินแลนด์

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญการศึกษาจากฟินแลนด์ บอกว่า ตัวเธอเอง ถือว่าเป็นโปรดักต์หนึ่งจากการศึกษาของฟินแลนด์ ทำอย่างไรจึงจะทำให้เด็กอยากไปโรงเรียน ฟินแลนด์ทำให้เด็กไปโรงเรียนแล้วสนุก ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของโรงเรียน เรื่องของรัฐเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคน

“กรอบทางวัฒนธรรมของไทยเป็นปัญหาหนึ่งในเรื่องระบบการศึกษาที่ต้องแก้ไข การเรียนรู้ในฟินแลนด์เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมของนักเรียนสูงมาก จะทำอย่างไรที่ให้นักเรียนรู้จักตัวเอง ทำอย่างไรให้นักเรียนกล้าจะบอกว่าตัวเองสนใจและชอบอะไร มีสองส่วนคือตัวเองรู้ว่าสนใจอะไรและกล้าที่จะบอก กรอบวัฒนธรรมของไทยยังไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนกล้าที่จะคิดกล้าที่จะทำอย่างเพียงพอ ทำให้ห้องเรียนเป็นคอมฟอร์ต โซน ที่ให้นักเรียนได้คิดได้ทำอย่างสบายใจ เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สูงมาก เพราะเป็นการวางแผนให้มนุษย์คนหนึ่งเติบโต เป็นการวางแผนอนาคตให้เขา จำเป็นต้องใช้จินตนาการเยอะมาก จะทำอย่างไรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากขึ้น และมีทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในกระบวนการนั้น”

ฟินแลนด์มองว่าการพัฒนามนุษย์เป็นเรื่องขององค์รวม และไม่มีการเรียนพิเศษ เพราะว่าการช่วยเหลือนักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาแกนกลางอยู่แล้ว กุลธิดาย้ำว่า ในโครงสร้างการศึกษามีการทำงานร่วมกันหมดที่มุ่งเน้นไปที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ฟินแลนด์ไม่เคยจัดการศึกษาเพื่อการสอบ แต่จัดให้นักเรียนมีคุณภาพ

กรอบวัฒนธรรม กรอบวิธีคิด เป็นมายด์เซตที่ต้องกลับไปมองระบบการศึกษาไทยกันใหม่ เป็นสิ่งที่กุลธิดามองว่าจะเป็นความก้าวหน้าในการจัดการปฏิรูปการศึกษาของเด็กไทย

 

สมดุลและพอเพียง

เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ Chairman of the Executive Committee and CEO มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองว่า ประเด็นหลักๆ ของการศึกษาไทยคือเรื่องของจิตสำนึก ทำอย่างไรให้คนเรามีจิตสำนึกที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ความรู้หรือคุณภาพของคนวัดไม่ได้ด้วยตัวเลข

“ชีวิตมนุษย์มีภายนอกกับภายใน โจทย์ของประเทศไทย คนไทย และเด็กไทย รวมไปถึงการศึกษา เป็นโจทย์ที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญทั้งภายนอกและภายในให้มีสมดุล สอนให้คนมีสติ แต่ไม่ใช่การสวดมนต์หรือเข้าวัด เพื่อให้ตัดสินใจอะไรที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและถูกต้องเสมอ และเขาจะไม่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ ถ้ามองในด้านเศรษฐกิจหรือตัวเลข ผมมองว่าโลกนี้กำลังถูกลากพาไปโดยกระแสของโลกาภิวัตน์ ผมค่อนข้างโอนเอียงมาในเกณฑ์ของพอเพียง ก็หมายความว่าเราไม่ควรยึดติดในเรื่องของตัวเลข เรื่องของวัตถุเป็นคนละเรื่องกับจิตใจ พอขาดความสมดุลตรงนี้แล้ว ชีวิตทั้งชีวิตก็ผิดหมดและหาตัวเองไม่เจอ”

เพชร บอกว่า เขาให้ความสำคัญกับอะแวร์เนส (Awareness การสร้างการรับรู้) อยู่ในปัจจุบัน จิตสำนึกก็จะตามมา ซึ่งตัวเลขก็จะตามมา ถ้าทำงานด้วยใจรัก วัดด้วยความสุขความสงบ คุณภาพชีวิตของคนไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข