อมตะพระเครื่องของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/481652

อมตะพระเครื่องของไทย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ เกล้ากระหม่อมขอถวายพระพรแด่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงามของพระองค์ ขอพระองค์ทรงเป็นหลักและแบบอย่างให้กับคณะสงฆ์ไทยตลอดไป

องค์ที่แรกชม เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ จ.พระนครศรีอยุธยา พิมพ์นะกลม นักสะสมรุ่นเก่าเทียบจากศิลปะการสร้างว่า เหรียญรุ่นนี้สร้างทันหลวงพ่อกลั่นปลุกเสก ด้วยเหตุผลคือ การสร้างเหรียญตัดขอบแบบทรงกระบอก คล้ายกับการสร้างเหรียญมาจากโรงงานเดียวกับที่สร้างเหรียญหลวงพ่อกรัก วัดอัมพวัน ปี 2469 จึงน่าจะสร้างไล่เลี่ยกัน อีกประการหนึ่ง แม่ค้ามักจะเอาเหรียญรุ่นนี้ติดตาชั่ง เวลาชั่งของขายเพื่อให้ขายดี (ถ้าเป็นเหรียญที่สร้างหลังจากท่านมรณภาพคงไม่มีใครมาติดตาชั่ง) เหรียญรุ่นนี้มี 4 พิมพ์ 1.ตาชั่ง  2.นะรี 3.นะกลม 4.พิมพ์นักกล้าม (บางสายกล่าวว่าหลวงพ่ออั้นเป็นผู้สร้างในปี 2478) เหรียญสวยนี้ดูง่าย ราคาว่ากันหลักแสนตามความสวย เป็นของคุณเอกวิทย์ มหาชัย

 

องค์ที่สอง ชมพระพิจิตรผงดำ ทรงสร้างโดยสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ โดยเป็นพระที่พระยาศุภกรบรรณสาร ทูลขอพระอนุญาตร่วมสร้างในพิธีลงตะกรุดทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ประมาณปี 2458 มีสองพิมพ์คือ พิมพ์ฐานชั้นเดียวและฐานสองชั้น องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์ฐานชั้นเดียว

 

องค์ที่สาม พระเนื้อผง พิมพ์สมเด็จ ของหลวงปู่ขาว สร้างถวายโดย นพ.อวย เกตุสิงห์ ได้นำมวลสารบางขุนพรหมถูกผสมลงในเนื้อพระขณะผสมมวลสาร กลายเป็นตำนานความยิ่งใหญ่ของพระสมเด็จรุ่นนี้ จึงเป็นที่มากับสมญานามของพระรุ่นนี้ว่า บางขุนพรหมอีสาน

 

องค์ที่สี่ ชมพระชัยวัฒน์หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้วพิมพ์ รศ. 118 เหตุที่เรียกเพราะการหล่อพระชัยวัฒน์พิมพ์ชะลูดในแต่ละช่อนั้นจะมีเพียงองค์เดียวที่อยู่ยอดช่อและมีตัวอักษรบนพระชัยยอดช่อว่า รศ. 118 ซึ่งคือปี  2441 เป็นปีที่สร้าง องค์พระจะลงชาดและมีหรดาล ให้เห็นไม่มากก็น้อยครับ  องค์สวยแบบนี้ราคาว่ากันเป็นล้าน เป็นของคุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ

 

องค์ที่ห้า ชมเหรียญหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ จ.ปัตตานี พิมพ์สระไอไม้มลายเนื้อทองแดง ซึ่งมีแค่จำนวน 200 เหรียญ สร้างปี 2502 เป็นเหรียญหายาก รองจากรุ่นแรก ผิวพรรณดูง่าย ราคาว่ากันหลักแสนครับ

 

องค์ที่หก ชมสิงห์งาแกะสามขวัญหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ เนื้อหาจัด ดูง่ายเป็นแนวทางสะสม เป็นของคุณอภิศักดิ์ ธนเศรษฐกร

 

องค์ที่เจ็ด ชมคชสีห์งาแกะอาจารย์เฮง วัดเขาดิน จ.นครสวรรค์ ขณะท่านเดินธุดงค์ได้พบกับงากำจัด (งาช้างตกมันตัวผู้แทงหักติดต้นไม้) และงากำจาย (งาหักที่เกิดจากช้างตัวผู้ต่อสู้กันเพื่อแย่งกันเป็นจ่าฝูง) ท่านก็ได้เก็บมาและนำมาแกะเป็นคชสีห์, สิงห์, เสือ เพื่อเป็นเครื่องรางป้องกันสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย ที่นำมาให้ชมสภาพสวยดูง่ายเป็นแนวทางสะสม

จากกันด้วยข้อคิดประจำใจ “คุณค่าของชีวิต ไม่ใช่อยู่ที่ความร่ำรวย หรือการมีเกียรติ หากแต่ต้องทำตนให้มีคุณค่าและได้รับการยอมรับจากคนอื่น และทำให้ชีวิตคนอื่นมีค่า”

 

ลูกแก้วยอดพระเจดีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480524

ลูกแก้วยอดพระเจดีย์

โดย…ส.สต

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ซึ่งจะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีสิ่งมหัศจรรย์มากมาย หนึ่งในนั้นที่มองเห็นโดดเด่นสูงตระหง่าน เหนือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในพระอารามหลวงแห่งนี้คือพระเจดีย์ ที่ยอดพระเจดีย์นั้นมีลูกแก้วด้วย

หนังสือประวัติวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ที่พิมพ์ในงานพระชนมายุ 90 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2531 เล่าว่าเจดีย์สูง 43 เมตร ฐานวัดโดยรอบ 56.20 เมตร เหนือฐานมีซุ้ม14 ซุ้ม และเรื่องอัศจรรย์ เกี่ยวกับลูกเแก้วที่ยอดพระเจดีย์องค์นี้ ซึ่งพระนิพนธ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า อดีตเจ้าอาวาส กล่าวว่า

“ลูกแก้วยอดพระเจดีย์วัดนี้ เดิมเป็นลูกแก้วสีเหลืองเกลือกปรอทข้างใน จึงแลเห็นเป็นเงาสีเหลืองเหมือนทองขึ้น ติดไว้ไม่กี่มากน้อยก็แลเห็นดำหมด เพราะอากาศบนนั้นทำให้ปรอทหนีไป เมื่อประดับกระเบื้องเคลือบลายเป็นเบญจรงค์ที่สั่งมาจากเมืองจีน ซึ่งซ่อมครั้งหลัง เมื่อตั้งนั่งร้านขึ้นไปเพื่อประดับ ช่างนำลูกแก้วนั้นลงมาร้าวแตก ที่ร้าวแตกนั้นเห็นจะเป็นเพราะฟ้าร้อง จะเป็นด้วยข้าพเจ้าคนเดียว หรือใครช่วยคิดด้วยจำไม่ได้ สั่งให้ทำลูกแก้วนั้นเป็นกระเบื้องสีขาวแล้วให้ทาทองทั้งลูกอย่างหนา ตามวิธีไม่ให้ทองนั้นหลุดจากกังไส ลูกแก้วนี้อยู่ข้างล่างแลดูเห็นเป็นสีทองด้าน ไม่มีเงา

ครั้นขึ้นไปติดบนยอดพระเจดีย์ถูกแสงพระอาทิตย์ มีเงาเป็นทองอย่างงามตั้งแต่เอาขึ้นติดแล้วจนถึงเดี๋ยวนี้เห็นจะราว 10 ปีกว่า

บางเวลาข้าพเจ้าอยู่ที่หน้าตำหนักแลขึ้นไปเห็นเป็นสีขาวหลายคราว ก็เข้าใจว่าทองเห็นจะลอก ครั้นด้านที่แลเห็นเป็นสีขาว ไม่ตรงกับพระอาทิตย์จับก็คงเห็นเป็นทองสุกอยู่อย่างเดิม หรือพระอาทิตย์ส่องทางอื่น ทางที่เห็นเป็นสีขาว ไม่ตรงกับพระอาทิตย์ก็คงเป็นสีทองสุกอยู่นั่นเอง

ที่เห็นด้านใดด้านหนึ่งขาว ทีจะเวลาพระอาทิตย์เที่ยงวันหรืออย่างไรยังไม่ได้สังเกต ถ้าหากเป็นสีขาวไปจริงดังที่ได้เห็น ก็ยังดีกว่าเป็นสีดำ แต่เข้าใจว่าเห็นทองจะไม่ลอกแต่นานไปอีกเท่าไรทองจะลอกก็รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นลูกแก้วชนิดนี้เห็นจะเป็นชั้นเอกได้ดีกว่าทำด้วยแก้ว

ระหว่างลูกแก้วนี้ติดอยู่แล้ว อสนีบาตตกลงยอดพระเจดีย์เวลาค่ำ เครื่องล่อฟ้าหลุดลงมาและอันตรายแก่สายไฟฟ้าที่พระอุโบสถ แต่ลูกแก้วคงดีอยู่

พระเจดีย์นี้ยังไม่มีชื่อเหมือนวัดอื่น เช่น วัดราชประดิษฐ์ ชื่อพระปาสาณเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ชื่อพระศรีรัตนเจดีย์ พระเจดีย์กลางน้ำ ชื่อพระสมุทรเจดีย์

วัดนี้น่าจะได้พระราชทานชื่อบ้าง แต่สมัยนี้น่าจะคิดชื่อเอาเอง แล้วขอพระราชานุญาตก็จะเป็นการสะดวก”

ยอดปลีพระเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุจำนวน 6,018 องค์ ส่วนหนึ่งบรรจุอยู่ในตลับเงินกาไหล่ทองฝาฝังพลอยสีแดง อีกส่วนหนึ่งบรรจุอยู่ในตลับเงิน ตลับทั้งสองลูกนี้บรรจุอยู่ในโถเบญจรงค์ ลายน้ำทอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐาน ณ ยอดปลีพระเจดีย์ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2528

 

พระวิหารวัดราชบพิธฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480523

พระวิหารวัดราชบพิธฯ

โดย…ส.สต

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2560 เห็นข่าวไฟไหม้บานประตูพระวิหารหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามแล้วใจหาย เพราะมาเกิดก่อนวันสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่กี่วััน ส่วนสาเหตุเกิดจากสะเก็ดไฟของช่างซ่อม จึงเบาใจว่าไม่ได้เกิดจากเหตุอื่น

พระวิหารนี้ตั้งอยู่ด้านใต้พระเจดีย์ใหญ่ ข้อมูลประวัติวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เล่าว่า พระวิหารรูปทรงเป็นแบบเดียวกับพระอุโบสถทั้งภายนอกและภายใน ต่างแต่ว่าบานประตูและบานหน้าต่างสลักด้วยไม้เป็นลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์เท่านั้น

ลายปูนปั้นซุ้มประตูวิหาร

กล่าวกันว่า เดิมประตูและหน้าต่างของพระวิหารนี้เป็นของพระอุโบสถ แต่เมื่อนำเอาบานมุกมาติดที่พระอุโบสถแล้ว จึงได้เอามาไว้ที่พระวิหารและข้อที่แตกต่างจากพระอุโบสถอีกอย่างหนึ่งก็คือ ภายในพระวิหารมีลวดลายเฉพาะที่เพดาน บัวกั้นผนังชั้นล่างและชั้นบน และกรอบประตูหน้าต่างเท่านั้น นอกนั้นผนังเป็นสีขาว ไม่มีลวดลาย

เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี 2525 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก อดีตเจ้าอาวาส โปรดฯ ให้เขียนลายดอกไม้ร่วงที่ผนัง ปั้นตราอุณาโลมตราพระนามย่อ จ ที่ช่องระหว่างหน้าต่าง ปั้นตราแผ่นดินเหนือประตูกลาง เขียนลายรดน้ำหลังบานประตูหน้าต่างทุกบาน เหมือนเช่นเดียวกับพระอุโบสถ พื้นใช้สีชมพูเพื่อให้ตรงกับสีเดิมอันเป็นวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระวิหาร

ในพระวิหารมีพระประธานนามว่า พระประทีปวโรทัย ประดิษฐานอยู่บนชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยของเก่าที่ซ่อมขึ้นใหม่ หลังพระประธานเป็นตู้พระไตรปิฎก 3 ตู้ขนาดใหญ่ เป็นพระไตรปิฎกฉบับใบลาน บรรจุอยู่ในกล่องไม้สักทาน้ำมันบ้าง ทาสีบ้าง และมีลวดลายทำด้วยเส้นทองเหลืองฝังลงไปในเนื้อไม้ มีตราของหลวง พระไตรปิฎกเหล่านี้กล่าวกันว่าทางวัดได้รับพระราชทานมาตั้งแต่ครั้งสร้างวัด บางท่านกล่าวว่า อาจเป็นพระไตรปิฎกสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ยังเหลืออยู่ ตู้พระไตรปิฎกเป็นของสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าครองวัด พระองค์ทรงนิพนธ์ถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“เมื่อยุคก่อน หนังสือพระไตรปิฎกใบลานของหลวงรักษาไว้บนการเปรียญ ข้าพเจ้าได้ให้จัดในพระวิหารเตียนแล้ว ระลึกได้ถึงพระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 ว่าพระวิหารสำหรับไว้ประดิษฐานพระไตรปิฎก แล้วหล่อพระเจดีย์ตั้งบนตู้พระไตรปิฎกนั้น ข้าพเจ้าจึงให้ช่างทำตู้เพียงพอตั้งหีบหนังสือพระไตรปิฎกไว้พลางในพระวิหาร แล้วได้นำหนังสือพระไตรปิฎกมาเก็บไว้ในตู้นั้น ทั้งได้ตรวจสอบหนังสือในหีบให้ลำดับเรียบร้อยและมีบัญชีหมายให้หยิบหนังสือคัมภีร์นั้นๆ ได้ง่าย”

ภายในพระวิหารยังกำหนดให้เป็นที่ประชุมมหาเถรสมาคม สมัยที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถระ) เป็นองค์ประธานอีกด้วย

บานประตูวิหาร ลวดลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์

 

ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ต่อ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480522

ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ต่อ)

โดย…ส.คนจริง

วันนี้ก็ประจักษ์แล้วว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เหลือเพียงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และกรรมการมหาเถรสมาคมเท่านั้น เพราะเป็นปาปมุต พ้นจากหน้าที่ให้คุณให้โทษอื่นๆ รวมทั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วย นับแต่การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ในวันที่ 12 ก.พ. 2560

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นับตั้งแต่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร สิ้นพระชนม์ วันที่ 24 ต.ค. 2556 ต่อมามหาเถรสมาคมจดระชุมลับ วันที่ 5 ม.ค. 2559 มีมติเสนอให้ได้โปรดฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะอาวุโสโดยสมณศักดิ์ (ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) หลังจากนั้น มีมารผจญรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องที่มีชื่อครอบครองรถเบนซ์โบราณ และเกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย กลายเป็นปาปมุตในที่สุด

ตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เหมือนมีอาถรรพณ์ ผู้ทำหน้าที่นี้มักไม่ได้เป็นตัวจริง เช่น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หลายครั้ง หลายสมัย แต่ไม่ได้รับการสถาปนาให้เป็นตัวจริง

ผู้เขียนขออภัย ที่มีข้อความตกหล่นและผิดพลาดในฉบับที่แล้วจึงขอแก้ไขโดยเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระราชาคณะที่ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช นอกจากสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ แล้ว สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ขณะที่ดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวันรัต ก็เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการสมเด็จพระสังฆราช ตอนนั้นสมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี) เสด็จฮ่องกง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. -4 เม.ย. 2513 ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเหมือนกัน

จึงยุติว่า ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือรักษาการ แล้วเป็นสมเด็จพระสังฆราชตัวจริง ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ และสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนฯ

ส่วนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 2 สมัย แต่ไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน ฐิติญาโณ) วัดอรุณราชวราราม ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชครั้งแรกวันที่ 9 พ.ค. 2508 เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ ประชวรหนัก และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2508 เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (อยู่) สิ้นพระชนม์ ส่วนตัวจริง คือ สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏฯเมื่อทรงสถาปนาวันที่ 26 พ.ย. 2508

ส่วนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถึง 3 สมัย แต่ในที่สุดก็ไม่ได้รับการสถาปนาให้สูงขึ้น ครั้งแรกวันที่ 18 ธ.ค. 2514 หลังจากสมเด็จพระสังฆราช (จวน) สิ้นพระชนม์ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2516 ช่วงที่สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) ประชวรรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2516 เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) สิ้นพระชนม์ (วันที่ 7 ธ.ค. 2516)

สรุปว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 3 สมัย แต่หามีวาสนาได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชไม่ เพราะสมเด็จพระสังฆราชตัวจริง ได้แก่ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ ที่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 18 วันที่ 22 มิ.ย. 2517 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ท่ามกลางมหาสังฆสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ และคณะรัฐมนตรี (มีต่อ)

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน มรณภาพ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2517 สิริอายุ 77 ปี (เกิดวันที่ 1 พ.ค. 2440)

 

ปัจฉิมวาจา… ปัจฉิมกาเล เอวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480521

ปัจฉิมวาจา... ปัจฉิมกาเล เอวัง

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้ติดตามอ่าน “ธรรมส่องโลก” มาร่วม ๑๐ ปี ที่อาตมารับนิมนต์จาก ณ กาฬ เลาหะวิไลย มาเขียน สวมบทคอลัมนิสต์ธรรม เพื่อเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมศึกษาธรรมะ ติดตามข่าวสารการทำงานเผยแผ่ศาสนาในหลากหลายมิติ รวมถึงการเขียนให้ความรู้ในหลากหลายประเด็นเรื่องราวที่เป็นปมเป็นเขื่อง อันจำเป็นต้องเขียนชี้แจงเพื่อการเข้าใจที่ถูกต้อง

จริงๆ แล้ว เรื่องเขียนหนังสือพิมพ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของอาตมา เพราะเคยเขียน… เคยทำมาบ้างแล้วในอดีต ก่อนเข้าสู่พระศาสนาในฐานะบรรพชิต ด้วยเห็นโทษภัยของโลก และด้วยเกิดมาเพื่อทำงานสืบพระพุทธศาสนา

อาตมาจึงมีอุดมการณ์เข้าสู่พระศาสนา… มิใช่มาบวชเพื่อหากิน ไม่มีอาชีพทำ จึงไม่มีความคิดริยำเอาหลักธรรมมาขาย โน้มธรรมนำศาสนามาบังหน้าหากิน เที่ยวเชียร์เที่ยวชมไปเรื่อย เพื่อแลกเปลี่ยนน้ำคำน้ำเงิน… หรือสิ่งตอบแทน

การเขียนมาโดยตลอดของ “ธรรมส่องโลก” แม้จะไม่ดีเลิศประเสริฐศรี แต่มีนัยการให้ความรู้ในทุกครั้งที่เขียน ให้สมกับการเป็นพระวิปัสสนาจารย์ เป็นพระอาจารย์ของสาธุชนจำนวนไม่น้อยที่ติดตามอ่านมาโดยตลอดและมากขึ้นๆ … ดังที่มีผู้รายงานตนให้ทราบว่า ติดตามอ่านเป็นแฟนคอลัมน์ “ธรรมส่องโลก”

วันนี้อาตมาเดินทางนำคณะพระสงฆ์ ศิษย์ศรัทธา ร่วม ๑๐๐ ชีวิต จาริกประกอบศาสนกิจแสวงบุญในเขตพุทธภูมิ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๕ ก.พ.ที่ผ่านมา เมืองกาเซีย ในเขตอุตตรประเทศ อันมีสังเวชนียสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน สถานที่แสดงความมีอยู่จริงเชิงประจักษ์ของพระพุทธองค์ พระธรรม และพระสงฆ์

พระพุทธองค์ทรงเลือกสถานที่ดังกล่าวเพื่อดับขันธปรินิพพาน ด้วยเพื่อต้องการเปิดเผยอดีตชาติของพระองค์ที่ทรงเป็นพระมหาจักรพรรดิ นามว่า “มหาสุทัสสนะ” ซึ่งในเรื่องดังกล่าวมีนัยสาระธรรมหลายมุม… หลายมิติ ที่สำคัญคือการแสดงผลอันเกิดแต่เหตุ… ให้เห็นชัดในผลของกรรมดีจากการให้ทาน (ทาน) การฝึกจิต (ทมะ) การสำรวมจิต (สัญญมะ)… ที่นำไปสู่ความสำเร็จประโยชน์ของความเป็นพระมหาจักรพรรดิที่จะต้องดำรงอยู่ในการเคารพธรรม ประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม ที่มุ่งเน้นการเจริญภาวนาจนบรรลุสมาธิปริยายชั้นสูง ทรงบริหารจิตด้วยพรหมวิหารธรรมไปในทั่วทุกทิศ คุ้มครองไปในเทวดา มนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย อันเสมอกันด้วยน้ำพระทัยที่ประเสริฐ

จากนัยสาระแห่งธรรมที่ปรากฏ… ที่แสดงขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์อันยิ่งใหญ่ เป็นอมตะนิรันดร์กาล เป็นยอดแห่งธรรม หมายถึง ธรรมทั้งปวงรวมลงในยอดแห่งธรรมดังกล่าว คือ ความไม่ประมาท…

พระพุทธองค์ทรงสรุปธรรมในชีวิตของพระองค์ที่แสดงมาทั้งหมด รวมลงในความไม่ประมาท ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า … อนิจจา วะตะ สังขารา…

และเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงมีปัจฉิมวาจาว่า… ..วะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ…

การแสดงบทธรรมในมหาสุทัสสนสูตร จึงเป็นหลักฐานเพื่อประกอบการศึกษาธรรมในศาสนาของพระองค์ว่า ที่สุดแห่งธรรมที่ชาวโลกควรน้อมรับมาใส่ใจ คือ อัปปมาทธรรม นั่นเอง…

วันนี้ต้องขอแสดงการถวายสักการะมุทิตาธรรมแด่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พุทธบริษัทรอคอยกันมานาน… เสียงสาธุการในพระบารมี คุณความดีของพระองค์สูงมาก… อาตมาน้อมถวายความเคารพด้วยความเต็มใจยิ่ง… และขอถวายพระพรในพระปัญญาบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ ของแผ่นดินไทย จงทรงพระเจริญ เทอญ…

บัดนี้ เหมาะควรแก่กาลเวลา จึงขอยุติการเขียน “ธรรมส่องโลก” ในโพสต์ทูเดย์ …หากสาธุชนต้องการติดตามข้อเขียนข้อคิดของอาตมา ให้ไปหาอ่านใน น.ส.พ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ ปักธงธรรม หน้า ๒ ทุกวันศุกร์/วันเสาร์ (ต่างจังหวัด) ที่ยังคงเขียนอยู่ที่นั่น …และที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์… ขออำนวยพรให้ทุกคนจงมีความสุข… ขออนุโมทนากับเจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ทุกคน… โดยเฉพาะ  ณ กาฬ เลาหะวิไลย บุรุษผู้มีอุดมการณ์ธรรมในการทำงานสื่อสารมวลชน

ขอเจริญพร

พระอาจารย์อารยะวังโส

 

การศึกษาสงฆ์พม่า เด่นหนึ่งเดียวในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480520

การศึกษาสงฆ์พม่า เด่นหนึ่งเดียวในโลก

โดย…สมาน สุดโต

การศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ในสหภาพเมียนมามีความพิเศษเป็นที่ยอมรับว่าไม่มีที่ไหนทำได้ กลายเป็นความโดดเด่นซึ่งมีแห่งเดียวในโลก

พระมหาไพโรจน์ ญาณกุสโล ป.ธ. 8 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กับคณะญาติโยมชาวเมียนมา ได้พาพระภิกษุชาวเมียนมาทั้ง 7 รูป ที่ท่องจำพระไตรปิฎกได้แบบน่าอัศจรรย์มากราบสักการะสมเด็จพระพุทธ
ชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่วัดพิชยญาติการาม เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560 ซึ่งสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ได้ถวายผ้าไตรจีวร และนิมนต์ฉันเพลด้วย

พระมหาไพโรจน์ อยู่เมียนมา 18 ปี เพื่อเรียนพระปริยัติธรรมแบบเมียนมา จึงท่องจำพระวินัยปิฎกได้ ยังขาดพระสุตันตปิฎก และพระอภิธรรรม ได้เป็นล่ามภาษาเมียนมาเล่าถวายสมเด็จพระพุทธชินวงศ์และญาติโยมที่มารักษาศีลที่วัดพิชยญาติการาม ว่า หลักสูตรการท่อง หรือทรงจำพระไตรปิฎกที่เรียนและสอบในเมียนมานั้น เป็นหลักสูตรที่มีแห่งเดียวในโลกเพราะเรียนแบบท่องจำ เมื่อสอบต้องท่องให้กรรมการ 3 ท่านฟัง และสอบข้อเขียนทั้งอรรถกถาและฎีกาอีกต่างหาก

เมื่อสอบผ่านพระสูตร (เฉพาะทีฆนิกาย) พระวินัย และพระอภิธรรม จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก ปัจจุบันทั่วประเทศเมียนมา มี 14 รูป เพิ่งสอบได้ในปีนี้ 1 รูป ซึ่งรู้ว่าสอบได้เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2560

เมื่อเป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก จะได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐบาลเมียนมาในหลายสถาน เช่น ได้รับนิตยภัต หรือเงินเดือนทุกเดือน เดินทางไปไหนในประเทศเมียนมา ถ้าใช้ยานพาหนะของรัฐบาล ได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องเสียค่าโดยสาร พร้อมทั้งผู้ติดตามอีก 2 คน

ชาวเมียนมานั้นให้เกียรติและยกย่องพระภิกษุผู้ทรงจำพระไตรปิฎกมาก เมื่อพูดเรื่องอะไร ชาวเมียนมาจะยอมรับและเชื่อฟัง เพราะถือว่าเป็นผู้รอบรู้พระพุทธพจน์อย่างดีแล้ว

การมาเมืองไทย ถือว่าเป็นครั้งแรกของพระที่ทรงจำพระไตรปิฎก เมื่อได้ถวายสักการะสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ พระภิกษุสงฆ์ชาวเมียนมาแสดงความพอใจและถือว่าเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ เพราะพระภิกษุสงฆ์ชาวเมียนมาให้ความเคารพและยกย่องสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ประหนึ่งว่าเป็นพระเถระผู้ใหญ่ระดับรองสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ฉันอาหารเพลกับพระภิกษุชาวเมียนมาผู้ทรงจำพระไตรปิฎก ที่วัดพิชยญาติการาม

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กล่าวต้อนรับด้วยความยินดี และบอกว่า ญาติโยมที่วัดพิชยญาติการาม เมื่อทราบว่าจะได้กราบพระผู้ทรงพระไตรปิฎกพร้อมๆ กัน ทั้ง 7 รูป ก็มีความยินดียิ่งนัก พร้อมทั้งสรรเสริญว่าการได้กราบพระผู้ทรงพระไตรปิฎก ถือว่าเป็นการสักการบูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นบุญกุศลที่หาได้ยากอย่างยิ่ง

ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนการสอนของคณะสงฆ์เมียนมา โดยมีองค์กรที่รับผิดชอบ 2 องค์กร คือ รัฐบาล และสมาคมเอกชน ของรัฐบาลนั้นแบ่งการสอบเป็น 4 ประเภท คือ 1.การสอบส่วนกลาง (ปฐมเปีย) 2.การสอบธรรมจริยะชั้นพิเศษ (มหาธรรมาจริยะ และปาฬิปารคู) 3.การสอบปิฎกธร 4.มหาวิทยาลัย

ส่วนสมาคมเอกชน ซึ่งแบ่งการสอบเป็น 2 ประเภท คือ ก.การสอบของภิกษุเรียกว่า อภิวังสะ และ ข.การสอบของสามเณรเรียกว่า สามเณรจ่อ (สามเณรใจสิงห์)

การสอบของสมาคมเอกชนนั้นจัดในจังหวัดต่างๆ เอกชนที่จัดมีชื่อเสียงนับร้อยปี ได้แก่ เจติยังคณะ และสักยสีหะ ผู้สอบได้จากสมาคมเอกชนจะมีคำลงท้ายว่า อภิวังสะ เหมือนกัน แต่กล่าวกันว่าการสอบภาคเอกชนนี้ยากนัก ปีหนึ่งสอบ 100 รูป จะสอบได้อย่างมาก 5 รูปเท่านั้น

ส่วนการสอบปิฎกธร (ของรัฐบาล) แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

1.ภณนะ คือ ท่องบ่นสาธยายทั้ง 5 นิกาย

2.ลิขนะ คือ ตอบคำถามใน 5 นิกาย ทั้งพระบาลี อรรถกถา ฎีกาและอนุฎีกาได้ทั้งหมด ซึ่งมีคำถาม 12 ข้อ ให้เลือกตอบ 10 ข้อ

ในจำนวนการสอบท่อง 100 รูปนั้น จะมีการสอบได้ตามภาณกะต่างๆ เพียง 20 รูป เป็นอย่างมาก และในจำนวนผู้สอบได้ทั้ง 20 รูปนั้น จะต้องมาสอบข้อเขียนอีก แต่เมื่อเข้ามาสอบข้อเขียนแล้ว จะเหลือที่สอบได้เพียง 2 หรือ 3 รูปเท่านั้น

วิธีสอบ ผู้สอบต้องท่องให้กรรมการ 3 รูป ที่เป็นผู้ชำนาญพระไตรปิฎกฟัง มีบัณฑิตนั่งกางพระไตรปิฎกฉบับบาลีดูขนาบข้างอีก 1 คน พระผู้สอบจะนั่งหันหน้าตรงไปทางพระมหาเถระผู้เป็นประธาน ภายใต้เศวตฉัตรสีขาว 3 ชั้น แล้วก้มศีรษะลงที่หมอนแล้วสวดไปไวๆ แบบสวดปาติโมกข์

เวลาในการสอบท่อง ใช้เวลาเป็นเดือน เพราะมีพระภิกษุสามเณรเข้าสมัครสอบกันมาก บางปีมีจำนวนผู้เข้าสอบถึง 100 รูป ในจำนวนดังกล่าวมีสามเณรเข้าสอบด้วย

ผู้ที่สอบได้ทั้ง 3 ปิฎก เรียกว่า เตปิฎกธระ ธัมมภัณฑาคาริกะ สามารถโดยสารทั้งเรือ รถไฟ รถยนต์ และเครื่องบินชั้น 1 ฟรีทั่วประเทศ พร้อมทั้งศิษย์ผู้ติดตาม 2 คน นอกจากนี้รัฐบาลยังถวายนิตยภัตอีกเดือนละ 1,800 จ๊าด สมัยนั้นเท่ากับเงินไทย 5,400 บาท (จากข้อมูล พ.ศ. 2538)

เป็นข้อมูลเบื้องต้น เพื่อให้ทราบว่าระบการศึกษาของคณะสงฆ์เมียนมาที่เป็นเพื่อนบ้านเขาศึกษากันอย่างไร ทำไมจึงเป็นยูนิค (Unique) หนึ่งเดียวในโลกได้

 

ทัศนะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480519

ทัศนะสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

โดย…สมาน สุดโต

ทัศนะของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ : มหาเถรมีเพื่ออะไร? สังฆราชมีเพื่ออะไร? “ขอแชร์เรื่องที่ได้รับทราบจากผู้ถวายการดูแลเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ว่า เมื่อปลายเดือน ม.ค. ท่าน รมต.ออมสิน ได้ไปกราบท่าน

ท่านให้ท่านรัฐมนตรีตัดรายชื่อท่านออกจากการตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชก่อนเลยเป็นอันดับแรก และท่านได้พูดให้ความรู้เกี่ยวกับการตั้งสมเด็จพระสังฆราช หรือเรื่องมหาเถรสมาคมว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จริง เรื่องใหญ่จริงอยู่ที่การพระศาสนา คือว่า มหาเถรมีเพื่ออะไร? สังฆราชมีเพื่ออะไร?

โดยหลักการก็รู้กันอยู่ว่า มีเพื่อรักษาธรรมะ หรือรักษาพระธรรมวินัย ถ้ามหาเถร หรือสังฆราชไม่มีไว้เพื่อธรรมะ มันก็ไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวนี้หลงทางไปมาก โดยไปมุ่งที่การปกครอง จะมียศศักดิ์ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ ที่จริงการปกครองมีไว้เพื่ออะไร?

อย่างเมืองไทยเรามีประเพณีกันอยู่ คือบวชเพื่อเรียน เมื่อสึกออกไปจะได้ไปรับผิดชอบครอบครัว ชุมชนสังคมของตนได้ เรียกว่ามีการศึกษานั่นเอง การศึกษาเพื่ออะไร? ก็เพื่อทำคนปุถุชนให้เป็นปุถุชนชั้นดี เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์คือทำคนให้มีการศึกษา ดังนั้น การปกครองมีไว้เพื่อการศึกษา

แต่ปัจจุบันการปกครองมีไว้เพื่อการปกครอง เพื่อจะมียศชั้นนั้นชั้นนี้ ทำให้คนบวชเข้ามาไม่ได้เรียนเลย พ่อแม่กู้เงินมาจัดงาน เลี้ยงโต๊ะจีน หมดเงินเป็นแสน พอสึกไปไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ตอนนี้การบวชไม่เหลือเนื้อหาสาระอะไรเลย เมื่อไม่มีสาระต่อไปสังคมไทยก็หมด

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ร่วมกับ ออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมและผู้มีเกียรติท่านอื่นๆ ร่วมวางศิลาฤกษ์ศาลาปฏิบัติธรรม (โพธิญาณมหาวิชชาลัย) ณ พื้นที่ 22 พุทธมณฑล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

 

ท่านเลยฝากรัฐมนตรีออมสินว่า ถ้าจะทำประโยชน์ก็ให้ได้สาระ จับสาระ หลักการให้ถูก การมีมหาเถร มีสังฆราชก็เพื่อพัฒนามนุษย์ ให้มีการศึกษาเล่าเรียนเรื่องธรรมะ ถ้าปล่อยไปโดยไม่มีสาระ หรือหลักการอย่างนี้ต่อไปก็หมด เหลือแต่ประเพณีพิธีกรรม

ตอนนี้ออกนอกลู่นอกทางไปไกลแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องมหาเถร ไม่ใช่แค่เรื่องตั้งสังฆราช แม้แต่เรื่อง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก็หลงทางกันหมด…”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กราบสักการะ สมเด็จวัดปากน้ำ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์) กราบสักการะ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พร้อมกราบลาไปรักษาอาการอาพาธยังโรงพยาบาลศิริราช

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เข้าถวายสักการะ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานกรรมการมส. โดยทางวัดปากน้ำ ได้บรรยายภาพไว้ว่า “ภาพอันเป็นมงคล”

 

‘สุวณา’ ดอกไม้เหล็ก ปปช. ศรัทธาหลวงปู่ทวด คุ้มภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480518

‘สุวณา’ ดอกไม้เหล็ก ปปช. ศรัทธาหลวงปู่ทวด คุ้มภัย

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

สัปดาห์นี้แวะเวียนหยิบกล้องส่องพระเครื่องคู่ใจของคนดัง ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างสุวณา สุวรรณจูฑะ หรือ “พี่แป๋ว” กรรมการ ป.ป.ช.คนปัจจุบัน ทำหน้าที่สางปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่ประพฤติมิชอบ วางตัวเหนือกฎหมายใช้อำนาจฉ้อฉลต่อหน้าที่ หลายคนถึงกับขยาดเมื่อได้ยินชื่อเธอ ซึ่งเป็นหนึ่งใน “ดอกไม้เหล็ก” ของ ป.ป.ช.ผู้รักษาผลประโยชน์ชาติบ้านเมือง

“พี่แป๋ว” เริ่มรับราชการในกระทรวงยุติธรรมมาตลอด แม้จะจบการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เช่นเดียวกับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็เคยผ่านมือเธอมาแล้ว

นอกจากนี้ ยังเคยเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จนก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้อย่างสง่างาม ไม่นานเธอเปลี่ยนใจไปสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จนได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อปี 2558 ที่สำคัญ “พี่แป๋ว” มีความเชี่ยวชาญด้านบัญชี และการบริหารราชการอย่างชำนาญ

 

ไล่เรียงประสบการณ์ทำงานพอหอมปากหอมคอ ไม่รอช้า ถามโป้งขึ้นกลางโต๊ะทำงานในห้องใหญ่ “ท่านสุวณาแขวนพระอะไร” เจ้าตัวไม่รอช้าปลดสร้อยทองที่แขวนยื่นให้ชม พร้อมบอกว่า “พี่แขวนหลวงปู่ทวดเม็ดแตง วัดช้างให้ จ.ปัตตานี มานานกว่า 30 ปี ตลอดชีวิตที่รับราชการจนปัจจุบัน และบูชารูปพ่อแม่ ที่เจ้าตัวยอมรับว่าเคารพบูชาอย่างสม่ำเสมอ เสมือนเป็นพระในบ้าน

ทุกคนทราบดีว่า หลวงปู่ทวดมีชื่อเสียงบุญบารมีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเป็นพระที่เคารพนับถือ ด้วยพื้นเพเป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช คนใต้ส่วนใหญ่มักเคารพบูชาหลวงปู่ทวดอยู่แล้ว   ทั้งยังเสริมสร้างความมั่นใจในการไปปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ”

ส่วนที่มาของพระหลวงปู่ทวดคู่ใจ “พี่แป๋ว” เล่าย้อนว่า มีผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมอบให้เพื่อปกป้องคุ้มครอง ถือเป็นพระที่มีคุณค่าอย่างมาก แม้อาจจะมีมูลค่าไม่มาก แต่ก็มีมูลค่าทางใจ   ถ้าเดินทางครั้งใดเกิดลืมแขวนพระองค์นี้ไปจะขาดความมั่นใจทุกเรื่อง เมื่อรู้ว่าต้องเดินทางจะเปิดตู้คว้าสร้อยพระมาสวมใส่ทันที ถ้าไม่แขวนก็จะใส่ติดกระเป๋าไปด้วย

“สุวณา” เผยประสบการณ์ตั้งแต่แขวนพระหลวงปู่ทวดมาตลอด 30 ปี ว่า ไม่เคยเกิดเรื่องเสี่ยงภัยร้ายแรงใดๆ เวลาเดินทางไปต่างจังหวัด นอกจากจะมีเพื่อนร่วมงานอยู่ด้วยแล้ว ก็ต้องมีหลวงปู่ทวดคู่ใจองค์นี้อยู่ติดตัวเสมอเพื่อสร้างความอุ่นใจ ถ้าไม่ได้แขวนติดตัวไปจะผวาเล็กน้อย เจ้าตัวหัวเราะ…ก่อนยกสิบนิ้วพนม พร้อมกล่าวว่า “สาธุขออย่าให้เกิด”

รูปพ่อแม่ท่านสุวณา

 

นอกจากนี้ “สุวณา” แสดงความเห็นส่วนตัวว่า โดยความเชื่อของทุกคนคือต้องห้อยพระดี แต่ก็เชื่อว่าถ้าเราเป็นคนไม่ดี ไม่ว่าจะห้อยพระกี่องค์ก็ช่วยอะไรไม่ได้ มันอยู่ที่ตัวเราด้วย พระเป็นแรงบันดาลใจปกป้องคุ้มครองภัย แต่ถ้าคนแขวนพระไม่ดี ก็เชื่อว่าพระท่านก็คงช่วยอะไรไม่ได้

ส่วนเรื่องการทำงาน “สุวณา” กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ต้องรู้จักหน้าที่” ต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด เรียนก็เรียนให้ดีที่สุด ทำงานก็ทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าตำแหน่งใดต้องรับผิดชอบตำแหน่งนั้นให้ดีที่สุด เชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีหมด ในภาพรวมมันต้องดี ดังนั้นคติพจน์ที่ยึดคือว่า “จงทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด” ยึดปฏิบัติมาตลอดที่รับราชการ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

“ทำงานโดยไม่เอาเปรียบใครหรือเอาประโยชน์ใส่ตัวเอง ถ้าทุกคนมุ่งมั่นทำงานทั้งหมด ส่วนตัวเชื่อว่าประเทศชาติอยู่ได้ ให้ใช้หลักทำงานร่วมมือกับทุกหน่วยอย่างบูรณาการกันเพื่อให้งานเดินไปในทิศทางถูกต้องและประสบความสำเร็จและผลงานต้องเป็นของทุกคน”

“สุวณา” กล่าวทิ้งท้ายว่า ชีวิตการทำงานที่เหลือจากนี้จะขับเคลื่อนไปพร้อมกันทุกส่วนในภารหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบเพื่อชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะในการปราบปรามการทุจริต ที่ต้องทำงานร่วมกันทุกองคาพยพไม่ใช่เพียงหน่วยใดหน่วยงานเดียว และป้องกันปราบปรามปัญหาทุจริตเพื่อชาติบ้านเมืองของเรา

 

‘การโค้ชตามวิถีพุทธ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/480517

‘การโค้ชตามวิถีพุทธ’

โดย…ราช รามัญ

พระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาบุรุษ พระองค์ยังพูดคุยกับตัวเองหลายครั้งหลายคราว เมื่อถึงในบางห้วงเวลาที่พระองค์เกิดคำถามในใจบางเรื่อง ซึ่งจะไปหาคำตอบจากที่อื่นก็คงจะยาก ดังนั้นการค้นหาคำตอบที่ได้มาจากใจของพระองค์เองนั้นแหละ คือ คำตอบที่ถูกต้องที่สุด

ในคัมภีร์มหายาน กล่าวไว้อย่างน่าศึกษามาก

ในคราวที่มหาบุรุษออกมาฝึกจิตยาวนานหลายปีแล้ว แต่ยังไม่พบซึ่งหนทางอันเป็นเป้าหมายที่สูงสุดเลย

วันหนึ่งขณะที่นั่งประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในยามบ่าย ในขณะนั้นความคิดก็ได้ปรากฏขึ้นมาในใจว่า คิดถึงราหุล คิดถึงยโสธรา คิดถึงวัง คิดถึงพ่อ แล้วมีความคิดอีกว่า หรือการนั่งบำเพ็ญในคราวนี้จะสูญเปล่ามาเสียแล้วหลายปี หรือว่าเรามาแล้วซึ่งผิดทางของชีวิต… เราควรจะกลับไปวัง ไปหาลูก ไปหาไปรับตำแหน่งกษัตริย์เพื่อปกครองนคร ไม่ต้องมาลำบากใดๆ อีก…

ความคิดของพระองค์…หยุดระงับไปสักครู่… ก็เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ว่า

นั่นไม่ใช่ทางที่ถูก นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ฝังลึกในใจของเราต่างหาก นั่นไม่ใช่คำตอบ เป็นเพียงสิ่งที่อยู่ลึกในใต้ภาวะจิตใจ คงเป็นมารในใจโดยแท้ การรู้แจ้งทางจิตวิญญาณนั้นยังคงมีอยู่จริง เราต้องค้นหาคำตอบนั้นให้ได้พบให้ได้เจอ

จากนั้นจึงได้อธิษฐานจิตเพื่อนั่งภาวนาต่อไป… แล้วก็นั่งนึกถึงตอนที่พระองค์นั่งอยู่ข้างนา ในวัยเยาว์ ที่ข้างพระราชพิธีแรกนา ว่าทรงนั่งบำเพ็ญให้ใจสงบได้ด้วยเพราะฌานแบบไม่ลึกลงดิ่ง ในที่สุดมหาบุรุษพบคำตอบแล้วบำเพ็ญต่อไป กระทั่งบรรลุตามเป้าหมาย ด้วยการเป็นอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

นี่เป็นการพูดคุยกับตัวเองของมหาบุรุษ… แม้แต่พระสาวกหลายรูปก่อนที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็สำเร็จอยู่จบพรหมจรรย์หมดกิเลสได้เพราะการโค้ชตัวเอง อาทิ พระอานนท์เถระ

ตามคัมภีร์ดั้งเดิม

พระอานนท์เร่งปฏิบัติธรรมทั้งคืน ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะพรุ่งนี้ต้องร่วมการทำสังคายนาคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้เพื่อให้พระสงฆ์ได้ศึกษา แต่ถ้าพระอานนท์ไม่บรรลุธรรมจะไม่ได้เข้าร่วมแต่ประการใด พระอานนท์ปฏิบัติจนเหนื่อยแล้วก็ล้มตัวลงพัก ระหว่างนั้นก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

แต่ในคัมภีร์มหายานกล่าวเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ความว่า

หลังจากที่มานั่งพักแล้ว พระอานนท์ได้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในใจว่า เพราะเรายึดมากเกินไปต่อการปฏิบัตินี้เป็นแน่แท้ การปล่อยการวางจึงไม่บังเกิดกับจิตใจ แล้วพระอานนท์ก็คิดขึ้นได้เองว่า

“รู้แล้วหนอ เราต้องวางบางอย่างลง เพื่อรับสิ่งใหม่บางอย่างเข้ามาแทนที่”

พระอานนท์จึงคิดพักผ่อนสักครู่ ค่อยลุกมาปฏิบัติ เมื่อค่อยๆ ล้มตัวเอียงลงนอนเท่านั้นเอง ในกิริยากึ่งนั่งกึ่งนอนก็บรรลุธรรม เปรี้ยง…นับว่าเป็นพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมในท่าทางที่ไม่เหมือนใครเลย

ดังนั้น การโค้ชตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์ หรือเป็นมหาศาสดา ต่างก็ต้องเคยพูดคุยกับตัวเองมาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น การพูดคุยนี้แหละ ทางศาสตร์แห่งการโค้ชเรียกว่า การโค้ชตัวเอง ความจำเป็นของการโค้ชตัวเองนั้นมีมาก เพราะในเมื่อตัวเราปรารถนาที่จะไปเป็นโค้ชในการทำหน้าที่โค้ชเพื่อให้ผู้อื่นหลุดออกจากความทุกข์ ด้วยความคิดและปัญญาของตัวเขาเอง ผู้เป็นโค้ชมีความจำเป็นที่จะต้องใสกระจ่างราวกระจกและมีพลังที่ดีในจิตใจอย่างเต็มปรี่เสียก่อน

โค้ชมือใหม่หลายคนที่ตกม้าตาย เพราะว่าไม่เข้าใจตัวเอง ในเมื่อตัวเราเองยังไม่เข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ แล้วเราจะไปโค้ชใครที่ไหนได้ให้ประสบความสำเร็จในชีวิต

การโค้ชตัวเอง มีหลักคิดในปรัชญาแนวพุทธอย่างหนึ่ง ที่เป็นสัจจะ หรือเป็นความจริงตลอดกาล คือ

“การรู้จักใจตัวเองโดยรอบแล้ว มีหรือที่เราจะไม่รู้ใจของผู้อื่นโดยรอบเช่นกัน”

ดังนั้น ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในด้านการเรียนศาสตร์แห่งการโค้ช จะต้องรู้จักตัวเองอย่างดีพอ และสามารถโค้ชตัวเองได้อย่างแยบยล และทำให้ตัวเองบรรลุสู่เป้าหมายได้ เมื่อเรายังสามารถทำให้ตัวเองบรรลุสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริงในยามที่เราสับสนกังวล หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้จนพบคำตอบ ผมถือว่าบุคคลนั้นย่อมสามารถโค้ชผู้อื่นให้บรรลุถึงเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน

การโค้ชตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ เพราะในบางห้วงของชีวิตเรานั้น เมื่อเจอจุดล็อกทางความคิดที่คล้ายปัญหาหนักเข้ามากระทบ หรือมีเรื่องยากๆ ให้ตัดสินใจ บางเรื่องก็ไม่อาจที่จะหันหน้าไปปรึกษาใครได้ เพราะเป็นเรื่องครอบครัว เป็นต้น

การที่ได้โค้ชตัวเองนี้แหละ จะทำให้คุณได้พบคำตอบที่ออกมาจากตัวของคุณเองและเป็นคำตอบที่ค่อนข้างทำให้คุณเกิดความพอใจและบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง…สนใจเรื่องการโค้ช ลองไปหาอ่านจากหนังสือ โค้ชวิถีพุทธ ราคา 170 บาท ที่ร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ทุกสาขา

 

ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479429

ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

โดย…ส.คนจริง

ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในการปกครองคณะสงฆ์ของไทยมีมานาน เอาง่ายๆ ตั้งแต่ใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา แต่ชะตาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเหมือนตัวสำรอง ไม่เคยเป็นตัวจริง เว้นแต่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่) วัดสระเกศเพียงองค์เดียว ที่ปฏิบัติทำหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชในตอนแรก ต่อมาก็ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

นับแต่ พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีสมเด็จพระสังฆราชรวม 5 พระองค์ คือองค์ที่ 15 สมเด็จพระสังฆราชอยู่ วัดสระเกศ องค์ที่ 16 สมเด็จพระสังฆราชจวน วัดมกุฏกษัตริยาราม องค์ที่ 17 สมเด็จพระสังฆราชปุ่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม องค์ที่ 18 สมเด็จพระสังฆราชวาสน์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และองค์ที่ 19 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อแต่ละองค์สิ้นพระชนม์ กฎหมายสงฆ์ 2505 ให้ตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชโดยเลือกผู้อาวุโสโดยพรรษา ถ้าองค์นั้นอาพาธให้เลือกสมเด็จที่อาวุโสรองลงไปตามลำดับ จึงมีผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือรักษาการสังฆราชหลายองค์ บางองค์รับหน้าที่รักษาการถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวจริง

บางองค์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชและมีแนวโน้มว่าจะได้เป็นตัวจริงเสียด้วย แต่ถูกฝ่ายไม่เห็นด้วยค้านอย่างหนัก ทั้งกล่าวหาตรงๆ หรือเสียดสีทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง องค์นั้นคือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ที่ฝ่ายอาณาจักรบัญญัติไว้โดยที่ท่านไม่ได้ไปเรียกร้องหรือเสนอตัว แต่เมื่อท่านปฏิบัติหน้าที่และมีแนวโน้มว่าจะได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็มีขบวนการสร้างเรื่องให้ท่านมัวหมอง เช่น เรื่องที่ท่านมีชื่อเป็นเจ้าของรถโบราณ ถึงวันนี้ฝ่ายที่ค้านหรือโจมตีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์กำลังนอนยิ้มด้วยความสุขใจ ที่ความพยายามกีดกันไม่ให้สมเด็จองค์นี้ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดจะเป็นจริง เมื่อมีข่าวว่าจะโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเถระรูปอื่น

อันการปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชนั้นทำตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่มาตรา 10 บัญญัติว่าในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราชให้สมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยพรรษาเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ถ้าสมเด็จอาวุโสนั้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ให้สมเด็จที่อาวุโสรองลงมาปฏิบัติหน้าที่แทน ให้ทำอย่างนี้ตามลำดับ

เมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 มีผลวันที่ 1 ม.ค. 2506 นั้น ประเทศไทยว่างสังฆราช กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่) วัดสระเกศ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จอยู่จึงเป็นรูปแรกที่ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตาม พ.ร.บ.นั้น ต่อมาท่านก็ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงนับว่าเป็นรูปเดียวที่ทำหน้าที่สังฆราชแล้วได้เป็นตัวจริงในที่สุด เพราะหลังจากนั้นมีการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชหลายองค์แต่ไม่ได้เป็นสังฆราชแม้แต่องค์เดียว ขอยกมาเล่าตามลำดับดังนี้

เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่) สิ้นพระชนม์ ราชการจึงตั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน) วัดอรุณราชวราราม ที่อาวุโสสูงสุดโดยพรรษา เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แต่เมื่อสถาปนาตัวจริง ก็มีพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จมหาวีรวงศ์ (จวน ป.ธ. 9 ) วัดมกุฏกษัตริยาราม เป็นสังฆราช องค์นี้นอกจากเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์แล้ว ยังอาวุโสโดยสมณศักดิ์ (เป็นสมเด็จ พ.ศ. 2499 ) เมื่อสมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2514 ผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน) วัดอรุณราชวราราม แต่อาพาธ ราชการจึงตั้ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แต่เมื่อสถาปนาโปรดเกล้าฯ ก็สถาปนา สมเด็จพระวันรัต (สมเด็จปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จปุ่น วัดพระเชตุพนฯ เป็นสังฆราชได้ปีเศษก็สิ้นพระชนม์ ต้องมีผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชอีก หวยมาออกที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ อีกครั้ง เพราะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน) วัดอรุณ ซึ่งอาวุโสโดยพรรษา อาพาธทำหน้าที่ไม่ได้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์) วัดพระศรีมหาธาตุ จึงปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอีกครั้งนับเป็นครั้งที่ 2 เริ่มวันที่ 8 ธ.ค. 2516 (อ่านต่อฉบับหน้า)