พุทธศาสนา… สู่ความสมภาพ…สมชีวี!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479428

พุทธศาสนา... สู่ความสมภาพ...สมชีวี!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… จากพระภาษิตที่ว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชฺชติ …ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย แปลว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้ดีเลวต่างกัน… นับเป็นเรื่องที่ควรยกขึ้นมาพิจารณาในสังคมมนุษย์ไอทีปัจจุบันอย่างยิ่งพระพุทธศาสนา จึงกล่าวถึงเรื่อง หลักสมภาพ คือ ความเสมอกัน โดยมีหลักว่า มนุษย์สามารถทำให้เสมอกันได้ในสิ่งที่เป็นไปได้… และไม่สามารถทำให้เสมอกันได้ในสิ่งที่ไม่อาจทำได้…

หลายเรื่องราวมีผลมาจากกรรมที่ก่อในอดีต ก็ต้องรับผลที่สำเร็จแล้วนั้น โดยสภาพธรรมที่ปรากฏในปัจจุบัน ดังเช่น ผลทางกายภาพหรือจิตภาพ ที่ดี… ไม่ดี สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์… แต่หลายๆ เรื่องราวในชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้เจริญเติบโตเท่าเทียมกันได้ โดยเฉพาะในความคิด… ความเห็น ความรู้ ความดี และคุณธรรม ความสามารถ… การประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นไปตามธรรม แม้จะมีผลแห่งกรรมเก่าที่เป็นอกุศลมาขวางกั้น แต่ก็มิใช่ว่าจะแก้ไขหรือพัฒนาเพื่อความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นกุศลไม่ได้…

พระพุทธศาสนาจึงมุ่งเข้าสู่หลักสมชีวี… สมภาพ เพื่อการพัฒนาชีวิตเข้าสู่ภราดรภาพและเสรีภาพอย่างมีความเป็นอิสรภาพด้วยอำนาจธรรม ด้วยการกำหนดธรรมจริยา… ธรรมจรรยา เพื่อการเข้าถึงสมจริยาในพระพุทธศาสนา ที่มุ่งเน้นการประพฤติปฏิบัติตามกุศลกรรมบถทั้ง 10 ประการ เพื่อบรรลุความสมภาพ.. ภราดรภาพ… เสรีภาพ

พระพุทธศาสนาของเราจึงยกเรื่องกฎเกณฑ์กรรมมาเป็นพื้นฐานในการอบรมสั่งสอนให้ศาสนิกชนมีปสาทศรัทธา (เลื่อมใสศรัทธา) ในกรรมสัทธาวิปากสัทธา และกัมมัสสกตาสัทธา

การนำเรื่อง กฎเกณฑ์กรรม มาเป็นพื้นฐานการศึกษาเพื่อชีวิตในพุทธศาสนานั้น… เพื่อการสร้างความเห็นชอบขั้นพื้นฐาน อันจะชักนำไปสู่การสร้างสัมมาทิฏฐิขั้นอริยธรรม โดยการเชื่อมโยงความรู้ความเข้าใจอย่างมีเหตุ มีผล… ไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ลุ่มลึก นอกเหตุ เหนือผล อันเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ในสภาวธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้น-ดับไป เพื่อจะได้ประมวลความรู้ลงในอริยสัจ ที่เป็นที่สุดแห่งสัจธรรม ที่เรียกว่า หลักอริยสัจ ๔ ในพระพุทธศาสนา

ดังหลักฐานที่ทรงแสดงไว้ในเรื่องของกรรมที่ปรากฏในสฬายตนวรรค สังยุตตนิกายฯ ที่มีพระพุทธภาษิตว่า “เราจะแสดงกรรมเก่า กรรมใหม่ การดับกรรม และหนทางดับกรรม…”

โดยแจกแจงลงไปว่า กรรมเก่า คือ อายตนะภายใน ๖ … กรรมใหม่ คือ การกระทำที่ทำอยู่ในปัจจุบัน การดับกรรม คือ การเข้าถึงวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั่นชื่อว่า ความดับกรรมและหนทางดับกรรม คือ อริยมรรคอันมีองค์ธรรม ๘ ประการ

พระพุทธศาสนามุ่งเน้นหลักการพัฒนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต .. จึงทรงแสดงหลักอธิษฐานธรรมไว้ ๔ ประการ อันปรากฏอยู่ในธาตุวิภังคสูตร ที่ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา… พึงอนุรักษ์สัจจะ… พึงเพิ่มพูนจาคะ และพึงตามศึกษาสันติ ที่สรุปลงที่ ปัญญา สัจจะ จาคะ และอุปสมะ อันสอดคล้องกับหลักธรรมสำหรับฆราวาส ๔ ประการ ได้แก่ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะ ที่เป็นธรรมปฏิบัติเพื่อการพัฒนาชีวิตไปสู่จุดมุ่งหมายที่สูงสุด สู่ความเป็นกัลยาณชนและอริยบุคคล

ดังนั้น ความเชื่อมั่นที่ว่า “ชีวิตของสัตว์เราทั้งหลายต้องพัฒนาได้… จิตวิญญาณสามารถยกระดับได้สมฐานะสัตว์ประเสริฐ” จึงถูกปลูกฝังลงในจิตใจของพุทธศาสนิกชน… ด้วยการพัฒนาจิตตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เพื่อคุณภาพ สมรรถภาพ ประสิทธิภาพในชีวิตที่มีดุลยธรรม… ด้วยความเชื่อที่เป็นสัจธรรมดังกล่าว พระพุทธองค์จึงทรงแสดงหลักสมชีวีธรรม คือ หลักธรรมของคู่ชีวิตที่สามารถทำให้เสมอกลมกลืนกันได้ เพื่อสันติภาพในการคบค้าสมาคมกันด้วยการมีสมสัทธา สมสีลา สมจาคา สมปัญญา หรือดังที่กล่าวไว้ในสาราณียธรรมที่ปรากฏคำว่า สีลสามัญญตา คือ มีศีลบริสุทธิ์เสมอกัน… ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีทิฏฐิหรือความเห็นที่มีความเสมอกัน…

ฉะนั้น การเข้ามาสู่พระพุทธศาสนานี้ จึงจะไม่มีความแตกแยกแปลกออกไปโดยเด็ดขาด… หากทุกคนเคารพปฏิบัติตนตรงตามพระธรรมวินัยด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง…

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

 

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พระเถระผู้สมถะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479427

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ พระเถระผู้สมถะ

โดย…สมาน สุดโต

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในเขตพระนคร ติดกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ทรงสร้างวัดคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5

หนังสือประวัติวัด เล่าว่า มูลเหตุที่สร้างวัด คือ สืบเนื่องจากพระราชศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และเป็นไปตามโบราณราชประเพณีนิยมที่สมเด็จบรมพระบุพการีได้ทรงบำเพ็ญมา เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2412 นับเป็นปีที่ 2 ในรัชกาลนั้น โปรดให้ซื้อที่ ซึ่งเดิมเป็นวังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ บ้านเรือนราชการ และราษฎรสิ้นพระราชทรัพย์ 2,806 บาท 37 สตางค์ โดยพระราชประสงค์จะให้เป็นวัดประจำรัชกาล ดังปรากฏวัดประจำแต่ละรัชกาล คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสร้างวัดอรุณราชวราราม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดราชโอรสาราม และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

ส่วนลำดับเจ้าอาวาส มีดังนี้

1.พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2412-2444

2.พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2444-2480

3.พระศาสนโศภน (ภา ภาณโก) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2480-2489

4.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2491-2531

5.สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2531-2551

6.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2551-ปัจจุบัน

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ด้านถนนเฟื่องนครวัดประจำรัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 7

 

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ ที่ได้รับการพูดถึงกันมากในระยะนี้ จึงขอถ่ายทอดประวัติให้ทราบโดยย่อ ท่านเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 6 ต่อจากเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร ป.ธ.6)” ที่มรณภาพเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2551

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ มีนามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2470 ณ หมู่บ้าน ต.บางป่า อ.เมือง จ.ราชบุรี โยมบิดา-มารดาชื่อ นับ และ ตาล ประสัตถพงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย ปัจจุบันสิริอายุได้ 90 ปี

ย้อนอดีตประวัติ ท่านบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปี 2480 ณ วัดสัตตนารถปริวัตร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี (เงิน นนฺโท) เจ้าคณะจังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ. 2490 จึงย้ายมาอยู่จำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2491 ณ มหาพัทธสีมาวัดราชบพิธฯ โดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสนมหาเถร) เป็นพระอุปัชฌาย์ และท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (ทองเจือ จินฺตากโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยคพ.ศ. 2493

ต่อมา ท่านได้สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) เป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 จบศาสนศาสตรบัณฑิต เมื่อปี 2500 ต่อมาปี 2509 ได้เข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นพระธรรมทูตรุ่นแรก ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี (Banaras Hindu University) ประเทศ
อินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี 2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี

ในช่วงปี 2516 เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมีพระขันติปาโล ชาวอังกฤษ เป็นสหธรรมิก พร้อมไวยาวัจกร ตามคำนิมนต์ของประธานพุทธสมาคมแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้วางรากฐานพระพุทธศาสนา ตลอดถึงเป็นเนติให้สหธรรมิกที่มาภายหลังได้เผยแผ่อย่างเป็นรูปแบบ ทำให้พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความมั่นคง มีวัดและพระสงฆ์อยู่ประจำรัฐแห่งนี้ ก่อนขยายไปยังเมืองใหญ่อีกหลายเมือง อาทิ กรุงแคนเบอร์รา นครเมลเบิร์น และเมืองดาร์วิน เป็นต้น

ภารกิจและงานเผยแพร่ที่โดดเด่น เป็นประธานอำนวยการฝ่ายบรรพชิต สร้างพระมหาธาตุเจดีย์และเขตพุทธาวาสเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และฉลองมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

เป็นผู้นำพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ไปเผยแผ่ในประเทศออสเตรเลีย

เป็นรองประธานกรรมการที่ปรึกษาสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต)

งานปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบัน

– เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

– ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14-15 (ธรรมยุต)

– กรรมการมหาเถรสมาคม

– กรรมการคณะธรรมยุต

– นายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

– กรรมการบริหารมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

– แม่กองงานพระธรรมทูต

– ประธานมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร และเป็นศิษย์พระอาจารย์ฝั้นที่มีสมณศักดิ์สูงสุดในปัจจุบัน

ที่ได้รับการพูดถึงเสมอคือท่านไม่มีรถยนต์ส่วนตัวเหมือนพระเถระอื่นๆ จึงได้รับยกย่องว่าเป็นพระเถระที่สมถะรูปหนึ่งในคณะสงฆ์ไทย

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถวาย ป.เอก สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479426

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถวาย ป.เอก สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

โดย…สมาน สุดโต

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา แด่พระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2560 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าประคุณสมเด็จจัดพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทำบุญอายุวัฒนมงคล 76 ปีด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ประกาศเกียรติคุณว่า

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี ณ วัดละมุด จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปี 2504 จากนั้นได้ตั้งใจเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความอุตสาหะ เพียง 11 ปีเท่านั้นท่านก็สามารถสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค อันเป็นชั้นสูงสุดในหลักสูตรบาลี นับว่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง จากนั้นยังไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย สามารถสอบได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์อินเดียโบราณและประวัติโบราณเอเชียใต้ ท่านจึงเป็นผู้ทรงความรู้ความสามารถสูง คณะสงฆ์จึงไว้วางใจให้ทำหน้าที่หลายประการ นอกจากเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส จ.นครปฐม และยังมีผลงานทางด้านวิชาการอีกมากมาย ไม่ต้องกล่าวถึงสมณศักดิ์ของท่านที่ได้เลื่อนมาโดยลำดับจนถึงสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ

จากผลงานดังกล่าว ทำให้องค์กรต่างๆ ถวายรางวัลให้ท่านมากมาย รวมทั้งรัฐบาลเมียนมา ถวายตำแหน่งอัคคมหาบัณฑิต เมื่อปี 2556 ด้วย

ด้วยเกียรติคุณมากมายนั้น สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ถวายปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา แด่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป

ในการกล่าวอนุโมทนาที่มหาวิทยาลัยถวายปริญญาให้นั้น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ได้กล่าวเป็นคติธรรมไว้ว่า ปริญญากิตติมศักดิ์นับว่าเป็นปริญญาระดับสูงของมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ให้และผู้รับต่างมีเกียรติทุกฝ่าย การถวายปริญญาแก่พระสงฆ์ที่ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนา ถือว่ามห าวิทยาลัยมองการณ์ไกล แต่พระเถรานุเถระที่ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนานั้น มิใช่มีแต่ตัวท่านเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายหลายรูป ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ถวายปริญญากิตติมศักดิ์ไปแล้ว แสดงว่ามหาวิทยาลัยมองเห็นผลงานของคณะสงฆ์เป็นอย่างดี

การถวายปริญญาแก่พระสงฆ์รวมทั้งตัวท่านนั้น ถือว่าเป็นกำลังใจให้บำเพ็ญกิจเพื่อพระศาสนา โดยเฉพาะในฐานะตัวแทนนำพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเทศนาสั่งสอนอบรมให้สังคมเกิดคุณธรรม มีศีลธรรม จริยธรรม

ในส่วนตัวของสมเด็จเองนั้น ได้รับปริญญาก็มีความพอใจ แต่ยินดีในปริญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งกว่า ซึ่งก็มิได้ปฏิเสธปริญญาที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เพราะปริญญาที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นปริญญาที่ให้กำลังใจ ปริญญาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นปริญญาเพื่อให้เกิดความสุขอันเป็นอมตะ และเป็นความดับทุกข์โดยประการทั้งปวง จึงขอกล่าวว่ายินดีในปริญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ปฏิเสธปริญญาที่ไม่ใช่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงขออนุโมทนาสภามหาวิทยาลัยที่มีมติมอบปริญญาให้ในครั้งนี้

อนึ่ง ในช่วงเช้าสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ได้มาร่วมแสดงความยินดีและฉันเช้าร่วมกับพระเถระอื่นๆ เช่น กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ตลอดจนถึงพระสังฆาธิการในหนกลางที่เข้ารับการอบรมพระอุปัชฌาย์อีก 79 รูปด้วย

 

พระยอดนิยม อมตะนิรันดร์กาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479425

พระยอดนิยม อมตะนิรันดร์กาล

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระกริ่งสังฆราช (แพ) รูปหล่อหลวงพ่อเดิม ปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ล้วนแต่เป็นพระยอดนิยมอมตะนิรันดร์กาลทั้งสิ้น ดังมีลักษณะเด่นดังนี้

องค์แรก พระกริ่งฉลองสุพรรณบัฏสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ ได้จัดสร้างขึ้นในปี 2483 ในวาระที่สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงมีพระชนมายุครบ 7 รอบ (84 ปี) มีทั้งหมด 4 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ หม้อน้ำมนต์โต จำนวน 108 องค์ พิมพ์ใหญ่ หม้อน้ำมนต์เล็ก จำนวน 108 องค์ พิมพ์เล็ก หม้อน้ำมนต์โต จำนวน 330 องค์ พิมพ์ล้อแบบพระกริ่ง 2441 จำนวนสร้าง 108 องค์ องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์เล็ก หม้อน้ำมนต์โต เนื้อหาจัดจ้าน สวยคมมีคราบดินขี้เบ้าติดอยู่ ดูง่าย

รูปหล่อปั๊มรุ่นแรกหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ

 

องค์ที่ 2 พระรูปเหมือนปั๊ม รุ่นแรกพิมพ์ B ปี 2482 หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นครสวรรค์ รุ่นนี้มี 2 เนื้อ คือ เนื้อทองเหลืองและอัลปากา จัดสร้างด้วยกรรมวิธีการปั๊มแบบแม่พิมพ์ประกบหน้าหลัง ด้วยแม่พิมพ์ชุดเดียว เมื่อปั๊มจำนวนมากแม่พิมพ์สึกหรอ ทำให้แบ่งแยกเป็นพิมพ์ขึ้นมาตามความคมชัดของแต่ละพิมพ์ จุดสังเกตหลัก คือ ช่องว่างในซอกแขนขวาด้านหลัง จะมีความกว้างตื้นลึกต่างกัน 4 ระดับ ลึกมาก กว้างมากสุด เป็นพิมพ์ A ลึกน้อยลง แคบลง ก็ไล่ระดับเป็นพิมพ์ B C D จนถึงตื้นสุด แคบสุด องค์นี้เป็นพิมพ์ B เนื้อทองเหลือง ราคาหลักแสนกลาง

สมเด็จวัดเกศไชโย

 

องค์ที่ 3 ชมพระสมเด็จวัดเกศไชโย เป็นพระเครื่องที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างและบรรจุเอาไว้เพื่อเป็นพุทธบูชาและเป็นอนุสรณ์แด่โยมมารดาของท่านชื่อ “เกศ” พิมพ์ที่นิยมมี 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ 7 ชั้น นิยม พิมพ์ 6 ชั้น อกตัน และพิมพ์ 6 ชั้น อกตลอด องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์ 7 ชั้น นิยม บี พระสวยดูง่าย ราคาว่ากันหลักล้าน

หลวงพ่อเอีย ทองคำ ปี 2518

 

องค์ที่ 4 ชมพระรูปเหมือนใบโพธิ์เนื้อทองคำ หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน จ.ปราจีนบุรี ปี 2518 รุ่นฉลองอายุครบ 6 รอบ หลวงพ่อเอียท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท และอาจารย์โกลั่นฟ้า หลวงพ่อเอียท่านได้ชื่อว่า เทพเจ้าแห่งเมืองหน่อไม้ไผ่ตง ท่านมีเมตตาแก่ลูกศิษย์ ท่านเก่งด้านกสิณทำน้ำมนต์ พระเครื่องของท่านล้วนแต่มีประสบการณ์สูงมาก ราคาหลักแสน

ครุฑพระเจ้าตากฯ วัดเขาอ้อ ของฉัตรชัย นิติภักดิ์

 

องค์ที่ 5 ชมองค์พญาครุฑสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สร้างในโอกาสทำบุญครบ 80 ปี พระปลัดห้อง (หลวงพ่อห้อง) เจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ จ.พัทลุง เป็นสุดยอดวัตถุมงคลอีกชิ้นของวัดเขาอ้อ พญาครุฑชุดนี้ผู้ที่บูชาได้เกิดประสบการณ์มากมาย องค์ที่นำมาให้ชมเป็นเนื้อทองคำของคุณฉัตรชัย นิติภักดิ์

เนื้อชานหมากผสมเกศา ของหลวงปู่ขาว

 

องค์ที่ 6 ชมพระผงชานหมากผสมเกศาหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี ปี 2511 รุ่นนี้ได้รวบรวมของดีของหลวงปู่ขาว เช่น ผงพุทธคุณ ชานหมากจากที่ท่านฉัน เกศาของท่านมาผสม โดยใช้แม่พิมพ์เหรียญรุ่น 2 ปี 2511 ของหลวงปู่มาเป็นแม่พิมพ์ พระผงรุ่นนี้ถือเป็นผงเนื้อชานหมากรุ่นแรก

พระปิดตาพุงป่อง หลวงปู่ยิ้ม ของ พ.อ.นำพล คงพันธ์

 

องค์ที่ 7 พระเนื้อผง พิมพ์สมเด็จ ของหลวงปู่ขาว เช่นกัน สร้างถวายโดย นพ.อวย เกตุสิงห์ ได้นำมวลสารบางขุนพรหมผสมลงในเนื้อพระขณะผสมมวลสาร กลายเป็นตำนานความยิ่งใหญ่ของพระสมเด็จรุ่นนี้ จึงเป็นที่มากับสมญานามของพระรุ่นนี้ว่า บางขุนพรหมอีสาน

องค์สุดท้าย ชมปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี พระพิมพ์พุงป่อง เนื้อผงสีเหลือง เป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจากพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์ชะลูด พุทธคุณเด่นด้านโชคลาภ เป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคีพระปิดตาของประเทศไทย องค์ที่นำมาให้ชมเป็นของ พ.อ.นำพล คงพันธ์

ฝากธรรมะของพระไพศาล วิสาโล ว่า “เราปฏิบัติธรรมเพื่อฝึกจิตให้มีสติและปัญญา เพื่อดูแลรักษาจิตไม่ให้ปรุงแต่งและเผลอรับคำเชิญของสิ่งต่างๆ ที่มาชวนให้เป็นทุกข์”

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

 

‘โค้ชวิถีพุทธ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/479424

‘โค้ชวิถีพุทธ’

โดย…ราช รามัญ

ขอเขียนถึงหนังสือเล่มใหม่ของตัวเอง “โค้ชวิถีพุทธ” ร้อนๆ มาจากแท่นพิมพ์ หนังสือเล่มนี้ได้นำเอากระบวนการจากต่างประเทศทางตะวันตกมาผสานกับความเป็นปรัชญาแห่งพุทธศาสตร์ทั้งระบบมหายานและเถรวาทจึงได้มาเป็นหนังสือเล่มนี้

ระบบการสอนทั่วไป นิยมแบบสมัยโบราณ คือ นำเอาความรู้ของตนเองที่มีถ่ายทอดออกไปเพื่อให้ผู้เรียนหรือผู้ฟังนั้นจดจำท่องจำ แล้วนำเอาไปใช้กับชีวิต แต่ระบบของการโค้ชชิ่งนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนหรือผู้ที่ฟัง ซึ่งตามศาสตร์นี้เรียกว่า โค้ชชี่ ได้ตระหนักและสำนึกรู้ได้ด้วยตัวเองจากกระบวนทางความคิดของตัวเอง

พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงใช้วิธีการสอนแบบนี้เช่นกัน แต่ทางภายในศาสนาเราอาจจะเรียกกันว่า เทศนาบ้าง เทศน์โปรดบ้างบางครั้งพระพุทธองค์ทรงตรัสแบบตั้งคำถามเพื่อให้ตอบ บางครั้งก็เป็นผู้ตอบคำถามเสียเองกับบางคำถาม วิธีการสอนหรือเผยแผ่ธรรม หรือจะเรียกอะไรก็สุดแท้แต่ จะได้ผลเลิศกว่าเพียงแค่การสอนแบบตรงๆ มาบรรยาย หรือมาสาธยาย

พระสงฆ์ถ้าได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งการโค้ชชิ่ง งานเผยแผ่พระศาสนาย่อมจะกว้างขวาง และทำให้ผู้ที่ฟังธรรมนั้นเกิดประโยชน์จากการโค้ชอย่างอิ่มและปีติในธรรม

การพัฒนาตนเองแบบไม่หยุด เป็นสิ่งที่ผมปรารถนาอย่างมาก โดยเฉพาะความรู้ใหม่ๆ หลักคิดในการพัฒนาตนเองที่ผมได้มาจากผู้ใหญ่จากหลากหลายวงการทำให้ผมสามารถนำเอามาต่อยอดได้กับการใช้ในชีวิตจริงเสมอ คำว่า โค้ช ที่ผมรู้จักครั้งแรกเมื่อพี่ชายผมกลับมาจากอเมริกา มาแนะนำและสอนผมเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ความสนใจของผมตอนนั้นยังไม่มาก และตอนที่ทำหนังสือให้อาจารย์ณรงค์วิทย์ แสนทอง และ โค้ชปกรณ์ ในหนังสือที่ชื่อว่า ใช้ชีวิตคิดแบบโค้ช ซึ่งได้รับความนิยมมาก

ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้หลงใหล วิชา โค้ชชิ่ง โดยปริยาย ในที่สุดแล้วเมื่อได้เวลาในการตกผลึก ผมจึงศึกษาเรื่องของศาสตร์โค้ชชิ่ง (Coaching) อย่างจริงจังกับบุคคลที่มีความรู้ความสามารถทางด้านนี้เพิ่มเติม ท่านแรกคือ โค้ชนุ่น-นภัส มรรคดวงแก้ว และอีกท่าน คือ โค้ชเทอดทูน ไทศรีวิชัย สองท่านนี้มีความรู้ด้านโค้ชแนวหน้าของเมืองไทยเลย ความจริงมีอีกหลายท่านแต่ผมศรัทธาทั้งสองท่านนี้อีกท่านหนึ่งอาจารย์ณรงค์วิทย์ท่านคอยบ่มเพาะและให้กำลังใจมาโดยตลอดเวลา

ผมพยายามศึกษาทุกแง่มุมของความรู้ทางศาสตร์โค้ชชิ่ง เพราะเมื่อต้องการรู้อะไรสักอย่าง ผมต้องการรู้ให้จริง เมื่อพอมีความรู้ทางด้านโค้ชมากขึ้น ก็นำเอามาเชื่อมโยงและผนวกกับวิถีแห่งความเป็นพุทธที่พยายามมีการสอนเพื่อให้ผู้คนหมดจากความทุกข์ด้วยให้เกิดปัญญาขึ้นมาเอง

ซึ่งผลลัพธ์และวิธีการหลายอย่าง เป็นไปในมุมมองเดียวกับวิธีการโค้ช เพียงแต่สิ่งที่พระพุทธศาสดาโค้ชหรือให้ธรรมะไปนั้น เพื่อให้เกิดปัญญาหมดทุกข์และหมดกิเลส แต่บางคนอาจคิดแย้งกลับกันว่า ตามศาสตร์ของความเป็นโค้ช โค้ชไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความสามารถในมุมมองความคิดที่คล้ายกับจะเป็นปัญหาของโค้ชชี่ แต่ความจริงเป็นเพียงแค่การล็อกความคิด ไม่ใช่ปัญหา แต่เราอาจใช้คำว่า ปัญหา เข้ามาแทนในการสื่อสารเท่านั้น อาทิ โค้ชชี่อาชีพนักแข่งรถ แต่ผู้ที่จะเป็นโค้ชไม่จำเป็นที่จะต้องขับรถเป็นหรือไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นนักแข่งรถด้วยซ้ำ แต่ก็สามารถเป็นโค้ชให้ได้ และนำพาโค้ชชี่หลุดออกจากข้อกังวลในความคิดที่คล้ายกับเป็นปัญหาได้ ด้วยศาสตร์แห่งการโค้ชที่ทำให้โค้ชชี่เกิดปัญญาขึ้นมาเองจากการตั้งคำถาม

แต่สำหรับพระพุทธศาสดา พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ มีพระปัญญามาก แล้ววิธีการของพระองค์จะเหมือนการโค้ชได้อย่างไร แน่ล่ะ ถ้าอ่านหรือรู้จักพระพุทธศาสนาในมุมแบบของเถรวาทเพียงอย่างเดียว ก็ต้องย่อมเข้าใจในบริบทเดียว แต่ถ้าหากได้มีโอกาสศึกษาของมหายานอย่างจริงจัง จะพบได้ว่า หลายครั้งที่พระพุทธศาสดาตรัสเรื่องธรรมะแบบถามตอบ เป็นวิธีเดียวกับศาสตร์ของการโค้ชอย่างน่าฉงน

โค้ชวิถีพุทธ จึงเป็นอะไรที่บอกได้ว่า นำเอาธรรมะของพระพุทธศาสนามาสอดแทรกตามความเหมาะสมในการหยิบยกเป็นตัวอย่าง แต่ทุกขั้นตอนของการโค้ชและเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถาม การฟัง การสะท้อน การย้อนกลับไปชื่นชมในตัวโค้ชชี่ ล้วนแต่นำเอาวิธีแห่งหลักธรรมของพุทธเข้ามาร่วมด้วยได้อย่างกลมกลืน ถ้าศึกษาแล้วนำเอาไปใช้อย่างจริงจังแล้วเรื่องของศาสตร์แห่งการโค้ชไม่ได้ยาก หรือง่ายจนกระทั่งไม่ต้องศึกษา เพียงแต่ถ้าหากคุณรู้หลักอย่างแท้จริงแล้ว คุณก็สามารถนำเอาไปปรับใช้ได้อย่างมีคุณภาพแท้จริง… n

อ่านต่อฉบับหน้า

 

พระธรรมทูตทำงานหนักมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/478243

พระธรรมทูตทำงานหนักมาก

โดย…สมาน สุดโต

ไปอินเดียหนนี้พบเนื้อนาบุญระดับหัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ที่นักแสวงบุญทั้งพระสงฆ์และคฤหัสถ์ รู้จักดี คือท่านเจ้าคุณวีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ดำรงสมณศักดิ์ชั้นธรรมที่โปรดฯ เลื่อนเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2559 จึงมีพระราชทินนามใหม่ว่า พระธรรมโพธิวงศ์ (แต่ก่อนเป็นพระราชาคณะชั้นเทพในนามพระเทพโพธิวิเทศ)

วันที่คณะ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งมีหลวงปู่พระธรรมวรนายก เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เป็นหัวหน้า ไปที่วัดไทยพุทธคยาช่วงบ่ายๆ วันที่ 21 ม.ค. 2560 เพื่อร่วมพิธีเปิดอาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์ International Meditation Center นั้น พบว่าท่านยุ่งมาก กว่าจะได้พบและกราบท่านก็เป็นเวลาค่ำแล้ว ทั้งนี้ภารกิจที่สำคัญคือนั่งอุปัชฌาย์อุปสมบทพระบวชใหม่ 197 รูป จาก 4 เหล่าทัพ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และตำรวจ ซึ่งอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) 19-29 ม.ค. 2560 ซึ่งเป็นโครงการร่วมกันระหว่างวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดไทยพุทธคยา

พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) พบคณะพวกเราก็ให้ความเมตตาดีเช่นเคย แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยกับงานในหน้าที่ก็ตาม ท่านเล่าว่าต้องดูแลวัดที่เสมือนจำลองประเทศไทยมาตั้งในต่างประเทศ ต้องทำงานประจำ และงานจร ตื่นแต่เช้ามืด นำพระสวดมนต์ทำวัตรเช้าตั้งแต่ 06.00 น จากนั้นก็มีงานเข้ามาตลอด กว่าจะทำวัตรเย็น และจำวัด (นอน) ก็ดึก งานที่ทำส่วนมากบริการผู้แสวงบุญ พัฒนาส่งเสริมศาสนิกชนทั้งการอบรมและปฏิบัติ เช่น เมื่อนั่งอุปัชฌาย์บวชพระจาก 4 เหล่าทัพ จำนวน 197 รูป ใช้เวลา 2-3 วัน ต้องให้นิสัยพร้อมกันในตอนทำวัตรเย็น เช้ามืด นำสวดมนต์ทำวัตรเช้า จากนั้นดูแลความเรียบร้อยของ ผู้บวชใหม่ตั้งแต่การออกรับอาหารบิณฑบาต ฉันอาหาร เสร็จแล้วนั่งภาวนา และฉันเพล

วันที่ 22 ม.ค. 2560 มีกิจกรรมพิเศษ เมื่อผู้บวชใหม่ 197 รูป ต้องไปรับอาหารบิณฑบาตที่บ้านนางสุชาดา โดยฝ่ายจัดการนิมนต์พระบวชใหม่ทั้งหมด เดินเท้าจากวัดไทยพุทธคยา ข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ซึ่งช่วงนี้น้ำแห้ง เพื่อรับอาหารบิณฑบาตและฉันเพลที่เจดีย์บ้านนางสุชาดา คาดว่าอยู่ห่างจากวัดไทยประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ ในการนี้พวกเราที่เดินทางจากกรุงเทพฯ ทั้งหมด นำโดยหลวงปู่พระธรรมวรนายก แและพระธรรมโพธิวงศ์ ได้ไปใส่บาตรและสวดมนต์ด้วย

พระภิกษุ พ.ต.ท.ศิริพงษ์ เพื่อนสงคราม รอง ผกก.สส.สน.ศาลาแดง กล่าวว่า มีความปีติเป็นอย่างยิ่งที่ได้บรรพชาที่ต้นโพธิ์ และอุปสมบทที่วัดไทยพุทธคยา เพราะตั้งใจมา 2 ปีแล้ว ยิ่งได้สวดมนต์ภาวนาที่มหาเจดีย์พุทธคยาด้วยแล้วทำให้ปลื้มใจว่าเรามีบุญแต่ชาติก่อน จึงทำให้ได้มาบวชและภาวนาที่แดนพุทธภูมิ พร้อมทั้งชื่นชมพระอาจารย์ และทีมงานว่าจัดให้ทุกอย่างไปได้งดงาม พระบวชใหม่มีภารกิจเกือบไม่มีเวลาว่าง ทำให้มีโอกาสตักตวงเต็มที่

พระภิกษุ ร.ต.ท.สมยศ อุทิศ ตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร บอกว่า บวชหนนี้เป็นหนที่ 3 หนแรกบวช 1 พรรษา ตอนอายุ 25-26 ปี หนที่ 2 บวชถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จย่า 15 วัน และหนที่ 3 ครั้งนี้นับว่าพิเศษเพราะมาถึงแดนพุทธภูมิ และถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อกล่าวคำขอบวชที่ใต้ต้นโพธิ์ ถึงกับร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ

ผู้เขียนเชื่อว่าพระธรรมทูตและพระอาจารย์ได้ยินได้ทราบ คงหายเหนื่อยครับ

 

กรณี พระคึกฤทธิ์…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/478242

กรณี พระคึกฤทธิ์...

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา มีข้อความสั้นๆ ถึงอาตมาว่า “กราบนมัสการ…จากบทความในไทยโพสต์ คอลัมน์ปักธงธรรม ฉบับวันศุกร์ที่ ๑๓ ก.พ. ๒๕๕๘ เรื่อง วิถีการศึกษาเพื่อชีวิต สู่ปัญหา กรณีพระคึกฤทธิ์ ได้มีคณะศิษย์ท่านคึกฤทธิ์นำไปแชร์ต่อ โดยพูดในเชิงว่า พระอาจารย์อารยวังโสกล่าวสนับสนุนพระอาจารย์คึกฤทธิ์ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ตอนนี้พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านถูกต่อต้านจากญาติโยมเรื่องการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหลายประเด็นครับ…”

จากเรื่องดังกล่าวทำให้ต้องกลับไปรื้อค้นต้นฉบับที่เขียนไปตั้งแต่สองปีที่แล้วมาอ่านดูอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนั้นได้มีกระแสต่อต้านพระคึกฤทธิ์ กรณีนำเสนอพระพุทธวจนะส่วนเดียว ฯลฯ จึงให้สติกับทุกคนที่ไม่เห็นด้วยว่า เป็นเรื่องธรรมดาบนเส้นทางสืบอายุพระศาสนาตั้งแต่พุทธปรินิพพาน จึงมีการทำสังคายนากันหลายครั้ง เพื่อรักษาพระธรรมวินัยดั้งเดิมไว้ให้ได้ ด้วยความรับผิดชอบของคณะสงฆ์ กลุ่มพุทธวจนะที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่ ในอดีตหลังพุทธปรินิพพาน ๑๐๐ ปี องค์กรสงฆ์แตกเป็นสองคณะใหญ่ มีถึง ๑๘ นิกาย และ ๑ ใน ๑๘ นิกาย คือ นิกายพุทธวจนะ

ที่สำคัญ ในทุกปัญหาที่เกิดมีขึ้นในพระศาสนา ควรแก้ไขด้วยสติปัญญาและความรู้ที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยในทุกยุคสมัย และเป็นหน้าที่หลักของคณะสงฆ์ที่จะต้องหาวิธีการยุติปัญหาการเผยแพร่ที่บิดเบือนพระธรรมวินัย

บทสรุปของอาตมาต่อกรณีพระคึกฤทธิ์ คือเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดมีพระภิกษุ บุคคลใด คณะใด เมื่อศึกษาปฏิบัติแล้วอาจจะมีความคิดเห็นแตกต่างออกไป แต่จะต้องไม่บิดเบือนพระธรรมวินัย และที่อาตมาย้ำคือ ปัญหาเหล่านี้ต้องแก้ไขด้วยความรับผิดชอบของมหาเถรสมาคม ที่มีพระเถรานุเถระทรงภูมิความรู้ในปริยัติธรรม ปฏิบัติก็มีพระวิปัสสนาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตรงตามพระธรรมวินัย ที่สามารถตรวจวัดผลได้ ปัญหาทุกข้อแก้ได้ด้วยองค์กรสงฆ์ที่มีอำนาจทั้งพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองรับรอง

สำหรับในเรื่องส่วนตัวว่า ท่านคึกฤทธิ์ประพฤติปฏิบัติตนเป็นอย่างไรนั้น ไม่ใช่หัวข้อวินิจฉัยในข้อเขียนของอาตมา เพราะขณะนั้นมิได้เป็นข่าวสารเรื่องพฤติกรรมส่วนตน ดังปรากฏในขณะนี้ ที่สำคัญ อาตมาไม่เคยรู้จักเป็นส่วนตัวกับพระอาจารย์คึกฤทธิ์เลย ไม่เคยพบเห็นกันเลย เว้นภาพตามสื่อ

ขอสาธุชนสบายใจได้ว่า หากมีพระภิกษุรูปใดประพฤติผิดพระธรรมวินัย อาตมาไม่สามารถไปสนับสนุนได้ เพราะเป็นอาบัติใหญ่ เป็นการทำลายพระศาสนา แต่อาตมาหวังว่า สาธุชนในศาสนานี้ ควรใช้สติปัญญาและใช้ช่องทางที่ถูกต้องโดยพระธรรมวินัยโดยกฎหมาย เพื่อจัดการสะสางปัญหาดังกล่าวให้หมดไป เพื่อช่วยกันรักษาพระพุทธศาสนาที่แท้จริงไว้ให้สืบต่อไป และอาตมาเชื่อว่าองค์กรสงฆ์จะต้องเข้าไปดูแลทุกปัญหา เพื่อทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้มีผู้ทำศาสนาเสื่อมเกิดขึ้นในสังฆมณฑลนี้ เพราะหากปล่อยให้พระภิกษุเล่าเรียนสูตรอันถือกันมาผิด ด้วยบทพยัญชนะ ความหมายที่คลาดเคลื่อน หรือเกิดภิกษุว่ายาก ไม่ยอมรับคำตักเตือนโดยความเคารพ หรือหากภิกษุที่มีความรู้ ทรงธรรม ทรงวินัย เป็นต้น ไม่ได้เอาใจใส่บอกสอนผู้อื่น หรือพวกพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย มัวแต่ยุ่งอยู่กับการสั่งสมบริขารวัตถุกาม จัดแต่ปลุกเสกวัตถุมงคลตามเดรัจฉานวิชา ละทิ้งพุทธธรรมมงคล ประพฤติย่อหย่อนไตรสิกขา เป็นผู้นำในทางทราม ไม่เหลียวแลในกิจวิเวก ไม่ปรารภความเพียร ฯลฯ นี่ย่อมเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดมี “ผู้ทำศาสนาเสื่อม” และทำให้พระสัทธรรมเลอะเลือนเสื่อมสูญไป…เอวัง

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

 

วัดไทยพุทธคยา เปิดหอวิปัสสนานานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/478241

วัดไทยพุทธคยา เปิดหอวิปัสสนานานาชาติ

โดย…สมาน สุดโต

วัดไทยพุทธคยา  รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และพระมหาเจดีย์พุทธคยา ดินแดนที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ ได้ทำพิธีเปิดอาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์ สถานที่ปฏิบัติวิปัสสนานานาชาติแห่งใหม่  เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2560 โดยพระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะที่ วินัย  วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์ และ นวลละออ ภรรยาเป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ในการนี้ สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้นำคณะที่ปรึกษา กรรมการสถาบันฯ และครอบครัววีระภุชงค์ เข้าร่วมพิธีเปิดอาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์ อย่างพร้อมเพรียง

อาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์ หรือ International Meditation Center ตั้งในวัดไทยพุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นวัดที่พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทธ์) หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งท่านเล่าว่า อาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์ เกิดต่อเนื่องจากโครงการบูรณะวัดที่ทรุดโทรม ผ่านเจ้าอาวาสมา 3 รูป (ในระยะเวลาประมาณ 60 ปี) คือรูปที่ 1.สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณณโก) รูปที่ 2.พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ) และรูปที่ 3.พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) แต่ละรุ่นก็พัฒนามาโดยลำดับ เมื่อท่านมารับภาระต่อ ได้จัดโครงการบูรณะใหญ่ขึ้นมา โดยมี สุภชัย วีระภุชงค์ บุตรชายของพ่อวินัย แม่นวลละออ วีระภุชงค์ รับเป็นประธานโครงการ

อาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์ อยู่ติดกับอาคารที่พักสงฆ์ สร้างประมาณปี 2500 – ภาพ : สมาน สุดโต

 

รัฐบาลไทยอุดหนุนงบประมาณส่วนหนึ่งในการบูรณะอาคารต่างๆ ในวัด ที่สร้างมานานและทรุดโทรม ส่วนอาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์นั้น มูลนิธิวีระภุชงค์สนับสนุนเงินทุนในการสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งหมดเป็นอาคารที่ออกแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยร่วมสมัย มีขนาดความกว้าง 6 เมตร ยาว 35 เมตร สูง 3 ชั้น โดยแต่ละชั้นแบ่งพื้นที่ใช้สอยดังนี้ ชั้นใต้ดิน เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ และที่ตั้งสำนักงาน โดยในช่วงเข้าพรรษาจะใช้เป็นห้องเรียนภาษา และวิชาการต่างๆ ของพระธรรมทูต แม่ชี อุบาสก และอุบาสิกา ชั้นที่หนึ่ง แบ่งพื้นที่เป็นห้องรับรอง ห้องอาหารขนาดความจุ 100 คน และห้องครัว ชั้นที่สอง แบ่งพื้นที่เป็นห้องประชุม ห้องฝึกปฏิบัติการ และห้องโถงใหญ่ใช้สำหรับศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ขนาดความจุ 120 คน ชั้นที่สาม แบ่งพื้นที่เป็นห้องพักพระวิปัสสนาจารย์ จำนวน 8 ห้อง เป็นห้องน้ำในตัว และห้องน้ำแยกชาย-หญิงทุกชั้น ชั้นดาดฟ้า เป็นลานอเนกประสงค์ และเป็นที่ตั้งของศาลาเรือนไทย ทั้งนี้ใช้เวลาในการก่อสร้างกว่าสองปี ประสานภารกิจ สำเร็จด้วยทุนทรัพย์ประมาณ 38 ล้านรูปี (ประมาณ 19 ล้านบาท)

เมื่อเปิดให้บริการก็มีคณะปฏิบัติธรรมแจ้งความจำนงมาแล้วคือคณะจากประเทศอังกฤษ และจากประเทศเยอรมนี ส่วนจากประเทศไทยเป็นคณะจากวัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวถึงความเป็นมาในการฟื้นฟูและเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ว่าเกิดจากการที่ได้บวชเพื่อถวายพระราชกุศลในวาระที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อบวชแล้วก็ไม่อยากจะสึก วันที่สึกนั้นร้องห่มร้องไห้ แต่พระราชรัตนรังษี หรือพระธรรมโพธิวงศ์ ในปัจจุบัน บอกว่า เป็นฆราวาสจะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาได้มากกว่าเป็นพระภิกษุ

สุภชัย วีระภุชงค์ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) พระศรีโพธิวิเทศ (สุพจน์) และพ่อวินัย วีระภุชงค์

 

อย่างไรก็ตาม ที่มาทำงานเพื่อพระพุทธศาสนานี้ ตนจะทำไม่ได้ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากพ่อวินัย และแม่นวลละออ เพราะทำงานในนามกงสี และบอกว่าตนโชคดีที่คุณแม่หล่อหลอมตั้งแต่เป็นเด็ก เช่น แม่นำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ในที่เห็นได้ชัด รวมถึงที่โต๊ะกินข้าวด้วย ตนจึงเห็นแม่เป็นตัวอย่าง ในการเข้าถึงพระพุทธศาสนา

ส่วนการสร้างอาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์ นั้น สุภชัยบอกว่าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจิมแผ่นทองมงคลฤกษ์ เมื่อ 23 ก.พ. 2557 ซึ่งยังไม่ได้สร้างอาคารขึ้นมา

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น

ที่ปรึกษาและกรรมการสถาบัน ถ่ายภาพที่พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยา

 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เป็นประธานจัดงานวันมาฆบูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/478240

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เป็นประธานจัดงานวันมาฆบูชา

โดย…สมาน สุดโต

วันมาฆบูชา ปี 2560 ตรงกับวันเสาร์ที่ 11 ก.พ. 2560 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงได้กำหนดจัดงานสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา ดังนี้

ส่วนกลาง กำหนดจัดกิจกรรม ณ พุทธมณฑล ระหว่างวันที่ 7-11 ก.พ. โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นหน่วยงานหลักในการจัดกิจกรรมร่วมกับคณะสงฆ์ องค์กร มูลนิธิ ส่วนราชการ และสถานศึกษา มีกิจกรรมประกอบด้วย

-พิธีบำเพ็ญพระราชกุศลเวียนเทียน เนื่องในวันมาฆบูชา

-การเจริญพระพุทธมนต์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์จักรี

ส่วนภูมิภาค กำหนดจัดกิจกรรม ในวันเสาร์ที่ 11 ก.พ. ทุกจังหวัดและวัดทุกวัดทั่วราชอาณาจักร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดเป็นหลักในการจัดกิจกรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกจังหวัดประสานการดำเนินงาน

วัดไทยในต่างประเทศ เชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นประกอบด้วย การตักบาตรพระสงฆ์ การสนทนาธรรม การอภิปรายธรรม การแสดงพระธรรมเทศนา และการถวายสังฆทาน

เพื่อให้การจัดกิจกรรมสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรด 1.เห็นชอบให้จัดกิจกรรมสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ประจำปี ของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และวัดไทยในต่างประเทศ 2.มอบสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ดำเนินการ โดยมีเจ้าคณะภาค 14 เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ นิมนต์พระสงฆ์เข้าร่วมปฏิบัติธรรม ระหว่างวันที่ 7-11 ก.พ. 2560 ณ สวนเวฬุวัน (ภายในพุทธมณฑล) จำนวน 300 รูป และเจ้าคณะจังหวัด จัดพระสงฆ์ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ณ บริเวณลานหน้าองค์พระประธานพุทธมณฑล จำนวน 400 รูป ประกอบด้วยคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม จำนวน 100 รูป คณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 100 รูป คณะสงฆ์จังหวัดนนทบุรี จำนวน 100 รูป และคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร จำนวน 100 รูป

ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ และให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

วันอายุวัฒนมงคล

พระมหาเถระเกิดในเดือน ก.พ. 3 รูป คณะศิษย์จัดงานมุทิตาให้อย่างพร้อมเพรียง

1.พระพรหมวิสุทธาจารย์ (มนตรี) เจ้าอาวาส วัดเครือวัลย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เกิดวันที่ 1 ก.พ.

2.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เกิดวันที่ 2 ก.พ.

3.พระพรหมเมธี เกิดวันที่ 22 ก.พ.

ถ้าข้ามไปฝั่ง สปป.ลาว จะมีงานมหาเถรา ภิเษก พระอาจารย์ใหญ่ มหางอน ดำรงบุญ ประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ ลาว วันที่ 4-5 ก.พ. ณ วัดพระธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ เชิญศรัทธาสาธุชนร่วมบุญได้ทั้ง 2 วัน

 

พระร่วงนั่งหลังลิ่ม คุ้มภัยรอดตาย ‘รองโด่ง’ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/478239

พระร่วงนั่งหลังลิ่ม คุ้มภัยรอดตาย ‘รองโด่ง’ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ

โดย…เอกชัย จั่นทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

หากเอ่ยชื่อ “รองโด่ง” พ.ต.อ.ดุษฎี  อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตนายตำรวจมือปราบยาเสพติด ชื่อนี้ได้สร้างผลงานการันตีความสามารถไว้ไม่น้อย ก่อนจะถอดเครื่องแบบสีกากี เข้าสู่แวดวงกระทรวงยุติธรรม ซึ่งยังคงทำงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายเช่นเดิม  วิชาความรู้ด้านสืบสวนสอบสวนไม่เคยเป็นรองใคร ถูกยอมรับจากตำรวจชั้นผู้ใหญ่มากมาย

พ.ต.อ.ดุษฎี จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 37 มีเพื่อนร่วมรุ่นชื่อดัง อาทิ  “บิ๊กวี” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาฯ ศอ.บต. “บิ๊กต้อย” พล.ต.อ.สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ.10  “เดอะเรศ” พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ  รองจเรตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ

ในเส้นทางชีวิตตำรวจ “รองโด่ง” เริ่มทำงานเป็นพนักงานสอบสวน สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ก่อนขยับเป็นหัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่  จนมาเป็น ผกก.ยาเสพติด คุมพื้นที่  17 จังหวัดภาคเหนือ (ภาค 5-6 ปัจจุบัน) จากนั้นถูกโยกเป็นผู้กำกับการฝ่ายวิเคราะห์ข่าว กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) กระทั่ง พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์  เป็นอธิบดีดีเอสไอ และชักชวน  พ.ต.อ.ดุษฎี  มาทำงานในดีเอสไอ เป็นหัวหน้าชุดสะกดรอย ไม่นานนักได้นั่งเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่ง เลขาธิการ ป.ป.ท. และเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในปัจจุบัน

ผลงานการันตีฝีมือในอดีตเป็นหนึ่งในทีมงานติดตามจับกุม ภาพ 70 สิบไร่ ราชาค้ายาเสพติดในกรุงเทพฯ แดง บ่อพลอย  กำนันเป๊าะ  สจ.ออด ลำปาง  วัฒนา อัศวเหม หรือแม้แต่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต สส.อุทัยธานี รวมถึงล่าสุด วิชัย ปั้นงาม เจ้าพ่อเงินกู้ดอกโหด

“รองโด่ง” ถอดประสบการณ์ชีวิตเฉียดตายถึง 2 ครั้งว่า ช่วงปี 2533 สมัยครองยศ “ร.ต.อ.” นำกำลังล่อซื้อยาเสพติดบริเวณชายแดนไทย-พม่า จ.แม่ฮ่องสอน  เป็นขบวนการค้ายาเสพติดของขุนส่า นัดส่งยาเสพติดแถบชายแดน เป็นเฮโรอีน ประมาณ 40 ถุงใหญ่ ตรา “สิงโตคู่เหยียบลูกโลก” ก่อนวางแผนเพื่อเข้ายึดยาฯ และทราบว่าบนสันเขามีกองกำลังค้ายาฯ ซุ่มอยู่  ลูกน้องก็บอกว่า “นายไม่ต้องห่วงหรอกเดี๋ยวพระอาทิตย์ขึ้นพวกกองกำลังบนสันเขามันถอยกำลังกลับหมด”

กระทั่งถึงจุดนัดส่งยาฯ เกิดการยิงปะทะกันสนั่นหวั่นไหวนานกว่า 30 นาที เราพยายามจะเข้าไปยึดยาเสพติด แต่คาราวานของขุนส่าถล่มด้วยกระสุน และยิงระเบิด M 79 เข้าใส่ แต่โชคดีมันไม่ระเบิดรอดตายหวุดหวิด ส่วนลูกน้องถูกยิงได้รับบาดเจ็บ จนต้องขอกำลังเสริมตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) มาช่วย กระทั่งกลุ่มค้ายาเสพติดถอย ก่อนเข้าเคลียร์พื้นที่บนสันเขายึดยาเสพติด อาวุธปืนสงครามอาก้า คาร์บิน และจับผู้ต้องหาได้

 

“ไม่น่าเชื่อว่าลูกระเบิด M 79 ที่ตกลงมาเป็นแค่สะเก็ดไฟ เลยมาวิเคราะห์ทำไมถึงเกิดเป็นแค่สะเก็ดไฟ  ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นลูกยิงที่ใช้ส่องแสง  ถ้าเป็นลูกจริงพี่คงตายกันหมดและโชคดีพี่ไม่ถูกยิงแต่ลูกน้องได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เป็นประสบการณ์ครั้งแรก”

อีกเหตุการณ์ ช่วงปี 2543  ขณะนั้นยศ  “พ.ต.อ.” ล่อซื้อยาเสพติดที่ อ.ฝาง จ.เชียงราย  พ.ต.อ.ดุษฎี เล่าว่า “ลูกน้องบอกงานนี้ง่ายนาย” แต่เราสังหรณ์ใจต้องมีเหตุยิงกันแน่ๆ ก่อนขับรถไปจุดนัดส่งยาเสพติด ระหว่างเดินทางเกิดเลี้ยวรถเข้าซอยผิด ลูกน้องรีบ วอ.บอก ลูกน้องเลยรีบถอยรถแต่ดันตกข้างทาง จึงต้องย้ายตัวเองและอาวุธขึ้นรถกระบะอีกคัน เข้าพื้นที่ ส่วนพี่กระโดดนั่งท้ายกระบะ

กระทั่งเข้าซอยเป้าหมาย สังเกตเห็นคนจีนฮ่อยืนอยู่ข้างทางใส่เสื้อกันฝน ในใจคิดว่าน่าระแวง เลยสั่งลูกน้อง “เอาเลย”  มองภายนอกไม่เห็นว่ามันมีอาวุธ  ลูกน้องเลยกระโดดลงหลังกระบะเข้าชาร์จ “เท่านั้นล่ะ  มันยิงสวนออกมา กระสุนเข้าไหล่ขวาของลูกน้อง  พี่เลยยิงชายคนนั้นตายเลย จากนั้นได้เข้าไปจุดนัดส่งยาเสพติดก็ถูกกลุ่มค้ายาซุ่มยิงตำรวจเจ็บ 3 นาย แต่ทุกคนปลอดภัย  ส่วนพี่ไม่โดนยิงเลย”

จากหลายเหตุการณ์รอดชีวิตหลายครั้ง พ.ต.อ.ดุษฎี เล่าพร้อมกับยิ้มมุมปากว่า พี่แขวนพระร่วงนั่งหลังลิ่ม วัดช้างล้อม ซึ่งมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่โทรมาถามเหตุการณ์แล้วถามพี่ว่า “ห้อยพระอะไรวะ” เจ้าตัวได้แต่หัวเราะและตอบนายไป

ในเรื่องพระเครื่องคล้องคอคู่กาย พ.ต.อ.ดุษฎี บอกว่า องค์แรก 1.พระรอดลำพูน พิมพ์ต้อ วัดมหาวัน จ.ลำพูน ถัดมา 2.พระร่วงนั่งหลังลิ่ม วัดช้างล้อม จ.สุโขทัย และสุดท้าย 3.พระร่วงรางปืน จ.สุโขทัย  ทั้งหมดได้มาจากคุณพ่อ และใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทำงานมาตลอดหลายสิบปี

“เชื่อมั่นว่าอาชีพของพี่ต้องทำความยุติธรรมให้กับสังคม เมื่อเกิดความยุติธรรมในสังคมได้มันทำให้เกิดความสบายใจ สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าความดีทำให้เรามีกำลังใจทำงานเวลาเห็นผลสำเร็จของงาน เห็นรอยยิ้มของประชาชนและเพื่อนร่วมงาน เสมือนกำลังใจผลักดันให้เรามุ่งทำงานต่อไปข้างหน้า”

พ.ต.อ.ดุษฎี ยอมรับว่า หลายครั้งทำงานเจออุปสรรคตลอด แต่มองว่ายิ่งมีอุปสรรคแสดงว่าเราทำถูกทาง เพราะศัตรูคนที่ทำความผิดอยู่ตรงข้ามเรา ดังนั้นเขาคือ “ศัตรูของสังคม ศัตรูของแผ่นดิน” เราต้องทำให้ประชาชนได้รับความยุติธรรม ต้องดูแลประชาชนที่เดือดร้อน และจัดการคนที่เอาเปรียบสังคม หรือผู้มีอิทธิพลต้องอยู่ใต้กฎหมาย  ถ้าทำสองอย่างได้ถึงแม้มันจะยากลำบาก หรือบางครั้งต้องต่อสู้อำนาจรัฐ  แต่ถ้าเราทำสำเร็จมันเป็นประวัติศาสตร์และภูมิใจ

“สิ่งเหล่านี้จะสอนลูกน้องเสมอ เพราะวันหนึ่งพี่เกษียณไปคนเหล่านี้ก็ต้องโตขึ้นมา มีลูกน้อง 100 คน ถ้าได้สัก 10 คน ทำแบบเราพี่ถือว่าได้ประโยชน์ ทุกวันนี้เข้าไปสอนที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เน้นเรื่องเหล่านี้เสมอ”

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวย้ำว่า ไม่ได้ต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นพี่ แต่ขอให้เชื่อมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม และจงเชื่อว่าความยุติธรรมมีจริงในสังคม