‘พุทธทาสกับเซ็น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2560 เวลา 09:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/478238

‘พุทธทาสกับเซ็น’

โดย…ราช รามัญ

พระสงฆ์ในระบบเถรวาทของเมืองไทยที่มากมายความรู้นับตั้งแต่อดีตกาลมานับไม่ถ้วน บางรูปได้เป็นมหาเปรียญธรรม บางรูปเน้นไปในทางการปฏิบัติอย่างสายพระป่า เรียกได้ว่า สยามประเทศนี้รวมเอาไว้หลากหลายรูปแบบ

สมัยยังละอ่อนตะลอนอยู่ในดงขมิ้นนานพอควร การเดินทางของผมตั้งแต่เหนือจรดใต้ เป็นสิ่งที่ชื่นชอบเพราะได้ตระเวนกราบครูบาอาจารย์ ที่ทรงไว้ด้วยความรู้ สิ่งที่เป็นความฝันของพระหนุ่มเณรน้อยทั้งหลายไม่ได้แตกต่างจากญาติโยมคือ แสวงหาพระอรหันต์ แต่ยิ่งหาเราก็ยิ่งไกล เพราะความเป็นอรหันต์มันอยู่ในใจ ไม่ได้อยู่ที่ในดงในป่าหรือซอกเขาอย่างที่เรามโนกันเข้าไปเอง

คืนหนึ่งขณะอยู่ที่เชียงราย สนทนาธรรมกับพระอาจารย์วิชัย เขมิโยวัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงราย เกือบสุดแดนสยามที่แม่สาย ได้แนะนำเรื่องสติปัฏฐานสี่ ฟังไปฟังมาท่านพาเข้าวกถึงพระอาจารย์ดีแดนทักษิณ ถามท่านว่าดีอย่างไร พระอาจารย์วิชัยบอกว่า พระอาจารย์รูปนี้มีมุมมองแนวคิดคติธรรมที่ล้ำเลิศประเสริฐ ครั้นพอถามต่อว่า เป็นพระอรหันต์หรือไม่ ท่านตอบทันทีว่า

“ไม่ทราบ…แต่ท่านมีความรู้นัก”

รุ่งเช้ากราบลาท่านล่องจากแดนเหนือสุดเพื่อไปตามคำแนะนำ มุ่งหน้า จ.สุราษฎร์ธานี ไปที่ อ.ไชยา เพื่อได้กราบพระอาจารย์รูปที่หลวงพ่อวิชัยแนะนำ คือ หลวงพ่อเจ้าคุณพุทธทาส วันนั้นท่านชรามากพอควร แต่ยังออกมาแสดงธรรมบ้างตามโอกาสแม้ว่าบางครั้งจะมีอาการอาพาธมารบกวนบ้าง

สวนโมกข์ เป็นสถานที่เงียบสงบ แม้จะใหญ่โตปานใด ก็แตกต่างจากวัดเมืองวัดป่ายิ่งนัก การอยู่กันของพระเณรเป็นไปตามข้อบังคับ ที่สำคัญหลวงพ่อพุทธทาสท่านมักจะกล่าวว่าถ้าที่พอมีความรู้พื้นฐานจบนักธรรมเอกบ้างแล้วมาเรียนมาอยู่จะมีความเข้าใจบ้าง

สิ่งที่ท่านสอน คือ เรื่องราวธรรมะที่เหนือบุญทาน ขึ้นไปถึงจิตใจ ไม่ได้สอนเรื่องนรกสวรรค์หรือแบบนิมิตฝันเห็นพญานาคเทพเทวดา แต่สอนทุกอย่างที่อยู่ในกฎแห่งความเป็นธรรมชาติของจิตใจ เป็นธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง ท่านสอนเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวตลอดชีวิตท่าน

เพียงแค่เรื่องเดียวก็แตกแขนงออกมามากมาย หลายหัวข้อธรรมเรียนรู้อยู่ระยะหนึ่งจึงเข้าใจได้เลยว่า หลวงพ่อพุทธทาสมีหัวใจที่เข้าใจคำว่าพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งและอาจเป็นถึงที่สุด เรื่องที่เป็นไสยศาสตร์แบบสีลัพพตปรามาส ไม่มีให้ปรากฏเห็น เสกน้ำหมาก ขากน้ำมนต์ พ่นน้ำลาย ใครขืนทำโดนประณามแม่นแน่

เรื่องที่ท่านสอนแลดูชื่นชอบและตรงจริตนัก คือ เรื่องเซ็น ได้อ่านหนังสือที่ท่านแปล เว่ยหล่าง และฮวงโป ตลอดทั้งได้รับคำแนะนำให้ไปเดินในโรงมหรสพทางวิญญาณ  มีภาพเขียนต่างๆ มากมายที่เป็นคำสอนในเชิงเซ็น

แม้หลวงพ่อจะเป็นพระไทยในระบบเถรวาท แต่ท่านก็ชอบศึกษาแนวทางคำสอนของมหายานเช่นกัน อีกทั้งเป็นการศึกษาที่น้อมนำเอามาปฏิบัติเป็นการศึกษาเรียกได้ว่าระดับลึกซึ้งทีเดียว การศึกษาพุทธศาสนาทางด้านนิกายเซ็นนั้นจะเน้นลงทางด้านในจิตใจมากกว่าการยึดถือในทางพิธีกรรม

คราวหนึ่งท่านเคยกล่าวกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า “เพิ่งจะเข้าใจถึงความเป็นพุทธศาสนาเมื่อไม่นานนี้เอง”

ไม่ทราบว่าจะสื่อถึงอะไร แต่ผมก็เชื่ออย่างหนึ่งว่าหลวงพ่อพุทธทาสนำเอาความจริงที่สุดมาเผยแผ่ ให้คนไทยได้ตื่นฟื้นทางจิตวิญญาณมากกว่าแค่การหลงงมงายทางด้านบุญทานธรรมดาๆ พื้นฐานที่ในยุคนั้นวัดไหนๆ ก็สอนกัน

ใครที่ติดคิด ใครที่ติดในการพิจารณา ธรรมะของหลวงพ่อพุทธทาสนั้นเหมาะสมยิ่งนักเพราะจะทำให้เห็นความคิดเห็นสติปัญญาได้อย่างรวดเร็ว ในโรงมหรสพทางวิญญาณ มีภาพวาดมากมายอยู่เต็มไปหมด และเป็นภาพวาดที่เป็นสื่อสอนธรรมะ

หลวงพ่อเคยกล่าวว่า ไม่ได้ต้องการความสวยความวิจิตรของภาพแต่ต้องการสื่อให้เห็นถึงความหมายของภาพแต่ละภาพว่าสอนธรรมะอะไร  บางคนไม่เคยมีโอกาสได้ไป อาจจะนึกไม่ออก แต่ผมได้พบหนังสือดีเล่มหนึ่งที่รวบรวมภาพนั้นเอาไว้ ชื่อหนังสือ พุทธทาสกับเซ็น จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ วางจำหน่ายพร้อมซีดี  ราคา 200 บาท นอกจากนี้ยังมีบทกลอนจากศิลปินแห่งชาติ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นผู้รจนาอีกด้วย

ใครชื่นชอบความเป็นเซ็น ใครชื่นชอบมหายานต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วจะเข้าใจว่าเซ็นสอนอะไร ความเป็นมหายานไม่ได้เน้นนั่งสมาธิให้จิตจมดับนิ่งเหมือนพระในสายเถรวาท ไม่ว่าจะเป็นมหายานนิกายไหนก็ตาม แม้แต่ของทิเบตเองไม่ได้เน้นสมาธิแบบบ้านเรา แต่เน้นสมาธิที่เฝ้าให้เห็นความคิดตัวเองจิตใจของตัวเอง เหมือนที่ศาสตราจารย์ ซัมดอง รินโปเช อดีตนายกรัฐมนตรีทิเบต (พลัดถิ่น) ท่านแรก และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทิเบต เมืองสารนาถ อินเดีย ท่านกล่าวเอาไว้ว่า

“การทำสมาธิ เป็นเรื่องธรรมดาของศาสนาส่วนมากแตกต่างกันในเทคนิค แต่มีเทคนิคที่ง่ายมากสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาและไม่ได้นับถือศาสนานั้นคือ การเฝ้าดูความคิด หรือจิต แค่เพียงการเฝ้าดูโดยใช้สติเต็มที่ ไม่ใช่ในฐานะผู้ที่กำลังคิด แต่เป็นผู้ดูจิต ส่วนหนึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ที่เฝ้าดู สังเกต กระบวนการคิดทั้งหมด นั่นจะทำให้เกิดปัญญา แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่ฝึกดูจิตอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง จะเป็นการปูทาง เพื่อตนเอง”

หมดเวลาแล้วกับการกราบไหว้เพียงขอพร ทำบุญทำทานแบบคติความเชื่อที่ขาดปัญญา วัดบางวัดดันไปสร้างองค์เทพเทวาของต่างศาสนาให้คนกราบไหว้ พระผู้ใหญ่ตาบอดสีได้ฟังแต่เหมือนไม่ได้ยิน หากปล่อยเอาไว้ไม่ช้าไม่นาน ความเป็นพุทธศาสนาที่งดงามจะจางหายไป รีบปฏิรูปตัวเองกันเสียก่อนที่จะสิ้นศรัทธาจากมหาชน ถ้ายังมัวลุ่มหลงกระเดียดไปในยศช้างขุนนางพระ หายนะจะมาเยือนถึงกุฏิสักวัน

 

พรบ.สงฆ์ ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 11:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/477060

พรบ.สงฆ์ ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน

โดย…ส.คนจริง

เมื่อประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 บรรดาคณะสงฆ์ ทั้งมหานิกายและธรรมยุต ก็ต้องการอิสรเสรี จนเกิดกรณีพระหล้า โสภิโต วัดปทุมวนาราม แข็งข้อ ไม่ยอมขึ้นกับเจ้าอาวาส จึงถูกขับออกจากวัดพร้อมด้วยคณะมาอยู่วัดดวงแข ที่หัวลำโพง เมื่อมาอยู่ที่วัดนี้ ก็ยึดอำนาจสมภาร สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ แก้ปัญหาโดยการประกาศยุบวัดดวงแขเสียเลย (แต่ยกเป็นวัดมีพระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้งเมื่อไร หาผู้ยืนยันไม่ได้)

ส่วนพระมหานิกายก็เคลื่อนไหวเพื่อให้มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใหม่แทน พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ที่เอาเปรียบพระมหานิกายทุกรูปแบบ จึงมีกลุ่มยุวสงฆ์ที่เรียกตนเองว่า คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา ประชุมวางแผนกันเรื่อยมา ขอแค่ได้กฎหมายปกครองสงฆ์ที่เป็นประชาธิปไตยก็พอ

ข้อมูลจากหนังสือการปกครองคณะสงฆ์ไทย ฉบับปรับปรุง ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์ในปลายรัชกาลที่ 7 (ทรงสละราชสมบัติวันที่ 2 มี.ค. 2477 นับศักราชแบบเก่า) และต้นรัชกาลที่ 8 ว่า

วันที่ 11 ม.ค. 2477 บรรดาพระภิกษุหนุ่มฝ่ายมหานิกาย จากสำนักดังๆ สมัยนั้น จำนวน 300 รูปเศษ ได้เดินทางไปประชุมร่วมกันที่บ้านของคหบดีท่านหนึ่งที่ อ.บางรัก สาระสำคัญที่ยกขึ้นมาประชุมปรึกษาหารือกันมี 3 ประการ คือ

1.การปกครองคณะสงฆ์ไม่เสมอภาคเจ้าคณะที่เป็นธรรมยุตปกครองสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้ แต่เจ้าคณะที่เป็นมหานิกายปกครองสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตไม่ได้ จึงขอให้รัฐบาลหรือมหาเถรสมาคม (มส.) แก้ไขเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ให้มีการบริหารโดยสิทธิอันเสมอกัน

2.เพื่อให้ได้มีการร่วมสมานสังวาสระหว่างสงฆ์มหานิกายและธรรมยุติกนิกาย เช่น ร่วมอุโบสถกรรมด้วยกันได้

3.ตำแหน่งหน้าที่ ทั้งในการศึกษาและการปกครองหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองสังฆมณฑล พระภิกษุมหานิกายต้องมีสิทธิในตำแหน่งหน้าที่นั้นด้วย

นอกจากนี้ บรรดาพระภิกษุที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ได้ตกลงให้จัดตั้งกลุ่มขึ้นดำเนินงาน โดยให้ชื่อว่า คณะปฏิสังขรณ์การพระศาสนา และกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 5 ประการ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เบญจกัลยาณี คือ

1.ประสานสามัคคีแห่งพระสงฆ์ไทย

2.ประสาทมหาวิทยาลัยฝ่ายพระศาสนา

3.ประกาศพุทธปรัชญาโปรดวิเทศชน

4.ประสิทธิมหาสากลสังฆสภา

5.ประโคมสัญญาแห่งศานติภาพ

ตามข้อมูลที่ปรากฏ พระมหานิกายหยิบยกประเด็นหนักๆ มาถกกันล้วนแต่เรื่องอึดอัด เพราะถูกแทรกแซงและถูกบีบคั้นบั่นทอนหลากหลายรูปแบบจาก พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ทำให้ตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบติดต่อกันมาเป็นเวลานานถึง 80 ปี นับแต่ปี 2397 มาจนถึงปี 2477 เพราะตลอดเวลายาวนาน 80 ปีเศษนั้น ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ไปอยู่ที่พระสงฆ์เถระคณะธรรมยุติกนิกายทั้งสิ้น แม้แต่ตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ระดับล่างลงมาก็ไม่เว้น เมื่อเทียบจำนวนวัดของคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่ายในช่วงปี 2478 แล้ว คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายมีวัดอยู่ทั่วประเทศเพียง 260 วัดเท่านั้น ส่วนคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายมีวัดอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนถึง 17,205 วัด แต่พระเถระฝ่ายธรรมยุติกนิกายกลับได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะปกครองมากกว่า เช่น ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ 4 คณะ ปรากฏว่า พระเถระฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เป็นเจ้าคณะใหญ่ถึง 3 ตำแหน่ง ส่วนพระเถระฝ่ายมหานิกายดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่เพียง 1 ตำแหน่ง นอกจากนี้ในระดับมณฑลซึ่งแบ่งออกเป็น 10 มณฑล ปรากฏว่า พระเถระฝ่ายธรรมยุติกนิกายดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลถึง 6 ตำแหน่ง ส่วนพระเถระฝ่ายมหานิกายดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลเพียง 4 ตำแหน่งเท่านั้น จึงเคลื่อนไหวขอ พ.ร.บ.ใหม่ที่กระจายอำนาจและเสมอภาคกัน ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงมี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2484 ออกมาใช้

พ.ร.บ.ใหม่มี 60 มาตรา จัดการปกครองสงฆ์แบบการปกครองราชอาณาจักร คือ ให้มีสังฆนายก สังฆมนตรี และสังฆสภา โดยสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นประมุขสงฆ์ เป้าหมายหลัก พ.ร.บ.นี้คือให้มีคณะสงฆ์ไทย และทำสังคายนาให้แล้วเสร็จใน 8 ปี ดังนั้นมาตรา 60 จึงห้ามมีกฎกติกาใหม่ทั้งหมด

แต่ปัญหาสงฆ์หาหมดไม่ ยังบานปลายเป็นปัญหาทางการเมือง กระทั่ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ยุบทิ้ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2484 แล้วตรา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2505 สิ้นสุดยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน

 

การจัดการศึกษา…สู่การบูชาคุณ ครบ ๑๐๐ วัน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/477059

การจัดการศึกษา...สู่การบูชาคุณ ครบ ๑๐๐ วัน!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… ได้รับข่าวสารเป็นมงคลเมื่อเดินทางกลับมาจากอินเดีย ด้วยทรงมีพระกรุณาให้คณะศิษย์ศรัทธาในพระอาจารย์อารยะวังโส ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายแด่พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ ๑๔ ก.พ. ๒๕๖๐ โดยมี ม.ล.สราลี กิติยากร ประธานคณะศิษย์ศรัทธาฯ นำตัวแทนรวม ๕๐ คน ร่วมเป็นเจ้าภาพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ และในวันที่ ๒๘ ม.ค. ๒๕๖๐ ซึ่งตรงกับวันตรุษจีน กองกำลังผาเมือง กองทัพภาคที่ ๓ ร่วมกับคณะศิษย์ศรัทธาพระอาจารย์อารยะวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายแด่พระบรมศพฯ ซึ่งนำมาสู่ความปีติอย่างยิ่ง… อย่างเป็นที่สุด ที่จะได้แสดงความกตัญญูกตเวทิตา…

ความอาลัย ความเสียใจ… เป็นปกติของปุถุชน ต่อการสูญเสียสิ่งที่รัก บุคคลที่เทิดทูนเคารพรักยิ่ง… พระพุทธศาสนามิได้มองเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ได้สั่งสอนให้ชาวพุทธเข้าใจในสิ่งนี้… ในสภาวธรรมนี้ เพื่อศึกษาเรียนรู้และสอบสวนว่า สิ่งนั้นๆ มีประโยชน์และควรหรือไม่… และอะไรเป็นเหตุให้สิ่งนั้นๆ เกิดขึ้น…

การพิจารณาให้เข้าใจรู้แจ้งในสิ่งนั้น จนเข้าถึงสัจธรรมแห่งสภาวธรรมหรือสิ่งนั้นๆ… จึงเป็นกระบวนการศึกษาหรือเรียนรู้เพื่อชีวิตที่แท้จริง

เมื่อวันครูที่ ๑๖ ม.ค. ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา อาตมาได้รับนิมนต์ไปบรรยายธรรมเนื่องในวันครู ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ในหัวข้อเรื่อง “การจัดการศึกษาเพื่อชีวิต…ความรู้หรือปัญญา !?” ที่จัดขึ้นโดยฝ่ายวิชาการ มีสาธุชนเข้ารับฟังกันเต็มห้องประชุม โดยมีสาระธรรมบรรยายในบางตอนว่า

“…การจัดการศึกษา…ที่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาชีวิตอย่างยั่งยืนที่มุ่งสู่จุดหมายสูงสุดของความเป็นสัตว์ประเสริฐ คือ สันติและความสุขโดยธรรม…

…นอกจากมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ในการดำรงและการดำเนินชีวิตแล้ว ในทางกลับกันยังก่อให้เกิดปัญหาต่อชีวิตอย่างน่ากลัว ด้วยการคืนกลับความหายนะ สู่ฐานะภาพแห่งความเป็นสัตว์มนุษย์ ที่ปรารถนาสันติภาพ ภราดรภาพ และเสรีภาพ… ด้วยกำลังคุณภาพ สมรรถภาพ และประสิทธิภาพ ของความเป็นสัตว์โลกที่มีความสามารถในการพัฒนาชีวิตได้มากกว่าสัตว์ประเภทอื่นๆ ในโลกอันไม่แน่นอนใบนี้…

เค้าลางความหายนะ… สู่ความฉิบหายในทุกกาลสมัยของโลก จึงเกิดขึ้นจากการผกผันการพัฒนาชีวิตที่กลับด้าน สู่ความล้มเหลวทางจิตวิญญาณ ด้วยการศึกษาที่มุ่งสวนกระแสธรรม… ด้วยกำลังความทะยานอยากที่เพิ่มพูน จากความต้องการอันแรงกล้า สู่อุปาทานอันเข้มข้น จนสร้างรูปลักษณ์อุปธิขึ้นในจิตใจ… ด้วยอำนาจความลุ่มหลงที่ยึดถือในโลก ว่าเป็นสิ่งที่ควรยึดถือ ด้วยสำคัญผิดในความหมาย เห็นผิดในธรรมว่า…

โลกเที่ยงแท้… โลกเป็นสุข… โลกควรยึดมั่นเป็นตัวตน โลกนี้สวยงามน่าดู น่าชม น่าแสวงหาให้ได้มา…

…นี่ คือ ผลพิษของการศึกษา เพื่อ (ทำลาย) ชีวิต ที่ปรากฏในยุคการทะยานอยากไร้พรมแดน …การเรียนรู้ไร้ขอบเขต (ศีลธรรม)… การศึกษาที่ล้นกรอบ (จิต) จนไร้ความเพียงพอ… ไม่รู้จักคำว่า พอเหมาะ พอควร พอดี… พอสมควรในประโยชน์… คือ ไม่รู้จักคำว่า ประโยชน์และความควร อันเป็นจุดมุ่งหมายของการพัฒนาชีวิตอย่างแท้จริง… และนี่คือผลสัมฤทธิ์ของการจัดการศึกษาอันเป็นไปเพื่อการก้าวทันโลกอย่างไร้ธรรม… (ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม)”

เจริญพร

 

ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต ความภูมิใจของชาวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/477057

ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต ความภูมิใจของชาวไทย

โดย…สมาน สุดโต

ตลาดโรงยาว อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เป็นสถานที่ที่ผู้สนใจประวัติศาสตร์ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาต้องแวะเวียนไปเยือน เพราะเป็นที่ตั้งชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต ที่รวบรวมความรุ่งเรืองไว้พร้อมผลงานนิพนธ์ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ไว้ค่อนข้าง ครบถ้วน ดูแล้วจะเกิดความภูมิใจในความเป็นพุทธและเป็นไทย

ที่ตั้งชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต เป็นห้องแถว 2 ชั้น 2 ห้อง อยู่ในตลาดโรงยาว หรือตลาดเหนือและตลาดใต้ ตามการขยายตัวของชุมชนในระยะ หลัง ติดกับวัดยาง คือสถานที่ให้กำเนิด เด็กชายประยุทธ์ อารยางกูร เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์มาแล้ว 10 ปี แสดงความเป็นมาของชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และชีวิต ป.อ. ปยุตฺโต ตั้งแต่เกิด พร้อมทั้งผลงานนิพนธ์จำนวนมาก แม้จะไม่ครบ 486 เรื่องก็ตาม

หนังสือ พระผู้ทำสงฆ์ให้งาม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พิมพ์เป็นที่ระลึกครบรอบปีที่ 11 ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต วันที่ 12 ม.ค. 2560 ให้ข้อมูลว่า งานนิพนธ์ 486 เรื่องนั้น ที่นับว่ายอดเยี่ยม คือ พุทธธรรม ส่วนที่ยอมรับและใช้อ้างอิง ได้แก่ พจนานุ กรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ ธรรมนูญชีวิต การศึกษาของคณะสงฆ์ ปัญหาที่รอทางออก การศึกษาที่สากลบนฐานแห่งภูมิปัญญาไทย พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ นิติศาสตร์แนวพุทธ สิทธิมนุษยชนสร้างสันติสุขหรือสลายสังคม พระพุทธศาสนาในอาเซีย หรือหนังสือกรณีสันติอโศก และกรณีธรรมกาย

งานล่าสุด คือ ลำดับที่ 486 นิพนธ์เมื่อเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้แก่ ทำอย่างไรจะพูดได้เต็มปากว่า เรารักในหลวง เป็นหนังสือหนา 16 หน้า พิมพ์ครั้งแรก เดือน ธ.ค. 2559 จำนวน 5.15 แสนเล่ม ปกหน้าเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 9 ปกหลังเป็นเลข ๙ พร้อมข้อความว่า สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระองค์นั้น แม้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่เหมือนยังประทับอยู่ในฟากฟ้าบรรยากาศที่ปกแผ่ทั่วผืนแผ่นดินไทย เป็นมิ่งขวัญอยู่ในดวงหทัยของมวลประชาราษฎร์ ด้วยพระราชกรณีย์ที่ได้เสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญไว้แผ่ขยาย กระจายทั่วผืนแผ่นดิน สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ทรงประกาศในวันบรมราชาภิเษกว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

 

ที่ชั้นล่างจัดแสดงภาพและผลงาน เมื่อขึ้นไปที่ชั้น 2 เพิ่งจัดใหม่ต้อนรับขึ้นทศวรรษที่ 2 มีห้องงานประดิษฐ์ที่ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ชอบ คืองานประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนั้นก็ชาร์ตแสดงความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษา การที่องค์การยูเนสโกยกย่อง รวมทั้งภาพเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยในสหรัฐ ความเจริญในสมณศักดิ์ ทั้งหมดเป็นข้อมูลกะทัดรัด สวยงาม สะดวกต่อการเรียนรู้ในระยะเวลาสั้นๆ

ส่วนความเป็นของชาติภูมิ ป.อ.ปยุตฺโต นั้น อำนวย จั่นเงิน รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม รองประธานมูลนิธิ ชาติภูมิ ป.อ.ปยุตฺโต เขียนไว้ว่า เกิดจากการที่อำนวยติดตามแและศึกษาผลงานและธรรมะ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

อำนวย กล่าวว่า เมื่อ 3 ปีก่อน (พ.ศ. 2546) ได้ศึกษา ค้นคว้า จนทราบชัดเจนว่า บ้านเลขที่ 49 หมู่ 3 ตลาดศรีประจันต์ ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี คือสถานที่เกิด หรือชาติภูมิของท่าน
ซึ่งยังคงสภาพเดิมกว่า 90% ไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงเพียรพยายามจุดประกายความคิดแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องมาตลอดเวลา เพื่อพัฒนาสถานที่เป็นมงคลแห่งนี้เป็นสถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

อำนวยได้พาชาวบ้านจาก อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี มาชม 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 80 คน แม้จะเพียงได้ชื่นชมด้านนอกของอาคาร ทุกคนก็ตื่นเต้นประทับใจ ซาบซึ้งตรึงใจอย่างยิ่ง แล้วชาวพุทธทั่วประเทศอีกกว่า 50 ล้านคน ชาวพุทธทั่วโลกอีกกว่าร้อยล้านคนล่ะ จะทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสได้มาศึกษาเรียนรู้ ได้มาท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ณ สถานที่ที่เป็นมงคลเช่นนี้บ้าง

พระครูโสภณสิทธิการ เจ้าอาวาสวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ ประธานมูลนิธิ “ชาติภูมิ ป.อ.ปยุตฺโต” เป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการจัดตั้งบ้านพิพิธภัณฑ์ เช่น เป็นผู้ติดต่อ คุณสันต์ และคุณประจวบ อารยางกูร ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ของ ป.อ.ปยุตฺโต ที่ซื้อมาจากผู้อื่นโดยไม่ทราบว่าเป็นบ้านเกิดของ ป.อ.ปยุตฺโต มาก่อน เมื่อทั้งสองทราบวัตถุประสงค์จึงมอบบ้านให้เป็นชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต โดยไม่ได้คิดมูลค่า (ราคาประมาณ 1 ล้านบาท) ส่วนคุณอำนวย จั่นเงิน ได้จัดตั้งมูลนิธิ “ชาติภูมิ ป.อ.ปยุตฺโต” จนสำเร็จเรียบร้อย

การปรับปรุงบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยดี จึงเห็นความพร้อมสมบูรณ์และจัดให้ประชาชนชมมา 10 ปีแล้ว

ดังนั้น เมื่อท่านเดินทางไปศรีประจันต์ อย่าพลาดเยือนบ้านนักปราชญ์ชาวพุทธที่โลกยกย่อง คือ ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต แล้วท่านจะภูมิใจในฐานะชาวพุทธและชาวไทยไปนิรันดร์ทีเดียว

 

อาลัยพระศรีธรรมคุณาธาร (จำนงค์ ป.ธ.9 M.A.)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 11:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/477056

อาลัยพระศรีธรรมคุณาธาร (จำนงค์ ป.ธ.9 M.A.)

โดย…สมาน สุดโต smarns@posttoday.com

ข้้อมูลทาง Line แจ้งว่า พระศรีธรรมคุณาธาร (จำนงค์ วรวฑฺฒโน ป.ธ.9  M.A.) เจ้าอาวาสวัดพังม่วง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี มรณภาพ เมื่อเวลา 20.00 น.เศษ วันที่ 14 ม.ค. 2560 หลังจากอาพาธ ร่างกายอ่อนแรงมานาน แพทย์ลงความเห็นว่าหัวใจวายเฉียบพลัน สิริอายุ 79 ปี ข่าวนี้ก่อให้เกิดความเศร้าสลดใจและธรรมสังเวช แก่ญาติสนิท มิตรสหายและผู้ใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่ง

พระศรีธรรมคุณาธาร เกิดวันที่ 17 ส.ค. 2481 ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ที่วัดดอนบุบผาราม เมื่อปี 2501 อายุ 20 ปีบริบูรณ์ อุปสมบทแล้วมาอยู่ในความดูแลของพระมหาผล ภทฺทิโย ป.ธ.6 ที่วัดพังม่วง

ความเป็นคนที่มีความทรงจำดีเป็นเลิศ เรียนนักธรรมชั้นตรี ท่องนวโกวาทจบในเวลารวดเร็ว ท่องจำปาฏิโมกข์ได้ในเวลาเพียง 7 วันพระมหาผลจึงบอกว่าจะส่งไปเรียนภาษาบาลีที่สำนักเรียนวัดดอนเจดีย์ ที่พระวิบูลเมธาจารย์ (หลวงพ่อเก็บ) มาเปิดสอนตั้งแต่ปี 2500 มีภิกษุสามเณรมาเรียนกันคับคั่ง พระมหาผลมอบหนังสือไวยากรณ์ภาษาบาลีให้ 4 เล่ม พระภิกษุจำนงค์ท่องบาลีไวยากรณ์ได้ทั้งหมด ก่อนเดินทางไปเรียนที่สำนักเรียนวัดดอนเจดีย์

เรียนบาลี 2 ปี มีความสามารถสูงสอบ ป.ธ.3 ได้ในปี 2504 ซึ่งเป็นปีที่พระธรรมคุณาภรณ์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) วัดสามพระยา เป็นแม่กองบาลี ออกปณามคาถาเป็นข้อสอบ

ย้ายมาอยู่วัดพระพิเรนทร์ ปี 2506 เรียนทั้งบาลีและอบรมครูวัดสามพระยาเพื่อมาเป็นอาจารย์สอนบาลีแผนใหม่ที่แม่กองบาลีจัดขึ้น พระมหาจำนงค์เรียนจบ เด่นทางด้านคณิตศาสตร์ จึงมาสอนนักเรียนตามโครงสร้างแผนใหม่ที่วัดพระพิเรนทร์

เมื่อไปเรียนต่อที่อินเดีย หลังจากสอบ ป.ธ.9 ได้ในปี 2515 ตั้งใจเรียนคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยกัลกัตตา แต่มหาวิทยาลัยรับไม่ได้ เพราะไม่ได้จบสายวิทย์ แต่พระมหาจำนงค์จบสายศิลป์ (สมัครสอบ) มิเช่นนั้นคงมีนักคณิตศาสตร์ชื่อกระฉ่อนคนหนึ่ง จากนั้นเบนเข็มไปเรียนปรัชญาและศาสนา ที่มหาวิทยาลัยภารตะ ฮินดู (BHU) เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย โดยใช้วุฒิ ป.ธ.9 เทียบ ป.ตรี แล้วเรียน ป.โทได้เลย

กลับไทยในปี 2518 เป็นอาจารย์สอนหลายแห่ง แต่ชีวิตหักเห จากวัดพระพิเรนทร์ไปอยู่วัดพลับพลาชัย ในที่สุดวันที่ 11 มิ.ย. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพังม่วง ศรีประจันต์ ถิ่นเดิม

ผ่านมาถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2557 พระมหาจำนงค์ วรวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดพังม่วง ที่เป็นเพียงเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมณศักดิ์ให้เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศรีธรรมคุณาธาร สร้างความแปลกใจให้แก่คณะสงฆ์เมืองสุพรรณโดยทั่วไป

ย้อนดูประวัติวัดพังม่วง ที่เป็นเพียงวัดเล็กๆ แต่วัดเดียวของศรีประจันต์ ที่พระวัดนี้เป็นพระราชาคณะ 2 รูป รูปแรกคือ พระมหาผล ภทฺทิโย ป.ธ.6 อาจารย์ของพระศรีธรรมคุณาธาร ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมณศักดิ์ให้เป็นพระราชาคณะที่ พระภัทรมุนี เมื่อปี 2508 (ท่านเกิดปี 2441 มรณภาพปี 2513) รูปที่ 2 คือ พระศรีธรรมคุณาธาร (จำนงค์) แสดงว่าวัดนี้มีอะไรพิเศษ

เมื่อทราบข่าวมรณภาพของพระศรีธรรมคุณาธาร สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ที่สอบ ป.ธ.9 ได้รุ่นเดียวกับพระศรีธรรมคุณาธาร แสดงน้ำใจ มอบกัณฑ์เทศน์ และผ้าไตร 5 ไตร พร้อมปัจจัย ผ่านพระครูภัทรกิตติสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ หลานพระศรีธรรมคุณาธาร ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดพังม่วงอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อติดกัณฑ์เทศน์ และทอดผ้ามหาบังสุกุล ในวันพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 22 ม.ค. 2560 เวลา 16.00 น. ณ เมรุวัดพังม่วง ยังความซาบซึ้งแก่ญาติและผู้ใกล้ชิดพระศรีธรรมคุณาธาร เป็นอย่างยิ่ง

ขอดวงวิญญาณ พระศรีธรรมคุณาธาร (จำนงค์ ) จงสู่สุคติในสัมปรายภพ เทอญ

 

‘กรรมตามสมอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2560 เวลา 11:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/477055

‘กรรมตามสมอง’

โดย…ราช รามัญ

กรรม ตาม สมอง หนังสือเล่มนี้ชื่อ น่าอ่านมากเพราะสะดุดหูสะดุดตา เพราะโดยมากที่เราคุ้นชิน คือ กรรมตามสนอง ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ คือ ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร มีความรู้ทางด้านสมองอย่างดีในฝ่ายจิตวิทยาเพราะเป็นนักเรียนทุน โดยปี 2009 เรียนคณะจิตวิทยาที่ Victoria University of Wellington โดยได้รับทุน International Undergraduate Scholarship จากมหาวิทยาลัย Victoria

ปี 2010 คณะจิตวิทยาที่ Australian National University (มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของออสเตรเลีย) โดยได้รับทุน Australian National University Thai Alumni Scholarship จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และยังได้รับทุนไปฝึกงานเต็มเวลาที่สถาบันSmithsonian Washington D.C.

จึงบอกได้ว่า ความรู้ไม่ธรรมดา นอกจากนี้ยังศึกษาพระพุทธศาสนาอีกด้วย เพื่อต้องการนำเอาความรู้ที่มีมาเชื่อมโยงให้เห็นภาพถึงเรื่องของสมองและระบบความคิดตลอดทั้งเรื่องของมโนกรรม

มีประโยคหนึ่งในหนังสือ ที่เขาเขียนถึง การยืดหยุ่นของสมองน่าสนใจมาก คือ

การค้นพบความยืดหยุ่นของสมอง เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันได้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่ได้เป็นเพียงความรู้เลื่อนลอยที่จับต้องไม่ได้ แต่วิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยตา
แล้วว่า กรรม (ทั้งมโนกรรม วจีกรรมและกายกรรม) สามารถส่งผลให้โครงสร้างของเส้นประสาทและชะตาชีวิตเปลี่ยนไปตามที่เราคิด พูดและทำจริงๆ

 

ในหนังสือเล่มนี้ ขุนเขา ได้นำเอาความรู้ยากๆ ที่มีภาษายากๆ มาเขียนให้ง่าย อ่านง่าย ย่อยก็ง่ายและสามารถทำให้เกิดความรู้ทางเรื่องพระพุทธศาสนาในมุมของวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

เราชาวพุทธต้องไม่หยุดในการพัฒนาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่ใช่จะรู้แค่เพียงพุทธแบบเถรวาทดั้งเดิม ที่บางครั้งบางมุมก็คับแคบเพราะคำจำกัดความ อีกประการหนึ่งพระไตรปิฎกเถรวาทของไทย ผ่านมือผ่านสมองพระอรรถกถาจารย์มามากมาย ไม่รู้ว่าของแท้เหลือสักกี่เปอร์เซ็นต์

ผู้ใดปรารถนาความรู้เกี่ยวกับสมองและพระพุทธศาสนา หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 

อาการท้องเสีย จากการแพ้กลูเตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481540

อาการท้องเสีย จากการแพ้กลูเตน

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารประเภทเบเกอรี่อาทิ เค้ก พาย ขนมปัง ข้าวโอ๊ตซีเรียล ซึ่งในอาหารจำพวกแป้งเหล่านี้ จะมีโปรตีนที่เรียกว่ากลูเตน (Gluten) ที่ช่วยทำให้อาหารเหนียว นุ่ม และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติและอาหารเจ แต่สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

การแพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่า โรคเซลิแอค (Celiac Disease) โดยกลูเตนจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง (Autoimmune Disease) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์ที่ลำไส้เล็ก (Microvilli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและฝ่อในที่สุด ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดูดซึมอาหาร เกลือแร่ วิตามินได้ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องที่เกิดจากก๊าซในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากดูดกลืนโฟลิค และวิตามิน B12 ได้ไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน ระบบประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังเป็นผื่นบริเวณข้อศอกและเข่า ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกรธง่าย ซึมง่าย ในกรณีที่เกิดในเด็กจะทำให้เด็กโตช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคเซลิแอคบางรายจะไม่มีอาการเลยก็ได้แต่โรคดังกล่าวยังคงมีการทำลายลำไส้เล็กอย่างต่อเนื่อง

ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเซลิแอคประมาณ 1-2% ประชากรไทยพบโรคนี้ได้ 0.3% พบได้มากในคนผิวขาว เป็นได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากสุดในกลุ่มช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยหากมีพ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสที่คนอื่นๆ ในครอบครัวจะเป็นโรคนี้ด้วยถึง 10%

ณิศรา ตีระวัฒนพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ หรือ N Health เปิดเผยว่า การวินิจฉัยโรคเซลิแอคนั้นทำได้โดยตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ส่องกล้อง และตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กเพื่อตรวจยืนยัน เนื่องจากโรคเซลิแอคจะมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆ ของระบบลำไส้ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ จึงมีคนไข้ที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลิแอค หากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยสามารถตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากตรวจดูอาการของตนเองแล้วพบว่ามีอาการเข้าข่ายแพ้กลูเตน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ทั้งนี้หากตรวจแล้วพบว่าแพ้กลูเตนก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคนมด้วย เพราะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอคจำนวนมากมีอาการแพ้นม เนื่องจากไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ นอกจากนี้ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์โดยตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเซลิแอค และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

 

การฝึกโยคะท่ากระดาน ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481539

การฝึกโยคะท่ากระดาน ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า

โดย…ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

การฝึกท่ากระดาน เป็นโอกาสที่จะได้ดันกระดูกสะบักขึ้นสู่เบื้องบน เปิดช่องอกและซี่โครงสู่ท้องฟ้า วันนี้มาต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ในเวอร์ชั่น A ด้วยการยกขาลอย ขึ้น 1 ข้าง การเขย่งส้นเท้าลอย ขณะยกขาขึ้น ต้องใช้การทรงตัวและกำลังของกล้ามเนื้อหลายมัด โดยเฉพาะความแข็งแรงของน่อง และเพื่อที่จะให้หน้าอกและหัวไหล่ได้เปิดออกอย่างเต็มที่

ควรผ่อนคลายร่างกายส่วนบนก่อน ให้ฝึกในเวอร์ชั่น A แล้วค่อยต่อในเวอร์ชั่น B โฟกัสและยืดมัดกล้ามเนื้อเซอร์ราตัส แอนทีเรียร์(Serratus Anterior) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยดึงกระดูกสะบัก และมีจุดเกาะปลายที่กระดูกซี่โครง รวมทั้งกลุ่มกล้ามเนื้ออก กล้ามเนื้อเพคทอราลิส (Pectoralis) ให้รู้สึกดิ่งลึกและจมลงไปกับท่าอาสนะ

วิธีปฎิบัติ

1. เริ่มต้นจากท่ากระดาน ยกก้นและลำตัวลอยขึ้นจากพื้น ดันกระดูกสะบักขึ้น หน้าอกเปิดออกหายใจเข้าออกสักครู่ (รูป 1)

(รูป 1)

 

2. เขย่งส้นเท้าทั้งสองข้างลอยขึ้นจากพื้น ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที (รูป 2)

(รูป 2)

3. หย่อนก้นลงเล็กน้อยแล้วยกขาซ้ายลอยขึ้น ยืดขาให้สุดปลายเท้าชี้สู่เบื้องบน ค้างท่าประมาณ 10 วินาทีหายใจเข้าออก จากนั้นวางส้นเท้าทั้งสองข้างลง แล้วค่อยๆ ลดก้นลงเพื่อคลายจากท่า ผ่อนคลายข้อมือหมุนข้อมือเบาๆ แล้วเริ่มฝึกใหม่ด้วยการยกสลับขา  (รูป 3)

(รูป 3)

 

“มะเร็ง”ไม่น่ากลัว เพราะป้องกันและรักษาให้หายขาดได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 00:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481275

"มะเร็ง"ไม่น่ากลัว เพราะป้องกันและรักษาให้หายขาดได้

เรียบเรียงโดย วารุณี อินวันนา

ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเลขาธิการมูลนิธิสายธารแห่งความหวังและที่ปรึกษา ชมรมเพื่อนมะเร็งไทย กล่าวว่า วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก  ทั้งโลกได้ตกลงร่วมกันรณรงค์เพื่อลดการตายจากมะเร็งและโรคไม่ติดต่อลง 25% ภายในปี 2025 (พ.ศ. 2568) คืออีก 9 ปีข้างหน้า

สำหรับ ยุคนี้ มะเร็งมิได้เป็นเรื่องน่ากลัวอีกต่อไป มะเร็งอาจรักษาหายขาดได้ เราสามารถป้องกันมะเร็งบางอย่างได้ และถ้าใครเป็นมะเร็งในสมัยนี้ ก็ไม่ต้องผจญกับมะเร็งอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ถึงเป็นมะเร็งที่รักษายาก ก็มีทางเลือกดี ๆ เสมอ ถึงแม้จะจากไปด้วยโรคมะเร็งก็ไม่ทุกข์ทรมานเช่นแต่ก่อน เพราะเรามีเพื่อนร่วมทางจนถึงที่หมายสุดท้าย

แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับแจ้งจากหมอว่าป่วยด้วยโรคมะเร็ง เหมือนกับการถูกพิพากษาประหารชีวิตเลยทีเดียว การดิ้นรถเพื่อเอาชีวิตรอดจึงเกิดขึ้นตามมา และเป็นโรคที่สร้างความน่าสะพึงกลัว  เพราะสมัยนี้คนอายุมาก อายุน้อย หรือเด็ก ก็เป็นมะเร็งได้
มะเร็งอาจรักษาหายขาดได้

เดี๋ยวนี้คนเป็นมะเร็งไม่ได้ตายแน่เสียทุกคน  มะเร็งบางชนิดอาจรักษาหายขาดได้ เช่นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก มะเร็งเต้านม เป็นต้น มะเร็งหลายชนิด ถ้าตรวจพบในระยะแรกมีโอกาสรักษาหายขาด แต่จะตรวจพบก็ต่อเมื่อตั้งใจไปตรวจกรองหามะเร็ง เท่านั้น ถ้าจะรอให้มีอาการแล้วค่อยไปตรวจ ก็จะพบเมื่อเป็นก้อนใหญ่ หรือลุกลามไปอวัยวะอื่นๆ แล้ว ที่เราเรียกกันว่าระยะท้ายแล้วเกือบทั้งสิ้น

มะเร็งที่ตรวจกรองได้ คือมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่  สตรีทุกคนแม้ยังมีสุขภาพดี ตรวจภายในเพื่อหามะเร็งปากมดลูกทุก 5 ปี ตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป พึงเรียนรู้วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง หรือรับการตรวจเอกซเรย์แมมโมแกรม ทุก 2 ปี ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ชายทุกคนแม้ยังมีสุขภาพดี ควรรับการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องทางทวารหนักทุก 5 ปีตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป มะเร็งสามอย่างนี้ หากตรวจพบมะเร็งในระยะแรกอาจรักษาหายขาดโดยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว ร่วมกับการรักษาที่แพทย์แนะนำ

ไลฟ์สไตล์ ดึงดูดมะเร็ง

ศ.นพ.อิศรางค์  กล่าวว่า มะเร็งเกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมในเซลล์ที่สะสมซ้อนกัน มะเร็งจึงเป็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้น การใช้ชีวิตบางอย่างทำให้เป็นมะเร็งเร็วขึ้น ประกอบด้วย

บุหรี่ เร่งการเป็นมะเร็งปอดให้มากขึ้นและเร็วขึ้น 200 เท่า บุหรี่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งช่องปาก และมะเร็งอื่นอีกนับสิบชนิด มะเร็งเหล่านี้เป็นแล้วมักตายเร็ว จึงควรรณรงค์ลดการสูบบุหรี่อย่างจริงจัง

ความอ้วน เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม และมะเร็งอื่น ๆ อีกนับสิบอย่าง เราสามารถเลือกออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เพื่อลดความเสี่ยงของมะเร็ง และโรคไม่ติดต่ออื่น ๆ คือ ลดความเสี่ยงเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจ ไปในคราวเดียวกัน

ผู้ที่กินเนื้อสัตว์โดยไม่กินผักผลไม้ เสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่า ผู้ที่กินแต่ผักผลไม้และงดเนื้อสัตว์

เราสามารถเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ข้อความนี้เป็นจริงเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่สามารถป้องกันมะเร็งอื่นได้

มะเร็งที่ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน

มะเร็งตับ ประเทศไทยจัดฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้ เด็กทุกคนมาตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว คนไทยอายุต่ำกว่า 25 ปีในวันนี้เมื่อโตขึ้นจะไม่เป็นมะเร็งตับ แต่ที่เหลือยังคงเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับในวัยเกษียณอายุ

มะเร็งปากมดลูก สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ตั้งแต่เด็กวัยรุ่น ในวันนี้เราอาจจะตัองจ่ายเงินเองเพื่อฉีดลูกหลาน แต่ในอนาคตทุกคนคงจะได้ฉีดวัคซีนนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้นวัคซีนอาจไม่ได้ผล ยังคงต้องตรวจภายในเป็นประจำเมื่อถึงอายุอยู่ดี…จึงไม่ควรชะล่าใจ

ยุคนี้คนเป็นมะเร็ง ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป … เรามีเพื่อน

ศ.นพ.อิศรางค์ กล่าวว่า หมอไม่ควรปกปิดความจริงกับคนไข้  ว่า เป็นมะเร็งชนิดใด ระยะใด รักษาได้หรือรักษายาก  ขอให้ตัวคนไข้ได้รับรู้ความจริงและตัดสินใจด้วยตนเอง  และยุคนี้มีเพื่อนร่วมโรคมากมายในเมืองไทย และพวกเขาพร้อมที่จะคุยเป็นเพื่อน ประกอบด้วย

ชมรมเพื่อนมะเร็งไทย เป็นชมรมของผู้ป่วยมะเร็ง ผู้เคยป่วยเป็นมะเร็ง และกัลยาณมิตรผู้เคยสัมผัสมะเร็งทุกชนิด  มีจิตอาสาที่จะรับฟังสถานการณ์ และพร้อมที่จะตอบคำถาม เพื่อสร้างความมั่นใจที่ในกระบวนการรักษาที่ผู้ป่วยจะเลือกหรือไม่เลือก และร่วมเป็นเพื่อนเดินทางกันต่อไป
ถ้ามะเร็งรักษายาก คนไข้มีทางเลือก

ศ.นพ.อิศรางค์   กล่าวว่า  หากเป็นมะเร็งชนิดที่รักษายาก ระยะลุกลาม ระยะที่สี่ หรือระยะสุดท้าย  สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตเต็มที่โดยอยู่กับมะเร็งอย่างสันติและมีความสุขก็ได้ ผู้ป่วยหลายคนที่เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิตมองว่าถ้ารักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แล้วจะใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลทำไม?

คนไข้ สามารถวางแผนชีวิตเพื่อใช้ชีวิตให้เต็มที่ ใช้เวลาที่ยังมีอยู่กับสิ่งที่ทำให้มีความสุข อาจจะเป็นอาหารอร่อย ดนตรี กีฬา ไปเที่ยว สังสรรค์ บางคนใช้เวลานี้วางแผนและทำสิ่งที่ยังค้างอยู่ไม่ได้ทำให้เสร็จสิ้นเสีย บางคนหาโอกาสเยี่ยมเยียนคนสำคัญในชีวิต บางคนเร่งสร้างกุศลหรือปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นทุนสำหรับอนาคต

ยุคนี้ ไม่ต้องกลัวทุกข์ทรมานจากความปวด มีคุณหมอพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลประคับประคอง บำบัดอาการให้หายได้ สามารถเลือกสถานที่สุดท้ายที่จะตายอย่างสงบได้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่อื่น ถ้าจะตายที่โรงพยาบาลสามารถขอไม่ให้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ยื้อความตายได้เพิ่มความทุกข์ทรมานก่อนตายก็ได้ โดยการเขียนหนังสือแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุข ไว้ล่วงหน้า

 

นั่งมาก ตายไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/health/481172

นั่งมาก ตายไว

โดย…ราตรีแต่ง

โรคร้ายจะถามหาถ้าคุณนั่งนานเกินไป อาจเริ่มจากโรคอ้วนนำไปสู่โรคหัวใจและโรคเบาหวาน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต พฤติกรรมที่ไม่ขยับตัวจะส่งผลเสียต่อสภาพชีววิทยาของร่างกาย ประเด็นนี้ถูกเผยแพร่ในวารสารเกี่ยวกับระบาดวิทยา American Journal of Epidemiology อ้างอิงถึงผลการวิจัยชิ้นใหม่ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก ที่ได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการนั่งกับโครโมโซม โดยนำเลือดตัวอย่างของผู้หญิงสูงวัยจำนวน 1,500 คน มาศึกษาแบบระยะยาว และโฟกัสไปที่เมโลเมียร์ หรือดีเอ็นเอที่อยู่ปลายสุดของโครโมโซม ทำหน้าที่กำหนดอายุขัยของเซลล์และเป็นตัวกำหนดอายุขัยของคนด้วย

จากการศึกษา พบว่า ผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำและนั่งอยู่กับที่วันละมากกว่า 10 ชม. จะมีเมโลเมียร์สั้นกว่าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และคนที่นั่งเป็นเวลานานจะดูแก่กว่าคนในวัยเดียวกันที่ออกกำลังกายถึง 8 ปี

อย่างไรก็ตาม จำนวนชั่วโมงที่ต้องออกกำลังกายเพื่อรักษาความยาวของเมโลเมียร์ยังไม่สามารถตอบได้อย่างแน่ชัด แต่ที่ทราบแน่นอน คือ ไม่ว่าคุณจะอยู่วัยใดต้องออกกำลังกายอยู่เสมอ เพื่อคงความแข็งแรงของเซลล์ไว้และความสาวก็จะตามมาเอง