สถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/468560

สถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ 2559

โดย…สมาน สุดโต

สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินิมนต์พระสงฆ์เถรานุเถระสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันอาทิตย์ที่ 4 ธ.ค. 2559 เวลา 16.00 น. ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

นอกจากนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำฎีกาถวายพระเถระ 159 รูป ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์เข้ารับพระราชทานสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ วันที่ 5 ธ.ค. 2559 เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2559 ซึ่งทุกรูปต้องพร้อมกัน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ช่วงบ่ายวันที่ 5 ธ.ค. และเข้ารับพระราชทานสถาปนา เลื่อน และแต่งตั้งในเวลา 16.30 น.

จำนวน 159 รูปนั้น นับเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประวัติการสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ เพราะไม่มีครั้งใดมากเท่าครั้งนี้

พระราชปริยัติมุนี

 

ในจำนวนนั้น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

พระธรรมวราจารย์ (แบน) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเจ้าคณะรองในชื่อ พระสุธรรมาธิบดี พระธรรมสุธี (พีร์) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นเจ้าคณะรองในชื่อ พระธรรมปัญญาบดี

พระธรรมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อทอง) วัดพระธาตุศรีจอมทอง/เชียงใหม่ เป็นเจ้าคณะรองชื่อ พระพรหมมงคล วิ.

พระราชวิเทศปัญญาคุณ

 

พระเทพวิสุทธิกวี วัดราชาธิวาส ขึ้นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมกิตติเมธี  พระเทพปริยัติมุน วัดทองนพคุณ เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมเจดีย์ พระเทพมุนี วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมคุณาภรณ์ พระเทพวิริยาภรณ์ วัดหัวลำโพง เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมสุธี พระเทพสิทธิญาณรังสี วัดโสธรวราราม เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. พระเทพพุทธิมงคล (สวัสดิฺ) วัดพุทธาราม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เป็นชั้นธรรมชื่อ พระธรรมพุทธิวงศ์ พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์) วัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย เป็นชั้นธรรม ชื่อพระธรรมโพธิวงศ์

นอกจากนั้น พระเถระที่มีชื่อเสียงที่ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ ได้แก่ พระราชวิจิตรปฏิภาณ (สุนทร) วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นชั้นเทพชื่อ พระเทพปฏิภาณวาที พระราชภาวนาพินิจ (สน) วัดพุทธบูชาทุ่งครุ เป็นชั้นเทพ ชื่อพระเทพมงคลญาณ วิ. พระราชสุตาภรณ์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นชั้นเทพชื่อ พระเทพมุนี

พระราชโมลี วัดหงส์รัตนาราม เป็นชั้นเทพชื่อ พระเทพปริยัติมุนี

พระธรรมกิตติเมธี

 

พระสุนทรกิจจาภิวัฒน์ (สมพงษ์) วัดคลองเตยใน เป็นชั้นราชชื่อ พระราชสิทธิสุนทร

พระสิทธิพัฒโนดม วัดตูม/พระนคร ศรีอยุธยา เป็นชั้นราชชื่อ พะราชสิทธิโสภณ

พระวิชัยธรรมคณี วัดเซกาเจติยาราม บึงกาฬ เป็นชั้นราชชื่อ  พระราชภาวนาโสภณ วิ.

พระธรรมพุทธิวงศ์

 

พระสุธีวรญาณ วัดมหาพฤฒาราม เป็นชั้นราชชื่อ พระราชปวราจารย์

พระสุธีธรรมานุวัตร (เจ้าคุณโอบามา เทียบ) วัดพระเชตุพนฯ เป็นชั้นราชชื่อ พระราชปริยัติมุนี

พระศรีคัมภีรญาณ วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นชั้นราชชื่อ พระราชปริยัติกวี

พระวิเทศธรรมมงคล วัดมงคลเทพมุนี/สหรัฐอเมริกา เป็นชั้นราชชื่อ พระราชมงคลวิเทศ

พระธรรมสุธี

 

พระปัญญาพุทธิวิเทศ (พระมหาเหลา) วัดมหาธาตุ/สหราชอาณาจักร เป็นชั้นราชชื่อ พระราชวิเทศปัญญาคุณ

ส่วนชั้นสามัญที่มีชื่อ ได้แก่ พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย วัดศรีสุดาราม เป็นพระสุธีวีรบัณฑิต พระมหาสุทิตย์ วัดสุทธิวราราม เป็นพระสุธีรัตนบัณฑิต พระครูสังฆรักษ์เฉลิม วัดพระญาติการาม เป็นชั้นสามัญชื่อพระโบราณคณิสสร พระครูปลัดสุวัฒนดิลกคุณ (อุเทน) วัดท่าไม้ เป็นชั้นสามัญชื่อ พระญาณวิกรม พระครูปลัดอริยชาติ วัดแสงแก้วโพธิญาณ แม่สรวย เชียงราย เป็นชั้นสามัญชื่อพระภาวนารัตนญาณ พระครูภาวนาวิรัช (สุพันธ์) วัดร่ำเปิง เชียงใหม่ เป็นชั้นสามัญ ชื่อ พระภาวนาธรรมภิรัช พระครูสิริอรรถวิเทศ (ถนัด) เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ชื่อพระวิเทศรัตนาภรณ์ พระครูรัชมงคลวิเทศ (สุขุม) วัดสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สหรัฐอเมริกา ชื่อพระมุนีวิเทศ พระครูวิเทศสุตคุร (ปรีชา) วัดมงคลรัตนาราม สหรัฐอเมริกา เป็นชั้นสามัญ ชื่อพระมงคลรัตนวิเทศ และพระสุทธานันทะ วัดธรรมราชิกพุทธมหาวิหาร บังกลาเทศ ชื่อพระวิสุทธิวงศ์ พระฟาบตอง วัดอภิสุญยตาราม เวียดนาม ชื่อพระสุธรรมวงศ์ และพระแดนยิว วัดโพธิวัน ออสเตรเลีย ชั้นสามัญชื่อ พระโสภณภาวนาวิเทศ

สรุปการพระราชทานสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ วันที่ 5 ธ.ค. 2559 จำนวน 159 รูป แบ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ 1 รูป เจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ 3 รูป พระราชาคณะชั้นธรรม 7 รูป พระราชาคณะชั้นเทพ 20 รูป พระราชาคณะชั้นราช 41 รูป และพระราชาคณะชั้นสามัญ 86 รูป ในจำนวนนั้นเป็นพระเถระที่เป็นพระธรรมทูตในต่างประเทศ 22 รูป ขอจงเจริญในพระพุทธศาสนา ทุกท่าน ทุกรูปเทอญ

 

สุดยอดรูปหล่อ เครื่องราง และเหรียญนิรันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2559 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/468559

สุดยอดรูปหล่อ เครื่องราง และเหรียญนิรันตราย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ประเทศไทยเราก็ได้พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ รัชกาลที่ 10 แล้ว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มาชมพระสวยมีเสน่ห์หลายองค์ ชมให้ชัด เชิญเข้าเว็บโพสต์ทูเดย์ จะเห็นสภาพผิวชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการสะสมครับ

องค์แรก ชมสุดยอดพระรูปหล่อของเมืองไทยที่ทุกคนใฝ่หา หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร ท่านสร้างทั้งหมด 4 พิมพ์ มีรูปหล่อพิมพ์นิยม รูปหล่อพิมพ์ขี้ตา เหรียญหล่อจอบใหญ่ และเหรียญหล่อจอบเล็ก องค์ที่นำมาให้ชมเป็นรูปหล่อพิมพ์นิยม งานศิลป์บ้านช่างหล่อ ศีรษะกลม น่ารัก ดูง่าย เนื้อจัด ราคาเช่าว่ากันหลักล้านปลาย

 

องค์ที่สอง ชมสุดยอดเหรียญเมตตาและนิรันตรายของภาคอีสาน คือเหรียญเม็ดแตง หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.อุดรธานี เหรียญนี้สร้างถวายโดยร้านศรีวิไล จ.อุดรธานี พ.ศ. 2521 ขณะที่หลวงปู่ขาวอธิษฐานจิตให้ เกิดเสียงฟ้าร้องลั่นขณะทำพิธีช่วงกลางวันแดดเปรี้ยง ถือเป็นเหรียญหายากของหลวงปู่ขาวและนิยมในหมู่ลูกศิษย์ เหรียญนี้เป็นเหรียญเนื้อทองแดง สภาพเหรียญสวย มีโค้ดตอกเรียบร้อย เป็นเหรียญสวยดูง่าย

ชิ้นสุดท้าย ชมสุดยอดเครื่องรางหนุมานแกะจากงา หลวงพ่อสุ่นวัดศาลากุน จ.นนทบุรี มีคาถากำกับหนุมานว่า นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห ผู้ใช้มีพุทธคุณเด่นทางแคล้วคลาด คงกระพัน และมหาอำนาจ หนุมานของท่านแกะจากต้นพุดซ้อนและต้นรัก ที่ท่านปลูกมานานจนกระทั่งถึงวันที่เหมาะสม ท่านขุดขึ้นมาและนำไปตากแห้ง จากนั้นให้ช่างไปแกะและปลุกเสกเดี่ยว องค์ที่นำมาให้ชมเป็นแกะจากงา ฉ่ำ ดูมีเสน่ห์ เป็นพิมพ์วันทา ทั้งสององค์ราคาว่ากันหลักแสน แถมหายาก เป็นของคุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ

 

และขอแนะนำพระเครื่องดี พิธีดีที่ยังหาสะสมได้เป็นพระชุดเบญจภาคี ทุกชุดมีหมายเลขกำกับจัดสร้างโดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล หัวหิน พระชุดนี้ได้ขอพระบรมราชานุญาตเชิญพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานที่ด้านหลังด้วย สร้างในปี 2549 พิธีพุทธาภิเษกยิ่งใหญ่ ครูบาอาจารย์ที่มาร่วมพิธี อาทิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม สมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทร์ หลวงปู่ทิม วัดพระขาว หลวงพ่อรวย วัดตะโก หลวงพ่อเจือ วัดกลางบางแก้ว เป็นต้น ยังพอหาเช่าได้ที่วิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวลครับ

จากกันด้วยธรรมะเช่นเคย “เราไม่สามารถเลือกสิ่งที่จะเข้ามากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะเฝ้าดูอย่างมีสติได้”

 

 

‘ราชธรรม…สู่โพธิสัตว์จิต’ มหา’ลัยธรรมศาสตร์บูชา!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467505

‘ราชธรรม...สู่โพธิสัตว์จิต’ มหา’ลัยธรรมศาสตร์บูชา!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรคณะศรัทธาผู้มั่นคงในพระศาสนา พระพุทธศาสนาวางหลักธรรมไว้ ๓ อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยปรับให้สอดคล้องกับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน เป็น ทาน ศีล ภาวนา ที่ดำเนินไปด้วยจิตที่มีสติปัญญาประกอบความเพียรชอบ

วิริยะ สติ ปัญญา จึงเป็นองค์ธรรมอุปการจิตพัฒนาชีวิตที่สำคัญที่สุด เพื่อการบรรลุถึงความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นอำนาจความเศร้าหมอง ที่เรียกว่า กิเลส อันมีธรรมชาติเศร้าหมอง และยังให้เกิดความเศร้าหมองกับสิ่งนั้นๆ ที่ประกอบอยู่กับกิเลส

ความเศร้าหมองหรือกิเลสเกิดขึ้นจากอำนาจอวิชชาซึ่งต่างเป็นปัจจัยกันและกัน เรียกว่า อวิชชามากเท่าไหร่ กิเลสก็เพิ่มพูนมากเท่านั้น กิเลสเพิ่มพูนมากเท่าไหร่ อวิชชาคือความรู้ผิด ความเห็นผิดก็มากเท่านั้น

สัตว์โลกดำเนินไปในบริบทแห่งไตรวัฏฏะ… ที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจแห่งกิเลสที่ควบคุมจิต… จนจิตเศร้าหมอง นำไปสู่การกระทำที่วิตถาร – วิปลาส ๓ วิบัติ ๔ หมายถึง สัญญา… จิต… ทิฏฐิวิปลาส ก่อเกิดศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาชีววิบัติ…

ความมีจิตวิปลาส… จนเกิดมิจฉาทิฏฐิ และนำไปสู่มิจฉาปฏิบัติ… วิบัติศีล… วิบัติธรรม นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่งต่อความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย

พระพุทธศาสนาจึงวางหลักกุศลกรรมบถ ๑๐ ไว้เป็นเบื้องต้นแห่งการแก้ไขความวิปลาส… ความวิบัติเหล่านี้ โดยรวมลงที่การมีสติปัญญาประกอบควบคุมกายใจ… ดังคำสอนในกรรมฐานที่ว่า… สติควบคุมจิต… สัมปชัญญะควบคุมกาย!!

 

อาตมารับนิมนต์ไปแสดงธรรมในเรื่อง ทศพิธราชธรรม หรือราชธรรม ๑๐ ของพระราชา… ในการบรรยายทศพิธราชธรรมในครั้งนี้ ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เคยแสดง… ด้วยได้เห็นหลักธรรมทั้ง ๑๐ เชิงประจักษ์ ที่มีอยู่ในบุคคลที่ทรงฐานะเป็นจอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม ที่ครองราชสมบัติปกครองแผ่นดินมายาวนานร่วม ๗๐ พระพรรษา ดังพระราชมโนปณิธานที่ว่า… เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม…

การปกครองโดยอ้างอิงระบบธรรมาธิปไตยด้วยการใช้พระราชอำนาจอย่างเป็นธรรม… ไม่ใช้ธรรมเป็นพระราชอำนาจ… จึงเกิดขึ้นอย่างประจักษ์ สมบูรณ์พร้อมด้วยธรรมและอรรถ…

อรรถธรรมสัมพันธ์จึงเกิดขึ้นในวิถีจิตที่ทรงพระสติปัญญาสมบูรณ์… นั่นคือหลักการและจุดมุ่งหมาย จึงมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน เพื่ออัญเชิญอำนาจธรรมขึ้นปกครองแผ่นดินและมหาชน… เพื่อการดำเนินไปอย่างเป็นธรรม สมควรแก่ธรรมในทุกด้าน สมกับความเป็นพระราชาผู้ทรงธรรม

ดังเช่น การให้ทาน ก็มิได้เพียงแค่วัตถุสิ่งของ… แต่ลึกลงไปถึงการอุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์แห่งมหาชนและแผ่นดินไทย…  การให้อภัยโทษ… การประกาศเขตอภัยทาน จึงเป็นภารกิจหรือพระราชกรณียกิจที่ชาวไทยผู้ประพฤติธรรม ผู้เคารพธรรม ควรศึกษาอย่างยิ่ง เพื่อจะได้รู้ธรรมเข้าใจธรรม… และสร้างธรรมให้เกิดขึ้น และหากพิจารณาลงไปในศีล ปริจาคะ อาชชวะ มัททวะ ตปะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ อวิโรธนะ ..ก็ยิ่งพบความอัศจรรย์ในพระองค์ที่สามารถมุ่งสู่ประโยชน์และความควรแห่งธรรม ด้วยการดำเนินปฏิบัติตามราชธรรมดังกล่าว

จึงทรงถึงพร้อมด้วยพระบารมีธรรมที่สมบูรณ์ ทั้งจากอดีตถึงปัจจุบัน… พระชาติ… พระคลัง… พระกำลังจตุรงคเสนา… ปริณายก จึงรวมลงในพระยศที่แผ่กว้างไปทั่วสารทิศ ด้วยพระบรมเดชานุภาพที่ปกป้องแผ่นดินไทยให้ปลอดภัยจากภัยต่างๆ มาโดยตลอดในทุกกาลสมัย ยังให้ประเทศชาติเข้าสู่ความสงบสุขมาโดยตลอด

พระผู้ถึงพร้อมในคุณธรรมดังกล่าวดังพระองค์.. จึงมิใช่สัตว์โลกที่มีสภาพจิตโดยทั่วไป แต่หากแต่เข้าข่ายจิตสัตว์พิเศษที่เรียกว่า โพธิสัตว์จิต เท่านั้น… จึงทรงบำเพ็ญราชธรรมทั้ง ๑๐ ได้สมบูรณ์เช่นนี้

ในวันที่ ๒๑ พ.ย. ๒๕๕๙ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาจำนวนไม่น้อย นั่งตั้งอกตั้งใจฟังธรรม บูชาธรรม อย่างน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง… เชื่อมั่นได้ว่า… ลูกหลานไทยคงเดินตามรอยบาทของพระองค์อย่างแน่นอน… เพื่อสืบสานต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ที่ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นเนติฉบับ… ที่เราทั้งหลายควรถวายความระลึกถึงด้วยการเคารพธรรม ปฏิบัติธรรม โดยพร้อมเพรียงกัน…

เจริญพร

 

วัดญาณเวศก์ ประวัติศาสตร์ใหม่ของสงฆ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467504

วัดญาณเวศก์ ประวัติศาสตร์ใหม่ของสงฆ์ไทย

โดย…สมาน สุดโต

วัดญาณเวศกวัน วัดราษฎร์เล็กๆ อยู่ใกล้พุทธมณฑล ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม จะกลาย เป็นประวัติศาสตร์ใหม่ของคณะสงฆ์ไทย หลังจากตั้งมาได้ 27 ปี เมื่อเจ้าอาวาสที่อยู่แต่เริ่มแรก จะได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ กลายเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปที่ 2 ที่อยู่นอกพระนคร (รูปแรกคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) วัดศาลาปูน พระนครศรีอยุธยา ที่รัชกาลที่ 5 สถาปนา)

ตามที่เคยเขียนไปเมื่อวันอาทิตย์ ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2532 พระสงฆ์ 3 รูป ได้แก่ พระเทพเวที (ป.อ. ปยุตฺโต) พระครูปลัดอินศร และหลวงลุงฉาย ปญฺญาปทีโป จากวัดพระพิเรนทร์ วรจักร ได้เข้ามาจำพรรษาในปีแรกนั้น ต่อมาวัดนี้ได้รับการพัฒนามาโดยลำดับ ส่วนพระเทพเวที คือ พระพรหมคุณาภรณ์ พระครูปลัดอินศร คือพระมงคลธีรคณ ส่วนหลวงลุงฉาย ปญฺญาปทีโป มรณภาพ

ส่วนสภาพของวัดนั้น ขอนำข้อความจาก : นายแบบแอบรักเธอ ที่โพสต์ใน Pantip.com เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2552 ที่พาไปชมวัดญาณเวศกวัน มาให้อ่าน นายแบบแอบรักเธอ บอกว่าไปสัมผัสบรรยากาศร่มรื่น อากาศใสๆ อยู่ใกล้ๆ พุทธมณฑลหากใครอยากหาที่สงบๆ ไปพักผ่อนในวันว่าง อ่านหนังสือธรรมะ ทำบุญ นั่งสมาธิ ก็เหมาะทีเดียวครับ

 

ว่าแล้วก็ไปชม REVIEW โดยบอกว่าวัดญาณเวศกวัน ดูข้างนอกอาจจะไม่รู้ว่าเป็นวัด เพราะบรรยากาศไม่เหมือนวัดทั่วไปรั้วของวัดปลูกไม้เลื้อยปกคลุม บริเวณวัดเต็มไปด้วยต้นไม้เยอะมากจนจะเป็นป่า อุโบสถสีขาวสะอาดตา มีสระน้ำและหอสมุดด้วย

เรื่องนำอาหารมาถวายพระ ผู้ที่โพสต์กระทู้ บอกว่า นำอาหารมาถวายได้ตั้งแต่เช้า พระวัดญาณเวศกวันออกบิณฑบาตเป็น 3 สาย บิณฑบาตเสร็จราวเจ็ดโมงเช้า จากนั้นฉันเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่ง และฉันเพลตอนสิบเอ็ดโมงครับ ช่วงนี้เราสามารถนำภัตตาหารต่างๆ มาถวายได้ รวมถึงสังฆทานต่างๆ จะมีตัวแทนพระสงฆ์ผลัดเปลี่ยนมาประจำที่ศาลา กล่าวคำถวาย อาราธนาศีลเสร็จแล้ว ท่านก็จะยกธรรมะมาพูดคุย ในหัวข้อที่สมควรแก่โอกาสด้วยครับ

อาหารที่นำมาถวาย ก็จะถูกส่งเข้าครัว จัดมาวางบนโต๊ะเรียงรายพระท่านก็จะทยอยมาที่หอฉัน ถือบาตรรูปละใบ เข้าแถวตักอาหารที่วางเรียงรายลงในบาตร แล้วไปฉันในสถานที่ที่จัดไว้โดยจะฉันพร้อมกันครับ ทุกวันก่อนฉันเพล พระท่านจะจัดเวร หยิบยกหัวข้อธรรมมาอธิบายให้เราได้ฟัง เท่าที่เคยฟังมาก็มี เรื่องฆราวาสธรรม 4 อปริหานิยธรรม การทำทาน การทำบุญในรูปแบบต่างๆ หมุนเวียนกันไป

พระพรหมคุณาภรณ์ท่ามกลางพระสงฆ์ในอุโบสถวัดญาณเวศกวัน

 

จากนั้นพระท่านจึงสวดบทกรวดน้ำ ให้พร บทพิจารณาอาหาร แล้วจึงฉันครับ ส่วนอาหารที่เหลือ ซึ่งก็เหลือเยอะพอสมควร โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะสละให้ญาติโยมที่มาทำบุญในวันนั้นได้ทานกัน อาทิตย์ที่แล้วเห็นคุณป้าท่านหนึ่งพูดว่า ดีจัง มาทำบุญเสร็จแล้ว มีบุฟเฟ่ต์ให้ทานด้วย ผมก็แอบยิ้มอยู่ในใจ อิ่มบุญแล้วก็อิ่มท้องด้วยครับ

ทานข้าวเสร็จแล้ว ก็อาจจะอยากเข้าห้องน้ำใช่ไหมครับ ไปดูห้องน้ำวัดญาณเวศกวันกันดีกว่า เห็นแล้วห้องน้ำตามปั๊มอาจจะอายได้ จากข้อสังเกตของผม วัดนี้มีข้อแตกต่างจากวันอื่นๆ บริเวณใกล้เคียงหลายอย่างอยู่เหมือนกันครับ

สิ่งที่วัดนี้มี แต่วัดอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงไม่มี

พระพรหมคุณาภรณ์

 

1.หอสมุด เป็นหอสมุดของธรรมสภาครับ รวบรวมหนังสือธรรมะมากมายให้ได้อ่าน แต่ยังไม่มีบริการยืมหนังสือนะครับ (ห้องสมุดมีชื่อว่า ญาณเวศก์ธรรมสมุจย์ มี 3 ชั้น)

2.อุโบสถ 2 ชั้น สีขาวสะอาดตา ชั้นบนใช้ประกอบพิธี ส่วนด้านล่างกว้างขวาง ใช้เป็นที่ประชุม จัดกิจกรรมต่างๆ ครับ

3.ต้นไม้ เยอะมากครับ ร่มรื่นจริงๆ

4.การบรรยายธรรม มาฟังสดๆ ได้จากพระ หมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน หรือรับ CD MP3 ธรรมะ กลับไปฟังที่บ้านก็ได้ครับ ไม่ต้องเสียสตางค์แต่อย่างใด

5.กิจกรรมนั่งสมาธิ กรรมฐาน ใครสนใจมาได้ครับ มีทุกวันเสาร์-อาทิตย์

พอเห็นภาพแล้วใช่ไหม

ส่วนความเป็นมาของวัดนั้นคุณหญิงกระจ่างศรี รักตะกนิษฐ์ ได้เขียนเล่าการเกิดของวัดญาณเวศกวัน โอกาสที่วัดญาณเวศกวันได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินซึ่งจะได้ทอด ในวันที่ 31 ต.ค. 2547 ว่า เขียนจากความทรงจำ แต่ก็จำอะไรไม้ได้มากแล้ว เป็นการออกตัวของคุณหญิงในวัย 90 ปี (พ.ศ. 2547 และอายุ 101 ปี ใน พ.ศ. 2558) พร้อมกับเล่าว่า วัดญาณเวศกวันเป็นวัดราษฎร์ขนาดเล็ก เพิ่งจะได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2537 มีเนื้อที่ในขณะนั้น 11 ไร่เศษ ปัจจุบันมีประมาณ 22 ไร่ ตั้งอยู่ ณ ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม มีพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ เป็นเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์จำนวนไม่แน่นอน ขณะนี้ (พ.ศ. 2547) มี 21 รูป เป็นพระนวกะเป็นส่วนใหญ่ เหตุเพราะยังอยู่ในพรรษา ถ้าเป็นเวลานอกพรรษา ก็จะมีพระประจำเพียงจำนวนน้อย ประมาณ 11-12 รูป เท่านั้น

คุณหญิงได้โยงให้เห็นการเกิดของวัดว่าเกี่ยวโยงกับวัดพระพิเรนทร์ที่อยู่ถนนวรจักร ที่บรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยมลภาวะที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพของผู้พำนักที่มีโรคภูมิแพ้ เช่น พระพรหมคุณาภรณ์ โดยเฉพาะกุฏิที่พำนักของท่านติดกับช่างทำทองที่อยู่นอกกำแพงวัด แต่เวลาทำทองตอนกลางคืน พ่นมลพิษออกมา ตรงหน้าต่างที่ท่านนั่งทำงานพอดี ทำให้ท่าน ทำงานก็ไม่ได้ จำวัดก็ไม่ได้ ต้องลุกหนีออกจากห้อง มาเดินที่ระเบียงข้างหน้า เพียงแต่ให้กลิ่นไอเบาบางลงบ้างเท่านั้น การเป็นอยู่อย่างนี้มาตลอดเวลานับสิบๆ ปี พวกเราญาติโยมได้ทราบพากันวิตก พยายามหาที่พำนักข้างนอกเพื่อขอให้ท่านย้ายออกไป แต่ก็หาที่เหมาะไม่ได้สักที

ขอรวบรัดตัดความว่า มีผู้หาและเสนอที่ต่างๆ ให้ แต่ก็ไม่เป็นสัปปายะ จนกระทั่งมีผู้เสนอให้พัก ณ ศาลากลางสระน้ำ ที่ ต.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เห็นว่าพอจะใช้ได้ เพราะในขณะนั้นมีพระสงฆ์ในคณะของท่านเพียง 2 รูปเท่านั้น คือ พระครูปลัดปิฎกวัฒน์ (ปัจจุบันคือพระมงคลธีรคุณ) ศิษย์ของท่านและพระครูสังฆรักษ์ (ฉาย) ซึ่งรักเคารพท่านมาก ติดตามมาจากวัดพระพิเรนทร์ ไปอยู่ที่นั่น เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2529

ผู้เป็นเจ้าของศาลาดังกล่าว คือ คุณบุญเจิด หลิมสุนทร และภรรยา เอาใจใส่ดูแลการเป็นอยู่ของท่านอย่างดีที่สุด ท่านและคณะพักอยู่ที่นี่นานถึง 3 พรรษา ในระหว่างนี้ญาติโยมก็ยังมิได้หยุดที่จะเสาะหาที่ถาวร จนถึงปี 2531 จึงได้สถานที่ที่ตั้งวัดในปัจจุบัน

ใน พ.ศ. 2559 วัดญาณเวศกวัน มีพื้นที่ร่มรื่นเพิ่มขึ้น เป็นวัดที่ผู้แสวงหาปัญญา และความสงบขอเข้ามาอุปสมบทกันมาก จาก 3 รูป ที่มาบุกเบิกในระยะแรก ก็กลายเป็นที่อยู่ของสงฆ์ 32 รูป ในปัจจุบัน ส่วนที่จองคิวขอบวชอีกจนวน 200 กว่ารายชื่อ แต่ต้องคัดกรอง เพื่อให้สะดวกกับกุฏิที่ว่าง นี่คือวัดที่เป็นประวัติศาสตร์ใหม่ของคณะสงฆ์ไทย

 

มีสติอยู่กับตัว คือ ธรรมะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467503

มีสติอยู่กับตัว คือ ธรรมะ

โดย…ราช รามัญ

ในโลกแห่งเสรีนิยมในเรื่องของการทำการค้า โดยเฉพาะในยุคของโลกออนไลน์ บอกได้คำเดียวว่าบางคนอาจจะประสบความสำเร็จงดงามเพราะเขาเดินถูกทาง บางคนอาจจะเดินแล้วล้มพับ บางคนอาจจะลุ่มๆ ดอนๆ นั่นเป็นเพราะการเรียนรู้แสวงหาข้อมูลและวิธีการทำของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป ผลลัพธ์จึงต่างกัน

อย่างที่เคยกล่าวเสมอว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้จน แต่สอนให้เป็นคนไม่โลภ นี่เป็นความจริงอย่างยิ่ง จะผ่านกาลเวลามาแล้วเน่ินนานกว่า 2,000 ปีเศษก็ตาม คำสอนไม่เคยล้าสมัย ที่สำคัญสามารถนำเอามาประยุกต์ใช้กับหลายหลากเรื่องราวในชีวิตจริงของผู้คน

นักธุรกิจหญิงดาวเด่นในแวดวงประกันภัย สาวิตรี ศิริโตมร หรือ ลิลลี่ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไอ-เซิร์ฟ อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ คนรุ่นใหม่ที่ทำงานประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ด้วยความรู้ความสามารถทักษะชีวิตที่ทำงานด้านนี้มาเนินนาน แม้ว่าชีวิตจริงจะจบรัฐศาสตร์จากรั้วเกษตรศาสตร์มาก็ตาม

หลักคิดหนึ่งที่ได้ฟังแล้วทำให้อึ่ง…เมื่อถามเธอไปว่าใช้หลักธรรมอะไรในการทำงานในการใช้ชีวิต

“มีสติเมื่อไหร่…ก็มีธรรมะอยู่ในตัวเมื่อนั้น”

เป็นหลักคิดที่ฟังง่ายๆ แต่บางคนอาจมองว่าปฏิบัติยากจัง…

สำหรับลี่ เธอบอกว่า ทุกย่างบนโลกนี้ไม่ว่าจะศาสตร์อะไรก็ตาม ถ้าว่ายากก็ยากหมด ถ้าว่าง่ายก็ง่ายทั้งหมด จะยากหรือง่ายทุกอย่างอยู่ที่การเรียนรู้

คมมาก!

ผมถามว่าเคยขาดสติบ้างไหม…เธอยอมรับว่ามีบ้าง ตอนที่ขับรถแล้วโดนปาดหน้า เราก็เร่งสปีดรถของเราตามเลย ตามทันแน่นอน รถเราสปอร์ตทำไมจะไม่ทัน แต่พอสักระยะหนึ่ง สติมา…ก็หยุด ไม่เอาดีกว่า ไม่คุ้ม แต่ไม่เป็นบ่อย

แล้วเวลาทำงานใช้หลักอะไรยึด…เธอตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า สติมาสตางค์เกิด สติเตลิดสตางค์หาย ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเงินเรื่องทองนี้ต้องใช้สติมากเป็นพิเศษ ไม่อย่างนั้นอาจจะตกหล่นได้ เพราะทุกอย่างเราขาดสติเมื่อไหร่ เราจะต้องพบกับความผิดพลาดในการใช้ชีวิต

เธอย้ำชัดๆ ว่า…การปฏิบัติธรรมของเธอ คือ การมีสติอยู่กับตัวเองตลอดเวลา ไม่ใช่หมายถึงการที่จะไปนั่งไปเดินอะไรในวัดเพียงอย่างเดียว บุญทานก็ทำไปตามกำลังศรัทธา ไม่ได้เน้นว่าต้องวัดไหน ทำทุกที่ที่มีโอกาส ทำทุกอย่างที่ที่พอเหมาะและสมควร

เพราะถ้าคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องเข้าวัดเพียงอย่างเดียว แบบนี้คนทำงานทำมาหากินก็หมดโอกาสในการปฏิบัติธรรม ศาสนาก็จะกลายเป็นอะไรที่แคบลงทันที ไม่เอื้อกับคนทุกประเภท ซึ่งไม่ใช่อย่างแน่นอน เราคนทำงานถ้าไม่มีเวลาไปวัดเราก็เอาสติมาใช้แบบนี้แหละ เพราะสุดท้ายธรรมะคำสอนก็ต้องการให้เรามีสติอยู่กับตัวเองตลอดเวลา

แน่นอนเรายังต้องมีความทุกข์ แต่ต้องดูว่าทุกข์เรื่องอะไร ถ้าทุกข์เรื่องงาน เช่น เวลาที่เกิดปัญหาในการทำงาน เราจะไม่เอาความคิด ความรู้สึกลงไปในงานนั้นเด็ดขาด เราจะโดดออกจากปัญหาทันที แต่ไม่ได้หนีปัญหา โดดออกมาเพื่อยืนดูและพิจารณาด้วยสติว่า เกิดขึ้นจากตรงไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วควรจะแก้ตรงไหน ก็พระพุทธองค์สอนแล้วว่า

“ทุกอย่างต้องแก้ที่ต้นเหตุ”

แต่ถ้าเราไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือไปแก้ที่ผล รับรองแก้กันไม่จบ เพราะหมดจากจุดนี้ก็ไปโผล่จากจุดนั้น จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ดังนั้นเวลามีปัญหาจึงไม่เคยกลัวเลย ชอบต่อการแก้ปัญหามาก เมื่อไหร่ที่เราทำธุรกิจแล้วมีปัญหา เมื่อนั้นแสดงว่าธุรกิจยังไปได้ ถ้าไม่มีปัญหาเลยนี่น่ากลัว

นอกจากนี้ เธอยังทำธุรกิจทางด้านการประกันภัยแล้ว ยังมีธุรกิจความงามอีกด้วย นับได้ว่าเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ได้ดี เป็นคนที่ทำอะไรแล้วทำจริงจัง ทุ่มเทแบบไม่ชนะไม่เลิก

ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐเหมาะกับคนทุกคนที่มีลมหายใจอย่างแท้จริง ที่สามารถน้อมนำเอาไปปฏิบัติ เพื่อทำให้จิตใจของเราสงบและมีสติในการดำเนินชีวิต เพราะธรรมะไม่ใช่ของสำหรับผู้ที่คิดจะหนีโลก หลบโลก แต่ธรรมะเป็นสิ่งที่สามารถนำเอาไปใช้ได้จริง นำเอาไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับชีวิตของเราทุกคน และที่สำคัญธรรมะนั้น คุณลี่บอกว่า

“ธรรมมาค้าขึ้น”  เมื่อมีธรรมะเมื่อไหร่ ทำอะไรก็เจริญ ทำมาหากินอะไรก็สำเร็จ เพราะอาศัยธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต นี่คือสิ่งที่สังคมขาดหายไป เรามาช่วยกันเติมเต็มให้คนในสังคมมีธรรมมาเป็นเครื่องดำเนินชีวิตกันเถอะครับ

 

เปิดเหรียญรัชกาลที่ 9 หาชมยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467502

เปิดเหรียญรัชกาลที่ 9 หาชมยาก

โดย…เอกชัย จั่นทอง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงดำรงสิริราชสมบัติยืนนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ปรากฏมาในพระราชพงศาวดาร จึงนับว่าเป็นอภิลักขิตสมัยอันเป็นมหามงคลวโรกาสสำคัญของชาติ ของประชาชนทุกคน นาน 50 ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์ ประเทศไทยและพสกนิกรชาวไทยได้รับความอบอุ่นและสุขสบายจากพระมหา กรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อแผ่นดินและประชาชน

ดังคำกล่าวของ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) “พระมหากษัตริย์ทรงทำอุปการะก่อนแก่พสกนิกรเพราะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจโดยธรรม ยังให้เกิดความสุข ความเจริญแก่
พสกนิกร ชื่อว่าทรงเป็นบุพการีของพสกนิกร ประชาชนคนไทยรักพระมหากษัตริย์ดุจบิดาของตน  รักแผ่นดินบ้านเกิดดุจมารดาของตน นี่คือนิสัยประจำชาติไทย”

เป็นข้อความบางส่วนจากหนังสือ “เหรียญรัชกาล 9” ของคณะผู้จัดทำที่เขียนไว้ในบทนำอย่างน่าสนใจ

 

สำหรับเหรียญที่ระลึกในวโรกาสมงคลต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในปี 2539 ซึ่งมีมากพอสมควร จึงมีการเก็บรวบรวมเหรียญที่ระลึกและเหรียญกษาปณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อเป็นสิริมงคล

ปัจจุบันเหรียญเหล่านั้นได้กลายเป็นเหรียญทรงคุณค่า และเป็นสิ่งที่หายากยิ่ง น้อยนักจะมีไว้ครอบครอง แม้แต่บรรดาเซียนน้อยใหญ่ด้านเหรียญยังเอ่ยปากยอมรับว่า ปัจจุบันจะหาเช่าบูชาเหรียญที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงได้ก็ถือว่ายากพอสมควร เพราะได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก ทำให้เหรียญรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะเหรียญเก่ายิ่งยากแก่การไขว่หามาครอบครองไว้ ด้วยปัจจัยทางราคา การเช่าหา ทำให้เหรียญเก่ามีมูลค่าสูงมาก บางเหรียญมีมูลค่าหลักล้านบาทเลยทีเดียว

แต่ในหนังสือ “เหรียญรัชกาล 9” ได้นำเหรียญเก่าแก่ในอดีตจนถึงปัจจุบันมาบันทึกตีพิมพ์ลงในกระดาษ เพื่อให้ค้นคว้าศึกษาย้อนดูเหรียญในอดีต แม้อาจไม่ได้สัมผัสเหรียญจริง แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่า เหรียญของในหลวงมีเหรียญแบบใดบ้าง และเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็ยังไม่เคยเห็นเหรียญเหล่านี้ เพราะแม้แต่ตัวผู้เขียนเองยังตาลุกวาวกับความสวยงามและอัตลักษณ์ในแต่ละเหรียญ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงล้วนชวนหลงใหลและทรงคุณค่า สำคัญกว่านั้นแต่ละเหรียญยังมีเรื่องราวความเป็นมาชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ปั๊มเหรียญขึ้นมาแจกจ่ายหรือใช้เท่านั้น

เชิญทัศนาเหรียญแรก เป็นเหรียญที่ระลึกมหามงคลสมัย พระราชพิธีรัชมงคลาภิเษก ลักษณะ เหรียญกษาปณ์ กลม แบน เป็นเนื้อทองคำ จัดสร้างในมหามงคลสมัย พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ โดยสร้างเป็นเหรียญทองคำขัดเงาชนิดราคา 2 แสนบาท และทองคำธรรมดา ชนิดราคา 5,000 บาท

 

ถัดมาเป็นเหรียญกษาปณ์ ที่ระลึกรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 25 ปี ลักษณะเหรียญกลม แบน จัดสร้างปี 2514 ด้านหน้าเหรียญเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระดับพระอังสา (ระดับบ่า) ทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์และฉลองพระองค์ครุย ผินพระพักตร์เบื้องขวา

ส่วนด้านหลังเหรียญ เป็นพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร.” เปล่งรัศมีโดยรอบ ประดิษฐานเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ใต้สัปตปฎลเศวตฉัตร เบื้องบนมีข้อความ “รัฐบาลไทย 9 มิ.ย. 2514”

ขยับมาที่เหรียญนี้กันบ้าง เรียกว่าไม่ค่อยเคยเห็นผ่านหูผ่านตา แต่ทรงคุณค่ายิ่ง คือ เหรียญที่ระลึกพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก ลักษณะเหรียญทรงเสมาโค้ง ชนิดเนื้อเงิน สร้างช่วงปี 2520 ด้านหน้าเหรียญ มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ขณะที่ด้านหลังเหรียญดังกล่าว เป็นพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร.” ประดิษฐานเหนือช้างเผือกยืนบนแท่น ใต้ช้างมีข้อความว่า “นราธิวาส ส.ค. 2520” ส่วนบริเวณริมขอบด้านล่างเหรียญมีข้อความว่า “พระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก”

เหรียญกษาปณ์ที่นำมาให้ชมครั้งนี้เชื่อว่าคงความสวยงามทรงคุณค่า ถูกใจผู้อ่านทุกท่าน ที่สำคัญแต่ละเหรียญต่างมีเรื่องราวที่มาและจุดประสงค์ของการจัดสร้างทุกเหรียญ

แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้และรู้สึกเสมอว่า การมีเหรียญกษาปณ์พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงอยู่ไม่ว่าเก่าหรือ ใหม่ มักทำให้นึกคิดตลอดเวลาว่า พระองค์ไม่ได้จากประชาชนอันเป็นที่รักไปเลย กลับยังคงตราตรึงใจคนไทยทั่วผืนแผ่นดินไทย และซึมซับความดีที่พระองค์ทรงทำและนำความเจริญสู่พื้นที่ทุรกันดารจนเป็นไทยแห่งความเจริญจวบจนวันนี้

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/467501

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

ถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 พ.ย. 2559 เวลา 16.00 น. พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลและถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของ พศ.

โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) นำคณะสงฆ์กรุงเทพมหานครและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล และถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เนื่องในโอกาสพิเศษซึ่งตรงกับวันจันทร์ จึงสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชด้วย

พระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) รับรางวัล การศึกษาเพื่อสันติภาพจาก ยู เนสโก

 

รสนาชื่นชม ป.อ. ปยุตฺโต

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2559 รสนา โตสิตระกูล โพสต์ข้อความว่า ข่าวที่น่ายินดีที่ทำให้ชาวพุทธเกิดความชุ่มชื่นใจ คือ ข่าวที่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ในราชทินนามที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

อาจจะมีน้อยคนที่ทราบว่า พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์เคยได้รับการประกาศยกย่องจากนวนาลันทามหาวิหารซึ่งเป็นสถาบันพระพุทธศาสนาระดับโลกให้ท่านเป็น “ตรีปิฏกาจารย์กิตติมศักดิ์” เมื่อปี 2538 โดยที่ตำแหน่งนี้ท่านได้รับเป็นรูปที่ 2 ต่อจากพระเสวียนจ้าง หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ พระถังซำจั๋ง เคยได้รับเป็นรูปแรก

ในคำประกาศยกย่องตอนหนึ่ง กล่าวว่า ท่านมีปัญญาดุจพระสารีบุตรอดคิดไม่ได้ว่า พระผู้ทรงคุณธรรมความบริสุทธิ์ มีจริยาวัตรงดงาม และมีความรอบรู้ด้านไตรปิฏกอย่างหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ในยุคนี้ หากท่านได้เป็น “สังฆราช” ย่อมจะเป็นเกียรติเป็นศรีแก่สถาบันสงฆ์ไทย และพระราชอาณาจักร ในท่ามกลางความเสื่อมทรุดด้านศรัทธาต่อสถาบันสงฆ์ในปัจจุบันนี้

 

ชื่อใหม่หลวงปู่แบน

มีข่าวว่า พระธรรมวราจารย์ (หลวงปู่แบน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร จะได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เป็นเจ้าคณะรองชั้นหิรัญบัฏ ที่ พระสุธรรมาธิบดี ดังนั้นลูกศิษย์โปรดทราบทั่วกันว่าหลังวันที่ 5 ธ.ค. หลวงปู่จะมีราชทินนามใหม่ หลังจากใช้พระราชทินนามเดิมมานานตั้งแต่ปี 2537

 

พสธร ทรงถาวรทวี ถึงฝันด้วยเรือแห่งความพยายาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/475866

พสธร ทรงถาวรทวี ถึงฝันด้วยเรือแห่งความพยายาม

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หลายปีก่อนเราจับเข่านั่งคุยกับหนุ่มน้อยหน้ามนขวัญใจสาวๆ เจิ้น-พสธร ทรงถาวรทวี ครานั้น เจิ้นยังคงเป็นนักแสดงหนุ่มขี้อาย พระเอกเอ็มวีเพลงรักอยู่ของศิลปิน หนึ่ง อภิวัฒน์ และมีบทบาทการแสดงในภาพยนตร์เรื่องรักสุดท้ายป้ายหน้า ผีเข้า ผีออก และนักแสดงรับเชิญในซีรี่ส์อีกหลายเรื่อง วันนี้เราพูดคุยกับเขาอีกครั้งในบทบาทของนักแสดงอาชีพ หลังจากเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 อย่างเต็มตัว และกำลังถ่ายทำละครเรื่องลูกหลง และอีกหลายเรื่องที่กำลังตามมา

เจิ้นเป็นคนใต้ บ้านเกิดอยู่ จ.นราธิวาส ไม่เคยมีความคิดอยากจะเป็นดาราหรือเข้าวงการมาก่อน เขามีความสามารถในการวาดภาพสเกตช์ภาพออกแบบ โดยเฉพาะงานออกแบบเรือประมงที่เขาคุ้นชินในชีวิตวัยเด็ก จนกระทั่งได้ทุนศึกษาต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

“พอเข้ากรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ตอนที่ผมไปเดินเล่นที่สยามก็ได้เจอกับเพื่อนของพี่โกโก้ (แมวมองและผู้จัดการดาราชื่อดัง) เข้ามาขอเบอร์ติดต่อ ถามอายุเท่าไหร่ ตอนนั้นเราก็อายุ 19 ปี แล้วพี่เขาก็ขอถ่ายรูปกับเบอร์ติดต่อของเราไป แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องว่าพี่เขาเป็นแมวมองหาคนเข้าวงการบันเทิง เป็นเด็กบ้านนอกที่เพิ่งเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเขา ก็สงสัยเหมือนกันว่าจะถ่ายรูปขอเบอร์เราไปทำไม หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน พี่โกโก้ก็โทรมา บอกว่าอยากชวนมาทำงานด้วย แล้วพี่เขาก็แนะนำว่าพี่เขาเป็นคนที่ดูแลมาริโอ้ (เมาเร่อ) สายป่าน (อภิญญา สกุลเจริญสุข) ปรึกษากับครอบครัวไม่มีปัญหาก็เลยตกลงเซ็นสัญญากับพี่เขาไปตอนนั้น แต่เราก็บอกพี่เขาไปเหมือนกันว่าเราต้องเรียนหนังสือค่อนข้างหนัก อาจจะทำงานให้พี่เขาได้ไม่เต็มที่ หลังจากนั้นก็เริ่มมีการแคสงานหลายชิ้น

“ผมเป็นคนที่ชอบความท้าทายใหม่ๆ อยู่แล้ว ก็รู้สึกว่าการแคสงานก็เป็นอีกความท้าทายหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ เพราะไหนๆ ผมได้เข้ามาอยู่ในจุดนี้แล้วต้องทำให้ได้ แต่ว่าช่วงแรกๆ แคสงานไปเยอะมากก็ไม่ได้สักงานนึง จนเราเริ่มรู้สึกว่าเราไม่ดีพอกับงานในสายนี้หรือเปล่า ทำไมเขาถึงไม่เลือกเรา แต่พอแคสงานไปเรื่อยๆ จนเริ่มคุ้นชิน รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ก็รู้ว่าที่จริงแล้วการที่เขาจะเลือกคนเข้าทำงานสักคนไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเพียงคนเดียว มันมีองค์ประกอบอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ใช่ว่าเราแค่ทำดีก็จะได้งานนั้น มันยังไม่พอ เพราะยังมีเรื่องของคนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการทำงานด้วย มีหลายงานที่เราเข้ารอบสุดท้ายก็ยังไม่ได้ พี่โทรมาบอกว่าได้เข้ารอบสุดท้ายแล้วนะลูก เราก็มีลุ้นแต่ก็ไม่ได้ ขนาดเหลือแค่ 3 คนสุดท้ายก็ยังไม่ได้ แต่เราคิดว่าไหนๆ มาถึงตรงนี้แล้วเราต้องทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดในงานวงการบันเทิง แต่เรื่องเรียนเราก็จะไม่ทิ้งเหมือนกัน

“จุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากที่สุดก็คือ ได้เข้าคอร์สเรียนการแสดงที่ทำให้เรารู้จักเรื่องการแสดงออก ทำให้เราลดความประหม่า มีความคิดสร้างสรรค์ในการแสดงออกที่ดีและการเรียนกับเพื่อนๆ ในกลุ่มก็ทำให้เรารู้ว่าแค่ละคนมีความสามารถในการแสดงที่แตกต่างกัน ทำให้เราต้องพยายามให้ดีกว่าเดิมมากขึ้นไปอีก และหันมามองในเรื่องการแสดงในละครต่างๆ ว่านักแสดงที่แสดงในละครเรื่องต่างๆ นั้นเข้าถึงบทละครและอารมณ์ในการแสดงมากน้อยแค่ไหน

“พอเริ่มมีงานโฆษณาเข้ามาบ้างแล้ว หลังจากนั้นเริ่มเข้าประกวดรายการร้องเพลงของเคพีเอ็น เพราะผมเองก็รู้ตัวว่ามีความสามารถด้านการร้องเพลงมาบ้างจึงเข้าเรียนร้องเพลงแล้วก็เข้ามาประกวดในรายการนี้ เคพีเอ็นเป็นรายการประกวดร้องเพลงรายการใหญ่ และก็ไม่ใช่รายการที่มีความเป็นเรียลิตี้มากนัก ซึ่งผมชอบรายการแบบนี้มากกว่า

 

“แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราไปแคสภาพยนตร์มาเรื่องรักสุดท้ายป้ายหน้า แล้วผลประกาศทั้ง 2 รายการก็มาพร้อมๆ กันว่าเราได้ทั้ง 2 รายการ เคพีเอ็นผมเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ซึ่งต้องฝ่าผู้เข้าประกวดคนอื่นๆ หลายพันคนกว่าจะได้ ส่วนภาพยนตร์ก็เลือกผมเป็นหนึ่งในนักแสดง ทำให้ผมต้องมาคิดว่าจะเลือกงานไหนมาก่อน งานประกวดถ้าผมโชคดีได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้ายก็ต้องไปเก็บตัวเข้าค่าย ซึ่งคงไม่ดีกับเรื่องการเรียน ถ้าผมดร็อปวิชาเรียนไปก็จะเสียโอกาสได้ทุนเรียนของสถาบัน เป็นการตัดสินใจที่ยากเหมือนกัน เพราะรายการประกวดก็เป็นรายการใหญ่ที่มีเกียรติ แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเลือกแสดงภาพยนตร์มาก่อน แต่พอเรามาแสดงภาพยนตร์ ความรู้สึกแรกในงานภาพยนตร์ของเราก็คือ เราไม่โอเคกับการแสดงของเราเอง ตัวภาพยนตร์นั้นดี แต่ผมรู้สึกแย่ในเรื่องการแสดงของตัวเอง เพราะผมยังค่อนข้างใหม่มากสดมาก พอเล่นหนังจบแล้วเราก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เราเชื่อว่าเราต้องทำได้ดีกว่านี้แน่ๆ

“หลังจากนั้นผมก็เข้าเรียนแอ็กติ้งมาโดยตลอด พัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ เรียนรู้จากบทบาทการแสดงว่าให้แง่คิดอะไรกับเราได้บ้าง และเราจะทำอย่างไรให้การแสดงของเราส่งความรู้สึกไปถึงคนดูให้รู้สึกว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ เวลาเราไปทำงานเราไม่มีเคยมีความรู้สึกว่าไม่อยากไปเลย เราจึงมีความรู้สึกมีความสุข มีความท้าทายอยู่ในตัว จะมีบางวันที่เราลืมบทไปบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะเราไม่ได้ตั้งใจ เราตั้งใจในทุกงาน เพียงแต่ว่ามันมีเรื่องของความกดดัน ความกังวล ด้วยใจเราเอง ด้วยคนรอบข้าง ในงาน มุมกล้องที่เราต้องคำนึง ก็จะตื่นเต้นทำให้เราลืมบทไป ก็เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่จะสอนให้เราแข็งแกร่งมากกว่านี้ ผมคิดว่าคนที่มีประสบการณ์สูงอย่างนักแสดงรุ่นใหญ่ เขาคงไม่มีความรู้สึกกดดันตรงนี้ หรือมีก็น้อยมากๆ เห็นบทเขาก็รู้เลยว่าจะต้องแสดงอะไร ส่งอารมณ์ยังไง แต่เรายังด้อยประสบการณ์ที่ทำให้เราต้องขยันทำให้ดีกว่านี้

“อย่างแฮปปี้เนส เดอะ ซีรี่ส์ ซึ่งเป็นการแสดงล่าสุดของผม ในเรื่องนี้จะมีซีนที่ยากที่สุดก็คือฉากเศร้า ซึ่งปกติผมเองเป็นคนที่ค่อนข้างร่าเริง เวลาเจอปัญหาเศร้าใจเรามีกลไกทางความคิดที่ทำให้เราออกจากความรู้สึกเศร้าโดยอัตโนมัติ ให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องไปเครียด ไม่ต้องไปคิดมาก เราเลยไม่เคยมีความรู้สึกว่าจะต้องเศร้าอะไรมาก ไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องจมลงไปในห้วงความเศร้าให้สุดจมลงถึงที่สุดแล้วร้องไห้ออกมา

 

“ผู้กำกับก็บอกว่าในชีวิตมีเรื่องอะไรที่คิดว่าเศร้าที่สุด ผมจะบอกว่าไม่มีก็ไม่ใช่ เป็นเพราะผมมีวิธีการจัดการเรื่องเศร้าโดยธรรมชาติ อย่างเช่นผมนึกถึงคนแก่ที่เขาขายของอยู่ริมถนนอย่างยากลำบาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเห็นทุกครั้งจะรู้สึกสงสาร พอรู้สึกสงสารมากๆ ใกล้จะถึงจุดที่ร้องไห้ออกมา ในหัวก็กลับคิดว่าเราสงสารเขา แต่ที่จริงแล้วเขามีความสุขไม่ได้ยากลำบากอะไรหรือเปล่า เลยกลายเป็นว่าเราเข้าไม่ถึงที่สุดของเรื่องเศร้าเสียที แต่ผมพยายามทำออกมาจนได้อย่างที่ต้องการ นักแสดงเก่งๆ บางคนจะคิดถึงว่าถ้าพ่อแม่เขาตายไปเขาจะมีชีวิตอยู่ยังไง ซึ่งถ้าเราได้ทำบ่อยๆ ก็จะทำให้เรามีประสบการณ์ฝึกฝนฝีมือการแสดงของเราไปพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

“ผมมีแนวคิดอย่างหนึ่งว่า ถ้าคุณคิดว่าจินตนาการพาให้คุณไปให้ถึงเป้าหมายได้ แต่ความพยายามจะพาให้คุณไปได้ไกลกว่าสิ่งที่คุณจินตนาการไว้ ผมจึงพยายามที่จะทำให้ดีที่สุดในทุกครั้งที่ทำงาน ไม่มีการทำงานวันไหนที่ผมจะไม่มีความสุขในการทำงาน การทำงานในวงการบันเทิงสอนหลายๆ อย่างกับผม สอนให้เรามีการจัดการตัวเอง สอนในเรื่องของใจ ความรู้สึก ความคิด มีความมั่นใจในการทำงาน ต้องรู้ว่าเราต้องพยายาม อดทน อย่าย่อท้อง่ายๆ ไม่ใช่แค่ตัวเราที่ทำได้ ไม่ใช่แค่ตัวเราที่ทำแล้วทุกอย่างจะดี มันต้องมีหลายองค์ประกอบที่เข้ามารวมกันถึงจะทำให้เราสำเร็จในการทำงาน นอกเหนือจากนั้นก็คือสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ และเป้าหมายต่อไปของเราก็คือการเป็นนักแสดงที่ทุกคนชื่นชมในผลงานที่เราตั้งใจทำออกมา”

 

ชอน เหงียน สร้างมิติใหม่ให้กับคอกาแฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/475403

ชอน เหงียน สร้างมิติใหม่ให้กับคอกาแฟ

โดย…วรธาร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ชอน เหงียน มิได้มาในฐานะเชฟ แต่เขาเป็นบาริสต้าระดับมาสเตอร์ จากโรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ (สุรวงศ์) ผู้ที่ครีเอทเมนูกาแฟในรสชาติที่แตกต่างและแปลกใหม่ โดยไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ต้องที่เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เท่านั้น กับเมนู “ต้มข่ากาแฟ”

เป็นเมนูที่ชอนไปคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวด Taste of Discovery Coffee Competition ซึ่งจัดโดยแบรนด์เลอ เมอริเดียน และกาแฟอิลลี่ (Illy) ที่เมืองทริสเต ประเทศอิตาลี เมื่อเดือน ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา โดยเป็นการรวมเอาบาริสต้าจากเลอ เมอริเดียน ทั่วโลกมาแข่งขัน โดยประเทศไทยสามารถผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ 3 คน คือ บาริสต้า จากเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ และเลอ เมอริเดียน ภูเก็ต ขณะที่ชาติอื่นมีสเปน อินเดีย และฝรั่งเศส

ชอน เล่าถึงการแข่งขันว่าค่อนข้างเข้มข้น โดยเริ่มต้นจากเวิร์กช็อปเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างมาสเตอร์บาริสต้าและตัวแทนจากกาแฟอิลลี่สองวันเต็มๆ แต่รอบสุดท้ายที่เหลือผู้เข้าแข่งขัน 7 คน ทุกคนจะต้องเสิร์ฟกาแฟ 3 ประเภทให้กับผู้ตัดสิน คือ เอสเปรสซโซ่ 2 แก้ว คาปูชิโน่ 2 แก้ว และเครื่องดื่มฟรีสไตล์ที่มาสเตอร์บาริสต้าแต่ละคนคิดค้นขึ้น ซึ่งต้องเป็นประเภทเอสเปรสโซ่ และได้รับแรงบันดาลใจมาจากในท้องถิ่นที่แต่ละคนเดินทางมา โดยมีเวลาในการทำเครื่องดื่มทั้งหมดเพียง 15 นาที

 

“เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ผมคิดและทำขึ้นมา คือ ต้มข่ากาแฟ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากไอเดียอันเรียบง่าย นั่นคือการนำวัตถุดิบหลักที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารไทยหลายๆ ชนิด อย่างตะไคร้ มาลองผสมเข้ากับกาแฟ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่น่าพอใจ และยังได้รสชาติที่กลมกล่อมเข้ากันได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นผมลองเพิ่มวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ใบมะกรูด เข้าไปทำเครื่องดื่มน่าสนใจและมีความเป็นไทยมากขึ้น

ทว่าสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของต้มข่ากาแฟ คือ น้ำปลาหวาน ผมรู้ว่ามันอาจฟังดูแปลกสำหรับคนทั่วไปที่จะเติมน้ำปลาลงไปในกาแฟ แต่หลังจากได้ลองผสมดู กลายเป็นว่าน้ำปลาหวานโฮมเมดที่ผมทำเอง กลับเติมเต็มให้กับกาแฟแก้วนี้ มีทั้งรสสัมผัสของความหวานเค็ม อมเผ็ดนิดๆ ที่คุณจะรู้สึกได้หลังจิบ

แน่นอนที่สุด คือรสชาติที่ทำให้คุณนึกถึงความเป็นไทยแท้ๆ อ้อเมนูนี้ยังได้รับคำชมจากผู้ตัดสินว่าสามารถนำเสนอเอกลักษณ์ของประเทศไทย ถ่ายทอดออกมาผ่านวัตถุดิบและรสชาติได้อย่างดีเยี่ยมโดดเด่น”

ชอนเล่าถึงเครื่องดื่มที่ทำให้เขาชนะเลิศ  พร้อมไขที่มาของชื่อเมนูว่า ได้ไอเดียมาจากต้มข่าไก่ของไทย ที่ฝรั่งค่อนข้างรู้จักดี แต่สำหรับเมนูกาแฟนี้ไม่มีส่วนผสมของข่าแต่อย่างใด แต่มีกะทิอยู่ (นำไปทำเป็นโฟมเพื่อเติมบนหน้ากาแฟ) ด้วยความที่กรรมการเป็นฝรั่ง เลยตั้งชื่อต้มข่ากาแฟเพื่อให้จดจำง่าย

 

ชอน บาริสต้าหนุ่มวัย 25 ปี เกิดที่ประเทศเวียดนามแต่ไปเติบโตที่รัสเซีย และไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนเดินทางมาทำงานที่เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เคยทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่จีน อิตาลี และสหรัฐ (ไมอามี รัฐฟลอริดา) มาก่อน โดยที่ไมอามีนี่เอง เขาได้รู้จักกับศาสตร์ด้านกาแฟและเกิดความหลงใหลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“ตอนนั้นผมทำงานเป็นพนักงานประจำบาร์ในโรงแรม Setai ในไมอามี ซึ่งโรงแรมนี้ได้เป็นพันธมิตรกับกาแฟอิลลี่ ผมได้รับการเข้าฝึกอบรมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อิลลี่ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกาแฟอย่างลึกซึ้งและฝึกทำกาแฟอย่างใกล้ชิดจาก จอร์โจ มิลอส ซึ่งเป็นมาสเตอร์บาริสต้าของอิลลี่ นับแต่นั้นผมก็รู้ว่าตัวเองได้ตกหลุมรักกาแฟเรื่อยมา” ชอน เล่า

กับการทำงานในฐานะมาสเตอร์บาริสต้า ของเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ เขาจะทำหน้าที่ให้บริการเครื่องดื่มกาแฟที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานแก่ลูกค้า นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนของแบรนด์เลอ เมอริเดียน ในการทำหน้าที่แนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมกาแฟของเลอ เมอริเดียน ให้ลูกค้าและกาแฟมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ผ่านการให้บริการและอีเวนต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโรงแรม

ใครอยากจะลิ้มลองความแปลกใหม่ “ต้มข่ากาแฟ” การันตีรางวัลระดับโลกโดย ชอน เหงียน ไปได้ที่ละติจูด 13 (Latitude13) โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ (สุรวงศ์)

ต้มข่ากาแฟ

ส่วนผสม

ตะไคร้สับละเอียด 20 กรัม

ใบมะกรูดสับละเอียด 1 ใบ

เอสเปรสโซ่ 3 ช็อต

น้ำปลาหวานทำเอง 15 มล.

กะทิ 100 มล.

วิธีทำ

ใส่ตะไคร้และใบมะกรูดสับลงในเชกเกอร์

ชงกาแฟเอสเปรสโซ่ใส่ในเชกเกอร์

เติมน้ำปลาหวานและทิ้งให้รสชาติ

ซึมซับเข้ากับกาแฟประมาณ 30-60 วินาที

เติมน้ำแข็งและทำการเชก

กรองกาแฟออก (Double Strain)เสิร์ฟในแก้ว Frido ของอิลลี่

นำกะทิไปทำเป็นโฟมเพื่อเติมบนหน้ากาแฟ

ตกแต่งด้วยก้านตะไคร้และใบมะกรูด

 

ศิริกุล อัตถปัญญาพล ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ent/celeb/475176

ศิริกุล อัตถปัญญาพล ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง

โดย…วรธาร ภาพ… ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ผู้ประกาศข่าวสาวสวยมากความสามารถจากช่อง 7 สี “เกด” ศิริกุล อัตถปัญญาพล อดีตแอร์โฮสเตสสายการบินต่างชาติที่ผันตัวมาเป็นผู้ประกาศข่าวที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง ที่ต้องบอกว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่หลายๆ คนที่อยากทำในอาชีพที่ใฝ่ฝันแม้ว่าจะไม่ได้เรียนจบมาตรงสายก็ตาม

ศิริกุล เกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปโตที่เชียงใหม่ เล่าว่า เธอเรียนจบบริหารธุรกิจ ด้านผู้ตรวจสอบบัญชี ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเป็นแอร์โฮสเตสหรือผู้ประกาศข่าวแต่อย่างใด แต่มีความชอบและใฝ่ฝันอยากเป็นทั้งแอร์โฮสเตสและผู้ประกาศข่าว ซึ่งในความชอบแต่ละอย่างก็มีเหตุผลที่แตกต่างกัน

“ที่อยากเป็นแอร์เพราะชอบในงานบริการ ชอบการพบปะเทกแคร์ผู้คน รู้สึกได้ทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญเกดชอบท่องเที่ยว อยากไปเที่ยวที่ต่างๆ ซึ่งพอเป็นแอร์เราก็ได้ไปเที่ยวหลายที่โดยที่ไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินไป ส่วนการเป็นผู้ประกาศข่าวก็เป็นงานที่ท้าทายความสามารถของเรา”

อดีตแอร์โฮสเตสสาวเล่าถึงการได้มาเป็นผู้ประกาศข่าวของช่อง 7 สี ว่าทำงานแอร์โฮสเตสไปได้ประมาณ 3 ปี ก็เป็นช่วงที่ช่อง 7 มีโครงการคัดสรรผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งความใฝ่ฝันที่อยากทำและไม่อยากพลาดโอกาส ครั้งนั้นจึงมาสมัครสอบด้วยก็ผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ตอนนั้นลังเลเพราะแอร์ก็ชอบ แต่คิดอีกทีแอร์ก็ได้เป็นตามใฝ่ฝันและได้ท่องเที่ยวบ้างแล้ว แต่ผู้ประกาศไม่ได้มาง่ายๆ จาก 3,000 เหลือ 10 คน เลยเลือกผู้ประกาศ

 

“ตอนแรกกลัวเหมือนกัน เพราะไม่มีทักษะและไม่ได้มาสายนี้โดยตรง แต่พอได้เป็นก็พยายามฝึกฝนพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็ยังพัฒนาตัวเองไม่หยุด ปัจจุบันเกดอยู่กับช่อง 7 ครบ 7 ปีพอดี เข้าสู่ปีที่ 8 เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา งานที่ทำอยู่มีรายการเช้าข่าว 7 สี วันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ตี 5 ถึง 6 โมงเช้า วันเสาร์อาทิตย์ คอลัมน์อุณหภูมิโลก เป็นรายการข่าวเช้าในช่วงเคาะข่าวสุดสัปดาห์ และรายการคอข่าวในวันพฤหัสบดีช่วง 5 ทุ่ม” เกด ศิริกุลเล่าถึงการมาเป็นผู้ประกาศและงานในปัจจุบัน

ว่าแต่นอกจากปีนี้จะเข้าสู่ปีที่ 8 ของการร่วมงานกับช่อง 7 เธอยังมีข่าวดีอีกด้วย คือกำลังจะสละโสดในเดือน มี.ค.นี้ โดยจะจัดพิธีแต่งแบบล้านนาในวันที่ 5 มี.ค. ที่เชียงใหม่ และฉลองมงคลสมรสที่กรุงเทพฯ วันที่ 11 มี.ค. พร้อมกับวางแผนสถานที่ฮันนีมูนไว้คร่าวๆ

เกาะเหลาเหลียง ตรัง

“หน้าร้อน เดือน เม.ย.-พ.ค. เกดกับแฟนวางแผนจะไปดับร้อนแถวพื้นที่ภาคใต้ก่อน เพราะด้วยตัวงานที่เกดทำไปไกลไม่ค่อยได้มาก เน้นเที่ยวบ้านเราก่อน ไปดำน้ำชมชีวิตใต้ท้องทะเลสวยงาม เพราะเกดผ่านการเรียนดำน้ำมาแล้วรู้สึกชอบ เลยอยากพาแฟนไปสัมผัสบรรยากาศใต้ท้องทะเล มองไว้สองที่คือ หมู่เกาะสิมิลันจ.พังงา และเกาะเหลาเหลียง จ.ตรัง ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม”

เกาะเหลาเหลียง ตรัง

 

ดอยเชียงดาว เชียงใหม่

“ถึงเกดจะโตที่เชียงใหม่ แต่ก็ยังเที่ยวไม่หมดเพราะที่เที่ยวเยอะ เชียงดาวเคยไปทำกิจกรรมในตัวเมือง ถ้าบนดอยเชียงดาวหรือที่บางคนเรียกดอยหลวงเชียงดาวซึ่งเป็นดอยที่สูงเป็นอันดับสามของประเทศ ยังไม่ได้ขึ้นไปถึงตรงนั้น แฟนเคยไปเลยอยากพาเราไปดูดาว เขาบอกว่าดาวบนดอยเชียงดาวเหมือนอยู่ใกล้มากๆ ยิ่งช่วงพอปิดไฟ ดึกๆ จะมืดเห็นดาวสวยๆ ใกล้เหมือนวอลเปเปอร์ก็คิดว่าบรรยากาศน่าจะโรแมนติกอีกที่หนึ่ง”

หลีเป๊ะ สตูล

“อันนี้ไม่ได้ไปดำน้ำ แต่จะไปสัมผัสกับธรรมชาติที่สวยงามหาดทรายสีขาว น้ำใสๆ ที่เราไม่ค่อยได้เจอจริงๆ เคยไปเกาะสมุย บางแสน หัวหิน ความใสยังไม่เท่ากับหลีเป๊ะ น้องช่อฟ้า เหล่าอารยะ (ผู้ประกาศข่าวที่สนิทกัน) บอกว่าสวยดีบรรยากาศโรแมนติก อยากไปลองดู”

ฟลอเรนซ์ อิตาลี

 

ฟลอเรนซ์ อิตาลี

“ที่นี่เป็นรีเควสต์จากแฟน เกดยังไม่เคยไป ตอนเป็นแอร์โฮสเตสก็ยังไม่ได้ไป เลือกที่นี่เพราะอยากไปดูบ้านเมือง วิถีชีวิตของเขา ฟลอเรนซ์ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองของช่างที่มีหลากหลายสาขา ตามประวัติมีมาตั้งแต่ยุคโรมัน แล้วแฟนเกดเป็นช่างทำกีตาร์เป็นนักดนตรีด้วย เลยชื่นชอบบ้านเมืองที่มีลักษณะของศิลปะในด้านของการทำแฮนด์เมดหลายอย่าง”

กลาสโกว์ สกอตแลนด์

“พี่สาวแฟนอยู่เมืองกลาสโกว์ เขาพยายามส่งภาพมาให้ดูอยู่ตลอด จนเรารู้สึกว่ามันน่าไป ดูมีมนตร์เสน่ห์ มีความดั้งเดิมของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเขาอยู่ แต่เรารู้สึกว่าไม่ค่อยมีคนไทยไปท่องเที่ยวหรือรีวิวเลยอยากไปบ้าง เกดเป็นคนที่ชอบสำรวจพื้นที่ ก็อยากไปแล้วมาบอกต่อคนอื่น เป็นการไปฮันนีมูนที่ประหยัดไม่เสียค่าที่พักและมีคนพาเที่ยวด้วย”

ออนเซน คุโรคาวะ ญี่ปุ่น

“เกดชอบธรรมชาติที่ทำให้เราผ่อนคลาย จึงเลือกเมืองออนเซน คุโรคาวะ อยากไปแช่น้ำอุ่นในออนเซนบ้าง เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องออนเซน มีบ่อน้ำออนเซนให้แช่ มีคนบอกว่าพื้นที่รอบๆ ไม่มีตึก แต่จะเป็นบ้านที่สร้างด้วยไม้และหินในสไตล์ดั้งเดิมที่ยังคงความโบราณอยู่ เดินเที่ยวค่อนข้างง่ายและสงบ ให้อารมณ์แบบญี่ปุ่นสมัยก่อนที่เราดูในหนัง”