เปลี่ยนใจครั้งเดียว สำเร็จทั้งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461581

เปลี่ยนใจครั้งเดียว สำเร็จทั้งชีวิต

โดย…ราช รามัญ

หนทางในการเดินตามวิถีชีวิตของคนแต่ละคนเมื่อมาถึงจุดหนึ่งต่างก็ต้องพบกับทางแยกบ้าง และทางแยกนั้นอาจจะต้องทำให้เราได้ระลึกนึกคิดว่าเราจะไปทางไหนดี เพื่อให้เหมาะกับชีวิตของเรา แม้เจ้าชายสิทธัตถะเองพระองค์ก็ได้พบทางแยกของชีวิต แล้วพระองค์เฝ้าถามตัวเองว่าจะไปทางไหน ระหว่างการอยู่ในทางโลกและการอยู่ในที่อันสงบเย็น สุดท้ายพระองค์เลือกทางที่สงบเย็นเป็นสรณะ

การเปลี่ยนใจครั้งเดียวเพื่อให้สำเร็จไปทั้งชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริง ถ้าเรามีหลักในการคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ แต่บางคนอาจจะเปลี่ยนหลายครั้ง ทำมาหลายอาชีพแล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จก็มี สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับภาวะของจิตแต่ละคนด้วยในขณะนั้น

เป้าหมายถือได้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ความสามารถของตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญ ตลอดทั้งโอกาสเป็นเหมือนลม เพียงวูบเดียวเท่านั้น ถ้าสามองค์ประกอบมาจ่อพร้อมกันเมื่อไหร่ ถ้าเราพร้อม เชื่อเหลือเกินว่าการตัดสินใจครั้งนั้นย่อมไม่ผิดพลาด

สัปดาห์นี้ผมเลยขออนุญาตนำเอาผลงานเล่มใหม่ล่าสุดของผมขึ้นมาเขียน เป็นผลงานที่นำเอาข้อคิดและมุมมองต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกับธรรมะมารวบรวมเอาไว้เพียงเพื่อให้ได้พบกับหนทางที่จะนำพาให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง จึงตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า เปลี่ยนใจครั้งเดียวสำเร็จทั้งชีวิต

ใครที่สับสนในชีวิต ใครที่ไม่รู้ว่าเราจะเดินไปในเส้นทางชีวิตทางไหนดี ใครก็ตามที่ยังมองไม่เห็นว่าเนื้อแท้ที่จริงเราควรจะต้องเลือกทางไหน หนังสือเล่มนี้พอที่จะเป็นแนวทางให้คุณได้ลองพิจารณาแล้วนำไปทำตาม ผมพูดเสมอว่า หลายคนที่ขยันแต่ทำไมไม่รวยก็มีใช้ไปวันๆ หลายคนทำไมเขาทำงานไม่ได้หนักอะไรเลยแต่ทำไมเขาจึงร่ำรวย

ทุกอย่างเริ่มต้นจากหลักวิธีคิด ในเล่มผมยังนำเอาเรื่องของกรรมมารวบรวมไว้ด้วย คำว่ากรรม จะว่าไปนั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก แต่หลายคนมองกรรมเพียงมิติเดียว คือ ทำดีได้ดี และ
ทำชั่วได้ชั่ว จึงเป็นการมองที่สุ่มเสี่ยง พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่าเรื่องของกรรมนั้นเป็นอจินไตย เพราะการสนองย้อนคืนของกรรมนั้นมีภาวะปัจจัยในการแทรกอยู่มากมายหลากหลาย

ในหนังสือวิสุทธิมรรค ได้มีการกล่าวถึงกรรม 12 ไว้ได้อย่างน่าสนใจ เมื่อคุณเข้าใจคำว่ากรรมครบรอบแบบนี้แล้ว จะเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่า ทำไม…เราไม่ประสบความสำเร็จเสียที ทำไมเรารวยช้าและทำไมคนอื่นรวยเร็ว คำถามเหล่านี้จะหมดไป มาดูกันว่ากรรมทั้ง 12 แบบนั้นมีอะไรบ้าง

กรรมให้ผลตามเวลาทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติหน้า อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อๆ ไป อโหสิกรรม กรรมที่เลิกให้ผล คือให้ผลเสร็จไปแล้ว หรือหมดโอกาสจะให้ผลต่อไป

กรรมให้ผลตามหน้าที่ ชนกกรรม กรรมที่แต่งมาดีหรือชั่ว อุปถัมภกกรรม กรรมที่สนับสนุน คือ ถ้ากรรมเดิมหรือชนกกรรมแต่งดี ส่งให้ดียิ่งขึ้น กรรมเดิมแต่งให้ชั่ว ก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้นหรือขัดขวางกรรมเดิม คอยเบียนชนกกรรม เช่นเดิมแต่งมาดี เบียนให้ชั่ว เดิมแต่งมาชั่ว เบียนให้ดี อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน เป็นกรรมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดิมชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศ กลับทีเดียวลงเป็นขอทานหรือตายไปเลย หรือเดิมชนกกรรมแต่งไว้เลวมาก กลับทีเดียวเป็นพระราชาหรือมหาเศรษฐีไปเลย

กรรมให้ผลตามความหนักเบาครุกรรม กรรมหนัก กรรมฝ่ายดี เช่น ทำสมาธิจนได้ฌาน กรรมฝ่ายชั่ว เช่นทำอนันตริยกรรม มีฆ่าบิดามารดาเป็นต้น เป็นกรรมที่จะให้ผลโดยไม่มีกรรมอื่นมาขวางหรือกั้นได้ พหุลกรรม กรรมที่ทำจนชิน อาสันนกรรม กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย หรือที่เอาจิตใจจดจ่อในเวลาใกล้ตาย อาสันนกรรม ย่อมส่งผลให้ไปสู่ที่ดีหรือชั่วได้ เปรียบเหมือนโคแก่ที่อยู่ปากคอก แม้แรงจะน้อย แต่เมื่อเปิดคอกก็ออกได้ก่อน กตัตตากรรม กรรมสักแต่ว่าทำ คือ เจตนาไม่สมบูรณ์ อาจจะทำด้วยความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็อาจส่งผลดีร้ายให้ได้เหมือนกัน ในเมื่อไม่มีกรรมอื่นจะให้ผลแล้วในหนังสือเปลี่ยนใจครั้งเดียวสำเร็จทั้งชีวิตเล่มนี้ผมได้หยิบเอาเรื่องนี้ไปเป็นหลักในการคิดพิจารณาเพื่อทั้งคลายปัญหาชีวิตและเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ผมวางจำหน่ายในร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์เพียงที่เดียวเท่านั้นครับ

 

เบญจภาคี ยอดขุนพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461580

เบญจภาคี ยอดขุนพล

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามวันนี้ชมพระเบญจภาคีเนื้อโลหะตระกูลพระกรุกันครับ ในอดีตเช่าหากันแพงมากและหายาก จึงทำให้นักสะสมรุ่นใหม่ไม่เห็นองค์จริงกันเท่าไร ตลาดพระกรุก็ตกลงมาเรื่อยๆ ทั้งที่ศิลปะและพุทธคุณสุดยอด ขอบคุณ คุณพรชัย วินวินพระเครื่อง ที่นำพระมาให้ชมครับ

องค์ที่หนึ่ง พระพุทธชินราช ใบเสมา เนื้อชินเงิน เป็นหนึ่งในชุดเบญจภาคี พระเนื้อชินยอดนิยม พบจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก องค์พระเหมือนพระพุทธชินราช ที่เป็นพระประธาน และมีแบบคล้ายใบเสมา ตามรอบอุโบสถวัด จึงมีชื่อเรียกว่า พระพุทธชินราช ใบเสมา มี 3 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก แต่ละพิมพ์สามารถแบ่งได้เป็นพิมพ์ใหญ่ ฐานสูง พิมพ์ใหญ่ ฐานเตี้ย พิมพ์กลาง ฐานสูง พิมพ์กลาง ฐานเตี้ย และพิมพ์เล็ก ฐานสูง การแบ่งแยกเป็น “ฐานสูง” นั้นสังเกตจากองค์พระมีส่วนเกินใต้ฐาน ทำให้ฐานขององค์พระดูสูงขึ้น ผิวเนื้อขององค์พระจะออกสีนวลดำๆ มีคราบปรอทให้เห็นประปราย อาจพบรอยระเบิดจากภายในออกสู่ภายนอก พระพุทธชินราช ใบเสมา แตกกรุออกมาเมื่อประมาณปี 2440 ในสมัยรัชกาลที่ 5

 

องค์ที่สอง ชมพระร่วงหลังลายผ้า กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองลพบุรี ได้รับการจัดเป็นหนึ่งในชุดพระเบญจภาคี พระกรุเนื้อโลหะ ปัจจุบันหาชมได้ยาก แตกกรุออกมาครั้งแรกประมาณปี 2430 ที่พระปรางค์องค์ใหญ่ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ต่อมาแตกกรุอีก 2 ครั้ง คือ ปี 2455 และปี 2458 ในบริเวณใกล้เคียงกัน ด้านพุทธคุณครบเครื่องทั้งด้านเมตตา อำนาจ แคล้วคลาด จะมีเพียง 2 เนื้อ คือ เนื้อชินเงินและตะกั่วสนิมแดง พุทธลักษณะองค์พระประธานประทับยืน แสดงปางประทานพร ศิลปะเขมร ยุคบายน แบ่งแยกพิมพ์ได้ 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ ซึ่งเรียกว่าพิมพ์นิยม และพิมพ์เล็ก ส่วนพิมพ์ด้านหลังเป็นหลังลายผ้า องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์ใหญ่เนื้อตะกั่วสนิมแดง

องค์ที่สาม ชม พระเทริดขนนก กรุวัดเสมาสามชั้น สนิมแดง มีอายุกว่า 700 ปี ขุดพบที่วัดเสมาสามชั้น ซึ่งเดิมเป็นวัดร้าง แตกกรุออกมา 2 ครั้ง ครั้งแรกในราวปี 2473 ครั้งที่ 2 เกิดจากนักเรียนและภารโรง โรงเรียนการช่างชายเพชรบุรี ทำความสะอาดพื้นที่ด้านหลังโรงเรียน ซึ่งติดกับวัดร้าง (วัดเสมาสามชั้น) โดยจุดไฟเผาพงหญ้าแห้ง ซึ่งสุมกองเป็นเนิน ไฟได้ลุกลามไปถึงเนินดินใกล้ แล้วไฟก็ดับไปเฉยๆ ทั้งที่บนเนินดินมีหญ้าแห้งที่เป็นเชื้อไฟได้อย่างดี เลยคิดกันว่าใต้ดินคงมีของดี จึงช่วยกันขุดพบเศษอิฐเก่าและอิฐโบราณขนาดใหญ่ปูเรียงไว้ ต่อมาชาวบ้านคนหนึ่งทราบข่าวจากเพื่อนภารโรง จึงมาขุดได้พบพระเนื้อชินสนิมแดง ประมาณ 200 องค์ เป็นพระศิลปะลพบุรี มี 2 พิมพ์ คือ มีองค์พระประทับนั่งในซุ้มเรือนแก้ว เรียกว่า พระยอดขุนพล และอีกพิมพ์หนึ่ง องค์พระตัดปีกชิด เรียกกันว่า พระเทริดขนนก

 

องค์ที่สี่ ชมพระหูยาน ลพบุรี ถ้าพูดถึงพระพิมพ์นั่งของเมืองลพบุรีแล้ว ต้องยกให้พระหูยาน ถ้าเป็นพระพิมพ์ยืนก็ต้องพระร่วงหลังลายผ้า พระหูยานต้นกำเนิดอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แตกกรุออกมาครั้งแรกเมื่อประมาณปี 2450 ซึ่งเราเรียกว่า “พระกรุเก่า” พระที่แตกออกมาครั้งแรกนั้นจะมีผิวสีดำมีปรอทขาวจับอยู่ตามซอกขององค์พระ เล็กน้อย เมื่อผ่านการใช้ผิวปรอทก็จะหายไป ต่อมาก็มีแตกออกมาบ้างแต่ก็ไม่มากจนกระทั่งปี 2508 ก็มีแตกกรุออกมาอีกเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณเจดีย์องค์เล็กหน้าองค์พระปรางค์ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเรียกกันว่า “กรุใหม่”
องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์ใหญ่ กรุเก่า เป็นพระดูง่าย ของคุณชรัฐ ตามไท

จากกันด้วยข้อคิดจากขงจื๊อ “เมื่อประตูบานหนึ่งเปิด อีกบานหนึ่งก็ย่อมจะปิด บ่อยครั้งที่เรามัวแต่จ้องประตูบานที่เปิดอยู่ จนไม่ทันเห็นว่ามีอีกบานปิดอยู่”

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461579

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์ (ธ) กทม.-สป.สวดมนต์ถวายในหลวง

17 ต.ค. 2559 เมื่อเวลา 15.00 น. เจ้าคณะพระสังฆาธิการ กรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ (ธรรมยุต) จัดการบำเพ็ญกุศลสวดพระพุทธมนต์ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระอุโบสถวัดราชาธิวาสวิหาร โดยมี พระพรหมมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม แม่กองธรรมสนามหลวง เลขาธิการกรรมการบริหารคณะธรรมยุต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร เลขาธิการ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

นอกจากนั้น ยังมีพระเถระหลายรูปเข้าร่วมการบำเพ็ญกุศลครั้งนี้ อาทิ พระพรหมวิสุทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 11 (ธรรมยุต) รองแม่กองธรรมสนามหลวง เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหาร พระธรรมกวี เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร พระธรรมปาโมกข์ เจ้าคณะเขตดุสิต (ธ) เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม พระเทพวิสุทธิกวี เจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) พระเทพสังวรญาณ เจ้าคณะกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ (ธ)

โดยได้อัญเชิญบทพระพุทธมนต์สำคัญๆ อย่างบท อนัตตลักขณสูตร ซึ่งจุดมุ่งหมายของพระสูตรนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นอนัตตาของสรรพสิ่ง ให้เล็งเห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หรือขันธ์ 5 นั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรไปเป็นธรรมดา ไม่ควรที่จะเห็นโดยสำคัญด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ ว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา

150 วัด ศูนย์ประกอบพิธีทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2559 นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ตามที่มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้คณะสงฆ์และวัดทุกวัดทั้งในและต่างประเทศ ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. 2559 เป็นต้นไปนั้น มีวัดที่เป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธี ในเขตกรุงเทพฯ มีจำนวน 150 วัด อาทิ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ วัดสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร วัดสระเกศฯ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย วัดหัวลำโพง เขตบางรัก วัดยาง เขตสวนหลวง วัดเทพลีลา เขตบางกะปิ เป็นต้น

ส่วนภูมิภาค จำนวน 96 วัด แบ่งเป็นหนใต้ 14 วัด หนตะวันออก จำนวน 24 วัด หนกลาง จำนวน 22 วัด หนเหนือ มีจำนวน 16 วัด ทั้งนี้สามารถเข้าไปดูรายละเอียดชื่อวัดที่ประกอบพิธีได้ที่เว็บไซต์ของ พศ. www.onab.go.th

สำหรับแนวทางในการประกอบพิธีนั้นให้ปฏิบัติ ดังนี้ 1.จัดโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระบรมรูป พระบรมฉายาลักษณ์ พระสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ภาพสีหรือขาวดำ) พร้อมตั้งเครื่องบูชาทองน้อย ภายในพระอุโบสถหรืออุโบสถ หรือสถานที่ที่สมพระเกียรติภายในวัด 2.ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในเวลา 15.52 น. หรือตามเวลาที่เหมาะสมทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.นี้เป็นต้นไป โดยวัดทุกวัดเป็นเจ้าภาพและเชิญชวนประชาชนร่วมถวายเป็นพระราชกุศล 3.ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อครบกำหนดสัตมวาร (7 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และศตมวาร (100 วัน) 4.สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด เมื่อครบสัตมวาร (7 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และศตมวาร (100 วัน) ให้จัดปฏิบัติธรรมมีกำหนดคราวละ 7 วัน 5.เจริญจิตตภาวนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลหลังทำวัตรสวดมนต์เย็นทุกวัน และ 6.เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมบำเพ็ญบุญด้วยการสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดระยะเวลา 1 ปี

 

นานาชาติศาสนาที่กุสินารา สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันที่ 15 ต.ค. 2559 เวลา 17.00 น. ที่ลานพระบรมรูปวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งจุดเทียนรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่พระผู้สถิตอยู่ในใจตราบนิรันทร์ โดยมีพระสงฆ์นานาชาติ เจ้าอาวาส 9 ชาติ คือ ไทย เมียนมา อินเดีย กัมพูชา ศรีลังกา ธิเบต ภูฏาน เวียดนาม เนปาล มีพระอภิธช อัคคมหาสัมธัมมโชติกะ ดร.ภัททันตะ ญาณิสสระ เจ้าอาวาสวัดเมียนมาเมืองกุสินารา เป็นประธาน พระมหินเดอร์ รัฐมนตรีพระพุทธศาสนารัฐอุตตรประเทศ และข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ทุกชาติศาสนา มีประธานสมาคมมวยปล้ำรัฐอุตตรประเทศ เป็นประธาน ทั้งผู้นำศาสนาต่างๆ พุทธ พราหมณ์-ฮินดู อิสลาม ซิงห์ ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

 

เจ้าอาวาสวัดบวรเผยความทรงจำเมื่อครั้งที่ในหลวงทรงพระผนวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 21:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460874

เจ้าอาวาสวัดบวรเผยความทรงจำเมื่อครั้งที่ในหลวงทรงพระผนวช

“สมเด็จพระวันรัต” เจ้าอาวาสวัดบวรฯย้อนเหตุการณ์ถึงครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่9ทรงพระผนวช เผยทรงมีพระขันติธรรมสูงยิ่ง

“เมื่อเสด็จลงพระอุโบสถทำวัตรเช้าเย็นที่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง พระองค์ประทับพับเพียบโดยไม่ผลัดเปลี่ยนท่าประทับเลย ต่างจากพระทั่วไปๆ พอปวดเมื่อยก็ต้องผลัดเปลี่ยนท่านั่ง หรือขยับขาเพื่อให้คลายปวดเมื่อย แต่อาตมาเห็นพระองค์ทรงอยู่นิ่งมาก แสดงให้เห็นถึงการมีพระขันติธรรมสูงยิ่ง”

นั่นคือสิ่งที่ สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และกรรมการมหาเถรสมาคมจำได้แม่น ขณะเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหารในปี 2499 เป็นเวลา 15 วันระหว่าง ระหว่างวันที่ 22 ต.ค. -5 พ.ย. 2499

สมเด็จพระวันรัต ซึ่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีเดียวกับที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระผนวช กล่าวว่า ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงดำรงสมณเพศ ได้ทรงปฏิบัติพระศาสนกิจเช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น ถ้าไม่ได้ทรงรับนิมนต์ที่ไหนทุกเช้าก็จะเสด็จออกรับบิณฑบาตจากประชาชนทั่วไปทั้งใกล้และไกล รวมถึงเสด็จลงพระอุโบสถ ทรงทำวัตรเช้าและเย็นไม่เคยขาด และทรงรับการถวายความรู้เกี่ยวกับข้อธรรมวินัยจากพระภิกษุพระราชาคณะในวัดบวรฯที่หมุนเวียนมาถวายทุกเช้าและเย็นตลอด 15 วัน ที่ทรงดำรงในพระสมณเพศ

“อาตมาได้เห็นพระจริยวัตรที่งดงามของพระองค์หลายอย่างน่าเลื่อมใสมาก เช่น ทรงเคารพในพระราชอุปัชฌาย์อาจารย์ และที่เด่นชัดมากคือทรงเปี่ยมไปด้วยขันติธรรม”สมเด็จพระวันรัต กล่าว

เจ้าอาวาสวัดบวรฯ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งผนวชยังได้ทรงปลูกต้นสัก ที่พระตำหนัก วัดบวรนิเวศวิหารเป็นอนุสรณ์ นอกจากนี้ทรงเป็นประธานประกอบพิธีเททองปฐมฤกษ์พระกริ่งพระพุทธชินสีห์ หรือพระกริ่ง 7 รอบ เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 7 รอบ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระราชอุปัธยาจารย์ ในวันที่ 3 พ.ย. 2499

ขณะที่พระศากยวงศ์วิสุทธิ์  (อนิล ธัมมสากิโย) กล่าวเสริมว่า ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลาผนวชได้นำฉลองพระบาทถวายให้กับพระพี่เลี้ยง ซึ่งก็คือเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช หรือ พระสาสนโสภณ ในขณะนั้น

สมเด็จพระวันรัต

 

“คำถวายสังฆทาน”เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 16:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460849

"คำถวายสังฆทาน"เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่9

“คำถวายสังฆทาน” สำหรับประชาชนที่ต้องการทำบุญอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ได้แต่งคำถวายสังฆทานทั้งภาษาบาลีและภาษาไทยเพื่อให้ประชาชนคนไทยที่ต้องการทำบุญสังฆทานอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้กล่าวคำถวายอย่างถูกต้อง ดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ หน)

อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน

ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ ปะระมินทะมะหาภูมิพะละอะตุ

ละเตชะมหาราชัสสะ เจวะ อัมหากัญจะ ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ

คำแปล

ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายภัตตาหาร พร้อมกับของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับภัตตาหารพร้อมกับของ
บริวารทั้งหลายเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข เพื่ออุทิศถวายเป็น พระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย และแก่ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ด้วย ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ

 

ทรงเป็นเทพคุ้มครองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460533

ทรงเป็นเทพคุ้มครองไทย

โดย…ปิยโสภณ

ยิ่งรักยิ่งโศก ยิ่งภักดียิ่งเศร้า ความโศกเศร้าเพราะพลัดพราก สูญเสียคนรัก คือพ่อแม่ญาติมิตร แม้จะทำใจได้ยาก แต่ก็กระเทือนเพียงเครือญาติ แต่คราวนี้กระเทือนหัวใจคนไทยทั้งชาติ เมื่อทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้วจะมีธรรมะข้อไหนบ้างเล่า ที่พอจะบรรเทาเยียวยาจิตใจคนไทยในคราครั้งนี้ลองใคร่ครวญตามนะ

1.ให้คิดว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จอุบัติมาสร้างบุญบารมี ทรงช่วยเหลือประชาชน บนราชบัลลังก์แห่งกษัตริย์มานานถึง 70 ปี เมื่อเหนื่อยหนัก ก็อยากพักผ่อนบ้าง วันนี้ พระองค์ท่านทรงพักพระวรกายให้สบายใจ ทรงพ้นทุกข์โศกโรคภัยทุกประการแล้วเพียงร่างกายเท่านั้นที่เจ็บป่วย แต่ดวงใจยังแจ่มใส สงบนิ่ง อิ่มบุญ เพียงพระองค์ลงมาสร้างบารมีเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์ชั่วขณะหนึ่ง เสร็จภาระแล้ว วันนี้ขอเดินทางกลับไปสู่สวรรคาลัยที่ทรงประทับ บุญบารมีที่ทรงบำเพ็ญ 89 ปี บนโลกมนุษย์ ก็เพียงพอแล้ว ที่จะต่ออายุบนโลกสวรรค์ พระองค์ไม่ได้ทิ้งคนไทยไปไหน แต่ทรงไปเป็นเทพไท้เทวา ผู้มีศักดิ์ใหญ่ คอยปกป้องคุ้มครองผืนแผ่นดินไทย พสกนิกรไทยที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ให้ทุกคนร่มเย็นเป็นสุข เหมือนที่เราขอพึ่งพระบารมีของสมเด็จพระปิยมหาราช

2.นึกในทางผ่อนคลาย การมาเกิดบนโลกใบนี้เหมือนออกสู่สนามรบ ในหลวงทรงรบกับความทุกข์ยากลำบากของชาตินานาประการ ทรงผ่านมาทุกสมรภูมิ มีทั้งโศกเศร้าและสูญเสีย ทรงเป็นนักรบที่แม้แต่ข้าศึกก็ยังรัก ทรงรบกับความยากจน ให้คนจนมีรอยยิ้ม รบกับกิเลสโกรธเกลียดและทรงอภัย สุดท้าย ทรงรบกับกาลเวลา ชรา พยาธิ อย่างอดทนที่สุดถึง 89 พรรษา จนร่างกายของพระองค์ชราและเสื่อมสภาพร่างกายเหมือนเครื่องบิน จิตเหมือนนักบิน ชราพยาธิเหมือนลูกกระสุนจากข้าศึก เมื่อเครื่องถูกยิง นักบินต้องรีบดีดตัวออกจากเครื่องบิน กดร่มชูชีพให้กาง เพื่อพยุงตัวลงสู่ที่ปลอดภัย ฉันใดวันนี้ ดวงจิตของพระองค์ ได้วางเรือนร่างที่ใช้งานมานาน จนชราชำรุดมากเกินการเยียวยาแล้ว ยิ่งรักษายิ่งทรุดโทรม จึงต้องให้ธรรมชาติหลอมรวมหล่อใหม่ให้ดีกว่าเดิมนักบินคือดวงจิตของพระองค์ ทรงมีบุญกุศลพลังจิตจากพสกนิกรทั้งแผ่นดินส่งไปให้ เป็นเหมือนร่มชูชีพ ที่จะพยุงส่งให้พระองค์ปลอดภัยในสวรรคาลัย

3.คิดในทางโลกุตระ สังสารวัฏนี้ ไม่มีเกิด ไม่มีตายจริง มีเพียงปรากฏการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงตามหลักไตรลักษณ์เท่านั้น ทุกอย่างล้วน เป็นกฎแห่งธรรมชาติและสัจธรรม

ขณะที่คนร้องไห้โศกเศร้าเสียใจเพราะสูญเสียคนที่รัก แต่อีกภพภูมิหนึ่งอาจดีใจคอยต้อนรับการกลับมาใหม่ของเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็ได้เพราะมีเกิดจึงมีตาย เพราะมีตายจึงมีเกิดเมื่อมีเด็กมาเกิดใหม่ในบ้าน เราดีใจ แต่เบื้องหลังอีกภพภูมิที่เด็กคนนี้จากมาอาจมีคนมากมายกำลังร้องไห้เสียใจ เหมือนที่เกิดกับเราในขณะนี้ก็ได้นี่คือสังสารวัฏของชีวิต

ชีวิตเป็นสัจธรรม ทำงานเหมือนฤดูกาล เกิดเหมือนฤดูใบไม้ผลิ แก่เหมือนฤดูใบไม้ร่วง ตายเหมือนฤดูหนาว หิมะลงหนา ดูเหมือนต้นไม้ตายเพราะทั้งต้นดูแห้งโกร๋น มีเพียงกิ่งก้านสาขา แต่ไร้ดอกใบ แต่เมื่อถึงฤดูสปริง ก็ผลิดอกออกใบคืนชีพมางดงามอีกรอบ เหมือนการมาเกิดใหม่ของชีวิต ครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องเผชิญกับชรา พยาธิ และมรณะ หมุนเวียนไปเช่นนี้ทุกชีวิต ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะหมดเชื้อกิเลสเป็นเหตุให้มาเกิด พิจารณาให้สูงขึ้น เกิดกับตายไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการสมมติเรียกธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ชีวิตจึงหมายถึงการเดินทางแห่งกาลเวลา การเห็นคุณของบุญบารมีขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่เต็มเปี่ยมงดงามสูงส่ง ได้ส่งพระองค์ให้ไปเป็นเทพผู้มีศักดิ์ คอยดูแลปกป้องคุ้มครองไทยให้ร่มเย็นตลอดไป เทอญ

 

พระเจ้าแผ่นดิน…ผู้ทรงสถิตในจิตใจชั่วนิรันดร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460531

พระเจ้าแผ่นดิน...ผู้ทรงสถิตในจิตใจชั่วนิรันดร!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนชาวไทย… ยามนี้คงไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องราวใดๆ ด้วยทุกคนกำลังอยู่ในช่วงไว้อาลัยต่อการสวรรคต เมื่อวันที่ ๑๓ ต.ค.ที่ผ่านมาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ …ซึ่งได้รับการกราบบังคมทูลเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ ๙ มิ.ย. ๒๔๘๙ ขณะที่มีพระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา ๖ เดือน ๔ วัน …เนื่องจากทรงพระเยาว์ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้น ต่อมาในวันที่ ๕ พ.ค. ๒๔๙๓ จึงได้เสด็จเข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นพิธีรับรองฐานะความเป็นพระประมุขของประเทศไทย ตามขัตติยราชประเพณี เฉลิมพระปรมาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” …โดยในพระราชพิธีได้ทรงมีพระบรมราชโองการต่อผู้ที่มาประชุมในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”

แผ่นดินไทย จึงเป็นแผ่นดินธรรม ที่ประกอบไปด้วยศาสนาต่างๆ ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แม้ชนส่วนใหญ่มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จะนับถือพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ด้วยเพราะการปกครองแผ่นดินโดยธรรม… ถือหลักการเป็นสำคัญ ถือธรรมเป็นใหญ่… ดำเนินไปอย่างมีความยุติธรรม เป็นธรรมาธิปไตยและยกย่องธรรมาธิปไตย จึงเป็นประเทศที่สมฐานะแผ่นดินธรรม… ด้วยพระประมุขของประเทศทรงอุปถัมภ์คุ้มครอง และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกศาสนา ดังปรากฏชื่อเสียงสมเป็นพุทธประเทศ

การเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน หรือให้เกิดการเรียนรู้ในพระธรรม จึงเจริญเติบโตมาก ดังปรากฏในปัจจุบัน เพื่อการพัฒนาประชาชนให้เป็นผู้รู้ธรรม คือ รู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เพื่อการประพฤติอย่างมีธรรม ที่จะนำไปสู่การสร้างธรรมนำชีวิต… พัฒนาชีวิตที่มีธรรม นำองค์กร… และสังคมประเทศชาติ

 

ปัญหาในสังคมจึงแก้ไขได้ในทุกครั้ง ไม่ว่าจะใหญ่หลวงขนาดไหนแห่งปัญหาเรื่องราวนั้นๆ และไม่ว่าปัญหานั้นจะมาจากภายใน… ภายนอก… มาจากคนด้วยกัน หรือมาจากสิ่งแวดล้อมดินฟ้าอากาศ สัตว์ทั้งหลาย… ทั้งนี้ ด้วยอำนาจการปกครองแผ่นดินโดยธรรมของพระองค์ ที่ยึดแผนการปกครองตามแบบธัมมิกสูตร ในพระพุทธศาสนา ดังมีเนื้อหาสาระกล่าวโดยสรุปว่า “…เมื่อใดพระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม ในสมัยนั้นข้าราชการ พราหมณ์คหบดี ชาวนิคมชนบท ก็พลอยไม่ตั้งอยู่ในธรรมด้วย… พระอินทร์ พระอาทิตย์ ดาวฤกษ์ กลางคืน กลางวัน ฤดูเดือนปี ก็จักแปรปรวนไปด้วย

แต่หากพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม ผู้อื่นก็จักพลอยตั้งอยู่ในธรรมด้วย ฤดูเดือนปี… ดินฟ้าอากาศ ก็ไม่แปรปรวนวิปริต พืชผลไร่นา ก็จักพลอยอุดมสมบูรณ์ หมู่ชนก็จักมีความสงบสุข เข้าถึงฐานะประโยชน์ความเหมาะควร… โดยมีสาระสำคัญในท้ายพระสูตรดังกล่าวว่า… ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดได้รับยกย่องว่าประเสริฐ หากไม่ประพฤติธรรม ประชาชนก็พลอยไม่ประพฤติธรรมตามด้วย แผ่นดินก็จักมีแต่ความเดือดร้อน ชนทั้งปวงก็จะจมอยู่ในความทุกข์… หากตรงกันข้ามก็จักเป็นสุข… กล่าวเปรียบว่า โคหัวหน้าฝูง เมื่อข้ามน้ำว่ายไปคดเคี้ยว โคทั้งปวงก็ว่ายน้ำคดไปตาม หากไปตรง โคทั้งปวงก็ว่ายน้ำไปตรงตาม…”

หากนับวันฉัตรมงคลที่ ๕ พ.ค. ๒๔๙๓ เป็นวันเวลาเริ่มต้นแห่งการปกครองแผ่นดินโดยธรรม… ก็จักครบ ๖๗ ปีแห่งการครองราชย์ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในวันที่ ๕ พ.ค. ๒๕๖๐… ที่เหลืออีกไม่กี่เดือน ประชาชนชาวไทยจะได้ร่วมเฉลิมฉลองอายุครองราชย์มายาวนานที่สุดในโลกของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระทศพิธราชธรรม… อันจะหาพระราชาแห่งแว่นแคว้นประเทศใดมาเสมอเหมือนมิได้ สมดังที่ชาวโลกถวายการเรียกขานว่า พระองค์ท่านเป็น King of the King ที่แท้จริง

“ขอน้อมถวายพระพร ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เสด็จสู่แดนธรรมชาติ ในวิถีพุทธธรรม…เทอญ” ถวายพระพร

 

พ.อ.ปิ่น คนต้นแบบ และแรงบันดาลใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460530

พ.อ.ปิ่น คนต้นแบบ และแรงบันดาลใจ

โดย…สมาน สุดโต

เสียงกังสดาลที่ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ประธานในพิธี บรรจงตี 9 ครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์การเปิดงาน 100 ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา บนชั้น 2 อุโบสถศาลาวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อเช้าวันที่ 11 ต.ค. 2559 นั้น ดังกังวานสะท้านอยู่ในใจทุกคนที่ร่วมพิธี เพราะปูชนียบุคคล เช่น พ.อ.ปิ่น ไม่ได้ดังแล้วดับ หากแต่ยังมีคลื่นเสียงอมตะอยู่ในหัวใจของบุคคลที่ใกล้ชิด จึงเป็นที่มาของงานในวัดที่ พ.อ.ปิ่น เคยได้รับการบ่มเพาะด้านการศึกษา เมื่อแรกเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ  ตั้งแต่ พ.ศ. 2477

คุณความดีและความสามารถของ พ.อ.ปิ่น อดีตอธิบดีกรมการศาสนา (พ.ศ. 2506-2515)  ยังเป็นแรงบันดาลให้ พล.อ.วิชิต ในฐานะประธานชมรมอนุศาสนาจารย์ไทย ที่จะกระตุ้นให้บรรดาอนุศาสนาจารย์กองทัพบก นำปฏิปทาและวิธีการของ พ.อ.ปิ่น ไปเป็นแบบอย่างในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ต่อไป

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ.9) กล่าวว่า ขณะที่เป็นพระมหาปิ่น วิริยากโร นั้น ท่านช่วยรับภาระงานในวัดอย่างแข็งขัน ชอบการศึกษาค้นคว้าทั้งทางโลกและทางธรรม มีความชำนาญด้านการเผยแผ่ ได้รับยกย่องว่าเป็นนักเทศน์ที่สามารถประยุกต์เรื่องทางโลก ทางธรรมมาสอนให้เท่าทันกับโลกสมัยใหม่ นำเกียรติคุณ ปัญญา ความรู้ความสามารถที่ได้รับจากวัดสัมพันธวงศ์ไปสู่สาธารณะ จนเป็นที่พูดกันติดปากมาถึงทุกวันนี้ว่า วัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดแห่งนักปราชญ์

ความที่ใกล้ชิดกับวัด จึงเป็นผู้สร้างเกียรติประวัติให้แก่วัดสัมพันธวงศ์ ที่มีอธิบดีกรมการศาสนาเป็นไวยาวัจกร ประจำวัดคนแรก และ ร.อ.อดุลย์ รัตตานนท์ ผู้เป็นศิษย์วัดนี้ เจริญรอยตาม พ.อ.ปิ่น ผู้เป็นอาจารย์ โดยรับราชการมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ ได้เป็นอธิบดีกรมการศาสนา ในกาลต่อมา (พ.ศ. 2531) ไม่ใช่แต่เท่านั้น ร.อ.อดุลย์ ยังดำรงตำแหน่งไวยาวัจกรของวัดสัมพันธวงศ์อีกตำแหน่งหนึ่ง ถึงทุกวันนี้ จึงถือว่าวัดสัมพันธวงศ์มีไวยาวัจกรที่สืบต่อกันมาจากอาจารย์และลูกศิษย์เป็นวัดแรก (ของไทย)

พ.อ.ปิ่น เกิดวันที่ 11 ต.ค. 2459 ที่ จ.อุบลราชธานี ถึงแก่กรรมวันที่ 4 เม.ย. 2515 สิริอายุ 55 ปี 5 เดือน 24 วัน

พระพรหมเมธี ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กล่าวในเรื่องปฏิปทากุศลกถา ว่า พ.อ.ปิ่น มีความสามารถในการพูด ใครฟังก็จับใจในคำอุปมาอุปไมย จึงจัดหมวดหมู่การพูด พร้อมทั้งคำจำกัดความไว้ 7 หัวข้อด้วยกัน ตั้งแต่การบรรยาย ปาฐกถา เทศนา ปราศรัย กล่าวสุนทรพจน์ อภิปราย และการสอน รวมทั้งแนะวิธีปรุงคำพูดแบบ 4 ส. คือ สันทัสสนะ ให้แจ่มแจ้งชัดเจน สมาทปนะ ให้อยากทำตาม สมุตเตชนะ ให้กล้าหาญ และสัมปหังสนะ ให้ร่าเริงแจ่มใส โดย พ.อ.ปิ่น บอกว่า ใครปรุงคำพูดได้ครบ 4 ส. การพูดของคนนั้นจะได้รับความนิยมจากมหาชนอย่างกว้างขวาง

คณะผู้เสวนามุมสว่าง ทางสงบ ครบ 100 ปี พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ (จากขวา) ร.อ.อดุลย์พระราชญาณกวี พ.อ.นเรศร์ จิตรักษ์ และจันทิมา มุทุกันต์ เชยสงวน

 

ส่วนบุตรสาว จันทิมา มุทุกันต์ เชยสงวน อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้กล่าวว่า พ.อ.ปิ่น ในฐานะบิดา ได้อบรมธรรมะให้ซึมซับตลอด เช่นเมื่อเป็นวัยรุ่นก็ให้พิมพ์บทความทางธรรมทุกวัน พร้อมทั้งให้รางวัล 200 บาท จึงไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เมื่อนึกถึงว่าบิดาเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งในการขับเคลื่อนศีลธรรมและจริยธรรมเข้าสู่สังคมไทยด้วยพลังความคิดและผลงานเป็นอเนกประการ จึงคิดมาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อจัดงาน 100 ปี ชาตกาลของท่าน โดยได้ปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องมาตลอด แต่มาสรุปเป็นรูปธรรมเมื่อได้พบกับ ร.อ.อดุลย์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ที่พามาพบพระพรหมเมธี ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2559 จึงได้งานเป็นรูปธรรมดังที่เห็น

ขณะที่พระราชญาณกวี (สุวิทย์) วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ซึ่งแสดงพระธรรมเทศนา และเขียนรำลึกในหนังสือ 100 ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น ในชื่อบทความ วชิรบงกช ว่า

ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เป็นสามเณรอายุ 15 ปี เช่น งานของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ สุชีพ ปุญญานุภาพ แสง จันทร์งาม (ธรรมโฆษ) วิศิน อินทสระ อ่านทุกเล่มทุกเรื่องที่มีในตู้หนังสือหลวงปู่ วันหนึ่งได้อ่านหนังสือของ พ.อ.ปิ่น ปรากฏว่าอ่านแล้วติดงอมแงม เหมือนอ่านกำลังภายใน ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือธรรมะ เพราะอ่านง่าย อ่านสนุก มีหลักในการขบคิดธรรมะที่แยบยล โดยเฉพาะการอุปมาอุปไมย ยกตัวอย่างประกอบให้คนคล้อยตาม จากนั้นมาก็ติดตามอ่านงานของท่านทุกเล่มทุกเรื่อง จนถึงเรื่องสุดท้ายที่ท่านเขียนคือ ความรัก ปรากฏว่าเกิดแรงบันดาลใจอย่างมหัศจรรย์ขึ้นต่อข้าพเจ้า เหมือนคนหลงทางพบแผนที่ ข้าพเจ้าจึงเริ่มฝึกเขียน ฝึกพูด มุ่งทำงานเผยแผ่ ออกบรรยายธรรมะตั้งแต่เป็นสามเณร เกิดความรู้สึกว่า งานเผยแผ่นี่แหละคือทางรอดของพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าจึงได้อธิษฐานจิตอุทิศตน ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พระราชญาณกวี กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นคุณลักษณะพิเศษของ พ.อ.ปิ่น คือ เป็นคนคิดก้าวหน้าในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เกิดการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จึงได้เห็นว่ากระแสความนิยมพระพุทธศาสนาของคนตะวันตก ได้เห็นพระสงฆ์ไทยเดินทางไปสร้างวัดทั่วโลก ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก แปลว่า มีคนไทยที่ไหน ก็มีวัดเกิดขึ้นที่นั่น ข้าพเจ้าเชื่อว่าโลกที่กำลังตึงเครียดทางความเชื่อจนมองไม่เห็นสันติภาพ จะได้พึ่งบุญบารมีคำสอนในพระพุทธศาสนา เสียงระเบิดยิ่งดัง เสียงระฆังพุทธะยิ่งกังวาน

จากประมวลความสามารถและคุณธรรมอื่นๆ ข้าพเจ้าถือว่า ท่านเป็นเพชรเม็ดงามของชาวอุบลราชธานี จึงขอมอบรางวัลเกียรติยศทางความคิดแก่ท่านในโอกาสครบ 100 ปี ว่า “วชิรบงกช-ดอกบัวเพชร” เพื่อจะได้เป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจของภิกษุสามเณร อุบาสก อนุศาสนาจารย์ และองค์กรเผยแผ่พระพุทธศาสนา สืบไป

 

ปัญญา เป็นสิ่งเดียวที่จะนำพาให้พบความสุข’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460529

'ปัญญา เป็นสิ่งเดียวที่จะนำพาให้พบความสุข'

โดย…ราช รามัญ

การศึกษาธรรมเพื่อจะน้อมนำเอามาใช้กับชีวิตเป็นสิ่งที่ดี แต่บางคนพอศึกษาแล้วก็แบกอวดว่าเรารู้เป็นเต่าแบกคัมภีร์อย่างที่หลวงพ่อพุทธทาสท่านเคยปรารภก็มีเยอะ บางคนไม่รู้คัมภีร์แต่มุ่งเน้นปฏิบัติเพียงอย่างเดียวซึ่งก็ดีอีกเช่นกัน แต่การปฏิบัตินี่มีความจำเป็นที่จะต้องมีครูบาอาจารย์คอยกำกับดูแลให้ มิเช่นนั้นจากสมาธิธรรมดาอาจเป็นมิจฉาสมาธิแล้วจะยุ่งยากลำบากใจ

คำสอนขององค์พุทธะนั้น มีอยู่หลากหลายแนวทางให้เลือก บางคนนิยมในเรื่องของการสร้างทานบารมี บางคนนิยมรักษาสัจจบารมีในศีล และบางคนอาจจะมุ่งเน้นเพื่อดับทุกข์หลุดพ้นเพื่อให้เกิดปัญญา เมื่อถามว่าทั้งหมดนี้อะไรเหมาะกับคนธรรมดาแบบเราๆ ท่านๆ บ้าง ก็ต้องบอกว่าเหมาะสมทุกหัวข้อธรรม แต่จะทำอย่างไรให้เกิดความพองาม พอดี

ชีวิตจริงของผู้คนตามที่เคยเขียนมาบ่อยครั้งว่า จะต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ ดังนั้นควรเลือกธรรมะที่เหมาะสมกับตนเองที่ประคองให้อยู่ในครรลองคลองธรรม พ่อค้าวาณิชในครั้งพุทธกาลจึงมุ่งเน้นไปในเรื่องของการบริจาคทานเป็นเรื่องใหญ่ แล้วการให้ของเขามิใช่ให้แต่เฉพาะเพียงแค่นักบวช แต่เขาให้กับยาจกคนพเนจรทั่วไปด้วย ผลทานที่ให้แก่สมณะชีพราหมณ์เป็นการให้เพื่อความสุขทางจิตวิญญาณ ส่วนการให้ทานแก่ทั่วไปนั้น ให้เพื่อเป็นการลดละความตระหนี่ถี่เหนียวลง ผลทานที่ให้เขาเหล่านั้นกลับยิ่งใหญ่ด้วยการต่อลมหายใจให้แก่เราด้วยพลังแห่งความกรุณาและเมตตา

พูดมาถึงตรงนี้ผมได้หนังสือมาเล่มหนึ่งที่อยากนำเสนอมากๆ เพราะเป็นหนังสือธรรมะที่อ่านง่าย ย่อยง่าย และเป็นหนังสือดีมากอีกเล่มหนึ่งที่ควรค่าแก่การไปหามาอ่านเพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่มีดีเพียงแค่ตัวอักษรแต่จิตวิญญาณของผู้เขียนเองก็ไม่ธรรมดา

หนังสือเล่มนี้ชื่อ “พลังปัญญา พลังชีวิต” เขียนโดย สม ณ ปัญญา เป็นการถ่ายทอดธรรมะผ่านการทดลองนำเอามาใช้กับตัวของผู้เขียนแล้วนั่นเอง… ผู้เขียนเป็นนักธุรกิจที่ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้งหลายหน ความรู้ก็พอประมาณแค่ประถมหก ก็ได้แต่อาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้นมาประโลมใจให้ลุกขึ้นมาสู้จนวันนี้ธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จในระดับหลักหลายล้าน มีโรงงานเป็นของตนเอง

จากนั้นจึงได้พยายามรวบรวมหัวข้อธรรมะต่างๆ ที่เขาเอาไปใช้ในชีวิตจริงเพื่อให้เกิดความสำเร็จกับชีวิต มารวบรวมเขียนเอาไว้อย่างละเอียด แต่มิได้เป็นการเล่าเรื่องประวัติตนเองแต่อย่างใด หนังสือเล่มนี้อ่านง่าย มีบทความไม่มาก แต่ละบทความจะพูดถึงความเหมาะสมแต่ละเหตุการณ์ของชีวิตแบบมนุษย์ทั่วไป ยามท้อควรใช้ธรรมะข้อใด แบบไหน แล้วชีวิตจะดีขึ้นอย่างไร

ตลอดทั้งได้มีหน้าว่างๆ ให้เราบันทึกความรู้สึกทางจิตวิญญาณด้วยว่า เรารู้สึกอย่างไรเมื่อได้อ่านแล้วนับได้ว่าเป็นหนังสือธรรมะสไตล์ How to ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นสี่สีทั้งเล่ม ต่อเมื่อผมได้พบกับผู้เขียนในคราวก่อนได้ถามแบบตรงไปตรงมาว่า เหตุใดให้ชื่อหนังสือว่า พลังปัญญา พลังชีวิต คุณสม ณ ปัญญา กล่าวว่า

“คนบางคนบางครั้งทุกข์เศร้า เหงาตรม ผิดหวัง ล้มเหลว ไม่สำเร็จ ก็ไม่รู้ว่าจะหาธรรมะข้อใดมาเป็นกำลังใจให้กับตัวเองดี ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมผ่านมาแล้วทั้งสิ้น ในยามที่เราล้ม หลายคนอาจจะข้ามเราไป หลายคนอาจจะไม่สนับสนุนเรา และหลายคนอาจจะไม่มองเราพูดคุยกับเราเหมือนเก่าเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่มีธรรมะเข้ามาประโลมใจ มีหวังชีวิตพังแน่ๆ

 

พระสมเด็จจิตรลดา ในหลวงทรงสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/460528

พระสมเด็จจิตรลดา ในหลวงทรงสร้าง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลากหลายโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างไว้ให้ปวงชนชาวไทยได้ใช้ประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะด้านสาธารณูปโภค เกษตรกรรม หัตถกรรม กีฬา สิ่งแวดล้อม พระพุทธศาสนา ฯลฯ ล้วนมาจากความคิดที่พระองค์ทรงริเริ่มตลอดระยะกว่า 70 ปีที่ผ่านมา

ถึงกระนั้นก็ตาม พระองค์ยังทรงเคยสร้างพระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน ช่วงปี 2508-2513 มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์เพื่อพระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน นับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดพระมหามงคล เพราะเป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ (มือ) ของพระองค์เอง

สำหรับการจัดสร้างพระสมเด็จจิตรลดานั้น พระองค์ทรงใช้ผงมงคลอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งส่วนพระองค์และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ศาสนิกชนทั่วพระราชอาณาจักรได้ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน โดยส่วนของพระองค์เองจะประกอบด้วย ดอกไม้แห้งจากมาลัยที่ประชาชนได้ทูลเกล้าฯ ถวายในการเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต และได้ทรงแขวนไว้ที่องค์พระพุทธปฏิมากรตลอดเทศกาล จนถึงคราวที่จะเปลี่ยนเครื่องทรงใหม่ ดอกไม้แห้งนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมไว้ หรือแม้แต่เส้นพระเจ้า (เส้นผม) ซึ่งเจ้าพนักงานได้รวบรวมไว้หลังจากทรงพระเครื่องใหญ่ทุกครั้ง

 

นอกจากนี้ ยังมีดอกไม้แห้งจากมาลัยที่แขวนพระมหาเศวตฉัตรและด้ามพระขรรค์ชัยศรีในพระราชพิธีฉัตรมงคล ทั้งนี้ยังมีสีซึ่งขูดจากผ้าใบที่พระองค์ทรงเขียนภาพฝีพระหัตถ์ไว้ ส่วนชันและสีซึ่งทรงขูดจากเรือใบพระที่นั่งขณะที่ทรงตกแต่งเรือใบพระที่นั่ง

ส่วนวัตถุมงคลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากสถานที่อื่นๆ เช่น ดินหรือตะไคร่น้ำแห้งจากปูชนียสถาน เปลวทองคำปิดพระพุทธรูป ผงธูปหน้าที่บูชา น้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้เคยนำมาใช้เป็นน้ำสรงมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ผงธูปและดินจากกระถางธูปที่บูชาในศาลหลักเมืองทุกกระถาง ผงจากพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร เปลวทองคำจากพระมงคลบพิตร ผงจากพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย วัดสวนหลวงสบสวรรค์ จ.พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายมวลสารต่างๆ เหล่านี้ ต่อมาภายหลังได้พระราชทานให้แก่วัดบวรนิเวศวิหาร และทางวัดได้นำไปจัดสร้างพระเครื่องบางรุ่น เป็นที่รู้จักกันในนามพระเครื่องผสมมวลสารจิตรลดา

พระทุกองค์มีเอกสารส่วนพระองค์ หรือใบกำกับพระ แสดงชื่อ-สกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์ โดยทรงมีพระราชดำรัสแก่ผู้รับพระราชทานว่า “ให้ปิดทองที่หลังองค์พระปฏิมาแล้วเอาไว้บูชาตลอดไป ให้ทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ”

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลความเป็นมาของการจัดสร้างพระสมเด็จจิตรลดานั้น ในปี 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิณคุณโปรดเกล้าฯ ให้ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร เป็นผู้แกะแม่พิมพ์พระพุทธรูปนี้ในพระราชฐาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และทรงตรวจพระพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปพิมพ์นี้จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย

พระพุทธรูปพิมพ์ที่แกะถวายนั้น เป็นพระพุทธรูปพิมพ์นั่งปางสมาธิแบบขัดราบ พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย ประทับเหนือดอกบัวบาน บน 5 กลีบ ล่าง 4 กลีบ รวมเป็น 9 กลีบ รูปทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่ว พิมพ์ใหญ่ขนาดกว้าง 2 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตรพิมพ์เล็กขนาดกว้าง 1.2 เซนติเมตร สูง 1.9 เซนติเมตร

พระพุทธลักษณะขององค์พระสมเด็จจิตรลดา ซึ่งทรงสร้างขึ้นระหว่างปี 2508-2513 มีความแตกต่างกันออกไป ความลึกและคมชัดขององค์พระในแต่ละปีก็ไม่เท่ากัน เนื้อพระ สีพระ ความหนาบางขององค์พระในแต่ละปีก็แตกต่างกัน

พระสมเด็จจิตรลดาพิมพ์เล็กมีไม่มากนัก ทรงมีการพระราชทานให้เพียง 2 ปีเท่านั้น คือปี 2508 และปี 2509 องค์พระดูเหมือนจะไม่มีความแตกต่างสำหรับพิมพ์เล็ก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เวลาว่างหลังจากทรงพระอักษรและทรงงานอันเป็นราชภารกิจในเวลาดึก สร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก http://thaprajan.blogspot.com/2011/07/blog-post.html