(จตุรภาคี) สมเด็จวัดระฆัง พระรอด ผงสุพรรณ นางพญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463813

(จตุรภาคี) สมเด็จวัดระฆัง พระรอด ผงสุพรรณ นางพญา

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามพระวันนี้ มาชมชุดพระเบญจภาคี แต่มี 4 จึงตั้งหัวให้สอดคล้องว่า จตุรภาคี ที่แฟนทางบ้านแบ่งมาให้ศึกษาเพื่อเป็นแนวทางสะสม ทั้งพิมพ์ทรงถูกต้อง วรรณะเนื้อหาจัด ถ้าได้มองบ่อยๆ ก็จะจำติดตา แยกแยะได้ สามารถเข้าไปชมภาพชัดได้ที่เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ หัวข้อ ธรรมะ-จิตใจ ขอขอบคุณ คุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ ที่แบ่งพระเครื่องทั้ง 4 องค์ มาให้ศึกษาครับ

องค์แรก ชมพระสมเด็จ วัดระฆังโฆสิตาราม สร้างโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี เป็นพระเครื่องที่มีผู้นิยมสูงสุดในประเทศไทย ได้รับการยกย่องให้เป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง มวลสารของพระสมเด็จฯ ส่วนใหญ่เป็นปูนขาว ผสมผงวิเศษ เช่น ผงมหาราช อิทธิเจ ปถมัง ตรีนิสิงเห โดยสมเด็จฯ เป็นผู้ทำผงกรรมวิธีแบบโบราณ คือ เขียนบนกระดานชนวน เขียนแล้วลบ นำผงมาผสมกับมวลสารอื่นๆ เช่น ดอกไม้แห้ง ใบลานเผา อิฐแดงจากกำแพงเพชร มาสร้างพระ โดยมีน้ำมันตังอิ้ว ทำให้เนื้อพระแตกหักง่าย องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพระพิมพ์ใหญ่ เนื้อหาจัด ดูง่าย ราคาอยู่ที่ใจครับ

 

องค์ที่สอง ชมพระรอด พิมพ์ใหญ่ กรุวัดมหาวัน ลำพูน สร้างโดยฤๅษีวาสุเทพในสมัยพระนางจามเทวีได้ปกครองเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญไชย พระรอด แบ่งแยกเป็น 5 พิมพ์ มีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้น ในแต่ละพิมพ์ก็ยังมีอีกหลายแม่พิมพ์ โดยอาจจะมีส่วนผสมของเนื้อที่ต่างกัน เพราะได้รับการเผาในอุณหภูมิที่ต่างกัน ตลอดจนน้ำหนักการกดพิมพ์ในแต่ละครั้งด้วย จึงทำให้พระรอดแต่ละองค์จึงมีลักษณะของสี ขนาด หรือรายละเอียดของพิมพ์ทรงดูต่างกัน

องค์ที่สาม ชมผงสุพรรณ หน้าแก่พิมพ์ใหญ่ กรุวัดพระศรีมหาธาตุ สุพรรณบุรี หนึ่งในเบญจภาคีเช่นกัน

 

การแตกกรุเพราะชาวจีนอาชีพปลูกผักอยู่ในเขตวัดพระศรีรัตนมหาธาตุได้ปีนขึ้นไปบนองค์พระปรางค์ ได้ไต่ลงไปในองค์พระปรางค์ พบสมบัติมากมาย แล้วขนสมบัติกลับเมืองจีนโดยไม่แตะต้องพระเครื่อง ต่อมาเจ้าเมืองได้ตั้งกรรมการไปเปิดกรุที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุได้พบพระบูชาและพระเครื่องมากมายและพระผงสุพรรณ และยังพบแผ่นลานเงินและลานทองบางส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่

จากการแปลออกมา ได้ความว่า มีฤๅษี 11 ตน มีพระฤๅษีพิมพิลาไลย พระฤๅษีตาไฟ พระฤๅษีตาวัว ได้สร้างพระพิมพ์โดยนำเอาว่านยาที่มีฤทธิ์กับเกสรดอกไม้และแร่ต่างๆ แล้วทำเป็นพระพิมพ์ สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ และพิมพ์ลายมือของท่านมหาเถระปิยะทัสสี ศรีสารีบุตร ผู้เป็นประธาน และยังได้นำแร่ธาตุต่างๆ หล่อเป็นพระพิมพ์ พระผงสุพรรณ แบ่งออกเป็น 3 พิมพ์ คือ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม องค์ที่นำมาให้ชม เนื้อหาจัด ดูง่าย เป็นแนวทางสะสมได้ครับ

 

ปิดท้ายด้วย พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก พระนางพญาที่สร้างขึ้นมี 6 พิมพ์ด้วยกัน คือ พิมพ์เข่าตรง พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดา พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์อกนูนเล็ก ว่ากันว่า ผู้สร้างพระนางพญา คือ พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา และทรงเป็นพระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงสร้างพระนางพญาขึ้นในคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ราว พ.ศ. 2090-2100 พุทธคุณเน้นเรื่องแคล้วคลาด โชคลาภ และเมตตามหานิยม องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์เข่าโค้ง เนื้อหาจัด ดูง่าย

จากกันด้วยธรรมะ “คนเราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่มุมมอง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญทำให้ใจเราเปิดกว้าง หรือใจแคบ”

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/463812

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

คณะสงฆ์ภาค 14 ร่วมด้วยช่วยกัน

พระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค 14 มั่นใจอาหารในพุทธมณฑลรองรับประชาชนได้ยาวนาน

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในพื้นที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีประชาชนจาก จ.พังงา จำนวน 15 คันรถบัส 170 คน และประชาชนจาก จ.ราชบุรี กาญจนบุรี สมุทรสาคร อีกจำนวนหนึ่งได้ทยอยเข้ามาใช้บริการ ตั้งแต่เวลา 04.30 น. โดยมี ประดับ โพธิกาญจนวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พิรุณโรจน์ นาคดนตรี ป้องกันจังหวัดนครปฐม อังกูร สุ่นกุล นายอำเภอพุทธมณฑล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร คอยให้การต้อนรับอำนวยความสะดวก และต่อมาในเวลา 06.40 น. พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ พระเทพศาสนาภิบาล (เจ้าคุณแย้ม) เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง และพระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค 14 เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี ได้เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมโรงอาหารพุทธมณฑล

พระธรรมโพธิมงคล กล่าวว่า การให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่มแก่ประชาชนที่เดินทางมาพักคอยที่พุทธมณฑล เจ้าคณะในเขตหนกลางได้ถือปฏิบัติตามดำริของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีหลายวัดที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาตั้งโรงทาน ทุกวันที่ผ่านมายังไม่พบว่ามีสิ่งใดขาดแคลน เนื่องจากเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน รวมทั้งประชาชนจากชุมชนต่างๆ ที่มีจิตใจเสียสละให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี ในส่วนของทางวัดนิมมานรดีนั้นได้จัดเตรียมข้าวสารหอมมะลิสำรองไว้แล้ว จำนวน 70 กระสอบ จัดส่งเข้ามาวันละ 4 กระสอบ และน้ำดื่มอีก 1,100 ลัง อาตมาได้ทราบมาว่า วันพรุ่งนี้ หลวงพ่อแย้ม วัดไร่ขิง จะนำซาลาเปาเข้ามาเสริมให้ และก๋วยเตี๋ยวหมูสับอีก 1,000 ชาม

“งานศาสนสงเคราะห์เป็นงานปกติของพระ เมื่อเราเป็นพระของพระราชา เราก็ต้องทำงานเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระองค์ท่าน เราทุกข์เพียงหนึ่งคน ต้องนึกถึงคนที่ทุกข์อีกนับร้อยนับพันคนที่รอความช่วยเหลือ ดังนั้นความทุกข์ของเราเพื่อความพ้นทุกข์ของคนอื่น จึงไม่เรียกว่าทุกข์สำหรับเรา อาตมาไม่ห่วงเรื่องอาหารและเครื่องดื่มในจุดพักคอยแห่งนี้ แม้จะยาวนานสักเท่าไรก็สามารถจัดหามารับรองได้ไม่มีปัญหา” เจ้าคณะภาค 14 กล่าว

คณะสงฆ์มาฟังพระสวดและเจริญจิตภาวนา

 

ศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เตรียมจัดอุปสมบทพระ 99 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 2-11 ธ.ค. 2559 ณ มจร วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ในขณะเดียวกัน สมหมาย สุภาษิต รายงานว่า ศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี จัดตั้งโดยรัฐบาลร่วมกับมหาเถรสมาคม (มส.) มจร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา สมาคมศิษย์เก่า มจร และกองทัพเรือ จัดตั้งศูนย์ประสานงานพระภิกษุสามเณรและแม่ชี ที่ท่าราชวรดิฐ เพื่อรับรองและอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ตั้งแต่ที่นั่งพัก เครื่องดื่ม ภัตตาหาร และทีมแพทย์ โดยทีมนิสิต มจร คอยประสานงานพร้อมลงทะเบียนพระสงฆ์ที่จะเข้าฟังสวดพระอภิธรรม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (โทร.08-7585-3794) วันแรก (วันที่ 1 พ.ย.) พระภิกษุสามเณรแม่ชีมาใช้บริการ 42 รูป แม่ชี 4 คน จาก 14 จังหวัด วันที่ 2 พ.ย.มาใช้บริการมากถึง 159 รูป แม่ชี 118 คน จาก 25 จังหวัด วันที่ 3 พ.ย.
มีพระภิกษุสามเณรมาใช้บริการ 26 รูป สามเณร 10 รูป จาก 13 จังหวัด

มหากฐิน 5,000 กอง

คณะกรรมการจัดมหากฐิน เชิญประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพ “มหากฐิน 5,000 กอง” กองละ 1 หมื่นบาท หรือตามศรัทธา เพื่อสมทบทุนสร้างพระมหาเจดีย์พุทธคยา ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี 989 (ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ) โดยจะจัดทอดวันที่ 13 พ.ย. 2559 เวลา 14.00 น.ติดต่อจองกฐิน หรือขอข้อมูลได้ที่ 09-0519-7989, 09-6956-9235 มูลนิธิวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี

 

กษัตริย์จิกมี ต้นแบบชาวภูฏาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462696

กษัตริย์จิกมี ต้นแบบชาวภูฏาน

โดย…ส.คนจริง

พวกเราชาวไทยชื่นชมสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งแห่งภูฏาน เนื่องเพราะพระราชจริยวัตรที่งดงาม ถูกตาต้องใจคนไทย (และทั่วโลก) โดยเฉพาะความอ่อนน้อมถ่อมตน (มัททวะ) ความจริงใจ (อาชวะ) และเชื่อว่าทรงวางพระองค์ตรงกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า สังคหวัตถุ 4 คือธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งการสงเคราะห์กัน หรือธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ได้แก่

1.ทาน การให้ การเสียสละ แบ่งปันเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ช่วยปลูกฝังให้เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว

2.ปิยวาจา เจรจาไพเราะ จริงใจ  พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะกับกาลเทศะ

3.อัตถจริยา ช่วยเหลือกัน หรือทำตนให้เป็นประโยชน์

4.สมานัตตตา การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ วางตนเสมอต้นเสมอปลาย วางตัวดี หรือเป็นกันเอง

ผู้เขียนเชื่อว่าหลักธรรมเหล่านี้ เป็นหลักธรรมประจำพระองค์ มิเช่นนั้นคงไม่สามารถผูกใจใครต่อใครไปทั่วโลก และยืนยันได้ เมื่อได้อ่านพระราชดำรัสของพระราชาธิบดี จิกมี ที่มีต่อประชาชนชาวภูฏาน เมื่อครั้งบรมราชาภิเษก ในเดือน พ.ค. 2009 (จากหนังสือ 2009 Bhutan) จะเห็นได้ชัดเจนว่า ทำไมพระองค์จึงทรงเป็นที่รักของประชาชน ส่วนราชอาณาจักรเล็กๆ ในเทือกเขาหิมาลัยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่วัดความเจริญของประเทศด้วยความผาสุกของประชาชน (Gross National Happiness) มิใช่วัดความเจริญจากตัวเลข (GDP) กลายเป็นประเทศต้นแบบที่องค์การสหประชาชาติต้องศึกษา

พระราชาธิบดี จิกมี มีพระราชดำรัสต่อประชาชนของพระองค์ในการเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาธิบดี ลำดับที่ 5 ว่า ตลอดรัชสมัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่ปกครองในฐานะพระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าจะปกป้องท่านเหมือนบิดามารดา (ปกครองบุตร) เอาใจใส่ท่านเหมือนพี่น้อง รับใช้ท่านเหมือนลูก ข้าพเจ้าจะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง และจะไม่เก็บอะไรไว้ ข้าพเจ้าจะดำรงชีพเหมือนมนุษย์ที่ปฏิบัติดีคนหนึ่ง ซึ่งท่านจะพบว่ามีคุณค่าพอที่จะยกเป็นตัวอย่างสำหรับลูกๆ ของท่านได้ ข้าพเจ้าไม่มีเป้าหมายส่วนตัว มากกว่าจะช่วยให้ท่านสมหวัง และมีแรงบันดาลใจ ข้าพเจ้าจะรับใช้ท่าน ทั้งกลางวันและกลางคืน ในจิตวิญญาณของความเมตตากรุณา ความยุติธรรม และความเสมอภาค

(“Throughout my reign I will never rule you as a King , I will protect you as a parent,  care for you as a brother and serve you as a son. I shall give you everything and keep nothing, I shall live such a life as a good human being that you may find it worthy to serve as an example for your children; I have no personal goals other than to fulfill your hopes and aspirations. I shall always serve you, day and night, in the spirit of kindness, justice and equality” )

พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2549 และในวันที่ 6 พ.ย. 2551 ได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังในกรุงทิมพู

เสด็จฯ เมืองไทย เมื่อวันเสาร์ที่ 15 ต.ค. 2559 เพื่อทรงร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเสด็จฯ กลับในวันจันทร์ที่ 17 ต.ค. 2559

 

มหาชนน้อมเกล้าฯ ถวาย…แด่ จอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462695

มหาชนน้อมเกล้าฯ ถวาย…แด่ จอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา…ผู้มีจิตกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณอันยิ่ง วันที่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๙ วันปิยมหาราชที่ผ่านมาจึงเนืองแน่นไปด้วยนักปฏิบัติธรรมจากสำนักต่างๆ ที่หลั่งไหลมาจับจองพื้นที่เพื่อเข้าสู่การสมาทานพระกรรมฐาน…โดยมีเจตนาในการน้อมเกล้าฯ ถวายอุทิศแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ ๑๓ ต.ค. ๒๕๕๙…

ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในวันปิยมหาราชปีนี้ จึงมีภาพมหาชนนั่งเจริญภาวนาสงบนิ่งภายใต้เสียงธรรมบรรยายที่ชักชวน แนะนำ ให้ปฏิบัติด้วยการยกลำดับจิตไปตามกระแสธรรมทีละขั้น โดยมี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธาน นำพสกนิกรชาวไทยสมาทานกรรมฐานเพื่อการปฏิบัติบูชา…

พระวิปัสสนาจารย์ขึ้นสู่ธรรมาสน์กล่าวบูชาพระมหาสติปัฏฐานธรรมเพื่อชักนำจิตใจของคณะศรัทธาสาธุชนที่มาร่วมปฏิบัติธรรมดังคำกล่าวว่า “…ขอท่านทั้งหลายพึงถวายความเคารพในธรรม…ที่พระผู้มีพระภาคแสดงไว้ดีแล้ว…หลักธรรมที่จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการเข้าถึงธรรม…รู้แจ้งแทงตลอดในธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งนั้น มีหนทางเดียวที่พึงจะดำเนินไปด้วยการปฏิบัติ…หนทางนั้นคือสติปัฏฐานสี่…

…พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ไม่ว่าในอดีต ในอนาคต หรือในปัจจุบัน ก็ย่อมดำเนินไปบนเส้นทางสายนี้ เพื่อการบรรลุมรรคผล…พระนิพพาน…พระพุทธองค์จึงทรงเคารพธรรม…ด้วยพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงธรรม…เป็นธรรมราชา…ทรงอาศัยธรรม ทรงสักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม เชิดชูธรรม ยกยอธรรม มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษาปกป้องคุ้มครองกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม โดยธรรม… จึงให้ธรรมจักรยอดเยี่ยมหมุนไปโดยธรรม… จักรธรรมนั้นๆ อันใครๆ ในโลก ไม่ว่าสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ให้หมุนกลับ (คัดค้าน) ไม่ได้… พระองค์ทรงหนักในธรรม… ทรงเคารพธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ บัดนี้ เราทั้งหลาย พึงถวายการเคารพธรรมด้วยการปฏิบัติธรรมกันเถิด…

 

…บัดนี้ ขอถวายพระพร พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ทรงพระกรุณานำพสกนิกรชาวไทย สำรวมกาย วาจา ให้เป็นศีล สำรวมใจให้เป็นธรรม… ดำรงอยู่ในพระสังวรธรรม มีสติควบคุมจิต สัมปชัญญะควบคุมกาย… ตั้งสติกำหนดรู้ลงไปให้เต็มรูปกาย รู้อยู่กับรู้กาย และรู้นั้นให้รู้เป็นกลางๆ… คือ รู้อย่างเป็นธรรมดาอยู่เฉพาะหน้าในสภาวธรรมที่ปรากฏเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้ลงไปในวัตถุนั้นๆ… ในเบื้องต้นคือกาย…และจะไปสู่เวทนา จิต ธรรม ตามลำดับ… เพื่อการรู้ลงไปในประการต่างๆ อย่างบริบูรณ์ด้วยตนเอง จะได้เข้าใจถึงคำว่า ชีวิตของเรานั้นแท้จริง คือ สิ่งสมมติที่เรายึดถือว่าเป็นตัวเราของเรามายาวนาน…การตั้งสติลงไปเพื่อกำหนดให้รู้เท่าทัน ตรงตามความเป็นธรรมดาแห่งสภาวธรรมนั้น…เพื่อให้รู้แทงตลอดสภาวธรรม…จนรู้แจ้งจริงในความเป็นสามัญลักษณธรรม ว่า แท้จริง ชีวิตของเรานั้นมีความจริงแท้อย่างไร…เพื่อจะได้ชำระให้สิ้นไปในตัณหา อุปาทาน เพื่อจะได้ถอดถอนอุปาทาน…ความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวเราของเราให้สิ้นไป…ผู้ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ได้จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่เจริญสติตามรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม ว่าสักแต่เป็นกองรูป เวทนา จิต ธรรม…อย่างแท้จริง…ฯลฯ”

ยุติการให้ธรรมปฏิบัติ จึงนำเข้าสู่ชินบัญชรอธิษฐาน… การถวายสังฆทาน และการพลีบุญอุทิศน้อมเกล้าฯ ถวายโดยพร้อมเพรียงกัน…มหากุศลที่เกิดจากจิตใจของมหาชนชาวไทยในวันนั้น ยิ่งใหญ่ บริสุทธิ์ ไม่มีประมาณในกำลังจริงๆ…ควรค่าแก่การน้อมเกล้าฯ ถวายอุทิศ…จอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์…

ขอถวายพระพร

 

พระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ทุนสำหรับพระสงฆ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462694

พระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน ทุนสำหรับพระสงฆ์ไทย

โดย…สมาน สุดโต

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ โปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ ประมาณ 15 ล้านบาท ตั้งทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เมื่อ พ.ศ. 2547 โดยทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ด้วยพระองค์เอง

วัดโมลีโลกฯรับทุนมาก

พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์) รองเจ้าคณะภาค 9 เจ้าสำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ถนนวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600 ซึ่งเป็นสำนักเรียนดีเด่นของหนกลางและของประเทศ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง ก่อให้เกิดความภูมิใจและกำลังใจให้ผู้ได้รับทุนศึกษาพระบาลีอย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นโครงการสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ควรแก่การอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับพระภิกษุสามเณรที่เรียนภาษาบาลีในสำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม ได้รับทุนมาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มโครการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จวบจนถึงปี 2559 ได้รับทุนรวม 45 ทุน หรือ 45 รูป นอกจากนั้นโครงการทุนเล่าเรียนหลวงได้มอบทุนให้ในฐานะที่เป็นสำนักเรียนดีเด่นของหนกลาง 1 ทุน และในฐานะที่เป็นสำนักเรียนที่มีผู้สอบได้มากที่สุดในประเทศ (สอบได้ 179 รูป ทุกประโยค ตั้งแต่ประโยค1-2 ถึง ป.ธ.9) อีก 1 ทุน

ในแต่ละปีโครงการทุนเล่าเรียนหลวง มอบทุนให้แก่พระภิกษุสามเณรปีละประมาณ 10 ล้านบาท แบ่งเป็นทุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทุนศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทุนกองงานพระธรรมทูต ทุนสำหรับพระนักศึกษามหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่ง (มจร และ มมร) และทุนกองบาลีสนามหลวง

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มอบผ้าไตรแก่ผู้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงที่วัดโมลีโลกฯ

 

นอกจากนั้น ยังจัดมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องแก่พระภิกษุสามเณรตามภาคต่างๆ ที่สอบไม่ตก นับแต่ชั้นต้นถึงชั้น ป.ธ.9 เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้เรียนในภูมิภาค ส่วนทุนส่งเสริมด้านการเผยแผ่นั้น ครอบคลุมการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หรือวิปัสสนากรรมฐาน ที่ทางโครงการถือว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นแกนหลัก และสำคัญยิ่งในการรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานและรับผิดชอบโครงการนี้

ความเป็นมาของโครงการ

ข้อมูลในเว็บเพจ อ้างพระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ที่ทรงประกาศเป็นพุุทธมามกะ จากนั้นได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงว่า โดยที่พระภิกษุสามเณรเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระวินัยโดยเคร่งครัด และธำรงรักษา ตลอดจนเผยแผ่พระธรรม คำสอนแก่ประชาชนทั่วไป

การบำรุงพระภิกษุสามเณรให้ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้งแตกฉาน เป็นทางสำคัญที่จะช่วยจรรโลงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบไป เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 76 พรรษา 5 ธ.ค. 2546 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองทุนนี้เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2547 พร้อมพระราชทานทุนปฐมฤกษ์จำนวนหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2547

นอกจากนั้น มติมหาเถรสมาคม (มส.) ให้วัดทุกวัดจัดแสดงพระธรรมเทศนาทศพิธราชธรรมและ จักรวรรดิวัตร ในวันธรรมสวนะหรือวันใดวันหนึ่งตามสมควร รวบรวมเงินบูชากัณฑ์เทศน์เข้าบัญชี โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย

คุณสมบัติผู้รับทุน

1.เป็นพระภิกษุหรือสามเณรที่กําลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) หรือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)

2.เป็นพระภิกษุหรือสามเณรที่ศึกษาต่อเพื่อเข้าสอบเปรียญธรรม 6, 7, 8, และ 9 ในการสอบ

3.มีผลการศึกษาและคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการของแต่ละสถาบันกําหนด

4.ผ่านการคัดเลือกที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการของแต่ละสถาบัน

พระเทพปริยัติโมลี (สุทัศน์) กับ พนมศรศิลป์

 

การให้ทุน

ทุนเล่าเรียนหลวงสําหรับพระสงฆ์ไทยจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก กํากับดูแลโดย มจร หรือ มมร ทุนระดับปริญญาตรี ทุนละ 7,000 บาท/ปี รวม 4 ปี เป็นเงิน 2.8 หมื่นบาท ทุนระดับปริญญาโท ทุนละ 1.5 หมื่นบาท/ปี รวม 2 ปี เป็นเงิน 3 หมื่นบาท ทุนระดับปริญญาเอก ทุนละ 3 หมื่นบาท/ปี รวม 3 ปี เป็นเงิน 9 หมื่นบาท

2.ทุนการศึกษาระดับเปรียญธรรม (ป.ธ.) 6, 7, 8 และ 9 กํากับดูแลโดยกองบาลีสนามหลวง

ทุนพระธรรมทูต

ปัจจุบัน มส.จัดให้มีหน่วยปฏิบัติการพระธรรมทูตอําเภอ ทําหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปตามเขตต่างๆ ทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 9 สาย โครงการฯ จะพิจารณาถวายทุนพระราชทานแก่หน่วยปฏิบัติพระธรรมทูต ที่มีผลงานดีเด่นสายละ 1 ทุน รวม 9 ทุน ทุนละ 2 หมื่นบาท เพื่อสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการต่างๆ ที่สามารถดําเนินการได้อย่างมีผลดียิ่ง โดยมีกองงานพระธรรมทูตเป็นผู้กํากับดูแล

ทุนสํานักเรียน

เขตปกครองคณะสงฆ์ ได้จัดให้มีสํานักเรียนและสํานักศาสนศึกษาตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรที่จะเข้าสอบเปรียญธรรมหรือศึกษาต่อด้านพระพุทธศาสนาในขั้นสูงต่อไป โครงการฯ จึงจะพิจารณาถวายทุนพระราชทานแก่สํานักเรียนและสํานักศาสนศึกษาที่มีผลงานดีเด่นในแต่ละเขตปกครองคณะสงฆ์ รวม 5 ทุน ทุนละ 3 หมื่นบาท เพื่อเป็นทุนดําเนินการและแรงจูงใจให้สํานักเรียนเหล่านี้สามารถปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้นไป โดยมีกองบาลีสนามหลวงเป็นผู้กํากับดูแล

การบริหารโครงการ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์ องคมนตรี กำธน สินธวานนท์ เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอีก 6 ท่าน พล.ท.นพ.ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์, น.ต.เกริก ตั้งสง่า ฯลฯ

หากต้องการทราบรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรี สำนักราชเลขาธิการ ทำเนียบองคมนตรี พระราชอุทยานสราญรมย์ กทม.10200 โทร.02-225-0051-2 ต่อ 4214, 4118 และ 4224

 

‘ธ ทรงมีพระราชศรัทธาในธรรม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462693

‘ธ ทรงมีพระราชศรัทธาในธรรม’

โดย…ราช รามัญ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นยิ่งนัก ด้วยจะเห็นว่า เมื่อเสด็จฯ จังหวัดใดจะทรงนมัสการพระเถระที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนั้น แม้กระทั่งในพระราชวังสวนจิตรลดา กรุงเทพฯ ก็โปรดฯ ให้สร้างที่พักสงฆ์ในสวนยาง ต่อมาเรียกกันว่า สำนักสงฆ์จิตรลดา หรือพระราชปุจฉาเรื่องปฏิบัติธรรม เช่น พระราชปุจฉาเรื่องนิมิตกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ก็เป็นเรื่องที่ควรศึกษา

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วิสัชนาว่า นิมิตก็มีความหมายตรงตัวอยู่แล้วว่าเป็นเครื่องรู้ของจิต นิมิตจะเกิดขึ้นได้ในจิตสมาธิ คือผู้ภาวนาพุทโธ พุทโธ พุทโธ เมื่อจิตมีอาการเคลิ้มๆ ลงไป จิตสงบสว่าง กระแสจิตส่งออกไปข้างนอก แล้วก็เกิดขึ้นมาในลักษณะต่างๆ เช่น ภาพคน ภูตผี ปีศาจ เทวดา และอีกอย่างหนึ่งในการพิจารณาอสุภกรรมฐานหรือธาตุกรรมฐาน ในขั้นต้นผู้ปฏิบัติอาศัยการน้อมนึกพิจารณาน้อมไปสู่การเป็นอสุภกรรมฐาน ความไม่สวย ไม่งาม น่าเกลียดโสโครกของร่างกาย น้อมไปสู่ความเป็นธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นองค์ประชุมของธาตุ 4 ด้วย

ความตั้งใจก็ดี เมื่อจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว จิตอยู่ในระดับอุปจารสมาธิก็จะเกิดนิมิตภายนอกขึ้นมา เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาดูนิมิตภายนอกกาย นิมิตภายนอกกายจะย้อนกลับเข้ามาภายใน หมายถึงจิตนั้นน้อมเข้ามาภายในกาย ในขณะที่จิตรู้อยู่ภายในตัวนั้น จิตจะมีลักษณะตั้งอยู่ระหว่างกลางของกาย แล้วจิตจะไปรู้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายในกาย เมื่อจิตมองดูสิ่งที่รู้เห็นอยู่ภายในกายนั้น จิตจะพิจารณากายต่อไปจนกระทั่งจิตละเอียดลงไปจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ เมื่อจิตถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้ว จิตจะมีลักษณะคล้ายๆ กับถอนตัวออกจากร่างกายแล้วจิตจะมาลอยเด่นอยู่ แล้วจิตจะย้อนกลับไปมองดูกายเดิม

ในเมื่อจิตย้อนกลับไปมองดูกายเดิม จิตก็มองเห็นกายในลักษณะที่นั่งหรือนอนอยู่ก็ตาม แล้วกายนั้นจะแสดงอาการขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง สลายไป ในที่สุดก็ยังเหลือแต่โครงกระดูก ก็หลุดออกไปเป็นชิ้นๆ และแตกหักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ในที่สุดกระดูกก็หลุดละเอียดลงไปและหายไปในที่สุด

อันนี้เป็นนิมิตซึ่งเกิดขึ้นในจิตโดยปราศจากสัญญาใดๆ ที่น้อมนึก นิมิตอันนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต ในขณะที่จิตมองเห็นนั้น จิตยังไม่บอกว่าเป็นอะไร เรียกว่าอะไร คือเมื่อกายที่จิตมองเห็นนั้นมีอาการต่างๆ ผิดแปลก เช่น ขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพังลงไปดังที่ได้บรรยายมานั้น อันนี้จิตอยู่ในขั้นปฏิภาคนิมิต เป็นอุบายฝึกฝนอบรมจิตในขั้นสมถะ

เมื่อจิตมองดูนิมิตนั้น นิมิตนั้นอาจจะหายไป เมื่อนิมิตนั้นหายไป ก็ยังเหลือแต่สภาวะจิต ผู้รู้ นิ่ง สดใส สว่างชั่วขณะหนึ่ง ก็จะเกิดภูมิรู้ขึ้นภายในจิต คือ มีแต่เกิดขึ้น ดับไป อยู่ภายในจิต จิตของผู้ปฏิบัติก็จะจดจ้องมองดูจิตที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากเจตนาสัญญาใดๆ ทั้งนั้น สิ่งที่มองเห็นนั้นเรียกว่าอะไร เรียกไม่ถูก ไม่มีความหมายในสมมติบัญญัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธัมมจักกัปวัตนสูตร สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งในที่นี้หมายถึงอะไร จะเรียกชื่อตามสมมติบัญญัติไม่ถูก พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันนี้เป็นความรู้ของจิตที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรมขั้นสูง

ถ้าหากว่าจิตมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไปแล้วก็ถอนออกมาจากสภาวะรู้อย่างนั้น จิตของผู้ปฏิบัติดีในขั้นนี้ ก็เรียกว่าจิตอยู่ในขั้นสมถะกรรมฐาน

แต่ถ้าหากสิ่งที่จิตมองดูนั้นเกิดอนิจจสัญญา ความสำคัญมั่นหมายว่า สิ่งที่รู้เห็นนั้นเป็นของไม่เที่ยงแล้วก็เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตของผู้ปฏิบัติก็จะวิ่งเข้าสู่ภูมิวิปัสสนา

ในขณะที่จิตรู้อย่างนั้น ไม่มีอะไรปรากฏ คือ มีแต่จิตผู้รู้นิ่งเด่นอยู่ และสิ่งที่ผู้รู้ก็ปรากฏอยู่ คือ จิตกับความรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิต และมีสติตามรู้จิตคือสิ่งรู้อันนั้น อันนี้เรียกว่าการปฏิบัติอยู่ในภูมิจิตภูมิธรรมขั้นสูง และอีกอย่างหนึ่งในลักษณะเช่นนี้ไปตรงกับพุทธสุภาษิตที่ว่า ในกาลใดก็ดีเมื่อธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏอยู่แก่พราหมณ์ผู้มีความเพียร ในกาลนั้นความสงสัยย่อมสิ้นไป

 

เหรียญในหลวงนั่งบัลลังก์ ฉลองศิริราชสมบัติ 50 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462692

เหรียญในหลวงนั่งบัลลังก์ ฉลองศิริราชสมบัติ 50 ปี

โดย…เอกชัย จั่นทอง

วงการพระเครื่องตอนนี้คึกคักอย่างมาก ประชาชนแห่แหนกันไปหาเช่าซื้อเหรียญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกรุ่นที่มีวางจำหน่ายตามแผงพระเครื่องชั้นนำ ไม่ว่าจะเหรียญเก่าใหม่ หรือเหรียญที่ระลึกในงานมงคลต่างๆ ประชาชนก็พยายามเสาะหามาเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อความเป็นมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว ใช่หาเพื่อเชิงพาณิชย์ในห้วงเวลานี้ตลาดพระเครื่องกลับมากระชุ่มกระชวยพอสมควร ไม่ว่าเหรียญอะไรก็ตามที่มีรูปในหลวงล้วนก็ขายดีแบบเทน้ำเทท่าหมดตู้โชว์ ส่วนเหรียญพระเกจิ พระดัง พระยอดนิยม ชั่วโมงนี้เก็บเข้าตู้ไว้โชว์เพียงอย่างเดียว

อย่างเช่นเหรียญในหลวงนั่งบัลลังก์ เนื้ออัลปากา บล็อกนิยม กระบี่ยาว เป็นเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเหรียญรูปทรงใบเสมาแบบมีหู ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับนั่งบนบัลลังก์ ส่วนด้านหลังเหรียญจะเป็นตราสามง่ามและจักรีอย่างสวยงาม

โดยกระทรวงมหาดไทยได้ขออนุญาตจัดสร้างพระบรมรูปและเหรียญเสมาที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกแบบโดยกรมศิลปากร เหรียญเสมาที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนบัลลังก์ โดยมีข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ขณะที่ด้านหลังเป็นรูปสัญลักษณ์ตราจักรี โดยมีข้อความว่า “พ.ศ. 2539”

สำหรับชื่อเหรียญนี้รุ่นนี้ หากเรียกเป็นทางการจะเรียกเหรียญรุ่นนี้ว่า เหรียญทรงเสมา (อาร์ม) ที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2539 โดยเป็นการจัดสร้างของกระทรวงมหาดไทยในวาระเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี นับว่าเป็นเหรียญประสบการณ์ดังในด้านทางแคล้วคลาดปลอดภัย นายทหารและตำรวจมักนิยมแขวนหรือพกติดตัวเสมอ

ดังเช่นเหตุการณ์มีผู้ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำสภาพความเสียหายพังยับเยินและเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด. ขณะปฏิบัติหน้าที่ทางภาคใต้ถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ซุ่มยิง แต่โชคดีไม่ได้รับอันตราย เนื่องจากคล้องเหรียญนั่งบัลลังก์รุ่นดังกล่าว และกลับรอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาริย์ ก่อนปรากฏลงข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ต้องถือว่าเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกที่มีความนิยมมากในหมู่นักสะสมหรือผู้ชื่นชอบในปัจจุบัน

เรื่องราวปาฏิหาริย์ก็ล้วนแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่สิ่งเหล่านี้เราไม่อาจมองเห็นหรือพิสูจน์ได้จากหลักวิทยาศาสตร์แม้จะก้าวล้ำเพียงใด เรื่องราวความเชื่อปาฏิหาริย์ก็ไม่เคยถูกพิสูจน์ได้ว่า แท้จริงการรอดชีวิตหรือการแคล้วคลาด มาจากเหรียญหรือพระที่เราแขวนติดตัวหรือเปล่า ไม่ใช่เฉพาะเหรียญรุ่นเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีเท่านั้น แต่เหรียญพระเกจิดังๆ ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์เห็นกันมานานหลายร้อยพันปี คือ ความดีจะอยู่คู่กับตัวเราไปตลอดเท่านั้น

การสร้างเหรียญเสมาที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีนั้น ผู้จัดสร้างได้นำเนื้อโลหะชนวนมวลสารโลหะจากพิธีสำคัญๆ เช่น ชนวนโลหะพระกริ่งดำรงราชานุภาพในงาน 100 ปี กระทรวงมหาดไทยจัดสร้างเมื่อปี 2533 และชนวนโลหะพระนิโรคันตรายที่กระทรวงมหาดไทยและประชาชนทั่วประเทศจัดสร้างเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2538 และแผ่นจารอาคมจากพระเกจิอาจารย์ทุกภาคทั่วประเทศ

ขณะที่พิธีกรรมทางศาสนาได้สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประกอบพิธีเจริญจิตตภาวนาด้วยพระองค์เอง ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร การจัดสร้างเหรียญครั้งนี้ เหรียญมีราคาถูกเป็นพิเศษเพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดกาลนาน รายได้ทั้งหมดได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยพระราชกุศลมูลนิธิชัยพัฒนา

จัดสร้างทั้งหมด 3 เนื้อ คือ 1.เนื้อทองมี 2 เนื้อ คือ เนื้อทองสัมฤทธิ์ จัดสร้างจำนวน 25,390 เหรียญ และเนื้อทองคำขัดเงา น้ำหนักเหรียญละ 15 กรัม สร้างจำนวน 25,390 เหรียญ 2.เนื้อเงินขัดเงา น้ำหนักเหรียญละ 8 กรัม สร้างจำนวน 5 ล้านเหรียญ และ 3.เนื้ออัลปากา สร้างจำนวน 5 ล้านเหรียญ

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหรียญในหลวงที่ได้รับความนิยม โดยการจัดสร้างแต่ละครั้งส่วนใหญ่จะมีการจัดสร้างครั้งละจำนวนมากๆ ทำให้ประชาชนสามารถหาเช่าซื้อได้ง่าย อีกทั้งราคาก็ไม่แพง คนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้ ในความเป็นจริงเหรียญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งเหรียญที่ระลึกในงานพระราชพิธีต่างๆ หรือเหรียญที่ปลุกเสกโดยพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ที่สร้างเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายนั้นมีอยู่มากมายเพื่อให้ประชาชนได้พึ่งระลึกถึงพระองค์ท่าน

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/462691

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

อาคารปฏิบัติธรรม อุทิศพระเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง และประธานพัฒนาพุทธมณฑล ตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) เปิดเผยว่า คณะสงฆ์กำลังวางแผนสร้างอาคารปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ที่พุทธมณฑลเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อสร้างเสร็จอาคารนี้จะใช้ในงานวันสำคัญของพระพุทธศาสนาและของชาติ เพราะในอดีตเมื่อมีงานในวันสำคัญของพระพุทธศาสนา ที่มีพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนร่วมประชุมจำนวนมาก ไม่มีอาคารรองรับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต้องไปเช่าเต็นท์เอกชนมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณหลายล้านบาท

สถาปนิกได้ออกแบบอาคารให้ดูแล้ว เป็นสถานที่ไม่ต้องใช้วัสดุที่มีราคาแพง และไม่หรูหรา เป็นอาคาร 2 ชั้น สามารถบรรจุผู้เข้าประชุมได้ประมาณ 2,000 คน คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 80 ล้านบาท

สำหรับวิธีการก่อสร้างนั้นจะขอความอุปถัมภ์หรือซื้อวัสดุในราคาต้นทุนจากผู้ประกอบการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการว่ามีวัสดุอะไรที่จะสนับสนุนก็ขอให้นำสิ่งนั้นมา เช่น เหล็ก หิน ทราย และปูนซีเมนต์ เป็นต้น ในขณะที่พวกเราชาวพุทธจะร่วมมือกันก่อสร้าง โดยมีวิศวกรและสถาปนิกควบคุม

ในฐานะที่เป็นประธานพัฒนาพุทธมณฑล สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ จะนำเหรียญ 25 พุทธศตวรรษ เนื้ออัลปากา ที่ยังมีเหลือจำนวนหนึ่ง มอบให้ประชาชนที่บริจาคสนับสนุนการก่อสร้าง แต่ยังไม่ได้กำหนดเงื่อนไข จึงต้องให้ พศ.ประชุมหารือในเรื่องนี้ก่อน

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กล่าวว่า คณะสงฆ์สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ที่ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น ครอบคลุมทั้งศาสนวัตถุ ศาสนธรรม ศาสนบุคคล และศาสนพิธี อย่างสมบูรณ์ยิ่ง

สีจีวรพระราชนิยม

ในอดีตถ้าสังเกตหรือไม่ลืมจะเห็นพระภิกษุสงฆ์เมื่อรับนิมนต์มาในงานพระราชพิธี มักมีจีวรสีต่างๆ กันเหมือนสีลูกกวาด แต่ปัจจุบันพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปไม่ว่าธรรมยุตหรือมหานิกายจะครองจีวรสีเดียวกัน เรียกว่า สีพระราชนิยม

พระพรหมเมธี (จำนงค์) กรรมการ มส. ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เล่าเรื่องให้ฟังว่า สีพระราชนิยมนั้นเกิดจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังจากทรงฟังพระสหายต่างชาติปรารภขึ้นว่า ทำไมจีวรพระภิกษุสงฆ์จึงมีหลายสีเหมือนสีลูกกวาด กระทั่งวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจัดผ้าไตรจำนวน 3 ไตร ต่างสีกัน ขอพระวินิจฉัยจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเลือกสีจีวรของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งๆ ที่เมื่อวางเรียงกัน 3 ไตร ไม่ได้ระบุพระนาม ซึ่งเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 1 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 1 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 1 จากนั้นก็ขอพระวินิจฉัยว่าจะเรียกว่าสีจีวรทรงเลือกนั้นว่าอย่างไร สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรว่า สีพระราชนิยม และได้ใช้จนถึงทุกวันนี้

ชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 ถวายปัจจัย ดร.พระมหางอน ประธาน อพส.ลาว

 

ชมรมโพธิคยาฯ ประชุมเตรียมพร้อม

วันที่ 1 พ.ย. 2559 สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการชมรมโพธิคยาวิชชาลัย 980 นิมนต์ตัวแทนพระสงฆ์ 5 ประเทศ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา พร้อมทั้งกรรมการและที่ปรึกษา ประชุมใหญ่เตรียมความพร้อมของงานธรรมยาตราตามรอยพระอริยสงฆ์ลุ่มน้ำโขง (และสาละวิน) เวลา 13.00 น. ณ ชั้น 8 อาคารบริษัท ไทยนครพัฒนา งามวงศ์วาน หลังจากทีมสำรวจเส้นทาง นำโดย เกษม มูลจันทร์ ทำงานเรียบร้อย โดยได้ไปสำรวจเส้นทาง ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมื่อวันที่ 19-28 ก.พ. 2559 และสำรวจเส้นทาง จ.ตาก เมียวดี และพระธาตุอินทร์แขวนในเมียนมา วันที่ 19-23 ต.ค. 2559

ส่วนคณะธรรมยาตรา ประกอบด้วยพระสงฆ์ 5 ประเทศ ญาติโยมชาวไทยและสื่อมวลชน โดยกำหนดยาตราเป็นเวลา 14 วัน ใน 5 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10-24 มี.ค. 2560

 

ประทับใจอักษรสาสน์ ของกษัตริย์จิกมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461583

ประทับใจอักษรสาสน์ ของกษัตริย์จิกมี

โดย…ส.คนจริง

ผู้นำทั่วโลกแสดงความไว้อาลัยในการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างสุดซึ้ง แต่ที่ผู้เขียนอ่านแล้วซาบซึ้งอย่างยิ่งเป็นพระอักษรแสดงความไว้อาลัยที่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ที่เสด็จฯ มาถวายบังคมและทรงวางพวงมาลาพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2559 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ในฐานะพสกนิกรชาวไทยที่เป็นชาวพุทธรู้สึกว่า พระอักษรสั้นๆ แต่ลึกซึ้งแบบชาวพุทธที่เข้าใจตรงกันว่า เป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธนั้นคือพระนิพพาน พระอักษรถวายความไว้อาลัย จึงว่าเสด็จฯ สู่พระนิพพาน และ (ถ้า) มีพระราชสมภพใหม่ ขอให้เป็นธรรมราชา สมแล้วที่ราชอาณาจักรภูฏานประกาศว่า เป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ความในพระอักษรแสดงความอาลัยดังนี้ (ผู้เขียนแปลอย่างไม่เป็นทางการ)วันที่ 16 ต.ค. 2559 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ถวายบังคมพระมหากษัตริย์ที่หาผู้เปรียบเทียบได้ยาก ผู้ทรงวิสัยทัศน์ พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นรัตนเลอค่ายิ่ง พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเสด็จสู่พระนิพพาน ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายความเคารพอย่างสูงสุด และภาวนาจากหัวใจ ขอให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงอุบัติเสมอในฐานะพระธรรมราชา เพื่ออวยประโยชน์แด่สรรพสัตว์ทั้งมวล

ผู้เขียนขอขยายความคำว่า เสด็จสู่พระนิพพาน เป็นคำที่แสดงถึงการเข้าถึงคำสอนพระพุทธองค์ และเป้าหมายสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง คือ พระนิพพาน

นอกจากนั้น ยังเชื่อเรื่องชาติหน้า ตามหลักความเชื่อชาวพุทธว่า มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (ชาติหน้า) พระอักษรจึงกล่าวถึง (ถ้า) เกิด ขอให้เป็นพระธรรมราชาเพื่อยังประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์

ในความเชื่อตามวัชรยาน ธรรมราชา ไม่น่าจะแปลอย่างอื่น นอกจากพระโพธิสัตว์

เราชาวไทยสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณเสมอว่าพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอด 70 ปี นอกจากทรงเป็นพลังแผ่นดินแล้ว ไม่มีใครปฏิเสธว่าพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ และโครงการเพื่อแผ่นดินนับพันโครงการ ทรงทำเพื่อช่วยเหลือพสกนิกรให้หลุดพ้นจากความทุกข์ นั่นคือปฏิปทาแห่งพระโพธิสัตว์โดยแท้ ที่มีปณิธานช่วยเหลือสรรพสัตว์ก่อน

ผู้เขียนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ที่ถวายความไว้อาลัยแบบที่ชาวพุทธทั้งหลายจะพึงมีต่อกัน

ภูมิหลังของประเทศภูฏาน ตามที่ผู้เขียนเคยไปเห็นด้วยตาตนเองเมื่อปี 2550 นั้น เป็นประเทศเล็กๆ ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ที่มีประเพณีวัฒนธรรมของตนเอง ไม่ยอมรับอิทธิพลของประเทศข้างเคียงที่ใหญ่ๆ ไม่ว่าอินเดียและจีน จึงไม่ต้องพูดถึงวัฒนธรรมแบบตะวันตกไม่สามารถทะลุทะลวงเทือกเขาแห่งความจงรักภักดีในชาติได้ จึงเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเรียบง่าย

ตั้งแต่การเรียนการศึกษา และอาคารที่ก่อสร้างมีรูปแบบเฉพาะตัว เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เพราะวงกบกรอบประตูหน้าต่างจะเหมือนกันทุกแห่ง

ภูฏานเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนามหายานแบบตันตระ หรือวัชรยานเป็นศาสนาประจำชาติ

 

วันแห่งการเคารพธรรม ของมหาชน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/461582

วันแห่งการเคารพธรรม ของมหาชน!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตกตัญญูกตเวทิตา… พระบาทสมเด็จพระปรมิน ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย ไปตามธรรมวิถี… ฝากไว้แต่คุณความดี… คุณธรรมของความเป็นจอมกษัตริย์ผู้ทรงธรรม… เพื่อสัตว์โลก

พุทธภาษิต เหนือฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ขณะทรงประทับใต้ต้นอชปาลนิโครธว่า “บุคคลผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เราพึงสักการะเคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์ คนไหนหนอ แลอยู่ …” และได้ทรงพิจารณาว่า… ควรสักการะเคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์ ที่มีศีลขันธ์สมบูรณ์ สมาธิขันธ์สมบูรณ์ ปัญญาขันธ์สมบูรณ์… วิมุตติขันธ์สมบูรณ์ และวิมุตติญาณทัสสนะสมบูรณ์… แต่เมื่อพิจารณาไปตลอดโลกนี้แล้ว ไม่พบว่าจะมีใครๆ ไม่ว่าจะเป็นสมณะพราหมณ์อื่นในโลก… หรือในเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่จะมีความสมบูรณ์ในองค์ธรรมทั้ง 4 ไปยิ่งกว่าพระองค์… ดังนี้แล้ว จึงทรงทราบด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า… พระองค์ควรแก่การสักการะเคารพ อาศัยธรรมที่ทรงตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง… ดังพระพุทธเจ้าในอดีต… ในอนาคต และแม้ในปัจจุบัน ที่ควรเคารพพระสัทธรรม… อันเป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย… เพราะเหตุนี้ สาธุชนทั้งหลายผู้ใฝ่ประโยชน์ มุ่งหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงควรเคารพพระสัทธรรม… ดุจดังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ทรงเคารพพระสัทธรรมมาโดยตลอด สมดังที่มีพระบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อันที่ 5 พ.ค. 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

70 พรรษา แห่งการครองราชย์ ปกครองแผ่นดินของพระองค์ ทรงดำเนินไปอย่างมีแบบแผน โดยมีพระสัทธรรมเป็นเนติฉบับ สมดังที่ทรงแสดงพระองค์ต่อหน้าคณะสงฆ์ว่า… “ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ แต่เดิมมาโยมก็ได้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส และได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ด้วยวิธีนั้นๆ อยู่แล้ว ฉะนั้น บัดนี้ โยมได้เถลิงถวัลยราชสมบัติ บรมราชาภิเษกแล้ว จึงขอมอบตัวแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า กับจะได้จัดการให้ความคุ้มครองรักษาพระพุทธศาสนาโดยชอบธรรมตลอดไป ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงทรงจำไว้ด้วยดีว่า โยมเป็นพุทธศาสนูปถัมภกเถิดฯ” (พระดำรัสในวันเถลิงถวัลยราชสมบัติ)

 

ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ศาสนิกชนชาวไทยจึงพร้อมใจกัน น้อมระลึกถึงคุณธรรมความดี และพระมหากรุณาของพระองค์ท่าน ที่ทรงปฏิบัติมาอย่างมั่นคงในชีวิตด้วยความเคารพบูชาพระสัทธรรม ดังที่ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม คำนึงถึงประโยชน์สุขของแผ่นดินเป็นที่สุด… วันที่ 23 ต.ค. 2559 นี้ สาธุชนชาวไทยจึงได้ร่วมใจกันมาสมาทานรับกรรมฐานครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีเจตนาเพื่อปฏิบัติธรรม… บูชาธรรม… ก่ออธิการกุศล และร่วมใจกันถวายสังฆทาน “มตกภัต”… แด่คณะสงฆ์ ที่รองรับด้วยองค์คุณแห่งศีล… ที่สมาทานด้วยดีแล้ว เพื่อยกขึ้นสู่ความเป็นอธิการกุศล น้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงธรรมมาตลอดชีวิต… ที่ชาวไทยรักเคารพเทิดทูนเป็น “พ่อแห่งแผ่นดิน”

วันประวัติศาสตร์แห่งการบูชาธรรม… รับกรรมฐานของพสกนิกรชาวไทยในครั้งนี้ มี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธาน เพื่อนำศาสนิกชนชาวไทย อบรมจิตตภาวนา… อธิษฐานชินบัญชรธรรม… โดยมี พระอาจารย์อารยะวังโส เจ้าสำนักปฏิบัติธรรม จ.ลำพูน (ธรรมยุต) แห่งที่ 1/วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ในระหว่างเวลา 07.00-10.30 น. ณ พระอุโบสถหลวง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร… เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเนื่องในวันปิยมหาราช จึงจะได้อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่บุรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์… จึงนับเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งในชีวิตที่ควรจดจำและไม่ควรพลาดต่อการเข้าร่วม… (งานครั้งนี้จะมีการบันทึกภาพทั้งหมดส่งสำนักพระราชวัง…) เจริญพร