‘พระพุทธเจ้า ก็เป็นไอดอล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457913

‘พระพุทธเจ้า ก็เป็นไอดอล’

โดย…ราช รามัญ

วันคืนผ่านไปใกล้สิ้นปี คนที่มีสุขจะรำพึงว่า เวลาผ่านรวดเร็ว ส่วนคนที่มีทุกข์คิดว่า ทำไมยาวนานนัก

ไม่ต่างจากครั้งที่พระพุทธเจ้าของเราที่พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมากไปด้วยความทุกข์ทางความคิดและจิตใจ เพราะไม่ได้ทำในสิ่งที่พระองค์ปรารถนา โดนพระบิดาและวงศาคณาญาติจะให้ขึ้นเป็นผู้ปกครองแคว้น คนที่ต้องเป็นอะไรที่ไม่อยากจะเป็น ย่อมจะต้องมีความทุกข์อย่างแน่แท้

ในที่สุดก็ตัดสินพระทัย ขอเดินทางตามของพระองค์ที่จิตวิญญาณพึงปรารถนา ฝ่าฟันสิ่งต่างๆ นานัปการกว่าที่จะถึงวันปราบมารในหัวใจของพระองค์ได้สำเร็จอย่างราบคาบ กระทั่งเป็นผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ตลอดกาล มีคนเคยถามผมว่า พอทราบไหม เจ้าชายสิทธัตถะ มีใครเป็นไอดอล จึงได้เลือกทางเดินให้ชีวิตมาทางนี้จนบรรลุธรรม

ตอบแบบเอาตัวรอดในเชิงวรรณคดี คงจะต้องบอกว่า เกิดจากการตั้งเป้าหมายตั้งแต่สมัยเป็นสุเมธดาบสที่เอาตัวเองนอนขนานพื้นแล้วให้พระพุทธเจ้าองค์ก่อนเดินเหยียบข้ามไป แล้วก็ตั้งเป้าหมายอธิษฐานจิตขอเป็นพระพุทธเจ้าบ้างในอนาคตกาล เจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้มีใครเป็นไอดอล แต่มีพันธสัญญากับจิตใต้สำนึกที่ผ่านข้ามภพชาติที่คอยเตือนสะกิดจิตใจตัวเองมากกว่า

วันก่อนผมได้มีโอกาสได้พบกับ คุณวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า พอลตี 10 เพราะเคยออกรายการตี 10 ผู้ชายคนนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก วันนี้เขาอายุเพียงแค่ 33 ปี แต่สามารถสร้างฐานะของตนเองเข้มแข็งเป็นปรึกแผ่นอย่างได้น่าอัศจรรย์ ขับรถราคาหลายสิบล้านบาทจากการซื้อด้วยเงินของตัวเองที่ทำธุรกิจ บ้านราคาหลังละหลายสิบล้าน บ้านริมถนนใหญ่ คำแรกที่ได้คุยก็ทำเอาตะลึงไปพอควร เมื่อถามว่า เดินทางแห่งลมหายใจมาถึงวันนี้มีใครเป็นไอดอลแบบอย่าง คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ผมมีพระพุทธเจ้าเป็นไอดอลครับ”

เป็นคำพูดที่ชวนกระตุกคิดอย่างมาก เพราะตามเนื้อผ้าแล้วพระพุทธเจ้ามักจะสอนเรื่องของการพ้นทุกข์เป็นเสียส่วนมาก จากความคิดของคนทั่วไป แต่สำหรับคุณพอล กล่าวว่า

“พระพุทธเจ้าสอนหลายเรื่องแม้แต่การใช้ชีวิตทางโลกก็ทรงสอน และสามารถนำเอามาใช้ได้กับชีวิตจริงๆ ด้วย แต่เดิมผมเป็นคนที่ยากจน จนมากๆ ผมทำงานแรกๆ เงินเดือนไม่เท่าไหร่ ได้มีโอกาสตามเจ้านายไปวัด เห็นทำบุญทีละพัน เราก็คิดว่า บุญมันดีอย่างไร ทำไมทำเยอะจัง เราก็ทำบ้างตามกำลังของเรา เราทำไป 20 บาท จากนั้นก็ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้เรื่องธรรมะทีละเล็กทีละน้อย

กระทั่งได้รู้จักหลวงพี่รูปหนึ่ง วัดในกรุงเทพฯ นี่แหละ ท่านก็คอยสอนผมในเรื่องธรรมะและเรื่องจิตใจ ท่านสอนทุกอย่างไม่ว่าเรื่องของการสร้างทานบารมี เรื่องของการปฏิบัติภาวนาสมาธิ ซึ่งผมเริ่มมีความเชื่อมั่นและมีศรัทธาในคำสอนมากขึ้นเป็นลำดับ

ผมสวดมนต์ทุกวัน เช้าตื่นมาก็เปิดฟังธรรมะในมือถือฟัง เพื่อทำให้จิตใจไม่แกว่ง ไม่ออกนอกเส้นทาง การภาวนาของผม มีจุดประสงค์เพื่อนำเอามาใช้กับชีวิต ไม่ใช่ภาวนาเพื่อให้ได้ฌาน หรืออะไรพิเศษ ภาวนาให้จิตตั้งมั่น แล้วก็เน้นสติกับสัมปชัญญะอย่างมาก

แน่ล่ะผมมักจะต้องพบอะไรที่เป็นทุกข์เป็นอุปสรรค ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะค่อนข้างทุกข์ แต่พอศึกษาธรรมะแล้วเราวางได้ เราปล่อยได้ เราไม่มีความเครียดใดๆ เลย มองปัญหาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เพราะถ้าเราปรารถนาเป็นคนสำเร็จ เราต้องเจอคำว่าปัญหา”

ทราบว่าชอบทำบุญมาก พอลได้เล่าให้ฟังว่า

“ผมเคยอ่านพบในคัมภีร์ว่า การให้เป็นพื้นฐานแห่งการขัดเกลาจิตใจ พระพุทธเจ้าทรงสอนเอาไว้ว่า แม่น้ำใหญ่แต่น้ำนิ่งและไม่ไหล กุ้งหอยปูปลาในน้ำนั้นไม่นานก็ย่อมจะต้องตาย แม่น้ำเล็กแต่น้ำไม่นิ่ง น้ำไหลตลอดเวลา กุ้งหอยปูปลาย่อมได้อาศัย ฉันใดฉันนั้น คนที่มีทรัพย์แต่ไม่คิดบริจาคทรัพย์ ไม่นานทรัพย์นั้นก็จะหมดลง คนที่แม้แต่มีทรัพย์น้อย แต่บริจาคทรัพย์อยู่เสมอ ทรัพย์นั้นย่อมไม่หมด ไม่หาย ไม่ละลายไป

ผมจดจำมาใช้กับชีวิต และเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ โดยทำบุญไปเรื่อยๆ ทำเพื่อพระศาสนา เพราะอานิสงส์ในการทำบุญนั้นมีมาก และที่สำคัญเป็นกำลังหนุนนำในการเผยแพร่ธรรมของพระสงฆ์สาวกอีกทางหนึ่งด้วย”

นับได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตตามที่พระพุทธเจ้าสอนสำหรับการครองเรือนแบบฆราวาสได้อย่างสมบูรณ์ คุณพอลนี้หลายคนอยากทราบทำธุรกิจอะไร ทำหลายอย่างมาก อาทิ ธุรกิจเสริมความงาม เพราะแนวคิดของเขาที่มีเป้าหมายชัดเจน มีคุณธรรมในใจ ที่ได้จากคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้เขาจึงสำเร็จอย่างงดงามเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคมได้…แต่วลีเด็ด กระตุกต่อมมากที่สุด ที่พอลพูดเสมอ

“ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย”

 

‘ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ’ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457912

‘ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ’ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นายตำรวจใหญ่ รูปร่างสูงสง่า พูดจาฉะฉานเสียงดัง ไม่ใช่ใครอื่น พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เกษียณอายุราชการตำรวจได้เพียง 2 วัน เป็นนายตำรวจมือปราบจอมบู๊เติบโตมาในพื้นที่ บช.ภ.7 ทำคดีสำคัญมานับไม่ถ้วน จนได้รับสมญานามว่า “มือปราบขุนดง” หรือ “มือปราบศยามล” ซึ่งเป็นคดีดังซับซ้อนซ่อนเงื่อนกระทั่งถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ เรื่อง ศยามล

ย้อนกางบันทึกมือปราบ “รุ่นเก่า” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชื่อของ พล.ต.ท.เรวัช ถือเป็นมือปราบ “รุ่นเก๋า” แนวหน้า จากผลงานที่โดดเด่นโลดแล่นในยุทธจักร
สีกากีมานาน จับปืนวิสามัญคนร้าย อภิบาลคนดี ช่วยสังคมมามากมาย หลายคดีถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว คลี่คลายความซับซ้อนลึกลับในทุกมิติทางคดี โจรผู้ร้ายต่างเกรงกลัวในชั้นเชิงฝีมือสังหารที่ฉกาจฉกรรจ์ จนได้สมญานามเป็นตำนานมือปราบที่โจรต้องสยบให้

 

ในทุกคดี พล.ต.ท.เรวัช จะลงมาทำคดีด้วยตัวเอง กลายเป็นต้นแบบตำรวจที่เคียงข้างลูกน้อง ไม่เกรงกลัวอิทธิพล เติบโตจากผลงาน หลายเหตุการณ์ผ่านความเป็นความตายมาสารพัด ลุยป่าฝ่าดงจับคนร้ายทั่วทุกสารทิศ แต่รอดชีวิตกลับมาอย่างปลอดภัยทุกครั้ง นั่นแสดงว่าต้องมีเคล็ดลับหรือรูปแบบการทำงานที่แปลกแตกต่างอย่างแน่นอน

พล.ต.ท.เรวัช เล่าบอกเคล็ดไม่ลับ สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทุกครั้งเวลาล่าวายร้ายว่า จะแขวนพระเป็นเหรียญ 25 พุทธศตวรรษ ปี 2499 ส่วนด้านหลังเหรียญพระเป็นล็อกเกตรูปพ่อแม่ นอกจากพระเครื่องแล้วยังมีมีดพกฝั่งติดเหรียญ 25 พุทธศตวรรษ ปี 2499 เช่นกัน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้จะแขวนพกติดตัวทำงานและเดินทางเป็นประจำ จนบางครั้งเคยพกมีดขึ้นเครื่อง (หัวเราะ) ถามว่าองค์เท่าไหร่ 200 บาทเอง ห้อยมาหลายสิบปีแล้ว ส่วนพระเครื่องชื่อดังอื่นๆ ก็เก็บสะสมเป็นพุทธศิลป์ไว้

“เรานับถือพระก็ไหว้แค่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไหว้พระคุณพ่อ พระคุณแม่ เวลากราบจะกราบ 5 ครั้ง ขออำนาจพุทธคุณให้ลูกแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย และพระคุณพ่อ พระคุณแม่ปกป้องลูกด้วย เมื่อพุทธคุณเราพร้อมแล้วให้นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไปนึกถึงหลวงพ่อนั้นหลวงพ่อนี้ไม่ดี เพราะพระพุทธเจ้าใหญ่กว่าหลวงพ่อทุกองค์”

 

เมื่อมีพระดียึดเหนี่ยวใจมือปราบจอมบู๊ เลยยิงคำถามว่าแล้วมีคาถาป้องกันตัวไหมนอกจากพระเครื่องและมีดพก ในฐานะมือปราบรุ่นเก๋า วงสนทนาเงียบชะงักสัก 10 วินาที ก่อนที่ พล.ต.ท.เรวัช จะสวนตอบว่า มี พร้อมยกสิบนิ้วพนมท่องคาถาว่า “นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระคุณพ่อ พระคุณแม่ นะอุต โมอะ พุธยะ ทายัน ยะกันเข้าไว้ แคล้วคลาดปลอดภัย นะโม พุทธายะ ลุย”

“เวลาทำงานลงสนามเคียงบ่าเคียงไหล่กับลูกน้องพี่ลุยบุกเดี่ยวเข้าไปเอง ดวลกับโจรเป็นประจำ ถ้ากูตายลูกกูโตแล้ว เมียพอมีฐานะ แต่ลูกเมียมึงยังเดือดร้อน กูยิงเอง บุกเดี่ยวไปยิงไม่เคยโดนยิงสักครั้ง เสียงกระสุนปืนผ่านหูนับไม่ถ้วน”

พล.ต.ท.เรวัช หยิบยกเหตุการณ์ดวลปืน อย่างออกรสออกชาติว่า ในสมัยครองยศ “พันตำรวจเอก” เป็น รอง ผบก.เป็นหัวหน้าศูนย์สืบสวน ภ.7 นำกำลังตำรวจเข้าจับกุมตัวนายจารุวัฒน์ บุหลาด 1 ในกลุ่มมือปืนรายสำคัญ ในบังกะโลแห่งหนึ่ง จ.กระบี่ ก่อนจะมาขยายผลจนทราบว่า ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ กำไล ซึ่งเป็นมือปืนลำดับ 5 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการตัวมากที่สุด ได้หนีมากบดานในพื้นที่ อ.เหนือคลอง เลยนำกำลังอาวุธครบมือล้อมบ้านไว้ หมาดันเห่าลูกน้องของ ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ 3 คน เลยกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง

จากนั้นเลยขึ้นไปบนบ้านพร้อมเปรยบ่นว่า “ไอ้…มันหนีไปหมดแล้ว” ก่อนจะตรวจค้นดูเผื่อคนร้ายทิ้งปืนทิ้งหลักฐานไว้เวลาผ่านไปทุกอย่างเคลียร์ แต่เหลือเพี

ยงกองผ้าห่มบริเวณระเบียงบ้าน ก็เอะใจเล็กน้อย เลยค่อยๆ ย่องเดินไปดู ทันใดนั้นปรากฏว่า ส.ต.อ.ชัววัฒน์ ยิงปืนสวนออกมา 6 นัด โชคดีเหลียวตัวหลบทัน เลยยิงสวนไป 1 นัด ส.ต.อ.ชัยวัฒน์ เสียชีวิตคาที่ นับเป็นเหตุการณ์ฉิวเฉียดที่ต้องจดจำไว้เป็นตำนาน

“ดวงเรายังไม่ตาย ให้มีพระดียังไง ถ้าดวงเราดับเราก็ดับ มันอยู่ที่คุณงามความดี และบุญเก่ากับบุญใหม่ที่เราสร้าง พี่ก็ไม่ใช่ตำรวจดี” พล.ต.ท.เรวัช บอกทิ้งท้าย

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/457911

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

สงฆ์ไทยในเวทีโลก

การประชุม พ.ส.ล.จัดว่าเป็นการประชุมนานาชาติ พระสงฆ์ไทยที่ถูกนิมนต์ให้เข้าร่วมประชุมหนนี้ ได้แก่ พระธรรมวราจารย์ (หลวงปู่แบน) วัย 88 ปี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ที่จะทำบุญอายุวัฒนมงคล 89 ปี วันที่ 8 ต.ค. 2559 พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิล มาน ดร.) นักวิชาการพุทธศาสนา ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร พระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ส่วนพระต่างประเทศ ได้แก่ พระสงฆ์จากอินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา จีนแผ่นดินใหญ่ จีนไต้หวัน ออสเตรเลีย รวมแล้วที่แต่งกายเป็นพระสงฆ์เข้าประชุมทั้งเถรวาท มหายาน วัชรยาน มีรวมกันประมาณ 20 รูป

 

พ.ส.ล.เลือกแผน นั่งเป็นประธานอีกสมัย

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) จัดประชุมใหญ่ 4 ปีครั้ง ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 26-29 ก.ย. 2559 มีประชาชนชาวพุทธประมาณ 600 คน จาก 185 ภาคี ใน 46 ประเทศทั่วโลก มาประชุมกันด้วยสปิริตแห่งชาวพุทธ ที่ถือหลักเมตตา และสามัคคีธรรม เป็นเครื่องหมายนำทาง และตกลงเลือก แผน วรรณเมธี อายุ 93 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งอีกครั้งโดยไม่มีคู่แข่ง ซึ่งท่านต้องทำหน้าที่ต่ออีก 4 ปี

ผู้เขียนได้มีโอกาสถามท่านแผน วัย 93 ปี ว่า ทำไมจึงสามารถทำงานต่างๆ ได้ ท่านแผนซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภากาชาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง พูดด้วยความภูมิใจว่า เพราะมี พัลลภ ไทยอารี ทำหน้าที่เลขาธิการอย่างเข้มแข็ง

ในวัย 93 ปี นั่งเครื่องบินจากเมืองไทยใช้เวลาบิน 5 ชม. ถึงสนามบินอินชอน รุ่งขึ้นวันที่ 26 ก.ย. นั่งเป็นประธานการประชุมกรรมการบริหาร พ.ส.ล. 3 ชม. โดยไม่พัก 27 ก.ย. ซึ่งเป็นวันประชุมใหญ่ ที่ห้องประชุมจินกัก (Jin Gak) พระพุทธศาสนาในนิกายวัชรยาน นั่งประชุมเต็มวันทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย คู่กับพระคุณเจ้า โฮ จอง (Rev. Hoe-Jeong) ประธานพุทธนิกายจินกัก จนเลิกงาน เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.

ที่เล่ามาทั้งหมด เพื่อจะบอกว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข ส่วนร่างกายและจิตใจที่มีธรรมนั้นเข้มแข็ง ยิ่งนัก

 

จินกัก นิกายใหม่แห่งวัชรยาน

กรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ เป็นเมืองหลวงของประทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งชีวิต จิตใจของผู้คน สภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับมนุษย์ รวมทั้งการจราจรของประเทศที่ผลิตรถยนต์ออกขายทั่วโลก แต่ไม่มีชื่อเสียงเรื่องจราจรติดขัด การนัดหมายพบปะกันจึงทำได้ตามกำหนดเวลา โดยไม่มีปัญหาการจราจรติดขัดมาเป็นข้ออ้าง ที่ทำให้เขามาอยู่จุดนี้ได้ ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านสงครามมา 66 ปี นับแต่ปี 1950 จนถึงปัจจุบัน นอกจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาระเบียบวินัย ให้ประชาชนยึดและปฏิบัติก็เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของประเทศนี้

ประเทศนี้ก้าวเดินหน้าด้วยเทคโนโลยีทันสมัยไม่หยุดยั้ง แต่กลับเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งออกทางวัฒนธรรมผ่านซีรี่ส์เกาหลีได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่สำคัญสำหรับประชาชนประเทศนี้คือการนับถือศาสนา

ศาสนาที่มาแรงมาก ได้แก่ ศาสนาคริสต์ ส่วนพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แต่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาตามหลักมหายานและวัชรยาน จึงเห็น วอน บุดดิสม์ และจินกัก บุดดิสม์ ออเดอร์ ที่ได้รับความนิยม และนับถือของชาวเกาหลี การประชุม พ.ส.ล.วันที่ 26-29 ก.ย. 2559 ที่จินกักรับเป็นเจ้าภาพนั้น พระคุณเจ้า โฮ จอง (Rev. Hoe-Jeong) ประธานพุทธนิกายจินกัก เข้าร่วมงานทุกเวที และขึ้นพูดแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันให้เกิดสันติภาพโดยยกกรณีเยอรมนีตะวันออกและตะวันตกมาเป็นตัวอย่าง

 

งานพลีบุญ…ระลึกคุณ พระนางเจ้าจามเทวี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456531

งานพลีบุญ...ระลึกคุณ พระนางเจ้าจามเทวี!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๔ ก.ย. ๒๕๕๙ ได้มีงานพลีบุญ …สู่เปตชน “เทศกาลเดือนสิบ” ณ ลานอนุสาวรีย์พระนางเจ้าจามเทวี/จ.ลำพูน ที่มีการวางแผนงานอย่างสวยงามและยิ่งใหญ่จากแรงศรัทธาของชาวลำพูน ที่ยกระดับขึ้นเป็นงานบุญประเพณีประจำจังหวัด โดยการสนับสนุนของ จ.ลำพูน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่มี นิชาดา สุริยะเจริญ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน เป็นแม่งานใหญ่ นำไปสู่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว โดยเฉพาะการจัดถวายมหาทาน เพื่อพระนางเจ้าจามเทวี ทรงโปรยทานแด่มหาชน… ที่นับเป็นครั้งแรก

การทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย ที่เรียกว่า เปตพลี ชาวเหนือเรียก ป๋าเวณี๋ตานเปตพลี… ภาคกลางเรียก ตรุษสารท… ชาวปักษ์ใต้เรียก ประเพณีเดือนชิงเปรต และทางภาคอีสานเรียก ประเพณีบุญข้าวประดับดิน นั้น ล้วนแต่มีความหมายและจุดประสงค์เป็นอย่างเดียวกัน ด้วยเป็นประเพณีอุทิศบุญให้แก่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งนิยมจัดงานพลีบุญดังกล่าว ตั้งแต่ขึ้น ๑ ค่ำ ไปจนถึงแรม ๑๔ ๑๕ ค่ำ ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ติโรกัณฑสูตร ซึ่งได้ทรงสรรเสริญทานที่ทายกอุทิศบริจาคแก่ญาติที่ตายไปแล้ว ดังคำกล่าวอุทิศถึงญาติในเปตภูมิเป็นบาลีว่า “อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโยฯ” แปลว่า ทานนี้จงถึงแก่ญาติทั้งหลายที่เกิดในเปรตวิสัย ขอญาติทั้งหลายเหล่านั้น จงสำเร็จประโยชน์ เพื่อความสุขทั้งปวงเทอญ

การจัดงานเทศกาลเดือนสิบ ณ อาณาจักรหริภุญไชย/จ.ลำพูน ในปีนี้ ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกด้าน ทั้งคณะทายก-ทายิกาที่บริสุทธิ์ด้วยเจตนาจากศรัทธาจิตที่มั่นคงในพระพุทธศาสนา รู้ เข้าใจในอานิสงส์อันเกิดจากการทำบุญกุศลในเขตบุญพระพุทธศาสนา วัตถุไทยธรรมอันบริสุทธิ์ ถูกต้องตามกาลเวลา เหมาะควรแก่สมณสารูป ไม่ผิดพระวินัย และปฏิคาหก คือ ฝ่ายพระภิกษุผู้รับที่มั่นคงดำรงอยู่ในพระธรรมวินัย รู้ประโยชน์และความเหมาะควรต่อการปฏิบัติ จึงเกื้อกูลกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการประกาศความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพชนและบุคคลที่ควรระลึกถึง ดังเช่นพระนางเจ้าจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญไชย

การจัดมหาทานถวายแด่พระนางเจ้าจามเทวี เพื่อถวายแด่พระสงฆ์ ๙ วัด และโปรยทานในงานบำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลเดือนสิบ เพื่อมหาชนและสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการออกโรงทานในเขตงาน จัดปัจจัยถวายเป็นทานกุศลแด่กองทุนสงฆ์อาพาธ เด็กด้อยโอกาส คนที่พิการ หรือการสงเคราะห์วัดวาอาราม นอกเหนือจากการใส่บาตร ถวายไทยทานแด่พระสงฆ์จำนวน ๒๓ รูป จากวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย และ

วัดป่าในสาขาแล้วนั้น… นับเป็นเรื่องที่ควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง จากปัจจัยของคณะศรัทธาสาธุชนทั้งหลายที่พร้อมใจกันจัดงานบุญดังกล่าว เพื่อการสำเร็จประโยชน์แห่งการพลีบุญอุทิศไปยังพ่อแม่บรรพชน ญาติสายโลหิตของตน ตลอดจนการอุทิศบุญแก่เทพยดาอารักษ์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายในทุกภพภูมิ ด้วยอำนาจเมตตากรุณา… ที่นำไปสู่จาคะอันล้ำเลิศประเสริฐโดยธรรม… ยังให้เกิดความปีติสุขกันถ้วนหน้า

การร่วมกันถวายมตกภัตรอันเป็นสังฆทานแด่คณะสงฆ์ เพื่ออุทิศแด่ญาติมิตรผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยพร้อมเพรียงกันที่เกิดขึ้นใจกลางนครลำพูนในครั้งนี้ จึงเป็นอัศจรรย์แห่งธรรมที่ควรแก่การจดจำ โดยเฉพาะการร่วมถวายเครื่องไทยธรรม “กัณฑ์ธรรม” แด่องค์พระธรรมกถึกเทศนา ซึ่งล้วนแต่เป็นการสืบสานประเพณีตนบุญ… ที่ควรแก่การกล่าวถึง เนื่องในงานเทศกาลสารทเดือนสิบ (ใต้) หรืองานพลีบุญเดือน ๑๒ เหนือ ซึ่งเป็นประเพณีส่งบุญหาผู้ตายที่ชาวเหนือเรียกว่า งานป๋าเวณี๋ตานเปตพลี ที่บัดนี้ได้กลับมาอย่างสมบูรณ์อีกครั้งในแผ่นดินธรรมอาณาจักรหริภุญไชย/จ.ลำพูน …ที่ควรแก่การอนุโมทนา

เจริฐญพร

 

พ.ส.ล.ชูหลักธรรม ในการประชุมใหญ่ที่เกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456530

พ.ส.ล.ชูหลักธรรม ในการประชุมใหญ่ที่เกาหลีใต้

โดย…สมาน สุดโต

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ยกหัวข้อพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน และชีวิตประจำวันของชาวพุทธ เป็นหัวข้อใหญ่ในการประชุมใหญ่ครั้งที่ 28 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ วันที่ 26-29 ก.ย.  2559

พัลลภ ไทยอารี เลขาธิการ พ.ส.ล. กล่าวว่า การประชุมใหญ่ครั้งที่ 28 ของ พ.ส.ล. ได้รับความร่วมมือจากพุทธศาสนานิกายจินกัก (Jin Gak) ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของวัชรยาน รับเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่พุทธจากนิกายวัชรยาน เป็นเจ้าภาพการประชุม หลังจากสถาปนาองค์กรมา 66 ปี

พัลลพ ไทยอารี เลขาธิการ พ.ส.ล. เล่าเรื่องการเกิด พ.ส.ล. เมื่อ พ.ศ. 2493 ว่าเกิดจากการรวมตัวของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา 27 ประเทศ ประชุมกันที่กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา

นำโดยG.P.Malasekara  นักปราชญ์ชาวพุทธ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ชาวพุทธต่างนิกายรวมตัวกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน ครั้งนั้นมีผู้แทนไทยได้รับเชิญเข้าประชุม 3 ท่าน ได้แก่ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล สุชีโวภิกขุ หรืออาจารย์ สุชีพ ปุญญานุภาพ และสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเดลลี ที่ประชุมได้แต่งตั้ง ม.จ.พูนพิศมัย เป็นรองประธาน หลังจากนั้นอีก 8 ปี มีการประชุมเลือกประธานคนใหม่ ได้แก่ อู จันทุน ประธานศาลฎีกาพม่า สำนักงาน พ.ส.ล. ย้ายจากศรีลังกา มาตั้งที่พม่าในครั้งนั้นด้วย  เมื่อเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในพม่า อู จันทุน จึงฝากองค์การนี้ไว้กับ อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็นนักเรียนกฎหมายรุ่นน้อง ต่อมาที่ประชุม พ.ส.ล. ที่มาเลเซีย ได้มีมติเลือก ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล เป็นประธาน และมีมติให้สำนักงาน พ.ส.ล. มาตั้งถาวรที่ประเทศไทย

คนไทยดำรงตำแหน่งทรงเกียรตินี้ 3 ท่าน คือ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล  อาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ และปัจจุบันได้แก่ แผน วรรณเมธี ซึ่งดำรงตำแหน่งมา 4 สมัยติดต่อกัน ถ้าการประชุมใหญ่ครั้งที่ 28 ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ย. 2559 เห็นชอบให้ แผน ดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัย ก็จะเป็นสมัยที่ 5 เมื่อท่านดำรงตำแหน่งครบเทอมใน พ.ศ. 2563 เท่ากับดำรงตำแหน่งประธานรวม 20 ปี และวันนั้นท่านจะมีอายุ 97 ปี

ส่วนวิสัยทัศน์ในการประะชุมครั้งนี้ พัลลภ ว่าก่อนการประชุมใหญ่ 4 ปี 1 ครั้งนั้น เราจะประชุมผู้บริหารทุก 2 ปี เพื่อหาทางส่งเสริมและทำงานร่วมกัน ทั้งทางด้านสังคม และการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งประสบภัยทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว เป็นต้น

พัลลภ ย้ำว่า พ.ส.ล.เป็นองค์กรแรกที่ทำให้แต่ละนิกายของพระพุทธศาสนาที่มีความแตกต่างกันมาทำงานร่วมกัน มาแลกเปลี่ยนหาแนวทางร่วมกันในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องมาจากหลากหลายนิกาย จึงเป็นทัศนะที่แตกต่างจากผู้นำที่มาจากสายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน รวมทั้งนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา และผู้ที่มีความคิดทางพุทธศาสนาแนวใหม่

เมื่อถามว่า พ.ส.ล.จะมีบทบาทเข้ามาแก้ไขความเสื่อมศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อศาสนาหรือไม่ พัลลภ ตอบว่า พ.ส.ล.มีปณิธานที่จะช่วยกันเอาเนื้อแท้พระพุทธศาสนามาเผยแพร่  เพราะแต่ละประเทศ และแต่ละนิกายมีความถนัดที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศที่พุทธศาสนายังเข้าไปไม่ถึงรวมทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ได้พูดถึงแอฟริกา และตะวันออกกลาง ที่พวกเราหาทางเข้าไป

การเข้าไปก็ไม่คิดว่าเราจะไปสร้างปัญหาให้เขา แต่จะนำสิ่งที่เป็นหลักธรรมที่แท้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประยุกต์ และทำให้เขาเข้าใจ ทั้งเรื่องหลักธรรมและการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  เช่น การทำสมาธิ ที่คนสนใจศึกษามากขึ้น

อีกประการหนึ่ง ผู้ไปเผยแพร่ยึดหลักมนุษยธรรม ไม่ได้คิดว่าจะไปแย่งศาสนิกอื่นมาเป็นพุทธศาสนิก แต่เราต้องการให้เขารู้ว่าเราสอนอะไร ปฏิบัติอย่างไร ผมเชื่อว่านี้คือสิ่งหนึ่ง เมื่อเราพยายามเผยแพร่ในสิ่งนี้ ก็ทำให้มีผู้สนใจมากขึ้น

ในทางกลับกัน เมื่อเราคิดว่ามีความเสื่อมในบางส่วน แต่ต้องคิดว่าเราก็มีการพัฒนา และความสำเร็จอีกส่วนหนึ่งเช่นกัน

ส่วนการที่จินกัก ซึ่งเป็นพุทธนิกายวัชรยาน เข้ามาเป็นเจ้าภาพจัดประชุมที่เกาหลีใต้ ก็เนื่องในโอกาสที่พุทธนิกายนี้ เตรียมเฉลิมฉลองแห่งการก่อตั้งมาครบ 70 ปี ในขณะเดียวกันองค์กรนี้ซึ่งมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนทั้งในแและนอกเกาหลี ได้มีบทบาทสนับสนุนการทำงานองค์การ พ.ส.ล. มาตลอด เพราะได้เข้าร่วมประชุมเสมอมา นับแต่ปี ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) ที่มีการประชุมที่กรุงเทพมหานคร

ปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) เป็นปีครบรอบ 70 ปี แห่งการก่อตั้งพุทธจินกักนิกาย ซึ่งอุทิศตนตามแนวทางการฝึกฝนตนเอง และการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก่อนการประชุมวันที่ 26-29 ก.ย. 2559 พระคุณเจ้า โฮ จอง (Rev. Hoe-Jeong) ประธานพุทธนิกายจินกัก ส่งสารถึงสมาชิก พ.ส.ล. ผ่าน online มีความโดยสรุปว่า จินกักถือว่าเป็นสัญญาณที่เป็นมงคลที่มีความร่วมมือระหว่างจินกัก กับ พ.ส.ล.

ซึ่งจะทำให้ได้บรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน ในขณะที่จินกักก็มีแผนงานที่จะขยายความร่วมมือ และการช่วยเหลือไปยังศูนย์ภาคีของ พ.ส.ล. เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และวิธีการที่ศูนย์ภาคีแต่ละแห่งได้สร้างสรรค์งานเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาก่อน

ในขณะนี้ชาวโลกเผชิญกับปัญหานานาประการ ตั้งแต่ภาวะทุพภิกขภัย การอพยพของผู้ลี้ภัย สิ่งแวดล้อม สงคราม และการก่อการร้ายที่ยากต่อการแก้ปัญหา ดังนั้นความร่วมมือของพวกเรา โดยเฉพาะจากศูนย์ภาคีทั่วโลกจะช่วยต่อสู้กับความทุกข์ยากต่างๆ ได้

ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ในการประชุมใหญ่ พ.ส.ล.เราคงไม่ต้องประกาศตัวว่า เป็นองค์กรของชาวพุทธโลก แต่ขอให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็น ว่าเราจะมีบทบาทเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอนาคต เพื่อยุติเรื่องที่ยังขัดแย้งกันอยู่

ด้วยสปิริตแห่งมิตรภาพ  ข้าพเจ้ามีความแน่วแน่ในการสร้างมิตรภาพ ความร่วมมือกับท่านที่มาประชุม ซึ่งได้สร้างกันเป็นประเพณี มาเป็นเวลายาวนาน จึงหวังว่าการประชุมใหญ่จะเป็นสะพานเพื่อผลักดันไปข้างหน้า เพื่อการร่วมมือกัน

ขอพูดในฐานะส่วนตัวว่า ในฐานะประธานพุทธนิกายจินกัก และรองประธานสมาคมพุทธนิกายเกาหลี ขอให้สัญญาว่า จะทำดีที่สุดเพื่อให้การเป็นเจ้าภาพประสบความสำเร็จ และขอสนับสนุนการประชุมนี้ด้วยใจจริง ในฐานะที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงคนหนึ่ง

ขอให้คุณพระรัตนตรัย อำนวยพรแก่ทุกท่าน ขอบคุณ

 

‘ธรรมะธรรมชาติย่อมบำบัดมนุษย์ได้ดีเสมอ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456529

'ธรรมะธรรมชาติย่อมบำบัดมนุษย์ได้ดีเสมอ'

โดย…ราช รามัญ

ในครั้งพุทธกาลแพทย์ประจำพระองค์ที่มีชื่อเสียงมาก คือชีวกโกมารภัจจ์  ซึ่งจบการแพทย์มาจากตักสิลา ซึ่งถือได้ว่าเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงระดับมาสเตอร์เลยทีเดียว

เล่ากันว่า ตอนเรียนที่ตักสิลาชีวกโกมารภัจจ์ ปรารถนาจะกลับบ้านแล้ว เพราะเรียนมานานถึง 7 ปีแล้ว จึงไปถามอาจารย์ว่าจะได้กลับบ้านหรือยัง อาจารย์ตอบมาด้วยความเมตตาว่า  ตำรับยามีมากมายหลายอย่างตั้งใจจะให้อยู่อีกสัก 2 ปี แต่เมื่ออยากกลับแล้ว เอาแบบนี้ ขอทดสอบความรู้หน่อย ถ้าผ่านก็กลับได้

อาจารย์บอกว่าให้เดินทางไปทั้ง 4 ทิศ ภายในรัศมี 400 เส้น ให้ดูว่าหญ้าชนิดไหน ใบไม้ชนิดไหน เปลือกไม้ชนิดไหน ที่ทำยาได้บ้างแก้โรคอะไรบ้าง แล้วแบบไหนที่ไม่สามารถทำยาได้บ้าง ครั้นชีวกเดินไปครบ 7 วันทั้ง 4 ทิศ กลับมารายงานอาจารย์เจียรนัยจนหมด แล้วก็สรุปลงตรงคำว่า  “ใบไม้ หญ้า  เปลือกไม้ ทุกอย่างทุกอย่างในชมพูทวีปล้วนเป็นยาทั้งหมด  อาจารย์จึงลูบศีรษะแล้วบอกว่า ชีวกเรียนรู้จบหมดแล้ว

การเดินทางกลับบ้านของชีวก ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้คนมากมาย และได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์พระเจ้าพิมพิสาร

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงไม่ถ่าย (พระบังคนหนัก) พระอานนท์ได้กราบทูลว่าจะเชิญชีวกมารักษา เมื่อชีวกทราบข่าวจึงปีติและไม่ได้ปฏิเสธ  หมอชีวกใช้ก้านอุบลอบ สามก้านแล้วนำไปถวายให้พระพุทธองค์สูดดมจนครบทั้งสามก้าน ปรากฏว่าไม่นานก็ทรงถ่ายจนหมด อาการกลับมาเป็นปกติ  นับแต่นั้นชีวกได้เป็นแพทย์ประจำพุทธองค์ด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง

นับว่าสูตรยาของหมอชีวกที่ร่ำเรียนมานั้นได้ผลเป็นอย่ามาก คนโบราณ นิยมยาสมุนไพรในการรักษา และมีการสืบทอดมายาวนาน แต่สมุนไพรนั้นผู้ที่จะทำการรักษาก็ต้องมีความรู้ความชำนาญ และควรรู้ว่ายาบางอย่างไม่ต้องทานต่อเนื่อง ยาบางอย่างควรทานอย่างไร

จำได้คราวๆ ในตำรายาโบราณของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว นครชัยศรี นครปฐม มีการจดบันทึกเอาไว้อย่างเป็นหลักฐานว่า ยาบางตัวนั้นมีฤกษ์เก็บในยามเช้า ยาบางตัวนั้นมีฤกษ์เก็บในยามค่ำ  ไม่ใช่เป็นเพราะความเป็นสิริมงคลอะไรหรอก  แต่เป็นเพราะว่า สมุนไพรบางอย่างคลายตัวยาแล้วรีดพิษออกในยามเช้า บางสมุนไพรรีดพิษในยามบ่าย เท่านั้นเอง

แม้จะผ่านกาลเวลามาเนินนานเท่าไหร่เรื่องของยาสมุนไพรกับคนไทยก็ได้มีการสนับสนุนและพัฒนาปรับปรุงให้ถูกลักษณะมากยิ่งขึ้น แล้วดูเหมือนว่าหลักวิชาของสมุนไพรสาขาต่างๆ นั้น ผู้ที่จะปรุงต้องมีการผ่านการรับรองต่างๆ มากมายในยุคปัจจุบัน และผู้ที่เป็นหมอยาสมุนไพรก็ต้องมีคุณธรรม หรือมีธรรมะประจำใจอยู่ด้วยจึงจะสามารถเป็นหมอตามตำราโบราณกล่าวไว้

ในยุคนี้ผมชอบหลักคิดของหมอฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร หรือที่คนทั้งประเทศรู้จักกันในนาม หมอเส็ง ผมดูหมอเส็งออกรายการวู้ดดี้แล้วชอบแนวคิด เมื่อมีโอกาสพบหมอเส็งเลยถามถึงแนวทางความคิดเพิ่มเติมหมอเส็งให้ความเป็นกันเองแม้ว่าจะอยู่ในขั้นเศรษฐีหมอยาแล้วก็ตาม หมอเส็งเล่าให้ฟังว่า

“วิชาผมสืบทอดมาจากพ่อ เป็นตำรับยาโบราณทั้งสิ้น เป็นยาสมุนไพรจีน ที่มีการสืบทอดมานานหลายอายุคน  ผมตระหนักเสมอว่า เราเป็นหมอจะต้องทำให้ผู้ป่วยอย่างเต็มที่ วันนี้อายุ 78 ปีแล้ว คุณดูนะ คนมารอวันหนึ่งมากมายเข้าคิวยาว 300 กว่าเป็นแบบนี้ทุกอาทิตย์

“ผมต้องรักษาเขา ช่วยเหลือเขา ให้เต็มกำลังความรู้ความสามารถ  ไม่เอาเปรียบ ตรงไปตรงมา ไม่มีการโกหกหลอกลวง  แต่ต้องบอกก่อนว่า คนที่มารักษาด้วยสมุนไพรนี่ โดยมากทานยาฝรั่งมาเยอะแล้วแต่ไม่ดีขึ้น จึงลองมาทานสมุนไพรดู บางคนก็ดีขึ้น บางคนทุเลาอาการไป ซึ่งเรื่องแบบนี้แล้วแต่อาการหนักเบาของแต่ละคน

“ผมอยู่มาได้หลายสิบปี เพราะผมเน้นเรื่องการตรงไปตรงมา แค่เพียงซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียวก็สามารถครอบคลุมไปได้หมดทุกข้อธรรมแล้ว ธรรมะที่ผมยึดมาโดยตลอด คือ ข้อนี้ ไม่เอาเปรียบใคร  เงินทุกบาทของคนไข้ มีคุณค่ามีความหมาย ดังนั้น เขาก็ต้องได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าเช่นเดียวกัน  จิตวิญญาณของผมเป็นหมอยาสมุนไพร  ผมก็ต้องทำให้คุ้มค่า ผมก็ต้องใช้จิตวิญญาณของผมทุ่มเท ไม่ผิดสัจจะ กับคนไข้ทุกคน”

เป็นเสียงประกาศก้องจากหมอสมุนไพรชั้นนำของสังคมไทยในวันนี้  บุคคลที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะสาขาอาชีพใดๆ ก็ตาม ต่างก็มีหลักธรรมในใจของตัวเอง เป็นที่ยึดเหนี่ยวเสมอ แม้กาลเวลาผ่านไปหลายพันปีแล้ว เรื่องของสมุนไพรก็ยังคงอยู่คู่กับมนุษย์แบบนี้ไปอีกนานจนกว่าโลกนี้จะถึงกัลปาวสานเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าธรรมชาติย่อมบำบัดในความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ได้ดีกว่าสารเคมีเสมอ

 

แวดวงสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456527

แวดวงสงฆ์

โดย…สมาน สุดโต

สมเด็จวัดเทพศิรินทร์และคณะลาไป LONDON

มีรายงานจากการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อเร็วๆ นี้ว่า พระพรหมมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม ได้มีลิขิตที่พิเศษ/2559 ลงวันที่ 29 ส.ค. 2559 แจ้งว่า วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้อาราธนาสมเด็จพระธีรญาณมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม วัดเทพศิรินทราวาส ไปปฏิบัติศาสนกิจเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลที่บ้านพัก ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในวันอาทิตย์ที่ 28 ก.ย. 2559 (ความจริงวันที่ 28 ก.ย. ตรงกับวันพุธ มิใช่วันอาทิตย์)  โดยกำหนดเดินทางวันที่ 26 ก.ย. 2559  ถึงวันที่ 1 ต.ค. 2559 (ระหว่างพรรษา) จึงขออนุมัติเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจดังกล่าวพร้อมคณะ 15 รูป

1.สมเด็จพระธีรญาณมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม วัดเทพศิรินทราวาส

2.พระพรหมวิสุทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม วัดเครือวัลย์

3.พระราชวรเมธาจารย์ วัดโบสถ์ จ.ปทุมธานี

4.พระราชสุรวาที วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

5.พระราชธีรสารมุนี วัดพระศรีมหาธาตุ

6.พระราชกิตติมงคล วัดโสมนัสวิหาร

7.พระมงคลสุธี (หลวงพ่อแขก) วัดสุนทรประดิษฐ์ จ.พิษณุโลก

8.พระสรภาณกวี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

9.พระวินัยสุธี วัดธาตุทอง

10.พระนนทวิริยาภรณ์ วัดใหญ่สว่างอารมณ์ จ.นนทบุรี

11.พระกิตติสารมุนี วัดเทพศิรินทราวาส

12.พระปรีชามงคลญาณ วัดเทพศิรินทราวาส

13.พระครูภาวนาโสภณ วัดป่าธรรมโสภณ จ.ลพบุรี

14.พระมหาจินดา ฐานจินฺโต (ไชยฉิม) วัดบวรนิเวศวิหาร

15.พระมหาพิสิฐพงศ์ ปวิสิฏโฐ (กริสช่อ) วัดบวรนิเวศวิหาร

ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติ โดยให้สมเด็จพระราชาคณะใช้หนังสือเดินทางทูต นอกจากนั้นให้ใช้หนังสือเดินทางราชการ มีกำหนดอายุหนังสือเดินทาง 5 ปี และดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องรอรับรองรายงานการประชุม

80 ปี สมเด็จพระวันรัต

สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ฉลองอายุ 80 ปี ด้วยการฐานานุกรม 2 รูป เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2559 คือแต่งตั้งให้ พระกรกฤษณ์ ฉายา กมฺมสุทฺโธ วิทยฐานะ น.ธ.เอก วัดมกุฏกษัตริยาราม  ดำรงตำแหน่งฐานานุกรม ที่ พระครูสังฆกิจจานุรักษ์

พระมหาสมชาย ฉายา อภิชโย วิทยฐานะ น.ธ.เอก, ป.ธ.5 วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ดำรงตำแหน่งฐานานุกรม ที่ พระครูปลัดสัมพิพัฒนสุตาจารย์ ญาณโกศล วิมลศีลาจาร มหาคณาธิการนายก ปิฎกกธรรมรักขิต

(ข่าวโดยกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)

 

สถาบันโพธิคยาประชุมกับ อพส.ลาว

ศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว เชิญสถาบันโพธิยา เข้าร่วมเป็นเกียรติในการประชุมของ อ.พ.ส. ที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2559 ในภาพ พระอาจารย์ใหญ่ มหางอน ดำรงบุญ ประธาน อ.พ.ส. ลาว หรือสมเด็จพระสังฆราชลาว  มอบพระพุทธรูปให้ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการ พ.ส.ล. ในฐานะแขกรับเชิญ และผู้อุปถัมภ์ หลังจากการประชุมในภาคเช้าวันที่ 19 ก.ย.

ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้ นอกจากพระสงฆ์ทั่วประเทศแล้ว ก็มีญาติโยมชาวลาวที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ท่านไชยสมพร พรหมวิหาร ประธานแนวลาวสร้างชาติ เป็นต้น

 

สุดยอดพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ของเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/456526

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เปิดสนามพระด้วยธรรมะ “สิ่งใดมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรมดา”

ขอเชิญชมพระที่แฟนทางบ้านส่งมาให้มากมายพร้อมทั้งข้อมูลเพื่อเป็นความรู้แลกเปลี่ยนกัน เป็นพระแท้พิมพ์ทรงถูกต้อง เนื้อหาถูกต้อง เพื่อเป็นแนวทางในการสะสมได้ครับ

องค์แรก สุดยอดพระปิดตาจากชลบุรีครับ พระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก พิมพ์หลังแบบ หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี เป็นต้นแบบของพระปิดตาเกือบทุกวัด มีอายุการสร้างมา 100 กว่าปี พระปิดตาของท่านเนื้อต้องละเอียด ทุกองค์ต้องมีสะดือ ขนาดไม่ใหญ่ ข้อศอกด้านขวาของพระสูงกว่าด้านซ้ายเล็กน้อย

สุดยอดพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ของเมืองไทย

สำหรับเนื้อพระหลวงพ่อแก้วนั้นเป็นพระเนื้อผงคลุกกับน้ำรัก สีออกน้ำตาลเข้ม มีเส้นคล้ายๆ เสี้ยนสีน้ำตาลอ่อนเหมือนเนื้อกะลาและต้องจุ่มรักทั้งองค์ และด้วยคุณลักษณะของเนื้อรัก เมื่ออายุเป็นร้อยปีรักก็จะเลื่อม

พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ มีทั้งหมด 5 พิมพ์ คือพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก พิมพ์จิ๋วและพิมพ์ปั้น และมีทั้งหลังเรียบ หลังแบบ องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นพิมพ์ใหญ่หลังแบบ ราคาองค์นี้หลักล้านกลางครับเป็นของคุณภูวเมศฐ์ ธีรตันติเกียรติ

องค์ที่สองเป็นสุดยอดพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์เช่นกันครับ เป็นพิมพ์ปั้น เนื้อหาดูง่าย คราบรักจัดมากครับ พุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ครบเครื่อง ราคาเช่าหาหลักแสนกลาง องค์นี้เป็นของคุณหมออุดม เชิดชูชัยไพบูลย์

สุดยอดพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ของเมืองไทย

องค์ที่สามมาพบกับสุดยอดพระปิดตาแห่งยุค หาชมได้ยากยิ่งกว่าพระปิดตาของหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี เป็นพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก พิมพ์กลาง ของหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุข) ครับเป็นพระสวยดูง่าย เนื้อจัด สภาพแบบนี้ก็มีหลักล้านต้น เป็นของคุณจิตต์ปราณี สกุลก้องเกียรติ

องค์ที่สี่ มาชมพระเครื่องของหลวงปู่บุญหนา ธมฺมทินฺโน วัดป่าโสตถิผล บ้านหนองโดก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เหรียญรุ่นอริยสัจสร้างถวายโดยศิษย์กรุงเทพฯ คุณสุชิน รัตนศิริวิไล ซึ่งมีความศรัทธาในองค์หลวงตา เพื่อบูชาพระคุณของหลวงตา โดยใช้ทุนส่วนตัวสร้างแจก

เหรียญนี้ต้องการสื่อความหมายให้ระลึกถึง อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รูปแบบเหรียญกลม องค์หลวงตาครึ่งองค์เป็นลักษณะนูนต่ำ หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตา ออกแบบโดยประติมากรที่มีผลงานระดับสำคัญมากมาย คือ อาจารย์วัชระ ประยูรคำ

สุดยอดพระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ของเมืองไทย

ด้านหลังเป็นยันต์มีคำว่าอริยสัจและลายเซ็นหลวงตาด้านล่างเหรียญ จำนวนการจัดสร้าง มีทองคำ 15 เหรียญ เนื้อทองเค 9 เหรียญ เนื้อเงินขัดเงา 299 เหรียญ เนื้อเงินปัดไฮไลต์ 100 เหรียญ เนื้อนวผสมชนวนกริ่งวัดสุทัศน์ 399 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า 399 เหรียญ เนื้อทองแดงรมดำมันปู จำนวน 1.5 หมื่นเหรียญ เนื้อทองแดงผิวไฟ จำนวน 1.5 หมื่นเหรียญ เนื้อทองแดงรมดำไฮไลต์ 200 เหรียญ และเนื้อตะกั่วอีก 15 เหรียญ ชมเหรียญทองคำ ของคุณสุชิน รัตนศิริวิไล ครับ

จากกันด้วยธรรมะ “ใจเป็นทุกข์ เพราะปรุงแต่ง ฝึกใจให้นิ่ง รู้เท่าทันในอารมณ์ย่อมพบสุขเอย”

ขึ้นรถ ลงเรือ ไปทำงานอย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465569

ขึ้นรถ ลงเรือ ไปทำงานอย่างปลอดภัย

โดย…ราตรีแต่ง

อุบัติเหตุผู้โดยสารพลัดตกเรือเสียชีวิตที่ท่าเรือคลองแสนแสบ ทั้งผู้ขับเรือและกระเป๋าเรือลำเกิดเหตุได้ให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นว่า ขณะกำลังนำเชือกไปคล้องเสาเพื่อนำเรือเทียบท่า มีผู้โดยสารคนแรกกระโดดบังเสา จึงคล้องเชือกไม่ได้ ก็ตะโกนบอกว่าใจเย็นๆ อย่าเพิ่งกระโดด รอให้เรือจอดก่อน ระหว่างนั้นผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นผู้โดยสารขาประจำที่เคยเห็นหน้าค่าตาเดินทางด้วยเรือทุกๆ วัน ก็กระโดดตามผู้โดยสารคนแรกแต่ก้าวพลาด ทำให้ตกลงไปในน้ำ กระเป๋าเรือจึงรีบตะโกนบอกคนขับเรือว่า “มีคนตกน้ำ” ให้รีบนำหางเสือออกโดยเร็ว เนื่องจากหางเสือมีใบพัดเกรงว่าจะไปฟันถูกผู้ที่ตกน้ำ

ขณะนั้นเหตุการณ์ชุลมุนมาก ผู้โดยสารในเรือก็ต่างลุกฮือและพยายามชะโงกลงดูในน้ำ กระเป๋าเรือจึงบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ และนั่งลงก่อน “ผมทำงานเป็นกระเป๋ามา 5 ปี ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ผมรู้สึกแย่มาก เสียใจและรู้สึกผิดมากเพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้” คือคำให้การของกระเป๋าเรือในอุบัติเหตุเมื่อเร็วๆ นี้ คนเดินทางด้วยเรือไปทำงานทุกๆ วัน ฟังแล้วหวั่นใจ

ในชั่วโมงเร่งด่วนมีผู้โดยสารหนาแน่น เรือโดยสารคลองแสนแสบเป็นการเดินทางที่รวดเร็วอย่างมาก ผู้โดยสารหลายคนว่ายน้ำไม่เป็น แต่ก็ยังใจกล้าเลือกใช้บริการขนส่งชนิดนี้เพราะมีรถโดยสารประจำทางเชื่อมต่อท่าเรือต่างๆ ในกรณีเดินทางเข้าเมืองจะประหยัดเวลามาก ถ้าใครจำเป็นต้องเดินทางด้วยเรือโดยสารทุกๆ วัน กรมเจ้าท่ามีข้อมูลมาให้ศึกษาไว้ เพื่อช่วยกันลดอุบัติเหตุทางเรือให้เป็นศูนย์ให้ได้

ก่อนลงเรือ

– ถ้าเดินทางด้วยเรือควรเลือกชุดที่สามารถถอดออกได้ง่าย รองเท้าที่สวมก็เช่นกันควรถอดง่าย ถ้าเป็นรองเท้าหุ้มส้นไม่ควรใช้ชนิดผูกเชือก และถ้าจำเป็นเมื่อลงเรือควรแก้เชือกรองเท้าให้หลวม หรือถอดรองเท้าออกเสียก่อน รองเท้าหุ้มข้อไม่เหมาะสมต่อการสวมใส่ในการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง

– การรอลงเรือให้ยืนคอยบนฝั่งหรือท่า อย่ายืนคอยบนโป๊ะ เพราะโป๊ะก็มีการทรงตัวเช่นเดียวกับเรือและรับน้ำหนักได้จำนวนจำกัด หากลงไปยืนคอยบนโป๊ะมากๆ โซ่หรือเชือกที่ยึดเหนี่ยวโป๊ะไว้กับหลักอาจขาด ทำให้โป๊ะพลิกคว่ำทางด้านที่รับน้ำหนักมากกว่าได้ การขึ้นหรือลงเรือคอยให้เรือจอดเทียบท่าเรียบร้อยเสียก่อน อย่าแย่งกันลงเรือ หากเห็นว่ามีผู้โดยสารในเรือเต็มแล้ว สังเกตว่าเรือบรรทุกเอียงมากให้คอยไปเรือลำหลัง

– ผู้โดยสารเรือไม่แย่ง หรือเบียดกันขณะขึ้น-ลงเรือ ไม่กระโดดลงเรือ ไม่ยื่นแขน ขา หรือศีรษะออกไปนอกเรือ และไม่เล่น หรือหยอกล้อกันบนเรือ

– ผู้โดยสารต้องช่างสังเกต หูตาไว การบรรทุกเรือให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ไม่บรรทุกคนโดยสารหรือสิ่งของจำนวนมากเกินไป โดยถือเกณฑ์เนื้อที่ 0.37 ตารางเมตร/ผู้โดยสาร 1 คน ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และสูงไม่เกิน 130 เซนติเมตร ให้นับ 2 คน เท่ากับผู้โดยสาร 1 คน ส่วนเด็กอ่อนอายุ 3 ขวบ และต่ำกว่า ซึ่งไปกับพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยนั้นจะยกเว้นไม่ต้องมีการนับจำนวน

เมื่อประสบอุบัติเหตุ

– ควรตั้งสติและทำจิตใจให้สงบ ไม่ตื่นเต้น ตกใจจนเกินไป

– ถอดเสื้อผ้า หรือเครื่องนุ่งห่มที่ทำให้ไม่สะดวกในการว่ายน้ำออกให้หมด เก็บสิ่งของ หรือของมีค่าที่สำคัญจริงๆ ไว้ติดตัวไปด้วยเท่านั้น

– ผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น หรือว่ายน้ำไม่แข็ง ต้องพยายามหาสิ่งของลอยได้ไว้เกาะพยุงตัว เช่น เบาะ หรือพนักรองนั่ง ลูกมะพร้าว ชูชีพ กระเป๋าเสื้อผ้าที่ทำด้วยหนัง หรือพลาสติก และจะต้องบอกผู้อื่นให้ทราบด้วยว่าตนว่ายน้ำไม่เป็น

– หากเรือล่มไม่ไกลฝั่งนัก ควรรีบว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง และอาจหาสิ่งของลอยได้ไว้เกาะ เพื่อช่วยให้ว่ายน้ำได้เร็วขึ้น

– ถ้าเรือล่มอยู่ไกลฝั่งมาก ให้พยายามเกาะเรือไว้ก่อนจนกว่าจะมีคนมาช่วยเหลือ และพยายามส่งสัญญาณ หรือเครื่องหมายต่างๆ ให้เรือยามฝั่ง หรือหน่วยกู้ภัยทราบ

– การขึ้นจากเรือเมื่อเข้าเทียบท่าแล้วให้ทยอยกันขึ้น อย่าลุกขึ้นพร้อมๆ กัน

– ผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์ รีบตะโกนให้นายท้ายเรือทราบทันที ให้บอกให้ชัดเจนว่าคนตกน้ำกราบซ้าย หรือกราบขวา เพื่อนายท้ายเรือจะได้หันเหเรือหลบไม่ให้ใบจักรเรือทำอันตรายต่อคนตกน้ำ

– โยนเครื่องช่วยชีวิต เช่น พวงชูชีพ หรือเสื้อชูชีพไปให้คนตกน้ำ หากหาเครื่องช่วยชีวิตไม่ได้ให้ตรวจดูสิ่งที่ลอยน้ำได้พอที่คนตกน้ำจะใช้เกาะพยุงตัว เช่น ไม้กระดานท้องเรือ เบาะ หรือพนักรองนั่ง ถังน้ำมัน เท่าที่จะหยิบฉวยได้ในบริเวณนั้น โยนตามไปหลายๆ อัน เพื่อว่าคนตกน้ำพลาดจากอันหนึ่งจะได้คว้าอีกอันหนึ่ง

– ผู้ตกน้ำควบคุมสติให้มั่นคง เมื่อตกน้ำให้ว่ายน้ำและผละออกจากเรือโดยเร็ว อย่าพยายามว่ายกลับ เพื่อคว้ากราบเรือขณะที่เรือกำลังแล่นเป็นอันขาด เพราะจะถูกน้ำดูดเข้าไปใต้ท้องเรือ ซึ่งจะได้รับอันตรายจากใบจักรเรือ เมื่อเห็นว่าพ้นระยะอันตรายจากใบจักรเรือแล้วให้หยุดว่ายพยุงตัวลอยตามน้ำไว้ อย่าพยายามว่ายตามหรือว่ายเข้าฝั่งเพราะอาจหมดแรงจมน้ำเสียก่อน ถอดรองเท้า เข็มขัด หรือสิ่งของติดตัวที่จะเป็นเครื่องถ่วงทิ้งให้หมด

– คอยคว้าจับสิ่งลอยน้ำที่มีผู้โยนให้จากเรือ เพื่อใช้เป็นเครื่องพยุงตัวหากคว้า จับไม่ได้หรือไม่มีผู้โยนสิ่งใดมาให้ ให้ถอดเสื้อหรือกางเกงออกทำโป่งลอยน้ำพยุงตัวไว้ชั่วคราว

– ปล่อยตัวลอยตามน้ำ รอจนกว่าเรือจะวกกลับมาช่วยเหลือหรือจนกว่ากระแสน้ำพัดเข้าใกล้ฝั่งที่ตื้นหรือที่มั่นคง ซึ่งพออาศัยยึดเหนี่ยวได้ จึงค่อยว่ายน้ำไปยังที่หมายนั้นรอการช่วยเหลือต่อไป

 

คำสอนของพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/465558

คำสอนของพ่อ

โดย…ว.แหวน

ฉันเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานชื่อไว้ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2510 ว่า “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ของสมเด็จพระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระราชบิดาของพระองค์ หรือพระนามเต็มว่า “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก” ในขณะที่ชาวต่างชาติเรียกพระนามของพระราชบิดาว่า “เจ้าฟ้ามหิดล” เราทุกคนที่เป็นลูกสงขลานครินทร์ จึงถือเป็น “ลูกพระบิดา” ทุกคน

วันที่ 22 ก.ย.ของทุกปี จึงถูกกำหนดให้เป็น “วันสงขลานครินทร์” ความภูมิใจเล็กๆ อีกอย่างหนึ่งของฉันคือ “วันนั้นเป็นวันเกิดของฉัน” แม้จะต่างกันตรง พ.ศ. แต่มันก็ย้ำเตือนฉันให้นึกถึงสถาบันอยู่เสมอ

และที่ยิ่งภูมิใจไปกว่านั้นคือ พระนามกลม หรือพระนามแรกในพระสูติบัตร ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะได้รับพระราชทานพระนามจริงคือ “Baby Songkhla”

สิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ ในสำนึกของ “ลูกพระบิดา” ทุกคนคือ พระราชปณิธานของพระราชบิดาที่ดำรัสไว้ว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเปนที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษเปนกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ์”

ฉันจึงไม่แปลกใจเลยว่า…ทำไมในหลวงถึงทรงงานหนักเยี่ยงนั้น? พระราชกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่ตลอด 70 ปีแห่งการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ มาจาก “คำสอนของพ่อ” พระราชปณิธานของพระราชบิดา ที่ถ่ายทอดมาสู่พระองค์ แบบอย่างแห่งการปฏิบัติที่ไม่ต้องมองหาจากใครเลย คำสอนที่ถูกถ่ายทอดจากพ่อสู่ลูก คำสอนก่อนที่จะมาถึงเรา ฉันมิได้มีเจตนาเทียบตัวเองเสมอพระองค์ท่าน เพราะคนไทยทุกคนเกิดมาใต้ร่มพระบารมี ได้เกิดมาเป็นข้ารองบาทของพระองค์ ก็นับเป็นบุญนักแล้ว ฉันเพียงอยากอธิบายเป็นภาษาชาวบ้าน ถึงการสืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดามายังพระราชโอรส และเมื่อพระองค์ได้กลายเป็น “พ่อหลวง” ของปวงชนชาวไทยมิใช่แค่ “ลูกพระบิดา” เท่านั้น คำสอนนั้นคนไทยทุกคนทั้งประเทศได้เห็น ได้รับรู้มาตลอดชีวิตของเรา แม้แต่ชาวต่างชาติก็ยังแปลกใจและภูมิใจแทนคนไทย ที่คงไม่มีพระราชาประเทศใดทำด้ขนาดนี้

“ประโยชน์ของเพื่อนมนุษเปนกิจที่หนึ่ง” ภาพพระองค์ทรงงาน โครงการในพระราชดำริหลายพันโครงการ การเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกผืนดิน ทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร ผืนดินเหล่านั้นล้วนเคยเป็นที่นั่งของพระราชามาแล้วทั้งนั้น ยิ่งตอกย้ำประโยคนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่ามิใช่เพียงพระราชปณิธานที่ศิษย์เก่าสงขลานครินทร์ทุกคนต้องท่องให้จำ แต่คำสอนนั้นยังเข้าไปอยู่ในหัวใจของพระราชาของเราด้วยเช่นกัน ในขณะที่เราแค่จำ แต่พระองค์ทำ ทำมาตลอดชีวิต

ทุกวันนี้ มีคำหนึ่งซึ่งเข้ามาเติมอยู่ในจิตสำนึกของเราทุกคนคือคำว่า “ทำดีเพื่อพ่อ” ฉันมองเห็นความหมายที่ดีของคำนี้ แต่ฉันไม่อยากให้คำๆ นี้เกิดขึ้นเพียงในวาระโอกาสพิเศษเท่านั้น ไม่อยากเห็นคำนี้เป็นแค่ลายสกรีนอยู่บนเสื้อดำ ไม่อยากเห็น “คนทำดี” ต้องมาทำดีเฉพาะที่สนามหลวง “ความดี” ทำได้เลยไม่ต้องรอ ไม่ต้องจัดอีเวนต์ ไม่ต้องจัดสถานที่ ไม่ต้องรอทำร่วมกัน ไม่ระบุเวลา ไม่ต้องคิดขึ้นมาเพียงเพื่อถวายความอาลัย

ทุกภาพการทรงงานของในหลวง ทำให้ฉันรู้สึกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเข้าใจความหมายของคำๆ นี้อย่างจริงจัง ตั้งมั่น และปฏิบัติ พระราชปณิธานของพระราชบิดา มิใช่แค่ประโยคที่มีเอาไว้ท่องจำอีกต่อไป แต่มันคือการลงมือทำ นับจากวันนี้ไป การเสียสละ การทำความดี การทำเพื่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่เราควรยึดถือปฏิบัติในการดำเนินชีวิต ชีวิตเปิดโอกาสให้เราทำได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทำตรงจังหวะใด ใครที่ตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความทุกข์ จังหวะนี้แหละที่เราจะเลือกเดินออกมาจากความทุกข์ของตัวเอง เอาเวลาทุกข์มาทดเวลาทำเพื่อผู้อื่นดูบ้าง “ลาภทรัพย์และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ์”

ถึงเวลาแล้วที่เราจะแสดงให้ “พระราชบิดา” และ “พ่อหลวง” ได้มองเห็นว่า “คำสอนของพ่อ” ยังคงอยู่กับเราเสมอ อยู่กับเราทุกคน จากพ่อ…สู่พ่อ…จากพ่อ…สู่เรา…และจากเรา…สู่ลูกหลานเราสืบไป &O5532;

เข้าไปพูดคุยหรืออ่านมุมมองความคิดของ ว.แหวน ได้ที่ www.facebook.com/Worwaenfanpage