เคมีบำบัดคืออะไร? ทำไมจึงรักษาโรคมะเร็งได้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593650

  • วันที่ 02 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เคมีบำบัดคืออะไร? ทำไมจึงรักษาโรคมะเร็งได้?

“มะเร็ง” ความน่ากลัวของเนื้อร้ายที่เป็นได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าสามารถรักษาได้ด้วยเคมีบำบัดจริงหรือ และ 10 ลำดับโรคมะเร็งที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง มาดูกัน

โรคมะเร็งพบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะพบในคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ส่วนในวัยเด็กพบน้อยกว่าในผู้ใหญ่ประมาณ 10 เท่า โดยมะเร็งที่พบบ่อย 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็งตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก ต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว กระเพาะปัสสาวะ ช่องปาก กระเพาะอาหาร และหลอดอาหาร

ซึ่งมะเร็งคือเซลล์ที่มีการแบ่งตัวและเจริญอย่างควบคุมไม่ได้ และมีพฤติกรรมรุกรานแบบร้าย ได้แก่ การรุกรานเนื้อเยื่อข้างเคียง และการแพร่กระจาย เป็นต้น สาเหตุของการมีพฤติกรรมเช่นนี้เกิดจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม แล้วเคมีบำบัดคืออะไร? ทำไมจึงรักษาโรคมะเร็งได้? ข้อมูลจากทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้ให้ข้อมูลเป็นความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนี้

เคมีบำบัด คืออะไร?

เคมีบำบัด หรือคีโม (Chemotherapy) มีคุณสมบัติฆ่าเซลล์มะเร็งหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีทั้งรูปแบบยารับประทาน และยาฉีดเข้าสู่กระแสเลือด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจะเป็นผู้เลือกยาตามโรคและระยะของโรค เพื่อให้ได้ผลดีต่อผู้ป่วยมากที่สุด ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกัน โดยวัตถุประสงค์การให้เคมีบำบัดคือ

  1. รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคมะเร็งและไม่กลับมาเป็นซ้ำ
  2. ควบคุมโรคให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงหรือไม่โตขึ้น และไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น
  3. บรรเทาอาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจาย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  4. ช่วยให้การรักษาควบคู่กับวิธีอื่นๆ ได้ผลดียิ่งขึ้น เช่น รังสีรักษา หรือการผ่าตัด

เคมีบำบัด มีผลข้างเคียงหรือไม่?

เคมีบำบัดแทบทุกชนิดจะก่อให้เกิดภาวะข้างเคียงต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สาเหตุเกิดจากเคมีบำบัดจะไปทำลายทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติของร่างกาย ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเช่น คลื่นไส้อาเจียน ความอยากอาหารลดลง ผมร่วง ชาปลายมือปลายเท้า ภาวะเม็ดเลือดต่ำ เป็นต้น อาจมีอาการขณะกำลังได้รับยาเคมีบำบัดหรือภายหลังจากได้รับยา ซึ่งแตกต่างกันไปตามชนิดของยาและภาวะของผู้ป่วยแต่ละคน

ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรแจ้งผลข้างเคียงของยาที่เกิดขึ้นให้กับแพทย์ผู้รักษาทราบทุกครั้งเพื่อปรับขนาดของยาให้เหมาะสม ซึ่งการประเมินก่อนการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดนั้น ผู้ป่วยจะต้องผ่านการประเมินโรค สภาพร่างกาย และได้รับการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมกับการตัดสินใจของผู้ป่วยและญาติ เพื่อพร้อมที่จะเข้ารับการรักษา โดยแพทย์และพยาบาลจะประเมินความสมบูรณ์ของร่างกายผู้ป่วย โดยการตรวจเลือดเพื่อดูความเพียงพอของเม็ดเลือดและผลเลือดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคและยาสูตรที่ผู้ป่วยจะได้รับ อีกทั้งต้องชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเพื่อการคำนวณปริมาณยา ทำการตรวจร่างกายและค้นหาภาวะข้างเคียง เพื่อการป้องกันและจัดการ โดยที่แพทย์จะต้องอธิบายถึงแผนการรักษาและให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันภาวะข้างเคียงของการรักษาให้แก่ผู้ป่วย

การให้บริการเคมีบำบัดโดยทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีพยาบาลผู้เชี่ยวชาญในการให้เคมีบำบัดเป็นผู้ดูแลตามมาตรฐานการพยาบาล ผสมยาในห้องปลอดเชื้อโดยเภสัชกรที่มีความชำนาญ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง รวมถึงการรักษาโรคมะเร็งแบบออกฤทธิ์แบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy) โดยให้ยาหรือสารไปยับยั้งกระบวนการส่งสัญญาณระดับเซลล์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง

การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดนั้นถึงแม้ว่าจะมีผลข้างเคียง แต่ถ้าแลกมาด้วยโอกาสในการหายจากโรคมะเร็งได้ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่า โดยผู้ป่วยจะต้องมีกำลังใจที่ดีและมีทัศนคติที่ดีในการรักษา เพื่อต่อสู้กับโรคร้าย พร้อมๆ กับกำลังใจที่ดีจากครอบครัว ญาติ เพื่อนฝูง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยอย่างดีเยี่ยมในการต่อสู้กับโรคมะเร็งให้ประสบความสำเร็จ

 

 

ภาพ freepik

สัตว์เลี้ยงเสี่ยงภัยร้าย อันตรายจากสัตว์มีพิษช่วงหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593684

  • วันที่ 02 ก.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

สัตว์เลี้ยงเสี่ยงภัยร้าย อันตรายจากสัตว์มีพิษช่วงหน้าฝน

สัตวแพทย์แนะเจ้าของสัตว์เลี้ยงระวังภัยช่วงหน้าฝน พร้อมเผยวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากน้องหมาน้องแมวถูกงูกัด

โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ แนะเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ระวังภัยที่มากับช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะงู รวมไปถึงสัตว์มีพิษต่างๆ ซึ่งขณะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ในแต่ละวันมีสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขที่ถูกงูกัด เข้ามารับการรักษาเป็นจำนวนมาก ด้วยลักษณะนิสัยของสุนัขที่ขี้เล่น อยากรู้อยากเห็นมากเป็นพิเศษ ทำให้มีโอกาสที่จะบังเอิญไปเล่น ไปแหย่ หรือไปรบกวนสัตว์มีพิษที่เป็นอันตรายได้ ทั้งนี้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มถูกกัดจนถึงระยะที่แสดงอาการนั้นอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของงูพิษ รวมไปถึงปริมาณพิษที่ถูกปล่อยเข้าสู่ร่างกายและสภาพร่างกายของสัตว์ที่ถูกพิษ

สำหรับอาการของสุนัขที่ถูกงูพิษกัด

ในระยะแรก จะพบรอยเขี้ยวที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และมีอาการปวด บวม ร้อน ที่บริเวณรอยเขี้ยวที่ถูกกัด แต่ก็มีแผลจากงูพิษบางชนิดที่จะไม่ค่อยแสดงอากาศปวดและบวม เช่น งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา

ในเวลาต่อมา สัตว์เลี้ยงที่ถูกกัดจะแสดงอาการโดยขึ้นอยู่กับ ชนิดของงูพิษ แบ่งเป็น

  • อาการทางระบบประสาท โดยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาต และไปขัดขวางกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ จนไม่สามารถหายใจได้และเสียชีวิตในที่สุด พิษของงูเหล่านี้ ได้แก่ งูจงอาง งูเห่า งูทับสมิงคลา และงูสามเหลี่ยม
  • อาการทางระบบเลือด ซึ่งพิษของงูจะไปขัดขวางกลไกการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย ทำให้เกิดเลือดออกจากแผลไม่หยุด และมีเลือดออกตามช่องว่างต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตา ทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือดสด ที่ใต้ผิวหนังทำให้เกิดจุดหรือปื้นเลือดออกตามตัว สุดท้ายทำให้เสียเลือดจนถึงแก่ชีวิต พิษของงูเหล่านี้ ได้แก่ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา และงูกะปะ

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

หากเจ้าของสัตว์เลี้ยงทราบวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น จะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่เรารัก รพส.ทองหล่อ จึงขอแนะนำวิธีปฐมพยาบาลในเบื้องต้นหากพบว่าสัตว์เลี้ยงของเราถูกงูกัด ดังนี้

  1. ใช้น้ำสะอาดล้างบริเวณที่ถูกงูกัด
  2. ห้าม! นำเชือกมามัดที่บริเวณเหนือแผล เพราะอาจจะทำให้เนื้อตายได้
  3. สังเกตชนิดของงู ถ่ายรูปมาให้สัตวแพทย์ดูเพื่อจะได้ทราบว่าเป็นงูชนิดใด (สำคัญมาก เพื่อความรวดเร็วในการรักษา)
  4.  รีบนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรับเซรุ่มทันที เนื่องจากส่วนใหญ่คลินิกจะไม่มีเซรุ่มสำหรับการรักษา

สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่สงสัยหรือพบว่าสัตว์เลี้ยงโดนงูกัด ให้รีบนำสัตว์เลี้ยงเข้ามารักษาได้ที่ รพส.ทองหล่อ ทุกสาขา ตลอด 24 ชม. โทร.02-079-9999 หรือ http://www.facebook.com/ThonglorPet และ Line: @jaothonglor

พาส่องร้านรวงรวมของเด็ดของดีที่ เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/593678

  • วันที่ 01 ก.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

พาส่องร้านรวงรวมของเด็ดของดีที่ เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์

อัพเดทห้างเปิดใหม่ใจกลางเมือง “เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์” คัดสรรของดี ของเด็ด ของขึ้นชื่อจากตลาดชื่อดังทั่วไทยมารวมไว้ที่นี่ที่เดียว

วันนี้เราขอพาชมศูนย์การค้าแห่งใหม่ที่รวมที่สุดแห่งโลกไลฟ์สไตล์มาไว้ในกรุง ที่ “เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์” ตลาดติดแอร์ที่ยกตลาดชื่อดังทั่วไทยมารวมไว้ในแห่งเดียว เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำประสบการณ์พิเศษตั้งแต่เช้าจรดเย็น พร้อมสร้างสรรค์บรรยากาศร้านค้าแบบตลาดดั้งเดิม เติมเต็มความต้องการของคนเมืองย่านราชประสงค์ให้ครบครันมากยิ่งขึ้น

สุฐิตา โชติจุฬางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์องค์กร บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ กล่าวถึงที่มาของเดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ ว่า “คำว่า มาร์เก็ต (Market) หรือตลาด คือศูนย์รวมของความต้องการที่หลากหลายเป็นทั้งแหล่งนัดพบ แหล่งซื้อขายสิ่งของต่างๆ ซึ่งแม้รูปแบบของตลาดจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ตลาดกับผู้คนจะไม่มีวันแยกจากกันได้ ด้วยเหตุนี้ เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ จึงตั้งใจรวบรวมของดีของเด็ดจากตลาดดังทั่วกรุงเทพฯ เช่น ตลาดนัดสวนจตุจักร สำเพ็ง เยาวราช ประตูน้ำ ฯลฯ พร้อมผสานเข้ากับความครบครันและทันสมัยในรูปแบบศูนย์การค้าใจกลางเมือง หากยังคงกลิ่นอายตลาดแบบไทยๆ ผ่านงานตกแต่งสุดสร้างสรรค์ จึงทำให้ เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวแตกต่างจากศูนย์การค้าแห่งอื่นๆ”

จากตลาดดั้งเดิมและโรงซ่อมรถไฟมักกะสัน สู่แรงบันดาลใจในงานออกแบบความเจริญของชุมชนตลาดย่านประตูน้ำเลียบคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นแหล่งการค้าเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องหนังที่สำคัญ และเส้นทางคมนาคมสายหลักของกรุงเทพมหานครมาตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงสถานีรถไฟ-โรงซ่อมรถไฟมักกะสันที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2453 คือแรงบันดาลใจในงานสถาปัตยกรรมของ เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ ก่อกำเนิดเป็นต้นทางของงานออกแบบแบบวินเทจ-โมเดิร์น อินดัสเทรียล ที่คงความอ่อนช้อยในสไตล์โคโลเนียลและความดิบแบบอินดัสเทรียลลุค เริ่มตั้งแต่การใช้วัสดุอย่างอิฐแดงก่อเป็นผนังอาคาร จนถึงการสร้างสเปซเสมือนเป็นโครงสร้างอาคารรถไฟเก่าที่มีซุ้มโค้งอิฐเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทรอบข้างที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานส่วนพื้นที่ร้านค้าภายในศูนย์ ได้รับการดีไซน์ให้ดูฮิปและทันสมัย ผสมผสานความเก่าใหม่อย่างลงตัว ภายใต้แนวคิดหลักคือ ความเป็น “ตลาด” ทั้งยังสร้างให้เกิดบรรยากาศของการเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังตกแต่งโดยนำกลิ่นอายความเป็นไทย (THAINESS) ที่ปรากฏให้เห็นทั่วศูนย์ฯ อาทิ การตกแต่งเพดานด้วยไม้ในลักษณะคล้ายงานจักสาน คิ้วบัว การใช้รูปแบบบานประตู หน้าต่างแบบบานกระทุ้งและบานเกล็ดรวมถึงกระเบื้องโบราณเล่นลายฉลุวินเทจ เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวรวมร้านสุดฟิน กิน ดื่ม ช้อป ครบทุกไลฟ์สไตล์ เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ รวบรวมความพิเศษที่เป็นจุดเด่นของตลาดชื่อดังทั่วกรุงเทพฯ มาสรรสร้างโซนพื้นที่ร้านค้าที่น่าสนใจ แบ่งเป็น 6 ชั้น ได้แก่

ชั้น G – โซนร้านอาหารคาวหวาน อาหารกินเล่น และเครื่องดื่ม ในคอนเซ็ปต์ Lifestyle Café & Bistro และ Quick Meal Eatery /Takeaways อาทิ ซีฟู้ด มหานคร, โจนส์ สลัด, หลงโถว คาเฟ่,มอร์แกน เฟรนช์ฟรายส์ ฯลฯ

ชั้น M – เป็นชั้นที่เชื่อมกับ R-Walk จากด้านหน้าศูนย์ฯ รวมร้านเสื้อผ้า เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ แว่นตา มากกว่า 200 ร้าน มาให้ช้อปอย่างมีสไตล์ดีไซน์สวย ทั้งหญิงชายวัยทำงาน ในราคาจับต้องได้ อาทิ ดีเซมเบอร์ส, เซนส์, เซเว่น เดย์ส ออปติค ฯลฯ รวมถึงอีกหลายร้านที่มีที่นี่ที่เดียว

ชั้น 1 – สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับวัยรุ่นนักช้อปด้วยสินค้าแฟชั่นแนวสตรีท พร้อมการตกแต่งที่เน้นสีสันและโครงสร้างของร้านค้าที่แปลกตาทันสมัย อาทิ เครซี่ ฮอร์ส, จัสท์ อิน เคส เป็นต้น รวมถึงโซนสินค้าที่ตอบโจทย์คุณแม่คุณลูก เช่น คิดสมาร์ท, พีพีแอนด์พีคิดส์แวร์ ฯลฯ

ชั้น 2 –  ยกร้านเด็ดจากตลาดนัดสวนจตุจักรและตลาดดังทั่วไทย ให้เดินได้ทุกวันไม่จำกัดแค่เสาร์อาทิตย์ ทั้งของกินของใช้ ของแต่งบ้านงานคราฟต์ ของที่ระลึก และของฝากมาให้ช้อปกันจุใจในราคาสบายกระเป๋า นอกจากนี้ ยังมีร้านในหมวดความงามและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น สกินแคร์ เครื่องสำอาง เครื่องหอม ยาหม่องสมุนไพร ฯลฯ และยังพร้อมให้บริการด้านธุรกรรมทางการเงินผ่าน ซุปเปอร์ริช สีเขียว และธนาคารกสิกรไทยอีกด้วย

ชั้น 3 –รวมร้านอาหารระดับตำนานและร้านอาหารชื่อดังหลายสัญชาติ ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี เมียนมาร์ และอาหารตะวันตก ที่ใครกินต้องยกนิ้วไว้อย่างครบครัน อาทิ ฮิโนยะ เคอรี่, พระราม 9 ไก่ย่าง, รื่นรส ฯลฯ รวมถึงโซนสตรีท ฟู้ด ที่พาเหรดร้านเด็ดจากทั่วกรุงเทพฯ มากกว่า 60 ร้าน กับราคาอาหารอิ่มท้อง สบายกระเป๋า เริ่มต้นเพียง 40 บาท

ชั้น 4 – สวยและสุขภาพดีให้สุดไปกับศูนย์รวมความงามหลากหลาย อาทิ เล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา, เพ้นท์, Kami Kami, 786 Salon นอกจากนี้ ยังเอาใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ด้วยเคอรี่ เอ็กซ์เพรส สาขา ใจกลางเมืองที่เปิดให้บริการจนถึง 20.00 น. ทุกวัน

การเดินทางมาที่นี่แสนสะดวกและมาได้ทุกเส้นทางด้วยสถานที่ตั้งที่อยู่ใจกลางย่านราชประสงค์ สะดวกสบายด้านการเดินทางทั้งทางรถยนต์ หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส จากสถานีชิดลมเดินต่อมาทาง R-Walk มีทางเชื่อมเข้าชั้น M ของศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ ได้เลย นอกจากนี้ หากเดินทางด้วยเรือ ก็สามารถเดินจากท่าเรือประตูน้ำใช้เวลาเพียง 2 นาทีเท่านั้น

พิเศษ!! เพื่อฉลองการเปิดโซน สตรีท ฟู้ด อย่างเป็นทางการ พบโปรโมชั่นอิ่มมื้อกลางวันราคาเพียง 15 บาท สำหรับ 15 จานแรกจากทุกร้าน และอร่อยมื้อเย็น ลดราคา 10 บาททุกเมนู!ระหว่างเวลา 17.00-19.00 น. ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค. นี้ เท่านั้น

เติมเต็มประสบการณ์ช้อปปิ้ง กินดื่มให้ฟินแบบสุด ๆ ที่ศูนย์การค้าเดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 น. – 22:00 น. อัพเดตกิจกรรมน่าสนใจ พร้อมโปรโมชั่นเด็ด ๆ ได้ทาง Facebook/Instagram: TheMarketBangkok

‘ข้อเสื่อม’ โรคยอดฮิตของผู้สูงวัย ป้องกันไว้ก่อนลุกลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593649

  • วันที่ 01 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

'ข้อเสื่อม' โรคยอดฮิตของผู้สูงวัย ป้องกันไว้ก่อนลุกลาม

เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ก่อน “โรคข้อเสื่อม” จะมาเยือน หรืออาการลุกลามบานปลายจนสายเกินแก้

หนึ่งในปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุคือ “โรคข้อเสื่อม” ซึ่งอัตราของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อมหากไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม อาการของโรคจะดำเนินไปเรื่อยๆ อาจทำให้เจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ ส่งผลให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่างๆ ไม่สะดวก เกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

หากอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น “ข้อเสื่อม” เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ หรือเกิดการสึกกร่อนบางลงของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งมักจะเกิดกับข้อที่ต้องรองรับน้ำหนักค่อนข้างมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ฯลฯ โดยกระดูกอ่อนผิวข้อนี้จะถูกทำลายลงอย่างช้าๆ จนมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างของข้อเข่า เกิดน้ำสะสมในข้อเข่าเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ข้อบวม พบกระดูกงอกผิดปกติที่ขอบหรือที่มุมข้อ พบกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อเข่าหย่อนยาน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลให้การเคลื่อนไหวของข้อเป็นไปอย่างจำกัด โดยเริ่มแรกผู้ป่วยจะรำคาญกับอาการปวด หรือไม่สบายตรงข้อที่เสื่อมในขณะที่ใช้งาน เช่น ขณะยืนหรือเดิน และอาการปวดนี้จะดีขึ้นเมื่อได้พักการใช้งาน รวมทั้งยังอาจพบอาการฝืดตึงที่ข้อเป็นช่วงสั้นๆ ในช่วงเช้า หรือ ภายหลังที่อยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ เช่น หลังจากนั่งขับรถนานๆ นั่งยองนานๆ ฯลฯ

ช่วงอายุที่มักเกิดภาวะข้อเสื่อม

มักพบได้บ่อยในช่วงวัยกลางคน (40 ปีขึ้นไป) และจะพบโรคนี้มากขึ้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีปัจจัยบางอย่าง เช่น อาชีพที่ทำงานหนัก ความอ้วน ฯลฯ ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมความสมดุลของเซลล์กระดูกอ่อนได้ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาวะข้อเสื่อมในที่สุด ส่วนในวัยหนุ่มสาว เซลล์กระดูกอ่อนยังแข็งแรงและทนทานต่อแรงตึงแรงกดได้ดีกว่าผู้สูงอายุ

สาเหตุการเกิดข้อเสื่อม

  • ความเสื่อมของข้อที่ไม่ทราบสาเหตุ เป็นการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย

พบข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่อาจมีผู้สูงอายุบางรายที่ไม่เกิดภาวะข้อเสื่อม ส่วนใหญ่พบในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย 2 – 3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวกับฮอร์โมน รวมไปถึงผู้มีน้ำหนักตัวเกิน (อ้วน) ผู้ที่ทำกิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเกิดจากความบกพร่องของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงรวมทั้งเกิดจากกรรมพันธุ์

  • ความเสื่อมของข้อที่ทราบสาเหตุ

เป็นผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุจนมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น มีการใช้งานที่ข้อมากเกินไป เช่น อาชีพแม่บ้าน การเล่นกีฬา ฯลฯ นอกจากนี้ข้อเสื่อมอาจเป็นร่วมกับโรคข้ออักเสบอื่น ๆ ได้ เช่น โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน ฯลฯ

  • การเกิดข้อเสื่อมในอาชีพต่างๆ

ข้อที่เสื่อม มักเป็นได้ทุกข้อ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อนิ้วมือ ข้อตะโพก ซึ่งในการเกิดนั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของการใช้งาน ได้แก่ ผู้หญิง (แม่บ้าน) มีความเสี่ยงที่ข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ผู้ชายมีความเสี่ยงที่ข้อตะโพก นักกีฬาเบสบอลมีความเสี่ยงที่ข้อไหล่ ข้อศอก นักวิ่งนักบาสเก็ตบอลมีความเสี่ยงที่ข้อเข่า นักยกน้ำหนักมีความเสี่ยงที่ข้อเข่า เป็นต้น

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคข้อเสื่อม

ระยะแรก

อาการจะเริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เวลาเดิน โดยเฉพาะขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า ฯและอาการปวดจะดีขึ้นเมื่อได้พักการใช้ข้อ พบอาการฝืดตึง หรือขัดที่ข้อเป็นช่วงสั้น ๆ ในตอนเช้า หรือภายหลังที่อยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ เช่น หลังจากนั่งขับรถนาน ๆ นั่งพับเพียบ หรือคุกเข่านาน ๆ ฯลฯ พบเสียงดังกรอบแกรบภายในข้อขณะเคลื่อนไหวข้อเข่า ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ หรือเอ็นที่หนาตัวขึ้น หรือเกิดจากความขรุขระของกระดูกอ่อนผิวข้อที่ถูกทำลายไป มักพบอาการข้อเสื่อมในข้อเข่าข้างที่ถนัดหรือข้างที่ใช้งานบ่อยก่อน ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแลป้องกันต่อมาอีกไม่นาน ข้อเข่าอีกข้างก็จะเริ่มเสื่อมตามมา

ระยะรุนแรง

อาการปวดข้อจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะเวลาเดินหรือขยับข้อ บางครั้งอาจพบปวดช่วงกลางคืน อาจคลำพบกระดูกงอกบริเวณข้างข้อ หรือที่ขอบมุมข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่ จะพบมีอาการปวดหรือเสียวที่กระดูกสะบ้า ถ้ามีอาการอักเสบที่ข้อจะทำให้ข้อบวมและร้อน แพทย์จะตรวจพบน้ำคั่งอยู่ในช่องว่างระหว่างข้อ ถ้าข้อเสื่อมมานาน จะทำให้การเหยียดข้อเข่า หรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุดนอกจากนี้อาจพบกล้ามเนื้อรอบข้อลีบลงหรืออ่อนแรง ข้อเข่าโก่ง ข้อเข่าหลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป จะทำให้การเดินและการใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่รพ. แพทย์จะฉายรังสี x – ray ภาพจากฟิล์ม x – ray จะเห็นช่องว่างระหว่างข้อจะแคบลง

แนวทางการรักษาโรคข้อเสื่อม

แม้ว่าข้อเสื่อมจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ก็ตาม แต่ก็มีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี ซึ่งเป้าหมายในการรักษาก็คือ พยายามลดอาการปวดอักเสบของข้อให้ทุเลาเร็วที่สุด รวมไปถึงการดูแลป้องกันข้อที่เริ่มเสื่อมไม่ให้เสื่อมมากไปกว่านี้ เพื่อให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยให้น้อยที่สุด

  • การรักษาด้วยยา มีหลายรูปแบบทั้งชนิดทาภายนอก ฉีดเข้าข้อ รับประทาน ยาบางตัวสามารถปรึกษากับเภสัชกรในร้านยาได้ แต่บางตัวจะต้องจ่ายตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งเป้าหมายรักษาคือช่วยบรรเทาอาการปวดอักเสบ บวมที่ข้อให้หายเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ทุกข์ทรมานกับการปวด ช่วยควบคุมไม่ให้เป็นมากไปกว่านี้
  • การรักษาโดยไม่ใช้ยา เน้นการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ข้อให้ถูกหลัก การควบคุมน้ำหนัก การบริหารกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยพยุง เพื่อช่วยประคับประคองด้วยการลดแรงกดที่ข้อเท้า ร่วมกับการทำให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงขึ้น จะเป็นผลทำให้ร่างกายค่อย ๆ ซ่อมแซมส่วนของข้อที่เสื่อมไปได้ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ และสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเสื่อมมากขึ้น ได้แก่ การปรับเปลี่ยนวิธีนั่ง นอน ยืน เดิน
  • การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมรุนแรง

วิธีดูแลร่างกายและข้อ

มีวิธีดูแลร่างกายและข้อเพื่อช่วยให้ห่างไกลจากโรคข้อเสื่อม โดยคำแนะนำจากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้

  • การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์
  • ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ไม่ทำอะไรที่ผิดท่า เช่น นั่งยอง ๆ นั่งกับพื้น พับเพียบ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ นั่งหลังงอ ก้มคอทำงานนาน ฯลฯ
  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอ็นข้อต่อ ดังนั้นการที่จะเริ่มฝึกบริหารกล้ามเนื้อใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน และควรเลือกการออกกำลังกายที่ไม่มีผลเสียต่อข้อ เช่น ว่ายน้ำ การเดินในน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน ฯลฯ
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมป้องกันข้อเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

แม้ว่าอาการของโรคข้อเสื่อมจะมีสาเหตุมาจากวัยที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้งานบริเวณข้อที่หนักเกินไป ซึ่งหากเกิดภาวะข้อเสื่อมแล้วก็ยากที่จะรักษาให้หายขาดหรือกลับคืนสู่สภาพปกติได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะข้อเสื่อมได้เลยทีเดียว ดังนั้นเราจึงควรรักษาข้อให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่าในวันข้างหน้าเราจะยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปนานๆ

Shopaholic เช็กตัวเองแค่ชอบซื้อ…หรือเสพติด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593641

  • วันที่ 01 ก.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

Shopaholic เช็กตัวเองแค่ชอบซื้อ...หรือเสพติด?

ขอต้อนรับต้นเดือนและวันเงินเดือนออก กระเป๋าตุงแบบนี้มีเรื่องให้ต้องจับจ่ายใช่หรือไม่ แล้วจ่ายมากจ่ายน้อยแค่ไหนถึงเข้าขั้น Shopaholic วันนี้เรามีวิธีเช็กตัวเองง่ายๆ มาลองทำกันเถอะ

รู้จัก Shopaholic

Shopaholic เป็นคำเรียกบุคคลที่มีอาการเสพติดการซื้อโดยไม่คำนึงถึงสถานะทางการเงินของตนเอง คนมีความอยากไปช้อปปิ้งตลอดเวลา รู้สึกดีที่ได้เดินดูของและใช้เงินจับจ่าย แต่หลังจากนั้นอาจรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนทำไป เพราะอาจช้อปปิ้งเกินความจำเป็นหรือซื้อมาซ้ำกับสิ่งที่ตนมีอยู่แล้วจนทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา เช่น หนี้สิน ทะเลาะกับคนในครอบครัว โกหกเกี่ยวกับราคาสินค้าที่ซื้อมา หรือหลอกว่าไม่ได้ซื้อ เป็นต้น ซึ่งผู้หญิงมักเสี่ยงต่อพฤติกรรมดังกล่าวได้มากกว่า แต่ผู้ชายก็สามารถเป็นได้เช่นกัน

สำหรับสาเหตุของ Shopaholic อาจมีสาเหตุมาจากตัวบุคคลที่มีความวิตกกังวล สมาธิสั้น ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง ควบคุมตนเองไม่ได้ หรืออาจเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นๆ อย่างสื่อโฆษณา การได้เห็นสินค้าที่สนใจบ่อยครั้ง รวมถึงความสะดวกสบายในการซื้อของอย่างการช้อปปิ้งออนไลน์ก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการเสพติดการซื้อได้ ซึ่งตามสถิติของผลการสำรวจคนอเมริกัน พบว่า Shopaholic มักปรากฏในผู้หญิง 80% และผู้ชาย 20% และเหตุผลส่วนใหญ่ก็คือ “ช้อปปิ้งเพื่อบำบัดความเครียด”

10 คำถามเพื่อสังเกตตัวเองว่าช้อปปิ้งหนักไปหรือเปล่า?

  1. คุณช้อปปิ้งมากกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง … ใช่หรือไม่
  2. รู้สึกแปลกๆ ถ้าไม่มีอะไรติดไม้ติดมือกลับบ้าน …ใช่หรือไม่
  3. มักมีข้ออ้างในการช้อปปิ้งเสมอ …ใช่หรือไม่
  4. เคยแอบซื้อแบบไม่ให้ใครรู้ ซื้อแต่ไม่บอกพ่อแม่ซื้อ ไม่บอกแฟน …ใช่หรือไม่
  5. เคยโกหกว่าของที่ซื้อมาราคาถูกกว่าความเป็นจริง ลดราคา มีโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 …ใช่หรือไม่
  6. มักดีใจจนออกนอกหน้า เมื่อรู้ว่าจะมีงานบุญ งานบวช งานแต่ง เลื่อนยศตำแหน่ง หรือว่าขึ้นบ้านใหม่ เพราะมันทำให้คุณจะได้ช้อปของใหม่ …ใช่หรือไม่
  7. ตั้งใจไปซื้อ 1 ชิ้น กลับมา 2-3 ชิ้นเสมอ …ใช่หรือไม่
  8. เช็กในตู้เสื้อผ้าหรือชั้นรองเท้าตอนนี้ ว่ามีของที่ซื้อมาแล้วยังไม่เคยใส่เลยเกิน 3 ชิ้น …ใช่หรือไม่
  9. เมื่อมีเวลาว่างชอบเปิด App Shopping ดูไอจีร้านค้า …ใช่หรือไม่
  10. เมื่อเห็นป้ายเซลล์ รู้สึกเหมือนถูกดูดวิญญาณ ต้องพุ่งเข้าใส่ ไปดูสักหน่อย …ใช่หรือไม่

…ถ้าคำตอบคือ “ใช่!!” มากกว่า 5 ข้อ แสดงว่าคุณก็มีแนวโน้มเป็น Shopaholic แล้ว

วิธีแก้ในทางทฤษฎีจากคำแนะนำของนักจิตวิทยา แนะนำให้คนที่ชอบซื้อทำการทบทวนกับตัวเองด้วยคำถาม 6 ข้อต่อไปนี้ก่อนช้อปปิ้ง

ข้อ 1 ฉันมาที่นี่ทำไม หรือฉันเปิดแอปนี้ทำไมข้อ 2 ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไรอยู่ ข้อ 3 เป็นต้องมีของสิ่งนี้จริงๆ ใช่ไหมข้อ 4 ฉันต้องการมันเดี๋ยวนี้เลย หรือรอได้ ข้อ 5 ถ้า 4 ข้อที่ผ่านมาสรุปได้ว่าต้องซื้อ ให้ลองถามตัวเองว่า แล้วฉันจะจ่ายด้วยวิธีไหนล่ะ ข้อ 6 คิดว่าถ้าซื้อของใหม่แล้ว ของเก่าเราจะทำยังไงกับมัน จะเอาเก็บไว้ที่ไหน

วิธีแก้ในทางปฏิบัติ

ข้อ 1 ลองใช้วิธี “เดี๋ยว” หรือประวิงเวลา เช่น เดี๋ยวมาดู เดี๋ยวเงินเดือนออกค่อยมาซื้อ เดี๋ยวมันก็ลดราคาข้อ 2 ถามใจตัวเองซ้ำๆ ว่าแค่อยากได้ อยากมี แค่อยากใส่เหมือนคนอื่น หรือมันเป็นของที่จำเป็นต้องมีจริงๆ มันช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ข้อ 3 สำหรับคน shop Online ให้ใช้วิธีการเทียบราคา ดูรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อข้อ 4 จำกัดการใช้เงิน กดเงินสดไปเลย หมดคือพอข้อ 5 คำนึงถึงผลกระทบเยอะๆ จะเป็นหนี้สิน ซื้อไปต้องโกหกพ่อแม่ คนรักข้อ 6 ไปพบจิตแพทย์เพื่อหาแนวทางการบำบัดรักษาให้เป็นเรื่องเป็นราว

 

ภาพ freepik

7 พฤติกรรมช้ำใจที่ฉุดน้องใหม่ไม่ให้ผ่านโปร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593528

  • วันที่ 01 ก.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

7 พฤติกรรมช้ำใจที่ฉุดน้องใหม่ไม่ให้ผ่านโปร

หลังจากฟาดฟันกับผู้ร่วมสมัครงานจนได้รับเลือกให้เป็นคนที่ใช่และมีโอกาสร่วมงานกับองค์กร ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะน้องใหม่ยังต้องเจอกับอีกช่วงเวลาวัดใจ นั่นก็คือระยะทดลองงาน หรือ Probation วันนี้เรามี 7 พฤติกรรม ที่ส่งผลให้น้องใหม่ไม่ผ่านโปรมาบอก

1.ไม่ทุ่มเท ขาดความรับผิดชอบ

แน่นอนว่าคนที่เคยสัมภาษณ์เรา ต้องจับตามองว่าเราจะทำได้ตามที่เคยพูดหรือไม่ หากทำได้ก็ผ่านฉลุย แต่หากมัวตื่นเต้นกับตำแหน่งจนไม่มีความเป็นมืออาชีพแล้วละก็อาจตกม้าตาย วิธีแก้คือทบทวนดูว่าบริษัทคาดหวังอะไรจากตำแหน่งงานนั้นๆ เข้าใจขอบข่ายหน้าที่และความรับผิดชอบ และเรียนรู้ให้เร็วที่สุด พร้อมสังเกตแนวทางการทำงานของเพื่อนร่วมงาน

2.ทำงานพลาด ไม่พัฒนาตัวเอง

การทำงานผิดพลาดย่อมไม่เป็นผลดีต่ออนาคตอย่างแน่นอน แต่ด้วยความที่เป็นน้องใหม่ พี่ๆ ในที่ทำงานก็มักจะเข้าใจและให้อภัยได้ในความผิดครั้งแรก แต่หากผิดพลาดเรื่องเดิมซ้ำๆ ย่อมไม่ดีแน่ แปลว่าตัวเราอาจไม่มีสมาธิ หรือพัฒนาปรับปรุงตัวเองไม่ได้ ทางที่ดีเมื่อได้รับมอบหมายงานมา ให้หาข้อมูลและขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่ที่เคยทำงานนั้นๆ พร้อมจดบันทึก หมั่นฝึกฝนและพัฒนาตัวเองให้เรียนรู้งานได้ไว

3.ไม่ตรงเวลา ไร้ระเบียบ

พฤติกรรมบางอย่างที่น้องใหม่ไม่คิดอะไรมาก อย่างการเข้างานสาย หรือขอเวลากินอาหารเช้าแบบไม่พร้อมทำงานสักที ย่อมสะท้อนวินัยในตัวตนให้คนในที่ทำงานได้เห็น โดยปกติแล้วช่วงทดลองงานไม่ควรขาด ลา มาสาย หากไม่จำเป็น เพราะคนที่ไม่ตรงต่อเวลามักจะโดนเหมารวมว่าเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ ถึงแม้จะเป็นคนเก่งก็ตาม แต่หากขาดความเป็นมืออาชีพแค่เวลายังรักษาไม่ได้ แล้วจะรับผิดชอบงานได้อย่างไร

4.วิพากษ์วิจารณ์ดุเดือด

คิดทุกครั้งก่อนไลค์ แชร์ หรือคอมเม้นท์บนโลกออนไลน์ อย่าเอาความคึกคะนองเป็นที่ตั้ง อาจได้ไม่คุ้มเสีย บางคนอาจเสียงานดีๆ จากความเห็นส่วนตัวที่เผยแพร่อยู่ในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์เพื่อนร่วมงาน พูดให้ร้ายองค์กร หัวหน้างาน นำข้อมูลลับขององค์กรมาเปิดเผย หรือแสดงออกถึงทัศนคติด้านลบ ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการแสดงออกที่ไม่สร้างสรรค์ในทุกกรณี หากไม่อยากตกงาน

5.ติดแชทเล่นไลน์

เจนวายกับสมาร์ทโฟนดูเป็นอะไรที่แยกจากกันไม่ออก แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานก็ถึงเวลาดึงความเป็นมืออาชีพออกมา รู้จักแบ่งเวลาโดยไม่เบียดบังเวลางานหรือขาดสมาธิจนเกิดข้อผิดพลาด ที่พลาดกันมากหน่อยคงเป็นเรื่องกาลเทศะ ลืมปิดเสียงแชทจนรบกวนสมาธิผู้อื่น

6.สื่อสารผิดพลาด ไม่ถูกกาลเทศะ

การสื่อสารโดยเฉพาะการเขียน ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนของเด็กจบใหม่ ไม่ว่าอีเมล หรือการเขียนรายงานต่างๆ ต้องใส่ใจเกี่ยวกับการเลือกใช้คำ ระดับภาษา ตัวสะกด ควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งข้อมูลทุกครั้ง พร้อมไม่ลืมใส่หัวเรื่องที่สั้น กระชับ ได้ใจความ ไม่ลืมแนบไฟล์และรายละเอียดติดต่อกลับ เพราะทักษะการสื่อสารที่ดีคือหัวใจสำคัญของการติดต่อประสานงานที่มีประสิทธิภาพ

7.ไม่มีมนุษยสัมพันธ์

เด็กรุ่นใหม่มักมีความเป็นตัวของตัวเอง เมื่อต้องร่วมงานกับคนต่างวัยอาจเกิดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันและส่งผลต่อการทำงานร่วมกันได้ ควรวางตัวให้เหมาะสม ดูแลบุคลิกภาพและการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน มีสัมมาคารวะ และสร้างมิตรไว้ดีกว่าสร้างศัตรู

 

ภาพ freepik

ออกกำลังกายในน้ำ ทางเลือกเพื่อความฟิตของผู้สูงวัยและคนอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593526

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

ออกกำลังกายในน้ำ ทางเลือกเพื่อความฟิตของผู้สูงวัยและคนอ้วน

การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพ แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ดี โดยเฉพาะในผู้สูงวัยและผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก การออกกำลังกายผิดประเภทอาจยิ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้เกิดการบาดเจ็บกับข้อต่อต่างๆ การออกกำลังกายในน้ำ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้

และต่อไปนี้คือประโยชน์ของการออกกำลังกายในน้ำที่น่าสนใจ

แรงดันใต้น้ำ : ทำให้เลือดดำไหลกลับสู่หัวใจได้ง่าย และส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้ปริมาณอากาศหลังหายใจออกค้างอยู่ในปอดน้อยลง ดังนั้น การออกกำลังกายในน้ำจึงช่วยลดความดันโลหิต ทำให้ชีพจรเต้นช้าลง ช่วยให้การสูบฉีดและการไหลเวียนโลหิตในร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แรงลอยตัว : ช่วยพยุงให้น้ำหนักตัวลดลงเหลือเพียง 15-10% เมื่ออยู่ในน้ำลึกระดับคอ ดังนั้น ในขณะที่อยู่ใต้น้ำร่างกายจึงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ข้อต่อต่างๆ สามารถทำงานได้ดี ร่างกายมีความยืดหยุ่นสูง จึงลดแรงกระทบกระเทือนที่จะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บต่อกระดูกและข้อต่อต่างๆ ในระหว่างการออกกำลังกายได้

ความต้านทานในน้ำ : น้ำจะต้านการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกทิศทาง ทำให้ควบคุมได้ยากกว่าอยู่บนบก แต่กลับช่วยบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายได้อย่างทั่วถึง ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และส่งผลให้รูปร่างเพรียวสมส่วนได้ด้วย

อุณหภูมิของน้ำ : เมื่ออยู่ในน้ำร่างกายสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าบนบกถึง 25 เท่า ทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่อ่อนเพลีย จึงช่วยป้องกันอันตรายจากความร้อนอย่างอาการลมแดด หรือ Heat Stroke ได้

สำหรับผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น ไม่เคยว่ายน้ำมาก่อน หรือกลัวการลงน้ำ ก็ออกกำลังกายในน้ำได้ เพราะทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นที่ความลึกเพียง 1 ม. หรือระดับเอว ก่อนจะเพิ่มความลึกขึ้นไปจนถึงระดับอกหรือไหล่ ซึ่งความลึกในแต่ละระดับจะช่วยพยุงและทอนน้ำหนักลงไปได้ 50-80%

 

ภาพ freepik

สาเหตุหลักของกลิ่นเหม็นอับบนเสื้อผ้าในหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593521

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

สาเหตุหลักของกลิ่นเหม็นอับบนเสื้อผ้าในหน้าฝน

หน้าฝนแบบนี้ ซักผ้าไม่ดี…ต่อให้ซักกี่ทีก็เหม็นอับ ลองมาดู 5 สาเหตุหลักของกลิ่นเหม็นอับที่เกิดจากการซักและตากผ้าในฤดูฝน

1.ชอบซื้อผงซักฟอกราคาถูกกว่า

หลายครั้งที่เราเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ซักผ้าเพราะราคาที่ถูกกว่า แต่ใส่เยอะๆ สุดท้ายกลับรู้สึกว่าผ้ายังไม่สะอาดและมีกลิ่นอับ ต้นเหตุก็คือสารเติมเต็มที่ถูกผสมเพื่อเพิ่มปริมาณของผลิตภัณฑ์ซักผ้า ซึ่งสารเหล่านี้นอกจากจะมีส่วนทำให้เสื้อเหม็นอับและมีกลิ่นบูดได้ง่ายแล้ว ยังทำให้ถังซักผ้าสกปรกเร็วอีกด้วย ทางที่ดีควรใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่เข้มข้น ใช้น้อยแต่เสื้อผ้าสะอาด ซึ่งถือเป็นการป้องกันกลิ่นอับตั้งแต่ขั้นแรกเริ่ม

2.มองน้ำยาปรับผ้านุ่มเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้เสื้อผ้าหอม

เป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องคาดหวังให้น้ำยาปรับผ้านุ่มมอบความนุ่มให้แก่เสื้อผ้า พร้อมกลิ่นหอมสดชื่นยาวนาน แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้น้ำยาปรับผ้านุ่มก็มีเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถช่วยให้เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้นได้ ช่วยให้หอมมั่นใจแม้ตากในที่ร่ม ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการขจัดกลิ่นอับจากผ้าในหน้าฝน

3.ตากผ้าในที่ร่มแถมอากาศไม่ถ่ายเท

ช่วงหน้าฝนการตากกลางแจ้งคงต้องเลี่ยงกันไป เราจึงต้องหาทำเลที่ตากผ้าแห่งใหม่ที่อยู่ในร่มและไม่ถูกละอองฝน มองหาที่ที่มีอากาศถ่ายเทดีเพื่อระบายความชื้นออกจากผ้าได้ง่าย แต่ถ้ามีข้อจำกัดด้านพื้นที่อาจต้องเลือกใช้พัดลมมาช่วยพัดพาความชื้นช่วยอีกแรง

4.พับเก็บหรือนำมาใส่ทั้งที่ผ้ายังไม่แห้งสนิท

การพับหรือใส่เสื้อที่ยังมีความชื้นอยู่ คือการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นอับ เพราะเสื้อผ้ายังไม่แห้งสนิท แบคทีเรียก็เติบโตได้ง่าย ดังนั้น ก่อนจะเก็บเสื้อผ้าต้องเช็กให้ชัวร์ว่าผ้าแห้งสนิทแล้วจริงๆ ถ้าหากรีบใส่ก็ควรรีดเพื่อไล่ความชื้นจากเนื้อผ้าก่อนใส่เสมอ

5.แต่งตัวไม่เข้ากับฤดูกาล

นอกจากเสื้อผ้าหนารุ่มร่ามจะทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัวแล้ว ยังทำให้การซักและตากผ้าเป็นงานที่ยุ่งยากขึ้นอีกด้วย โดยเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าหนาอย่างเสื้อไหมพรมก็ควรนำมาใช้ในฤดูหนาว ส่วนในฤดูฝนแนะนำให้ใส่เสื้อผ้าที่มีความโปร่งและบางเบา เวลาโดนฝนหรือซัก จะช่วยให้ผ้าแห้งเร็ว ไม่พบเจอกับกลิ่บอับแน่นอน

5 หลักการกินให้ผอม สุดยอดวิธี กินดี ไม่มีป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593520

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

5 หลักการกินให้ผอม สุดยอดวิธี กินดี ไม่มีป่วย

โรคภัยของวัยกลางคนมากกว่าร้อยละ 90 มาจากความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด และการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงล้วนมาจากพฤติกรรมการกินของแต่ละคน เรามักได้ยินคำแนะนำว่า ควรเลือกกินอาหารให้สมดุล แต่แทบไม่มีใครเข้าใจเลยว่าความสมดุลนั้นคืออะไร

สำหรับเทคนิคการกินให้ถูกต้องตามหลักของร่างกายมนุษย์ จากหนังสือ สุดยอดวิธี กินดี ไม่มีป่วย ผลงานเขียนของ มาคิตะ เซ็นจิ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคเบาหวาน ผู้รักษาผู้ป่วยมาแล้วกว่าสองแสนคน ได้บอกถึง 5 หลักการกินให้ผอมถูกต้องตามหลักการแพทย์ องค์ความรู้ใหม่บางส่วนของความจริงที่ควรรู้ก่อนกิน ดังต่อไปนี้

1 คาร์โบเดรตเป็นสาเหตุหนึ่งเดียวที่ทำให้อ้วน

แค่กินข้าวอย่างเดียวก็ทำให้อ้วนขึ้น แต่กลับไม่มีใครอ้วนจากการกินเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลาที่ทอดด้วยน้ำมันท่วม นั่นก็เพราะคาร์โบไฮเดรต (ทั้งสารให้ความหวานและแป้ง) คือต้นเหตุของความอ้วน หากลดการบริโภคน้ำหวาน น้ำอัดลม และอาหารจำพวกแป้งลงได้ ก็จะหลุดพ้นจากการโจมตีของความอ้วนและโรคภัยสารพัดชนิด

2 แคลอรีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความอ้วน

โภชนากรที่หมกมุ่น “ทฤษฎีการควบคุมแคลอรี” มักบอกว่า “ต้องลดปริมาณแคลอรีของอาหารที่กินในแต่วันให้น้อยกว่าปริมาณแคลอรีที่นำไปใช้จึงจะผอมลง” หากเป็นเช่นนี้จริง นักดื่มทั้งหลายคงอ้วนทุกคน เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดมีแคลอรีสูง กลไกของร่างกายมนุษย์ไม่ง่ายดายขนาดนั้น ความจริงที่คุณไม่เคยรู้คือ วิสกี้ไม่มีคาร์โบไฮเดรตแฝงอยู่เลย แต่คนส่วนใหญ่ไม่ดื่มอย่างเดียว มักกินอาหารแกล้มไปด้วย หรือการดื่มเบียร์แกล้มเฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตแฝงอยู่มาก ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การพยายามจำกัดแคลอรีเพื่อลดน้ำหนักเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย

3 ไขมัน กินได้ไม่อ้วน

ไขมันสะสมซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของความอ้วน ไม่ได้มาจากอาหารประเภทไขมันเท่านั้น แต่อาหารพวกแป้งและน้ำตาลที่ถูกแปรสภาพ แต่นำไปใช้ไม่หมด ร่างกายจะนำมากักเก็บไว้ในรูปของไขมันเช่นกัน เมื่อเรากินอาหารจำพวกไขมัน ร่างกายจะขับออกเป็นของเสีย โดยไม่ตกค้างในร่างกาย แต่ถ้าเป็นโมเลกุลน้ำตาลจะถูกกักเก็บไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ในรูปแบบของพลังงานสะสม ดังนั้นคนที่เชื่อว่าไขมันเป็นต้นเหตุของความอ้วน การงดบริโภคไขมันโดยสิ้นเชิงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะไขมันเป็นส่วนประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ จึงจำเป็นต้องบริโภคไขมันดีให้เหมาะสมเอาไว้ และเลิกคิดว่า “ไขมันทำให้อ้วน” เสียที

4 การควบคุมอาหารไม่ได้ช่วยลดคอเลสเตอรอล

ผู้หญิงมักมีระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้นในวัยใกล้หมดประจำเดือน แต่ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะคอเลสเตอรอลสร้างจากตับ มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้จากการกินอาหาร ดังนั้นความพยายามควบคุมอาหารเพื่อลดคอเลสเตอรอลจึงแทบไม่ได้ผล ระดับคอเลสเตอรอลรวมจึงจำเป็นต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านประกอบกัน เป็นเรื่องแน่นอนว่าเราไม่ควรกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงมากเกินไป แต่ต้องไม่ลืมเช่นกันว่าไข่และเนื้อสัตว์มีสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมแทนที่จะงดโดยสิ้นเชิง

5 กินน้อยแต่บ่อย ถึงจะไม่อ้วน

หากเปรียบเทียบการกินอาหารในปริมาณเท่ากัน การกินทีละน้อยจะไม่ทำให้อ้วนเท่ากับการกินให้หมดในคราวเดียว คนส่วนใหญ่เข้าใจมาตลอดชีวิตว่า การกินอาหาร 3 มื้อใน 1 วันเป็นสิ่งดีต่อสุขภาพ ความจริงแล้ว หากสามารถแบ่งซอยอาหารให้ได้ 5-6 มื้อจะดียิ่งกว่า เนื่องจากกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหารในแต่ละครั้งจะใช้เวลาราว 3-4 ชั่วโมง การเติมอาหารเข้าไปตามเวลานี้จะช่วยกระตุ้นให้ระบบเมแทบอลิซึมทำงานได้เต็มที่ จึงไม่เหลือตกค้างกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องพยายามไม่กินอาหารที่มีน้ำตาลสูงเยอะๆ ขณะท้องว่าง หากคุณหิวจัดในมื้อเย็นก็ไม่ควรเผลอสั่งพิซซ่าถาดกลางมากินจนหมด ถ้าเป็นแบบนี้การแบ่งย่อยมื้ออาหารก็ไม่เป็นผล ฉะนั้นเมื่อรู้สึกหิวควรเลือกกินผลไม้รสไม่หวาน เช่น แอ๊ปเปิ้ล แก้วมังกร หรือถั่วเปลือกแข็งแทน เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นมากเกินไปนั่นเอง

นอกจากนี้ การเลือกและพฤติกรรมการกินอาหารไม่ใช่ทำเพื่อแค่กินให้อิ่มท้องไปวันๆ เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีไปตลอดชีวิตด้วย ในบทแรกของหนังสือเจาะลึกถึงความผิดปกติและวิธีควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังรวบรวม 20 วิธีกินอาหารตามหลักการแพทย์ สำหรับคนที่เวลารัดตัว รวมถึงการอธิบายกลไกของ ความอ้วน ชรา และโรคภัยต่างๆ ให้ทุกคนนำไปปฏิบัติตามเพื่อปรับวิถีการกินอาหารเสียใหม่ให้มีชีวิตห่างไกลโรคและแข็งแรงสมวัย

ขิง-ขมิ้น-ว่านหางจระเข้ 3 สมุนไพรช่วยลดกรดไหลย้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/593504

  • วันที่ 29 มิ.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

ขิง-ขมิ้น-ว่านหางจระเข้ 3 สมุนไพรช่วยลดกรดไหลย้อน

เรื่องจริงไม่อิงนิยาย  สมุนไพรไทยมีเยอะ แต่โรคและอาการร้ายๆ มีเยอะกว่า ส่วนใครกำลังมีอาการกรดไหลย้อนแนะนำให้ลอง “ขิง-ขมิ้น-ว่านหางจระเข้” 3 สมุนไพรที่อาจช่วยคุณได้ในตอนนี้

เราอาจได้ยินกันมาบ้างว่าสมุนไพรหลายชนิดมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการของกรดไหลย้อน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาที่หลายคนให้ความสนใจ อาจเป็นเพราะคุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวอ้างว่ามีส่วนช่วยในการรักษาโรค หรือได้รับการบอกต่อและแนะนำมา แต่ข้อมูล ข้อพิสูจน์ หรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันความเชื่อ สรรพคุณและความปลอดภัยของสมุนไพรในการรักษาโรคเหล่านี้

3 สมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการรักษาอาการกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) เป็นโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างไม่แข็งแรงหรือคลายตัวผิดปกติ ทำให้กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร และเกิดการระคายเคืองหรืออักเสบที่เยื่อบุของหลอดอาหาร ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแสบร้อนกลางอก อาจมีอาการขึ้นมาถึงลำคอทำให้รู้สึกได้ถึงรสเปรี้ยวในปาก เจ็บหน้าอก กลืนลำบาก ไอแห้ง เสียงแหบ เจ็บคอ รู้สึกได้ว่ามีก้อนที่ลำคอ เป็นต้น

นอกจากการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ยังมีความเชื่อในการใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษา บรรเทาอาการกรดไหลย้อน ซึ่งได้รับความสนใจและมีการรับประทานกันอย่างแพร่หลาย ดังต่อไปนี้

ขิง เป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนประกอบหลักในวงการแพทย์แผนจีน ซึ่งมีความเชื่อกันว่าขิงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านสารอนุมูลอิสระหากใช้ในปริมาณน้อย โดยมีสารประกอบฟีนอล (Phenolic Compounds) ซึ่งเป็นสารที่มีการกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและลดการหดตัวของกระเพาะอาหาร นั่นหมายความว่าการรับประทานขิงอาจช่วยลดกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไม่ให้ไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร แต่หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็อาจทำให้อาการแย่ลงได้เช่นกัน

ซึ่งในส่วนของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยยืนยันคุณสมบัติและสรรพคุณของขิงยังมีไม่มากพอ ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของขิงที่สามารถรักษาหรือบรรเทาอาการของกรดไหลย้อน มีเพียงงานวิจัยเกี่ยวกับขิงและสารประกอบต่างๆ เช่น จินเจอรอล (Gingerol) หรือโชกาออล (Shogaol) ที่มีส่วนช่วยป้องกันการคลื่นไส้จากการเมารถเมาเรือ

ข้อควรระวังในการใช้ขิง คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการรับประทานขิงซึ่งเป็นสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่หลายคนคุ้นเคยนั้นค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ เช่น ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร รวมถึงมีข้อควรระวังอื่นๆ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานขิงหรืออาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของขิง เพราะอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ผู้ที่รับประทานยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาความดันโลหิต ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น อาจไม่ปลอดภัยต่อผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย เพราะการรับประทานขิงอาจทำให้เลือดไหลได้ง่ายกว่าเดิม

ขมิ้นชัน สมุนไพรที่หลายคนเชื่อว่ามีสารต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย โดยมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) เป็นสารออกฤทธิ์ ขมิ้นชันถูกใช้เป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรค และได้รับการกล่าวอ้างว่าช่วยบรรเทาอาการจากกรดไหลย้อนได้ ซึ่งในส่วนของการศึกษาก่อนการทดลองเกี่ยวกับคุณสมบัติทางเคมีของสารเคอร์คูมินในทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แต่ยังไม่มีการทดสอบทางคลินิกที่ทำการทดลองในมนุษย์เพื่อยืนยันคุณสมบัติดังกล่าว

ข้อควรระวังในการใช้ขมิ้นชัน เนื่องจากขมิ้นชันสามารถใช้ได้ทั้งรับประทานหรือทาที่ผิวหนังได้อย่างปลอดภัยหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ หรือท้องเสีย และเสี่ยงต่อการเป็นแผลในระบบทางเดินอาหาร หากรับประทานขมิ้นชันในปริมาณมากหรือใช้เป็นเวลานาน

การรับประทานขมิ้นชันอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ง่าย ดังนั้น ควรหยุดรับประทานขมิ้นชันก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริมขมิ้นชันในผู้ที่ใช้ยาในกลุ่มเหล่านี้เป็นประจำ เช่น ยาในกลุ่มเอ็นเสด ยาในกลุ่มสแตติน ยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาความดันโลหิต ยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น

ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมขมิ้นชัน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี โรคไต ภาวะเลือดออกง่าย โรคเบาหวาน ปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริมขมิ้นชันเป็นประจำ

ว่านหางจระเข้  สมุนไพรที่มีความเชื่อว่ามีสารต้านการอักเสบ สามารถใช้ได้ทั้งรับประทานหรือทาที่ผิวหนัง มักใช้รักษาอาการผิวไหม้จากแดดหรือการระคายเคืองทางผิวหนังที่มีอาการไม่รุนแรง นิยมใช้สารสกัดจากว่านหางจระเข้เป็นส่วนผสมในน้ำหอมหรือเครื่องสำอาง และหลายคนเชื่อว่าน้ำว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน มักถูกกล่าวอ้างว่าช่วยล้างพิษในร่างกายและอาจมีคุณสมบัติบรรเทาอาการของกรดไหลย้อนได้

ซึ่งมีการทดลองเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของน้ำว่านหางจระเข้ในการรักษาโรคกรดไหลย้อน โดยการรับประทานน้ำว่านหางจระเข้ขนาด 10 มิลลิลิตรต่อวัน ยาโอเมพราโซลขนาด 20 กรัมต่อวัน หรือยาแรนิทิดีนขนาด 150 กรัมในตอนเช้าและอีก 150 กรัมเป็นเวลา 30 นาทีก่อนเข้านอน ระยะเวลาในการทดลอง 4 สัปดาห์ โดยมีการประเมินอาการที่พบได้บ่อยของกรดไหลย้อน เช่น แสบร้อนกลางอก ท้องอืด เรอ กลืนลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกถึงรสเปรี้ยวในปาก ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 4 พบว่าการรับประทานว่านหางจระเข้ในผู้ป่วยกรดไหลย้อนนั้นมีอาการที่ดีขึ้น ปลอดภัย และสามารถทนต่ออาการข้างเคียงได้

ข้อควรระวังจากการใช้ว่านหางจระเข้ อาทิ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรรับประทานว่านหางจระเข้ด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ไม่ควรรับประทานน้ำว่านหางจระเข้หากอยู่ในระหว่างการใช้ยาขับปัสสาวะหรือยาระบาย รวมถึงผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ไม่ควรรับประทานน้ำว่านหางจระเข้ เพราะอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์หรือทำให้แท้งได้

ความปลอดภัยในการใช้สมุนไพรรักษากรดไหลย้อน

ในปัจจุบันการใช้สมุนไพรรักษากรดไหลย้อนอาจยังไม่มีงานวิจัยหรือหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนเพียงพอถึงประสิทธิภาพในการรักษาและความปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนการใช้สมุนไพร เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ หรือทำให้อาการต่างๆ แย่ลงได้

 

ภาพ : freepik