มันมาแน่!… 7 เรื่องแย่ๆ แค่ลืมล้างเมกอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591434

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

มันมาแน่!... 7 เรื่องแย่ๆ แค่ลืมล้างเมกอัพ

“ไก่งามเพราะคน คนงามเพราะแต่ง” สุภาษิตไทยที่เปรียบเปรยเอาไว้ให้ผู้หญิงรู้จักปรุงแต่ง อาจด้วยเสื้อผ้าหน้าผม หรือแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเพื่อให้ดูงดงาม เสมือนไก่ที่ไม่ได้สวยเพราะเนื้อหนัง ทว่า สวยด้วยขนของมัน  แต่เดี๋ยวก่อน!! ถึงแม้กลางวันผู้หญิงเราจะสวยมากแค่ไหน กลับไปถึงบ้านก็ห้ามลืมล้างเมกอัพและทำความสะอาดผิวหน้า เพราะหากละเลยขั้นตอนนี้ไป 7 ปัญหาผิวเหล่านี้มาหาเราแน่ๆ

1.ผิวแห้ง

การไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนนอน จะทำให้ชั้นผิวปกคลุมไปด้วยสารเคมีและความมัน ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติได้ และทำให้ผิวแห้งกร้านได้ในที่สุด

2.ผิวหมองคล้ำ

หนึ่งในสาเหตุของการเกิดปัญหาผิวหมองคล้ำ คือ มีการสะสมของเซลล์ที่ตายแล้วบนผิวหนังของเรา ซึ่งหากไม่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดหมดจดก็จะทำให้เกิดการสะสมดังกล่าว จึงควรล้างเมกอัพทุกครั้งก่อนนอน และทำสครับผิวหน้าบ้างเพื่อให้ผิวกระจ่างใส

3.สิวอุดตัน

บรรดาสิ่งสกปรกไม่ว่าจะเป็นฝุ่น เหงื่อ หรือเครื่องสำอางที่ติดอยู่บนใบหน้าทั้งวันจะกลายเป็นสิ่งที่เคลือบผิวของเราไว้ ทำให้ผิวหนังไม่สามารถถ่ายเทอากาศ และสิ่งสกปรกเหล่านั้นจะก่อให้เกิดสิวอุดตันได้ในที่สุด

4.ผิวแก่กว่าวัย

การไม่ได้ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างหมดจด จะทำให้สิ่งสกปรกสะสมที่ผิวหนังและทำให้รูขุมขุนอุดตัน รวมถึงยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จึงไม่แปลกที่มันจะทำให้เราดูแก่กว่าวัย

5.ตากุ้งยิงและติดเชื้อ

หนึ่งในสาเหตุของการเกิดตากุ้งยิง มาจากการที่เราไม่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดปราศจากเชื้อโรค นอกจากนี้ หากมีแผลเปิดบนใบหน้าและนอนไปทั้งเมกอัพก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

6.ผิวหนังอักเสบ

การไม่ล้างเครื่องสำอางก่อนนอน จะทำให้สิ่งสกปรกตกค้างอยู่ที่ผิวหนังและทำให้ผิวไม่แข็งแรง ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดการอักเสบได้ เช่น การเกิดรอยแดง อาการคัน ผิวหนังแห้ง หรือตกสะเก็ด

7.ปากลอกและแห้งกร้าน

ผิวหนังบริเวณปากของเรานั้นมีความบอบบางกว่าผิวหนังส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งการไม่ล้างลิปสติกออกก่อนนอน อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือปากลอกได้ในเช้าวันถัดมา ส่งผลให้การแต่งหน้าไม่ราบรื่นเท่าที่ควร

ภาพ freepik

Hydroplane ภัยบนท้องถนนอันตรายหน้าฝนที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591268

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

Hydroplane ภัยบนท้องถนนอันตรายหน้าฝนที่ไม่ควรมองข้าม

ช่วงหน้าฝนเช่นนี้ ผู้ใช้รถใช้ถนนจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะมากขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งหนึ่งในภาวะที่มักเกิดขึ้นและก่อให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงฤดูฝนคือ Hydroplane หรือการสูญเสียการทรงตัวของรถเพราะเหินน้ำ

มีข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า รถเหินน้ำ หรือ Hydroplane เกิดจากการที่ยางรถยนต์หมุนอยู่บนผิวน้ำที่เจิ่งนอง ยางจึงไม่ได้เกาะพื้นถนน ส่งผลให้พวงมาลัยมีน้ำหนักเบากว่าปกติ ตามมาด้วยอาการรถเสียการควบคุมและลื่นไถลไม่สามารถบังคับให้อยู่ในเส้นทาง จนนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุตามมา

 

วิธีป้องกัน

เมื่อฝนตก น้ำฝนจะผสมกับคราบดินและน้ำมันบนพื้นถนน ทำให้ผิวถนนลื่นกว่าปกติ ดังนั้น ผู้ขับขี่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยให้ลดความเร็วและหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านแอ่งน้ำ หรือหากเลี่ยงไม่ได้ ผู้ขับขี่ไม่ควรเร่งความเร็วเมื่อจำเป็นต้องลุยแอ่งน้ำบนถนน

ขณะเดียวกัน ผู้ขับขี่ควรเว้นระยะห่างกับรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ อีกทั้งการขับรถในช่วงฝนตก ถนนเปียกลื่น หรือมีน้ำท่วมขัง ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม.ต่อ ชม. เพราะจะทำให้ยางสามารถรีดน้ำได้อย่างเต็มที่ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดรถเหินน้ำ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะช่วยให้สามารถควบคุมรถและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ สภาพรถก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์ ซึ่งควรมีดอกยางละเอียด ร่องยากลึก และเติมลมยางให้มากกว่าปกติ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและรีดน้ำออกจากยาง รวมทั้งระบบเบรก ซึ่งผ้าเบรกต้องหนาในระดับที่พร้อมใช้งาน น้ำมันเบรกอยู่ในระดับที่กำหนด ขณะเหยียบเบรก รถไม่มีอาการปัดหรือมีเสียงดัง

วิธีแก้ไข

เมื่อเกิดเหตุรถเหินน้ำ ผู้ขับขี่ห้ามเหยียบคันเร่งและห้ามเหยียบเบรกกะทันหัน เพราะจะทำให้ล้อล็อก รถเสียการทรงตัวและไม่ยึดเกาะถนน ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ควรค่อยๆ ถอนคันเร่ง และแตะเบรกแบบเบาๆ พร้อมกับจับพวงมาลัยให้มั่น และค่อยๆ หมุนพวงมาลัยเพื่อควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ขณะเดียวกันอย่ากระชากหรือหักพวงมาลัยอย่างแรง เพราะจะทำให้รถหมุนออกนอกเส้นทางหรือพลิกคว่ำได้ 

ความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591428

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

ความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

จากกรณี กรมควบคุมโรค เตือนโรคไข้เลือดออกระบาดสูงสุดใน 5 ปี พบเป็นเดงกีสายพันธุ์ 2 ร้ายสุด ป่วยแล้ว 2.3 หมื่นราย ตาย 30 ราย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังในช่วงเดียวกัน วันนี้เราจึงอยากให้ทุกคนช่วยกันสังเกตอาการป่วยของตัวเองและคนที่รัก

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการระบาดของโรคไข้เลือดออก ว่า มีการคาดการณ์มาตั้งแต่ต้นปี 2562 แล้วว่าจะมีการระบาดหนัก โดยอาจมีผู้ป่วยมากถึงแสนกว่าราย ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึงปัจจุบัน ประมาณ 2.3 หมื่นราย เสียชีวิตแล้ว 30 ราย นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สถานการณ์ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะปีนี้ผู้ป่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง มาตั้งแต่ ม.ค. โดยพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาคอีสาน โดยเฉพาะอีสานใต้ อย่าง จ.อุบลราชธานี มีผู้ป่วยเสียชีวิตติดกันหลายราย รวมถึงภาคตะวันออก กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า โรคไข้เลือดออกที่ระบาดในปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ที่ 2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากที่สุดใน 4 สายพันธุ์ ยิ่งหากเป็นการป่วยไข้เลือดออกครั้งที่ 2 จะยิ่งมีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรคมากขึ้น ดังนั้น ขอย้ำว่าหากประชาชนมีไข้สูงลอย 2 วันแล้วไม่ลด ให้รีบไปพบแพทย์ และถึงแม้ไข้จะลดแล้วก็ต้องดูว่า สภาพร่างกายผู้ป่วยเป็นอย่างไร ซึมลง ไม่มีเรี่ยวแรงหรือไม่ หากเป็นเช่นนี้ให้รีบไปพบแพทย์ซ้ำ อย่าซื้อยากินเอง หรือคิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา และขอความร่วมมือคลินิก ร้านขายยา หากเจอผู้ป่วยไข้สูง ขอให้หลีกเลี่ยงการจ่ายยากลุ่มเอ็นเสด เพราะเสี่ยงทำให้เลือดออกเสียชีวิตได้ และขอทุกฝ่ายช่วยกันทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วย เช่น นอนกางมุ้ง ทายากันยุง

รู้จักโรคไข้เลือดออกให้มากขึ้น

โรคไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในประเทศเขตร้อนและระบาดในช่วงฤดูฝนของทุกปี อาการของโรคไข้เลือดออกมีตั้งแต่ไม่รุนแรงมากนักไปจนถึงเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

เชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 DENV-4 นั้นมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายดูดเลือดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อจะเข้าไปฝังตัวภายในกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุงโดยมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสไปกัดคนอื่นๆ ต่อ เชื้อไวรัสก็จะเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ที่โดนกัด ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกตามมา

ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เคยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใดจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้น หากได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ต่างออกไปจากครั้งแรกก็สามารถเป็นไข้เลือดออกได้อีก และโดยทั่วไปอาการของโรคครั้งที่สองมักรุนแรงกว่าครั้งแรก

ทั้งนี้ ในแต่ละปีพบว่ามีการกระจายของเชื้อทั้ง 4 สายพันธุ์หมุนเวียนกัน และมีเชื้อที่เด่นแตกต่างกันไป ทำให้มีการระบาดของโรคมาโดยตลอด เนื่องจากประชาชนไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้นๆ

อาการของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกีนั้นหากไม่รุนแรงมากยังไม่ถือว่าเป็นโรคไข้เลือดออก แต่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคไข้เดงกี (dengue fever) ซึ่งอาการที่พบได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อหรือกระดูก มีผื่นขึ้นคล้ายผื่นของโรคหัด และอาจมีภาวะเลือดออกหรือไม่มีก็ได้

สังเกตอาการโรคไข้เลือดออก

ส่วนโรคไข้เลือดนั้น นอกจากจะมีอาการเช่นเดียวกับโรคไข้เดงกีแล้ว ยังมีอาการอื่นๆ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค คือ

  1. มีไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38 องศาเซลเซียสประมาณ 2-7 วัน
  2. คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  3. หน้าแดง อาจพบจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกบริเวณอื่น เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะ อุจจาระมีเลือดปน
  4. ปวดท้องอย่างรุนแรง กดเจ็บชายโครงด้านขวา
  5. ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก หลังจากมีไข้มาแล้วหลายวันผู้ป่วยอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อก และเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า กลุ่มอาการไข้เลือดออกช็อก (dengue shock syndrome) โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเย็น ปัสสาวะน้อยลง ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตลดต่ำ วัดชีพจรไม่ได้

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะช็อก หลังจากมีไข้สูง 2-7 วัน ไข้จะเริ่มลดลง ระบบไหลเวียนโลหิตเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ความดันโลหิตและชีพจรเริ่มคงที่ เมื่อผ่านไป 2-3 วันจึงเข้าสู่ระยะหายเป็นปกติ ผู้ป่วยจะมีแรงมากขึ้น เริ่มรับประทานอาหารได้ อาการปวดท้องดีขึ้น ระยะนี้มักพบผื่นแดงและคันตามฝ่ามือและฝ่าเท้าซึ่ง จะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์

ความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้ดังนี้

  1. ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด
  2. ใช้สารไล่ยุงชนิดต่างๆ เช่น DEET รวมถึงป้องกันไม่ให้ยุงลายเข้ามาหลบซ่อนในบ้าน ทั้งนี้ ยุงลายมักกัดในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน
  3. ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้านและใกล้เคียง ด้วยการปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขังไม่ให้ยุงเข้าไปวางไข่ได้ เปลี่ยนน้ำในภาชนะที่ปิดไม่ได้โดยขัดล้างทำความสะอาดเพื่อกำจัดไข่ยุงทุกสัปดาห์ หรือปล่อยปลากินลูกน้ำ
  4. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาดปราศจากเศษวัสดุที่อาจมีน้ำขังได้ เช่น ขวดเก่า กระป๋องเก่า เป็นต้น
  5. ในรายที่อายุมากกว่า 9 ปี และเคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว อาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกจากสายพันธุ์อื่น

กินอยู่ให้เป็น ลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591424

  • วันที่ 07 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

กินอยู่ให้เป็น ลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

สำรวจพฤติกรรมเสี่ยงและอาหารที่เป็นตัวการก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ พร้อมหันมาเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อชีวิตที่ยืนยาว

เราแทบไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนเราเมื่อไร ยิ่งถ้าหากเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งด้วยแล้ว รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง (IARC) รายงานว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 18.1 ล้านคนทั่วโลก ภายในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา และจะทำให้มียอดผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งพุ่งสูงถึง 9.6 ล้านคน ก่อนสิ้นปีนี้เช่นกัน

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสถิติในอีตอย่างเช่นในปี 2012 ที่มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 14.1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต 8.2 ล้านคน ซึ่งนักวิจัยคาดว่าแนวโน้มนี้มีสาเหตุมาจากจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนของประชากรสูงวัยมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอัตราผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้น

จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มักมีพฤติกรรม ดังนี้

1. ผู้ชอบกินอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวสูง

2. กินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ

3. บริโภคเนื้อแดง (ที่อาจมีสารเคมีเจือปน)

4. กินเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำ

5. กินอาหารปิ้งย่าง (ไหม้เกรียม)

6. กินอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์ พวกผัก ผลไม้น้อย

7. ผู้ที่สูบบุหรี่

8. ผู้ที่ดื่มเหล้า

9. คนที่ขาดการออกกำลังกาย

10. ผู้ที่มีประวัติหรือคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็ง

11. ผู้มีปัญหาระบบขับถ่าย เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะลำไส้แปรปรวน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแนวโน้มอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปคล้ายชาวตะวันตก หากไม่มีนโยบายคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่อย่างจริงจัง จํานวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี มาอยู่ที่ราว 20,000 ราย ซึ่งย่อมส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นตามไปด้วย

ในทางวิชาการ การสร้างภูมิคุ้มกันที่สมดุลเป็นมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพ จากห้องทดลองระหว่างการวิจัยพบว่า ภูมิคุ้มกันที่สมดุลขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่อย่างสมดุลของเม็ดเลือดขาว 4 ชนิด คือ

1. Th1 กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และมะเร็งได้ดีขึ้น

2. Th2 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับสารก่อภูมิแพ้และหนอนพยาธิได้ดีขึ้น

3. Th17 กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการกับสิ่งแปลกปลอมทั้งหลายที่เหลือจากการจัดการของ Th1 (Th1 และ Th17 เมื่อมีมากเกินไปจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันมากเกินไป จนเกิดอาการแพ้ภูมิตัวเอง)

4. Treg กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินไปกลับสู่ภาวะสมดุล

คณะนักวิจัย Operation BIM ได้พัฒนาสูตรที่สามารถใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดจากสารสกัดมังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก ได้แตกต่างกัน โดยมีสูตรที่กระตุ้น Th1 และ Th17 สามารถใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับการติดเชื้อโรค มีเนื้องอกในมดลูก ถุงน้ำในรังไข่ เป็นมะเร็ง ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กระเพาะ/ลำไส้อักเสบเรื้อรัง และมีสูตรที่ปรับ Th1, Th2 และ Th17 ให้อยู่ในภาวะสมดุล เพื่อใช้เป็นภูมิคุ้มกันบำบัดข้อเข่าเสื่อม/ข้ออักเสบ ผื่นคันตามผิวหนัง สะเก็ดเงิน ตับอักเสบ ไตวาย ไทรอยด์เป็นพิษ หอบหืด สันนิบาต เบาหวาน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด วิงเวียนศีรษะ ไมเกรน เกาต์ ฯลฯ ถือเป็นนวัตกรรมแรกๆ ที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันบำบัดจากพืชกินได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ควรพยายามใช้ชีวิตให้อยู่ในมาตรฐานที่ดี โดยเริ่มจากเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

เรียนสูง+เกรดดี+ย้ายบ่อย=เงินเดือนสูง จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591319

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2562 เวลา 11:30 น.

เรียนสูง+เกรดดี+ย้ายบ่อย=เงินเดือนสูง จริงหรือ?

ผ่าบทพิสูจน์ “คนเรียนสูง+เกรดดี+ย้ายงานบ่อย” สูตรสำเร็จของการอัพเงินเดือนที่หลายคนเข้าใจว่าใช้ได้ผล มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

อีไอซี (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผู้สมัครงาน (resume) ออนไลน์จำนวนกว่า 7 แสนรายจากเว็บไซต์หางานของไทย พบประเด็นที่น่าสนใจ และอาจสวนทางกับความเชื่อทั่วไปในเรื่องเกรดการศึกษากับการเปลี่ยนงานบ่อย

“ยิ่งจบสูง เงินเดือนยิ่งมาก”

ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับเงินเดือนของผู้สมัครงาน อีไอซีได้ทำการวิเคราะห์ พบว่าเงินเดือนเฉลี่ยเริ่มต้นของคนที่จบระดับมัธยมปลายหรือต่ำกว่า จะอยู่ที่ราว 1.4 หมื่นบาท ขณะที่ คนที่จบปริญญาตรีซึ่งเป็นคนส่วนมากของกลุ่มตัวอย่าง (คิดเป็น 84% ของจำนวนผู้สมัครทั้งหมด) มีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 1.7 หมื่นบาท โดยระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไป ได้แก่ ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจะมีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.4 หมื่นบาทและ 3.6 หมื่นบาท ตามลำดับ

“ยิ่งเกรดสวย เงินเดือนยิ่งเยอะ”

ผลการเรียนส่งผลต่อระดับเงินเดือนเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความแตกต่างของเงินเดือนระหว่างผู้สมัครงานที่ได้เกรดเฉลี่ยตอนปริญญาตรีน้อย (อยู่ในช่วงระหว่าง 2.0-2.5) กับผู้สมัครงานที่ได้เกรดเฉลี่ยตอนปริญญาตรีสูง (อยู่ในช่วงระหว่าง 3.5-4.0) พบว่า คนที่ได้เกรดสูงจะได้เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าประมาณ 1.7 พันบาท และยังพบอีกว่า โดยเฉลี่ยคนที่ได้เกรดสูงจะมีเงินเดือนสูงกว่าคนที่ได้เกรดไม่สูงในช่วง 10 ปีแรกหลังจากเรียนจบ ทั้งจากเงินเดือนเริ่มต้นที่ต่างกันและอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่าในช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ดี เกรดเฉลี่ยตอนปริญญาตรีอาจไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของความแตกต่างดังกล่าวที่เกิดขึ้น หากแต่เกรดเฉลี่ยอาจเป็นตัวบ่งชี้หนึ่งถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ของผู้สมัครแต่ละคนที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการทำงานซึ่งส่งผลถึงเงินเดือนที่ได้รับในท้ายที่สุด

“ยิ่งเปลี่ยนงานบ่อย เงินเดือนยิ่งพุ่ง”

ความถี่ของการเปลี่ยนตำแหน่งงานมีความสัมพันธ์กับเงินเดือนที่สูงขึ้น อีไอซีพบว่าข้อมูลในส่วนของประวัติการทำงานของผู้สมัครมีแนวโน้มบ่งชี้ระดับเงินเดือน โดยข้อมูลดังกล่าวประกอบไปด้วยตำแหน่งงานที่เคยทำในแต่ละช่วงเวลาและเงินเดือนในตำแหน่งงานนั้น

ทั้งนี้ การเปลี่ยนตำแหน่งงานอาจเป็นได้ทั้งกรณีได้รับตำแหน่งงานใหม่ในบริษัทเดียวกัน เช่น จากการย้ายฝ่ายหรือการเลื่อนตำแหน่งภายในองค์กร รวมไปถึงการย้ายที่ทำงาน อีไอซีมีข้อสังเกตบางประการกับข้อมูลในส่วนนี้ ดังนี้

สำหรับกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานไม่เกิน 2 ปี อีไอซี พบว่าผู้สมัครที่มีการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงาน 1-3 ครั้ง โดยเฉลี่ยจะมีเงินเดือนในงานล่าสุดสูงกว่า 20-40% เมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนเริ่มทำงานของตนเอง แต่สำหรับผู้ที่มีการเปลี่ยนงานถึง 4 ครั้ง เงินเดือนในงานล่าสุดจะสูงกว่าเพียง 10% เมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนเริ่มทำงานของตนเอง ซึ่งอาจสะท้อนว่าการเปลี่ยนงานบ่อยเกินไปขณะที่อายุงานยังน้อยอาจไม่ได้ส่งผลดีเพิ่มขึ้น

ขณะที่เมื่อพิจารณาสำหรับกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์การทำงาน 2 ปีขึ้นไปความถี่ของการเปลี่ยนตำแหน่งงานซึ่งอาจเกิดได้จากทั้งการเลื่อน-ย้ายตำแหน่งภายในองค์กร หรือการย้ายที่ทำงาน มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนเริ่มทำงานอย่างชัดเจน นั่นอาจเป็นการสะท้อนถึงความสามารถและประสบการณ์การทำงานที่มากขึ้นของผู้สมัครอันนำไปสู่การเลื่อนตำแหน่งในองค์กรหรือการได้โอกาสในการย้ายงานที่บ่อยขึ้นซึ่งนำไปสู่เงินเดือนที่มากขึ้น

ภาพ freepik / SCB

นัดหมายอย่างไร ไม่ให้สับสนจนเบลอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591310

  • วันที่ 06 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

นัดหมายอย่างไร ไม่ให้สับสนจนเบลอ

เชื่อเลยว่าคนทำงานกว่าครึ่งต่างมีประสบการณ์ผ่านตารางงานอันยุ่งเหยิง นัดหมายที่แน่นเอี๊ยด จนบางวันไม่มีเวลากินข้าว และบางครั้งก็สับสนกับตารางที่ไม่มีช่องว่างจนจำนัดสลับกัน แย่แล้ว…แบบนี้ต้องมาดูเทคนิคเพิ่มความจำไม่ให้นัดหมายอย่างผิดพลาด

1.กำหนดช่วงเวลาของเราให้ชัดเจน

หากต้องนัดหมายลูกค้าพร้อมกันหลายคนให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ ควรกำหนดช่วงเวลาที่เราสะดวกให้ชัดเจน เช่น สะดวกช่วง 10.30 น.ในช่วงเช้า และ 13.30 น.ในช่วงบ่ายของวัน และใน 1 สัปดาห์นั้น สะดวกวันไหนบ้าง เพื่อให้อีกฝ่ายเช็กตารางนัดหมายที่สะดวกตรงกัน เชื่อเถอะว่าต่อให้ลูกค้าที่มีตารางงานยุ่งที่สุดก็ยังมีเวลาที่ตรงกับเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง

2.ระบุสถานที่นัดหมายที่สะดวกทั้งสองฝ่าย

สถานที่นัดหมายเพื่อพูดคุยเป็นอีกสิ่งที่เราต้องใส่ใจให้มาก เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องระยะเวลาในการเดินทางและความสะดวกของทุกฝ่าย หากเป็นการนัดพบลูกค้าย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินทางไปถึงที่ทำงาน บ้าน หรือสถานที่ที่ลูกค้าสะดวก หลังจากทราบสถานที่แน่ชัด ก็ให้เราวางแผนรูปแบบการเดินทาง เช่น เดินทางโดยรถยนต์ รถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ เรือ เพื่อเลี่ยงเส้นทางที่รถติด และระยะเวลาในการเดินทางไปถึงสถานที่ที่นัดหมายเพื่อไปให้ทันเวลา

3.นัดหมายทีละคน

การนัดหมายคนหลายคนพร้อมกันนั้น เราควรนัดให้เสร็จสิ้นเป็นรายบุคคลเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการนัดหมาย ช่วยให้เราวางแผนการเดินทางและเวลาได้ลงตัวมากขึ้น ป้องกันการสับสน จำสลับกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

4.บันทึกทุกครั้งที่นัดหมาย

ไม่ว่าจะใช้วิธีการเขียนลงสมุดจดบันทึกนัดหมายหรือบันทึกการนัดหมายในสมาร์ทโฟน สิ่งสำคัญคือต้องใส่รายละเอียดทั้งหมดให้ครบ ทั้งชื่อคนนัดหมาย บริษัท สถานที่ เวลา และหัวข้อเรื่องที่จะพูดคุย เมื่อนัดคนแรกได้แล้วค่อยโทรนัดคนต่อไป ในกรณีที่รอคำตอบช้า หรือติดต่อไม่ได้ ให้ส่งข้อความไปหา เพราะบางครั้งบางคนไม่นิยมติดต่อกลับในสายที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่เพราะถูกติดตามทวงหนี้แต่อาจเป็นเพราะปัญหาบริษัทประกัน บัตรเครดิตธนาคาร เซลส์ขายสินค้า โทรมารบกวนบ่อยครั้ง จนไม่รู้ว่าสายไหนเป็นเรื่องงานสายไหนโทรมาเพื่อขายสินค้า หลังจากติดต่อได้แล้วควรกำชับว่า รบกวนขอคำตอบภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้เพื่อเร่งรัดเวลาในการนัดหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

5.อย่าพยายามจำทุกอย่างในครั้งเดียว

หากเราเป็นมนุษย์สายพันธ์ุขี้ลืม อย่าพยายามจำทุกอย่างให้ได้ในครั้งเดียวแล้วปล่อยผ่านเลยไป การนัดหมายก็เช่นกัน เมื่อเราจดบันทึกการนัดหมายและหัวข้อที่จะพูดคุยแล้ว ใช้เวลาหลังเลิกงานในการทบทวนงานที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้ เตรียมเนื้อหา และตารางการนัดหมายให้เรียบร้อย

6.ตื่นเช้ามีเวลาเตรียมตัวมากกว่า

สิ่งสุดท้ายที่จะช่วยไม่ให้เราพลาดนัดสำคัญก็คือการตื่นเร็วกว่าปกติ เช่น หากมีนัดเช้า ให้ตื่นในช่วงเวลา 05.00-06.00 น. เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่สามารถตื่นขึ้นมาวางแผนการทำงานของวัน และหากลืมว่ามีนัดในช่วงเช้าตรู่ เช่น 08.30-09.00 น. ก็ยังมีทางเลือกออกจากบ้านไปยังที่นัดหมายได้ทันเวลาโดยไม่เสี่ยงกับรถติดได้อีกด้วย

ภาพ  : freepik

แฟชั่นวันโหวตเลือกนายกฯ ของ ‘ช่อ พรรณิการ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591292

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2562 เวลา 18:14 น.

แฟชั่นวันโหวตเลือกนายกฯ ของ 'ช่อ พรรณิการ์'

ส่องแฟชั่น ‘ช่อ พรรณิการ์’ POEM Black & White OMBRE แสงเงาขาว-ดำที่ส่องประกายในสภากับราคาหลักหมื่น! จาก Poem Cruise 2019 Collection

กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง สำหรับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง “POEM” จากภาพที่ปรากฏในวันที่ 5 มิ.ย. 2562 ที่อาคารทีโอที เมื่อ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์กรณี แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์อินสตาแกรมตำหนิตนว่าแต่งกายไม่เหมาะสมมาประชุมรัฐสภา เนื่องจากอยู่ในช่วงไว้ทุกข์นั้น

น.ส.พรรณิการ์ วานิช ยืนยันว่าชุดที่ตนแต่งมาวันนี้นั้นเป็นแจ็กเก็ตสูทโทนสีขาว-ดำ “แบรนด์โพเอม (POEM) คอลเลคชั่น Black & White OMBRE”  ซึ่งเหมาะสมกับกาลเทศะ ไม่ใช่ชุดที่ไม่สุภาพ เพราะเข้าใจว่าการแต่งกายที่ถูกกาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญ แต่แปลกใจที่ทำไมคุณหญิงพรทิพย์ถึงมาว่าชุดที่ตนใส่ไม่ใช่ชุดขาวดำไว้ทุกข์ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเห็นจากในทีวี หรือสื่อโซเชียลมีเดีย จึงทำให้สีเพื้ยนไปเป็นสีน้ำเงิน

“แต่เมื่อเช้าก็เจอคุณหญิงที่โรงอาหารสภา ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นชุดโทนสีขาวดำ แปลกใจทำไมถึงหยิบยกเรื่องนี้มาพูด แต่การเข้าใจผิดอาจเกิดขึ้นได้” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

ทั้งนี้ น.ส.พรรณิการ์ เชื่อว่าไม่ใช่คุณหญิงพรทิพย์ต้องการดิสเครดิดทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ไม่ติดใจที่คุณหญิงพรทิพย์โพสต์ลงอินสตาแกรม ทั้งนี้ เพราะสาระสำคัญของการประชุมรัฐสภาวันนี้อยู่ที่การโหวตเลือกนายกฯ การพิจารณาคุณสมบัติบุคคลที่เหมาะสม การแสดงวิสัยทัศน์ ไม่ใช่ให้ความสำคัญว่าจะใส่ชุดอะไรมาโหวตเลือกนายกฯ

สำหรับชุดดังกล่าวเป็นของแบรนด์โพเอม (POEM) ซึ่งเปิดวาร์ปไปดูคอลเลกชั่นได้ที่ http://www.poembangkok.com/archive-collections/cruise-2019/#

โดยสามารถยลโฉมโพเอม (POEM) ได้ที่อาณาจักรห้องเสื้อหรูใจกลางเมืองของแบรนด์โพเอม (POEM) ที่สาขาเกษรวิลเลจ ชั้น 2, ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน, ชั้น M เอ็มศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21, ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ชั้น 2 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ และชั้น 2 โซนเซน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมกันนี้ ‘โพเอม’ (POEM) ยังมีวางขายอยู่ในศูนย์การค้าชั้นนำในประเทศจีน, ฮ่องกง และสิงคโปร์อีกด้วย

ภาพ : poembangkok.com

10 ตัวช่วยคนป่วยเบาหวาน กับแนวทางลดน้ำตาลในเลือดแบบธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591235

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

10 ตัวช่วยคนป่วยเบาหวาน กับแนวทางลดน้ำตาลในเลือดแบบธรรมชาติ

รวม 10 ตัวช่วยสำหรับคนป่วยโรคเบาหวาน ด้วยแนวทางการลดน้ำตาลในเลือดด้วยวิธีง่ายๆ ตามธรรมชาติ

นับเป็นโรคยอดฮิตของคนไทยไปแล้ว สำหรับ “โรคเบาหวาน” โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เราทุกคนสามารถป้องกันได้ แม้หลักๆ แล้วการจะลดน้ำตาลในเลือดได้ เราต้องพยายามคุมน้ำหนักของตัวเองซึ่งบางคนก็อาจทำได้ยาก แต่อีกหนึ่งในวิธีที่รู้กันดีและทำได้ง่ายกว่าคือ “การลดหวาน” ซึ่งเมื่อเราลดน้ำตาลลง โรคเรื้อรังส่วนใหญ่ที่มีสาเหตุมาจากน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นโรคสมองเสื่อม โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคซึมเศร้า โรคอ้วน สิว รวมถึงภาวะมีบุตรยาก ก็จะลดโอกาสการเกิดได้เช่นกัน

แล้วจะทำอย่างไรเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเป็นธรรมชาติและได้ผลดีด้วย?

มาดู 10 แนวทางช่วยลดน้ำตาลในเลือดแบบธรรมชาติที่เรารวบรวมมาฝากกัน

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้เราลดน้ำหนักและเพิ่มความไวของอินซูลิน โดยความไวของอินซูลินที่เพิ่มขึ้นหมายถึงเซลล์สามารถใช้น้ำตาลที่มีอยู่ในกระแสเลือดได้ดีขึ้น
  2. ลดคาร์บ คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยสลายเป็นกลูโคสซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น การลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  3. เลือกไฟเบอร์เพิ่มเข้าไปในมื้ออาหาร การกินไฟเบอร์จำนวนมากสามารถช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและใยอาหารที่ละลายน้ำได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ปริมาณใยอาหารที่แนะนำต่อวันคือประมาณ 25 กรัม สำหรับผู้หญิงและ 38 กรัม สำหรับผู้ชาย
  4. การดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากป้องกันการขาดน้ำ จะช่วยให้ไตของเราล้างน้ำตาลในเลือดส่วนเกินออกทางปัสสาวะด้วย
  5. ควบคุมสัดส่วนอาหาร ช่วยควบคุมปริมาณแคลอรีและสามารถนำไปสู่การลดน้ำหนัก และการควบคุมน้ำหนักจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภท 2 ด้วยเช่นเดียวกัน
  6. เลือกอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ดัชนีระดับน้ำตาลในเลือดได้รับการพัฒนาเพื่อประเมินการตอบสนองน้ำตาลในเลือดของร่างกาย อาหารที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ไข่ข้าว โอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่วฝักยาว พืชตระกูลถั่ว มันเทศ ข้าวโพด ผลไม้ส่วนใหญ่ และผักที่ไม่มีแป้ง
  7. ลดเครียด ความเครียดอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ฮอร์โมน เช่น กลูคากอนและคอร์ติซอล จะถูกหลั่งออกมาในระหว่างที่มีความเครียด ฮอร์โมนเหล่านี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น
  8. ตรวจสอบน้ำตาล การเก็บบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดทุกวันจะช่วยให้เราปรับอาหาร ควบคุมปริมาณการกินหวานเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
  9. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับที่ดีช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมน้ำหนัก การนอนหลับไม่ดีสามารถรบกวนฮอร์โมนเมตาบอลิซึมที่สำคัญได้
  10. เพิ่มโครเมียมและแมกนีเซียม การกินอาหารที่อุดมด้วยโครเมียมและแมกนีเซียมเป็นประจำ สามารถช่วยป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็น และลดปัญหาน้ำตาลในเลือด

ภาพ : freepik

ปลุกตัวเองให้ตื่น เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเฮลท์ตี้ที่ไม่มีกาเฟอีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588881

  • วันที่ 05 มิ.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

ปลุกตัวเองให้ตื่น เติมความสดชื่นกับเครื่องดื่มเฮลท์ตี้ที่ไม่มีกาเฟอีน

วันพุธกลางสัปดาห์ ร้องเรียกหาความสดชื่น มาปลุกพลังในการทำงานด้วยเครื่องดื่มเฮลท์ตี้เอาใจสายสุขภาพแบบไม่ง้อกาเฟอีนกันดีกว่า

น้ำมะนาว

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย “น้ำมะนาวอุ่นๆ” ที่ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ เติมเกลือ น้ำตาล นิดหน่อย แต่ถ้าอยากให้หอมอร่อยและดีต่อสุขภาพ แนะนำเป็น “น้ำผึ้งมะนาว” ซึ่งประโยชน์ของมะนาว อาทิ ช่วยแก้อาการท้องผูก มีส่วนช่วยในการลดความอ้วน ช่วยให้รู้สึกสดชื่นลืมความเหนื่อยล้า ลดปัญหากลิ่นปาก อาหารไม่ย่อย ส่วนน้ำผึ้งมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสุขภาพ ทั้งช่วยบำรุงร่างกายสำหรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้นและผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย รักษาอาการเจ็บคอ หรือแม้แต่การรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วงบ่ายหากใครอยากได้ความซ่า อาจเติมโซดาลงไปเป็น “น้ำผึ้งมะนาวโซดา” “อิตาเลียนบลูโซดา” ก็ซาบซ่าสดชื่นถึงใจ

น้ำมะพร้าว

เครื่องดื่มคลายร้อนแบบไทยๆ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและภูมปัญญาที่เนรมิตเป็นเครื่องดื่มได้มากมาย ตั้งแต่ “น้ำมะพร้าวสด” “น้ำมะพร้าวเผา” เติมแมงลัก วุ้นมะพร้าว ว่านหางจระเข้ หรือจะ “น้ำมะพร้าวปั่นผสมนมสด” ก็ได้รสอร่อยหลายแบบ ซึ่งในน้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี นอกจากนี้ ยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที จึงเรียกความสดชื่นได้ทันใจ และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย

น้ำส้ม

เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มีสรรพคุณล้นเหลือ ทั้งแก้ท้องผูก กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล บำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไต ยับยั้งการเกิดแผลเปื่อย ลดความเสี่ยงโรคสโตรก ป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกแสงแดดทำร้าย ปกป้องผิวจากมลพิษ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย และช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวดูกระชับตึงมากขึ้น เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารตั้งต้นของคอลลาเจน ส่วนไอเดียการทำเครื่องดื่ม อาทิ

น้ำทับทิม

ผลไม้ที่มีประโยชน์เยอะกว่าเมล็ดนี้ จะ “กินแบบสด” “คั้นน้ำ” หรือมิกซ์ในเครื่องดื่มอื่นๆ เป็น “พั้นช์” ก็ได้ ซึ่งประโยชน์ของน้ำทับทิมยังมีมากกว่าช่วยป้องกันมะเร็งและเสริมสมรรถภาพทางเพศ เพราะสารพูนิคาลาจิน (Punicalagin) ที่มีอยู่ในผลทับทิมสามารถยับยั้งการอักเสบในเซลล์สมองส่วนที่เรียกว่า micrologia จึงยับยั้งอัลไซเมอร์ได้ ทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ไฟเบอร์ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลท โพแทสเซียม น้ำตาลธรรมชาติ และกรดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างวิตามินเอ วิตามินอี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบ ช่วยกระตุ้นความจำ

น้ำแตงโม

ผลไม้ลูกโตๆ อย่างแตงโม จะ “ปั่นเป็นน้ำแตงโม” “แช่เย็น” กินเป็นของว่างระหว่างมื้อ หรือกินเป็นผลไม้หลังมื้ออาหาร ก็อร่อยแถมมีสารชนิดหนึ่งคือสาร ซิทรูไลน์ (Citrulline) ช่วยขยายหลอดเลือดแดงภายในร่างกายได้ สารนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน เพราะมีแคลลอรีต่ำมาก สามารถพบสารนี้ได้มากที่เปลือกของแตงโม ดังนั้น ทมการกินแตงโมให้ได้ประโยชน์มากที่สุด จึงควรทานเนื้อแตงโมกับเปลือกขาวๆ ด้วย

น้ำกล้วยหอม

การกินกล้วยตอนเช้ามีประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะกับคนที่อยากลดความอ้วน เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์นานา ทั้งวิตามินบี 1 และบี 2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน มีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ช่วยให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ส่วนการกินกล้วยให้ได้ประโยชน์แบบยากกว่าปอกกล้อยเข้าปาก ก็คือ การน้ำมาปั่นเป็นสมูทตี้กับส่วนผสมต่างๆ เช่น “กล้วยหอมโยเกิร์ต” “กล้วยหอมนมถั่วเหลืองช็อกโกแลต” “กล้วยหอมชาไทย” “กล้วยหอมอะโวคาโด” “กล้วยหอมบลูเบอร์รี” “กล้วยหอมผสมเมล็ดเจีย” “กล้วยหอมมะม่วงกับเมล็ดเจีย” เป็นต้น

น้ำเต้าหู้

น้ำถั่วเหลือง เครื่องดื่มสุขภาพที่คุ้นลิ้น อุดมไปด้วยโปรตีน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโปรตีนจากถั่วเหลือง และคนที่แพ้นมวัว น้ำเต้าหู้ย่อยง่าย ไม่มีไขมัน เติมความรู้สึกอิ่มแบบไม่แน่นท้อง สามารถครีเอทได้หลายเมนู ทั้ง “น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง” “น้ำเต้าหู้ธัญพืช” “น้ำเต้าหู้ผสมมะนาว” ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง สายตา พร้อมทั้งบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบเส้นเลือดฝอยทั่วร่างกายมีความยืดหยุ่นได้ดี เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยในการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สมองแจ่มใส ร่างกายสดชื่น ไม่มึนงง เห็นผลได้ดีในผู้สูงอายุ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา นอกจากนี้ คนจีนยังนับว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

น้ำผักและผลไม้สีเขียว

สีเขียวในผักและผลไม้มาจากเม็ดสีของสารที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลด์ (Chlorophyll) โดยจะมีตั้งแต่เขียวเข้มจัด ได้แก่ คะน้า สาหร่ายบางชนิด ตำลึง ผักใบเขียวต่างๆ และสีเขียวแบบทั่วไป เช่น แอปเปิลเขียว ฝรั่ง ผักกาด เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็ง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอย การกินผักใบเขียวเป็นประจำจะช่วยให้การขับถ่ายดี ลดอากาท้องผูก เนื่องจากผักเหล่านี้มีกากใยสูง มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ให้พลังงานต่ำ นอกจากนี้ ยังมีบรรดาน้ำสมุนไพรต่างๆ ที่ช่วยรีเฟรชความสดชื่น อาทิ น้ำตะไคร้ อัญชัน เก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ใบเตย เป็นต้น

ภาพ : freepik

เช็กสัญญาณส่อแววเครียดเพราะงาน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591084

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2562 เวลา 12:40 น.

เช็กสัญญาณส่อแววเครียดเพราะงาน!!

เหล่ามดงานแบบพนักงานออฟฟิศ ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่เครียดที่สุดในศวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในเมืองใหญ่ที่มีไลฟ์สไตล์รีบเร่ง แข่งขัน คิดมาก สะสมพิษจนแสดงออกทางร่างกาย สะท้อนผ่านอารมณ์ ซ้ำร้ายอาจก่อตัวขึ้นแบบที่เราไม่รู้ตัว มาลองสังเกตตัวเองดูว่าเริ่มมีอาการเครียดบ้างหรือยัง

อาการที่ 1

“อ่อนเพลีย ท้องผูก รู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่า นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ เช้าไม่อยากตื่น เริ่มเบื่ออาหาร” เป็นเพราะความเครียดที่ร่างกายสะสม บางรายอาจมีอาการท้องผูก เพราะเวลาเช้าที่รีบเร่งทำให้ไม่มีเวลาใส่ใจสุขลักษณะที่ดี ระหว่างวันไม่ได้ดื่มน้ำ ใครเริ่มมีอาการลองผ่อนหนักเป็นเบา หาเวลายิ้ม หัวเราะ พักผ่อนนอนหลับ และดื่มน้ำเยอะๆ จะได้กลับมาสดใส

อาการที่ 2

“หงุดหงิด อารมณ์ไม่ดี” อันนี้คนรอบข้างน่าจะสังเกตได้ชัดมากกว่าตัวเรา อาจเป็นเพราะจิตหมกมุ่นกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป กระทั่งเวลาไม่สบอารมณ์เล็กน้อยก็ถึงขั้นระเบิดออกมา หากอาการแบบนี้เกิดขึ้นง่ายและบ่อยจนคนรอบข้างเอ่ยปาก คงต้องสำรวจตัวเองแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น อย่ารอให้สายไปจนไม่มีใครคบ

อาการที่ 3

“ขี้หลงขี้ลืม” เวลาเครียดๆ เรามักได้หน้าลืมหลังประหนึ่งเป็นอัลไซเมอร์ชั่วครู่ เพราะมีเรื่องทั้งอดีตและอนาคตให้คิดจนรกสมอง ไม่อยู่กับปัจจุบัน อาการนี้แก้ได้ด้วยการฝึกจิตฝึกสมาธิให้อยู่กับเนื้อกับตัว อย่าไปกังวลถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าขี้ลืมมากก็พยายามจดโน้ต

อาการที่ 4

“สุดโต่ง” เห็นได้บ่อยจากนิสัยการกิน เมื่อเครียดมากบางคนก็กินเยอะ หาเรื่องกินได้ตลอด เพราะใช้พลังงานหรือใช้สมองคิดเยอะเกินไป แต่บางคนก็เบื่ออาหารกินไม่ลง หรืออาจแสดงออกมาในรูปแบบของการช็อปปิ้งปลดปล่อย โดยเฉพาะผู้หญิงบางคนที่เห็นอะไรก็อยากซื้อไปหมด ความสุดโต่งเกินไปไม่มีอะไรดี ถ้ามีอาการข้างต้นละก็ ควรบำบัดความเครียด พยายามปรับสมดุลทุกเรื่องให้อยู่ในจุดบาลานซ์แล้วชีวิตจะดีแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อาการที่ 5

“ออฟฟิศซินโดรม” โรคสุดฮิตของชาวออฟฟิศ ก็วันทั้งวันนั่งแหง็กท่าเดิมไม่ได้ขยับร่างกาย ต่อให้อายุไม่เยอะก็ป่วยได้ ส่วนอาการแสดงออกของแต่ละคนก็ต่างกัน เช่น ปวดหัว ไมเกรน ปวดหลัง ปวดไหล่ เพราะชอบยกไหล่ตอนพิมพ์งาน บางคนนิ้วล็อก สารพันปัญหา แก้ง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกาย พักบ้าง เดินยืดเส้น หรือหลับตาในบางครั้ง แต่หากเป็นหนักจริงๆ ควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำกายภาพบำบัดต่อไป

ภาพ : freepik