เช็กลิสต์ 4 อาหารเฮลท์ตี้ (ที่จอมปลอม)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591040

  • วันที่ 04 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เช็กลิสต์ 4 อาหารเฮลท์ตี้ (ที่จอมปลอม)

อยากเฮลท์ตี้ คิดให้ดี เช็กให้ชัวร์ ก่อนตกหลุมพรางติดกับดักอาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

สำหรับคนรักสุขภาพ คนที่กำลังลดน้ำหนัก คนที่กินแบบคำนวณแคลอรี หรือคนที่ควบคุมการกินแป้ง น้ำตาล ไขมัน ตามคำแนะนำของแพทย์ ก่อนหยิบอาหารเพื่อสุขภาพ ลองมาดูกันก่อนว่าที่เลือกกินบ่อยๆ นั้น เป็นอาหารเฮลท์ตี้ (ที่จอมปลอม) หรือไม่

ขนมปังโฮลวีต

มีคนหลายคนที่ชอบกินขนมปังมากกว่าข้าว เพราะสะดวกรวกเร็ว ซื้อปุ๊บกินปั๊บ แถมพกพาไปได้ทุกที่ไม่เลอะเทอะ เมื่อห่วงใยในสุขภาพจึงมักเลือกขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขัดขาว แต่ขนมปังโฮลวีตบางยี่ห้อกลับไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะแทนที่จะใช้แป้งโฮลวีตเป็นหลักแล้วผสมแป้งขัดขาวในสัดส่วนที่น้อยกว่า กลับใช้แป้งขาวมากกว่า แถมยังจัดเต็มสารกันบูดและมาการีน เทคนิคในการเลือกซื้อง่ายๆ คือลองดูยี่ห้อที่แป้งโฮลวีตมีมากกว่า 30% ใช้เนยแท้และไม่ใส่สารกันบูด

โอ๊ตมีล-กราโนล่า

ตัวเลือกของสาวๆ มักมีโอ๊ตมีลที่กินแล้วดีมีไฟเบอร์สูง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งจัดเป็นอาหารแคลอรีต่ำ จึงกินแล้วไม่ต้องกลัวอ้วน ซึ่งกราโนล่าก็คือโอ๊ตมีลผสมธัญพืชและผลไม้อบแห้ง มีทั้งรูปแบบอัดแท่งหรือแบบปกติที่ใส่ในโยเกิร์ต อ่านแล้วทุกอย่างดูดี แต่ที่ไม่ดีคือโอ๊ตมีลที่คนส่วนใหญ่ซื้อกินมักเป็นแบบเพิ่มเติมรสชาติ เช่น รส maple brown sugar หรือ apple cinnamon อย่าลืมว่าอะไรก็ตามที่ปรุงแต่งจากโรงงานมักมาพร้อมน้ำตาลและโซเดียม ส่วนกราโนล่าที่วางขายกันก็มีน้ำตาลผสมมาด้วย แค่ถูกบดบังด้วยคำว่า Healthy ที่คิดว่ากินแล้วดีเลยหยิบมากินเล่น แต่สุดท้ายก็เพิ่มแคลอรีเข้าร่างโดยไม่จำเป็นนั่นเอง ดังนั้น เลือกโอ๊ตมีลหรือกราโนล่าพร้อมกินครั้งต่อไป ลองหันไปดูปริมาณน้ำตาล หรือสารปรุงแต่ง ที่ควรไม่มีหรือมีให้น้อยจะดีกว่า

โยเกิร์ตไขมัน 0%

ของกินสุดฮอตที่คนลดน้ำหนักต่างเทใจให้เป็นพิเศษคือโยเกิร์ต ซึ่งอยากให้ระวังโยเกิร์ตที่ระบุว่า “ไม่มีไขมัน” เพราะผู้ผลิตมักทดแทนไขมันด้วยปริมาณน้ำตาลที่สูงลิ่ว เช่น โยเกิร์ตสูตรปกติให้มา 7 กรัม แต่สูตรไม่มีไขมัน 0% กลับใส่มามากถึง 19 กรัม (น้ำตาล 4 กรัม เท่ากับ 1 ช้อนชา) ดังนั้น หากเจอโยเกิร์ตไขมัน 0% อย่าเพิ่งด่วนหยิบ ลองพลิกดูฉลากด้านหลังว่าสัดส่วนน้ำตาลเป็นอย่างไร มีฟรุกโตสหรือคอร์นไซรัปแยกมาอีกไหม เพราะสองตัวนี้ก็น้ำตาลดีๆ นี่เอง ส่วนใครที่หากอยากกินหวานแนะนำใส่น้ำผึ้งหรือผลไม้สดเพิ่มอรรถรสในการกินแบบคนรักสุขภาพ

น้ำผลไม้กล่อง

ไม่ว่าจะน้ำส้ม น้ำแอปเปิล หรือแม้แต่น้ำผักบรรจุกล่องเหล่านี้อาจให้ผลเสียมากกว่าผลดี เพราะปัญหาของน้ำผลไม้คือปริมาณน้ำตาลที่สูงพอๆ กับน้ำอัดลม ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าผลไม้มีน้ำตาลแต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด ดังนั้น ต่อให้ดื่มน้ำผลไม้ที่บอกว่าไม่ใส่น้ำตาล แต่ก็ยังได้รับน้ำตาลจากผลไม้อยู่ดี ประการที่สองน้ำผลไม้กล่องไม่ได้ทำมาจากผลไม้จริง ส่วนใหญ่เป็นหัวเชื้อที่สกัดมาอีกที ส่วนน้ำผักก็เช่นเดียวกัน ถ้าพลิกอ่านฉลากด้านหลังจะเห็นว่าส่วนผสมหลัก ได้แก่ น้ำผลไม้ที่มีรสชัดและหวานจัด เช่น องุ่น แอปเปิล ฯลฯ นำมากลบรสชาติผักที่ไม่อร่อย แต่ต้องใส่มาเพราะโฆษณาไว้แล้ว เช่น แครอทหรือขึ้นฉ่ายซึ่งจะอยู่ท้ายๆ ของส่วนผสมที่ใส่มาน้อยมาก แนะนำให้ลองเปลี่ยนมากินผลไม้สดที่ถึงแม้จะมีน้ำตาลแต่ก็ยังได้วิตามิน เกลือแร่ และไฟเบอร์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแบบไม่ต้องปรุงแต่ง

ภาพ : freepik

7 เส้นทางปั่นจักรยานสุดชิลในหลายมุมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/591015

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2562 เวลา 12:15 น.

7 เส้นทางปั่นจักรยานสุดชิลในหลายมุมโลก

3 มิถุนายน “วันจักรยานโลก” อโกด้าชี้เป้า 7 เส้นทางปั่นจักรยานสุดชิลที่ใครๆ ก็ปั่นได้

การปั่นจักรยาน นอกเหนือจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการเดินทางท่องเที่ยวที่ช่วยให้เราสามารถทำความรู้จักกับผู้คน และวัฒนธรรมของสถานที่ต่างๆ ได้อย่างเพลิดเพลิน เนื่องในโอกาส “วันจักรยานโลก” (3 มิถุนายน) อโกด้า หนึ่งในผู้ให้บริการการจองห้องพักออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แนะนำสถานที่ที่คนชอบขี่จักรยานชอบไปปั่นตระเวนเที่ยวกินลมชมวิว ณ เจ็ดเมืองดัง มีทั้งเส้นทางเที่ยวในตัวเมือง ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และท่องเที่ยวธรรมชาติให้เลือกตามสไตล์ที่ถูกใจ

1.ปักกิ่ง, ประเทศจีน

การเที่ยวรอบเมืองหลวงของจีนแบบชิลๆ และไม่แพงนั้นทำได้ไม่ยาก แค่มองหาบริการให้เช่าจักรยานที่มีอยู่มากมายทั่วเมือง แถมวิธีเช่าก็สะดวก เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดบนจักรยานเพื่อปลดล็อกจักรยานออกจากจุดจอด จากนั้นก็ขี่ไปที่ไหนก็ได้ในเมือง หากใครกำลังวางแผนไปขี่จักรยานเที่ยวปักกิ่งเป็นครั้งแรก เส้นทางปั่นระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมไฮไลท์ของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเมือง เช่น พระราชวังต้องห้าม ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ (โรงละครไข่ยักษ์) และสนามกีฬารังนก เป็นหนึ่งในเส้นทางที่ไม่ควรพลาด

ส่วนที่พักใกล้สถานที่สำคัญในตัวเมือง ลองไปเช็คอินที่ The Imperial Mansion, Beijing Marriott Executive Apartments (https://www.agoda.com/the-imperial-mansion-beijing-marriott-executive-apartments/hotel/beijing-cn.html?site_id=1811392) เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ต์เมนต์ที่ ตั้งอยู่ห่างจากจัตุรัสเทียนอันเหมินเพียง 940 เมตร

2.ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ใครๆ ก็สามารถสัมผัสกลิ่นอายความโรแมนติกของเมืองแห่งความรักอย่างปารีสได้ ก็คือการปั่นจักรยานไปตามเส้นทางเรียบแม่น้ำแซน (Seine) ผ่านสวนปาร์ก ริฟส์ เดอ แซนน์ (Parc Rives de Seine) ที่ได้รับยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เดิมเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงทางด่วนที่ใช้ในการเดินรถเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้รับการเนรมิตขึ้นให้เป็นเส้นทางสำหรับนักปั่นและคนเดินถนน เป็นการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวปารีสและนักท่องเที่ยว ด้านในสวนมีทั้งที่นั่ง ร้านอาหาร และคาเฟ่ต่าง ๆ รวมถึงลานจัดกิจกรรม ให้ผู้คนได้มานั่งชิลเอ้าท์กันได้อย่างสบายใจ

โรงแรม Hotel de la Porte Doree (https://www.agoda.com/hotel-de-la-porte-doree/hotel/paris-fr.html?site_id=1811392) มีจักยานให้เช่าปั่นไปแม่น้ำแซน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวโรงแรมไปเพียง 10 นาทีเท่านั้น

3.ฮอยอัน, ประเทศเวียดนาม

หากใครชอบเที่ยวชมความสวยงามของย่านชุมชนเมืองเก่า ทุ่งนาข้าวสีเขียวชอุ่ม หรือเพลิดเพลินกับการเดินชมภูมิทัศน์อันงดงามของฟาร์ม ทัวร์ปั่นจักรยานที่มีให้บริการจองบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นอโกด้า ถือเป็นทางเลือกที่จะทำให้นักปั่นสัมผัสกับเอกลักษณ์ของฮอยอันได้อย่างแท้จริงในช่วงเวลา 4 ชั่วโมง โดยจะได้เรียนรู้ความเป็นมาของฮอยอันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมท้องถิ่น สัมผัสวิถีชีวิตและความเป็นกันเองของครอบครัวชาวฮอยอัน พร้อมทั้งลองทำงานฝีมืออันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

ถ้าต้องการสำรวจเส้นทางปั่นจักรยานที่ฮอยฮันเพิ่มเติม อโกด้า แนะนำให้พักบริเวณย่านเมืองเก่าที่โรงแรมสร้างใหม่อย่าง Allegro Hoi An (https://www.agoda.com/allegro-hoi-an-a-little-luxury-hotel-spa/hotel/hoi-an-vn.html?site_id=1811392) ซึ่งมีบริการให้เช่าจักรยานฟรีด้วย

4.ฟลอเรนซ์, ประเทศอิตาลี

การปั่นจักรยานนานหลายชั่วโมง อาจไม่ใช่ทางของใครหลายคน อโกด้า จึงขอแนะนำบริการทัวร์ปั่นจักรยานไฟฟ้าชมเมืองแบบไม่เหนื่อยจนเกินไป ซึ่งจะพาไปปั่นจักรยานเที่ยวฟลอเรนซ์ ชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ อย่าง จุดชมวิวมุมสูงของเมือง ที่จตุรัสมิเคลลันเจโล (Piazzale Michelangelo) และชมความใส่ใจในรายละเอียดอันน่าทึ่งของศิลปะเรเนซอง ณ มหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์ (The Duomo) นอกจากนี้ระหว่างทางก็ยังมีร้านรวงให้หยุดพักชิมไวน์อิตาลีแท้ ๆ และอาหารพื้นเมืองได้ด้วย

อโกด้า แนะนำโรงแรมใจกลางเมือง Hotel Spadai (https://www.agoda.com/hotel-spadai_15/hotel/florence-it.html?site_id=1811392) เพื่อการพักผ่อนแบบเต็มอิ่ม เพิ่มความประทับใจให้กับการท่องเมืองเก่าอันน่าตื่นเต้น

5.เมลเบิร์น, ประเทศออสเตรเลีย

คนเมลเบิร์นชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง และใช้จักรยานสัญจรไปมาในเมืองเป็นชีวิตจิตใจ สำหรับคนที่ยังไม่อยากขี่ออกไกล ลองไปสำรวจเส้นทางเลียบแม่น้ำยาร์รา (Yarra River) ที่ตัดผ่านรัฐวิกตอเรีย ซึ่งโด่งดังเรื่องโรงกลั่นไวน์ที่มีอยู่มากมาย แต่หากมีเวลาเพิ่มอีกสองถึงสามวัน เราแนะนำให้ไปปั่นสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ถนน เกรท โอเชียน โรด (Great Ocean Road) หนึ่งในถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ที่เมืองวอรร์นามบูล (Warrnambool) พร้อมตื่นตากับเสาหิน 12 อัครสาวก (Twelve Apostles) และวิวทิวทัศน์อันงดงาม ของชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย

ใครที่แพลนไว้ว่าอยากปั่นไปเที่ยวไกล ๆ ควรวางแผนเส้นทางและจุดแวะพักให้เรียบร้อย รวมถึงที่พัก ซึ่ง อโกด้า มีที่พักให้เลือกมากกว่า 10,000 แห่ง (https://www.agoda.com/en-sg/region/victoria-state-au.html?site_id=1811392) ในรัฐวิกตอเรีย

6.แคลิฟอร์เนีย, ประเทศสหรัฐอเมริกา

ที่โกลเด้นสเตท (Golden State) ซึ่งเป็นชื่อเล่นอันคุ้นหูของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีทั้งภูเขา ชายหาด และทะเลทรายอันอุดมสมบูรณ์หลายแห่ง และนับได้ว่าสวยมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ สำหรับนักปั่นที่มีประสบการณ์ ผู้กำลังแสวงหาการผจญภัย เส้นทางถนนยิบรอลตาร์ (Gibraltar) ในเมืองซานตาบาร์บารา (Santa Barbara) เหมาะสำหรับคนชอบปั่นแบบขึ้นเขา ไปชมวิวอันน่าทึ่งของมหาสมุทรอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา และเมื่อเริ่มรู้สึกเมื่อยล้าอยากพักเติมพลัง ให้มุ่งหน้ากลับตัวเมืองไปยัง Handlebar Coffee Roasters แล้วไปดื่มด่ำกับกาแฟชั้นดีในร้านกาแฟธีมจักรยาน ที่สร้างขึ้นโดยอดีตนักปั่นมืออาชีพ เพื่อคนรักการปั่นโดยเฉพาะ

อโกด้า มีที่พักกว่า 200 แห่ง (https://www.agoda.com/en-sg/city/santa-barbara-ca-us.html?site_id=1811392) ในเมืองซานตาบาร์บารา ให้ได้แวะนอนพักผ่อนชาร์จเอนเนอร์จี้ เตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่

7.สุโขทัย, ประเทศไทย

จังหวัดอันเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของเส้นทางปั่นจักรยานที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม เริ่มต้นเส้นทางโดยปั่นเลียบคลองแม่รำพันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก เพื่อชื่นชมวิถีชีวิตของคนริมคลอง ต่อด้วยเส้นเลียบผ่านหมู่บ้านชนบทชมวิวนาข้าวเขียวขจีไกลสุดลูกหูลูกตา และจบเส้นทางในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่วัดช้างล้อม อันเป็นที่ตั้งของเจดีย์เก่าแก่ทรงลังกา ยกฐานล้อมรอบด้วยช้างปูนปั้นขนาดใหญ่แกะสลักสวยงามจำนวน 39 เชือก

ไม่ไกลจากตัวเมืองสุโขทัยนักคือที่ตั้งของ Hotel De Peal Sukhothai (https://www.agoda.com/hotel-de-peal-sukhothai/hotel/sukhothai-th.html?site=id1811392) โรงแรมที่ตกแต่งสไตล์วินเทจให้อารมณ์คลาสสิก พร้อมทั้งยังมีร้านกาแฟและสปาไว้ให้บริการผู้เข้าพักด้วย

ภาพ : freepik

เผย 5 สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวที่หลายคนยังไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590920

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เผย 5 สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวที่หลายคนยังไม่รู้

ของดีใกล้ตัวคู่ครัวคนไทยอย่าง “น้ำมันมะพร้าว” มักถูกนำไปใช้ในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวนั้นมีมากมายมหาศาล และบางข้ออาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน อาทิ

1.ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง

กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวจะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และกระบวนการรับรู้ของมนุษย์ ให้เกิดการทำงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ผลการศึกษายังบอกด้วยว่า กรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวนั้นยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

2.บรรเทาอาการอักเสบและโรคข้ออักเสบ

โรคข้ออักเสบอาจจะเกิดได้จากการนั่งทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ที่อาจก่อให้เกิดอาการอักเสบ เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน การพิมพ์งาน การเล่นโทรศัพท์มือถือ ประโยชน์อย่างหนึ่งของน้ำมันมะพร้าว คือจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกได้ดียิ่งขึ้น การทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำช่วยเพิ่มแคลเซียมและแมกนีเซียมให้กับกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโตได้ดี และป้องกันโรคเกี่ยวกับกระดูกได้อย่างดี

3.ลดอัตราเสี่ยงโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันธรรมชาติอิ่มตัวสูง ซึ่งไขมันนี้เป็นไขมันที่มีผลต่อสุขภาพของเรา ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ร่างกายต้องการ หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ HDL และยังช่วยในการแปลงคอเลสเตอรอลที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย ให้เป็นคอเลสเตอรอลที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

 

4.ช่วยป้องกันโรคเหงือกและฟัน

การใช้น้ำมันมะพร้าวบ้วนปากเป็นอีกหนึ่งวิธีการกำจัดแบคทีเรียภายในช่องปาก การอมกลั้วน้ำมันมะพร้าวสามารถขจัดเชื้อโรคในปากและคอ นอกจากนั้นบางส่วนจะเข้าไปในร่างกายเพื่อล้างสิ่งสกปรก และถูกขับออกทางระบบขับถ่าย ช่วยให้มีลมหายใจที่สดชื่น

5.ตัวช่วยชั้นดีของคนลดน้ำหนัก

เนื่องจากในน้ำมันมะพร้าวมีพลังงานที่เป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก ช่วยเผาผลาญไขมัน และลดความอยากอาหาร ทำให้น้ำมันมะพร้าวกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการลดไขมันหน้าท้อง

ภาพ freepik

รู้ทันอาการปวดไมเกรนและการติดยาแก้ปวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590926

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

รู้ทันอาการปวดไมเกรนและการติดยาแก้ปวด

บทความจากแพทย์ เผยสาเหตุที่ทำให้อาการปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงคืออะไร และการรักษาอาการปวดศีรษะที่ถูกต้อง

โดย…นพ.ไอยวุฒิ ไทยพิสุทธิกุล  คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เคยปวดศีรษะข้างเดียว เป็นๆ หายๆ เดือนสองเดือนครั้ง แต่ช่วงหลังปวดเกือบทุกวัน”

ข้อความข้างต้นนี้เป็นอาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์อยู่บ่อยๆ หรือผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจประสบปัญหานี้ด้วยตัวเอง

บทความนี้จะกล่าวถึง ในผู้ป่วยที่ป่วยเป็น “โรคปวดศีรษะไมเกรน” แล้วพบว่าอาการปวดศีรษะเป็นมากขึ้น สาเหตุที่ทำให้ปวดศีรษะไมเกรนแย่ลงคืออะไร และการให้การรักษาอาการปวดศีรษะที่ถูกต้อง

เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนอยู่แต่เดิม ทำไมช่วงหลังเป็นบ่อยขึ้น…

ปวดศีรษะไมเกรน มักเริ่มเป็นในคนหนุ่มสาว ลักษณะสำคัญคือปวดศีรษะข้างเดียวได้บ่อย แต่อาจเป็นสองข้างก็ได้ อาการอาจเป็นอยู่หลายชั่วโมงจนถึงสองสามวัน

เวลาปวดมากมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อาการปวดอาจเกิดตามหลังประจำเดือน แสงแดด อาหาร กลิ่นบางอย่าง หรือความเครียด บางคนเป็นปีละไม่กี่ครั้ง แต่บางคนเป็นเดือนละหลายครั้ง หลายคนเป็นน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น

ผู้ป่วยโรคไมเกรนที่มาพบแพทย์เฉพาะทางส่วนมากจะมีอาการมาแล้วหลายปี ผ่านการรักษาด้วยตัวเอง ปรึกษาพี่เภสัชกรร้านยา หรือได้รับการรักษากับแพทย์ทั่วไปมาก่อน

แต่ในที่สุดอาการปวดที่เป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น จนกลายเป็นปวดเกือบทุกวัน ก็ต้องหาทางพบแพทย์เฉพาะทาง

คำถามสำคัญคือ ในเมื่อเรารับประทานยาที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งให้ทุกครั้ง ทำไมอาการถึงเป็นมากขึ้นทุกวัน… คำตอบกว้างๆ มีอยู่ 3 อย่าง

1) ตัวกระตุ้นมีมากขึ้น เช่น ต้องทำงานกลางแดดบ่อยขึ้น หรือกลิ่นจากการตกแต่งที่ทำงานใหม่

2) เป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่ไมเกรน ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะต้องตรวจให้แน่ใจ

3) การรับประทานยาแก้ปวดมากเกินไป อันนี้พบบ่อยที่สุด

ปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดการปวดศีรษะมากขึ้นจากการใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไปนั้นพบได้ทั่วโลก ยาแก้ปวดเกือบทุกชนิด ถ้าเราใช้มากเกินไปอาจทำให้อาการปวดเป็นบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

กลไกในการเกิดภาวะนี้ยังไม่แน่ชัด แต่ผมมักใช้คำอธิบายเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ตอนนี้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากขึ้นจากการ “ติดยาแก้ปวด” หากยิ่งปวดบ่อย ก็ยิ่งรับประทานมากขึ้น ก็จะยิ่งปวดบ่อยขึ้น เราจะถลำติดอยู่ในวังวนนี้และรักษายากมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าปวดศีรษะบ่อย แต่ไม่ให้รับประทานยาแก้ปวดจะให้ทำอย่างไร

การรักษาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสมอไป การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นอาจมีประโยชน์มากกว่าการใช้ยา

แต่ตัวกระตุ้นหลายอย่างนั้นหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น เราไม่สามารถเปลี่ยนที่ทำงานได้ตามใจนึก หากตัวกระตุ้นนั้นเกี่ยวกับงานประจำที่ทำอยู่ เมื่ออาการปวดเป็นบ่อย (ส่วนมากจะนับว่ามากกว่าสัปดาห์ละครั้ง) ควรจะต้องมีการใช้ยา “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดอาการปวด ซึ่งจะต้องรับประทานทุกวัน

เมื่อยาป้องกันเริ่มได้ผล การใช้ยาแก้ปวดก็จะน้อยลงตามไปด้วย ข้อเสียของยาป้องกันคือการต้องรอระยะเวลาที่ยาจะออกฤทธิ์ ซึ่งโดยมากอาจต้องรอหลายสัปดาห์

แพทย์ทั่วไปที่ให้การดูแลจึงต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า เมื่อติดยาแก้ปวดแล้ว เราต้องพยายามลดการใช้ยาแก้ปวด และรอเวลาที่ยาป้องกันจะแสดงประสิทธิภาพในการรักษา ไม่มีทางลัด คล้ายกับการพยายามเลิกบุหรี่หรือเลิกเหล้า ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและความอดทน

ยาที่ใช้สำหรับป้องกันอาการปวดนั้นมีมากกว่า 10 ชนิด การเลือกใช้ยาชนิดใดขึ้นกับความเหมาะสมของโรคประจำตัว ผลพวงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากยา รวมถึงราคายาที่เหมาะสมกับเศรษฐฐานะของผู้ป่วย

เมื่ออาการปวดดีขึ้นแล้ว โดยมากผู้ป่วยควรจะรับประทานยาป้องกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลาทั้งหมดอย่างน้อย 4-6 เดือน หรือในบางรายอาจต้องรับประทานนานกว่า 1 ปี

ท่านผู้อ่านที่ปวดศีรษะบ่อยๆ ลองสังเกตอาการตัวเองดูนะครับ ว่ากำลัง “ติด” ยาแก้ปวดอยู่หรือไม่

ถึงเวลาหรือยังที่เราควรได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ…วิตามินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590923

  • วันที่ 02 มิ.ย. 2562 เวลา 11:00 น.

6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ...วิตามินดี

รวมเรื่องที่คนชอบกินอาหารเสริมควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “วิตามินดี”

วิตามินดี เป็นวิตามินที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่าสามารถได้รับจากแสงแดดยามเช้า โดยรังสียูวีจะทำปฏิกิริยากับน้ำมันบนผิวหน้า ส่งผลให้เกิดการสร้างวิตามินดีและดูดซึมกลับไปใช้ในร่างกาย นอกจากแสงแดดแล้ว อาหารหลายชนิดก็เป็นแหล่งวิตามินดีเช่นกัน เราจึงขอชวนทุกคนมาทำความรู้จักวิตามินดีให้มากขึ้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และสุขภาพที่แข็งแรงของทุกคน

1. วิตามินดีพบได้ในอาหารจำพวกปลา เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน น้ำมันตับปลา รวมไปถึงนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมด้วยเช่นกัน

2. วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน โดยจะดูดซึมพร้อมกับไขมันผ่านทางลำไส้ ดังนั้นเวลาทานอาหารเสริมที่มีวิตามินดี จึงควรทานพร้อมกับมื้ออาหาร เพื่อให้ดูดซึมได้ดีที่สุด

3. นอกจากจะมีประโยชน์ในตัวเองอย่างการทำให้ผิวชุ่มชื้นแล้ว วิตามินดียังมีส่วนช่วยส่งเสริมการทำงานของวิตามินชนิดอื่นๆ อย่าง วิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส อีกด้วย

4. วิตามินดีมีหน่วยวัดเป็น IU หรือ ไมโครกรัมของโคลีแคลซิเฟอรอล โดยขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่คือ 200 – 400 IU หรือ 5 – 10 ไมโครกรัม ซึ่งวิตามินดีที่เป็นอาหารเสริมแบบแคปซูล มักขนาดประมาณ 400 IU

5. ผู้ที่ควรทานวิตามินดีเพิ่ม ได้แก่ ผู้ที่ทำงานกลางคืนแล้วไม่ค่อยได้รับแสงแดด คนผิวเข้มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แสงน้อย คนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยหมอกควันมลภาวะ

6. ไม่ควรทานวิตามินดีเกินวันละ 20,000 IU เพราะจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ อาจมีอาการกระหายน้ำผิดปกติ คันตามผิวหนัง อาเจียน หรือท้องร่วงได้

สารพัดประโยชน์จากน้ำมันมะกอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590839

  • วันที่ 01 มิ.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

สารพัดประโยชน์จากน้ำมันมะกอก

ในอดีต “น้ำมันมะกอก” เป็นที่รู้จักดีในฐานะสินค้าสุดล้ำค่าในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน แต่ทุกวันนี้น้ำมันมะกอกจะถูกนึกถึงในฐานะส่วนประกอบในการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ก็ยังถือเป็นน้ำมันอเนกประสงค์ ส่วนจะใช้ประโยชน์อะไรบ้าง มาดูกัน

เครื่องดื่มยามเช้า

ปัจจุบันผู้คนในหลายภูมิภาคโดยเฉพาะในแถบเมดิเตอร์เรเนียน นิยมดื่มน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์พิเศษ 1/4 แก้ว แล้วตามด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำเลมอนในทุกๆ เช้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นระบบทางเดินอาหาร น้ำมันมะกอกมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย และช่วยให้เส้นเลือดแข็งแรงขึ้น ในขณะที่เลมอนอุดมไปด้วยวิตามิน นอกจากนี้ การดื่มในตอนเช้ายังช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการลดน้ำหนักอย่างเป็นธรรมชาติ

บาล์มบำรุงผิวกาย

น้ำมันมะกอกยังได้รับความนิยมในการดูแลความงามและการแพทย์ บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตกอย่าง ฮิปพอคราทีส ได้พูดถึงประโยชน์ทางการแพทย์ไว้ถึง 60 ประการ เช่น รักษาโรคผิวหนัง แผลสด และแผลไฟไหม้ โรคทางนรีเวช โรคติดเชื้อทางช่องหู และอื่นๆ อีกมากมาย

น้ำหอมและสบู่สูตรธรรมชาติ

ช่วงที่อาณาจักรโรมันยังไม่มีสบู่ การทำความสะอาดผิวกายจึงใช้น้ำมันมะกอกให้ทั่วร่างกายแล้วใช้เครื่องมือโลหะขัดตัว เพื่อขจัดฝุ่นละออง และเซลล์ผิวที่ตายแล้ว น้ำมันมะกอกมักถูกแต่งกลิ่นด้วยน้ำมันหอมระเหยต่างๆ และเทลงไปในอ่างอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายซึ่งยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายด้วย ในปัจจุบันน้ำมันมะกอกเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสารทำความสะอาดจากธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นตัวเลือกที่อ่อนโยนสำหรับทุกวัยตั้งแต่ทารกจนถึงผู้ใหญ่

ใช้ถนอมอาหาร

ก่อนการถือกำเนิดของตู้เย็น คนโบราณใช้น้ำมันมะกอกช่วยเก็บอาหารไว้ในสภาพที่เหมาะสม เป็นการป้องกันออกซิเจนและจุลินทรีย์ การใช้น้ำมันมะกอกสำหรับถนอมอาหารจึงเป็นวิธีง่ายๆ แต่ได้ประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการ วิตามิน และรสชาติต่างๆ ของอาหารไว้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากมะเขือเทศ อาร์ติโช้กอ่อน พริกหวาน มะเขือยาว ชีส หรือโหระพาสำหรับทำซอสเพสโต้ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ยังช่วยถนอมเนื้อสัตว์อย่างปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน หรือเนื้อซี่โครงหมู ให้คงรสชาติไว้ได้นาน

เสริมสมรรถนะร่างกายให้นักกีฬา

การใช้น้ำมันมะกอกในเวชศาสตร์การกีฬาในยุคโบราณได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมาก โดยในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Archives of Medical Science3 ได้กล่าวไว้ว่า ถูกนำมาใช้ในการป้องกันการบาดเจ็บระหว่างการแข่งขันในสมัยกรีกโบราณ โดยเฉพาะนักกีฬามวยปล้ำจะได้รับการเตรียมร่างกายก่อนลงสนามด้วยการนวดด้วยน้ำมันมะกอก นอกจากจะช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนลงสนาม ยังช่วยให้การหมุนเวียนของโลหิตดีขึ้น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น การนวดหลังจากออกกำลังกายโดยใช้น้ำมันมะกอกก็ยังช่วยลดกรดแล็กติกให้เร็วขึ้น ส่งผลให้นักกีฬาฟื้นตัวหลังการแข่งขันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

ภาพ freepik

“5 ใจเลิกบุหรี่” ด้วยความหวังดีจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590835

  • วันที่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

"5 ใจเลิกบุหรี่" ด้วยความหวังดีจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

เนื่องใน “วันงดสูบบุหรี่โลก 2562” มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่มอบแนวทาง “5 ใจเลิกบุหรี่” รวมคำแนะนำและเคล็ดลับสำหรับการเลิกบุหรี่ โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่หัวใจของผู้สูบที่ต้องใช้ความพยายามเพื่อหลุดพ้นจนนำไปสู่ชีวิตใหม่ไร้ควัน ได้แก่

  1. แรงจูงใจ – หาสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สุขภาพ บุคคลอันเป็นที่รัก หรือความฝันที่อยากจะมีชีวิตยืนยาว ฯลฯ คุณสามารถใช้แรงบันดาลใจนั้นๆ เพื่อตัดขาดปัจจัยลบที่ส่งผลต่อร่างกายได้
  2. ตั้งใจ – วางไทม์ไลน์การเลิกบุหรี่แบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ “ทำได้” ประจำ อย่างเช่น เป้าหมายว่าจะเริ่มลดจำนวนการสูบ 1 วัน/มวน ไล่ไปเป็นต่อเดือนและรายปี การเลิกบุหรี่แบบนี้มีประสิทธิภาพสูงมากกว่าการหักดิบ
  3. ตัดใจ – หากต้องการเลิกแบบจริงจังอาจต้องใช้ตัวช่วยอย่างการหันไปทานขนมขบเคี้ยว หรือผลไม้รสเปรี้ยวยามที่อยากบุหรี่ รวมถึงหากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
  4. แข็งใจ – การไม่นำตนเองไปยังสถานที่ หรือกลุ่มคนที่สูบก็ช่วยให้อาการอยากบุหรี่ลดลงไปได้มากสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกจริงจัง
  5. ดีใจ – ภูมิใจในตัวเองทุกครั้งที่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และสุดท้ายคือการเลิกถาวรซึ่งต้องขอบคุณหัวใจตนเองอย่างมาก

ทั้งนี้ วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. 2562 กระทรวงสาธารณสุข ได้ระบุคำขวัญประจำปีว่า “บุหรี่เผาปอด (Tobacco burns your lungs)” นิยามสั้นๆแต่สื่อสารไปได้ตรงจุดและแข็งแรง นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์จากภาครัฐ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ (ห้ามจำหน่ายแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี) หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 อาทิ กำหนดพื้นที่สูบ หรือเขตปลอดบุหรี่ เป็นต้น

จาก A-H จุดเสี่ยงบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590767

  • วันที่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

จาก A-H จุดเสี่ยงบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องรู้ 

ของฝากนักวิ่ง 8 จุดเสี่ยงบาดเจ็บที่คนเริ่มวิ่งอาจพบเจอ

อีกประสบการณ์ของการวิ่ง คืออาการบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องเจอ ข้อมูลจาก http://www.thai.run ได้กล่าวถึงจุดเสี่ยงบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องรู้ไว้ดังนี้

(A) Low Back Pain – ปวดบริเวณหลังช่วงล่าง เป็นจุดที่ปวดแล้วจะนั่งหรือนอนลำบาก เกิดจากการเล่นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวและแบกรับน้ำหนักตัวไปตลอด การวิ่งจึงมีโอกาสปวดบริเวณนี้มาก

(B) Hamstring Strain – ปวดกล้ามเนื้อขาบริเวณด้านหลัง หรือแฮมสตริง อย่างที่ภาพแสดงไว้เชื่อมโยงมาจากปลายก้น หากมีการเคลื่อนไหวขาอย่างการเดิน การวิ่งจะรู้สึกได้ว่าแฮมสตริงทำงานอยู่ โดยมากการเจ็บแฮมสตริงมาจากการวิ่งเร็ว วิ่งระยะเวลานาน วิ่งถี่ และการเพิ่มระยะอย่างรวดเร็ว เรียกว่าใช้งานที่หนักเกินไป หรือเกิดจากการวิ่งเร็วแล้วหยุดกะทันหัน ทำให้กล้ามเนื้อแฮมสตริงได้รับความเสียหายทันที

(C) Iliotibial Band Syndrome – อาการปวดเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก หรือไอทีแบนด์ เป็นเอ็นที่เชื่อมโยงกับกับชุดขาด้านบนอย่างแยกไม่ออก มีบทบาทในการก้าวขาหรือ Stride ก้าวขายาวๆ เช่น การกระโดด การก้าวลงเนินด้วยความเร็วจนเอ็นตึง นักวิ่งสาย Trail เสี่ยงที่จะบาดเจ็บจุดนี้เพราะต้องมีสเต็บแบบนี้บ่อยครั้ง หลายคนที่เจ็บจุดนี้พักพื้นกันเป็นฤดูกาล

(D) Achilles tendon – เอ็นร้อยหวายอยู่หลังตาตุ่ม ปัญหาที่ทำให้เจ็บคือใช้งานหนัก โดยเฉพาะการวางเท้า เขย่งเท้าขณะวิ่ง มีข้อมูลว่าการวิ่งทำให้ส่วนนี้รับน้ำหนักของร่างกายไว้ถึง 12 เท่าจากน้ำหนักตัว หมั่นจับความรู้สึกขณะวิ่งว่าเจ็บตึงที่จุดนี้หรือไม่ เพื่อป้องกันไว้ก่อน เจ็บแล้วต้องไม่ฝืน

(E) Calf Strain – ปวดกล้ามเนื้อน่อง น่องขาเป็นอีกจุดหนี่งที่มีบทบาทสำคัญในการวิ่งและทรงตัว สังเกตได้ว่าหลังวิ่งจบแต่ละครั้งน่องจะตึง นักวิ่งมีกล้ามเนื้อน่องที่เด่นชัด การเจ็บตึง ปวด ของน่องมีหลายสาเหตุ เพราะอยู่ตรงกลางทำงานเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อขาช่วงบนและกลุ่มเอ็นร้อยหวายด้านล่าง แน่นอนกว่าการเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กัน หนักหน่วง บาลานซ์น้ำหนักไม่ดี

(F) Patellofemoral Pain Syndrome – ชุดเข่าด้านหน้าและลูกสะบ้า เกิดจากการใช้งานหนัก ลงด้วยแรงส่งที่หนักเกินไป อยู่ในท่าเดิมนานเกินไป นักวิ่งจะเจ็บเข่าได้ในหลายองศา ไม่ว่าจะช่วงงอ ช่วงยืด การทำชุดบริหารออกกำลังให้เข่าอย่างเป็นประจำช่วยลดอาการบาดเจ็บได้ แต่ถ้าวิ่งแล้วเจ็บแปลบตรงเข่าแล้วคิดว่าวิ่งต่อไปจะหายเอง เป็นความคิดที่ผิด หากรู้สึกแบบนี้ให้หยุดวิ่ง

(G) Shin Splints – กล้ามเนื้อหน้าแข้ง หรือชินสปลินท์ กล้ามเนื้อชุดนี้ได้รับแรงกดและเกร็งขณะที่วิ่ง เมื่อต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานหนักและนาน แต่ขาดการปูพื้นสร้างความคุ้นเคย สะสมความแข็งแรง กล้ามเนื้อชินสปลินท์เจ็บได้เป็นธรรมดา จุดที่จะออกอาการเจ็บร่วมด้วย คือหน้าแข้ง เรียกว่าเมื่อไหร่ที่ “ฝืน” ร่างกายจะส่งสัญญาณด้วยการเจ็บส่วนนี้มาให้เรารู้สึกเพื่อหยุดพักนั่นเอง

(H) Plantar Fasciitis – ปวดส้นเท้า หรือที่เรียกแพร่หลายว่า เป็นรองช้ำ จะเสียวจะปวดแปล่บๆ เวลาที่เราลงน้ำหนักที่ส้นเท้า เพราะส่วนของส้นเท้าทำงานโยงใยกับกระดูกเส้นเอ็น เป็นหน้าด่านที่ต้องรับแรงกระทบเมื่อเท้า Landing ถึงพื้น และรับแรงส่งขึ้นมา ทำงานต่อเนื่อง เรียกว่าเธอทำงานหนัก น่ากลัวที่มีโอกาสอักเสบ มีพังผืดขึ้น สัญญาณที่บอกว่าเป็นโรครองช้ำ คือ ตื่นนอนขึ้นมา เมื่อก้าวลุกจากเตียงลงน้ำหนักไปที่เท้าแล้วถูกความเจ็บทักทายจากส้นเท้า นั่นแหละครับ ต้องเว้นวรรคการวิ่งไว้เลย แล้วปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง โรคนี้หลอกเก่งด้วยนะ เป็นๆ หายๆ วิ่งแล้วเจ็บบ้างไม่เจ็บบ้าง แต่ทางที่ดีปลดล็อคให้หายจากเท้าเราไปเลยดีกว่า ชมภาพกราฟิกอธิบายตามไปว่า จุดไหนที่คุณเจ็บ

การวิ่งบอกใบ้แอดว่า จะวิ่งได้ไกล วิ่งได้นาน วิ่งยันลูกโต หากเรา ค่อยๆ มีวินัย ค่อยๆ #หยอดกระปุกสะสมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ไม่ใจร้อน ไม่ประมาท ไม่ตามใคร เพราะกล้ามเนื้อเรา ก็อยากได้รับ “ความเอ็นดู” จากเราคงไม่สนุกหากต้องไปพบคุณหมอมา “ดูเอ็นเรา” วิ่งแล้วเจ็บ อดวิ่งเลย ทรมานแย่

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thai.runภาพ : therapeutic associates / freepik

วันนี้คุณเป็นออฟฟิศซินโดรมแล้วหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590766

  • วันที่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

วันนี้คุณเป็นออฟฟิศซินโดรมแล้วหรือยัง?

ชวนสำรวจ 3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย พร้อมแนวทางการรักษาที่ตรงจุด

ปัจจุบันด้วยไลฟ์สไตล์และรูปแบบการทำงานที่อยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะนั่งบนโต๊ะทำงาน นั่งในรถ ซ้ำร้ายหลายคนยังผูกติดอยู่กับจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดกลุ่มอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งในประเทศไทยพบผู้มีอาการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 แต่ในประเทศพัฒนาแล้วกลับพบมากถึงร้อยละ 80 และมักพบในช่วงอายุวัยทำงานคือ อายุระหว่าง 26-44 ปี

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยมี 3 ระบบ ได้แก่

  1. อาการทางระบบการมองเห็น อาการในกลุ่มนี้เกิดจากการมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือนั่งทำงานอยู่ในตำแหน่งที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสม
  2. อาการทางระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการนั่งทำงานในห้องปรับอากาศที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือห้องที่มีมลภาวะจากหมึกเครื่องพิมพ์ หมึกเครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
  3. อาการทางระบบกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยสุด ส่วนใหญ่มาด้วยอาการปวด หรืออาการเมื่อยล้า ในรายที่เริ่มเป็นใหม่ๆ จะมีอาการเฉพาะช่วงพัก ช่วงเว้นว่างที่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการทำงาน หรือช่วงเวลาก่อนนอน ส่วนผู้ป่วยรายที่มีอาการหนักขึ้นอาจมีกล้ามเนื้อหดเกร็งค้าง ล็อกข้อไว้ ทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบขึ้นมาขณะเคลื่อนไหวร่างกายส่วนนั้นๆ บางรายมีความรู้สึกคล้ายอาการชา และรู้สึกยิบๆ บริเวณผิวหนังร่วมด้วย อาการทางระบบกล้ามเนื้อเหล่านี้เกิดจากการปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ มักเกิดขึ้นที่บริเวณ คอ บ่า ไหล่ มากที่สุด รองลงมาคือหลังส่วนล่าง ส่วนบริเวณข้อมือและแขน จะพบมากเป็นอันดับสาม

แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม

  • เลี่ยงการนั่งในรถและนั่งท่าเดิมๆ บนโต๊ะทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ลดปริมาณงาน เวลาการทำงาน ควรลุกเดินหรือยืดเส้นยืดสาย ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ
  • งดความเครียดของตัวเองด้วยวิธีบำบัดต่างๆไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การฟังดนตรี จนถึงการปรับสู่อิริยาบถนอน เป็นต้น
  • แก้ไขท่านั่งทำงานและท่านั่งขับรถให้ถูกต้อง
  • บอกลาอาการปวดโดยยืด เหยียด กด ประคบ ด้วยการออกแบบท่ากายบริหารเหยียดยืดกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ การนวดกดจุด หรือการใช้เครื่องมือประคบทางกายภาพบำบัด
  • ปรับท่าด้วยการออกแบบท่าทางเพื่อให้ร่างกายส่วนนั้นๆ ได้เปรียบเชิงกลขณะทำงาน
  • การสอดแทรกท่ากายบริหารเพื่อเพิ่มความคงทนของกล้ามเนื้อที่มีอาการเข้าไปในการออกกำลังกายประจำวัน
  • การรักษาด้วยการดัดข้อ การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยเข็ม ฝังเข็ม หรือฉีดยาลงบนกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ

ภาพ  freepik

เพิ่มความสตรองให้ชีวิต เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเดินเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590644

  • วันที่ 30 พ.ค. 2562 เวลา 12:45 น.

เพิ่มความสตรองให้ชีวิต เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเดินเร็ว

สุขภาพดีๆ มีได้ไม่ยาก กับเทคนิค “การเดินเร็ว” จุดเริ่มต้นการออกกำลังกายสำหรับสายชิลที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน

ทุกวันนี้ใครๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เริ่มออกกำลังกายและพยายามพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รู้ว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เริ่มลงมือเสียที ด้วยเหตุผลส่วนตัวมากมาย เนสท์เล่ สนับสนุนให้ผู้คนมีชีวิตดีๆ เริ่มง่ายๆ ด้วยหลัก 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ จึงมีเคล็ดลับเพิ่มความสตรอง เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยวิธีง่ายๆ แต่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน นั่นคือเทคนิค “การเดินเร็ว” ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสำหรับสายชิลล์ทั้งหลายที่ไม่ทำให้เหนื่อยมากเกินไปและสามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

นางสาวพิมพ์วดี อากิลา นักโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเดินเร็วเป็นการออกกำลังกายที่ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าเดินได้ถูกวิธีโดยเฉพาะคนที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ เช่น คนที่มีปัญหาด้านข้อเข่า หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย การเดินเร็วช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะหัวใจและปอดจะถูกฝึกให้ทำงานเพิ่มขึ้น สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อต่อต่างๆ มีความยืดหยุ่นดีขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ทั้งโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน”

เคล็ดลับการเดินเร็วให้สตรองและสนุกกว่าเดิม ได้แก่

  • วอร์มอัพเรื่องสำคัญ ควรวอร์มร่างกายอย่างน้อย 3-5 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายให้สูงขึ้น เตรียมให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อแขนและไหล่ ลำตัว ต้นขา และน่อง พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย และยังป้องกันอาการบาดเจ็บได้อีกด้วย
  • เดินอย่างถูกวิธี จัดระเบียบร่างกายให้ดี เดินตัวตรง ตามองตรง ไม่ก้มหน้า ก้าวเท้าสั้นๆ แต่ก้าวถี่ๆ เวลาเดินให้ส้นเท้าสัมผัสกับพื้นก่อนเพื่อรับน้ำหนักตัว และค่อยๆ ถ่ายน้ำหนักตัวไปที่ฝ่าเท้า ให้เต็มฝ่าเท้า กำมือแบบหลวมๆ และงอข้อศอกเล็กน้อย ประมาณ 90 องศา
  • รักษาความเร็วพอประมาณ ในคนปกติที่ร่างกายแข็งแรงดี ควรเดินด้วยความเร็วให้ได้ประมาณ 400-700 เมตร ในเวลา 6 นาที หรือเดินเร็วจนร้องเพลงไม่เพราะ ถ้าเดินแล้วยังร้องเพลงเพราะลากเสียงยาว ๆ ได้ แสดงว่ายังเดินช้าอยู่ แต่ถ้าเดินเร็วจนพูดไม่เป็นคำ ไม่รู้เรื่องแล้ว ก็แปลว่าเดินเร็วเกินไป
  • ทำให้ต่อเนื่อง แนะนำให้เดินเร็วติดต่อกัน 20-30 นาทีต่อวัน หรืออาจแบ่งเดินเป็น 2 ช่วงเวลา ช่วงละประมาณ 10-15 นาที และควรทำเป็นประจำให้ได้ 5 วันต่อสัปดาห์
  • เพิ่มความสนุกด้วยเสียงเพลง ลองเลือกเพลงที่ชอบจัดใส่ Playlist ให้พร้อมเพราะการฟังเพลงสนุกๆ จะช่วยให้เพลิดเพลินและเดินได้นานขึ้น
  • ดื่มน้ำและเติมพลังให้พร้อม เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ และช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวอีกด้วย ก่อนการออกเดินเร็ว ก็ต้องอย่าให้ท้องว่างจนหิว เพราะอาจทำให้คุณล้มเลิกความตั้งใจและเดินได้ไม่ถึงตามเวลาที่ตั้งใจไว้

นางสาวพิมพ์วดี ยังแนะเคล็ดลับเพิ่มเติมว่า “ร่างกายคนเราต้องใช้พลังงานขณะออกกำลังกาย ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง ควรรองท้องด้วยอาหารเบาๆ ย่อยง่าย เช่น นม เครื่องดื่มธัญญาหาร หรือผลไม้ เช่นกล้วยก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะให้พลังงานพอเหมาะ และมีคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมง่าย ช่วยให้ร่างกายมีแรงและช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้ดี นอกจากนั้น การดื่มน้ำก็เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย การดื่มน้ำเปล่าก่อนเริ่มออกกำลังกายจะช่วยรักษาสมดุลของระดับเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกาย ช่วยลดอาการเป็นตะคริว และควรจิบน้ำเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและให้เซลล์กล้ามเนื้อทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ สุดท้ายหลังออกกำลังกายควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา เต้าหู้และไข่ เพื่อลดอาการอ่อนเพลียและซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้ร่างกายพร้อมกับการออกกำลังกายครั้งต่อไป”

นอกจากการออกกำลังแล้ว ยังมีอีก 2 อ. ได้แก่ อาหาร และอารมณ์ที่ต้องดูแล เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายเราแล้วยังต้องรักษาสภาวะอารมณ์ให้สดชื่น แจ่มใสในทุกๆ วัน ด้วยการพักผ่อนและหลีกเลี่ยงความเครียด เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน รู้เทคนิคและประโยชน์ของการเดินเร็วแบบนี้แล้ว อยากออกไปเดินเร็วกันบ้างหรือยัง

ภาพ :  nestle.co.th