4 เรื่องควรรู้บนฉลากโภชนาการ อ่านก่อนเลือกซื้อ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589271

  • วันที่ 16 พ.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

4 เรื่องควรรู้บนฉลากโภชนาการ อ่านก่อนเลือกซื้อ!!

การอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้ออาหารเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะผู้บริโภคสามารถนำข้อมูลบนฉลากมาพิจารณาเพื่อเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะกับสุขภาพของตนเอง และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

คนทั่วไปอาจคิดว่าฉลากโภชนาการนั้นเข้าใจยาก แต่แท้จริงแล้วการอ่านฉลากโภชนาการสามารถทำได้ง่ายๆ หากเข้าใจความหมายของคำต่อไปนี้

  • หนึ่งหน่วยบริโภค คือปริมาณอาหารที่ผู้ผลิตแนะนำให้ผู้บริโภครับประทาน “ต่อ 1 ครั้ง” โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยของคนไทยว่าหากรับประทานอาหารในปริมาณเท่านี้จะได้รับสารอาหารตามที่กำหนดไว้บนฉลาก ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งปริมาณที่เป็นหน่วยครัวเรือนอย่างกระป๋องหรือแก้ว และปริมาณที่เป็นมาตรฐานสากลอย่างกรัมหรือมิลลิลิตร ผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักจึงไม่ควรรับประทานอาหารเกินกว่าปริมาณดังกล่าว
  • จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ คือจำนวนครั้งในการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มนั้นๆ จนหมด เมื่อรับประทานครั้งละหนึ่งหน่วยบริโภค เช่น หากชาผงสำเร็จรูปบรรจุขวดมีปริมาณ 85 กรัม แล้วหนึ่งหน่วยบริโภคเท่ากับ 1 ช้อนชา หรือ 0.7 กรัม จำนวนครั้งที่รับประทานได้จะเป็น 121 ครั้ง เป็นต้น
  • คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค คือปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ผู้บริโภคได้รับเมื่อรับประทานอาหารชนิดนั้น 1 หน่วยบริโภค โดยปริมาณดังกล่าวคิดเป็นร้อยละของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
  • ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน คือปริมาณสารอาหารในหนึ่งหน่วยบริโภคที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน ซึ่งคำนวณจากพลังงานที่คนไทยโดยเฉลี่ยควรได้รับต่อวันหรือ 2,000 กิโลแคลอรี่นั่นเอง เช่น หากซีอิ๊วขาวให้ไอโอดีน 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน เมื่อผู้บริโภครับประทานซีอิ๊วขาวในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคจะได้รับไอโอดีน 15 เปอร์เซ็นต์ และจำเป็นต้องได้รับไอโอดีนจากอาหารชนิดอื่นอีก 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สารอาหารจำพวกโปรตีนและน้ำตาลจะไม่แสดงปริมาณในรูปแบบเปอร์เซ็นต์ เพราะร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวันของน้ำตาลเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณที่แนะนำต่อวันของคาร์โบไฮเดรตอยู่แล้ว ส่วนโปรตีนนั้นมีหลายชนิดและมีคุณภาพแตกต่างกัน การแสดงปริมาณเป็นเปอร์เซ็นต์อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดได้ ส่วนวิตามินและเกลือแร่ ส่วนใหญ่จะแสดงปริมาณในรูปแบบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะร่างกายของคนเราต้องการวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณน้อย การแสดงปริมาณจริงอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนได้

นอกจากนี้ข้อมูลโภชนาการยังถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. ฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบ เป็นฉลากแสดงชนิดและปริมาณสารอาหารสำคัญที่คนทั่วไปควรรู้ 15 รายการ ได้แก่ พลังงานทั้งหมด พลังงานจากไขมัน ไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล โปรตีน คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ใยอาหาร น้ำตาล โซเดียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 แคลเซียม และธาตุเหล็ก ส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นชุดข้อมูลแนวตั้ง แต่หากบรรจุภัณฑ์นั้นมีความสูงจำกัดก็สามารถแสดงฉลากโภชนาการเต็มรูปแบบในแนวนอนตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณะสุขกำหนดไว้ได้เช่นกัน
  2. ฉลากโภชนาการแบบย่อ ใช้กรณีที่มีสารอาหารในอาหารหรือเครื่องดื่มเป็นปริมาณน้อยมากจนถือว่าเป็นศูนย์ตั้งแต่ 8 รายการขึ้นไปจากที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ 15 รายการ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแสดงฉลากเต็มรูปแบบ

ภาพ : Freepik

How to ป้องกันการลืมเด็กไว้ในรถ ภัยร้ายที่เราทุกคนป้องกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589223

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

How to ป้องกันการลืมเด็กไว้ในรถ ภัยร้ายที่เราทุกคนป้องกันได้

เด็กติดในรถแล้วเสียชีวิต คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าขาดอากาศหายใจ เนื่องจากประตูหน้าต่างปิดสนิท ความจริงแล้วอากาศภายในรถสามารถนอนได้นานเป็นชั่วโมง แต่สาเหตุเสียชีวิตมักมาจากความร้อนภายในที่สูงขึ้นต่างหาก

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะนำว่า ผู้ปกครองห้ามทิ้งลูกไว้ในรถที่จอดกลางแจ้งเด็ดขาด และควรนำเด็กลงจากรถไปด้วยทุกครั้ง นอกจากนี้ ไม่ควรเปิดแง้มหน้าต่างไว้แล้วปล่อยให้เด็กอยู่ภายใน เพราะการแง้มหน้าต่างรถไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิภายในรถ และสาเหตุแท้จริงของเด็กเสียชีวิตไม่ได้มาจากขาดอากาศหายใจ ขณะที่การจอดรถในที่ร่มเด็กก็อาจเสียชีวิตจากความร้อนที่สูงขึ้นได้เช่นกัน

ป้องกันการลืมลูกไว้ในรถอย่างไร

ประการแรก ห้ามทิ้งเด็กไว้ในรถโดยลำพังเด็ดขาด ไม่ว่าคุณจะต้องไปทำธุระนอกรถเร็วหรือช้า แต่ควรนำเด็กลงจากรถไปด้วยทุกครั้ง แม้เด็กจะหลับอยู่ ก็อย่ากังวลว่ากลัวเป็นการปลุกลูก กลัวลูกงอแง แต่คุณต้องเอาลูกลงจากรถด้วยทุกครั้ง ไม่ใช่เพียงความปลอดภัยเท่านั้น แต่เป็นการฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ว่าทุกครั้งที่จอดรถ ลูกต้องลงจากรถ

ประการที่สอง แง้มหน้าต่างรถก็ไม่ได้ ด้วยความเข้าใจผิดๆ ที่ว่าการเปิดแง้มหน้าต่างไว้ในรถแล้วปล่อยให้เด็กอยู่ภายในจะทำให้เด็กไม่ขาดอากาศหายใจแล้วจะปลอดภัย แต่ความจริงแล้วเด็กเสียชีวิตเพราะความร้อนสูง ไม่ว่าจะจอดกลางแดดหรือในที่ร่ม แต่เนื่องจากสภาพอากาศร้อนในปัจจุบันเหมือนในช่วงนี้ ไม่กี่นาทีเด็กต้องแย่แน่ๆ นี่ยังไม่นับรวมการปล่อยเด็กทิ้งไว้ในรถลำพังก็อาจถูกลักพาตัวได้เช่นกัน

ประการที่สาม กรณีที่ต้องให้ลูกติดรถไปกับผู้อื่น หมั่นตรวจสอบด้วยการโทรศัพท์ไปสอบถามเป็นระยะว่า ตอนนี้อยู่ที่ไหนอย่างไร เพราะการที่ต้องฝากลูกไว้กับผู้อื่น ซึ่งต้องเข้าใจว่าเขาไม่ได้ดูแลลูกเราเป็นประจำ อาจทำให้หลงลืมหรือเผอเรอได้ และถ้าเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกันก็ควรจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าอยู่กับเด็กเล็กต้องระมัดระวังด้วย แต่ทางที่ดีไม่ควรปล่อยลูกวัยเด็กเล็กฝากไว้กับผู้อื่น ควรจะต้องมีพ่อแม่หรือคนในครอบครัวประกบเด็กเล็กด้วยทุกครั้ง

ประการที่สี่ กรณีที่เป็นรถโรงเรียน พ่อแม่ต้องมั่นใจก่อนว่าจะตัดสินใจใช้บริการรถโรงเรียนของโรงเรียนหรือไม่ ความจริงไม่อยากแนะนำให้ลูกวัยเด็กเล็กใช้บริการรถโรงเรียน แต่ก็เข้าใจดีว่าด้วยสภาพการจราจรและวิถีชีวิตอาจทำให้ต้องตัดสินใจใช้บริการรถโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถตู้ทึบ ฉะนั้น พ่อแม่ต้องดูถึงมาตรการความปลอดภัยของรถโรงเรียนด้วย ไม่ใช่ดูเฉพาะสภาพรถว่าเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่ต้องดูถึงเรื่องผู้ที่ต้องเป็นคนไปรับส่งลูกว่ามีใครบ้าง คนขับรถเป็นอย่างไร คนที่ติดรถเป็นคุณครูระดับปฐมวัย มีความเข้าใจเรื่องเด็กเล็กไหม เวลารับส่งเด็กขึ้นรถลงรถมีการเช็คชื่อเด็กหรือไม่ แล้วมาตรการของโรงเรียนเป็นอย่างไร เมื่อเด็กถึงโรงเรียนแล้วมีการดับเบิ้ลเช็คอีกครั้งหรือไม่

สิ่งที่ต้องตระหนักอย่างยิ่งก็คือ ผู้ที่ใกล้ชิดเด็กเล็กทั้งหลายต้องมีความระมัดระวังมากกว่าปกติหลายเท่า เพราะต้องคิดเสมอว่าเด็กเล็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองเรื่องความปลอดภัยได้ เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องไม่ประมาทแม้เพียงเสี้ยววินาที

ขอบคุณที่มา : ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี Child Safety Promotion and Injury Prevention Research Center (CSIP)

ภาพ : freepik

‘ไข้หวัดใหญ่’ โรคที่มากับหน้าฝน รู้ตัวเร็ว รักษาก่อน ลดการระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589176

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

'ไข้หวัดใหญ่' โรคที่มากับหน้าฝน รู้ตัวเร็ว รักษาก่อน ลดการระบาด

แพทย์เตือนคนไทยรับมือ “โรคไข้หวัดใหญ่” โรคระบาดที่มากับหน้าฝน พร้อมทราบแนวทางปฏิบัติ แนะรู้ตัวเร็ว รักษาก่อน ลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

“ไข้หวัดใหญ่” ยังคงเป็นโรคร้ายที่คุกคามสุขภาพของคนไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยเชื้อไวรัสที่สามารถแพร่กระจายไปสู่คนทุกเพศทุกวัยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจากรายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -7 พฤษภาคม 2562 พบว่า ปีนี้มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่แล้วกว่า 152,185 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง10 ราย ภายใน 4 เดือนแรกของปีนี้

ถือเป็นสถิติที่น่าตกใจเมื่อจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ของปี 2562 ตั้งแต่ 1 มกราคม จนถึงปัจจุบัน กลับมีจำนวนกว่า 82 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยทั้งหมดเมื่อปี 2561 ที่จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2561 ได้ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่กว่า 185,829 ราย จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ และมีรายงานการเสียชีวิตถึง 32 ราย จึงเป็นสาเหตุให้โรคไข้หวัดใหญ่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังประจำปี 2562

ปีนี้กลุ่มที่ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ

  • กลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 7-9 ปี (13.71 เปอร์เซ็นต์)
  • กลุ่มคนวัยทำงาน 25-34 ปี (12.99 เปอร์เซ็นต์)
  • เด็กอายุ 10-14 ปี (12.77 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่มักเกิดขึ้นภายในโรงเรียน

ในประเทศไทยได้พบจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำในหน้าฝน เนื่องจากเชื้อไวรัสมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายได้ดีในประเทศเขตร้อนที่มีความชื้นสูง อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่นั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทำให้การระบาดของโรคนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ซึ่งปีนี้นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่พบการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในฤดูแล้งช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ด้วยจำนวนผู้ป่วยถึง 46,648 ราย และผู้เสียชีวิต 4 ราย

ในขณะที่โรคไข้หวัดใหญ่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ยังมีคนไทยจำนวนมากที่เข้าใจว่าไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงและสามารถหายเองได้ เนื่องจากมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา โดยมาตรการในการป้องกันและรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันมีสองรูปแบบด้วยกัน คือการรับวัคซีนและยาต้านไวรัส

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ถึงแม้โรคไข้หวัดใหญ่จะติดต่อได้ง่าย หากแต่ป้องกันได้ และรักษาได้เช่นเดียวกัน สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ คือ A, B, C และ D โดยสายพันธุ์ A และ B เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งประเทศไทยมีแนวโน้มพบการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลของสายพันธุ์ B มากกว่าสายพันธุ์ A โดยสายพันธุ์ B จะไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A และไม่สามารถติดต่อระหว่างคนกับสัตว์ได้

“การรับวัคซีนเป็นมาตรการเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อที่สามารถกลายพันธุ์ได้ตามธรรมชาติของมัน ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในทุกๆ ปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไวรัสหวัดใหญ่ กระทรวงสาธารณสุขจึงรณรงค์ให้ประชาชนไปรับวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี ในขณะเดียวกัน ยาต้านไวรัส ก็ยังเป็นมาตรการที่ใช้เพื่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ หลังจากที่ได้รับเชื้อ เพื่อย่นระยะเวลาของอาการป่วย และลดความเสี่ยงที่อาการอาจมีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิต”

“ในระยะแรกหลังจากได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยควรรีบเข้าพบแพทย์เมื่อพบว่ามีไข้สูงติดต่อกันเกิน 48 ชั่วโมง เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอัตราการแพร่ระบาดสูงสุดในช่วง 3 – 5 วันแรกที่มีอาการ ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะนอกจากจะป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดไปยังบุคคลรอบข้างด้วย และสำหรับประเทศไทยที่กำลังจะย่างเข้าสู่ฤดูฝน ประชาชนทั่วไปก็ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม วัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้นมีประสิทธิภาพอยู่ระหว่าง 40 – 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทุกคนจึงควรระมัดระวังและศึกษามาตรการเพื่อการรักษาไปพร้อมกัน” รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวเสริม

ในขณะที่ปัจจุบันมียาต้านไวรัสหลายแขนงอยู่ในตลาด แต่การพัฒนาของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอเพื่อผลักดันขีดความสามารถทางการแพทย์ให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ดีที่สุดต่อไป

 

อ้างอิงจาก : รายงานโรคในระบบเฝ้าระวัง ๕๐๖ Influenza  สํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 13 May. 2019 และรายงานสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ในช่วงการระบาดใหญ่ระหว่างม.ค.-ก.พ. 2562 โดย Thai National Influenza Center National Institute of Health Department of Medical Sciences Ministry of Public Health. (2019, February 26). Retrieved March 15 2019

ไฟโตนิวเทรียนท์ในน้ำผลไม้ เคล็ดลับลดเสี่ยงโรค NCDs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589046

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

ไฟโตนิวเทรียนท์ในน้ำผลไม้ เคล็ดลับลดเสี่ยงโรค NCDs

กลุ่มโรคร้ายที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนในยุคปัจจุบันมากที่สุดคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อันได้แก่ เบาหวาน ความดัน หัวใจ ฯลฯ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากไลฟ์สไตล์อันสุ่มเสี่ยงของคนสมัยใหม่

ทั้งความเครียด และความวิตกกังวลจากการทำงาน นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย และกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุกระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระที่จะค่อยๆ สะสมทำให้เซลล์ภายในร่างกายเสื่อม ส่งผลให้ป่วย ดูแก่ก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs

การป้องกันโรค โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นอกจากหลีกเลี่ยงไลฟ์สไตล์ที่สุ่มเสี่ยงแล้ว ยังสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน

จากข้อแนะนำตามธงโภชนาการ เราควรรับประทานผลไม้วันละ 3-5 ส่วน ซึ่งผลไม้และน้ำผลไม้เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ รวมถึงไฟโตนิวเทรียนท์ต่างๆ ที่จะช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ และช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยความเร่งรีบในการดำรงชีวิตปัจจุบัน ทำให้คนส่วนใหญ่รับประทานได้ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ดังนั้น การดื่ม “น้ำผลไม้” ที่มีไฟโตนิวเทรียนท์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่ได้รับสารอาหารในแต่ละวันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะวัยรุ่น หนุ่มสาว และวัยทำงานที่อาจกินอาหารไม่ครบทุกมื้อ รวมทั้งผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยว หรือการย่อยและการดูดซึม

ทั้งนี้ ไฟโตนิวเทรียนท์ในน้ำผลไม้ ช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพ พบได้ในพืชผักผลไม้ โดยไฟโตนิวเทรียนท์ที่พบในพืชผักผลไม้ มีมากกว่า 20,000 ชนิด หลักๆ ที่พบ อาทิ

  • โพลีฟีนอล (Polyphenol) จะมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ จากโครงสร้างที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (hydroxyl group) หรือ – OH ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำจัดอนุมูลอิสระ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นพี่ใหญ่ในการช่วยกำจัดอนุมูลอิสระให้กับร่างกายนั่นเอง ช่วยส่งเสริมการทำงานระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาทและสมอง รวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยมักพบโพลีฟีนอล (Polyphenol) มากในน้ำสัปปะรด น้ำมะพร้าว น้ำฝรั่ง น้ำกีวี น้ำแอปเปิ้ล เป็นต้น
  • ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และลดภาวะการอักเสบเรื้อรัง จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ โดยมักพบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ปริมาณมากใน น้ำส้ม
  • แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) พบมากในกลุ่มผลไม้สีม่วงแดง เช่น องุ่นแดง ทับทิม ลดปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจ ชะลอการเสื่อมของสมอง ยังช่วยป้องกันเส้นเลือดฝอยจากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย โดยมักพบแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มากในน้ำองุ่น น้ำพรุน น้ำทับทิม น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำเชอรี่เบอร์รี่ น้ำมังคุด
  • แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) พบมากในกลุ่มผลไม้สีส้ม เหลือง แดง เช่น แครอท มะละกอ มะม่วง มะเขือเทศ ช่วยส่งเสริมสุขภาพสายตา ลดความเสี่ยงเรื่องจอประสาทตาเสื่อม รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนเลือดในดวงตา สามารถเพิ่มระดับของความคมชัดของการมองเห็น (Visual acuity) และความไวของการปรับแสง (Contrast sensitivity) ได้

สรุปได้ว่า ไฟโตนิวเทรียนท์เหล่านี้หลายชนิดมีฤทธิ์ต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิดโดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ หรือ NCDs โดยออกฤทธิ์หลักผ่านกลไกในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้านภาวะการอักเสบเรื้อรัง และมีคุณสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างกันไปตามชนิด

แล้วน้ำตาลในน้ำผลไม้ ดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพ?

ความจริงแล้วน้ำตาลที่อยู่ในผลไม้นั้นส่วนใหญ่จะเป็น “น้ำตาลฟรุคโตส” นอกจากนี้ ยังพบน้ำตาลกลูโคส และซูโครส (น้ำตาลทราย) อยู่บ้าง โดยการได้รับน้ำตาลฟรุคโตสจะทำให้ระดับน้ำตาล หรือกลูโคสในเลือดที่เราตรวจวัดกัน เพิ่มขึ้นได้ช้า เพราะต้องผ่านกระบวนการการเปลี่ยนที่ตับก่อน และน้ำตาลฟรุคโตสไม่ต้องผ่านการควบคุมโดยฮอร์โมนอินซูลินเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงอาจเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่ร่างกายสังเคราะห์อินซูลินได้น้อยลง และควรเลือกดื่มน้ำผลไม้คั้นสด หรือน้ำผลไม้ 100% ที่ไม่มีการเติมน้ำตาลทรายเพิ่ม (Added sugar) ลงไป

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคร้ายของคนในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs จึงขอแนะนำว่าควรรับประทานผลไม้วันละ 3-5 ส่วน หรือหากไม่สามารถรับประทานผลไม้สดได้ สามารถเลือกดื่มน้ำผลไม้คั้นสดที่ไม่ใส่น้ำตาล หรือน้ำเชื่อมเพิ่มได้ แต่หากรับประทานผลไม้สดเป็นชิ้นๆ จะได้ใยอาหารที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้อีกด้วย

ภาพ freepik.com

ผลสำรวจชี้ทำงานเกิน 50 ชม./สัปดาห์ เสี่ยงเครียดกระทบงานและสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589039

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

ผลสำรวจชี้ทำงานเกิน 50 ชม./สัปดาห์ เสี่ยงเครียดกระทบงานและสุขภาพ

ทำงานมากไปส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความเครียด และสุขภาพ มาดู 3 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่ากำลังเครียด พร้อมรู้วิธีขจัดความเครียดรายวันให้หมดไปด้วยวิธีง่ายๆ กันเถอะ

จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือน มี.ค.2562 ประเทศไทยเรามีผู้ที่มีงานทำ 37.7 ล้านคน ประมาณร้อยละ 70 ทำงานนอกภาคเกษตรกรรม นับเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเกิดความเครียดได้สูงกว่าวัยอื่น เนื่องจากหน้าที่ความรับผิดชอบครอบครัว การงาน และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่น่าห่วงคือผู้ที่ใช้เวลาทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งจากผลสำรวจครั้งนี้ พบว่ามีมากถึง 7 ล้านกว่าคน เป็นกลุ่มที่เสี่ยงเกิดความเครียดได้ง่าย อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพการทำงานและสุขภาพ หากไม่รู้วิธีจัดการความเครียดที่ถูกต้อง

สัญญาณเตือน 3 ด้านที่บ่งบอกว่ากำลังมีความเครียด ได้แก่

  1. ด้านร่างกาย มักเจ็บป่วยบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีเรี่ยวแรง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ท้องอืด ปวดหลัง ฯลฯ
  2. ด้านจิตใจ จะเคร่งเครียด ขาดสมาธิ หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน เหม่อลอย เบื่อหน่าย เศร้าหมอง เป็นต้น
  3. ด้านพฤติกรรม จะจู้จี้ขี้บ่น เก็บตัว สูบบุหรี่จัด ดื่มสุรามากขึ้น อาจใช้ยากระตุ้น เช่น ยานอนหลับหรือสารเสพติดต่างๆ

เทคนิคขจัดความเครียดรายวันให้หมดไปด้วยวิธีง่ายๆ

  1. ให้ปรับความคิด โดยการคิดบวกต่อตัวเองและต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในแต่ละวันย่อมมีเรื่องให้แก้ไขและเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมีสติและอยู่กับปัจจุบัน
  2. ให้ร่วมกันคิดหาทางออก ทำได้ทั้งระดับครอบครัว คือรับฟังทุกข์สุขของกันและกัน ร่วมกันแก้ปัญหาช่วยเหลือกันทุกโอกาสที่ทำได้ ส่วนระดับที่ทำงาน ให้ผู้ร่วมงานหันหน้าปรึกษาหารือกัน ช่วยเหลือกัน เป็นกำลังใจให้กันและกัน อย่างน้อยการได้ระบายได้เล่าให้ฟังถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ความเครียดต่างๆ ก็จะบรรเทาลง สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่งแล้ว
  3. การฝึกลดความตึงเครียดจิตใจ โดยการพักผ่อน การออกกำลังกาย ฟังเพลง ทำงานศิลปะ ทำกิจกรรมในสิ่งที่ตนเอนเองชอบจะทำให้เราได้ผ่อนคลาย ใจเย็น รวมถึงการฝึกการหายใจคลายเครียดด้วยกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่บริเวณหน้าท้อง โดยสูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ กลั้นไว้สักครู่แล้วจึงผ่อนหายใจออก หน้าท้องจะแฟบลง ทำซ้ำๆ ใช้เวลาเพียง 5-10 นาที การหายใจแบบนี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ทำให้สมองแจ่มใส ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ร่างกายกระปรี้กระเปร่าตลอดวัน  แนะนำให้ฝึกใช้ซ้ำๆ เป็นประจำทุกวัน

ภาพ freepik.com

ใช้คาร์ซีทอย่างไรช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589024

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ใช้คาร์ซีทอย่างไรช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกรัก

เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้ การเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับลูกน้อยจึงต้องพิถีพิถัน ยิ่งในเรื่องความปลอดภัย พ่อแม่ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

เราจึงรวบรวมแนวทางการเลือกใช้คาร์ซีทเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกรักมาให้ ดังนี้

1.เลือกคาร์ซีทให้เหมาะสมกับขนาดร่างกายของเด็กและเหมาะกับรถ ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัย

2.ตอบความพึงพอใจของเด็ก โดยเฉพาะในด้านความสะดวกสบายในขณะนั่ง ควรพาลูกๆ หลานๆ ไปทดลองถึงที่ด้วยก็จะดี จะได้รู้ว่ารุ่นไหนนั่งแล้วสบาย ไม่อึดอัด

3.สร้างความคุ้นเคยให้เด็ก คำแนะนำ คือให้เอาเบาะมาให้เด็กได้สัมผัสได้ลองเล่นในบ้าน ให้เด็กนั่งขณะป้อนข้าวหรือทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อทำความคุ้นเคย เพื่อเด็กจะได้ไม่กลัวหรืองอแงยามที่ต้องถูกล็อกอยู่ในรถ ในครั้งแรกๆ เด็กๆ อาจจะร้องเพราะกลัว แต่ถ้าคุ้นเคยเสียก่อน ก็จะลดการร้องไม่ยอมของเด็กได้ ซึ่งการที่เด็กๆ ร้องก็จะทรมานใจพ่อแม่และเป็นสาเหตุทำให้ละเลยการใช้งานคาร์ซีทในครั้งต่อๆ ไป

4.ห้ามใช้เบาะนั่งนิรภัยร่วมกับถุงลมนิรภัยที่อยู่ด้านหน้า

5.ควรให้เด็กนั่งที่ห้องโดยสารตอนหลัง (เบาะหลังรถ) จากการศึกษาวิจัยของสถาบัน NHTSA (Nation Highway Traffic Safety Administration) สรุปไว้ว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ควรนั่งเบาะด้านหลังรถ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ 27% ไม่ว่ารถคันนั้นจะมี airbag ด้านข้างหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะตำแหน่งที่นั่งกลางของเบาะหลังจะเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดและมีเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถติดตั้งตรงเบาะกลางได้ การติดตั้งทางฝั่งซ้ายหรือขวาก็สามารถทำได้

6.ควรให้เด็กนั่งหันหลังให้หน้ารถให้นานที่สุดจนกว่าสรีระเด็กจะนั่งแบบนี้ไม่ได้ เพราะการนั่งแบบหันหน้าไปด้านหลังรถจะปกป้องหัวของเด็ก คอ และกระดูกสันหลังได้ดีกว่า

7.ศึกษาคู่มือการติดตั้งและการใช้คาร์ซีทสำหรับเด็ก ตลอดจนคู่มือรถยนต์ที่ใช้อยู่ให้รู้แจ้ง

8.ติดตั้งคาร์ซีทในรถและจัดให้เด็กนั่งในคาร์ซีทอย่างถูกต้อง ต้องตรวจสอบการยึดรั้งร่างกายของเด็กกับเบาะให้ดี และตรวจสอบเข็มขัดนิรภัยของตัวคาร์ซีทว่ารัดแน่นไปหรือเปล่า หรืออยู่ในตำแหน่งที่ผิดจนสร้างความรำคาญให้กับเด็กหรือไม่ การนั่งที่ถูกต้องสายเข็มขัดนิรภัยของตัวเบาะจะต้องแน่นพอดีและพาดข้ามบ่าของเด็ก อย่าพาดอ้อมแขนหรือสอดไว้ใต้แขนเด็ก

9.เด็กพร้อมที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยของรถได้ตามปกติ เมื่อ 1.เด็กสูงเพียงพอที่ขาและเข่าของเขาสามารถนั่งห้อยขาเบาะนั่งรถได้พอดี 2.เด็กโตพอที่จะสามารถนั่งตัวตรง หลังพิงพนักพิงได้ตรง 3.เข็มขัดนิรภัยของรถส่วนล่างจะต้องรัดได้ตรงส่วนกระดูกเชิงกราน ไม่ใช้รัดตรงท้อง 4.เข็มขัดที่พาดส่วนบ่าจะต้องพาดผ่านมาตรงส่วนหน้าอก ไม่ใช่ผ่านมาตรงแขนหรือคอ

“เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้” (Listen to baby’s voice) คือแนวคิดของ เบบี้ กิ๊ฟ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กระดับพรีเมี่ยม ที่เกิดจากการศึกษาอินไซต์ของพ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่แต่ละครอบครัวได้มีข้อมูลเพื่อเลือกสรรสิ่งที่ดีและเหมาะสมให้กับลูก โดยเฉพาะ คาร์ซีท หรือเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เบบี้ กิ๊ฟจึงเน้นการคัดสรรแบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพเยี่ยมจากต่างประเทศ ได้แก่ อะปริก้า (APRICA) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่คิดค้นโดยกุมารแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น, อาเลเบเบ (AILEBEBE) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญผลิตคาร์ชีทมามากกว่า 30 ปี จากประเทศญี่ปุ่น, ปริ๊นซ์ แอนด์ ปริ๊นเซส (PRINCE & PRINCESS) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่พัฒนานวัตกรรม และรูปแบบการใช้งานตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม เป็นต้น

เพื่อนร่วมงานสุดยี้ในที่ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588892

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

เพื่อนร่วมงานสุดยี้ในที่ทำงาน

หันซ้ายแลขวา มาเช็กเพื่อนร่วมงานใกล้ตัวกันดีกว่าว่าชอบสร้างปัญหาหรือชอบสร้างงาน

ในที่ทำงานของเรามีคนเหล่านี้อยู่ในองค์กรกันบ้างหรือเปล่า?

ชอบแกล้งป่วย

คือขอลาป่วยโดยไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยจริง ที่เหตุผลเรื่องลาป่วยมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะพนักงานทุกสามารถใช้สิทธิ์ดังกล่าวได้ จากผลการสำรวจพนักงานและนายจ้างจำนวน 2,800 คน พบว่า 32 เปอร์เซ็นต์ มีการขอลาป่วยโดยที่ไม่ได้ป่วยจริงอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีเลยทีเดียว เนื่องด้วยสิทธิ์ในการลาป่วยต่อปีมีจำนวนหลายวัน บางคนก็เลยนิยมใช้สิทธิ์ลาป่วยยาวๆ ช่วงสิ้นปีเลยก็มี

ติดสายคุยโทรศัพท์ส่วนตัว

การใช้โทรศัพท์คุยเรื่องส่วนตัวบ่อยๆ ในที่ทำงานถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง แนะนำให้พยายามเปิดใช้ระบบสั่นหรือปิดเสียง และรับสายเฉพาะสายสำคัญเท่านั้น โดยคุยด้านนอกที่ทำงานหรือห่างจากเพื่อนร่วมงาน ซึ่งรวมถึงหัวหน้างาน เพื่อรักษาสมาธิการทำงานของเพื่อนร่วมงาน

ชอบผิดเวลา

นอกเหนือจากเรื่องการเข้าทำงานสายแล้ว การเข้างานหลังจากพักเที่ยงก็ยังช้า รวมถึงงานที่ต้องส่งยังไม่ทันเวลา หรือต้องมานั่งแก้ไขอีก เจอแบบนี้คาดว่าหัวหน้างานคงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ไล่ออกก็อาจเปลี่ยนคนมาแทนที่คนเหล่านี้ก็เป็นได้

ทัศนคติไม่ได้

เมื่อพูดถึงพนักงานที่มีทัศนคติทางลบย่อมไม่สร้างผลดีแก่ส่วนอื่นๆ ในองค์กรเช่นเดียวกัน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะชอบดูถูกคนอื่นๆ ไม่ให้ความร่วมมือในองค์กร และปล่อยข่าวที่เป็นเท็จสร้างคลื่นใต้น้ำหรือก่อปัญหาอื่นๆ ให้แก่ทั้งเพื่อนร่วมงานและองค์กร

เป็นนักขายมือทองครองออฟฟิศ

จริงอยู่ว่าการซื้อขายสามารถทำได้ทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่ในออฟฟิศ แต่หากมีพนักงานใช้อีเมลหรือระบบของบริษัทประกาศขายของส่วนตัวในเวลางาน คงต้องมีมาตรการบางอย่างจัดการกับเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ นักขายมักเดินไปมาระหว่างแผนกเพื่อพูดคุยเสมือนการเข้าสังคม จึงอาจละเลยต่อหน้าที่และงานที่ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่มีสมาธิในการทำงาน สุดท้ายเมื่อรีบทำจึงอาจเกิดความผิดพลาดต่องานที่รับผิดชอบได้

มลภาวะทางเสียง

แม้ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะทุกองค์กรต้องมีการพูดคุยในการทำงานตลอดทั้งวัน ซึ่งถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานก็คงปกติ แต่ถ้าหากต้องเจอเสียงบ่น เสียงคุยจ้อ เสียงหัวเราะ เสียงเพลงที่เปิดดังลั่น หรือเสียงกรน เหล่านี้ล้วนเป็นมลพิษทางเสียงซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานกับพนักงานในส่วนอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะไม่ถูกกาละเทศะแล้ว ยังถูกมองว่าไม่มีความเกรงใจอีกด้วย

เอาดีเข้าตัว

พนักงานประเภทที่อ้างว่าผลงานชิ้นนี้ โปรเจ็กต์นี้ เป็นงานของตนเอง แต่จริงๆ แล้วความสำเร็จล้วนมาจากทีมงาน จะสังเกตพนักงานประเภทนี้ได้ง่ายคือพวกที่ไม่ชอบทำงานหนักและโยนภาระให้แก่คนอื่นอยู่บ่อยครั้ง และมักรับแต่คำชม ไม่สนคำติ แบบนี้ไม่ดีเลยว่ามั้ย

ภาพ : freepik.com

อบซาวน่า 15-20 นาทีดีอย่างไร? แล้วคนมีโรคประจำตัวควรทำหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588901

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 08:20 น.

อบซาวน่า 15-20 นาทีดีอย่างไร? แล้วคนมีโรคประจำตัวควรทำหรือไม่?

ประโยชน์และอันตรายของการซาวน่า พร้อมผลการวิจัยที่เป็นข่าวดีต่อผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

“ซาวน่า” คือการอบตัวด้วยอุณหภูมิประมาณ 65-90 องศาเซลเซียส โดยแหล่งกำเนิดความร้อนมีหลายรูปแบบ ทั้งการเผาท่อนไม้ ใช้เครื่องทำความร้อนด้วยไฟฟ้า รวมถึงการใช้รังสีอินฟราเรด โดยการอบซาวน่าจะทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาในปริมาณมาก ปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีต่อครั้งเท่านั้น เพราะหากนานเกินไปอาจเป็นอันตรายได้

ซาวน่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

  • ช่วยคลายเครียด ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนไปซาวน่าเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น หลอดเลือดก็จะขยายตัวทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้มากขึ้น จึงทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายจากความเครียด
  • ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังจากทำงาน หลังเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือการออกกำลังกาย การไปซาวน่าถือเป็นการฟื้นตัวชั้นดีเลยทีเดียว เพราะเมื่อระบบไหลเวียนเลือดทำงานเพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ได้รับการฟื้นฟูตามไปด้วย
  • ดีต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เพราะหลอดเลือดที่ขยายตัวขณะอยู่ในห้องซาวน่าทำให้หัวใจต้องใช้แรงสูบฉีดเลือดมากขึ้น จึงเหมือนได้บริหารกล้ามเนื้อหัวใจไปด้วย โดยมีการศึกษาที่พบว่าผู้ที่ไปซาวน่าเป็นประจำมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยลงด้วย
  • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ที่ไปซาวน่าเป็นประจำจะมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไปซาวน่าเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

นอกจากนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่าการซาวน่านั้นช่วยลดน้ำหนักได้ อาจเพราะมีเหงื่อปริมาณมากที่ไหลออกมาขณะอบตัว จึงคิดว่าซาวน่าอาจช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะน้ำหนักตัวที่หายไปหลังจากการซาวน่านั้น คือ น้ำหนักของน้ำในร่างกายที่ถูกขับออกมาในรูปแบบเหงื่อ เมื่อดื่มน้ำเข้าไปหลังจากซาวน่าเสร็จ น้ำหนักก็จะกลับมาเท่าเดิม ดังนั้น การซาวน่าแทบไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักเลย โดยการเผาผลาญพลังงานขณะซาวน่าก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับการนั่งพักเท่านั้นเอง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอลแห่งอังกฤษ ได้รายงานในวารสารประสาทวิทยา ว่าหลังจากที่ประเมินความเชื่อมโยงระหว่างการซาวน่าและโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคลมปัจจุบัน (stroke) ของกลุ่มคนวัย 53-74 ปี อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกของฟินแลนด์จำนวน 1,600 คน ซึ่งได้ติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตนานถึง 15 ปี พบว่าคนที่ใช้เวลาในซาวน่า 4-7 วันต่อสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่ำกว่า 61% ที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่าคนที่ไปใช้ซาวน่าสัปดาห์ละครั้ง ส่วนคนที่ไปใช้ซาวน่า 2-3 วันต่อสัปดาห์ “จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 14%” เมื่อเทียบกับผู้ไปใช้ซาวน่า 1 ครั้งต่อสัสัปดาห์

ทั้งนี้ เมื่อนักวิจัยลองปรับปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น การออกกำลังกาย คอเลสเตอรอลสูง การสูบบุหรี่ และโรคเบาหวานเข้ามา ก็พบว่าการใช้ซาวน่ายังช่วยลดความเสี่ยงโรค ผลลัพธ์ดังกล่าวช่วยชี้ให้เห็นว่าคนที่ไปซาวน่าอาจจะเป็นผลดีต่อสุขภาพคือ ช่วยลดความดันโลหิตที่มีผลต่อโรคหลอดเลือดสมอง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนเผยว่าผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตต่ำและผู้ป่วยโรคหัวใจอยู่ แล้วหรือเพิ่งผ่านการรักษาควรหลีกเลี่ยงซาวน่า

อันตรายและความเสี่ยงของการซาวน่า

  • เกิดภาวะขาดน้ำ การอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ และหากอยู่นานเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได
  • ทำให้โรคบางอย่างรุนแรงขึ้น การซาวน่าหรือการอาบน้ำร้อนจะทำให้อาการของโรคบางชนิดมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างโรคโรซาเซีย ซึ่งเป็นโรคที่เกิดการอักเสบบนผิวหนังและบริเวณดวงตา
  • ติดเชื้อโรคจากผู้อื่น ห้องซาวน่าที่เปิดให้ใช้บริการโดยทั่วไปนั้นไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล ดังนั้น ผู้คนมากมายต่างเข้ามาใช้บริการห้องซาวน่าร่วมกัน จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคจากผู้อื่นได้ง่ายกว่าปกติ
  • เซลล์สืบพันธุ์เพศชายมีจำนวนลดลง แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่ซาวน่าอาจมีผลต่อการทำงานของอัณฑะได้ เพราะอุณหภูมิมีผลกับการผลิตเซลล์สืบพันธุ์ของอัณฑะ การอบซาวน่าเป็นเวลานานเกินไปจึงอาจทำให้อัณฑะผลิตอสุจิได้น้อยลง

ข้อควรระวังของการอบซาวน่า (โดยเฉพาะคนมีโรคประจำตัว)

  • ผู้ที่เป็นโรคหอบ โรคลมชัก โรคหัวใจ ผู้ที่กำลังใช้ยาบางชนิด หรือผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนไปซาวน่า
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังซาวน่า
  • ไม่ซาวน่านานเกินไป ควรอบตัว 15-20 นาทีก็เพียงพอแล้ว
  • หากรู้สึกไม่สบายตัวหรือมีอาการผิดปกติในระหว่างที่อบตัว ให้รีบออกมาจากห้องซาวน่าทันที
  • ดื่มน้ำเย็น 2-3 แก้วหลังเสร็จจากการซาวน่า เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และไม่ควรอาบน้ำเย็นทันที แต่ควรปล่อยให้ร่างกายเย็นลงสักระยะหนึ่งก่อน

ภาพ : freepik.com

สัญญาณเตือนจาก ‘เล็บ’ ที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588905

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

สัญญาณเตือนจาก 'เล็บ' ที่ไม่ควรมองข้าม

“เล็บ” เปรียบเสมือนปราการด่านหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวหนังชั้นใต้เล็บ และทำหน้าที่สำคัญในการหยิบจับสิ่งของ การมีเล็บสุขภาพดีจึงบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรงเช่นกัน

เล็บที่มีสุขภาพดี คือเล็บที่มีสีผิวของเนื้อข้างใต้เล็บเป็นสีชมพูอ่อนๆ พื้นผิวเล็บเรียบไม่ขรุขระ ผิวหนังรอบเล็บไม่ถอยร่นเป็นขุยหรือมีผื่น เนื้อเล็บมีความหนาพอดีๆ ไม่มากหรือน้อยไป และแข็งแรงพอที่จะใช้หยิบจับของได้

ส่วนเล็บที่ผิดปกตินั้น ต้องสังเกตว่าเป็นที่ตัวเล็บหรือผิวหนังรอบๆ เล็บ เนื่องจากผิวหนังรอบเล็บอาจมีส่วนทำให้ผิวเล็บเกิดความผิดปกติได้เช่นกัน ปัญหาที่พบบ่อย คือปลายเล็บบาง แตกเปราะง่าย ซึ่งมักเกิดกับคนที่ทำเล็บเป็นประจำ ล้างมือบ่อย หรือผู้ที่มีการใช้เล็บกับน้ำมากเกินไป

อีกกรณีคือผิวหนังรอบเล็บมีอาการบวมแดง เล็บจึงดูเปลี่ยนแปลงไป เช่น เป็นขุย มีสีเขียว รอบเล็บขรุขระเหมือนเป็นเชื้อรา แต่ไม่ใช่เชื้อรา อาการดังกล่าวมักเจอในแม่บ้าน หรือคนที่ทำงานบ้านเอง เมื่อเล็บโดนน้ำยาทำความสะอาดก็จะทำให้ผิวหนังรอบเล็บเปื่อย พอโดนสารเคมีซ้ำๆ จึงทำให้เกิดการอักเสบ และบวมแดงได้

สัญญาณเตือนจากเล็บที่ไม่ควรมองข้าม

สังเกตได้เองจากเล็บว่าหนาผิดปกติหรือไม่ เช่น หนาบริเวณปลายเล็บ สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นโรคเชื้อรา หรือโรคสะเก็ดเงิน โดยทั้งสองโรคนี้มีความคล้ายคลึง แต่ต่างกันตรงที่โรคเชื้อรามักเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เล็บ แต่โรคสะเก็ดเงินมักเป็นหลายเล็บ หรือเป็นหมดทั้งเล็บ

นอกเหนือจากนี้ คืออาการเล็บบางและมีรูปร่างผิดปกติ เช่น มีลักษณะแอ่นเหมือนช้อน สันนิษฐานว่าอาจมีภาวะโรคเลือดจาง หรือขาดธาตุเหล็ก และเล็บมีสีที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น เล็บขาวครึ่งเล็บ (หมายถึงผิวหนังใต้เล็บมีสีผิดปกติ) เป็นลักษณะที่พบได้ในผู้มีภาวะไตวายเรื้อรังและบวมน้ำ ซึ่งหากเป็นสีขาว 2 ใน 3 ของเล็บ มักเป็นอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคตับแข็ง หรือโรคหัวใจวาย สำหรับบางคนที่พบจุดขาวๆ ปรากฏบนเล็บ โดยเฉพาะหากเป็นหลายเล็บ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอยู่ในภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง สำหรับวิธีที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้องและถูกกับโรค

ถนอมกันสักนิดเพื่อสุขภาพเล็บที่แข็งแรง

ควรปล่อยให้เล็บได้หยุดพักหายใจจากการทาสีเล็บบ้าง โดยเฉพาะยาทาเล็บสีแดงกับสีส้มที่ทำให้เล็บเหลืองได้ง่ายกว่าสีอื่นๆ ควรเว้นช่วงการทาสีครั้งใหม่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนการต่อเล็บไม่ควรทำต่อเนื่องกันนานกว่า 3 เดือน และควรเว้นสัก 1 เดือนก่อนจะต่อเล็บครั้งใหม่ นอกจากนี้ ควรทาครีมบำรุงเพื่อช่วยลดความหยาบและลดการเป็นขุย

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588877

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

วันอาทิตย์เย็นๆ เป็นสีจางๆ ไม่เหมือนเย็นวันศุกร์  เพราะพรุ่งนี้คือเช้าวันจันทร์!! หลายคนจะมีอารมณ์เหมือนต้องขุดตัวเองจากที่นอนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน คล้ายในวัยเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียน ทำให้เรานอนหลับไปพร้อมกับทัศนคติที่เป็นลบกับชีวิต ความรู้สึกแรกเมื่อตื่นจึงมีแต่เบื่อกับเบื่อ

ลองมาดูกลวิธีเตรียมตัวเพื่อพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุขกันเถอะ

1.นอนเร็ว

ค่ำวันอาทิตย์ควรนอนระหว่าง 2-4 ทุ่ม ถ้าเป็นไปได้ เพราะจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล สมองได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาจะเฟรชเป็นที่สุด ตั้งปลุกเร็วหน่อยเพื่อให้มีเวลาแต่งตัวสวย ได้กินอาหารเช้าชาร์จพลังให้สมอง เดินทางก่อนเวลารถติด พอถึงที่ทำงานจะได้เริ่มงานก่อนใครพร้อมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มแก้วโปรด

2.ฝึกทักษะในการทำงานและศึกษาเพิ่มเติม

ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ หัดเข้าเว็บไซต์ต่างประเทศบ้าง เปิดดิกชันนารีบ่อยๆ อย่าอาศัยแต่กูเกิลแปลอย่างเดียว เมื่อความรู้มากขึ้นจะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง สามารถนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ได้ ทำให้ตัวเองภาคภูมิใจและเกิดความกระตือรือร้นในงานมากขึ้น

3.แสนดีกับเพื่อนทุกระดับประทับใจ

ผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่เว้นแม้แต่พี่แม่บ้าน เพราะพี่ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มักเข้าหาคนที่ถ่อมตน เข้าถึงง่าย ทีนี้เวลามีอะไรในบริษัทเราก็จะได้รู้จากพี่เขานี่แหละเพราะเธอเข้าถึงทุกคน การแสนดี ยิ้มแย้มกับทุกคนทำให้เรามีความสุขเมื่อไปทำงาน เพราะรู้สึกว่า “ใครๆ ก็รักเรา” อีกทั้งเมื่อเราได้ให้และทำดีกับคนอื่นๆ ก็จะเกิดพลังกลับมา ทีนี้การไปทำงานในแต่ละวันก็จะกลายเป็นช่วงเวลาอันแสนสุข แม้งานจะหนักหนา แต่รอยยิ้มรอบข้างก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไง

4.เลิกงกวันหยุด

งานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ลองคิดดูว่าเราให้เวลากับงานวันละกี่ชั่วโมง คงต้องนับกันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงตอนกลับถึงบ้านเลยใช่ไหม ลองขยันทำงานให้เสร็จ รับผิดชอบในหน้าที่และจัดเวลาให้เป็น แล้วเราจะมีเวลาเหลือพอสำหรับการลาพักผ่อนเติมพลังงานชีวิต รวมถึงพลังกายให้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างแน่นอน

5.ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และองค์กร

ทราบหรือไม่ว่า การยึดมั่นในความซื่อสัตย์คือการสร้างพลังชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อมนุษย์เรามีอุดมการณ์จะทำให้เกิดความมั่นคงในการก้าวไปอย่างถูกทาง นั่นคือพลังที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่กับสิ่งที่ทำในด้านที่ถูกต้องเสมอ

6.อย่าหมักหมมงาน

ความขี้เกียจคืออุปสรรคต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน ทางที่ดีคือการทยอยทำไปเรื่อยๆ เพราะการผัดวันประกันพรุ่งเพียงแค่วันเดียว จะทำให้วันต่อมามีงานเพิ่มขึ้นจนโอเว่อร์โหลด เกิดเป็นความเหนื่อยและเบื่อตามมา

7.ดูแลสุขภาพเสมอ

สุขภาพที่ไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ถ้าเป็นอะไรเพียงนิดหน่อยก็ไม่ควรละเลยหรือปล่อยไว้จนอาการแย่ หรือต้องลางานยาว แล้วกลับมาพบกับงานกองโตให้ต้องเครียดกันอีก

8.ดูแลชีวิตในด้านอื่นๆ ด้วยทัศนคติที่ดี

สร้างทัศนคติด้านบวกแก่ชีวิตตามวิธีที่ตัวเองถนัดเพื่อพิชิตทุกปัญหา ทั้งความสัมพันธ์ การเงิน ซึ่งมักกระทบต่อการทำงาน อาจฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย ช่วยงานสังคม หรือท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ

9.แต่งตัวสวยและเป็นตัวของตัวเอง

การแต่งกายคือเรื่องของบุคลิกภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ที่ดึงดูดผู้คนรอบด้านให้ชื่นชมเท่านั้น แต่ยังทำให้ตัวเราเองรู้สึกมั่นใจ ชื่นชมในตัวเองและเกิดเป็นพลังที่สร้างความสุขได้ทุกครั้ง

ภาพ : freepik