สุนทรีย์ ชุ่มมงคล ภาษาไทยต้องใช้ให้ถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583731

  • วันที่ 19 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

สุนทรีย์ ชุ่มมงคล ภาษาไทยต้องใช้ให้ถูก

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกคนมุ่งหน้าเรียนภาษาอังกฤษ เพราะคิดว่ามีอนาคตกับการทำงานมากกว่า การใช้ภาษาไทยของคนรุ่นใหม่จึงเริ่มตกต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ทั้งที่จริงแล้วภาษาไทยยังมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของตลาดแรงงานอีกหลายส่วน

“เราควรใช้ภาษาไทยให้ถูกหลัก ตั้งแต่การพูดไปจนถึงการเขียน เราอาจจะคิดว่าเราพูดเล่นๆ กับเพื่อนจะใช้คำอะไรก็ได้ พิมพ์คุยในไลน์ใช้คำใหม่ซึ่งกำลังนิยม ทำแบบนั้นก็ได้ไม่ว่ากัน แต่เมื่อถึงเวลาทำงานต้องใช้ให้ถูก บ่อยครั้งที่เราพบว่าพูดผิดก็เขียนผิดเสมอ ดังนั้นคนที่เก่งภาษาไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานไม่แพ้คนที่เก่งภาษาอังกฤษเลย” สุนทรีย์ ชุ่มมงคล อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กล่าวไว้เช่นนั้น

สุนทรีย์ เป็นอีกหนึ่งคนที่เชื่อว่าการเรียนภาษาไทยนั้นสำคัญไม่แพ้การเรียนวิชาอื่นๆ จึงเลือกเรียนเอกภาษาไทย ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และนำความรู้ด้านภาษาไทยที่มีมาทำงานพิธีกร ผู้ประกาศข่าว อาจารย์สอนภาษาไทย และวิทยากรอบรมให้ความรู้ด้านการพูด การเขียนตามหลักภาษาไทยอีกหลายแห่ง

“เหตุผลที่เราเรียนภาษาไทยก็น่าจะมาจากคุณแม่ท่านส่งเสริมในเรื่องของการเรียน โดยเฉพาะเรื่องของการเรียนภาษาไทย ท่านบอกว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ แม่จะเป็นคนที่ค่อนข้างเข้มงวด ลูกทุกคนต้องพูดชัดถ้ารอเรือพูดไม่ชัดจะถูกตี ท่านค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องการใช้ภาษาไทยอย่างมาก

ย้อนกลับไปตอนสอบเอนทรานซ์สมัยก่อนมีให้เลือก 4 อันดับ อันดับที่ 1, 2 และ 4 เราเลือกนิติศาสตร์ ส่วนเอกภาษาไทยเลือกไว้เป็นอันดับ 3 ที่เลือกแบบนั้นเพราะมีคนบอกว่าคนเรียนนิติศาสตร์ ต้องลุ่มลึกทางภาษา ปรากฏว่าเราสอบติดอันดับ 3 แต่เราก็ทำได้ดีกับการเรียนภาษาไทยมาตลอด และมักจะเจอกับคำถามว่าเรียนภาษาไทยแล้วจะไปทำอะไร เราจะเรียนไปทำไมในเมื่อเราเองก็ใช้ภาษาไทยกันอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เรียนไปไม่กลัวตกงานเหรอ

มาถึงวันนี้แล้วบอกได้เลยว่าเราเรียนภาษาไทยมาไม่กลัวตกงาน ทั้งชีวิตนี้ไม่เคยตกงานแล้วก็ยังได้ใช้วิชาความรู้ด้านภาษาไทยในการทำงานด้านอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง เพราะว่าในประเทศไทยภาษาไทยคือภาษาแม่ เราต้องเก่งภาษาไทยก่อนที่จะเก่งภาษาอังกฤษ

ทุกวันนี้มีงานอีกหลายๆ อย่างที่ต้องการความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาไทย คิดอย่างง่ายๆ ถ้าเกิดอยากเป็นครูเราก็แค่สอบวุฒิครูเพิ่มอีก 1 ใบ หรือผันตัวไปเป็นผู้ประกาศข่าว ทำงานในสายสื่อสารมวลชน คนทำเนื้อหาลงสื่อต่างๆ ที่เป็นภาษาไทย ก็ต้องมีความจำเป็นของคนที่มีความรู้ภาษาไทยอย่างถูกต้องเสมอ ถึงจะทำงานนี้ในลักษณะนี้ได้ดี

แต่ในปัจจุบันมีการใช้ภาษาไทยในทางที่ผิดหลายๆ อย่างจนน่าเป็นห่วง ตั้งแต่การสะกดผิด การเขียนผิด ทำให้สื่อความหมายผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง และพบบ่อยมากกับคนรุ่นใหม่ จนกลายเป็นว่าคนที่ใช้ภาษาไทยได้ดีในยุคปัจจุบันกลายเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ เทียบเท่ากับการใช้ภาษาอังกฤษได้เลย

เราเป็นคนไทยเราอยู่เมืองไทยเราก็ต้องใช้ภาษาไทยถูกหลักภาษา ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาเราคุยงานกับผู้ใหญ่ ใช้คำว่า “จารย์” ซึ่งเราก็มองคำว่า “จารย์” มาจากคำว่า “อาจารย์” แต่ทำไมเราไม่ใช่คำว่า “อาจารย์” ให้สื่อความหมายที่เข้าใจชัดเจน บางทีเราอาจจะมีความรู้สึกว่าเราคุยกันนานแม้จะสนิทกันแต่บางทีพิมพ์คุยก็ต้องมีเรื่องของการใช้ระดับของภาษาบ้าง มีเรื่องมารยาทของภาษา เพราะภาษาไทยเรามีคำศัพท์ที่มีระดับชั้นของการใช้อย่างถูกต้อง

ที่จริงแล้วเราไม่ใช่คนหัวโบราณ ภาษาไทยเราเป็นภาษาที่ยังไม่ตายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรารับได้ แต่ช่วยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหน่อยได้ไหม ไม่ใช่ใช้คำว่า “ชิมิ” “ชะมะ” มีการเกิดคำใหม่ๆ ขึ้นมา พอเด็กใช้ภาษาพูดแบบนี้ก็ติดนำมาใช้ในภาษาเขียนก็กลายเป็นว่าเป็นการเขียนผิด ขนาดพูดยังงง พอจะใช้ภาษาให้ถูกก็เลยกลายเป็นวิบัติไปหมด

ลองนึกภาพถ้าคนในรุ่นเราที่ผ่านการฝึกการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องหมดไป ก็จะเหลือแต่เด็กรุ่นหลังที่ใช้ภาษาวิบัติกันไปหมด เราจะงงๆ กับการตีความ ยิ่งในโลกยุคใหม่ใช้การคุยไลน์กันเป็นหลัก แล้วใช้ภาษากันแบบไม่รู้จักลำดับชั้นของภาษาหรือการใช้คำให้ถูกต้อง ไม่มีมารยาททางภาษา แล้วจะสื่อความกันให้รู้เรื่องได้อย่างไร

โดยเฉพาะเรื่องของการใช้วรรณยุกต์มีความผิดเพี้ยน ที่เราพบเห็นได้บ่อยมาก ใส่วรรณยุกต์ผิดความหมายก็ผิด การใช้คำที่ต้องใช้ “ร” กับ “ล” นี่ก็เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยเหมือนกัน หรือคำว่า คะ ค่ะ ถ้าเห็นแบบนี้เวลาเราสอนเด็กว่าไม่ถูกต้อง มักจะได้ยินคำตอบกลับมาว่า “ก็ไม่ได้เห็นเป็นเรื่องสำคัญ อ่านก็เข้าใจ นี่ก็น่าจะจบนะ” แบบนี้เราจะเหลือความถูกต้องของภาษาไว้ตรงไหน ต่อไปก็คงไม่ต้องมีหลักภาษา

ซึ่งหลักภาษาไทย ก็เหมือนแกรมม่าในภาษาอังกฤษซึ่งเจ้าของภาษายังเข้มงวดเรื่องการสะกดอยู่เลย แต่ภาษาไทยของเราเองกลับไม่ให้ความสำคัญกับการใช้หลักภาษาให้ถูกต้อง เหมือนกับคนไทยพยายามพูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งก็พอฟังเข้าใจ แต่ถ้าจะเอาให้เกียรติภาษาเขาจริงๆ ก็ควรใช้อย่างถูกต้อง พูดได้กับพูดเป็น ศักดิ์ศรีต่างกัน ภาษาไทยก็เหมือนกัน

หากคิดอยากจะใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เราต้องใช้ให้อยู่ในระดับมาตรฐานเป็นกิจวัตรประจำวัน เริ่มต้นคือการฝึกพูดให้ถูก ถ้าพูดได้ถูกหลัก การเขียนก็ไม่ใช่เรื่องยาก มารยาทของภาษาภาษาไทยก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ เรามีลำดับชั้นที่บ่งบอกถึงความรู้ความสามารถและมารยาทในการใช้ภาษาของบุคคลนั้น

อย่าคิดว่าเราจะพิมพ์จะพูดกับผู้ใหญ่อย่างไรก็ได้ไม่เห็นจะมีใครว่า แต่เราอย่าลืมว่าการใช้ภาษาสะท้อนการอบรมของบุคคลนั้นจากครอบครัว ยิ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาไทยหรือต้องใช้ภาษาไทยในการทำมาหากินด้วยแล้วก็ควรจะรักษามาตรฐานการใช้ภาษาที่ถูกต้องเอาไว้ด้วย

อีกอย่างหนึ่งก็คือคนที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาไทยไม่ได้มีอยู่ดาษดื่น ไม่ได้หากันง่ายๆ อย่าคิดว่าภาษาไทยเป็นเรื่องง่ายเราพูดเราเขียนกันอยู่ทุกวัน แต่หากเข้ามาศึกษาจริงๆ แล้วจะรู้ว่าภาษาไทยนั้นมีความยากอยู่ในตัว และคนที่เก่งภาษาไทยหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทยยิ่งหาได้ยากกว่า

เวลาเพื่อนชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยถามว่า ชื่อนี้แปลว่าอะไร ถ้าเราตอบไม่ได้ เขาจะมองว่าทำไมคนไทยที่เป็นเจ้าของภาษาถึงไม่รู้ ถ้าเกิดเราไม่มีความรู้ทางด้านภาษาไทย เราจะไม่สามารถแยกคำประสมแล้วสื่อความหมายของคำนั้นออกมาได้

ส่วนตัวคิดว่าภาษาไทยที่มีการใช้อย่างวิบัติในทุกวันนี้เกิดจากความละเลยการให้ความสำคัญ คิดว่าพูดไปคุณก็เข้าใจ ก็ไม่เห็นว่าจะต้องใช้ถูกหลักอะไรมากมาย แต่เขาลืมคำนึงถึงข้อหนึ่งว่าถ้าเกิดเขาละเลยการใช้อย่างถูกต้อง แล้วพอถึงเวลาใช้จริงเขาไม่รู้ว่าที่ถูกต้องนั้นต้องใช้อย่างไร และในขณะเดียวกันเขาจะไม่สามารถสอนลูกหลานคนรุ่นหลังว่าการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นการใช้ภาษาไทยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่เราจะฝึกฝน ด้วยการพูดให้ชัด เขียนให้ถูกต้อง สื่อสารให้ครบรูปประโยคแล้วเราจะเป็นอีกคนหนึ่งที่พบว่าการใช้ภาษาไทยที่ดี จะทำให้เราก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ไม่แพ้คนที่เรียนภาษาอังกฤษเลย”

บริหารพอร์ต เปลี่ยนชีวิต (หลังเกษียณ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583732

  • วันที่ 19 มี.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

บริหารพอร์ต เปลี่ยนชีวิต (หลังเกษียณ)

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังโพสต์ทูเดย์

ปัจจุบันคนไทยมีอายุยืน โดยเฉลี่ยมีอายุถึง 80 ปี นั่นหมายความว่า เราต้องเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายอีกยาวนานขึ้น ก็ยิ่งถ้าบรรพบุรุษของเรามีอายุยืนถึง 80-90 ปีแล้ว ก็ยิ่งต้องเตรียมเงินไว้ใช้มากขึ้นตามไปอีก การจัดการพอร์ตเพื่อชีวิตหลังเกษียณจึงมีความสำคัญมาก มาดูกันเลยว่าคุณจะต้องบริหารจัดการพอร์ตอย่างไร เพื่อให้มีชีวิตหลังเกษียณในแบบที่ต้องการ

คงเคยได้ยินกันมาบ้างถึงเรื่องที่หลังเกษียณ ณ วันที่เลิกทำงานต้องมีเงินอย่างน้อย 4 ล้านบาท (4,060,701 บาท) เพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณไปอีก 20 ปี!

1.ตั้งเป้าหมาย

เริ่มต้นจัดระบบการเงินส่วนบุคคลของตัวเองด้วยการตั้งเป้าหมาย แปลงเป้าหมายชีวิตที่คิดไว้ให้กลายเป็นจำนวนเงิน จำนวนเงินจำนวนนี้ต้องเขียนให้เห็นเป็นรูปธรรม เป้าหมายเป็นเป้าหมายที่ “จับต้องได้” ที่สำคัญช่วยตอกย้ำจิตใต้สำนึก กระตุ้นการเดินหน้าทำเป้าหมายให้เป็นจริง

2.ตอบโจทย์ในทางปฏิบัติ

เป้าหมายที่กำหนด หรือตัวเลขจำนวนเงินที่ตั้งไว้เป็นเป้าหมาย กำหนดโจทย์เป็นจำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันเกษียณอายุจากการทำงาน และกำหนดให้ถอนเงินทุกๆ ต้นปี โดยคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้นต่อปี ปรับค่าด้วยอัตราผลตอบแทนหลังเกษียณ 1.73% (เงินฝากประจำเฉลี่ยปี 2550-2560) หลังหักอัตราเงินเฟ้อ 3%

3.เป้าหมายที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่ดีต้องมีความชัดเจน (Specific)วัดผลได้ (Measurable) ทำสำเร็จได้ (Achievable) เป็นไปได้ (Realistic) และมีระยะเวลากำหนดไว้อย่างชัดเจน แน่นอน (Time Bound) เช่น “ฉันจะเก็บเงินให้ได้ 4 ล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในวัยเกษียณไปอีก 20 ปี โดยฉันจะเก็บเงิน เดือนละ 1.1 หมื่นบาท เป็นเวลา 30 ปีนับตั้งแต่วันเริ่มต้นทำงานวันแรก”

เป้าหมายไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งเดียว เราอาจกำหนดเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลาได้ เพียงแต่ต้องรู้จักจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายต่างๆ ทั้งนี้ เป็นไปตามความจำเป็นในชีวิต ไล่เรียงตั้งแต่สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก อันดับรองลงมา และเรื่อยไปจนถึงอันดับสุดท้าย

4.พอร์ตที่ยืดหยุ่น

การรับรู้เป้าหมายชีวิตและปรับเปลี่ยนให้เป็นเป้าหมายทางการเงินที่ SMART จะทำให้เส้นทางชีวิตมีโอกาส มีความราบรื่น เป็นไปตามเป้าหมาย เรียกง่ายๆ ว่าพอร์ตไม่พลิก มีโอกาสสำเร็จมากกว่าครึ่ง หากก็ต้องยอมรับว่า ความสำเร็จอีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่วินัยทางการเงิน รวมทั้งการปรับแผนปรับพอร์ตในระหว่างทางอย่างชาญฉลาด

5.ไต่บันไดความมั่งคั่ง

แม้จะเป็นแค่เงินก้อนเล็กๆ แต่ถ้าสะสมอย่างสม่ำเสมอ ถูกที่ ถูกเวลา เชื่อว่าเงินออมอนาคตจะเติบโตแน่นอน สร้างความมั่นคั่งด้วย 3 พลังแห่งการออม สร้างเงินก้อนโตภายใต้สมการ “เงินรวม = เงินต้น x (1 + อัตราผลตอบแทน) ยกกำลังด้วย เวลา”

คิดแบบง่ายๆ ถ้าต้องการออมเงิน 4 ล้านบาท เพื่อเป้าหมายเกษียณสุขในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยออมเงินในธนาคารหรือลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินหรือกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทน 2% ต่อปี ถ้ากำหนดออมเดือนละ 1,000 บาท เมื่อถึงวันที่เกษียณอายุ จะมีเงินออม 4.9 แสนบาท

แต่ถ้าเพิ่มเงินออมเป็นเดือนละ 5,000 บาท ณ วันที่เกษียณ จะมีเงินออมเพิ่มเป็น 2.4 ล้านบาท หรือหากสามารถสร้างรายได้เพิ่มจนออมได้เดือนละ 1 หมื่นบาท ในวันที่เกษียณ ก็จะมีเงินออมเกือบ 5 ล้านบาท ให้ใช้ไปสบายๆ ตลอดชีวิต

6.เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุด

ยิ่งระยะเวลาในการออมยาวนาน ก็ยิ่งเป็นต่อ แต่ในกรณีที่คุณเพิ่งเริ่มเก็บเงิน เริ่มออมเมื่อตอนอายุมากแล้ว หรือในรายที่มีข้อจำกัด เงินเหลือไม่มากพอเก็บเงินได้มากนักในแต่ละเดือน ขนาดที่จะสร้างพลังเงินต้นให้เติบโตได้ดั่งใจ ตัวช่วยสุดท้ายคืออัตราผลตอบแทนจากการออมและการลงทุน ที่จะช่วยตอบโจทย์ในการสร้างเงินก้อนโต

การจัดการพอร์ตในกรณีนี้ อาจต้องอาศัยความเฉียบขาดการตัดสินใจ เลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี เงินจะโตขึ้นเกือบเท่าตัว หรือราว 8 แสนบาท ยิ่งถ้าเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ก็จะยิ่งเติบโตเป็นเท่าตัว (ประมาณ 2 ล้านบาท) แม้ระยะเวลาลงทุนจะสั้น แต่ถ้าหาทางเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้สูงกว่า พอร์ตเพื่อการเกษียณของคุณก็มีสิทธิมั่งคั่งได้เหมือนกัน

ภูมิ ภัทโรพงศ์ จากความชอบสู่อาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583625

  • วันที่ 18 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ภูมิ ภัทโรพงศ์ จากความชอบสู่อาชีพ

เรื่อง อณุสรา  ทองอุไร / วันวิสา เหมือนศรี ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

การค้นพบความชอบได้เร็วนั้น ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร และหากนำความชอบนั้นมาผสมผสานกับความมุ่งมั่นตั้งใจ จนกระทั่งนำความชอบนั้นๆ มาพัฒนาจนเกิดเป็นทักษะที่สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับตนเอง เช่นเดียวกับเขาคนนี้ “โปรภูมิ” ภูมิ ภัทโรพงศ์ โปรกอล์ฟหนุ่มไฟแรงดีกรีนักเรียนนอกเขาเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพในวัย 23 ปี

โปรภูมิเล่าให้ฟังว่า หัดเล่นกอล์ฟมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เนื่องจากคุณพ่อชอบเล่นกอล์ฟ จึงติดสอยห้อยตามไปสนามกอล์ฟกับคุณพ่อบ่อยๆ “ตอนนั้นก็เหมือนตามๆ ผู้ใหญ่ไป ก็ตีเล่นๆ ไม่ได้คิดว่าจะจริงจังอะไรเพราะเอาแค่สนุกๆ ครับ เอาแค่ให้เราพอจะตีเล่นได้แค่นั้น แต่ถ้าเริ่มชอบเล่นกอล์ฟจริงจังคงเป็นตอนที่ผมอยู่ออสเตรียครับ คือตอนผมอายุ 13 เป็นช่วงที่ผมไม่ตั้งใจเรียน (หัวเราะ) พ่อก็เลยส่งไปเรียนที่ออสเตรีย ซึ่งมันเป็นโรงเรียนเกี่ยวกับกอล์ฟครับ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

เพราะสภาพแวดล้อมที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนฝูงที่ชื่นชอบการเล่นกอล์ฟบวกกับต้องซ้อมอยู่ทุกวันจึงทำให้โปรภูมิตกหลุมรักกีฬากอล์ฟในที่สุด หลังจากเรียนที่ออสเตรียไปได้ 2 ปี โปรภูมิได้ย้ายเข้าไปศึกษาต่อที่ Heritage Academy (S.C.) ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาได้ทุ่มเทเวลาให้กีฬากอล์ฟอย่างเต็มที่และได้เข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟอยู่หลายรายการ อีกทั้งยังได้รับรางวัลมากมาย อาทิ อันดับ 3 ใน AJGA Junior Eagle Star All-Star และอันดับ 9 ที่ AJGA Junior จบการแข่งขันคู่ที่ดีที่สุดในการแข่งขัน The Major Championship at Kiawah Island อันดับ 5 ใน 5 ทัวร์นาเมนต์ IJGT อันดับ 21 ในทัวร์นาเมนต์ทั้ง 7 ครั้งโดยจัดอยู่อันดับ 11 ของทัวร์นาเมนต์ในปี 2010-2011 6 อันดับแรกใน 7 ทัวร์นาเมนต์ IJGT และอันดับ 20 จากทั้งหมด 11 อันดับ และเป็นรางวัลแรกของทีม IJGT ใน The International Junior Golf Tour 2011-2012 อันดับ 8 ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในปี 2012-2013 รวมถึงการแข่งขันจบที่ Hilton Head National ในเดือน ก.ย. เพราะความสามารถที่โดดเด่นของโปรภูมิเป็นที่น่าพอใจโค้ชของมหาวิทยาลัย James Madison และได้รับโอกาสให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมกอล์ฟของม หาวิทยาลัย และยังคงทำผลงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยมเริ่มตั้งแต่ในช่วงปี 2013-2014 จบ First Career ด้วยอันดับ 10 ที่ Joe Agee Invitational เล่นในทัวร์นาเมนต์ทั้งหมด 11 รอบ และ 33 รอบ โดยเฉลี่ย 74.18 สโตรก ซึ่งดีที่สุดเป็นอันดับ 4 ของทีม ในปี 2014-2015 Shot 1

อันเดอร์ 215 ที่ Golfweek Program Challenge รวมถึงเดี่ยวด้วยตกไปที่ 5 อันเดอร์ 67 ใน 18 วินาที ผูกอันดับ 7 ที่ Maryland Terrapin Invitational ผูกอันดับ 8 การเปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ Bash at the Beach Invitational ที่ 3 อันเดอร์พาร์ 210 ช่วยให้ทีม JMU (James Madison University) ได้รับชัยชนะ เล่นในทัวร์นาเมนต์ทั้งหมด 11 รอบ และ 32 รอบ โดยเฉลี่ย 72.72 สโตรก ทำให้มีโอกาสลงแข่งขันในหลายๆ รายการ และได้รับรางวัลอาทิ รางวัล โรพอตติ้งเอเวอร์เรส และรางวัล Sportsman Chip (รางวัลน้ำใจนักกีฬา ซึ่งเป็นรางวัลถูกเลือกจากโค้ช)

จนกระทั่งปีสุดท้ายที่จะจบการศึกษาเขาได้เป็นหนึ่งใน TOP 3 ของมหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อเทิร์นโปรเป็นนักกอล์ฟอาชีพ โดยปัจจุบัน โปรภูมิ สังกัดอยู่ในทีมของช้างเป็นผู้ดูและให้การสนับสนุนในแต่ละการแข่งขัน และล่าสุดกับการแข่งขัน The Asian Tour Qualifying School Final Stage 2019 ณ สนามกอล์ฟ เลควิว กอล์ฟ คลับ จ.เพชรบุรี เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งรายการนี้เป็นการแข่งขันรอบคัดเลือกที่จะเฟ้นหานักกอล์ฟเพื่อรับสิทธิเข้าร่วมการแข่งขัน เอเชียน ทัวร์ 2019 ซึ่งจะทำการแข่งขันกันทั้งสิ้น 5 รอบ 90 หลุม ซึ่งจะมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 242 ราย หลังจากจบการแข่งขันในวันสุดท้าย มีผู้เข้ารอบทั้งสิ้น 35 ราย โปรภูมิทำสกอร์รวมที่ 19 อันเดอร์พาร์ 336 (67-64-68-65-7) คว้าอันดับ 5 ของรายการ ได้รับทัวร์การ์ดเพื่อลงแข่งขันเอเชียนทัวร์ปี 2019

โปรภูมิเล่าต่อว่า ในเรื่องของการซ้อมนั้นเขาจะเริ่มซ้อมในช่วงบ่ายจนไปถึงเย็นของทุกๆ วัน และจะมีการออกกำลังกายบ้างเพื่อให้ตีกอล์ฟได้ดีขึ้น ถึงแม้โปรภูมิจะมีฝีมือที่ดีอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้หยุดที่จะเรียนรู้เพราะทุกวันนี้โปรภูมิก็ยังเรียนรู้กีฬากอล์ฟกับโค้ชอยู่เสมอ เพื่อนำทักษะความรู้มาพัฒนาศักยภาพของตัวเขาให้ดียิ่งขึ้น

หลักในการเป็นนักกอล์ฟที่ดีสำหรับโปรภูมิ ต้องมีวินัย ต้องอดทน ที่ถือเป็นพื้นฐานที่นักกีฬาทุกคนจะต้องมีอยู่แล้วในการฝึกซ้อม แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ การมีทัศนคติที่ดี “ผมว่าทัศนคติที่ดีในการเล่นเป็นสิ่งสำคัญครับ ถ้าเราอยู่ในสนามที่กำลังแข่งขันอยู่แล้ว เราดันตีไม่ลง เราก็ต้องบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรเราเริ่มใหม่ได้ สภาวะจิตใจในขณะที่เราเล่นเป็นสิ่งสำคัญ” เพราะรู้เร็วว่าตัวเองนั้นชื่นชอบอะไร และมุ่งมั่นทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น ปัจจุบันนี้โปรภูมิอายุ 23 ปีแล้ว ปกติโดยเฉลี่ยแล้วก็จะมีรายการแข่งขันอยู่ทุกเดือน แต่ ณ ตอนนี้อยากจะลงแข่งขันให้มากกว่านี้เพื่อนำข้อผิดพลาดมาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาศักภาพให้ดีขึ้นไปอีก เพราะมีความฝันที่อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในรายการใหญ่ๆ เช่น พีจีเอทัวร์ เอเชียนทัวร์ เจแปนทัวร์ พีจีเอแชมเปี้ยนชิพ

โปรภูมิเล่าด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า รู้สึกขอบคุณคุณพ่อและคุณแม่ที่ส่งเขาไปออสเตรีย เพราะการไปในครั้งนั้นทำให้ได้ค้นพบความชอบของตัวเอง จนกระทั่งทำให้มีวันนี้ วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกเส้นทางสู่การเป็นนักกอล์ฟอาชีพ และนอกจากจะค้นพบตัวเองแล้วยังทำให้เขาโตขึ้นเพราะได้เรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเองเป็นความสนุกที่ต่างกันในแต่ละช่วงวัย ก่อนทิ้งท้ายไว้ว่า

“การที่เราจะประสบความสำเร็จกับอะไร มันจะต้องเริ่มมาจากที่เราชอบก่อน แล้วก็ทุ่มเทกับมันใช้เวลากับมันให้มากพอ เพราะถ้าเราไม่ชอบมันเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่มาได้ขนาดนี้ คงออกตั้งแต่แรกแล้ว ผมตอนแรกก็ไม่ค่อยชอบเพราะตามคุณพ่อไปเล่น แต่พอไปเรียนที่เมืองนอกเราได้ไปเรียนกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันมันก็จะสนุกไปอีก เลยชอบมากกว่าตอนแรกๆ”

ออฟฟิศใหม่รออยู่ที่ปลายนิ้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583623

  • วันที่ 18 มี.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ออฟฟิศใหม่รออยู่ที่ปลายนิ้ว

เรื่อง ราตรีแต่ง

สไตล์คนหางานยุคนี้มีพฤติกรรมการหางานผ่านมือถือสูงถึง 64.27% ผลสำรวจนี้โดย จ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงานออนไลน์ มุ่งเน้นการเป็นผู้ช่วยสร้างประสบการณ์ในการหางาน และค้นหาบุคลากรที่สะดวกและตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร ช่วยให้คนกำลังค้นหาตำแหน่งงาน สามารถเข้าถึงทุกสิ่งบนอินเทอร์เน็ตได้ด้วยปลายนิ้ว

เร็วๆ นี้ มีการเปิดตัว “จ๊อบไทย โมบาย แอพพลิเคชั่น” (JobThai Mobile Application) เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ฟีเจอร์ที่คอยอำนวยความสะดวกสำหรับการหางานในยุคดิจิทัล เช่น “จ๊อบส์ เนียร์ มี” (Jobs Near Me) หรือการค้นหางานใกล้ตัวในรูปแบบแผนที่ รวมถึงเซอร์วิสแนะนำวิธีการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะไปยังบริษัทที่ต้องการสมัคร พร้อมคำนวณเวลา และค่าใช้จ่าย ช่วยเอื้อคนก้าวสู่มนุษย์เงินเดือนได้สะดวกที่สุด

แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ จ๊อบไทย (JobThai) เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มใหม่ ครอบคลุมคอนเทนต์ครบรอบด้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้การหางาน สมัครงาน สะดวกและง่ายมากขึ้นแล้ว ยังมาพร้อมฟีเจอร์พิเศษเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น

จ๊อบส์ เนียร์ มี (Jobs Near Me)

ฟีเจอร์ค้นหางานที่ตั้งบริเวณใกล้ตัว หรือสามารถกำหนดพิกัดเพื่อค้นหางานที่ตั้งใกล้บ้าน ซึ่งจะแสดงผลในรูปแบบแผนที่ (Map) ที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นเอง โดยระบบจะแนะนำวิธีการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะไปยังบริษัทที่ต้องการสมัคร พร้อมคำนวณเวลา และค่าใช้จ่ายโดยประมาณ

ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถคำนวณเวลา และค่าเดินทางได้ตั้งแต่ยังไม่ได้สมัครงาน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนการสมัครงาน

วิธีการสมัครที่หลากหลาย (4 Application Methods)

อีกหนึ่งฟีเจอร์เพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อรองรับการสมัครงานในทุกรูปแบบ ได้แก่

1.สมัครด่วน (Apply Now) คือ การส่งประวัติผ่านระบบจ๊อบไทย โดยจุดเด่นของช่องทางนี้คือ ผู้ใช้งานสามารถกดสมัครงานได้ทันทีและไม่จำเป็นต้องแนบเอกสารใดๆ เพิ่มเติม นอกจากนี้ผู้ใช้งานที่มีประวัติในระบบ JobThai ยังได้เพิ่มโอกาสที่องค์กรสามารถค้นหาประวัติเจอเพื่อเรียกสัมภาษณ์ได้

2.อัพโหลดไฟล์ประวัติ (Upload Files) เป็นวิธีสมัครล่าสุดที่จ๊อบไทยเพิ่มเข้ามา โดยผู้ใช้งานสามารถแนบไฟล์ประวัติที่ออกแบบเอง หรือเอกสารประกอบการสมัครประเภทต่างๆ เช่น คะแนน TOEIC แฟ้มสะสมผลงาน ฯลฯ ซึ่งสามารถอัพโหลดได้สูงสุดถึง 5 ไฟล์ และขนาดไม่เกิน 5 เมกะไบต์/ไฟล์

3.ส่งอีเมล (Send Email) โดยผู้ใช้งานสามารถแนบไฟล์ประวัติและเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติม พร้อมแนะนำตัวเองเบื้องต้น โดยการพิมพ์ข้อความในอีเมลเพื่อให้องค์กรได้รู้จักมากขึ้น

4.กรอกประวัติแบบย่อ (Easy Form) วิธีนี้จะเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานที่ไม่มีประวัติกับ JobThai หรือไม่มีไฟล์ประวัติ (Resume) ได้เขียนนำเสนอตัวเอง และใส่ข้อมูลที่องค์กรต้องการในแบบฟอร์มย่อที่ถูกออกแบบมา เพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่าย และสำหรับผู้ใช้งานที่มีเรซูเมอยู่แล้ว ก็ยังสามารถแนบไฟล์เพื่อส่งไปยังองค์กรได้เช่นกัน

ความพิเศษของการสมัครงานแบบอัพโหลดประวัติ ส่งอีเมล และกรอกประวัติโดยย่อคือ ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ (Log-in) หรือสมัครเป็นสมาชิก (Register) ก็สามารถใช้งานได้ทันที ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่ผู้ใช้งาน 53.29% ต้องการสมัครงานได้โดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิก

การค้นหางานอย่างละเอียด (Advanced Search)

การหางานตรงใจมากยิ่งขึ้น ฟีเจอร์นี้เป็นการค้นหางานอย่างละเอียด ด้วยการระบุ “ช่วงเงินเดือน” และ “ประเภทธุรกิจ” นอกเหนือจากการค้นหางานตามสถานที่ปฏิบัติงาน ประเภทงานหลัก ประเภทงานย่อย หรือการพิมพ์คีย์เวิร์ด

แสงเดือน กล่าวว่า จ๊อบไทยสำรวจคนทำงานทั่วประเทศจำนวนกว่า 3,000 คน ผ่านหัวข้อ “มุมมองเเละพฤติกรรมต่อบริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์” เพื่อให้เข้าใจถึงพฤติกรรม และความต้องการของผู้ใช้งานในปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจหลายหัวข้อ เช่น

คนทำงานทั่วประเทศ 98.55% ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการหางาน สมัครงาน โดยช่องทางที่เลือกใช้มากที่สุด ได้แก่ เว็บไซต์หางาน คิดเป็น 97.39% ตามมาด้วย เว็บไซต์ขององค์กรที่ต้องการสมัคร คิดเป็น 44.20% และการใช้เสิร์ชเอนจิ้น (Search Engine) คิดเป็น 28.72%

อุปกรณ์ที่ใช้ในการหางาน สมัครงาน ออนไลน์มากที่สุด ได้แก่ สมาร์ทโฟน คิดเป็น 51.96% ตามมาด้วยโน้ตบุ๊ก คิดเป็น 24.04% และเดสก์ท็อป คิดเป็น 22.52% ตามลำดับ โดยผลสำรวจนี้มีความสอดคล้องกับสัดส่วนของผู้ใช้บริการหางาน สมัครงานบนจ๊อบไทย ซึ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนมีสัดส่วนสูงถึง 64.27% เมื่อเทียบกับเดสก์ท็อปที่มีเพียง 35.73%

ผู้ใช้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ จำนวน 53.29% ต้องการสร้างประวัติ หรือสมัครงาน โดยไม่ต้องลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ (Log-in) หรือสมัครเป็นสมาชิก (Register) เป็นวิธีการสมัครงานแบบอัพโหลดไฟล์ประวัติ ส่งอีเมล และกรอกประวัติแบบย่อที่สะดวกขึ้น แสดงถึงพฤติกรรมการสมัครงานในยุคดิจิทัลของเหล่ามนุษย์เงินเดือน ซึ่งสามารถค้นหาตำแหน่งงานที่ตรงใจ ตรงความสามารถได้ง่ายและรวดเร็ว งานที่ใช่ ถูกลิขิตมาให้เราค้นหาอนาคตได้เพียงปลายนิ้วเท่านั้น

แล้วจะรออะไรเริ่มมองหาออฟฟิศใหม่กันเลย

หนทางแห่งการฟื้นฟูร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583624

  • วันที่ 18 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

หนทางแห่งการฟื้นฟูร่างกาย

เรื่อง ชายโย

บางครั้งการที่เราจะฝึกฝนตัวเองให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นต้องยอมออกกำลังกายให้หนักกว่าเดิม นั่นหมายความว่าเราจะต้องรับกับความเสี่ยงอาการบาดเจ็บตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงอาการบาดเจ็บเรื้อรัง จนต้องหยุดเล่นกีฬาที่รัก หรือนักกีฬาอาชีพที่ประสบอุบัติเหตุระหว่างการเล่น และไม่สามารถกลับมาฟิตร่างกายได้เหมือนเดิม

หนทางฟื้นฟูสภาพร่างกายให้พร้อมกับการเล่นกีฬาครั้งต่อไป ให้กลับมามีความสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิมได้ และไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บมาก่อนถึงจะเข้ามาฟื้นฟูร่างกาย คนที่เป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ก็ควรจัดแนวทางออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรง รู้สึกปวดเมื่อยน้อยลงได้เช่นกัน

ค้นหาสาเหตุ

ก่อนที่เราจะออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายให้ตัวเอง ต้องหาสาเหตุให้เจอว่าความผิดพลาดที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่ผ่านมามีปัญหาอะไรบ้าง แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวผิดท่า การนั่งในชีวิตประจำวันล้วนมีผลต่ออาการบาดเจ็บของเราทั้งสิ้น บางรายเคยผ่านการผ่าตัดหัวเข่าจนหายเป็นปกติ แต่ไม่สามารถกลับมาเล่นได้ดีเหมือนเดิม ก็ต้องดูว่าต้นเหตุนั้นเกิดจากอะไรจะได้หาวิธีป้องกันได้อย่างถูกต้อง บางครั้งสาเหตุของอาการบาดเจ็บเกิดจากสาเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคาดไม่ถึงนั้นมีอยู่มากมาย

ปรับพฤติกรรมการออกกำลังกาย

หลังจากเราหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกก็คือปรับพฤติกรรม เช่น นักปั่นจักรยานมีอาการปวดหลัง เริ่มต้นเราอาจจะต้องปรับในส่วนของอุปกรณ์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงกับการเลือกอุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับร่างกาย จักรยานอาจจะต่ำหรือสูงเกินไป ทำให้เกิดอาการปวดหลังก็ต้องกลับไปแก้ต้นเหตุก็คือจักรยาน

ในรายที่เป็นนักวิ่งที่มีอาการบาดเจ็บซ้ำซาก ดูว่าเจ็บเพราะท่าทางการวิ่งที่ไม่ถูกต้อง เจ็บเพราะวิ่งเกินขีดจำกัดของร่างกายทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ หรือใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะกับสภาพเท้า

สำหรับคนทำงานออฟฟิศนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์มาทั้งวัน แล้วมาปั่นจักรยานออกกำลังกายต่อช่วงเย็น ก็เท่ากับว่าร่างกายมีการใช้งานกล้ามเนื้อส่วนสะโพกมากเกินไป มีการโน้มไปข้างหน้ามากเกินไป ต้องมาแก้ไขด้วยการปรับพฤติกรรมการทำงานไม่ให้นั่งนานเกินไป เดินเล่น เหยียดแขนขา เอนนอนพักบ้าง และออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อในส่วนที่มีปัญหาให้แข็งแรง

สร้างกล้ามเนื้อฟื้นฟูให้แข็งแรง

วิธีลดอาการบาดเจ็บเรื้อรังไม่ใช่การเลี่ยงออกกำลังกายในส่วนนั้น หรือหาท่าทางลดแรงกระแทกกับกล้ามเนื้อหรือข้อต่อส่วนที่มีปัญหา แต่เป็นการออกกำลังกายเสริมกล้ามเนื้อในส่วนที่มีปัญหาให้แข็งแรงขึ้น

หลักการง่ายๆ ก็คือเจ็บส่วนใหญ่เล่นเวตในส่วนนั้น เพื่อฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องให้แข็งแรงขึ้นสามารถประคับประคองกล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็นในส่วนที่บาดเจ็บไม่ให้เจ็บหนักไปกว่าเดิมจนกว่าอาการจะหายสนิท

เช่น มีอาการเจ็บหัวเข่า การเปลี่ยนรองเท้าที่ลดแรงกระแทกนั้นช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ทางที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกล้ามเนื้อส่วนขาทั้งหมดให้แข็งแรงขึ้น ทั้งมัดเล็กและมัดใหญ่ด้วยการเล่นเวตแบบไม่ใช่แรงกระแทก ค่อยๆ ปรับเพิ่มความหนักขึ้นไปเรื่อยๆ จนกล้ามเนื้อแข็งแรงมากพอที่จะช่วยรับแรงกระแทกไม่ให้รู้สึกเจ็บหัวเข่า

หากมีอาการออฟฟิศซินโดรมการออกกำลังกายช่วงไหล่และหลัง จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการนั่งผิดท่าหรือนั่งนานเกินไปได้ ผลพลอยได้จากการออกกำลังกายส่วนไหล่และหลังก็คือกล้ามเนื้อจะช่วยยึดไหล่และหลังที่มีอาการผิดปกติให้กลับมานั่ง ยืน และเดินได้ตรงดูสง่าผ่าเผยมากขึ้นอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูร่างกายที่เราต้องคำนึงถึงคำเตือนจากแพทย์ ถึงระยะเวลาตั้งแต่การรักษาจนหายเป็นปกติ จะต้องทำให้ร่างกายหายจนเป็นปกติก่อน หลังจากนั้นค่อยเข้ารับการฟื้นฟูร่างกายจนกล้ามเนื้อแข็งแรงพอในระดับที่รู้สึกว่าทำได้ดีใกล้เคียงกับก่อนมีอาการบาดเจ็บแล้วค่อย ฝึกออกกำลังกายอีกระดับเพื่อพัฒนาความสามารถให้เก่งเหมือนเดิม

อีสปอร์ต โอกาสใหม่ทางธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583621

  • วันที่ 18 มี.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

อีสปอร์ต โอกาสใหม่ทางธุรกิจ

เรื่อง โยธิน อยู่จงดี

กีฬาอี-สปอร์ตแม้จะยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่ในมุมมองของนักธุรกิจต่างยอมรับว่าเป็นตลาดใหม่ที่หอมหวาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้ดีที่สุดช่องทางหนึ่ง

ไม่เพียงแต่นักธุรกิจที่เห็นโอกาสนี้ เด็กรุ่นใหม่หลายคนก็อยากจะเข้ามาสู่วงการอี-สปอร์ตในมิติต่างๆ ตั้งแต่เป็นนักกีฬาอี-สปอร์ต มองหาช่องทางขายสินค้าใหม่ๆ ที่จับกลุ่มผู้เล่น ไปจนถึงนักแคสต์เกม ที่เล่นเกมไม่เก่งแต่มีลูกเล่นในการนำเสนอ ก็สามารถสร้างรายได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำ

 

อี-สปอร์ตหนุนธุรกิจไอที

นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ กล่าวว่า ทุกวันนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่หนุนให้กีฬาอี-สปอร์ตเติบโตอย่างรวดเร็ว “ตั้งแต่ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ทำให้คนที่อยู่ต่างสถานที่สามารถเข้ามาเล่นด้วยกันได้เหมือนอยู่เครื่องเดียวกัน รวมทั้งฮาร์ดแวร์หลายอย่างที่สนับสนุนการเล่นก็จะทำให้กีฬาอี-สปอร์ตเป็นกีฬาที่โตเร็วมากๆ อย่างน่าตกใจ มีคนเข้ามาเล่นนับล้านๆ คน มีเกมใหม่ๆ ออกมามากมาย

ฮาร์ดแวร์มีราคาถูกลง มีการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ให้รางวัลกับผู้เข้าแข่งขัน มีสมาพันธ์อี-สปอร์ตโลกตั้งขึ้น ตามด้วยการตั้งสมาคมอี-สปอร์ตในประเทศต่างๆ เพราะฉะนั้นภาพของอี-สปอร์ตจึงเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศและสามารถที่จะทำเป็นอาชีพได้ และเมื่อทำเป็นอาชีพได้ก็จะมีอาชีพใหม่หรือการเติบโตของธุรกิจใหม่ๆ ตามมาจากกีฬาอี-สปอร์ต เช่น นักพากย์เกม อาชีพคนทำแอนิเมชั่น ดีไซน์คาแรกเตอร์ กราฟฟิกดีไซน์ โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมเกมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ต่างๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดด

เอเซอร์เองเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์ในการเล่นกีฬาประเภทนี้ ทำให้เราเข้าไปเกี่ยวเนื่องโดยที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบอุตสาหกรรมนี้ไปโดยปริยาย ถ้าเปรียบเทียบกับกีฬาชนิดอื่นเราก็คือผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬา หากเปรียบเทียบกับการเล่นกอล์ฟ เราก็คือผู้ผลิตไม้กอล์ฟที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ผู้เล่นมีตัวเลือกของอุปกรณ์มากขึ้น

สำหรับคนที่รักการเล่นเกมเขาจะให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ก็จะต้องเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง ตามประสาเด็กเล่นเกมก็จะเรียกว่าเป็นเครื่องที่แรง หากเทียบกับกีฬามอเตอร์สปอร์ต คุณเล่นเก่งมากเลยแต่เครื่องไม่แรง แต่รถวิ่งไม่เร็วก็แพ้อยู่ดี ดังนั้นในเรื่องของอุปกรณ์การแข่งขันก็ต้องมีสมรรถภาพที่สูงในระดับหนึ่ง

อย่างน้อยๆ ก็เพียงพอที่จะสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล เข้าเล่นแล้วไม่ติดขัด นอกจากเรื่องของตัวเครื่องแล้ว อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬาอี-สปอร์ตก็เติบโตเป็นที่ต้องการเช่นกัน อย่างหูฟังก็มีส่วนอย่างมากในการเล่น โดยเฉพาะกีฬาประเภทชู้ตติ้งซึ่งจะต้องจับทิศทางการยิงได้อย่างแม่นยำถูกต้อง หูฟังทั่วไปที่ออกเป็นเสียงสเตริโอจะแยกได้แค่เสียงมาซ้ายหรือขวา แต่นักกีฬาอี-สปอร์ตจะใช้หูฟัง 3 มิติ สามารถแยกได้ว่าเสียงมาทางด้านหน้าหรือด้านหลัง มีทิศทางที่ชัดเจนก็จะทำให้ผู้เล่นรู้ทิศทางและสามารถหันไปโต้ตอบได้ในทันที

หรืออย่างอุปกรณ์คีย์บอร์ดก็จะต้องมีความแม่นยำแล้วก็มีความเสถียรในการเล่นคีย์บอร์ดที่ดี ต้องตอบสนองการกดในทันที ซึ่งบทที่กดแล้วไม่ไปก็มี หรือบางทียังไม่กดไปเลยก็มี ก็จะมีผลต่อการเล่นอย่างมากเช่นกัน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีคีย์บอร์ดสำหรับนักกีฬาอี-สปอร์ตออกมาโดยเฉพาะ ปรับแต่งหนักเบาความไว มีฟังก์ชั่นใช้งานที่มากกว่าคีย์บอร์ดทั่วไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่เกี่ยวข้องมีการพัฒนาและเติบโตไปพร้อมๆ กับกีฬาอี-สปอร์ต

 

เพิ่มฐานแฟนคลับด้วยอี-สปอร์ต

ไม่เพียงแต่ธุรกิจไอทีเท่านั้นที่ได้รับผลบวกจากการเติบโตของธุรกิจอี-สปอร์ต ธุรกิจอื่นๆ ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยอย่างสโมสรฟุตบอล ธุรกิจบันเทิง และผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ก็กระโดดเข้ามาร่วมวงอี-สปอร์ตกับเขาด้วย เช่น ทีมอี-สปอร์ตที่เข้าแข่งในลีกอาชีพอย่างทีมโตโยต้า ไดมอนด์ คอบบร้า และทีมเวิร์กพอยท์ ไฟท์ติ้ง ฟิช ก็ได้บริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับทีม

แม้กระทั่งทีมฟุตบอลอย่างสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ก็ยังต้องมีทีมอี-สปอร์ตเป็นของตัวเอง เพื่อส่งเข้าแข่งขันชิงชัยในเกมฟุตบอลออนไลน์ เรียกได้ว่านอกจากจะแข่งในสนามจริงแล้วต้องมีชื่อทีมแข่งในเกมออนไลน์อีกด้วย ซึ่งพวกเขานอกจากจะได้เงินรางวัลเป็นสิ่งตอบแทนแล้ว ยังได้ฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่ชื่นชอบในเกมการแข่งขันอี-สปอร์ตอีกด้วย

วรเดช กฤตยาเกียรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด กล่าวว่า สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด มีทีมอี-สปอร์ตมานานหลายปีแล้ว “ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่ากีฬาอี-สปอร์ตจะได้รับความนิยมจากกลุ่มคนดูเยอะขนาดนี้

ครั้งแรกที่ผมเห็นคนนิยมดูกีฬาอี-สปอร์ตที่เป็นในรูปแบบของเกมฟุตบอลก็คือ ตอนที่นั่งรถเดินทางไปทำงาน ผมเห็นเด็กวัยรุ่นข้างๆ กำลังดูบางอย่างในสมาร์ทโฟน เป็นเกมมือถือ แต่เขาไม่ได้เล่น ผมก็ถามน้องเขาไปว่ากำลังดูอะไร เด็กบอกว่ากำลังดูเกมการแข่งขันของผู้เล่นคนอื่นอยู่ จากคำตอบนั้นทำให้เรารู้ว่าทุกการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นกีฬาที่มีคนเล่นจริง หรือแข่งกันในเกมคอมพิวเตอร์ก็มีคนดูเสมอ เพราะเป็นเกมการแข่งขัน

มองย้อนกลับมาที่การแข่งขันกีฬาจริงๆ ในขณะที่จำนวนคนดูลดลง นี่อาจจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ดูเกมการแข่งขันในเกมฟุตบอล หันมาดูการแข่งกีฬาจริงๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะเกมฟุตบอลหรือเกมประเภทกีฬาไม่เหมือนกับเกมแนวอื่นๆ ที่ใช้ตัวละครสมมติ เกมแนวนี้ใช้ข้อมูลจากนักกีฬาที่มีตัวตนและสังกัดอยู่จริง ดังนั้นการที่จะเล่นเกมแนวนี้ก็ต้องรู้จักนักเตะตัวจริง ได้ดูการแข่งขันจริงมาบ้าง เพื่อให้รู้แผนการเล่นและการวางตำแหน่งนักเตะของแต่ละทีม

เราจึงจ้างนักกีฬาอี-สปอร์ตที่มีความสามารถในระดับต้นๆ ของประเทศมาเป็นสมาชิกในทีม และมีนักแข่งต่างชาติเข้ามาร่วมทีม มีห้องสำหรับฝีกซ้อมโดยเฉพาะ ถ้าหากคุณได้ดูเกมการแข่งจะเห็นได้ว่ารูปแบบการเล่นไม่ต่างจากเกมการแข่งจริงๆ แต่เดินเกมเร็วมาก แข่งจริงใช้เวลาประมาณ 90 นาที แต่ในเกมจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีเท่านั้น

อีกอย่างหนึ่งตอนนี้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยก็ได้มีการกำหนดให้ทีมฟุตบอลทุกทีมมีนักกีฬาอี-สปอร์ตของตัวเอง ซึ่งเราทำทีมกีฬาอี-สปอร์ตเป็นเจ้าแรกก่อนที่จะมีประกาศตรงนี้ออกมา นอกจากทีมอี-สปอร์ตแล้ว เรื่องการนำรายชื่อนักเตะตัวจริงของเราเข้าไปใส่ในเกมคอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราคิดว่าสำคัญ

จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเกมฟุตบอลนั้นไม่ค่อยมีชื่อสโมสรและนักเตะชาวไทยในเกมเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้มีชื่อสโมสรของเรา รายชื่อนักเตะตัวจริงเข้าไปอยู่ในเกมแล้ว ส่วนเรื่องค่าพลังนักเตะในเกม กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงให้ค่าที่ออกมาใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด สุดท้ายแล้วผมว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้สนับสนุนเด็กไทยให้ไปไกลในระดับโลก ในขณะเดียวกันอี-สปอร์ตก็ช่วยหนุนให้คนรุ่นใหม่หันมาดูเกมการแข่งขัน และเลือกทีมที่ชอบที่สุดของตัวเอง เพราะอย่างไรเกมกีฬาฟุตบอลไม่ว่าจะชมการแข่งขันจริงหรือดูในเกมออนไลน์ก็สนุกเหมือนกัน”

โอกาสทางธุรกิจที่ส่งผลดีต่อเด็กไทย

นิธิพัทธ์ แสดงทัศนะต่อกีฬาอี-สปอร์ตอีกว่า เด็กไทยมีศักยภาพมากในการที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้ “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เด็กไทยมีอันดับแรงกิ้งในระดับโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีการแข่งขันในระดับโลก ถือว่าเป็นโอกาสของเด็กไทยที่จะคว้าเหรียญทองได้ไม่ยาก เผลอๆ มีโอกาสมากกว่าการเล่นกีฬาประเภทอื่นด้วยซ้ำ

สิ่งที่ขาดไปในปัจจุบันก็คือเรื่องของการบริหารจัดการที่เป็นรูปแบบของการบริหารกีฬาจริงๆ เหมือนกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพต้องสังกัดทีมสโมสรให้เล่นมีรายได้ที่แน่นอน ช่วงคัดตัวทีมชาติก็ต้องมีการแข่งคัดตัวเก็บตัวทีมชาติเป็นตัวแทนประเทศ ไม่ได้ต่างจากกีฬาอาชีพประเภทอื่นเลย

สิ่งที่ควรจะเสริมเข้ามาก็คือการบริหารจัดการที่เป็นระบบจริงๆ แบบมืออาชีพ แล้วให้คนที่มีความรู้ที่มีองค์ความรู้ในด้านเกมจริงๆ เข้ามาบริหาร

รายได้นักกีฬาอี-สปอร์ตตอนนี้เท่าที่ทราบจะอยู่ประมาณ 1.5-2 หมื่นบาท/เดือน แต่ว่าเขาก็จะมีรายได้อย่างอื่นด้วย เพราะไม่ได้มีแค่สปอนเซอร์จากเจ้าเดียว อาจจะได้สปอนเซอร์จากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ คีย์บอร์ด เมาส์ หรือธุรกิจอื่นที่สนใจอยากจะเข้ามาสนับสนุนโดยใช้ชื่อติดอยู่ที่เสื้อหรือชื่อทีม

ดังนั้น หากเรามองกีฬาอี-สปอร์ต อย่ามองเพียงด้านเดียวว่าเป็นแค่เด็กนั่งเล่นอยู่หน้าโต๊ะเกม ที่จริงแล้วอยากให้มองภาพรวมว่ามีอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมขนาดนี้มหาศาลแค่ไหน และโอกาสที่เราจะได้จากกีฬาอี-สปอร์ตนั้นมีค่อนข้างที่จะสูงมากแล้วยังเติบโตไปได้เรื่อยๆ”

จุลเทพ บุณยกรชนก คุณชายผักสลัดแห่งเมืองอ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583554

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

จุลเทพ บุณยกรชนก คุณชายผักสลัดแห่งเมืองอ่างทอง

เรื่อง: วรธาร ทัดแก้ว

ถ้าเอ่ยชื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงอนาคตไกล หยก-จุลเทพ บุณยกรชนก หรือคุณชายผักสลัด วัย 21 ปี เจ้าธุรกิจผักสลัดออร์แกนิกมาตรฐาน Earth Safe แบรนด์ “มังกรหยก คุณชายผักสลัด” ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง น้อยคนที่จะไม่รู้จัก และก็เชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยคงเคยได้ลิ้มลองผักสลัดที่มีขายอยู่ในท็อปส์ มาร์เก็ต ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ และเซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ ทุกสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งในจังหวัดเศรษฐกิจอีกหลายจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ ชลบุรี เป็นต้น

ชื่อเสียงของหยก หรือคุณชายผักสลัด ไม่ได้ดังแค่ใน จ.อ่างทอง และจังหวัดใกล้เคียง แต่โด่งดังไปทั่วประเทศ ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 โรงเรียนสตรีอ่างทอง เขาได้รับรางวัลชนะเลิศเกษตรอินทรีย์ดีเด่น จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2559 ด้วยผลงาน “ตำราพิชัยยุทธพิชิตผักสลัดอินทรีย์วิถีไทย” ที่เขาเขียนขึ้นเองจากประสบการณ์และการเรียนรู้การปลูกผักด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยอาศัยต้นทุนความรู้ส่วนหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อของเขา และในปีเดียวกันนั้น ก็ได้รับรางวัลคนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 8 เมตตาธรรมค้ำจุนโลก สาขาเยาวชนต้นแบบ

จากนั้นเป็นต้นมา หนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ รายการทีวีต่างไปขอสัมภาษณ์ชีวิตและการทำเกษตรอินทรีย์ของเขาที่ ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง อาทิ รายการเกษตรซ้าด ทางช่อง New TV ตอนผักสลัดทำเงิน ซึ่งมี เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ เป็นพิธีกร และเป้ อารักษ์ นี่เองที่ตั้งชื่อ “คุณชายผักสลัด” ให้เขา ต่อมาหยกได้นำชื่อคุณชายผักสลัดไปตั้งชื่อเฟซบุ๊กแฟนเพจและชื่อแบรนด์ธุรกิจผักสลัดของเขา “มังกรหยก คุณชายผักสลัด” ส่วน “มังกรหยก” นั้นเป็นคำที่พ่อใช้เรียกเขาในวัยเด็ก ซึ่งเป็นการเอาชื่อเล่นของเขากับชื่อเล่นของพ่อคือ “ก๊วยเจ๋ง” ซึ่งเป็นชื่อพระเอกในหนังจีนเรื่องมังกรหยกมาอยู่ในชื่อเดียวกัน

เรียนไม่เก่ง แต่ปลูกผักเก่งเป็นเลิศ

ต้องยอมรับว่าคนเราเกิดมามีความเก่งด้วยกันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะเก่งทางด้านไหน เก่งมาก เก่งปานกลาง หรือเก่งน้อย สำหรับหยกแล้วเขาออกตัวว่าเรียนไม่เก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ผลการเรียนที่ออกมาแต่ละเทอมต่ำตลอด ถ้าพูดอย่างชาวบ้านคือหัวไม่ให้แม้ว่าใจจะรักเรียน แต่ในด้านเกษตรต้องถือว่าเป็นทางของเขา เนื่องจากครอบครัวพ่อแม่ทำเกษตร และเขาเองก็ช่วยครอบครัวมาตลอดตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยม

“ตอนอยู่ ม.4 และ ม.5 เคยไปสอบโรงเรียนนายสิบทหารสองครั้งสองคราแต่สอบไม่ติด ทั้งที่ก่อนสอบได้ไปติวพิเศษที่กรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์ หนังสือก็ขยันอ่าน แต่สุดท้ายสอบไม่ติด ตอนนั้นรู้สึกเครียดมากจนต้องเข้าโรงพยาบาลและคิดสั้น แต่โชคดีที่แม่คอยให้สติ ซึ่งคำพูดของแม่ครั้งนั้นทำให้ผมคิดได้ พยายามตั้งสติ ค่อยๆ คิด ในที่สุดก็เห็นว่าการทำเกษตรน่าจะเป็นทางของผม และมั่นใจในศักยภาพตัวเองที่จะทำตรงนี้ เพราะครอบครัวผมก็ทำเกษตรทำปุ๋ยอินทรีย์ขายอยู่แล้ว ผมคิดว่าการทำเกษตรจะทำให้ครอบครัวหลุดพ้นจากความจน และทำให้พ่อแม่มีชีวิตที่สุขสบายได้ในอนาคต ผมจึงตั้งใจว่าหลังจบ ม.6 ตั้งใจจะทำเกษตรไปเรื่อยๆ”

หลังจากสภาพจิตใจกลับเข้าสู่โหมดปกติ การเรียนมัธยมปลายยังดำเนินต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่หยกมุ่งมั่นมากคือหันมาเอาจริงกับการทำเกษตร เริ่มต้นด้วยการปลูกผักสลัดพร้อมกับการเขียนตำราพิชัยยุทธพิชิตผักสลัดอินทรีย์วิถีไทยขึ้นมาเล่มหนึ่ง โดยองค์ความรู้ในการเขียนตำราได้รับการบ่มเพาะจากพ่อส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งมาจากการศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ด้วยตัวเองและการลงมือปลูกผักด้วยตัวเองจนได้ผลเป็นอย่างดี ซึ่งตำรานี้ต่อมาได้ส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลชนะเลิศเกษตรอินทรีย์ดีเด่น จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2559

“เนื้อหาของตำราพิชัยยุทธพิชิตผักสลัดอินทรีย์วิถีไทยของผม จะพูดถึงสายพันธุ์ผักสลัด การปรุงดิน การเพาะกล้า การลงปลูก การดูหน้าดินในแต่ละวัน การดูแลผักสลัด การให้ปุ๋ย เวลาการรดปุ๋ย รดสมุนไพร รดป้องกันเชื้อราแต่ละวัน การป้องกันเชื้อรา ป้องกันแมลงศัตรูพืช การทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ การทำสมุนไพรป้องกันเชื้อรา การทำปุ๋ยสูตรขนมชั้น การปลูก เก็บ เมล็ดพันธุ์ แหล่งซื้อวัสดุอุปกรณ์

ปัจจุบันผมได้เปิดอบรมการปลูกผักให้กับผู้ที่สนใจในการทำเกษตรมาแล้วทั้งหมด 97 รุ่น รวมประมาณ 3,000 คน รุ่นต่อไปเป็นที่ 98 แต่จะรับจำนวนจำกัดไม่เกิน 12-20 คน และจัดอบรมเดือนละครั้ง เพราะที่ผ่านมาใครมาสมัครเราก็รับ บางรุ่นจำนวนจึงมากถึง 50-60 คน ถือว่ามากเกินไป เพราะฉะนั้นใครจะมาเรียนในรุ่น 98 ก็อยากให้ติดตามในเพจคุณชายผักสลัด กับมังกรหยก Mungkornyok ผมจะประกาศให้ทราบ” คุณชายผักสลัดกล่าว

อยากให้คนไทยได้กินของดีก่อนชาติอื่น

หยก กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการทำเกษตรอินทรีย์นอกจากต้องการทำในสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเองและต้องการหลุดพ้นไปจากความยากจนแล้ว อยากให้คนไทยได้กินของที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย โดยเป็นของที่เขาดูแลจากใจจริงๆ

“เดิมพื้นที่ปลูกผักสลัดของผมมีอยู่ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง แต่ความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้น ออร์เดอร์เข้ามาต่อเดือนอยู่ที่ 10 ตัน แต่เรารับเท่าที่ผลิตได้ ดังนั้นปีนี้ผมจึงเช่าที่ดินอีก 6 ไร่ติดกับที่เดิมเพื่อปลูกเพิ่ม ตอนนี้กำลังลงเมลอนและจะลงมะเขือเทศราชินีด้วย ผมกล้าพูดได้เลยว่าผักที่ปลูกในสวนผม ทุกต้นจะต้องผ่านมือผมในกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งหรือทุกกระบวนการ เช่น ผมอาจจะเคยเพาะเมล็ด เคยลงต้น เคยให้ปุ๋ย ฯลฯ เพราะทุกเช้าผมจะต้องเข้าไปดูแลตลอดซึ่งผมทำมา 3 ปีแล้ว

ขณะที่ในการแปรรูปสินค้าผมเองก็มีโรงแพ็กเกจจิ้งที่ได้มาตรฐาน อย.จีเอ็มพี โดยได้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เหนืออื่นใดผักสลัดของผมยังได้รับตรารับรอง Organic Thailand หรือระบบการรับรองมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร ในขณะที่ยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และยังได้มาตรฐาน Earth Safe ที่ยืนยันว่าผักปราศจากสารเคมีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผมเองมองถึงการส่งออกต่างประเทศอยู่เหมือนกัน แต่วันนั้นถ้าจะมาถึงคงอีกนาน เพราะที่ผมตัดสินใจทำตรงนี้ก็อยากให้คนไทยเราได้กินก่อนคนชาติอื่น ขนาดพวกฝรั่งยังให้คนในประเทศเขาได้กินของดีก่อนส่งออกเลย ผมเองก็เช่นกันต้องการให้คนไทยได้กินผักสะอาด อร่อยและปลอดภัยก่อนใคร จะได้มีสุขภาพและคุณภาพที่ดีขึ้น”

ใครก็ประสบความสำเร็จได้แค่หาตัวเองให้เจอ

ใครจะคิดว่าจากเด็กหลังห้องที่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จด้านการศึกษา แต่วันนี้เขาผลักดันตัวเองให้ขึ้นมาอยู่แถวหน้า กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจที่มั่นคงและมีอนาคตที่สดใสในวัยแค่ 21 ปี เหนืออื่นใดคือเขาได้นำความภาคภูมิใจมาสู่พ่อแม่

“บางคนอาจจะคิดว่าผมหมดอนาคต หมดหนทาง ไม่มีแม้ความสามารถ แต่ใครจะรู้ว่าธรรมชาติมักมอบความสามารถและสติปัญญาให้มนุษย์ทุกคนเสมอเช่นเดียวกับผม ที่ได้กลับมาคิดใหม่จากเรื่องราวในอดีตที่เป็นทั้งเด็กเรียนหนังสือไม่เก่ง ไม่มีอนาคต และไม่มีเงินทุน แต่สิ่งที่ผมมี คือ ต้นทุนชีวิตในด้านการเกษตร

พ่อแม่ผมเป็นเกษตรกร ทำให้ผมได้ซึมซับวิชาความรู้เกี่ยวกับการเกษตรมากมาย ผมจึงนำต้นทุนชีวิตที่ได้รับจากพ่อแม่มาศึกษาเรียนรู้ ควบคู่กับการทดลองจากการปฏิบัติงานจริง ซึ่งแม้ไม่ได้เรียนทฤษฎีในห้องเรียน แต่สิ่งที่สอนผมมาก็คือห้องเรียนธรรมชาติ รู้จักอดทนที่จะรอโอกาสและการอดออมเพื่อต่อยอดธุรกิจ จนถึงตอนนี้ต้นทุนชีวิตที่ได้ลงทุนไปงอกเงยเป็นผลกำไรแห่งความสุขที่ผมได้รับ

ผมเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ก็เกิดขึ้นกับคุณได้เพียงแค่คุณคิดใหม่ใช้เงินเป็น คุณก็จะเห็นความสุขแบบผมแน่นอน ท้ายสุดนี้ผมอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครก็ตามที่เรียนไม่เก่งอย่างผม หรือใครที่กำลังท้อแท้ในชีวิต ผมเชื่อว่าทางที่ใช่ของทุกคนมี เพียงแต่ต้องหาให้เจอ เหมือนอย่างผม แล้วก้าวเดินไปอย่างมุ่งมั่นและมั่นคง” คุณชายผักสลัดกล่าวทิ้งท้าย 

สายสุนีย์ จ๊ะนะ สู้เพื่อฝันบนวีลแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583549

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 09:09 น.

สายสุนีย์ จ๊ะนะ สู้เพื่อฝันบนวีลแชร์

เรื่อง: ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ภาพ: อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์นับถอยหลังรอคอยสนามพาราลิมปิกเกมส์ มหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงคือการได้เดินทางต่อไปให้สุดทางฝัน สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบทีมชาติไทย วงการเรียกกันด้วยความนับถือในฝีไม้ลายมือ “พี่แวว” นักกีฬารุ่นใหญ่วัย 45 ปี คร่ำหวอดสะสมเกียรติประวัติ ประเดิมคว้าเหรียญทองจากสนามพาราลิมปิกเกมส์ ปี 2004 กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

ความสำเร็จต่อด้วย ปี 2008 คว้าเหรียญทองแดง ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และปี 2012 กลับมาคว้าเหรียญทองอีกครั้ง ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

หญิงสาวนักกีฬาบุคลิกคล่องแคล่ว ดวงตาเปี่ยมความเชื่อมั่นในตัวเอง “พี่แวว สายสุนีย์” เล่าย้อนไปถึงวันร้ายในอดีตที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากใจ เหตุการณ์สูญเสียจนต้องกลายเป็นคนพิการในวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น เด็กสาววัยแรกรุ่นเคยคิดมีฝันอยากเป็นครู หากทุกสิ่งทุกอย่างต้องจบสิ้นลง เพียงแค่ความประมาทของคนที่อยู่หลังพวงมาลัย ขับรถพุ่งมาชนมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ ที่กำลังวิ่งไปสร้างอนาคตอย่างรุนแรง ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นลงบนพื้นถนนโหดร้าย

“แววเป็นคนเชียงใหม่หางานทำได้ที่ลำพูน เป็นวันไม่เคยลืมเลือนเลยค่ะ วันที่ 9 พ.ค. 2535 ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ลูกพี่ลูกน้องไปทำงานโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน แล้วรถก็พุ่งเข้ามาชนตอนติดไฟแดงตอน 7 โมงเช้า รถยนต์อะไรไม่รู้เลยค่ะ เพราะเราก็สลบญาติก็เจ็บกันไปไม่รู้เรื่องทั้งคู่ มาฟื้นอีกทีก็บนเตียงโรงพยาบาลแล้ว

ญาติที่เป็นคนขับไม่เป็นอะไรมาก แต่ดิฉันหนักหนา หัวแตกฟันหน้าหักยับเยิน กระดูกสันหลังหักจนนอนลงไม่ได้ต้องตัดกระดูกสะโพกไปต่อหลัง แข้งขาถลอกปอกเปิก

เจ็บปวดระบมไปทั้งตัว เพราะกระดูกแตกไปทิ่มแทงเส้นประสาท ทำให้เจ็บแบบร้าวไปทั้งร่างค่ะ แล้วพอ 1 เดือนเต็มๆ ที่นอนโรงพยาบาลก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติคือยกขาไม่ได้เลย คุณหมอจึงต้องบอกความจริงเราว่า …ทำใจนะ อาจจะเดินไม่ได้ตลอดชีวิต ส่วนคนขับรถก็หลบหนีหายตัวไปตามระเบียบค่ะ” สายสุนีย์ บอกพร้อมรอยยิ้มเบาๆ เพลียๆ หัวใจกับความโชคร้ายของตัวเอง

ชีวิตนี้กลายเป็นสาวพิการ

ชีวิตประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทั้งร่างกายและจิตใจเกินจะทานทนไหว ปัญหามันใหญ่จนคิดปลิดชีพตัวเองไปเสียให้พ้นจากโลกโหดร้าย ความเจ็บปวดภายนอกยังพออดทนฟื้นฟูได้ แต่ความเจ็บปวดภายในจิตใจแทบทานทนไม่ไหวจริงๆ

สายสุนีย์ เล่าว่า คุณหมอบอกชัดเจนว่าเส้นประสาทขาด ไม่สามารถเดินได้อีกตลอดชีวิต สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือทำกายภาพให้ร่างกายฟื้นฟู เพื่อสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าทำได้แค่นั้นก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว

“ไม่มีใครโชคร้ายเท่าเราอีกแล้วค่ะ บ้านฐานะยากจนแล้วยังมาพิการอีก คิดฆ่าตัวตายทุกวิถีทาง แต่ขนาดจะถัดตัวปีนหน้าต่างทิ้งตัวลงมาจากตึกโรงพยาบาล เรายังไม่มีแรงไม่มีปัญญาทำได้เลย (หัวเราะเบาๆ) รู้สึกหมดอาลัยตายอยากตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล 11 เดือนไม่มีวันไหนที่ไม่ร้องไห้เลยนะคะ รู้สึกอย่างเดียวค่ะว่าความฝันเราจบชีวิตจบแล้ว เรารักคุณครูคนหนึ่งมากก็ใฝ่ฝันอยากเป็นครู อุตส่าห์เรียนจนจบ ม.3 เพื่อไปสมัครทำงานในนิคมอุตสาหกรรม จะได้เก็บเงินเรียนต่อ แต่ไปทำงานได้ไม่กี่เดือน ก็โชคร้ายโดนคนขับรถพุ่งเข้ามาชน

ไม่แน่ใจค่ะว่าเขาเมาแล้วขับหรือเปล่า แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเช้าตรู่แบบนั้น แล้วขับรถเร็วแบบเหมือนไม่มีสติมาแบบนั้น อาจจะเมาหรือเปล่า? แต่ก็ไม่ได้คำตอบ เพราะเขาขับหนีไปเลย!! ตำรวจก็จับตัวมาดำเนินคดีไม่ได้ เราโชคร้ายจริงๆ ค่ะ”

ชีวิตช่วงวัยรุ่นเริ่มต้นก็หนักหนาแล้ว อนาคตดูไม่สดใสเอาเสียเลย แต่สิ่งที่กอบกู้ให้ชีวิตกลับมาได้ในครั้งนี้ก็คือคนที่มีค่าที่สุดของชีวิตทุกๆ คน พ่อ แม่ น้องสาว ครอบครัวคือสิ่งที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีสุด

“ร่างกายเข้มแข็งขึ้นมาได้คือวันที่เรากำลังคิดฆ่าตัวตาย คือพยายามทำซ้ำๆ หลายครั้งนะคะ แต่ไม่มีใครเห็น และทำไม่สำเร็จเพราะไม่มีแรงขยับตัว แต่วันนั้นพอมีแรงถัดตัวไปที่หน้าต่างได้ กำลังจะกระโดด แม่เข้ามาเห็นพอดีก็รี่เข้ามาดึงคว้าเราไว้ได้ แม่ร้องไห้ไปด้วย ทั้งตีทั้งหยิกเราไปด้วย บอกว่าแม่เลี้ยงของแม่มา 17 ปี ไม่คิดว่าลูกจะจากไปแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าถึงพิกลพิการ เราก็ยังมีค่ากับแม่ แม่รักเรามากที่สุด เราจะทำแบบนี้อีกไม่ได้ เราต้องสู้

เคสเจ็บหนักอย่างนี้ต้องอยู่โรงพยาบาลอย่างน้อยๆ ก็ 2 ปี แต่เราพยายามทำกายภาพให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงช่วยตัวเองได้เร็วที่สุด เริ่มตั้งแต่ฝึกนั่งเหมือนเด็กเล็กๆ ฝึกใส่เสื้อผ้า ใช้เวลา 11 เดือนก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วค่ะ เราทนไม่ได้ที่พ่อแม่ต้องมานอนเฝ้าที่โรงพยาบาลยาวนานแบบนี้ พ่อแม่ทำงานรับจ้างมีรายได้รายวัน พอมาเฝ้าไข้เรา ฐานะครอบครัวก็ยิ่งวิกฤตหนักข้าไปใหญ่

หนักหนาถึงขึ้นครอบครัวแตกแยกไปคนละทิศละทางค่ะ แม่ไปทำมาหากินอีกทาง พ่อไปกับลูกสาวทั้งสองคน คือดิฉันกับน้องสาวที่ตอนนั้นอายุเพียง 7 ขวบ ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถช่วยพ่อทำงานหาเงินเข้าบ้านได้เลย ดิฉันคิดว่าเรานี่แหละต้องช่วยพ่อ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรเพราะเวลานั้นก็ทำได้แค่ช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานเท่านั้นค่ะ”

เริ่มมีความฝันสู่ชีวิตใหม่

ความหวังครั้งสำคัญจุดประกายอีกครั้ง เมื่อศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เปิดรับสมัครคนพิการที่มีคุณสมบัติพิการทางการเคลื่อนไหว ชาย-หญิง อายุระหว่าง 14-40 ปี สัญชาติไทยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในชีวิตประจำวันและความพิการไม่เป็นอุปสรรคในการฝึกอาชีพ ไม่พิการทางสมองและสติปัญญา

เปิดรับสมัคร 3 แผนก 1 โครงการ จำนวน 100 คน ได้แก่ แผนกตัดเย็บเสื้อผ้าและงานประดิษฐ์ แผนกคอมพิวเตอร์ แผนกอิเล็กทรอนิกส์

“เขียนจดหมายสมัครเหมือนเรียงความเลยค่ะ เขียนแบบเด็กบ้านนอกหนูอยากฝึกอาชีพเป็นคนพิการ (หัวเราะ) คืออยากให้เราพ้นภาระพ่อช่วยพ่ออีกแรง ก้าวแรกที่ไปศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน มันคือโลกใบใหม่ค่ะ ตื่นเต้นมาก เดินเข้าประตูรั้วมีแต่คนพิการเยอะแยะไปหมด ขณะที่เคยคิดว่าเราคือคนเคราะห์ร้ายที่สุดกลายเป็นคนพิกลพิการหนึ่งเดียวในหมู่บ้าน”

สายสุนีย์ บอกพลางหัวเราะประโยคท้าย แล้วสิ่งที่จุดประกายชีวิตใหม่ครั้งนี้ คือรอยยิ้ม คนพิการที่นี่มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ และใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความหวัง มีพลังในการใช้ชีวิตเกินร้อย

“ไม่มีคนพิการจมความทุกข์แบบเราสักคนเดียว มีคนหนึ่งขาขาดทั้งสองข้าง อีกคนตาบอดสนิท อีกคนแขนขาด รวมกันเป็นร้อยคน ทุกคนไม่ร้องไห้แบบเราทุกคนมีความสุข (บอกพร้อมรอยยิ้ม) มีพี่เล่นกีตาร์ให้เราฟัง ชวนสวดมนต์เย็นก่อนเข้านอน ทุกคนพูดคุยกันแลกเปลี่ยนความทุกข์ความสุข มีแต่เสียงหัวเราะกัน

แล้วก็เจอพี่นักกีฬาที่เป็นไอดอลของเรา “พี่วันเพ็ญ” เป็นนักกีฬาเทนนิสทีมชาติไทย เขาก็แนะนำเราค่ะว่าเรียนแผนกคอมพิวเตอร์แล้วก็จะหางานทำได้ง่าย พี่มีครอบครัวอบอุ่น มีรายได้ทั้งจากอาชีพที่เรียนจากที่นี่ รายได้ตอบแทนจากการเล่นกีฬา ถ้าเราสามารถพัฒนาไปสู่สูงสุดได้ ปลายทางฝันของพวกเราคือ เฟสปิกเกมส์ เป็นมหกรรมกีฬาเป็นผู้พิการระดับเอเชียนเกมส์

แล้วทันทีที่ครูเปิดให้สมัครคนเล่นกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลหญิง สายสุนีย์รีบยกมือทันทีกับเพื่อนอีก 3 คน กีฬาชนิดแรกบอกเลยค่ะว่ายากมาก แป้นชู้ตลูกบาสมีความสูงเท่ากับคนปกติ ขณะที่เรานั่งบนวีลแชร์ก็ทำได้ยากกว่านะคะ ฝึกหนักมากๆ ล้มลุกคลุกคลานมือไม้แตก บอกตัวเองเราต้องทำให้ได้ต้องชู้ตให้ได้ ไม่ใช่อยากเก่งกาจอะไรนะคะ แต่อยากมีเงินเดือนตอบเทนที่ดี (หัวเราะ) แล้วที่สุดเราก็ติดทีมนักกีฬาล้านนาเป็นตัวแทนเขตไปแข่งขันที่กรุงเทพฯ ชีวิตนักกีฬาเหนื่อยมากค่ะ”

สายสุนีย์ เล่าจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ในเวลานั้นทั้งเรียนฝึกอาชีพ ควบไปกับการเรียน กศน.จบมัธยมปีที่ 6 และเริ่มมีรายได้จากการเล่นกีฬาบาสเกตบอล

“ข่าวดีมาอีกครั้งค่ะ มีจดหมายเปิดรับสมัครนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบโดยมีโค้ชจากฮ่องกงมาฝึกสอนก็รีบไปสมัครกับเพื่อนอีกคนในทีม จบคอร์สเรียน 7 วัน โค้ชก็เรียกเรากับเพื่อนอีกคนเข้าไปบอกว่า …จำไว้นะเธอ 2 คน ต่อไปจะมีโอกาสเป็นแชมป์โลกนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ โค้ชเห็นแววมั้งคะ คือเราไม่ใช่คนเก่งอะไรเลยนะคะแต่เป็นคนเรียนรู้ง่าย โค้ชสอนอะไรก็ทำตามได้หมดในระยะสั้นๆ และมีความตั้งใจสูงมีความพยายาม อะไรที่เราไม่รู้ ทำไม่ได้ เราต้องรู้ต้องทำให้ได้ ตอนเล่นบาส ชู้ตไม่ได้ก็ต้องชู้ตลงให้จงได้ ฝึกชู้ตเป็น 1,000 ครั้ง ลูกไม่ลงตาข่ายก็ให้มันรู้ไปคะ (หัวเราะ)

ฟันดาบก็ไม่ต่างกันค่ะ โค้ชบอกให้ฟันล่อเป้าวันละ 1,000 ครั้ง เพื่อนที่ไปด้วยทนไม่ได้บอกมันน่าเบื่อสุดๆ ไม่สนุกเหมือนบาส ขอกลับไปเล่นบาสเกตบอล แต่สายสุนีย์ล่อเป้าจนคนฝึกซ้อมขอยอมแพ้ คือเรามันลูกคนยากจนสายอึด อยู่กลางแดดกลางฝนยังทำได้ แค่ล่อเป้าวันละไม่กี่พันครั้ง สบายมาก เหมือนตอนทำกายภาพคนอื่นไม่ทานทนแต่เราอึด ทน จนทำได้เร็วกว่าคนอื่น ความแข็งแกร่งมันฝังอยู่ในร่างกายที่มีอยู่เพียงครึ่งเดียวของเรานี่แหละค่ะ”

ชีวิตคือการเอาชนะอุปสรรค เป้าหมายคือติดทีมชาติไทย สนามแรกชิมลางสนามเล็กๆ ที่ฮ่องกง ประเดิมเหรียญทองกลับไทยได้ และสนามใหญ่ครั้งแรกในชีวิต กีฬาเฟสปิก ปี 1999 มหกรรมกีฬาผู้พิการจากทั่วเอเชียและโอเชียเนียลงสนามประลองฝีมือ โดยจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร

“เหรียญทองแรกรับเงินอัดฉีด 2 แสนบาท รีบเอาไปไถ่ที่ดินให้พ่อทำสวนลำไย ตอนนั้นได้เป็นครูแล้วค่ะสอนคอมพิวเตอร์คนพิการ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) สนามในฝันตอนนั้นคือพาราลิมปิกเกมส์ ปี 2000 ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แต่ไปไม่ถึงฝันค่ะ คะแนนสะสมของเราไม่ถึงเพราะต้องตระเวนแข่งขัน แต่เราไม่มีเงินพอไม่มีคนสนับสนุนเราด้วย เรายังโนเนม แล้วครั้งนั้นนักกีฬาในดวงใจ ประวัติ วะโฮรัม นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งได้เหรียญทองกลับมา มีการต้อนรับเขาทั้งสร้อยคอทองคำเต็มคอ ทั้งเงินรางวัล ยิ่งรู้สึกว่าพวกเราคนพิการได้การยอมรับที่สุดของความภาคภูมิใจในชีวิต เราต้องไปอยู่ในจุดนั้นให้ได้ค่ะ”

มีชีวิต ต้องมีความฝัน

การร่วมมหกรรมกีฬายิ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากโอลิมปิก คือเป้าหมายที่สุดของชีวิต ในกีฬาพาราลิมปิก ปี 2004 กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบคือความหวังเหรียญทองของทัพนักกีฬาไทย

“นับจากวันที่เราร้องไห้เสียใจไม่ได้ไปแข่งที่ซิดนีย์ใช้เวลา 7 ปีค่ะ ก็สามารถคว้าเหรียญทองจากสนามพาราลิมปิกเกมส์ กรุงเอเธนส์ ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในแมตช์นี้เลยค่ะ มีบ้านหลังแรกให้พ่อ ซื้อที่ดินให้แม่ แล้วสำหรับคนพิการการมีรถยนต์ขับไปไหนมาไหน คือปัจจัยหลักที่จำเป็นต่อชีวิตมาก โตโยต้าให้รถยนต์เป็นรางวัล 1 คัน และห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ รับเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานสร้างแรงบันดาลใจ มีเงินเดือนประจำ มีโบนัสประจำปีให้ด้วยค่ะ สนับสนุนให้เราแข่งขันกีฬาได้เต็มที่เลยค่ะ

ขอขอบคุณ คุณศิริลักษณ์ ไม้ไทย ผู้บริหารเดอะมอลล์ที่ให้โอกาสแววกับน้องนักกีฬาพิการอีก 3 คน บรรจุให้ทำงานพร้อมกัน 4 คน เป็นต้นทุนในชีวิตให้เรามีพลังมีแรงในการต่อสู้ชีวิต น้องนักกีฬาคนหนึ่งเคยเป็นพนักงานขายของพาร์ตไทม์ ก็ไม่ต้องไปลำบากหางานไปเรื่อยๆ ได้เป็นพนักงานประจำของเดอะมอลล์สนับสนุนให้ฝึกซ้อมเต็มที่เลยค่ะ”

ชีวิตยังคงฝึกฝนเพื่อกีฬาพาราลิมปิกคือเป้าหมายใหญ่เสมอ ผลลัพธ์ล้มลุกคลุกคลานมีทั้งสมหวังและผิดหวัง โดยธรรมชาติของการแข่งขันกีฬาที่ย่อมมีแพ้มีชนะ

“สิ่งดีๆ ที่เข้ามามี 2 อย่างค่ะ คือ เรียนจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ที่สนับสนุนนักกีฬาไทยมาโดยตลอด แววได้ร่วมในกีฬาพาราลิมปิก 4 สมัยแล้วค่ะ และตั้งใจจะเล่นจนถึงอายุ 50 ปี สนามที่กำลังรอคอยคือ ปี 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ชีวิตพลิกอีกครั้งคือการมีครอบครัวค่ะ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) สามีเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ เราได้พบกันก็มีความเข้าอกเข้าใจกันกับความเป็นคนพิการเหมือนกัน มีลูกสาววัย 4 ขวบ “น้องฤทัย” ซึ่งกว่าจะมีเขาลำบากที่สุดในชีวิต คนพิการตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งการขยับตัวการเคลื่อนไหวใช้ชีวิตตามปกติ แผลการผ่าคลอดอะไรต่างๆ นานา มันเจ็บปวดกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่ลูกและครอบครัวมันกลายเป็นความสุขและพลังอย่างที่สุดชีวิตอีกอย่างหนึ่งค่ะ” 

ท่าครึ่งกบ ครึ่งธนู (Half Frog/Half Bow Pose)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583470

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 13:07 น.

ท่าครึ่งกบ ครึ่งธนู (Half Frog/Half Bow Pose)

อาสนะท่านี้เป็นท่าผสมระหว่าง2 ท่า ทั้งยังเป็นท่าที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อนตัวพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ได้รับประโยชน์ในการฝึกแบบผสมผสาน คือฝั่งที่ทำท่าครึ่งกบ ช่วยยืดกล้ามเนื้อหน้าขาเหมาะกับนักวิ่ง นักเต้น หรือคนที่ต้องทำกิจกรรมแบบยืนนานๆ ส่วนฝั่งที่ทำท่าครึ่งธนู ช่วยสร้างความแข็งแรงให้แผ่นหลังและหน้าท้อง กระตุ้นการทำงานของระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งช่วยยืดแล้วเปิดพื้นที่ด้านหน้าลำตัว ไม่ว่าจะเป็นคอด้านหน้า หน้าอก หน้าท้อง ต้นขา และข้อเท้า ข้อควรระวังสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูงและต่ำให้ระวังในการฝึก รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บรุนแรงที่คอและหลังล่างให้เลี่ยงการฝึกท่านี้

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มจากท่าสฟิงซ์ Sphinx Pose นอนคว่ำวางท่อนแขนลงที่พื้น ค้างท่าสักครู่ด้วยการหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ

2.ส่งแขนซ้ายไปด้านหลัง พับขาซ้ายเข้ามาหาก้น ส่วนมือซ้ายจับฝ่าเท้าซ้ายด้านใน โดยให้นิ้วมือโอบฝ่าเท้ามาด้านนอกเพื่อเตรียมหมุนเท้า สำหรับคนที่ฝึกใหม่สามารถใช้เทคนิคสอดนิ้วชี้มือเข้าไประหว่างนิ้วโป้งเท้ากับนิ้วชี้เท้า แล้วสูดลมหายใจเข้า

3.หายใจออกทำท่าครึ่งกบด้วยการหมุนฝ่ามือให้นิ้วมือชี้มาด้านหน้า ข้อศอกชี้ขึ้นไปด้านหลังและอยู่ข้างลำตัว ออกแรงที่แขนกดส้นเท้ามาชิดก้น แล้วค้างท่าประมาณ 3 รอบลมหายใจเข้า-ออก

4.หายใจเข้าส่งมือขวาไปด้านหลัง จับหน้าแข้งหรือข้อเท้าขวา ในขณะที่มือซ้ายยังกดฝ่าเท้าให้ชิดก้นอยู่

5.หายใจออกทำท่าครึ่งธนูยกขาขวายืดลอยขึ้น ยืดแขนขวาเพื่อส่งให้ขาขวาไกลจากก้น ในขณะที่ฝั่งซ้ายทำท่าครึ่งกบฝั่งขวาทำท่าครึ่งธนู ใช้กล้ามเนื้อหลัง สร้างความมั่นคงให้ลำตัว ด้วยการยกหน้าอกให้ลอยขึ้นจากพื้นแล้วค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ หายใจเข้า-ออก จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง

การเดินทางไม่ยากแค่กล้าลอง ‘เที่ยวคนเดียวถ่ายรูปเอง-taetaee’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/583459

  • วันที่ 16 มี.ค. 2562 เวลา 11:58 น.

การเดินทางไม่ยากแค่กล้าลอง ‘เที่ยวคนเดียวถ่ายรูปเอง-taetaee’

โดนใจสาวๆ ที่กำลังลังเลว่าจะไปเที่ยวคนเดียวดีไหม สำหรับเพจน้องใหม่ เที่ยวคนเดียวถ่ายรูปเอง-taetaee ของนักเดินทางชาวโคราช “เต้” นฏกรหนูกลึง สาววัย 30 กว่าที่ออกเดินทางคนเดียว และค้นพบว่าตัวเธอเองเริ่มเปลี่ยนไป

ด้วยความที่เป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่างทำให้เธอทำงานจนไม่ได้พัก จนถึงจุดหนึ่งเธอบอกกับตัวเองว่า “ต้องไปเที่ยว” เธอจึงเริ่มวางแผนการเดินทางและไปคนเดียว

“ปีที่แล้วเต้ทำงานหนักมากมาทั้งปีเลยตัดสินใจจองตั๋วไปโซลคนเดียว ซึ่งลองชวนเพื่อนไปด้วยกันแล้วแต่ไม่มีใครว่างเลยตัดสินใจไปคนเดียว ตั้งใจว่าจะถ่ายรูปสวยๆ มาอวดเพื่อน พกกล้องและขาตั้งกล้องไปเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเซลฟี่แต่จะได้รูปตัวเองแบบเหมือนมีคนถ่ายให้”

หลังจากนั้น เธอโพสต์ภาพท่องเที่ยวลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นปกติ แต่ปรากฏว่าภาพชุดนี้มีเพื่อนสนใจและสงสัยกันมากว่า “ใครถ่ายรูปให้” พอเธอตอบไปว่า “ตั้งกล้องถ่ายเอง” ก็ยิ่งเซอร์ไพรส์เข้าไปใหญ่จนต้องเปิดเพจแนะนำวิธีเที่ยวคนเดียวและถ่ายรูปเองตามชื่อ

“แรกๆ ที่ตั้งกล้องถ่ายตัวเองก็อายเหมือนกัน เพราะคนอื่นชอบมอง บางคนก็แอบยิ้ม แต่คิดว่าก็ถ่ายไปเถอะ ยังไงก็ไม่มีใครรู้จักเราอยู่แล้ว” เธอเล่า

“และอีกอย่างที่ทำให้รู้หลังทำเพจ คือ มีผู้หญิงที่อยากไปเที่ยวแต่ยังไม่กล้าไปเยอะมาก เพราะไม่รู้ว่ามันจะอันตรายไหม หรือควรเริ่มต้นจากที่ไหนดี เต้ก็แนะนำไปว่าการไปเที่ยวคนเดียวไม่น่ากลัว ถ้าเราไม่พาตัวเองไปในที่ที่อันตราย วางแผนการเดินทางไปคร่าวๆ ว่าเดินทางยังไง นอนที่ไหน

ต้องดูแลตัวเองแต่อย่าให้ถึงวิตกกังวลจนรู้สึกไม่สนุก และอีกคำถามที่มีคนถามเยอะคือไปเที่ยวคนเดียวเหงาไหม ต้องตอบตรงๆ เลยว่า เหงา เต้เลยคลายเหงาด้วยการทำวิดีโอถ่ายคลิปตัวเอง พูดกับกล้องเหมือนเราได้บรรยายสิ่งต่างๆ ออกไปทำให้ไม่เบื่อเลย”

นอกจากเทคนิคการถ่ายภาพตัวเองแล้วเต้ยังเล่าประสบการณ์การเดินทางสนุกๆ ด้วยภาษาสบายๆ เมื่อบวกกับภาพสวยๆ ยิ่งทำให้ดูน่าสนใจ ทำให้เพจน้องใหม่ที่มีอายุเพียง 2 เดือนมีคนกดไลค์มากถึง5,500 ไลค์

“เต้ทำเพจเพราะอยากทำ อยากเก็บรูปของตัวเอง และบันทึกเรื่องราวไว้ไม่ให้หายไป ทุกอย่างเลยเป็นตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์” ถามเธอต่อว่าเมื่อลองเดินทางคนเดียวการเดินทางวิธีนี้ให้อะไรกับเธอบ้าง

“ทำให้เต้กล้าทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น” เธอตอบ

“ทำให้กลายเป็นคนที่ไม่ต้องรอใคร ถ้าอยากไปไหนหรืออยากทำอะไรก็จะพาตัวเองไปสู่จุดนั้นเลย นอกจากนี้เต้ยังชอบมองหามุมมองการทำธุรกิจระหว่างเดินทาง ชอบไปดูว่าบ้านเมืองเค้ากำลังนิยมอะไร มีวิธีขายของแบบไหน เพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจที่ทำอยู่”

ในฐานะที่เธอเป็นคนบ้างาน เธอกล่าวทิ้งท้ายถึงคนสไตล์เดียวกันว่าทุกคนมักทำงานหนักเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต แต่เธออยากให้ปันบางส่วนมาสร้างความสุขให้ตัวเองในตอนนี้ อย่างเธอที่เลือกวิธีการท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวพลังบวกให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ต่อไป

“เวลาเราไปเที่ยวเราเป็นตัวเองได้เต็มที่ทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่มีเรื่องงานให้คิด ปล่อยให้ตัวเองมีความสุขที่สุด จากนั้นพอได้ทำเพจมันเหมือนกับได้ส่งความสุขต่อมันกลายเป็นงานอดิเรกที่สนุกและเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย”

ติดตามทริปลุยเดี่ยวของเธอคนนี้ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก เที่ยวคนเดียวถ่ายรูปเอง-taetaee