บุญธเนศ ดิเรกฤทธิกุล พระเอกหลังบาร์ กล้าลบเส้นแบ่งอาหารและค็อกเทล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578240

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 11:43 น.

บุญธเนศ ดิเรกฤทธิกุล พระเอกหลังบาร์ กล้าลบเส้นแบ่งอาหารและค็อกเทล

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

บาร์เทนเดอร์หนุ่มมาดเข้ม “ป๊อป” บุญธเนศ ดิเรกฤทธิกุล ดีกรีหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ร้านอีทมี และเจ้าของรางวัล บาร์เทนเดอร์แห่งปี 2561 จากเวที เดอะ บาร์ อวอร์ดส์ แบงคอก เมื่อปีที่ผ่านมา

วันนี้เขาเปลี่ยนมานั่งอยู่หน้าบาร์เพื่อบอกเล่าเส้นทางชีวิตและสายอาชีพของคนกลางคืน

ป๊อปเท้าความไปตั้งแต่ตอนเป็นเด็กจบใหม่ที่ได้ทำงานสายอาหารและเครื่องดื่ม โดยเริ่มต้นทำงานที่ร้านอาหารดังประจำตำแหน่งรีเซปชั่น รวมถึงอีกหลายหน้าที่ ทั้งเสิร์ฟอาหาร ทำบาร์เครื่องดื่ม ทำเบเกอรี่

ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ร้านอาหารแห่งใหม่จนได้ขยับเป็นผู้จัดการร้าน จนมีคนรู้จักชวนมาทำงานที่ร้านอีทมี โดยเริ่มจากเป็นพนักงานเสิร์ฟ แล้วค่อยขยับมาเป็นบาร์เทนเดอร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

“ผมเป็นคนเรียนรู้ค่อนข้างเร็ว” ป๊อป กล่าว

“ตอนนั้นผมไม่มีความรู้เรื่องเครื่องดื่ม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเชกยังไง แต่ดีที่มีเพื่อนเป็นเฮดบาร์เทนเดอร์คอยเทรนให้ทุกอย่าง จนสามารถทำเครื่องดื่มตามหน้าเมนูได้ ซึ่งตอนนั้นเมนูเครื่องดื่มมีแค่ประมาณ 15 รายการ โดยทุกวันผมจะเป็นคนเตรียมของ เก็บของเอง เก็บเหล้าทุกขวดทุกวัน จนรู้สึกว่าเริ่มสนิทกับเจ้าสิ่งนี้แล้ว”

เขาทำงานในร้านอาหารมานานกว่า 7 ปี ก่อนจะมีโอกาสได้อยู่หลังบาร์และเชกเครื่องดื่มให้ลูกค้า ซึ่งหลังจากเป็นบาร์เทนเดอร์คู่กับเพื่อนได้ 6 เดือน บาร์ก็เหลือเขาเพียงคนเดียว

ป๊อป เผยว่า แวบคิดแรกเขานึกจะออกตาม แต่เพราะเจ้าของร้านรั้งไว้ และบาร์จะขาดบาร์เทนเดอร์ไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจอยู่ต่อ ซึ่งนั่นเป็นการตัดสินใจที่ปูทางไปสู่โอกาสอีกมากมายที่เขาเองก็ไม่คาดคิด

“จากแค่ทำเครื่องดื่มตามหน้าเมนู มันมีเหตุจุดประกายจากงานสิงคโปร์ ค็อกเทล วีก ซึ่งตอนนั้นจัดเป็นปีแรก เจ้านายถามว่าอยากไปดูไหม ผมก็ลองไปดู พอกลับมาผมเริ่มมีไอเดีย เริ่มทำนอกเมนูแล้ว และเริ่มทำให้ลูกค้าประจำได้ลองเมนูที่ผมคิดขึ้นมาเอง

หลังจากนั้นผู้จัดการร้านอยากเปลี่ยนเมนูเครื่องดื่มใหม่ ซึ่งจากคนที่ทำตามเมนูมาตลอด ทำให้ต้องมานั่งคิดย้อนกลับไปว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาลูกค้าเคยมีความต้องการอะไรใหม่ๆ ไหม”

เขาเล่าถึงเหตุการณ์คลาสสิกที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า คืนนั้นมีลูกค้าสั่งค็อกเทลรสลาบด้วยความเมา เขาจึงตอบกลับไปว่า “ได้ครับ” แล้วหันหลังเดินเข้าครัว

“ถามน้องที่เป็นคนอีสานว่าลาบต้องใส่อะไรบ้าง พอรู้ส่วนประกอบแล้วก็เข้าไปหาในครัว ต้องบอกตามตรงว่า ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ารสชาติจะออกมาเป็นยังไง รู้แค่ว่าถ้ามันไม่อร่อย ก็ต้องชิมจนรู้สึกว่ามันอร่อยแล้วค่อยเสิร์ฟ แต่สรุปว่ามันอร่อย พออร่อยแล้วก็ต้องมาคิดต่อว่าจะตกแต่งแก้วนี้ยังไง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าลาบหมู แต่ร้านเราไม่มีหมูสับ มีแค่แฮม เลยหยิบแฮมมาเผาไฟโรยด้วยพริกไทย แล้วเสิร์ฟ สรุปผ่าน ผมจึงเป็นนำเมนูลาบหมูมาเป็นตัวตั้งเพื่อคิดเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ”

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ค็อกเทลรสชาติอาหารมีเพียงรสต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ เมื่อเขาคิดเมนูค็อกเทลลาบหมูได้ จึงคิดต่อไปว่าหากลาบหมูเป็นตัวแทนของภาคอีสาน แล้วตัวแทนของภาคอื่นๆ จะเป็นอะไร จึงกลายเป็นเมี่ยงคำเป็นตัวแทนภาคเหนือ แกงไตปลาเป็นตัวแทนภาคใต้ และแกงเขียวหวานเป็นตัวแทนภาคกลาง ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ ซิป ซัม ไทย (Sip Some Thai)

“จุดเด่นที่ผมกล้าทำคือ ผมใช้ของสดทุกอย่าง” หัวหน้าบาร์เทนเดอร์กล่าวต่อ

“เพราะค็อกเทลทั่วโลกจะไม่ใส่หอมแดงสดลงไปในค็อกเทล เพราะหนึ่งมันฉุน กลิ่นมันแรง และสองคือไม่มีใครทำ แต่เมื่อโจทย์ของผมคือทำอาหารให้อยู่ในรูปแบบของน้ำ บวกกับผมเป็นคนไม่คิดซับซ้อน เลยใช้วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารจริงๆ มาทำส่วนผสมของค็อกเทล”

หลังจากสนุกกับเมนูใหม่ได้ราวครึ่งปี เขาอยากทำให้สนุกมากขึ้น จึงหยิบเมนูข้างทางมาใส่เพิ่มเติมอย่างส้มตำปูปลาร้า กะเพราหมูกรอบไข่ดาว ขนมจีนน้ำยา ข้าวมันไก่ ปูผัดผงกะหรี่ แกงเผ็ดเป็ดย่าง และผัดไทย

“การเทียบแบบรสชาติดั้งเดิมให้อยู่ในค็อกเทลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะการทำอาหารให้อร่อยต้องใช้วัตถุดิบสดใหม่และมีคุณภาพ การทำค็อกเทลก็เช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องปรับอะไรบางอย่างให้เหมาะกับการทำเป็นของเหลว ซึ่งนั่นก็มาจากการลองผิดลองถูกไปจนกว่าจะได้”

ป๊อปใช้เวลาเดินทางนาน 6 ปี กว่าจะได้เป็นบาร์เทนเดอร์ และยึดอาชีพนี้จนไต่เต้าเป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ที่ร้านอีทมี รวมระยะเวลานาน 7 ปี ซึ่งเขามองว่าเขาก้าวกระโดดค่อนข้างเร็ว เพราะเขาไม่เกี่ยงงาน มีความพยายาม และได้รับโอกาสที่ดี จึงมีโอกาสแสดงศักยภาพและฝีมือ

“นอกจากจะเป็นคนคิดและผสมเครื่องดื่ม ค็อกเทลของผมมันยังเป็นตัวแทนประเทศไทยไปพูดให้คนต่างชาติรู้จักอาหารไทยมากขึ้น อย่างตอนที่ผมไปลอนดอน ประเทศอังกฤษ ผมก็จะอธิบายว่าข้าวคั่วมาจากไหน สะระแหน่ที่ใช้นำมาจากพื้นที่ไหน อธิบายให้เขารู้จักที่มาที่ไปของวัตถุดิบ ก่อนที่จะผสมให้เขาดื่มรสชาติความเป็นไทย”

เขากล่าวด้วยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาที่ไปและเรื่องราวของวัตถุดิบ โดยเรื่องราวของบาร์อีทมีคืออาหารไทย ซึ่งนอกจากเขาจะรังสรรค์ค็อกเทลแหวกแนวแล้ว อีกความตั้งใจคือ เขาอยากลบภาพอาหารไทยในมุมมองของคนต่างชาติที่มีแค่ต้มยำกุ้งและต้มข่าไก่ เพราะยังมีอาหารไทยอีกมากมายให้ลอง

ถามเขาต่อว่า ความยากของอาชีพบาร์เทนเดอร์คืออะไร

“ทุกอาชีพยากหมด” ป๊อปตอบทันควัน ไม่มีอาชีพไหนง่าย เพราะทุกคนล้วนเริ่มต้นเดินจากศูนย์ และเมื่อก้าวไปอยู่สูงแล้วอย่าหยุดพัฒนา เหมือนตัวเขาที่ไม่หยุดอยู่แค่หน้าเมนู แต่ยังเดินทางไปหาแรงบันดาลใจจากทั่วโลก

“ผมชอบไปต่างประเทศ ชอบไปนั่งตามบาร์ ซึ่งผมไม่ได้ไปดื่มค็อกเทลแล้วตัดสินมันว่าอร่อยหรือไม่อร่อย แต่ผมดูตั้งแต่ก้าวแรกที่เปิดประตูเข้าไป พนักงานเขาบริการยังไง เขาเปิดเพลงอะไร ห้องน้ำเขาเป็นยังไง และไม่มองแค่ว่าข้างหน้าบาร์เขามีอะไร แต่ดูเข้าไปถึงข้างหลังว่าเขามีอะไร แล้วนำข้อดีของเขามาปรับใช้ หรือเขามีข้อเสียอะไรก็ดูไว้เป็นตัวอย่าง”

ป๊อป กล่าวด้วยว่า คนที่มาที่บาร์ต้องการความสุข ความสบายใจ ดังนั้นหน้าที่ของคนหลังบาร์ต้องเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์

“พอผมอยู่หน้างาน ผมเหมือนนักแสดงที่มีผู้ชมคอยดูทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรลูกค้าก็จะมองตาม เพราะเขานั่งอยู่หน้าบาร์ ดังนั้นเราจะทำยังไงให้การทำงานทุกอย่างมันสมูท เหมือนนักแสดงที่ท่องบทและซ้อมมาดี คนดูจะได้ดูแบบไม่ติดขัด ไม่เสียอารมณ์ ซึ่งนักแสดงอาจต้องเล่นเกินจริง แต่บาร์เทนเดอร์ต้องทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ”

อย่างไรก็ตาม นอกจากเป็นหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ ป๊อปยังควบตำแหน่งผู้จัดการบาร์ ซึ่งโดยทั่วไปคนเป็นผู้จัดการบาร์จะดูภาพรวม แต่เขาเลือกที่จะเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ เพราะยังทำไหวและยังอยากทำ

“ถามว่าผมทำค็อกเทลทุกแก้วให้รสชาติเหมือนกันได้ยังไง ผมใช้เซนส์ทำ เพราะเวลาเราทำอะไรบ่อยๆ เราจะรู้ว่าต้องประมาณไหนถึงจะพอดี”

ส่วนตำแหน่งบาร์เทนเดอร์แห่งปี 2561 เป็นรางวัลที่ตัดสินจากผลโหวตและนับเป็นรางวัลแรกที่เขาได้รับ โดยตลอด 7 ปีของการทำอาชีพนี้ ไม่ใช่ว่าเขาลงแข่งแล้วไม่ชนะ แต่เป็นเพราะเขาเลือกที่จะไม่แข่งขันเองต่างหาก จึงไม่เคยมีรางวัลอะไรติดตัว

“ถ้าวันนี้คุณแข่งแล้วชนะ ผมให้ไม่เกิน 7 วัน เดี๋ยวคนก็ลืม แต่ถ้าผมทำงานของผมไปแบบนี้ คนจะพูดถึงผมทั้งปี ผมชอบแบบนี้มากกว่า และผมเลือกที่จะโฟกัสกับลูกค้าหน้าบาร์ดีกว่าไปโฟกัสกับกรรมการไม่กี่คน”

บาร์เทนเดอร์วัย 30 กว่ายังกล่าวทิ้งท้ายถึงการใช้ชีวิตว่า ถ้าคิดอยากทำอะไรให้ทำทันที อย่ารอให้ใครยื่นโอกาส เพราะเมื่อลงมือทำโอกาสจะเข้ามาหาเอง

“อย่างค็อกเทลที่ผมทำ ถ้าผมช้า คิดแล้วแต่ไม่ลงมือทำ ไม่นานหรอกจะมีคนคิดได้แล้วลงมือทำก่อน ถ้าถึงเวลานั้นแทนที่จะเป็นคนแรก คุณจะกลายเป็นคนก๊อบปี้คนอื่นทันที”

ป๊อปยังกระซิบว่า หลังจากปล่อยค็อกเทลผัดไทยเมื่อต้นปี 2561 และหลังจากนั้นก็ให้เวลาไปกับการเดินทาง ทำให้ปีนี้เขาจะมีเมนูใหม่ให้ได้ติดตาม

สามารถไปพูดคุยกับบาร์เทนเนอร์มาดเข้มแต่คารมกวนได้ที่ร้านอีทมี ซอยคอนแวนต์ แล้วขอเตือนว่า อย่าเผลอไปท้าให้เขาทำเมนูอะไร เพราะเดี๋ยวจะเดือดร้อนไปถึงครัว 

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578238

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 11:39 น.

ฝันเอสเอ็มอีไทย ขยายไกลบุกตลาดโลก

เรื่อง : อณุสรา ทองอุไร/วันวิสา เหมือนศรี

นโยบายของรัฐบาลที่มีนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)-(Small-and Medium-size Enterprises, SME) ให้เติบโตและอยู่รอด เพราะโดยเฉลี่ยแล้วอายุเอสเอ็มอีจะอยู่รอดได้แค่ 3-5 ปีเท่านั้น เนื่องจากยังขาดแคลนด้านเงินทุน ความสามารถในการบริหารจัดการบุคลากร

สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพราะตลาดในอนาคตไม่ใช่แค่ 60 ล้านคนในประเทศอีกต่อไป แต่คือคนทั้งโลก การปรับตัวของเอสเอ็มอีในยุคปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าของตนเอง สร้างนวัตกรรมเพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์ซ้ำกับสินค้าของรายอื่น การรวมกลุ่มกับผู้ประกอบการรายอื่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง

เศรษฐกิจดิจิทัลพาเอสเอ็มอีไทยบุกโลก

รายงานวิจัยในชื่อ “Global is the New Local : The Changing International Trade Patterns of Small Businesses in Asia Pacific” งานสำรวจและวิจัยนี้ถูกจัดทำขึ้นโดย Harris Interactive สนับสนุนโดยเฟดเอ็กซ์ เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสสำหรับการส่งออกในตลาดโลก และความท้าทายต่างๆ ที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต้องเผชิญ

ในปัจจุบันการส่งออกของธุรกิจเอสเอ็มอีสู่นอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 71% คิดเป็นอัตราการส่งออกข้ามภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 254% เมื่อเทียบกับช่วง 4 ปีที่ผ่านมาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ในภาคการส่งออกต่างลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และใช้ประโยชน์จากรูปแบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ เอสเอ็มอีจำนวนมากต่างยอมรับและปรับใช้เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 โดยคาดว่าจะมีผู้หันมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของประเทศไทย ผลสำรวจจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่า ในปี 2561 เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตขึ้นราว 20% และคาดว่าในปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเป็น 24.6%

พร้อมกันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลและส่งเสริมกิจการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้จัดสรรงบประมาณจำนวนสูงถึง 1,200 ล้านบาท (37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2561 เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีให้มีความเติบโต ทั้งในส่วนของผู้ลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผลักดันให้เกิดพัฒนาการด้านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ สสว.มีเป้าหมายที่จะยกระดับการตระหนักรู้ของเอสเอ็มอีในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และช่วยส่งมอบประสบการณ์โดยรวมที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า

รายงานข้อมูลเชิงลึกชิ้นนี้ ร่วมกับแรงขับเคลื่อนของรัฐบาลไทยในการสนับสนุนเอสเอ็มอี แสดงให้เห็นว่าการค้าออนไลน์กำลังจะพลิกโฉมหน้ารูปแบบการทำธุรกิจของโลกใบนี้ โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวผลักดันอยู่เบื้องหลัง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นผู้นำระดับโลกในเรื่องอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดนแบบ B2C โดยมียอดการค้าในไตรมาสแรกของปี 2561 คิดเป็น 40% ของยอดขายอี-คอมเมิร์ซจากทั่วโลก

ในประเทศไทย รายได้จากอี-คอมเมิร์ซในปี 2561 ทั้งสิ้นมีจำนวน 7,030 ล้านบาท และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (ปี 2561-2565) อยู่ที่ 13.2% ด้วยหลักการข้อหนึ่งของไทยแลนด์ 4.0 ที่ว่า “จะสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจผ่านระบบเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสร้างสรรค์ จึงทำให้เอสเอ็มอีไทยหลายรายเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดให้ธุรกิจเติบโตต่อไปในต่างแดนได้

“Global Need” จับกลุ่มย่อยในตลาดโลกที่ใช่

ในปี 2562 นี้ สสว.ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหาร และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการพัฒนาช่องทางการตลาด สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สปา ผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่ง ของขวัญและของที่ระลึก ในการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดและสร้างรายได้เพิ่ม

มีการจัดอบรมสัมมนาความรู้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศและรับสมัครผู้ประกอบการ ตลอดจนจัดกิจกรรมขยายช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ ซึ่งในปี 2562 นี้ จะคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติรวมทั้งสิ้น 8 งาน ตั้งแต่เดือน ก.พ.-ส.ค. ได้แก่ มหกรรมการค้าสู่ตลาดโลก (Bloom Bazaar) งานเดียวที่เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีได้ขยายเวทีการค้าสู่ตลาดโลก จะคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมงานภายใต้โครงการนี้มากถึง 192 กิจการ ไปร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศต่างๆ รวมทั้งสิ้น 8 งาน คือ

1.งาน Ambiente Frankfurt ณ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 8-12 ก.พ. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 10 กิจการ

2.งาน Thai fair 2018 ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เดือน มี.ค. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 30 กิจการ

3.งาน Malaysia International Halal Showcase ณ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 3-6 เม.ย. จำนวนผู้ประกอบการ 30 กิจการ

4.งาน HKTDC Hong Kong Gifts and Premium Fair 2019 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

5.งาน Ambiente India ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 13-15 มิ.ย. 2562 จำนวนผู้ประกอบการ 22 กิจการ

6.Thai SME Festival Japan ณ ประเทศญี่ปุ่น (เมืองนางาซากิ และเมืองฟุกุอิ) เดือน ส.ค.และเดือน ก.ย.จำนวนผู้ประกอบการ 40 กิจการ

7.งาน Food Taipei 2019 ณ กรุงไทเป สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ระหว่างวันที่ 19-22 มิ.ย. 2563 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

8.งาน HKTDC Food EXPO 2019 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค. 2563 จำนวนผู้ประกอบการ 20 กิจการ

จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา สสว.ได้นำผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติและทดสอบตลาดในต่างประเทศ โดยเน้นสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สปา และสินค้าของขวัญของชำร่วย ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงของเอสเอ็มอีไทย มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 118 กิจการ เกิดการเจรจาธุรกิจถึง 1,400 คู่ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 1,500 ล้านบาท

สำหรับโครงการพัฒนาช่องทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นการดำเนินโครงการตามแผนส่งเสริมเอสเอ็มอี ฉบับที่ 4 (SME 4.0) เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดในต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยเป็นโครงการที่เน้นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาเป็นผู้ส่งออก

การสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลไกระบบการช่วยเหลือเงินสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้ดำเนินการอย่างมีระบบ เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของประเทศ สร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการค้าและการตลาดในปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการได้กำหนดกลยุทธ์ต่างๆ สำหรับตลาดเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนให้ผู้ประกอบการได้สร้างพันธมิตรและขยายความสัมพันธ์กับเครือข่ายทางการค้าทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพให้มีความเข้มแข็งอีกด้วย

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. ได้เปิดเผยถึงแนวทางในการผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมทดสอบตลาด และสนับสนุนการขยายฐานทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการ

ในปีนี้ สสว.มุ่งหวังที่จะทำให้เกิดมูลค่าการซื้อขายและยอดการเจรจาธุรกิจ ตลอดจนมูลค่าการสั่งซื้อจากการร่วมออกงานต่างๆ ตลอดทั้งโครงการ ไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาท และเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจอีกไม่น้อยกว่า 2,400 คู่ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้ด้านการตลาดต่างประเทศอีกไม่น้อยกว่า 2,100 ราย นับว่าเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการ ได้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในเวทีการค้าระดับสากลอย่างแท้จริง เป็นการต่อยอดการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยอย่างยั่งยืน

“เมื่อส่งเสริมแล้ว การวัดผลที่ดีที่สุด คือ เห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น และในทุกๆ กิจกรรมของ สสว.ที่ผ่านมาเราก็จะตบด้วยการตลาดหมด เพราะมันเป็นตัวบ่งชี้ พอปีนี้ก็เล่นเกมเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากว่าแผนแม่บทฉบับที่ 4 ของ สสว. เราต้องยกระดับส่งเสริมเอสเอ็มอีให้สู่สากล และการส่งเสริมสากลมันจะมีหลากหลายรูปแบบ ยกระดับมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ แล้วก็การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็เป็นกลไก

แล้วเลยมองว่าเอสเอ็มอีโดยทั่วไปจะเป็นรายเล็ก เวลาที่แข่งขันกับตลาดใหญ่ๆ มันก็จะยาก เราเลยอยากจะให้มันเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เราใช้คีย์เวิร์ดว่า “Global Need” แปลว่าจับกลุ่มย่อยๆ ในตลาดที่ใช่ กลุ่มเป้าหมายที่ใช่ พัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ใช่ให้ตรงตามเป้าหมายเอสเอ็มอี ก็จะเติบโตอย่างเห็นได้ชัด จึงใช้กลไกนี้ทดลองในปีที่แล้ว ในหลากหลายกิจกรรม”

ปีนี้ ผู้อำนวยการสุวรรณชัย มองว่าต้องพลิกเกมทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น โดยปีที่แล้วพาเอสเอ็มอีไทยไปนางาซากิ

“การทดลองของ สสว. เนื่องจากตลาดนางาซากิไม่ได้เป็นตลาดใหญ่ เป็นตลาดเมืองรอง เดินทางจากสนามบินอื่นไปเพราะไม่มีสนามบินลงในเมืองนั้น แต่ที่เรากล้าเพราะมองว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรเหมาะสมกับไซส์ธุรกิจเอสเอ็มอี มีนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวจำนวนมาก

ในการประกาศความเป็นไทยให้โลกได้รู้จัก ปักหมุดตรงนั้น คนญี่ปุ่นก็ซื้อคนต่างประเทศก็ซื้อ พอทดลองเสร็จก็เจอความต้องการที่มันใช่ พอพาผู้ประกอบการไปขาย 20 คนแล้วก็ได้ผลตอบรับที่ดี มองว่าเอสเอ็มอีไทยเหมาะกับเมืองรองที่มีความน่าสนใจเลยเป็นประเด็นให้เราเอาสินค้าที่ใช่ไปอยู่ในที่ที่ใช่

เอสเอ็มอีไทยต้องประสบความสำเร็จและไม่เกินขีดความสามารถของตัวเอง อันนี้ผู้ว่าเมืองฟูกุโอกะติดต่อเรามาเองเพราะต้องการแบบนี้ การเอาจริงเอาจังในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย แล้ววิน-วิน เท่ากันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็เลยเป็นโมเดล ที่ทำให้ปีนี้เราออกแบบแพลตฟอร์มใหญ่ตั้งแต่ต้นปี กลไกแบบนี้ควรจะอยู่ที่ตลาดไหนบ้าง เอสเอ็มอีจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

อีกด้านที่ สสว.ทำในปีที่แล้ว ก็คือ สสว.ไม่ได้เป็นด่านแรกในการเลือกแต่เราเอาผู้ซื้อ (Bayer) ตัวจริงของตลาดนั้นๆ มาเป็นตัวเลือกสินค้าอะไรไปที่นั่น คือจะเดินทางมาที่เมืองไทยเพื่อคัดเลือกด้วยตัวเอง แผนงาน “ยกระดับ SME เพื่อชาติ” ผู้อำนวยการ สสว. บอกว่า แผนงานปีนี้มี 8 งาน ใน 8 เดือน ในต่างประเทศ

“เฉลี่ยคือนำผู้ประกอบการไปต่องานประมาณ 20 ราย เมื่อพาไปออกงานก็จะมีการติดตามผล ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเรา Pre-sale จริงจังเลย เพื่อส่งให้เขาไปต่างประเทศจริงจัง วัดผลรายได้ยอดขายของเขาโตขึ้นไหม เป้าหมายสูงสุดของ สสว.ที่ผ่านมา คือ องค์ความรู้นั้นต้องอยู่ที่ผู้ประกอบการอย่างจริงจัง คือ ให้เขาทำเองให้เป็น เมื่อเขาเจอผู้ซื้อจริง เขาขายได้จริงเมื่อไหร่ เขาค่อยปล่อย เป็นการส่งสัญญาณว่าเอสเอ็มอีไทยต้องตื่นตัวในการยกระดับด้วยตัวเอง”

สุวรรณชัย ย้ำว่า เป็นภารกิจยกระดับเอสเอ็มอีเพื่อชาติ มันเป็นภารกิจหลักเลย สสว.มีหน้าที่ตั้งแต่กำหนดนโยบาย ส่งเสริม ดูแลการทำงานให้เกิดภาคปฏิบัติการ ติดตามประสานงานกับอีก 9 กระทรวง ให้ดูแลกิจกรรมด้านเอสเอ็มอี เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ในการทำงานร่วมกันหมด เราต้องมีบูรณาการ สสว.จึงใช้เครื่องมือเชื่อมโยง 9 กระทรวง ผ่านแพลตฟอร์มที่เรียกว่า SMEONE http://www.SMEONE.info ติดต่อที่เดียวคอนเนกไปได้ทุกที่ ครบในที่เดียวผ่าน Digital platform กระทรวงใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ SME ขอให้บอก สสว.เราจะช่วยเป็นสะพานเชื่อมกลุ่มลูกค้าไปให้คุณสูงสุด ไม่ต้องวิ่งไปติดต่อหลายกระทรวงให้ยุ่งยากอีกต่อไป มาที่นี่เป็น One-Stop Service ซึ่ง SME ONE เปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา

ปัจจุบันมีมากกว่า 50 หน่วยงาน ได้เข้ามาเชื่อมโยงกับ สสว. ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เห็นการเติบโต งานหลักเชิงนโยบายที่ สสว.ต้องทำมี 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ Transformation การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน สอง คือ การทำการค้าสู่สากลหรือมาตรฐานสู่สากล สาม คือ สร้างเครือข่ายให้เติบโต เครือข่ายของผู้ประกอบการ เครือข่ายของที่ปรึกษา เครือข่ายของสถาบันพัฒนาต่างๆ”

สุดท้าย สุวรรณชัย สรุปถึงปี 2562 จะเป็นปีที่จะเพิ่มการยกระดับจากประสบการณ์ปีที่แล้วที่ค้นพบว่า อะไรคือสิ่งที่ต้องเร่ง ว่าการไปสู่อนาคต อะไรคือสิ่งสำคัญ

“เราสานต่อจากสามสิ่งนี้ แต่เพิ่มกลยุทธ์ที่เรียกว่า SME one night station ผ่านสปีดโมเดล ที่ S มาจากคำว่า Smart ต้องทันโลกทันต่อเหตุการณ์ต้องอัพเดทตัวเอง Smart มันรวมถึงคาแรกเตอร์ด้วย อันที่สอง P คือ Proactive หมดยุคที่อยากรู้แล้วรอคนมาบอก เราต้องแสวงหา

สองข้อ S กับ P มันเป็นการปรับทัศนคติและลักษณะให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน E มาจาก Exchangies เพิ่มขีดความสามารถทางการค้า เพราะเอสเอ็มอีแข่งกับรายใหญ่ อย่างไรก็แพ้ เพราะรายใหญ่ถูกกว่า เอสเอ็มอีจึงต้องแตกต่าง โดดเด่นอย่างสร้างสรรค์ และตรงกลุ่มเป้าหมาย

และสุดท้าย D คือ Digital เพราะโลกตอนนี้มันเป็น Digital แล้ว เราจึงออกแพลตฟอร์มอีกหนึ่งอันคือ SME connext เป็นแอพพลิเคชั่นทั้งระบบ IOS และ Android ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายจะสามารถทราบข้อมูลของ สสว.ได้เกือบทั้งหมด ทั้งองค์ความรู้ โครงการ สิทธิประโยชน์” 

ขอนแก่นขึ้นแท่นเมืองหลัก ปักหมุดเส้นทางปั่นสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578232

  • วันที่ 26 ม.ค. 2562 เวลา 11:01 น.

ขอนแก่นขึ้นแท่นเมืองหลัก ปักหมุดเส้นทางปั่นสีเขียว

เรื่อง/ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เมืองแห่งการประชุมสัมมนาของภาคอีสานต้องยกตำแหน่งให้ จ.ขอนแก่น จังหวัดที่มีครบทั้งสนามบิน โรงแรม ห้องประชุม และสถานที่ท่องเที่ยว จึงเป็นตัวเลือกที่ดีของจังหวัดใกล้เคียงอย่าง ชัยภูมิ หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ซึ่งมีพื้นที่ติดกับขอนแก่นสามารถเดินทางเข้ามาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่าย

ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศความสำเร็จถึงยอดนักท่องเที่ยวที่เข้าไปยังขอนแก่นทะลุเป้า 5 ล้านคน เป็นครั้งแรก

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า นับตั้งแต่ ททท. แถลงทิศทางการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวประจำปี 2560 โดยชูเป้าหมายที่ท้าทายในการ “ลดการกระจุกตัวทางการท่องเที่ยว” ตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

แผนวิสาหกิจการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปี 2560-2564 จึงมีการผลักดันและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวขอนแก่นให้ก้าวขึ้นเป็น “เมืองท่องเที่ยวหลัก” ของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมเยือนให้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน/ปี ภายในปี 2560 เน้นแนวทางการดำเนินงานที่เรียกว่า New Biz Connect ยกจุดขายความเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ความพร้อมทางเศรษฐกิจ และศักยภาพของขอนแก่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดประชุมสัมมนา และความสามารถในการจัดกิจกรรมระดับชาติและนานาชาติ เป็นจุดขายที่สร้างความแตกต่างและกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจใช้ขอนแก่นเป็นจุดหมายในการเดินทางเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันขอนแก่นได้ขยับจากเมืองรองก้าวขึ้นสู่เมืองหลักทางการท่องเที่ยว จากรายงานสถิติกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปี 2560 พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวของขอนแก่นมีจำนวน 5,060,143 คน/ครั้ง เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 11 จากปี 2559 โดยส่วนหนึ่งของความสำเร็จมาจากการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวของ ททท. ภายใต้กลยุทธ์ ขอนแก่น โมเดล ที่นำการท่องเที่ยวมาเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับประชาชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ปีนี้จึงได้ต่อยอดสู่โครงการขอนแก่น New Biz Season 3 ที่ยังคงมุ่งเน้นส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยว กลุ่มประชุมสัมมนา และกลุ่มศึกษาดูงาน ผนวกกับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนอันมีเสน่ห์แบบวิถีไทอีสาน

นอกจากนี้ ขอนแก่นยังมีเส้นทางจักรยานที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและองค์กรที่ต้องการจัดกิจกรรมปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางอุโมงค์ต้นไม้ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทางมหาวิทยาลัยมีการส่งเสริมให้ใช้จักรยานในพื้นที่ 5,500 ไร่ เพื่อลดมลภาวะ และมีการปลูกต้นไม้เพิ่มเพื่อสร้างภูมิทัศน์สองข้างทางให้ร่มรื่น ทำให้สามารถปั่นจักรยานได้ตลอดวัน แม้ว่าแดดจะร้อนจ้าแต่ก็ไม่รู้สึกอบอ้าว เพราะมีร่มเงาจากต้นไม้เป็นหลังคาธรรมชาติ

มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังมีจุดรองรับนักท่องเที่ยวที่มาปั่นจักรยาน เช่น พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อุทยานเกษตร บึงสีฐานหรือบึงน้ำขนาดใหญ่ที่มีดอกบัวให้ชมสวยงาม และที่พลาดไม่ได้คือ การสักการะขอพรหลวงพ่อพระศรีปัญญาสภูริฐาน หรือหลวงพ่อพระศรี 50 ปี ที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย เป็นพระพุทธรูปไม้สักทอง ปางมารวิชัย และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่นนับถือศรัทธา

จากมหาวิทยาลัยสีเขียวซึ่งคนขอนแก่นให้สมญานามว่าเป็นปอดคนเมือง สามารถปั่นจักรยานต่อไปยังบึงแก่นนคร สวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีบึงน้ำอยู่ตรงกลาง ทั้งยังมีเส้นทางวิ่งและเส้นทางปั่นจักรยานรอบบึงให้คนมาออกกำลังกาย โดยจะคึกคักมากในช่วงเช้าตรู่และเย็นย่ำ เพราะชาวขอนแก่นจะจูงมือลูกหลานมาปล่อยพลัง แลชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกริมขอบบึง

นอกจากนี้ บึงแก่นนครยังเป็นแหล่งปลูกต้นคูน ดอกไม้ประจำจังหวัด ช่วงหน้าร้อนเดือน เม.ย. ของทุกปี ต้นคูนรอบบึงจะออกดอกสีเหลืองสะพรั่ง เปลี่ยนบรรยากาศโดยรวมให้สดใสสวยงามจนกลายเป็นแหล่งชมดอกไม้ของเมือง และถ้ามองจากบึงแก่นนครออกไปจะเห็นวัดหนองแวงอยู่ไม่ไกล สามารถปั่นจักรยานไปได้เพื่อไปสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด

วัดหนองแวง เป็นวัดเก่าแก่ที่ยังความสวยงามทางพุทธศิลป์ เป็นที่ตั้งของพระมหาธาตุแก่นนคร หรือพระธาตุเก้า สร้างแบบศิลปะสมัยทวารวดีผสมกับศิลปะอินโดจีน ซึ่งเป็นลักษณะของชาวอีสาน นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปยังองค์พระมหาธาตุทั้ง 9 ชั้นได้

ชั้นที่ 1 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และพระธาตุของพระสาวกจำนวนกว่า 100 องค์ ถัดขึ้นไปชั้น 2 ทางวัดได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวอีสาน ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำการเกษตรที่แทบไม่หลงเหลือแล้วในปัจจุบัน รวมทั้งยังมีจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องต้องห้ามที่ชาวอีสานเรียกว่า คะลำ ไว้เป็นคติเตือนใจและสอนให้คนรุ่นใหม่ได้ปฏิบัติตามทั้งหมด 35 ข้อ

ส่วนชั้น 3 เป็นที่รวบรวมตาลปัตร พัดยศ และเครื่องอัฐบริขารของพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในขอนแก่น ถัดไปชั้น 4 เป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมของเก่าภายในวัด จากนั้นชั้น 5 เป็นที่เก็บบานประตู หน้าต่าง ที่แกะสลักเป็นภาพพุทธชาดก

ชั้น 6 มีบานประตูและหน้าต่างที่แกะสลักนิทานชาดกเรื่องเวชสันดร ส่วนชั้น 7 เป็นหอพระอรหันต์สาวก ชั้น 8 เป็นหอพระธรรม ได้รวบรวมพระธรรมคัมภีร์และพระไตรปิฎก และชั้นสุดท้าย ชั้น 9 เป็นหอพระพุทธ มีบุษบกบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าให้สักการะ และยังเป็นจุดชมวิวเมืองขอนแก่นได้รอบทิศ 360 องศา โดยทางทิศตะวันออกจะมองเห็นบึงแก่นนครที่เพิ่งจากมาเมื่อครู่

นอกจากบึงแก่นนคร ขอนแก่นยังมีสวนสาธารณะอีกแห่งที่ บึงทุ่งสร้าง ที่เพิ่งปรับปรุงเลนจักรยาน มีความยาวประมาณ 2.5 กม. คู่ขนานไปกับเส้นทางวิ่ง โดยเลนจักรยานมีความกว้าง 3 เมตร ส่วนเลนวิ่งกว้าง 5 เมตร และยังมีการปรับภูมิทัศน์สวนให้ร่มรื่นสวยงาม ภายในสวนมีการติดตั้งเครื่องออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น บ่อทราย หอชมวิว และมีบึงน้ำอีกแห่งที่จะเห็นหลายครอบครัวมาให้อาหารปลาและนั่งปิกนิกใต้ต้นไม้

ขอนแก่นเป็นอีกจังหวัดที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะเพื่อประโยชน์โดยตรงของชาวขอนแก่นและประโยชน์ทางอ้อมในการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ททท.ยังไม่หยุดส่งเสริมการท่องเที่ยวในทุกมิติ อย่างล่าสุดกับโครงการ ขอนแก่น เลิฟ โลคัล ที่นำศักยภาพด้านการท่องเที่ยวผนวกเข้ากับวิถีชุมชน

ททท.มีบทบาทในการประชาสัมพันธ์ และทำการตลาดเพื่อเสนอขายสินค้าและบริการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจออกเดินทางไปยังชุมชน ปัจจุบันได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการที่พัก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เข้าร่วมโครงการ จำนวน 13 แห่ง เช่น โรงแรมอวานี ขอนแก่น สวนเกษตรมีกิน ร้านซันเซตเจลาโต้ และร้านคอนเซ็ปต์ อโรมาติก ไทย คูซีน เพื่อจับคู่ชุมชนที่มีศักยภาพส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ไปใช้ในสถานประกอบการ พร้อมทั้งบอกเล่าเสน่ห์ชุมชนและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางต่อไป

สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ ททท. สำนักงานขอนแก่น ตั้งอยู่บนถนนกลางเมืองหรือถนนรอบบึงแก่นนคร ด้านทิศตะวันตก โทร. 043-227-714-16

เคล็ดลับอยู่ดีมีสุข ไม่แก่ก่อนวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578030

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เคล็ดลับอยู่ดีมีสุข ไม่แก่ก่อนวัย

เรื่อง  กันย์ ภาพ  pixabay

สมมติฐานทางการแพทย์ระบุว่านับแต่นี้ต่อไปประชากรโลกจะอายุยืนขึ้นถึง 100 ปี เพราะวิวัฒนาการทางการแพทย์พัฒนาการไปอย่างมากมาย ดังนั้นหากจะมีอายุยืนถึง 100 ปียังไม่เพียงพอ ควรจะต้องมีสุขภาพที่ดีช่วยเหลือตัวเองได้ มีข้อเคล็ดลับดีๆ จาก ศ.นพ.ธีระวัฒน์เหมะจุฑา นายแพทย์อายุรกรรมประสาทโรงพยาบาลจุฬา แนะนำดังนี้

1.รักษาน้ำหนักให้คงที่ อย่าให้น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ ร่างกายจะงงและปรับตัวยาก

2.ถ้าไม่อยากเหี่ยว ต้องดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ และทาครีมกันแดด กางร่ม เพราะประเทศไทยแดดแรง แสงแดดทำให้ผิวมีริ้วรอยด่างดำและเป็นบ่อเกิดของมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

3.อย่าดัดผม อย่ายีผม อย่าฉีดสเปรย์ อย่าเปลี่ยนสีผม อย่าทาเล็บบ่อยเกินไป เพราะทุกอย่างเป็นสารเคมี การที่ร่างกายสะสมสารเคมีมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเสี่ยงกับการกลายพันธ์ุของเซลล์ ที่อาจจะกลายเป็นมะเร็งได้

4.อย่าแต่งหน้าสีสันจัดจ้าน อย่าเขียนขอบตาสีดำ อย่าใส่ขนตาปลอม บำรุงผิวพรรณไว้ตั้งแต่สาวๆ เมื่อถึงวัยสาวใหญ่แต่งหน้าพอประมาณ ปล่อยหน้าสดพักหน้าบ้าง

5.อย่าจีบปากจีบคอ รอบๆ ริมฝีปากจะได้ไม่ย่น

6.อย่าหมกมุ่นเรื่องอดีต เป็นเรื่องที่ผ่านมาและแก้ไขอะไรไม่ได้ อย่าภูมิใจมากมายกับเรื่องของเมื่อวานนี้ อย่ากังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

7.อย่าใส่ชุดเชยๆ กล้าลองใส่เสื้อผ้าแบบใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับตัวหมุนไปตามโลกที่เป็นไป

8.ไม่กลัวเทคโนโลยี ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละเล็กทีละน้อย เปิดใจเรียนรู้ อย่ากลัวเทคโนโลยีผิดก็ลองใหม่อย่ากลัว

9.ทำฟันให้สวยเสมอ สุขภาพฟันต้องดีดูแลสุขภาพฟันเป็นประจำ จะได้ไม่มีปัญหาในการเคี้ยวเพราะจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว

10.มือเท้า เล็บมือ เล็บเท้า ต้องสวยสะอาด ผิวเนื้อดีพอๆ กับใบหน้า อย่าปล่อยให้มือสาก ศอก เข่า ด้านดำ ไม่น่ามอง

11.อย่าสวมสร้อยทองเส้นใหญ่ ยิ่งแก่ถ้าห้อยพระด้วย แถมยังอันตรายล่อตาล่อใจโจร ถ้าจะใส่สร้อยพระก็เส้นเล็กๆ องค์เล็กๆ ก็พอ

12.นั่งเดินตัวตรง มั่นใจในตัวเอง พยายามรักษาบุคลิกภาพ แต่งตัวให้สุภาพสมวัยสะอาดสะอ้าน

13.ออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน เดินเร็ว โยคะ ว่ายน้ำ หรือไทเก๊กครั้งละ 20-25 นาที อาทิตย์ละ 3-4 วัน หรือทุกวันได้ยิ่งดี

14.อย่าลืมหายใจเข้าลึกๆ ไปถึงสะดือ ผ่อนหายใจออกยาวๆ ทำหัวใจให้เต้นช้าๆ

15.อมยิ้มไว้เสมอแม้ไม่มีใครมอง จะดูเป็นคนอารมณ์ดี ร่องที่มุมปากจะได้ไม่คว่ำลงทั้งสองข้าง ถ้าเป็นแล้วแก้ยากมาก เมื่อคุณยิ้มโลกก็จะยิ้มให้คุณ

16.มีความรักกับคู่ชีวิต หรือกับเพื่อนฝูงญาติมิตร ลูกหลานหรือคนรู้จักที่เราคบหาสมาคมด้วย จิตใจที่มีความรักจะทำให้หัวใจอ่อนหวานอ่อนโยน

17.มีความหวัง มีความฝัน และมีจินตนาการ ไม่มีใครแก่เกินไปที่จะฝัน ทุกคนมีสิทธิหวังและฝันจนลมหายใจสุดท้าย

18.อ่านข่าวติดตามข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย ไม่ตกยุค ไม่ตกกระแส จะได้คุยกับใครเขารู้เรื่อง

19.อย่าเรียกคนอื่นว่ามนุษย์ลุง เฒ่าหัวงู หรือมนุษย์ป้า พูดถึงคนอื่นในแง่ดีไว้เสมอ และอย่าพูดจาซ้ำซากจะกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ น่าเบื่อ รู้จักนิ่งและฟังคนอื่นบ้าง

20.เวลาไม่มีอะไรทำอย่าฟุ้งซ่าน ให้นอนพัก เพราะตื่นมาจะสดชื่น หน้าสวยผิวสวย อารมณ์ดี หรือนั่งนิ่งๆ สูดลมหายใจลึกๆ วันละ 10-15 นาที หรือจะนั่งสมาธิก็ดีไม่น้อย

21.รักเดียวใจเดียวกับคู่ชีวิตของตน พูดจาอ่อนหวาน แสดงความรักและห่วงใย ใส่ใจกันตลอดเวลา

22.ใช้เงินเพื่อตัวเอง ไม่ต้องคิดเก็บเงินให้ลูกหลานมากเกินไป เพราะสมบัติเยอะๆ จะทำให้ข้างหลังแย่งกัน และอย่าหวังพึ่งพาการเงินกับลูกหลาน ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นดีที่สุด

23.ดูแลตัวเองดีๆ อย่าดูถูกตัวเองว่าแก่แล้วไม่สำคัญ ทุกคนมีดีเสมอ

24.ออกงานกลางคืน แต่งตัวสวยมากๆ สัปดาห์ละครั้ง หรืออย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เลือกดูหนังฟังเพลงรอบค่ำเพื่อบรรยากาศและแต่งตัวงามๆ ดินเนอร์และดื่มเบาๆ ก่อนหรือหลังภาพยนตร์หรือคอนเสิร์ตเลิก

25.มีอารมณ์ขันอยู่เสมอ อาจจะพูดทะลึ่งบ้าง คำผวนบ้างกับเพื่อนสนิท หรือคนใกล้ชิด เวลาสนุกก็หัวเราะมากๆ หัวเราะเสียงดังๆ

26.กล้าที่จะปฏิเสธ โดยไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องเกรงใจใคร

27.หาความรู้และฝึกทักษะใหม่ๆ ไม่ต้องเก่ง เอาที่ทำแล้วสบายใจ อยากไปเรียนร้องเพลง เต้นรำ วาดรูป ถ้ามีกำลังทรัพย์ก็ทำเลย อยากเป็นหมอดูให้ไปเรียนดูหมอ อยากเต้นรำ ให้ไปเรียนเต้นรำ อยากยิงปืนให้ไปหัดยิงปืน

28.ละทิ้งลาภยศสรรเสริญ ยิ่งแก่ยิ่งทำตัวเล็ก ไม่บ้าอำนาจจะยิ่งดูน่ารักน่านับถือ

29.ทำตัวเหมือนพระธาตุแช่แห้ง คือแวดล้อมด้วยน้ำ (ลาย) แต่ไม่เปียก แวดล้อมด้วยกิเลสและความชั่วร้ายแต่ไม่ทำบาปและไม่ชั่วร้ายตามเขา มีความสุข ไม่สนใจใคร ไม่แบก ไม่ยึดติด

30.มองโลกในแง่ดี แง่บวกเข้าไว้ ไม่มีอะไรแก้ไขไม่ได้ ปัญหาทุกปัญหาแก้ได้ด้วยความรัก

สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ บ้านนี้อยู่แล้วสุขกายสุขใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578028

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ บ้านนี้อยู่แล้วสุขกายสุขใจ

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เอ่ยชื่อ สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำพวกอาคารให้เช่าจำนวน 8-9 แห่งในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านถนนข้าวสาร บางลำพู เจ้าของรีสอร์ทและโรงแรม โกลเด้น วิลล่า ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี น้อยคนที่จะไม่รู้จัก โดยเฉพาะในช่วง 10-15 ปีมาจนถึงปัจจุบัน สุรัตน์ถือเป็นนักธุรกิจสายบุญตัวพ่อ ชอบทำบุญ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ และรักษาศีลเป็นปกติในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่สุรัตน์ทำ คือ การก่อตั้งคลินิกเวชกรรมสุรัตน์รักษาฟรีบาทเดียว เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ในซอยรามบุตรี ย่านบางลำพู เพื่อให้บริการรักษาฟรีแก่ประชาชนทั่วไปที่ป่วยเป็นโรคทางอายุรกรรม ปัจจุบันคลินิกดำเนินเข้าสู่ปีที่ 15 และได้ย้ายจากซอยรามบุตรีมาอยู่ในบริเวณพื้นที่ของอาคารสุรัตนธรรม ติดถนนบางลำพู ฝั่งเดียวกับวัดชนะสงคราม เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่ผ่านมา โดยเปิดให้บริการทุกวัน (หยุดวันพุธ)

นอกจากเปิดคลินิกรักษาฟรีแล้ว ยังสร้างอาคารปฏิบัติธรรม “สุรัตนธรรม” ขึ้นมา และเปิดให้คนมาปฏิบัติฟรีทุกวันอาทิตย์ เป็นห้องโถงติดแอร์ สามารถจุคนมาฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมได้ประมาณ 300-400 คน มีอาหารและเครื่องดื่มบริการฟรี พร้อมกันนี้ ยังสร้างห้องสมุดธรรมะสำหรับประชาชนในอาคารสุรัตนธรรมด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ สุรัตน์ยังทำบุญอีกหลายโครงการต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีถึงปัจจุบัน เช่น ทำโรงทานเลี้ยงคนทุกวันอาทิตย์ที่หน้าคลินิกสุรัตน์ เป็นเจ้าภาพบวชพระให้กับคนที่ไม่มีเงินแต่อยากบวช ณ วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ทุนการศึกษาเด็กนักเรียน จัดปฏิบัติธรรมนอกสถานที่พร้อมบริการอาหาร เครื่องดื่มแก่ผู้มาปฏิบัติธรรมฟรี มอบโคกระบือให้กับโรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก จ.นครนายก ทุกปี เป็นต้น

ขณะที่การปฏิบัติธรรมของเขา สัปดาห์หนึ่งจะกินมังสวิรัติอย่างน้อย 3 วัน ปฏิบัติธรรมทุกวันศุกร์ ถ้าศุกร์ไหนติดธุระก็จะเลื่อนไปทำวันอื่นแทน และใน 1 เดือนจะหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมรักษาศีล 8 กับภรรยาที่วัด ส่วนใหญ่จะเป็นวัดสายปฏิบัติที่เขาและภรรยาเคยไปทำบุญ บางวัดก็เป็นสำนักสงฆ์ที่เขาได้อุปถัมภ์บำรุงในต่างจังหวัด

วันนี้ได้โอกาสมาเปิดบ้านของนักธุรกิจใจบุญท่านนี้ แม้เจ้าของจะถ่อมตัวว่าบ้านไม่ใหญ่ แต่เมื่อได้มาเห็นของจริงด้วยตาพบว่าหลังใหญ่มาก เป็นบ้านในโครงการแห่งหนึ่งที่เขาซื้อไว้เมื่อประมาณ 16-17 ปีมาแล้วและอยู่ร่วมกันกับ “กรรณิกา วงศ์ชาญศิลป์” ภรรยาคนปัจจุบันซึ่งได้แต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกันมา 15 ปี

“บ้านหลังนี้เดิมผมซื้อหลังเดียวก่อน หลังไม่ใหญ่ ต่อมาซื้อเพิ่มอีก 1 หลังแล้วตีทะลุกัน คนเห็นเลยมองว่าใหญ่ มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นแรก ประกอบด้วยห้องทำงาน มุมนั่งเล่น มุมรับแขก ห้องครัว มุมรับประทานอาหาร ห้องน้ำ ชั้นที่ 2 เป็นห้องนอนหลายห้อง มีห้องน้ำ ห้องแต่งตัว มุมออกกำลังกาย (มีอุปกรณ์ฟิตเนส) ห้องสมุด มุมนั่งเล่นตรงระเบียงที่ส่วนใหญ่มักจะมานั่งเล่นตอนเย็นๆ ขณะที่ชั้น 3 มีห้องพระห้องเดียวไม่มีห้องอื่น”

สุรัตน์เล่าว่า ปกติเขาเป็นคนพิถีพิถันเรื่องบ้านและการตกแต่งบ้าน เพราะบ้านถือเป็นหน้าตาทางสังคม รวมทั้งยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับฮวงจุ้ยและหมอดู แต่หลังจาก 15 ปีที่ชีวิตหันมาสู่เส้นทางบุญ การปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์จากครูบาอาจารย์ที่ได้นิมนต์มาเทศน์ที่อาคารสุรัตนธรรม ทำให้มุมมองการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

“เมื่อก่อนชอบสะสมของ ถ้าไปเที่ยวต่างประเทศ หรือในประเทศที่ไหนก็ตาม เห็นอะไรสวยงามถูกใจมักจะซื้อกลับมาด้วยเสมอ เช่น เครื่องลายคราม ตุ๊กตาจีน ตุ๊กตาญี่ปุ่น แก้วเป่ารูปต่างๆ แจกัน ภาพจิตรกรรมสีน้ำ ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ เป็นต้น สะสมมาเรื่อยๆ แต่หลังจากมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมโดยการชักนำของภรรยา ความอยากได้อยากมีวัตถุพวกนี้ลดไปเยอะ ทุกวันนี้ถ้าเห็นก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ซื้อเหมือนเมื่อก่อน แต่มีอย่างเดียวคือรถ แม้มีหลายคันยังออกป้ายแดงอยู่ มนุษย์ปุถุชนก็แบบนี้ละครับ กิเลสตัดไม่หมด แต่ขัดเกลาให้เบาบางได้

อีกเรื่อง เมื่อก่อนหมอดูว่าไงผมว่าตาม ยกตัวอย่างผ้าม่าน ตอนแรกผมใช้สีครีมซึ่งเป็นสีที่ชอบ แต่พอหมอดูบอกชมพูดีกว่า ก็ใช้ชมพูเพิ่มอีกสี ตอนหลังช่วงที่ผมเริ่มศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม รักษาศีลแล้ว มีหมอดูอีกคนแนะให้กลับไปใช้สีครีม ผมรู้สึกเฉยๆ และไม่ได้ทำตาม ที่ใช้แล้วก็ใช้ไปไม่เอาออก เพราะฉะนั้นบ้านผมบางที่จึงมีผ้าม่านทั้งชมพูและครีม เช่น ห้องพระ เป็นต้น

การศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมทำให้รู้ว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ดูฤกษ์ยามหรือเชื่อในดวงดาว แต่สอนว่าหากคนเราจะทำอะไรให้ดูความพร้อม ความสะดวกและความตั้งใจ แค่นี้เอง เรื่องนี้ผมไม่โทษหมอดูนะ โทษตัวเองมากกว่าที่ศึกษาพระพุทธศาสนาช้าไปหน่อย ต้องขอบคุณภรรยาผมที่ชักนำให้มาปฏิบัติธรรม”

สุรัตน์ ยอมรับว่า หลังจากปฏิบัติธรรม ทำบุญ รักษาศีลมานานหลายปี ทำให้มุมมองของเขาที่มีต่อบ้านเปลี่ยนไป จากเดิมบ้านถือเป็นหน้าตาทางสังคม ยิ่งถ้าบ้านใหญ่โต ตกแต่งสวยงามยิ่งบ่งบอกฐานะและความมีหน้ามีตาในสังคมมากขึ้นไปเท่านั้น แต่ทุกวันนี้บ้านในนิยามของเขาเป็นเพียงที่พักผ่อนและเหยียดกายนอนเท่านั้น

“สิ่งของที่มีอยู่ในบ้าน เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ของสะสม สมัยก่อนต้องหาสวยๆ คุณภาพดีๆ ราคาแพงๆ แต่ทุกวันนี้รู้สึกเฉยๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ซื้อซ้ำ บางทีของที่มีอยู่ยังมองว่ารกบ้านก็มี ดังนั้นนิยามบ้านของผมจึงเป็นแค่ที่นอนและพักผ่อนที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเท่านั้น และสิ่งที่ทำให้บ้านเป็นบ้านที่อยู่แล้วสุขทั้งกายและใจ คือ ทุกวันเมื่อตื่นนอนตอนเช้าผมกับภรรยาจะต้องขึ้นไปนั่งสมาธิที่ห้องพระชั้น 3 เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เพื่อจิตจะได้สงบเย็นและมีสติมากขึ้น เสร็จแล้วลงมาฟิตเนสชั้น 2 อาบน้ำแต่งตัวกินข้าวไปทำงาน

เวลากลับเข้ามาในบ้านผมกับภรรยาจะตกลงกันเลย เราจะไม่เอาเรื่องงาน หรือเรื่องเครียดที่อาจไปเจอมาในช่วงเช้ากลางวันจากการทำงานมาคุยกัน จะวางทุกเรื่อง ไม่เอามาพูดให้พะวักพะวน ถ้าพูดก็ต้องพรุ่งนี้ จากนั้นก่อนเข้านอนผมกับภรรยาจะขึ้นไปไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ที่ห้องพระอีกครั้งหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ผมกับภรรยาทำทุกวัน”

สุรัตน์ เล่าต่อว่า หลังจากที่มีการสร้างอาคารปฏิบัติธรรมที่บางลำพูและจัดปฏิบัติธรรมฟรีทุกวันอาทิตย์มาเป็นเวลา 9 ปี เขากับภรรยาก็มีความตั้งใจจะเปิดบ้านให้คนในหมู่บ้านซึ่งมีอยู่ประมาณ 700 กว่าหลังคาเรือนมาปฏิบัติธรรมพังเทศน์ โดยการนิมนต์พระมาเทศน์และนำปฏิบัติสมาธิ

“หมู่บ้านที่ผมอยู่นี้เดิมผมเคยเป็นประธานหมู่บ้านมาก่อน ต่อมางานรัดตัวไม่มีเวลาจึงขอลาออก พอสร้างอาคารปฏิบัติธรรมที่บางลำพูแล้ว ก็อยากให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันได้ฟังเทศน์ปฏิบัติธรรมบ้าง อีกอย่างหมู่บ้านนี้ไม่ค่อยได้จัดทำบุญหมู่บ้าน แต่พอปีใหม่ที่ผ่านมามีการจัดทำบุญปีใหม่คนในหมู่บ้านออกมาทำบุญเยอะมาก ผมเลยตั้งใจเปิดบ้านให้คนมาปฏิบัติธรรมฟังเทศน์ ซึ่งบ้านผมสามารถจุคนได้เกือบๆ 200 คน ตอนนี้ได้เสนอโครงการไปที่ประธานหมู่บ้านแล้วซึ่งเขาก็อยากให้จัด เชื่อว่าอีกไม่นานเร็วๆ นี้คงจะได้เริ่ม” สุรัตน์เล่าอย่างมีความสุข

ซื้อหุ้นตอนไหน ถึงจะได้ปันผลดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/578029

  • วันที่ 24 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ซื้อหุ้นตอนไหน ถึงจะได้ปันผลดี

เรื่อง กันย์  ภาพ pixabay

การลงทุนถือเป็นเรื่องใกล้ตัว ใครไม่ทำ ไม่ลงมือถือว่าเอาต์ เรื่องการลงทุนถูกพูดถึงและเป็นที่น่าสนใจของคนในหลายๆ ช่วงอายุจุดประสงค์เรื่องการออมการลงทุนก็อาจต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคน ช่วงวัยเพิ่งเริ่มทำงาน ก็อาจจะให้ความสนใจการออมเงิน ฝากประจำ เล่นหุ้น หรือขายของออนไลน์, ช่วงวัยกลางคนขึ้นมาอีกหน่อย อาจเริ่มมองหาความมั่นคง เลือกลงทุนระยะยาววางแผนครอบครัว บุตร และเกษียณ, ช่วงวัยเกษียณ ได้เงินก้อนมาสักก้อน อยากจะลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากความเสี่ยงไม่มากนัก

การลงทุนสามารถเริ่มทำได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ของสะสมที่เราชอบมาก, ภาพวาดจากงานอดิเรกที่เราถนัด, ลงทุนในหุ้นตามความสนใจของเรา, ลงทุนที่ดินที่มาจากมรดกตกทอดของตระกูลเรา แต่วันนี้จะพูดถึงการลงทุนในสินทรัพย์สักหนึ่งอย่าง ที่ได้รับผลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ เก็บสะสมไปเรื่อยๆ ก็คงไม่พ้นการลงทุนในหุ้น และได้รับผลตอบแทนระยะยาวในรูปของเงินปันผล ที่จ่ายเข้าบัญชีออมทรัพย์ของเราทุกๆ ปี เป็นแบบนี้ใครๆ ก็ชอบ

เงินปันผล นักลงทุนจะได้รับก็ต่อเมื่อเลือกลงทุนระยะยาว ซื้อหุ้นและถือ เน้นการเติบโตด้วยมูลค่า แต่กับดักของเงินปันผลก็ใช่ว่าจะไม่มี นักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นที่จ่ายปันผล โดยเลือกมองแต่จำนวนเงินที่ได้เป็นหลัก คิดแต่เพียงว่าเงินปันผลเยอะดี น่าซื้อหุ้นตัวนี้

ข้อควรระวัง นั่นคือก่อนที่เราจะเริ่มลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลสูงๆ ให้เราเช็กก่อนว่าบริษัทนั้นทำเกี่ยวกับอะไร เรารู้จักดีหรือไม่ และเงินปันผลที่อยู่ดีๆ เขาจ่ายให้เรานั้นจ่ายจากอะไร บางบริษัทจ่ายปันผลสูงถึง 7-10% แต่พอไปดูกันสักนิด เงินปันผลที่จ่ายมานั้นจ่ายมาจากกำไรพิเศษ ไม่ได้จ่ายจากกำไรที่เติบโต หรือผลการดำเนินงานของบริษัทที่ดีขึ้น การจ่ายปันผลจากกำไรพิเศษอาจได้ปีเดียว ครั้งนี้ครั้งเดียวจบ ไม่มั่นคงในระยะยาว

หลักการเลือกลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลมีอะไรบ้าง เช่น นโยบายการจ่ายปันผลต้องไม่น้อยกว่า 30-50% มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) มากกว่า 5% ต่อปี หรือเงินปันผลที่จ่ายให้กับนักลงทุน เลือกบริษัทที่จ่ายเงินปันผลที่มาจากกำไรเติบโต กิจการดี บริษัทแข็งแกร่ง จ่ายปันผลในระดับที่เหมาะสม ไม่เลือกบริษัทที่จ่ายเงินปันผลมาจากกำไรพิเศษ

หุ้นปันผล…หาได้จากที่ไหน?

นักลงทุนอาจจะเคยเห็นๆ SETHD แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าคืออะไร? เรามารู้จัก SETHD ให้มากขึ้น SET High Dividend 30 Index คือ ดัชนีที่รวบรวมหุ้น 30 บริษัท ที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงๆ ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี และมีสภาพคล่อง เราสามารถดูรายชื่อหุ้น 30 ตัวนี้ได้ผ่านโปรแกรม Streaming ได้

ตรวจสอบรายละเอียดการจ่ายปันผลจากที่ไหนได้บ้าง?

บุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบสิทธิประโยชน์ได้ผ่านทาง http://www.set.or.th จากนั้นเลือกเมนูหลัก ข้อมูลบริษัท/หลักทรัพย์ > เลือก ตราสารทุน > เลือก ปฏิทินหลักทรัพย์ เราสามารถกำหนดได้ว่าเราจะดูข้อมูลในเดือนใด และกำหนดเครื่องหมายสิทธิประโยชน์ที่จะแสดงได้!!

อยากได้เงินปันผล…ต้องซื้อหุ้นตอนไหน?

หลักการของการลงทุนมีอยู่ 2 ทางด้วยกัน คือ ลงทุนแบบเก็งกำไรได้ส่วนต่าง และลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้ปันผล นักเก็งกำไรจะเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรกันก่อนหน้าที่บริษัทจะประกาศผลการดำเนินงานหรือเงินปันผลที่คาดว่าจะออกมาดี จากนั้นพอได้รับส่วนต่างของราคาก็มีการล็อกกำไรขายออก

ต่างกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่า จะเลือกลงทุนระยะยาว เน้นการเติบโตของบริษัท พื้นฐานแกร่งและจ่ายปันผลหล่อเลี้ยงสม่ำเสมอ นักลงทุนที่จะได้รับปันผลก็ต่อเมื่อซื้อหุ้นก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย และถือหุ้นตัวนั้นถึงวันที่ขึ้นเครื่องหมาย ถึงจะได้รับสิทธิรับเงินปันผลในรอบนั้นๆ

ข้อควรรู้ก่อนลงทุนหุ้นปันผล…

นักลงทุนหลายๆ คนเข้าซื้อหุ้นปันผลก่อนวันจ่ายปันผลสัก 2-3 วัน เพราะคิดว่าซื้อหุ้นและถือหุ้นเพียงไม่กี่วัน เดี๋ยวแป๊บๆ ก็ได้เงินปันผลแล้ว… ความคิดทั้งหมดนี้ผิดมหันต์ เพราะเมื่อถึงวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ราคาหุ้นมักจะร่วงลง!! เนื่องจากราคาหุ้นสะท้อนด้วยการหักเงินปันผลออกไป นอกเสียจากว่าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นดีมีมูลค่าเกินปันผลที่บริษัทจะจ่าย ก็เป็นไปได้ว่าราคาหุ้นหลัง XD จะไม่ลดลง เท่ากับปันผลฟรี

ใช่เลย! หลอดดูดน้ำไม้ไผ่ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577915

  • วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ใช่เลย! หลอดดูดน้ำไม้ไผ่ธรรมชาติ

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

วาทิศธรรม เปรื่องวิริยะ หรือ ธอมัส ผู้บริหาร บริษัท ซัคเซส คอนเนคชัน เล่าให้ฟังถึงแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อม อันนำมาซึ่งฮอบบี้แห่งแรงบันดาลใจ ใช่เลย! การผลิตหลอดดูดน้ำไม้ไผ่จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนใส่ใจสิ่งแวดล้อม ยัวร์แบมบู (Your Bamboo)

ธอมัส เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ติดอยู่ในความคิดคำนึงและกวนใจของเขามากที่สุด คือ หลอดดูดน้ำพลาสติก ที่ใช้งานครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไม่ย่อยสลาย และกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของการจัดการขยะทั่วโลก ข้อเท็จจริงก็คือหลอดดูดน้ำพลาสติกเหล่านี้ถูกทิ้งไปทั่ว ซึ่งท้ายที่สุดจะไหลลงไปกองรวมกันอยู่ในมหาสมุทร เต่า วาฬ โลมา และสัตว์น้ำอื่นๆ กินเข้าไป

“ไม่เพียงสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบ เพราะเมื่อพลาสติกเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศทางทะเลมันจะละลายไมโครพลาสติกออกมา เมื่อสัตว์น้ำหรือปลากินเข้าไป มนุษย์กินปลา มนุษย์ก็เข้าสู่ห่วงโซ่แห่งผลกระทบนี้เช่นกัน”

ยัวร์แบมบู หลอดดูดน้ำทางเลือกใหม่สร้างขึ้นจากธรรมชาติ ย่อยสลายเอง สามารถพกติดตัวได้ และที่สำคัญเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจากไม้ไผ่หลอด ซึ่งเป็นไผ่ท้องถิ่นในแถบเส้นศูนย์สูตร ประเทศไทยขึ้นอยู่ทั่วไปในเขตภาคอีสาน ภูมิปัญญาชาวบ้านแต่เดิมมา ก็นำไม้ไผ่หลอดมาใช้ดูดน้ำนานแล้ว

นอกเหนือจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม ก็ยังให้ประโยชน์กับเศรษฐกิจชุมชนในท้องถิ่น อีกทั้งชาวบ้านก็ภาคภูมิใจมากกับการได้มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตไม้ไผ่หลอด ที่ใช้ทดแทนหลอดพลาสติกได้ ธอมัสบอกว่า เขาตกลงทันทีที่เพื่อนในวงการคนหนึ่งได้มาชักชวนทำอะไรดีๆ เพื่อการอนุรักษ์

“ผมอยู่วงการเทรดดิ้ง คุ้นเคยแต่กับการนำเข้าส่งออกสินค้าต่างประเทศ การผลิตหลอดดูดน้ำจากธรรมชาตินี้ ไม่อยากเรียกว่า ไซด์ไลน์ แต่อยากจะเรียกว่า พันธกิจพิเศษ เป็นพันธกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่เต็มใจทำ เต็มใจทุ่มเท”

สำหรับการใช้งานหลอดไม้ไผ่ธรรมชาติสามารถใช้งานได้ 100 ครั้ง หรือประมาณ 3-6 เดือน แต่สำหรับบางคนก็ใช้ไปจนกว่าจะเผลอทำหายหรือเผลอทำแตก โดยกายภาพของไผ่มีลักษณะเหมือนหลอดน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลางเล็ก 6-8 มิลลิเมตร นำมาผ่านกระบวนการการผลิตและฆ่าเชื้อ 100% ขณะเดียวกันก็สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างแง่มุมทางการตลาดเพื่อให้น่าสนใจ

ใน 1 ชุดหลอดไม้ไผ่ ประกอบด้วย หลอดไม้ไผ่ แบ่งเป็นหลอดเดี่ยว หลอดคู่ นอกจากนี้ก็มีชุดแปรงทำความสะอาด 1 อัน กับถุงผ้าอีกหนึ่งชิ้นสำหรับพกพา ทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องสวยงาม ชุดหลอดเดี่ยวราคา 99 บาท ส่วนชุดคู่ราคา 149 บาท กรณีต้องการยิงเลเซอร์ เพื่อสร้างลวดลายเฉพาะ เช่น ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น สถาบัน องค์กร ม็อตโต้ ข้อความพิเศษ เป็นต้น ราคาชุดละ 399 บาท

“เราสร้างคุณค่าให้แก่ไม้ไผ่ สร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้คนใช้รู้สึกดี อยากเก็บ อยากใช้ อยากรักษา ทุกคนจะรู้สึกเหมือนได้เป็นเจ้าภาพในการทำอะไรดีๆ เพื่อโลกเพื่อสิ่งแวดล้อม”

กิมมิกของยัวร์แบมบู มีตั้งแต่ลูกเล่นในการยิงเลเซอร์ลงบนตัวหลอด หลายคำล้อกับแลนด์มาร์คของสถานที่นั้นๆ เช่น ดอยสุเทพ นิมมานเหมินทร์ ประตูท่าแพ เจเจมาร์เก็ต ยักษ์วัดแจ้ง หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น มวยไทย ตุ๊กตุ๊ก ไอเลิฟแบงคอก นอกจากนี้มีบริการยิงเลเซอร์สำหรับไพรเวทเซต สลักชื่อผู้รับของขวัญ หรือถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจ เป็นต้น

ธอมัส เล่าว่า ยัวร์แบมบูเพิ่งก่อตั้งและเริ่มจัดจำหน่ายเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปรากฏผลเป็นที่พอใจ เนื่องจากผู้คนให้ความสนใจมาก บางคนแค่เห็นปุ๊บก็หยิบปั๊บ ควักกระเป๋าสตางค์จ่ายเงินเลยโดยไม่ต้องอธิบาย สะท้อนว่ากลุ่มผู้บริโภคเองก็ตื่นตัวในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนี้อย่างมาก สเกลของธุรกิจในระยะแรกไม่ใหญ่ แต่ได้รับการตอบรับที่ดี

ในระยะยาวมีแผนขยายตลาดไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ขณะเดียวกันก็เตรียมขยายตลาดต่างประเทศ อันดับแรก คือ ฝรั่งเศส และฮาวาย ใครสนใจร่วมด้วยช่วยใช้หลอดทางเลือกเพื่อโลกที่ดีกว่า จัดจำหน่ายในร้านกาแฟและร้านหนังสือทั่วไป เข้าไปดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก : yourbamboo หลอดดูดน้ำไม้ไผ่ และ http://www.yourbamboo.asia หรือโทร.098-9291598

ผักคะน้า ครบเครื่องคุณประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577916

  • วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ผักคะน้า ครบเครื่องคุณประโยชน์

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ไม่รู้จะกินอะไร เราคนไทยจะนึกถึงกะเพราไก่ไข่ดาวเสมอ แต่ทั้งที่จริงแล้วยังมีผักอีกประเภทที่เราควรได้รับประทานทุกวัน ก็คือ ผักคะน้านั่นเอง จะเป็นผัดคะน้าใส่หมูกรอบ ผัดคะน้าปลาเค็ม หรือจะลวกให้สุกแล้วรับประทานกับน้ำจิ้มรสแซ่บ ก็ได้ประโยชน์ครบเครื่อง ชนิดที่เรียกได้ว่าแค่รับประทานคะน้าวันละมื้อหรือวันละ 1 ขีด เราจะได้ทั้งไฟเบอร์ วิตามิน โปรตีน แคลเซียม ในผักชนิดเดียว

ผักคะน้า เป็นผักที่พบได้ทั่วเอเชีย นิยมปลูกมากในประเทศจีน ไทย มาเลเซีย เป็นผักที่มีระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 45 วัน ทนแดด ทนแล้งได้ดี จึงเป็นที่นิยมใช้เป็นผักเศรษฐกิจเพาะปลูกส่งขายในท้องตลาด ในบ้านเรานิยมปลูกกันอยู่ 3 สายพันธุ์ เรียกตามลักษณะใบ ได้แก่ พันธุ์ใบกลม พันธุ์ใบแหลม พันธุ์ยอดหรือก้าน

ข้อมูลจากองค์การอาหารและยา ระบุว่า ในคะน้าน้ำหนัก 100 กรัม จะมีสารอาหารหลักสำคัญต่อร่างกาย ก็คือ โปรตีนช่วยซ่อมแซมร่างกาย 2.7 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรตให้พลังงานกับร่างกาย 3.8 กรัม ใยอาหาร 1.6 กรัม แคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน 245 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 2,512 ไมโครกรัม วิตามินเอ 419 ไมโครกรัม ไทอะมิน 0.05 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.08 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.0 มิลลิกรัม ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท วิตามินซีช่วยบำรุงผิวป้องกันโรคหวัด 147 มิลลิกรัม

เรียกได้ว่ากำเดียวเอามาประกอบอาหารก็ได้สารอาหารหลักๆ ที่จำเป็นหลายอย่าง ในกลุ่มคนออกกำลังกายแบบเล่นกล้าม แต่ตัวเองก็เน้นการรับประทานผักมากกว่าเนื้อสัตว์ พวกเขาจะเน้นการรับประทานผักคะน้าเสริมเป็นผักหลัก ในคะน้ามีแร่ธาตุและโปรตีนแม้จะไม่มากเท่าไข่และเนื้อสัตว์ แต่อย่างน้อยก็ยังได้รับประทานผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น

รับประทานคู่กับอาหารเสริมชนิดอื่น เช่น พืชตระกูลถั่วที่ให้โปรตีนสูง แต่ก็ให้พลังงานสูงเช่นกันหากออกกำลังกายพลังงานส่วนเกินที่ได้รับก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี การจะรับประทานผักคะน้าให้มีโปรตีนเพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวันแล้วควรรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์จะเหมาะสมที่สุด

หากไม่ทราบว่าต้องรับประทานผักคะน้าและถั่วเท่าไร ถึงจะได้โปรตีนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ให้คิดง่ายๆ ดังนี้ คือ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต้องการโปรตีน 1.5 กรัม ถ้าน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ร่างกายจะต้องการโปรตีนทั้งหมด 75 กรัม คุณอาจจะต้องรับประทานผักและถั่วประมาณ 2 กิโลกรัมเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการรับประทานผักร่วมกับไข่และเนื้อสัตว์จะช่วยให้คุณได้โปรตีนได้อย่างรวดเร็วมากกว่า

การที่เราเน้นการรับประทานคะน้ากันให้มากขึ้น ก็เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก ยับยั้งสารก่อมะเร็ง ช่วยเสริมการทำงานของเอนไซม์ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันโรคโลหิตจางได้ บรรเทาอาการหอบหืด รักษาโรคภูมิแพ้ รักษาโรคหวัด

ช่วยคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมเมื่อถูกผลกระทบจากละอองเกสรหรือฝุ่นที่กระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบภายในหลอดลม ช่วยขยายหลอดลมทำให้ระบบทางเดินหายใจโล่งสะดวก ด้วยวิตามินซีที่มีในปริมาณมากในผักคะน้านั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การรับประทานผักคะน้าก็มีสิ่งที่ต้องระวังอยู่บ้าง ก็คือ เรื่องสารเคมีอันตรายที่มากับผัก ยอมรับว่าการเกษตรในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นการใช้สารเคมี ทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ จึงทำให้ผักนั้นเต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง สารเคมี สารพิษที่ปนเปื้อนในดิน

ยิ่งเป็นผักใบอ่อนด้วยแล้วยิ่งดูดซับสารเคมีเหล่านี้ได้ง่าย รับประทานเข้าไป จะเกิดการสะสมในตับและไต ซึ่งจะเป็นพิษต่อตับและไตของคุณเอง ก่อนนำมารับประทานคุณควรล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง ด้วยการล้างน้ำหรือแช่น้ำสะอาด 2-3 ครั้ง หรือล้างด้วยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านประมาณ 2-3 นาที อีกวิธีที่นิยมกันมาก ก็คือ ใช้น้ำยาล้างผัก แช่น้ำผสมน้ำส้มสายชู ด่างทับทิม หรือเกลือละลายน้ำ 2-3 รอบ เพื่อกำจัดยาฆ่าแมลงออกไปให้ได้มากที่สุด

สุดท้ายเราไม่ควรรับประทานผักคะน้าแบบดิบ เพราะผักคะน้ามีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ควรนำไปทำให้สุกด้วยการต้ม ลวก ผัด ให้ความร้อนทำลายสารกอยโตรเจนจหมดเสียก่อนจึงนำมารับประทานได้อย่างปลอดภัย

จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ชุดส่าหรีพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577912

  • วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ชุดส่าหรีพันล้าน

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เพิ่งขึ้นแท่นเป็นสตรีข้ามเพศที่รวยอันดับ 3 ของโลก และติดอันดับคนข้ามเพศรวยอันดับ 1 ของเอเชีย ด้วยมูลค่าหุ้น เงินสด และทรัพย์สินกว่า 4,500 ล้านบาท (จัดโดย asianmoneyguide) สำหรับ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ แห่ง บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย กับการสร้างปรากฏการณ์ภารตพันล้าน ปลุกกระแสซีรี่ส์อินเดียในประเทศไทย

ความสำเร็จไม่ได้หยุดอยู่ที่เป็นผู้นำเข้าลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากทั่วโลกมาขายในไทย ยังได้นำคอนเทนต์ไทยไปสู่สายตาชาวโลก โดยบริษัทเจเคเอ็นเป็นผู้มีสิทธิในการจำหน่ายลิขสิทธิ์ละครของช่อง 3 ให้กับต่างประเทศแต่เพียงผู้เดียว แค่เรื่อง นาคี กับ เล่ห์ลับสลับร่าง ก็กวาดรายได้กว่า 500 ล้านบาท

เจ้าแม่ภารตจึงกลายเป็นลุคที่ผู้คนจดจำเธอ ไม่ใช่แค่การเป็นผู้นำคอนเทนต์อินเดีย แต่เพราะการแต่งกายที่เธอมักสวมใส่ชุดส่าหรี ซึ่งเป็นสิ่งที่มีสะสมไว้จำนวนหลายร้อยชุด ใส่ออกแต่ละงานไม่ซ้ำกัน สั่งตัดเป็นพิเศษที่อินเดีย มีชุดส่าหรีแพงสุด มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท เป็นส่าหรีที่ปักประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ทั้งชุด สวยสะพรั่ง

เธอให้ความสำคัญกับการแต่งตัว ดังนั้นชั้น 2 ของบ้าน นอกจากห้องนอนแล้ว ยังเป็นกรุสมบัติ ที่บรรจุชุดส่าหรีนับร้อยชุด มีห้องเก็บเครื่องประดับ ที่มีอยู่ทุกพื้นที่ ถึงกับต้องใช้บันไดปีนขึ้นไปก็มี

“พื้นที่ห้องแต่งตัวประมาณ 120 ตารางเมตร เกือบครึ่งหนึ่งของตัวบ้าน เพราะแอนให้ความสำคัญมากกับเสื้อผ้า หน้า ผม ใช้เวลาก็เป็นชั่วโมงในห้องนั้น หาของไม่ยาก ทุกอย่างถูกจัดเป็นหมวดหมู่ มีการลงทะเบียนทรัพย์สิน ผู้ช่วยแต่งตัว และแต่งหน้า มีทั้งหมด 3 คน เพราะแอนไปงานสัปดาห์หนึ่งประมาณ 2-3 งาน

ยังมีงานที่ต้องออกสื่อด้วย และทั้งงานอีเวนต์งานออกสื่อส่วนใหญ่ ชุดไม่เคยซ้ำกันเลย เรื่องพวกนี้แอนจะมีความฟรุ้งฟริ้ง ชอบมากกับการได้โชว์ชุด โชว์ผ้าสวยๆ ของเรา

ในห้องนี้มีเก็บไว้หมด แหวน สร้อย เครื่องเพชรแต่ที่มากสุดคือส่าหรี ต้องบอกว่าชุดส่าหรีแต่ละชุดไม่มีในเมืองไทยนะ เป็นงานของดีไซเนอร์ท็อปคลาสมาจากอินเดียทุกชุด กระเป๋าหนังส่วนใหญ่ก็นำมาจากต่างประเทศ”

ชุดส่าหรีเลือกสรรเป็นพิเศษ เรียกว่าไปทำงานที่อินเดียเมื่อไหร่ มีหอบกลับมาจำนวนหนึ่ง “เน้นทั้งดีไซน์ ทั้งสี ทั้งผ้า ตอนนี้น่าจะมีทั้งหมด 300 กว่าชุด และต้องบอกว่าส่าหรีอินเดียสวยมาก เห็นแล้วมันเกินห้ามใจ หลากหลายสีสันตระการตาเหลือเกิน

สะสมมาตั้งแต่ปี 2015 ก็ตั้งแต่ที่เราเป็นเจ้าแม่ภารตพันล้านของเมืองไทย บินไปกลับอินเดียในช่วง 3 ปีน่าจะประมาณเกือบ 50 รอบก็ซื้อกลับมาทุกรอบ ซื้อครั้งหนึ่งเหมือนคนบ้า มีอยู่ครั้งหนึ่งขนมา 70 ชุด

มีร้านที่คอยช่วยดูดีไซน์ให้อยู่ที่อินเดียประมาณ 10 กว่าร้าน ห้องเสื้อที่อินเดียที่เราใช้อยู่ ก็ตัดให้ซูเปอร์สตาร์ทั้งนั้น ชุดที่ใส่ไปงานเจเคเอ็น เมกะ โชว์เคส แต่ละชุดไม่ต่ำกว่าแสนบาท และทำกันไม่ต่ำกว่าครึ่งปีทุกชุด เขาดีไซน์ใหม่หมดเลย ไม่ได้ซื้อชุดสำเร็จมานะคะ

ส่าหรีมีซื้อชุดสำเร็จน่ะใช่ ถ้าเป็นส่าหรีก็ตกชุดละไม่กี่หมื่นหรอก แต่ถ้าเป็นชุดแบบอลังการงานเว่อร์ก็ราคาหลายแสน แต่ถ้าเป็นชุดอินเดียแลงก้าก็ต้องสั่งตัด มันต้องเป็นชุดเข้ารูปเรา และปักคริสตัล และมีแต่คนบอกว่าแอนใส่แล้วขึ้นด้วย ดีกว่าแต่งชุดธรรมดา เหมือนองค์ลง เราคงเหมาะกับอินเดียมั้ง คงได้สามีอินเดียแหละ (หัวเราะ)”

ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางภารต ไม่เคยสนใจชุดส่าหรีเลย “ดูในหนังเมื่อก่อนก็คิดว่าสวยจัง แต่เราคงใส่ไม่ได้หรอก เพราะว่าเราเป็นเจ๊ก เราก็คิดอย่างนั้น แต่พอเราแต่งไปเรื่อยๆ แล้วหน้าเราก็ปรับไปเรื่อยๆ มันก็เข้าที่เข้าทาง มันก็สวยของมันได้

เสน่ห์ของชุดอินเดียคือต้องใช้ผ้าให้เป็น ผ้าต้องพลิ้ว ต้องกรุยกราย มันต้องมีจริต ต้องไม่อาย เดินต้องมีบิดสะโพก ก็หัดเดินไม่นานนะ รู้สึกว่ามันเข้ามาในชีวิตเลย (หัวเราะ) เป็นตั้งแต่อายุ 5 ขวบแล้วนะคะ เดินเป็นนางแบบตั้งแต่อนุบาล (หัวเราะ) ส่วนใหญ่แอนก็จะชอบผ้างานปัก ไม่ชอบงานพิมพ์ เพราะงานปักจะวิจิตรกว่า”

เครื่องประดับส่วนใหญ่มาจากอินเดีย “มันเป็น One Piece In The World เวลาแอนไปซื้อก็จะเป็นร้านที่เป็นไฮเอนด์เท่านั้น มีชิ้นเดียวของโลก และเขาจะไม่ออกแบบให้ใครอีกแล้ว ชื่อร้าน อมารา ปาลี นี่ก็เป็นหนึ่งในร้านประจำ แต่แอนก็จะมีประมาณ 5 ร้าน ทั้งที่นิวเดลี และมุมไบ ทุกอย่างที่ออกแบบต้องมีชิ้นเดียวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแอนจะไม่ซื้อ ราคาชิ้นที่แพงที่สุดก็ 10 ล้าน

สำหรับกระเป๋าชอบใช้แบรนด์ หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) กับ แอร์เมส (Hermes) ชอบหลุยส์ วิตตองเพราะจำฝังใจตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ได้ไปฝรั่งเศส แล้วร้านเขาใหญ่อยู่ติดริมทะเล 20 ปีที่ผ่านมาก็เลยเข้าแต่ห้องวีไอพี และเป็นแขกซูเปอร์วีไอพีของเขา อย่างแอนไปเมืองคานส์มาประมาณ 50 กว่ารอบแล้วนะ ปีหนึ่งก็หิ้วกันมาเหมือนคนบ้า ซื้อครั้งหนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 5 ล้าน”

จากชายกลายเป็นหญิงกว่าจะได้รับการยอมรับจากครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย การพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงานอย่างหนัก เปลี่ยนความกดดันเป็นแรงผลักดัน จนทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ และพรั่งพร้อมไปด้วยความสุขที่ปรนเปรอตัวเองได้ไม่เดือดร้อนใคร

“เป็นคนที่เกิดผิดร่าง ก็นำความต่างมาสร้างความสำเร็จ คือถ้าไม่เกิดผิดร่างก็จะไม่มีความอดทน ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีแรงผลักดันเหมือนอย่างทุกวันนี้ เราจะต้องเรียนให้เก่ง ไม่งั้นเราจะถูกกลั่นแกล้ง ถูกละเมิด

การที่ไปโต้วาทีในเวทีต่างๆ มันทำให้เราต้องจับไมค์พูดกับผู้คน มันก็คือการสร้างบารมี เพราะเวลาเราเป็นนักพูดเนี่ยมันเก่งนะ มันมีบารมีนะ แล้วเราก็อยากเป็นอย่าง โอปราห์ วินฟรีย์ พอเรียนจบเราก็ไปเมืองนอกเลย

ที่สำคัญคือ ไปที่นู่นเราเป็นผู้หญิงได้ เราก็ไปเป็นสาวเลย แต่พอกลับมาเมืองไทยก็ต้องตัดผมสั้น ทำงานให้พ่อแม่ ท้ายที่สุดแล้วหน้าที่มาก่อนสิทธิเสมอ เราทำหน้าที่มาประมาณเกือบ 20 ปี จนได้มาเป็นผู้หญิงเต็มตัว

หน้าที่อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกคือ 2 ปีที่ผ่านมาจ่ายภาษีไปเกือบ 40 ล้านบาท ปี 2560 ดิฉันหารายรับได้ 1,200 ล้านบาท กำไร 200 กว่าล้าน จ่ายภาษีไปก็เหลือ 180 กว่าล้าน

ด้วยความเป็นผู้หญิงเราก็ใช้ของได้เต็มที่ ตอนที่เป็นผู้ชายมันก็ไม่ได้ใช้ไง ผู้ชายต้องใช้อะไรล่ะ ก็มีแค่สูท นาฬิกา เพชรเม็ดใหญ่ๆ แบบที่ใส่อยู่นี้ผู้ชายที่ไหนเขาใส่กัน แล้วเราก็ไม่ได้เป็นคนเล่นพวกรถสปอร์ต สมัยเป็นผู้ชายก็เลยไม่ค่อยได้ใช้เงิน ก็เก็บๆ มาเรื่อยๆ ก็เพิ่งมาใช้ช่วงนี้แหละเต็มที่เลย (หัวเราะ)”

ทุกวันนี้ความสุขคือ… “แอนเป็นคนเสพติดความสำเร็จ แอนอยากเห็นคอนเทนต์ไทยไประดับโลก และเรายืนสง่างามบนเวทีโลก ไม่ได้คิดแค่ประเทศไทยนะ เพราะเราเป็นเบอร์หนึ่งแล้ว ตอนนี้ต่อไปคือเวทีโลก ของช่อง 3 ทุกเรื่องก็ของดิฉันหมดที่จะเอาไปขาย

ถามว่าเหนื่อยไหม ไม่นะ แอนมีความสุขกับการทำงาน ได้เดินทางไปทั่วโลกนี่มีความสุขมาก ให้อยู่บ้านเป็นคุณยายเฉยๆ ไม่เอาหรอก ตายแน่ๆ เลย เราไปทำงานเราก็ได้ไปเที่ยวด้วย ได้อัพเดทอะไรใหม่ๆ ฟังอะไรใหม่ๆ เห็นคอนเทนต์อะไรใหม่ๆ

คนจะคิดว่าแอนนั่งอยู่บนโต๊ะและพิมพ์คอมพ์อย่างเดียว ไม่ใช่ไง งานเรามันไม่ใช่อย่างนั้น งานเรามันออกแนวเห็นวิสัยทัศน์อะไรใหญ่ๆ ไปพบปะผู้คน พบผู้หลักผู้ใหญ่ เจอผู้ชายหล่อๆ หลายๆ คน แล้วเราจะหยุดนิ่งได้ยังไง”

ความสำเร็จที่เธอได้มาล้วนมาจากความพยายาม ความสุขที่เธอมี ชุดส่าหรีสวยๆ ที่เธอใส่ก็มาจากความพิถีพิถันในการเลือกสิ่งที่สวยงามดีที่สุดให้กับชีวิต

ลงทุนบ้านมือสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577789

  • วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ลงทุนบ้านมือสอง

เรื่อง ชายโย  ภาพ pixabay

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาใครๆ ก็แนะนำให้ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อการเก็งกำไร ทำให้ช่วงที่ผ่านมามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตัวทุกสองปี ในขณะที่อีกหลายคนเลือกที่จะลงทุนกับบ้านมือสองที่เก็งกำไรได้ดีกว่า ซึ่งบอกได้เลยว่าการเลือกซื้อบ้านมือสองนั้นแม้ภายนอกจะดูเก่า แต่เราก็สามารถทำใหม่ให้น่าอยู่ได้มากกว่าที่คิด

การลงทุนในบ้านมือสองนั้น สามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ตอนที่ซื้อ โดยการต่อรองราคาให้ได้ต่ำกว่าตลาดมากที่สุด เมื่อซื้อแล้วถือครองนานๆ เพื่อทำกำไรจากมูลค่าเพิ่ม หรือซื้อแล้วนำมาปรับปรุงตกแต่งให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เพื่อขายต่อหรือให้คนเช่า ล้วนแล้วแต่ได้ผลตอบแทนทั้งนั้น

1.ลงทุนบ้านเดี่ยว

บ้านเดี่ยวได้รับความนิยมสูงสุดเพราะไหนจะซื้อบ้านได้ในราคาที่ถูกกว่าคอนโดมิเนียมในตัวเมือง หรือมีราคาที่ใกล้เคียงกันแล้วบ้านเดี่ยวคือคำตอบในฝันของใครหลายคน ซึ่งมีพื้นที่ทำสิ่งที่ต้องการในบ้านตัวเองได้มากกว่า

เคล็ดลับการลงทุนบ้านเดี่ยวมือสอง อย่างแรกเราควรเลือกบ้านที่มีเนื้อที่ดินมากกว่าเสมอ จะทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้ประโยชน์จากการเพิ่มมูลค่าได้มากกว่า เพราะที่ดินเปล่าในระยะยาวนั้นสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า ในขณะที่ตัวอาคารนั้นมีแนวโน้มจะทรุดโทรมลงตามกาลเวลาต้องเสียค่าบำรุงรักษา มูลค่าลดลง ดังนั้นหากจะเลือกซื้อบ้านเดี่ยวมือสองให้ดูบ้านที่มีพื้นที่ดินใหญ่ใกล้เคียงพื้นที่ตัวบ้านจะทำให้ได้ราคาสูงกว่าในอนาคต

2.อพาร์ตเมนต์มือสอง

เป็นการลงทุนอีกแบบหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพในระยะยาวได้อย่างแท้จริง แต่ก็หาคนที่จะปล่อยอพาร์ตเมนต์ต่อได้ยากด้วยเช่นกัน ส่วนมากจึงนิยมสร้างใหม่มากกว่า อพาร์ตเมนต์จะสำเร็จหรือไม่มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัยทำเลที่ตั้งต้องดี ใกล้แหล่งชุมชน สะดวกสบายในการเดินทาง ไม่เปลี่ยว

มีอัตราค่าเช่าที่เก็บได้เหมาะสม ต้องเก็บได้ในอัตราสูง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเหมาะสม ต้องสอดคล้องกับรายรับ และมีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อทำให้อพาร์ตเมนต์มีความเรียบร้อยน่าอยู่ และควบคุมต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป โดยเฉพาะทำเลต้องเลือกทำเลที่มีความน่าสนใจ ใกล้สถานศึกษา หรือแหล่งที่ทำงาน

แต่ก็มีอพาร์ตเมนต์แนวใหม่ที่เปิดให้บริการกับนักท่องเที่ยวผ่านแอพพลิเคชั่น ห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะ

3.ทาวน์เฮาส์

หากกำลังไม่พอจะซื้อบ้านเดี่ยวทาวน์เฮาวส์ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะทำทาวน์เฮาส์เฉพาะในตัวเมืองในทำเลที่สำคัญ ทำให้คุณสามารถซื้อบ้านราคาถูกและอยู่ในย่านทำเลที่คุณต้องการได้ง่ายกว่า แต่ปัญหาที่มักพบเสมอในทาวน์เฮาส์ก็คือ ปัญหาการอยู่อาศัยร่วมกับเพื่อนบ้านทั้งด้านซ้ายและด้านขวา บางทำเลในหมู่บ้านจะเจอทั้งหน้าและหลังรวมทั้งปัญหาที่จอดรถ ดังนั้นการลงทุนทาวน์เฮาส์ในตัวเมืองควรทำใจเรื่องเพื่อนบ้าน แต่หากได้เพื่อนบ้านดีระบบส่วนกลางดี ถนนหน้าบ้านกว้างก็ถือว่าเป็นทำเลที่ควรค่าแก่การซื้อเป็นอย่างยิ่ง

รูปแบบการลงทุนอาจเป็นการซื้อมาปล่อยให้เช่า หรือซื้อมาใช้ในการทำออฟฟิศ ซึ่งทาวน์เฮาส์ในเมืองเหมาะสมสามารถเปิดเป็นสำนักงานธุรกิจเล็กๆ ก็ยังได้

4.ที่ดินเปล่า

การลงทุนซื้อที่ดินเปล่า ไม่จำเป็นต้องซื้อแล้วต้องหาสิ่งปลูกสร้างมาลง บางครั้งเราซื้อที่ดินเปล่าในต่างจังหวัดเพื่อปลูกต้นไม้ไว้เก็บผลผลิต หรือเก็บไว้รอขายเก็งกำไรก็ยังได้ หรือเราอาจจะเก็บไว้ปลูกบ้านอยู่ในอนาคตก็ทำได้ ดังนั้นที่ดินเปล่าจึงเป็นการลงทุนที่ทำให้เจ้าของสามารถวางแผนอนาคตได้ดี มีความยืดหยุ่นและเสียค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์มือสองอื่นๆ

แต่สิ่งสำคัญในการซื้อที่ดินเปล่าก็คือการปักเขตแนวรั้ว และการทำรั้วล้อมรอบให้ดี เพื่อป้องกันการรุกล้ำเข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งสร้างปัญหาให้กับเจ้าของที่ดินมานักต่อนักแล้ว

สุดท้ายในการซื้อบ้านมือสองสิ่งที่ต้องพิจารณาอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไปเสียไม่ได้ ก็คือประเด็นเรื่องการซ่อมแซม เราอาจจะได้บ้านหรูในราคาถูก แต่ไม่มีกำลังในการซ่อมแซมระยะยาวก็คงเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก ส่วนใหญ่แล้วคนที่ลงทุนกับบ้านมือสองจะเลือกบ้านแบบเรียบง่ายปรับปรุงเปลี่ยนแปลงซ่อมแซมด้วยตัวเอง หรือหาช่างไม่ยาก จะเป็นที่นิยมและขายได้ง่ายกว่าในอนาคต