วรนันท์ จันทรัศมี สวย+เก่ง ครบสูตรผู้บริหารยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577787

  • วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

วรนันท์ จันทรัศมี สวย+เก่ง ครบสูตรผู้บริหารยุคใหม่

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

แม้จะเพิ่งเปลี่ยนสถานะจากสาวโสด มาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวไปหมาดๆ สำหรับ จุ้มจิ้ม-วรนันท์ จันทรัศมี ทายาทเจ้าของศูนย์การค้าไดอาน่า หาดใหญ่ ในเครือพิธานกรุ๊ป และนักแสดงที่มีผลงานแจ้งเกิดในวงการบันเทิงมากมาย แต่ผู้บริหารสาวเก่งยังคงคอนเซ็ปต์เวิร์กกิ้งวูแมนคนเก่งได้อย่างไม่มีตกหล่น ถึงจะต้องเดินทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่เป็นว่าเล่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะถือว่าได้ทำงานที่รัก และสานต่อธุรกิจที่ผูกพันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งตัวเธอเองหมายมั่นปั้นมือจะต้องกลับมาเพื่อพัฒนาธุรกิจนี้ให้ยั่งยืนตั้งแต่ไหนแต่ไร

“งานหลักของจุ้มจิ้มตอนนี้คือ เข้ามาช่วยบริหารศูนย์การค้าไดอาน่า หาดใหญ่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่คุณพ่อแตกไลน์ออกมาจากเครือพิธานกรุ๊ป ซึ่งเป็นธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์รายใหญ่ครอบคลุมหลายจังหวัดทางภาคใต้ นอกจากศูนย์การค้าไดอาน่า หาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งแรกของหาดใหญ่ ที่ยืนหยัดมากว่า 30 ปี เรายังมีซูเปอร์มาร์เก็ตแบบสแตนด์อะโลนอีก 4 สาขา ที่สงขลา ปัตตานี (2 แห่ง) และนราธิวาส ซึ่งจะเปิดต้นปีหน้า

จุ้มจิ้มเกิดและโตที่หาดใหญ่ เรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เลือกเรียนสายนี้ เพราะคุณพ่อล้างสมองมาตั้งแต่เด็กว่า เป็นลูกสาวคนโต ต้องกลับมาสืบทอดธุรกิจครอบครัว (ยิ้ม) เราเองแต่ก่อนก็เคยคิดแบบเด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นนางสาวไทย อยากเป็นแอร์โฮสเตส แต่พอโตขึ้นก็คิดมาตลอดว่า วันหนึ่งต้องกลับมาบริหารธุรกิจของครอบครัว จนเหมือนความคิดนี้ถูกบันทึกลงสมองไปแล้ว ทำให้เราไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง

นอกจากนี้ คุณพ่อยังให้มาฝึกงานที่ห้างตลอด แคชเชียร์ก็เป็นมาแล้ว ดังนั้นพอจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็คิดว่าน่าจะเลือกเรียนในสายที่ตอบโจทย์กับธุรกิจ อย่างเศรษฐศาสตร์เพื่อช่วยให้มองเห็นภาพกว้างของธุรกิจ เลยสอบตรงเข้าคณะนี้เลย (ยิ้ม)”

ทว่า ระหว่างที่กำลังเดินไปตามเส้นทางชีวิตที่ขีดไว้ ด้วยหน้าตาและบุคลิกที่ชวนมอง ทำให้จุ้มจิ้มได้รับการทาบทามให้เข้ามาชิมลางในวงการบันเทิง ซึ่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของชีวิต จากเด็กผู้หญิงขี้อายที่เป็นดรัมเมเยอร์ฟุตบอลประเพณีก็ยังเขิน แต่เมื่อวันหนึ่งต้องมาอยู่หน้ากล้อง เธอกลับสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดบางอย่างและพาตัวเองไปอีกขั้นได้

“ลึกๆ แล้วเป็นคนขี้อาย แต่ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นดรัมเมเยอร์ หรือตอนไปอยู่หน้ากล้อง พอ 5 4 3 2 1 ก็ทำได้ทุกที อาจเพราะเราคิดว่าทุกอย่างที่เข้ามาคือโอกาส และเราไม่อยากปฏิเสธ อย่างตอนที่เข้าวงการ (บันเทิง) เชื่อมั้ยไปแคสต์งานเป็น 10 ครั้งก็ไม่ได้ จนเริ่มท้อ แต่สุดท้ายพอเริ่มได้งาน ก็มีทั้งถ่ายเอ็มวี เล่นโฆษณา จนตอนหลังได้เล่นละคร ถามว่าชอบงานในวงการบันเทิงมั้ย ก็ชอบนะ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ และมีรายได้เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่จุ้มจิ้มภูมิใจมาก”

สาวสวยยอมรับว่า การทำงานในวงการบันเทิงสมัยเรียนนั้น เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งคุณพ่อก็ยอมไฟเขียว ตราบที่ผลการเรียนไม่เสีย บทที่ได้รับไม่โป๊และไม่มีเลิฟซีน (ยิ้ม) แต่พอเริ่มต้นทำงาน เวลาแทบทั้งหมดก็ต้องทุ่มให้กับงานหลักแทน

“จุ้มจิ้มคิดมาเสมอว่า ธุรกิจห้างทำให้เราเติบโต มีคุณภาพชีวิตที่ดี เลยเหมือนเป็นความกตัญญูลึกๆ ที่อยากจะกลับมาทำ ตอนแรกที่เข้ามาทำงานที่ห้าง เราเริ่มจากแผนกการตลาดอยู่เกือบ 2 ปี ก็ย้ายมาดูลีสซิ่ง ทำงานกับเซลส์ จนตอนนี้จุ้มจิ้มเป็นกรรมการบริหารบริษัท ดูในภาพรวมมากขึ้น มีการนำบริการใหม่ๆ เข้ามาสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจห้าง ในยุคนี้มีความท้าทายมาก คู่แข่งค่อนข้างเยอะ มีกระแสออนไลน์ทำให้คนมีตัวเลือกมากขึ้นในการตัดสินใจ ฉะนั้นจึงต้องสร้างจุดเด่นให้ห้างของเราเป็นไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ที่มีบริการและผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทุกคนได้อย่างครอบคลุม พยายามจัดกิจกรรมบ่อยๆ เพื่อให้ลูกค้าอยากมาที่ห้าง รวมถึงบุกช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการซื้อสินค้าให้กับคนมากขึ้น

ด้วยบริการออนไลน์ทำให้เราขยายช่องทางการขายไปยังทั่วประเทศ ที่ไม่ใช่แค่หาดใหญ่ที่เดียว แต่เรามีเว็บไซต์ อินสตาแกรม เฟซบุ๊กแฟนเพจ ไลน์แอท (Line@) เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ในมาร์เก็ตเพลสยอดนิยม ซึ่งหัวใจของการทำตลาดออนไลน์ คือ บริการจัดส่งต้องรวดเร็ว คอนเทนต์ต้องโดดเด่น ดึงดูดให้คนอยากซื้อ เช่น รูปสวย ราคาชัด มีรายละเอียดบอกครบถ้วน รวมถึงมีแอดมินที่พร้อมทำหน้าที่คอยตอบคำถามอยู่ตลอดเวลา”

อย่างไรก็ตาม จุ้มจิ้ม ยอมรับว่า ถึงการทำงานในวงการจะทำให้มีทักษะบางอย่างเพื่อมาต่อยอดธุรกิจ แต่พอเข้าบริหารจริงๆ ในธุรกิจที่เติบโตมาด้วยกัน กลับแตกต่างและยากกว่าที่คิด

“ตอนทำงานในวงการ เรารับผิดชอบแค่ตัวเราเอง ทำการบ้านจำบทให้ได้ พยายามเข้าถึงตัวละครที่เรารับบทบาท แต่พอมาทำธุรกิจ เราต้องรับผิดชอบคนอีกเป็นร้อย ทั้งพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้า ช่วงแรกๆ ยอมรับว่ายากมาก แต่ก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ จนดีขึ้นมาก”

มาถึงวันนี้ จุ้มจิ้มยอมรับว่า ยังสนุกกับงานที่ทำ แต่ก็ยังรักงานในวงการบันเทิง ถ้ามีโอกาสเข้ามา ก็ยังเปิดรับ “บทบาทที่จุ้มจิ้มอยากลองมากที่สุด คือ บทร้าย จะในรูปแบบไหนก็ตาม (ยิ้ม) อยากรู้ว่าจะร้ายได้มั้ย เพราะหลายคนบอกว่าจุ้มจิ้มคงแสดงบทร้ายไม่ได้ ส่วนเป้าหมายกับธุรกิจศูนย์การค้า ในอนาคตเรามีแผนจะขยายการขายและจัดส่งไปยังประเทศใกล้เคียงอย่างเวียดนามและลาว เพราะเรามองว่าการทำธุรกิจออนไลน์ สามารถเติบโตได้อย่างไม่มีขีดจำกัด”

ในฐานะผู้บริหารหญิงที่ต้องรับบทบาทดูแลอาณาจักรช็อปปิ้ง ที่เป็นหนึ่งในตำนานของหาดใหญ่ แถมยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่แตกไลน์ออกมา ถามว่าเธอมีวิธีบริหารความเครียดและความท้าทายที่เข้ามาอย่างไร… “เมื่อก่อนเวลาผิดหวัง เจอปัญหา หรือพบกับความล้มเหลว จะเครียด ร้องไห้ ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลมาแล้วก็มี แต่หลังๆ พอหันมาปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ ก็ช่วยได้เยอะ

ทุกวันนี้เวลาเจอปัญหา หรืออุปสรรค เราท้อยากขึ้น ดราม่าน้อยลง (ยิ้ม) ปัญหาเดิมที่แต่ก่อนเคยเครียดระดับ 10 ตอนนี้เหลือ 3 เพราะเรามีสติ บางครั้งเจอความล้มเหลวก็แค่ปล่อยไป อีกอย่างที่สำคัญมาก คือ การมีคู่ชีวิตที่ดี เหมือนมีที่ปรึกษาที่ดี จากนี้เราไม่ต้องเก็บปัญหาคนเดียว เพราะมีคนที่ไว้ใจเป็นที่ปรึกษา”

สำหรับไลฟ์สไตล์วันว่าง สาวสวยบอกว่าตอนนี้เสพติดออกกำลังกาย จากเดิมไม่ค่อยได้เข้ายิม ตอนนี้กลายเป็นเข้ายิมสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่วนวันว่างที่เหลือ เธออุทิศให้กับการเดินห้าง เพราะสำหรับคนที่อยู่ในวงการห้างอย่างเธอ การเดินห้างไม่ใช่แค่การเดินดูของสวยๆ งามๆ แต่เพื่อศึกษาเทรนด์ใหม่ๆ แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ การจัดวางเลย์เอาต์ของแต่ละห้าง การใช้ไฟ ใช้สี การให้บริหาร การตั้งชื่อแผนกต่างๆ ฯลฯ เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง

“จากประสบการณ์ที่เดินทางมาไม่น้อย จุ้มจิ้มว่า ห้างไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ห้างไทยเรารวมไลฟ์สไตล์ทุกอย่างมาไว้จุดเดียวอย่างแท้จริง ปกติห้างในประเทศอื่นๆ เขาขายของอย่างเดียว แต่ของเรามีทั้งมีคลินิกทำหน้า ทำฟัน ฯลฯ เรียกว่าเดินเล่นในห้างกรุงเทพฯ เพลินมาก ทุกสัปดาห์มีอะไรใหม่ๆ มาให้ดูตลอด”

สำหรับอนาคต จุ้มจิ้มทิ้งท้ายว่า เธอมีแผนจะทำธุรกิจส่วนตัว อาจจะเป็นธุรกิจเสื้อผ้า จิวเวลรี่ และสกินแคร์ เพิ่มขึ้นมา “ยุคนี้ใครๆ ก็สร้างแบรนด์ได้ ในเมื่อเรามีไอเดียเราก็สามารถสร้างแบรนด์ของตัวเอง แล้วอาจจะวางขายในช่องทางของเรา อย่างห้างไดอาน่าได้ (ยิ้ม) ตอนนี้เราก็กำลังดูๆ อยู่ค่ะว่าจะลงตัวที่โปรเจกต์ไหนก่อน”

เอชไอวี ไม่น่ากลัวแต่ต้องตระหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577790

  • วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

เอชไอวี ไม่น่ากลัวแต่ต้องตระหนัก

เรื่อง วรธาร

ตอนนี้คนไทยเรากังวลกับมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีการตื่นตัวในการหามาสก์ หรือหน้ากากอนามัยมาใส่ป้องกันฝุ่นกันควั่ก ถึงขนาดมีการทำฝนเทียมเพื่อไม่ให้ฝุ่นกระจายตัว บางคนกังวลกับอุบัติภัยและอุบัติเหตุ กังวลต่อปัญหาสุขภาพจากอาหารการกิน แต่เราไม่ควรลืมความใส่ใจเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะเซ็กซ์กับมนุษย์คือของคู่กัน

แม้วันเอดส์โลก (1 ธ.ค.ของทุกปี) จะผ่านมาแล้ว แต่โรคนี้ยังไม่ได้หายไปจากโลก กรมควบคุมโรคกำหนดคำขวัญวันเอดส์โลกไว้ว่า “Know Your Status : ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ยุติเอดส์” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้รู้และเข้าใจในเรื่องของเอชไอวีและเอดส์

นานาประเทศมีเป้าหมายมุ่งยุติปัญหาเอดส์ร่วมกันภายในปี 2573 ซึ่งมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ให้เหลือไม่เกินปีละ 1,000 คน ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ให้ไม่เกินปีละ 4,000 คน ลดการรังเกียจและการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศสภาพลงจากเดิม 90%

กรมควบคุมโรค ระบุว่า การทำให้คนที่มีความเสี่ยงทุกคนเข้าถึงการตรวจเลือด และหาเชื้อเอชไอวีได้เร็ว เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ส่งเสริมการรักษาได้เร็ว ช่วยให้ผู้ติดเชื้อใช้ชีวิตและอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ แม้ว่าผู้คนจะได้รับการศึกษา การสอน และการเตือนอยู่เสมอๆ ในทุกช่องทางสื่อสาร ทว่าเราต่างยังคงขาดความตระหนัก

โอกาสที่จะติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุด คือ การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดหรือทวารหนักกับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกันหรือรับประทานยาต้านเชื้อเอชไอวี รวมทั้งการใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์เตรียมฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

ขณะสาเหตุอื่นๆ ก็มีอย่าง การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ ระหว่างการคลอด หรือผ่านการให้นมบุตร โดยจะมีความเสี่ยงสูง หากมารดาไม่ได้รับประทานยาสำหรับรักษาหรือต้านเชื้อเอชไอวี และผู้ที่ทำงานกับอุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนเชื้อเอชไอวี เช่น เข็มฉีดยา หรือของมีคม

สำหรับสาเหตุที่จะติดเชื้อเอชไอวีได้น้อยมาก (แต่ก็ยังรับเชื้อได้) ก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก การได้รับเลือด หรือการปลูกถ่ายอวัยวะจากผู้ติดเชื้อ การถูกกัดที่รุนแรงจนมีเลือดไหลหรือแผลฉีกขาดโดยผู้ติดเชื้อ การสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อเอชไอวีกับบริเวณที่เป็นแผลหรือเยื่อเมือกบุผิว และการจูบแบบเปิดปาก หากทั้งสองฝ่ายมีแผลหรือมีเลือดออกตามไรฟัน และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเชื้อเอชไอวี อีกฝ่ายอาจติดเชื้อได้ แต่เชื้อเอชไอวีนั้นไม่ติดต่อกันผ่านน้ำลาย

“ข้อเท็จจริงข้างต้น ไม่ได้ต้องการให้ใครกลัว กังวล หรือเป็นทุกข์กับการใช้ชีวิต แต่คุณต้องรอบคอบ ระแวดระวัง และรู้จักป้องกันเสมอ ไม่เอาชีวิตและสุขภาพไปเสี่ยงกับเพศสัมพันธ์แบบขาดสติและขาดการป้องกันเด็ดขาด ที่สำคัญจำเป็นต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

แม้ว่าเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม ต้องหมั่นออกกำลังกาย และรับประทานอาหารหลักให้ครบหมู่ รับประทานอาหารเสริม วิตามิน เกลือแร่ และสารจำเป็นตามความเหมาะสมของร่างกายแต่ละคน ข้อย้ำว่าเอชไอวีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ที่ต้องทำคือควรตระหนักไว้เสมอว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไร ไม่ปล่อยให้ความประมาทอยู่เหนือสติ” ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ทีมนักวิจัยจาก Operation BIM กล่าวปิดท้าย

ตามไปเข้าแคมป์ เด็กหัวการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577678

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

ตามไปเข้าแคมป์ เด็กหัวการค้า

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เดินหน้าโครงการ “แคมป์ผู้ประกอบการรุ่นเล็ก…เด็กหัวการค้า” ปีที่ 5 เปิดโอกาสเยาวชนจากทั่วประเทศ ได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 20 ล้านบาท “Teenทำ” ถือโอกาสตามน้องๆ ไปเข้าแคมป์ และร่วมยินดีกับผู้คว้าชัยรางวัลใหญ่ “พรทิภา รักแดง” วัย 17 ปี ไปคุยกับน้องกันเลยดีกว่า

พรทิภา รักแดง (น้ำ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จ.สุราษฎร์ธานี ตัวแทนทีมผู้ชนะเลิศ เล่าว่า ทีมได้นำเสนอโครงงานเรื่องไม้เท้าอัจฉริยะสำหรับผู้พิการด้านสายตาและผู้สูงอายุ ภายใต้แนวคิดว่า อยากให้ผู้พิการทางสายตา รวมทั้งผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ตอบสนองโจทย์อนาคตเรื่องสังคมสูงวัย ที่เราจะไม่ทิ้งผู้ใดไว้เบื้องหลัง

“เราอยากทำในสิ่งที่ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาด้านสายตาหรือผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถทำทุกสิ่งได้เหมือนกับคนทั่วไป นำโจทย์นี้มาช่วยกันคิดในลักษณะของมายด์แมพปิ้งหรือแผนที่ความคิด ระดมสมองและค้นคว้าหาเครื่องมือทั้งหมดที่เราต้องใช้ นี่คือจุดเริ่มต้น”

สำหรับไม้เท้าอัจฉริยะ ตั้งเป้าให้เป็นเสมือน “ดวงตา” ของทั้งเจ้าของไม้เท้าผู้ใช้งานเอง และทั้งของญาติมิตรด้วย พรทิภา เล่าว่า ตัวไม้เท้าจะมีจีพีเอสเป็นเซ็นเซอร์คอยจับสัญญาณสิ่งกีดขวาง ผู้ใช้สามารถเดินไปตามทางได้อย่างอิสระ เพราะมีเซ็นเซอร์จับสิ่งกีดขวางในรัศมี 10 เมตร ถ้ามีสิ่งกีดขวางก็จะมีเสียงเตือนอัตโนมัติจากหูฟังที่ทำงานควบคู่กับไม้เท้า หรือในกรณีพลัดหลง ก็ยังมีจีพีเอสที่หูฟัง ซึ่งบ่งชี้พิกัดได้อีกชั้นหนึ่ง

“หลายครั้งที่ผู้สูงอายุมีปัญหาหายตัวหรือพลัดหลงกับญาติ อาจถึงขั้นประสบอุบัติเหตุที่ร้ายแรง แต่เพราะไม้เท้าอัจฉริยะที่บ่งบอกพิกัดอย่างแม่นยำ คราวนี้ไม่ว่าพวกเขาไปไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่ตรงจุดไหน ก็ไม่เป็นปัญหาอีก”

พรทิภา เล่าว่า ภายในกล่องไม้เท้าอัจฉริยะ ประกอบด้วย ไม้เท้า 1 อัน น้ำหนักเพียง 0.6 กรัม หูฟังไร้สาย (บลูทูธ) 1 อัน อุปกรณ์ทั้งสองใช้คู่กัน โดยทั้งคู่จะติดสัญญาณ GPS ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังแอพพลิเคชั่นทางมือถือสมาร์ทโฟน สำหรับญาติหรือบุคคลในครอบครัวจะได้เช็กตรวจสอบตำแหน่งของผู้ใช้ไม้เท้าอีกทางหนึ่ง ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน

“ในกรณีที่ผู้พิการและผู้สูงอายุทำไม้เท้าหาย หล่น หลงลืม หรืออะไรก็ตาม แต่ระหว่างนั้นยังใส่หูฟังอยู่ ตัว GPS ที่ฝังอยู่ในส่วนหัวของบลูทูธจะแจ้งไปยังแอพพลิเคชั่นที่มือถือ ซึ่งจะทำให้ญาติทราบทันทีในแบบเรียลไทม์ว่า บุคคลคนนี้ได้อยู่ห่างจากไม้เท้าขนาดไหนแล้ว”

ความเป็นไปได้ทางการตลาดและการต่อยอดทางธุรกิจ พรทิภา เล่าว่า ไม้เท้าอัจฉริยะกำหนดราคาชุดละ 10,999 บาท แถมไม้สำลองในกล่องอีก 1 อัน รับประกันนาน 1 ปี ปัจจุบันแม้จะยังเป็นแผนทางธุรกิจ ทว่าในอนาคตเชื่อว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายได้จริง เพราะตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ ทีมยังมีแผนเขียนแอพพลิเคชั่นการใช้งานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องอื่นๆ ด้วย

พรทิภา เล่าถึงตัวเองว่า ความฝันคืออยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่แปลกพิเศษจากท้องตลาด เป็นสินค้าที่ไม่เคยมีไม่เคยทำ ตอบโจทย์ผู้บริโภค และประสบความสำเร็จในฐานะเจ้าของแบรนด์ ที่สำคัญอยากศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นมืออาชีพในการผลิตบุคลากรผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ อยากเรียนที่นี่เพื่อต่อยอดความฝันในการเป็นเจ้าของกิจการตัวเองต่อไป

“ขอบคุณมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่จัดโครงการดีๆ แบบนี้ ช่วยให้เยาวชนอย่างเราได้สามารถทำในสิ่งที่ท้าทายควบคู่ไปกับการเรียนได้ อยากฝากถึงรุ่นน้องๆ ที่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรืออยากสร้างธุรกิจที่คิดไว้ให้เป็นจริง การเริ่มต้นที่แคมป์หัวเด็กการค้าเป็นทางเลือกหนึ่ง ใบเบิกทางที่จะให้ความรู้และสร้างประสบการณ์ดีๆ ทำให้น้องๆ ไปสู่จุดที่คิดฝันไว้ และทำมันได้อย่างแน่นอน” พรทิภา เล่า

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า โครงการแคมป์เด็กหัวการค้าได้จัดขึ้นต่อเนื่อง 4 ครั้งแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 (11-13 ม.ค.) ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาก นักเรียนชั้นมัธยมปลายทั่วประเทศได้เรียนรู้แนวคิดในการนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ จาก IDE (Innovation Driven Entrepreneurship) ซึ่งเป็นหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology (MIT) สถาบันชั้นนำของโลก

“หลักสูตร IDE นี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะได้เรียนทุกคน ที่สำคัญยังมีสิทธิได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกว่า 20 ล้านบาท”

รศ.ดร.เสาวณีย์ เล่าว่า ในปัจจุบันเศรษฐกิจของไทย รูปแบบการทำธุรกิจและบริการได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีการนำนวัตกรรมเข้ามาเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืนให้กับสินค้าและบริการ ทำให้การเจริญเติบโตทางธุรกิจมีความหลากหลาย ถือเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและนักเรียนระดับสายวิชาชีพทุกคน ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการรุ่นอนาคต

“วิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือเป็นพันธกิจหลักในการบ่มเพาะ และพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม Innovation Driven Entrepreneur ให้มีความรู้และทักษะความสามารถ ขณะเดียวกันก็เสริมอาวุธและความได้เปรียบเพื่อการแข่งขันยุคไทยแลนด์ 4.0”

รศ.ดร.เสาวณีย์ เล่าว่า นอกจากนักศึกษาแล้ว วิทยาลัยผู้ประกอบการยังเห็นถึงความสำคัญของเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมในสายสามัญและสายอาชีพ ที่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการที่บริหารจัดการธุรกิจของตัวเอง จึงเป็นที่มาของโครงการแคมป์ผู้ประกอบการรุ่นเล็ก…เด็กหัวการค้า สร้างโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ

ความโดดเด่นของแคมป์เด็กหัวการค้าคือ หลักสูตรขั้นครีมจากเอ็มไอที เด็กๆ ที่เข้าค่ายจะได้รับประสบการณ์ที่ทำให้พวกเขาได้ใช้ความคิด และเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ที่สำคัญคือการคิดนอกกรอบ พัฒนารูปแบบการทำธุรกิจที่ผสมผสานกับนวัตกรรมอย่างจริงจังในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อไปให้ไกลที่สุดด้วยเทคโนโลยีโลกยุคใหม่

สำหรับ IDE ฉบับแคมป์เด็กหัวการค้า ย่อมาจาก IDE 101 ขอขยับให้ฟังพอเป็นไอเดีย ตั้งแต่ Step Zero เริ่มตั้งแต่การสำรวจค้นหา (Exploration) การทดลอง (Experiment) และสุดท้ายคือการลงมือทำ (Execute) ทุกขั้นตอนมุ่งให้ผู้เรียนได้ลงพื้นที่ในการหาข้อมูล และค้นหาโอกาสการประกอบการด้วยตัวของตัวเอง

บรรยากาศในแคมป์ เน้นการทดลองในสถานการณ์ต่างๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันโดยเฉพาะปัญหาในทางปฏิบัติ การอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง จากนั้นเรียนรู้แนวทางการสร้างธุรกิจใน 24 ขั้นตอน (Disciplined Entrepreneurship)

แนวทางการสร้างธุรกิจ 24 ขั้นตอน ครอบคลุม 6 ด้านการทำธุรกิจ ประกอบด้วย 1.ลูกค้าของธุรกิจคือใคร 2.สินค้าและบริการสามารถทำอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง 3.ลูกค้าครอบครองสินค้าและบริการของธุรกิจได้อย่างไร 4.ธุรกิจจะสามารถทำเงินจากสินค้าและบริการได้อย่างไร 5.จะออกแบบและสร้างสินค้าและบริการอย่างไร 6.แผนการขยายธุรกิจเป็นอย่างไร

“เด็กๆ ในแคมป์เยาวชนรุ่นใหม่ สนุกกับการตอบคำถามเหล่านี้ ถ้าคุณตอบได้ คุณก็สร้างธุรกิจได้”

น้องๆ เยาวชนทั่วประเทศคนใด มีความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ต้องการสร้างธุรกิจด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ปีหน้าก็อย่าลืมมาเข้าแคมป์กับโครงการเด็กหัวการค้า วิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยนะ

เป็นคนกลางอย่างชาญฉลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577677

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

เป็นคนกลางอย่างชาญฉลาด

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ Pixabay

ในโลกการทำงานเราเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่ง หรือแม้แต่การนำเรื่องสำคัญจากผู้บริหารระดับบนขององค์กร มาสั่งงานลูกน้อง ก็ถือเป็นการประสานงานทางอ้อมอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารฝากให้เรารับผิดชอบ แต่จะสื่อสารอย่างไร ให้เกิดการทำงานอย่างราบรื่นให้มากที่สุด วันนี้เรามีเคล็ดลับมาฝากกันครับ

1.ทำความเข้าใจในตัวงานทั้งระบบ

การประสานงานที่ดี ไม่ใช่เริ่มต้นที่การรู้จักจับประเด็นหรือตั้งคำถามให้เกิดความชัดเจนเมื่อได้รับคำสั่ง แต่คือความรู้ความเข้าใจในระบบงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รู้ระบบการทำงานในส่วนออฟฟิศและภาคสนามว่ามีรูปแบบการทำงานอย่างไร รู้ว่าปัญหาในการทำงานของแต่ละส่วนเป็นอย่างไร ถึงจะทำให้คุณเห็นภาพโครงการนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ

สิ่งที่คุณต้องทำ หากเป็นงานแรก ก็คือการลงมือเข้าไปดูการทำงานของแต่ละส่วน พูดคุยทำความรู้จักบุคลากรในแต่ละแผนก ไม่ใช่เพียงสอบถามเรื่องการทำงาน ระยะเวลาและสิ่งที่ต้องการ แต่ต้องเรียนรู้บุคลิกและเวลาในการทำงานของแต่ละคน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเลือกวิธีการประสานงานได้อย่างราบรื่น

2.ถามให้ชัดเจน

เมื่อเราเห็นภาพการทำงานทั้งระบบจะทำให้เรารู้ว่าควรจะถามคำถามอะไรต่อไปเมื่อได้รับคำสั่ง ต้องชัดเจนเรื่อง วัน เวลา ในการทำงาน ผู้รับผิดชอบในงานนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจให้ตรงกันกับผู้สั่งงาน หลายครั้งที่การทำงานผิดพลาดเกิดจากความเข้าใจไม่ตรงกัน สิ่งที่เราคิดว่าเข้าใจดีแล้วอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่ผู้ส่งสารกำลังต้องการสื่อ

อย่าลืมว่า เราต่างมีประสบการณ์ และรูปแบบความเข้าใจในการสื่อสารที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นคำถามจะต้องย้ำชัดเจน อัดเสียงไว้ได้ก็ดี อะไรที่คิดว่ายังไม่ชัดเจนควรถามให้เรียบร้อยแต่แรก หลายครั้งเมื่อเราถามหน้างานก็อาจจะแก้ไขได้ยากแล้ว

3.คอนเฟิร์มด้วยอีเมลหรือไลน์

เมื่อเราเริ่มติดต่อประสานงาน สิ่งที่เราควรทำเป็นลำดับต่อมาคือการคอนเฟิร์มเวลาและขั้นตอนในการทำงานให้ตรงกัน ด้วยการส่งอีเมลหรือข้อความในกล่องไลน์ เป็นการคอนเฟิร์มเวลาและขั้นตอนในการทำงานให้ตรงกัน บางครั้งผู้รับงานอาจจะติดหลายภารกิจที่ต้องคิดต้องทำ และยังอีกนานกว่างานใหม่จะเริ่ม ทำให้การจำคลาดเคลื่อนไปได้บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติ เราสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ด้วยการส่งข้อความยืนยันและรายระเอียดต่างๆ ไปให้

เมื่อใกล้ถึงเวลาเริ่มงานประมาณ 3 วัน เราค่อยโทรสอบถามความเตรียมพร้อมก่อนเริ่มงานอีกครั้ง เพื่อป้องกันการลืมงาน และหากยังไม่ได้เตรียมพร้อมก็ยังมีเวลาให้แก้ไขปัญหาอยู่

4.อย่าเป็นหนังหน้าไฟ

คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะเป็นผู้ประสานงานสักเท่าไรนัก เพราะเมื่อเกิดปัญหาหน้างาน เราอาจจะกลายเป็นคนที่ต้องรับคำติจากทุกฝ่าย คล้ายกับว่าเราเป็นเจ้าของโปรเจกต์ที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างเลยทีเดียว ทางแก้ของปัญหานี้ให้จำไว้เลยว่า ทุกครั้งที่เกิดปัญหาหน้างาน หากไม่เป็นไปตามข้อตกลงให้ยืนยันด้วยเอกสารจากอีเมลหรือข้อความที่ตกลงกันไปก่อนหน้านั้น เอกสารที่อ่านร่วมกันทุกฝ่าย จะเป็นยันต์ชั้นดีที่ทำให้เรารอดจากคำครหา นี่คือประโยชน์อีกอย่างของการยืนยันข้อตกลงในการทำงานร่วมกันด้วยลายลักษณ์อักษร

หากยืนยันด้วยเอกสารแล้วผู้ปฏิบัติงานเกิดอารมณ์ไม่พอใจอย่างรุนแรง และทำท่าจะต่อว่าเรา ให้ดึงผู้บังคับบัญชา หรือเจ้าของโปรเจกต์เข้ามาพูดคุยด้วยทันที ในฐานะคนที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด ว่าจะแก้ไขปัญหาต่อไปอย่างไร

ที่สำคัญในโลกการทำงานน้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก คิดไว้เสมอว่าต้องทำงานให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอ

5.เจรจาอย่างสุภาพ

ทำงานเก่ง ทำให้ก้าวหน้า ความสุภาพทำให้เข้ากันได้กับทุกคน สิ่งสำคัญที่สุดในการประสานงาน คือการขอความร่วมมืออย่างสุภาพ

ดังนั้น การพูดคุยครั้งแรกอย่างสุภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเปิดใจคนให้อยากทำงานด้วย แต่หลังจากนั้นเมื่อเกิดความสนิทสนมจะเปลี่ยนสรรพนามเรียกก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ขอให้ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นก็พอ

เคล็ดลับง่ายๆ แค่ลงท้ายบางประโยคด้วยคำว่า ครับ ค่ะ ด้วยน้ำเสียงปกติก็ทำให้รู้สึกความสุภาพและการให้เกียรติอีกฝ่ายด้วยคำพูดได้แล้ว

สืบสานศิลปะไทยล้ำค่า ณ บ้านปลายเนิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577675

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

สืบสานศิลปะไทยล้ำค่า ณ บ้านปลายเนิน

เรื่อง  วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความเจริญของการสร้างคอนโดมิเนียมกลางใจเมือง ส่งผลกระทบต่อโบราณวัตถุอันทรงคุณค่านับร้อยๆ ปีเป็นอย่างมาก อย่าง พิพิธภัณฑ์ตำหนักปลายเนิน หรือ วังคลองเตย ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 ที่ทายาทสายตรงของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทำเรื่องคัดค้านการก่อสร้างคอนโดมิเนียมหรู สูง 36 ชั้น ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ ด้วยกังวลว่าอาคารเก่าทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่มีอายุเกือบ 100 ปี และวัตถุโบราณต่างๆ อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะตำหนักอยู่ใกล้จุดก่อสร้างเพียง 17 เมตรเท่านั้น ยังไม่นับผลด้านภูมิทัศน์และมลภาวะทางเสียงอีกต่างหาก

ด้วยเหตุผลข้อนี้ ราชสกุลจิตรพงศ์ นำโดย ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ พระทายาทรุ่นที่ 3 ผู้ดูแลรักษาและสืบทอดร่วมกับทายาทรุ่นที่ 4 ม.ล.ตรีจักร จิตรพงศ์ และ ม.ล.จิตตวดี จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นที่ 4 ของบ้านปลายเนิน ร่วมกันจัดงาน “ศาสตร์ ศิลป์ สืบสอน ณ บ้านปลายเนิน” พาย้อนอดีตของสถานที่ทรงคุณค่าสู่โครงการพัฒนาบ้านปลายเนินยุคใหม่ ตลอดจนการสืบต่อพระปณิธานโดยพระทายาทในแต่ละรุ่น

บ้านปลายเนิน ทรงคุณค่า

บ้านปลายเนิน เรียกขานกันว่า วังคลองเตย เป็นหมู่อาคารเรือนไทยทรงศาลาการเปรียญ เป็นพระตำหนักส่วนพระองค์ ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่รู้จักกันดีในพระสมัญญาว่า นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม และสมเด็จครู ปัจจุบันบ้านปลายเนินทำนุบำรุงโดยทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ ตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ตำหนักปลายเนิน เป็นพื้นที่สอนและแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทยให้คงอยู่ชั่วลูกหลาน

ราชสกุลจิตรพงศ์ นำโดย ม.ร.ว.จักรรถ พระทายาทผู้อาศัย สืบทอด และดูแลรักษาบ้านปลานเนิน อันเคยเป็นที่ประทับในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เล่าพระประวัติของสมเด็จปู่ไว้ว่า ประสูติเมื่อปี 2406 ณ พระตำหนักในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งหมด 82 พระองค์ พระมารดาคือ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย และทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ เนื่องจากทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าจิตรเจริญ อันเป็นชื่อที่รัชกาลที่ 4 พระราชบิดาพระราชทานให้

พระปรีชาด้านศิลปะเจ้าฟ้านริศฯ

ม.ร.ว.จักรรถ เล่าว่า ในปี 2506 อันเป็นปีครบรอบ 100 ปี การประสูติองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาติ สมเด็จปู่ทรงได้รับการยกย่องให้พระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก นับเป็นบุคคลที่ 2 ของไทยที่ได้รับเกียรตินี้ โดยพระปรีชาด้านศิลปะของพระองค์ เริ่มตั้งแต่พระชนมายุเพียง 12 พรรษา ทรงวาดภาพสุริยุปราคาเมื่อครั้งตามเสด็จพระราชดำเนินพระราชบิดาไปชมที่หว้ากอ เมื่อปี 2411 และทรงเขียนภาพสุริยุปราคาได้งดงามมาก

นอกจากนี้ พระองค์ยังพระปรีชาในด้านงานศิลปะสาขาต่างๆ ทรงมีความคิดก้าวล้ำนำสมัยมากๆ เช่น ฝีมือการออกแบบด้านสถาปัตยกรรม พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วัดราชาธิวาส รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านใน ขณะที่ผลงานด้านจิตรกรรม อาทิ ภาพโพนช้าง ผลงานด้านวรรณกรรมและการประพันธ์เพลง อาทิ เพลงเขมรไทรโยค เนื้อเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นต้น

“ทรงออกแบบพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และยังทรงนิพนธ์เพลงเขมรไทรโยค ทรงนิพนธ์เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงเคยวาดภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เพื่อถวายแด่รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งพระทัยจะเขียนเป็นของขวัญทูลเกล้าฯ คล้ายวันพระราชสมภพ ครบ 3 รอบ ทรงเขียนภาพพระอินทร์ไม่ใช่แบบโบราณ ไม่มีพระวรกายสีเขียว แต่ทรงเขียนพระวรกายของพระอินทร์ให้มีสีเรืองเขียว มีแสง เงา กล้ามเนื้อชัดเจนมาก”

นอกจากนี้ ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของ กอร์ราโด เฟโรจี หรือ อ.ศิลป์ พีระศรี ศิลปินชั้นเยี่ยมชาวอิตาเลียน ที่เดินทางเข้าประเทศไทยโดยทางเรือ แต่เมื่อเขาเดินทางถึงประเทศไทยพบแต่ความไม่ต้องการของขุนนางไทย ที่จะมาให้ทำงานศิลปะถวายพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมมหาราชวัง

“เฟโรจีจึงไปปรึกษากับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงรับสั่งว่า มีวิธีช่วยท่านคือ ให้ปั้นฉัน โดยทรงถอดฉลองพระองค์ออก และทรงนั่งให้เฟโรจีปั้นพระองค์ ถือเป็นภาพเหมือนชิ้นแรกที่เฟโรจีปั้นในไทยเลย พอปั้นเสร็จ ขุนนางทั้งปวงก็ไม่เข้าใจ ว่าปั้นไม่ใส่ฉลองพระองค์ จึงรับสั่งต่อว่าเราจะเก็บภาพที่ 1 ไว้อย่างดีไม่ให้ใครได้เห็น และให้เฟโรจีปั้นครั้งที่สอง ทรงใส่ฉลองพระองค์ปิดพระสอ ที่มีความงาม เก็บรักษาในปัจจุบัน ณ พระตำหนักปลายเนิน กลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นสำคัญมาก”

ทางด้าน ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ เล่าถึงการช่วยสืบสานศิลปะไทยว่า ปัจจุบันตำหนักปลายเนินได้ใช้เป็นสถานที่จัดงานวันนริศฯ โดยมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จัดเป็นประจำทุกวันที่ 28 เม.ย. และเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าชมบ้านปลายเนนินได้ในวันที่ 29 เม.ย. และมีการมอบรางวัลนริศตั้งแต่ปี 2506 ผู้ได้รับรางวัลนริศในอดีต ทุกวันที่ 28 เม.ย. หลายคนได้กลับมาสู่บ้านปลายเนิน เพื่อสอนรำไทย โขน และดนตรี และมีการมอบทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนศิลปะไทย เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1.5 หมื่นคน

บ้านปลายเนิน การอนุรักษ์ของคนรุ่นใหม่

ม.ล.ตรีจักร จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลน กล่าวถึงบ้านปลายเนินยุคใหม่ คือช่วงที่ไม่มีเจ้านายคนใดอาศัยอยู่แล้ว ทายาทรุ่นหลังๆ เข้ามาดูแลศิลปวัตถุ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการหาเหตุผลเบื้องหลังในพระอัจฉริยภาพ รวมทั้งการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เพิ่งค้นพบจากพระตำหนักที่ประทับ เช่น การเริ่มสืบค้นของใช้ส่วนพระองค์และศิลปวัตถุที่ทรงสะสมไว้ในตำหนักตึก

“บ้านปลายเนินยุคใหม่เริ่มเมื่อปี 2555 ก่อนงานทำบุญครบ 150 ปี วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในปี 2556 ปีนั้น ม.จ.หญิง กรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดาองค์สุดท้ายที่ประทับบ้านปลายเนิน ได้อนุญาตให้ทายาทรุ่นเหลน นำโดย ผศ.ดร.ม.ล.จิตตวดี จิตรพงศ์ (พี่สาว ม.ล.ตรีจักร) เปิดหีบห่อที่บรรจุวัตถุโบราณที่ทรงสะสม และของใช้ส่วนพระองค์กล่องแรก มีการบันทึกภาพและเรื่องราวแบบร่างฝีพระหัตถ์ทั้งหมด เพื่อนำมาทำหนังสือจำหน่ายในนามมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ ในวาระครบรอบ 150 ปี

ในฐานะทายาทรุ่นหลานและรุ่นเหลนในราชสกุลจิตรพงศ์เข้ามาดูแลพื้นที่แห่งนี้ รวมถึงค้นหาศิลปวัตถุโบราณที่เก็บไว้ในตำหนักตึก ที่ประทับแห่งสุดท้าย เหมือนไทม์แคปซูลเก็บเรื่องราวของบ้านปลายเนินยุคต้นจนถึงยุคสอง บรรจุอยู่ในห้องบรรทม ชั้น 2 ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปิดไทม์แคปซูลเหล่านั้นและเปลี่ยนแปลงบ้านปลายเนิน

นอกจากงานฝีพระหัตถ์ ยังพบสิ่งของที่น่าสนใจ คือ สมุดบันทึก ที่เปิดออกมาพบเรื่องราวที่พระองค์ท่านทรงเขียนไว้ เช่น ภาพสเกตช์พระอาทิตย์ชักรถ ผมรู้สึกสนุก มีหน้าที่สืบค้นว่าคือผลงานชิ้นใดในประเทศไทย เอกสารต่างๆ เล่าเรื่องราวการออกแบบที่มาที่ไปของการออกแบบงานของพระองค์มากมาย”

ตั้งแต่การค้นหาโบราณวัตถุในพระตำหนัก ทำให้การจัดนิทรรศการในวันนริศเปลี่ยนไป คือ เหล่าทายาทพยายามหาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากสมุดบันทึกของต้นตระกูลมาจัดแสดง เช่น ภาพร่างด้านหนึ่งของวัดราชาธิวาส หนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมสำคัญ แล้วยังมีภาพร่างพระอาทิตย์ชักรถในพระที่นั่งบรมพิมาน ทั้งยังพบพระราชหัตถเลขาติดต่อกับบุคคลอื่นๆ ตั้งแต่ช่างจนผู้ว่าจ้างงาน เอกสาร ซึ่งเล่าที่มาผลงานออกแบบ

“เช่น จดหมายถึงกรมขุนนริศพระยศขณะนั้น เป็นพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 พระราชทานคำแนะนำการออกแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ ให้ใช้วัสดุใหม่ เป็นที่มาของการสร้างด้วยหินอ่อน หน้าบันให้ผสมกระจกสเตนกลาส หลังได้รับจดหมายฉบับนี้แล้ว กรมขุนนริศสร้างสรรค์ผลงานชุดภาพหน้าต่างพระอุโบสถวัดเบญฯ ผูกเป็นเรื่องพร้อมคำอธิบายถึง 10 ด้าน”

ต่อมาราวปี 2559 พระธิดาพระองค์สุดท้ายสิ้นชีพิตักษัย ทายาทบ้านปลายเนินเริ่มพัฒนาบ้านปลายเนิน มีการเปิดตำหนักไทยให้ประชาชนเข้าชมและได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยวันนริศปี 2560 มีผู้เข้าชมตำหนักไทยมากกว่า 2,000 คน ส่งผลให้สภาพทรุดโทรม จึงเป็นที่มาของการซ่อมตำหนักไทย มีพิธีบวงสรวง ทำทะเบียนและตรวจสอบศิลปวัตถุทั้งหมด พบมุมมองใหม่ๆ เช่น ศีรษะโขนพระลักษณ์ไม่เขียนลาย แต่เป็นลายปั้นประดับต่างจากชิ้นอื่น ประติมากรรมยักษ์ทำด้วยไม้ มีทั้งสิ้น 6 ชิ้น เดิมตั้งอยู่ในมุมที่ไม่แสดงสีสันความงามของศิลปวัตถุ ก็ต้องมาหาที่จัดแสดงใหม่ในโอกาสต่อๆ ไป เป็นต้น

“เราค้นพบหนังสือที่พระองค์ท่านทรงเก็บรวบรวมไว้ ทุกเล่มอายุเกิน 100 ปี หากเปิดเผยชื่อหนังสือจะเป็นประโยชน์ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา เพราะท่านได้ทรงศึกษาสรีระของมนุษย์ นอกจากนี้ เราค้นพบของใช้ส่วนพระองค์มากมาย ศิลปวัตถุทรงสะสม อย่าง หัวโขน ภาพรูปที่ 4 ที่วาดโดยเฟโรจี ซึ่งเราจะนำสิ่งของที่ค้นพบใหม่มาทำการแสดงเพิ่มเติม” ม.ล.ตรีจักร กล่าวถึงความตั้งใจจะอนุรักษ์ให้บ้านปลายเนินเป็นสถานที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย

“โครงการที่ได้เริ่มแล้วคือการบูรณะซ่อมแซมตำหนักไทย ให้อาคารนี้อยู่ไปตราบนานเท่านาน พัฒนาสวน คูคลอง งานระบบระบายน้ำให้กลับมา และสิ่งที่สามคือปรับปรุงระบบไฟฟ้าแสงสว่างปรับเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัย และหนุนการแสดงศิลปวัตถุให้ดีขึ้น ซึ่งจะเสร็จพร้อมจัดงานวันนริศปี 2562 นี้”

โครงการต่อไปคือ การซ่อมแซมตำหนักตึกหลัง เพื่อรองรับสิ่งของที่ค้นพบใหม่ และเดิมเปิดให้เข้าชมปีละครั้ง วันข้างหน้าจะสามารถเข้าชมได้เพิ่มขึ้นในแต่ละปีก็เป็นได้ นี่คือบ้านปลายเนินยุคใหม่สำหรับ ม.ล.ตรีจักร

ด้าน ม.ล.จิตตวดี กล่าวในฐานะทายาทผู้ดูแลรักษาว่า จะนำผลงานทรงคุณค่าชิ้นใหม่ๆ ที่ได้ค้นพบที่ตำหนักตึก เช่น ผลงานฝีพระหัตถ์ชิ้นสำคัญมาจัดแสดงต่อสาธารณชน รวมถึงโถใส่เศษเล็บ ที่ยังเก็บอย่างดีไว้ในห้องบรรทมของพระองค์ในตำหนักตึก และโบราณสถานชิ้นอื่นๆ ที่ผู้คนสามารถเข้ามาศึกษาศิลปวัตถุ รวมถึงการเปิดให้เข้าชมการสร้างตำหนักตึกที่มีความแยบยลของการสร้างรอกใส่ของลำเลียงของจากชั้น 1 มาชั้น 2 และสิ่งต่างๆ อันทรงคุณค่าอื่นๆ เก็บรวบรวมไว้ในตำหนักตึกอีกมากมาย รอค้นพบเพื่อนำมาจัดเป็นนิทรรศการวันนริศครั้งต่อๆ ไป

“สมบัติล้ำค่าต่างๆ ส่วนใหญ่ที่เก็บไว้ในตำหนักตึก ซึ่งหากมองไปด้านโรงเรือนมินต์สีเขียว เมื่อมีอาคารมาตอกเสาเข็มจริงๆ ซึ่งอยู่ใกล้ตำหนักตึก อยู่ห่างไปแค่ระยะ 17 เมตร เราต้องเร่งขนสิ่งของโดยเร็ว สิ่งที่สูญเสียคือประวัติศาสตร์และตำแหน่งการวางสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความละเอียดอ่อนมากๆ ของการอนุรักษ์ ต้องมีการจดบันทึกตำแหน่งวางสิ่งของอันทรงคุณค่า ต้องใช้เวลา ถ้าไม่ทำประวัติศาสตร์ส่วนนี้จะสูญหายไป” ม.ล.จิตตวดี ทิ้งท้าย

ข้อดีของการปั่นจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577676

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

ข้อดีของการปั่นจักรยาน

เรื่อง : มีนา ภาพ : AFP

การปั่นจักรยานเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมานานกว่า 10 ปีแล้ว เป็นชนิดกีฬาที่สามารถทำคนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งก๊วนเพื่อน ไลฟ์เซ็นเตอร์ สวนลุมพินี แนะนำถึงข้อดีของการปั่นจักรยานมากมาย เช่น

1.การเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย การปั่นจักรยานจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือการเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญพลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วยค่ะ

2.ช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น จะมีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัดหลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

3.ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus เป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี

4.ช่วยลดโรคความดัน โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่างๆ นอกจากนั้น ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำ ที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

5.การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

6.การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร Endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

7.ช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เริ่มมองหาจักรยานตั้งแต่เห็นข้อดีข้อแรกแล้วละค่ะ ก็เบิร์นได้ดีขนาดนั้น คงไม่ต้องไปมองหาวิธีออกกำลังกายประเภทอื่นอีกแล้ว จักรยานนี่ละค่ะ ทางออกที่ดีเลย

ที่สำคัญ สำหรับสาวๆ อย่าปรับอานจักรยานให้เตี้ยจนเกินไป ให้ใช้ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือในจังหวะที่ปั่นขาลงให้เท้ายืดได้เกือบสุดโดยเข่าไม่งอมาก และพยายามอย่าใช้เกียร์ที่หนักจนเกินไป เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุของน่องที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ปรับอานให้พอเหมาะ ใช้ความเร็ว และเกียร์ที่ไม่หนักแรงจนเกินไป ปั่นให้สม่ำเสมอ รับประกันว่าได้น่องเรียวสวยเป็นของแถมอีกด้วย

เรื่องเล่า จากโรงเรียนกลางหุบเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577581

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 11:37 น.

เรื่องเล่า จากโรงเรียนกลางหุบเขา

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

“ภูเขาที่นี่ไม่สูงเท่าความฝันของเด็กๆ ในหมู่บ้านกลางหุบเขา ขึ้นมาบนนี้ทีไร มองลงไปเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ ‘ห้วยงู’ ทำให้คิดถึงเด็กๆ ในหมู่บ้าน เด็กด้อยโอกาสที่ไม่เคยต้องการอะไร นอกจาก ‘การศึกษา และโอกาสทางการศึกษา’ ไม่มีเงินก็อยากเรียน อยากรู้เหมือนคนอื่นเช่นกัน…ที่นี่ ศศช.หมู่บ้านห้วยงู (ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง ที่ถูกปิด ไร้ซึ่งครูสอน มีเพียงอาคารเรียนกับเด็กๆ)”

นี่คือบางส่วนของบันทึกก่อนกลับของ “ครูนินจา” ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่า ศศช.ห้วยงู ก็คือ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง ที่ดอยหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และครูนินจา ก็คือ คุณครูสุนันทา คีรีรักษ์ หรือครูสุ ของเด็กๆ ชาวเขาเผ่าราหู่ ผู้เขียน “เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้”

ครูสุเล่าให้ฟังว่า ผู้คนมากมายที่นี่เหมือนคนป่าที่ไม่มีบัตรประชาชน แต่ก่อนเคยมีครูที่ อบต.จ้างไว้ให้ขึ้นมาสอนที่นี่ แต่ตอนนี้ทาง อบต.ได้เลิกจ้างไป ระบุว่า เพราะเด็กๆ ไม่มีชื่อในระบบ ก็เหมือนตัดขาดการสอนเด็กๆ บนดอย ครูคนนั้นได้ติดต่อมาหาครูสุ บอกเล่าทุกอย่างจนครูสุต้องกลับมาที่นี่ เป็นที่มาของครูนินจาและกลุ่มครูอาสาที่ถือกำเนิดขึ้น

“ครูสุเป็นครูอาสา ที่ใส่ชุดนอนสอนนักเรียน โรงเรียนของเราเปิดเรียนตั้งแต่ 6 โมงเช้า เลิกเรียน 2 ทุ่ม ตื่นเช้าขึ้นมาทำกับข้าวหุงหาอาหาร เพื่อเตรียมให้นักเรียนได้กินอาหารเช้าพร้อมกับเรา เราต้องเป็นแม่ครัว เป็นเพื่อน เป็นแม่และเป็นพ่อ เป็นเกษตรกร เป็นหมอและเป็นบอดี้การ์ดให้กับเด็กๆ”

เด็กด้อยโอกาสอยู่ในสภาวะยากลำบาก ครูต้องเป็นแม่ครัวหุงหาอาหารให้เด็กกิน เป็นเพื่อนเพราะต้องเล่นด้วยกัน เป็นพ่อเป็นแม่เพราะต้องเป็นหูเป็นตาดูแลเวลาพ่อแม่เด็กหายไปทำงานไกลๆ เป็นเกษตรกรเพราะต้องไปเก็บมะม่วงปลูกผัก เป็นหมอเพราะต้องคอยทำแผล นอกจากนี้ยังเป็นบอดี้การ์ด ปกป้องเด็กๆ

ทำไมถึงต้องปกป้องเด็ก ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ณ ท่ามกลางหุบเขาอันลี้ลับ ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยนัก มีการลักลอบค้าขายสิ่งผิดกฎหมายชายแดน ไม่เฉพาะเด็กๆ ที่ต้องปกป้อง ครูและทีมอาสาก็ต้องระวังตัวเอง ครูนินจาใส่ชุดดำทะมัดทะแมงโพกศีรษะปิดบังหน้า (เหลือแต่ลูกนัยน์ตา) ก็เพราะสายตาที่มองมาอย่างระแวดระวังจับจ้อง ที่นี่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร รู้แต่ว่าไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยของใครได้

“เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้” เล่าถึง วิถีชีวิตของเด็กๆ บนโรงเรียนกลางหุบเขา ที่นี่เด็กๆ ดูแลกันเอง พี่ดูแลน้อง พ่อแม่ไปทำงานคราวหนึ่งก็ทิ้งลูกไป 4-5 วัน นักเรียนมีตั้งแต่อายุ 1-13 ปี เด็ก 9 ขวบแต่สามารถล้มวัวได้ทั้งตัว เชือดหมูมากินเล่น ยิงปลาหาหน่อไม้ ครูสุเป็นครูอาสาสอนที่ ศศช.ห้วยงูตั้งแต่ปี 2561 มีนักเรียน 45 คน ทั้งหมดติดครูมาก

“อยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมสังคมได้รู้ว่า เด็กบนนั้นเป็นยังไง เด็กบนนั้นไม่ได้ป่าเถื่อน เขาอยากเรียน อยากมีการศึกษา อยากมีอนาคตเหมือนคนอื่น”

ลูกศิษย์ทุกคนเป็นคนโปรด แต่ก็มีบางคนที่อยู่ในใจเสมอ คนแรกเล่าไว้ในเก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้ ด.ช.จะสอ เด็กชาวเขาเผ่าราหู่ที่พูดไทยชัดมากคนหนึ่ง เป็นเด็กดีมาก ทั้งดูแลน้องทั้งช่วยแม่ทำไร่ หาปลา หาหอย หากับข้าว หุงข้าว ดูแลบ้าน เวลาครูสุไปอยู่ห้วยงู ก็มีจะสอนี่แหละพาไปหาของมาทำกับข้าวกับปลากิน ครูสุอยู่ตรงไหน สอจะอยู่ตรงนั้น

“ทุกวันนี้ไม่ได้คิดว่า เด็กเหล่านี้ เป็นนักเรียน เป็นเด็กกำพร้าด้อยโอกาส แต่คิดว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เขาคือความสุขที่บริสุทธิ์ที่สุด กินอยู่ลำบากก็รู้ แต่ก็ยังอยากจะไปหา ไปเจอ เพราะอีกสิ่งที่สุรู้และได้รับจากเด็กๆ คือ ความรักจากพวกเขา ที่ส่งกลับมาเป็นรอยยิ้ม”

เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้ จัดพิมพ์กันเองในแวดวงอาสา หาซื้อได้ที่เพจ : subackpacker ครูสุอาสาแบกเป้เที่ยว

‘เปล่าเปลือย’ แสดงเดี่ยวโดย หริธร อัครพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577575

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 10:40 น.

‘เปล่าเปลือย’ แสดงเดี่ยวโดย หริธร อัครพัฒน์

โดย พริบพันดาว

นครเชียงใหม่ เป็นหัวเมืองใหญ่และทันสมัยสุดของภาคเหนือ ที่นี่มีการขับเคลื่อนทางศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ

ไกลออกไปจากตัวเมืองเชียงใหม่อีกนิด ไปที่ อ.แม่ริม มีศูนย์ศิลปะ “ตูดยุง” ซึ่งเคยอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ไปตั้งหลักที่นี่มาได้สักพัก ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมีการเปิดตัวนิทรรศการศิลปะที่น่าสนใจ คือ “BARE : เปล่าเปลือย” นิทรรศการแสดงเดี่ยวโดย หริธร อัครพัฒน์ และจัดแสดงไปยาวถึงวันที่ 10 ก.พ.นี้

หริธร ศิลปินรุ่นใหญ่วัย 58 ปี ทำงานต่อเนื่องมายาวนาน เขาจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โด่งดังขึ้นมาด้วยการพัฒนาเทคนิคการทำงานบนประติมากรรมสำริดที่มีรอยคร่ำอันเปี่ยมเอกลักษณ์ รูปทรงและสีสันที่ดิบกระด้าง สดใสเจิดจ้า ที่ใช้ในผลงานประติมากรรมและจิตรกรรมของหริธร เชื้อเชิญให้ผู้ชมหวนกลับมาเชื่อมโยงกับอารมณ์

มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะตูดยุง ได้เขียนถึงนิทรรศการศิลปะชุดนี้อย่างน่าสนใจว่า ในนิทรรศการนี้ผู้ชมถูกเชื้อเชิญให้ย่างก้าวเดินผ่านเสาไม้อันไร้กาลเวลา ไม่ต่างอะไรกับการเดินท่องไปในป่าดงแห่งความทรงจำ ความเชื่อ ตำนานดึกดำบรรพ์ และทุกๆ ฉากตอนในชีวิตประจำวัน บทกวีแห่งร่องรอยสลักเสลาอันไม่ปะติดปะต่อบนเสาไม้ของหริธรเหล่านี้ ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่า คุณค่าของชีวิตก็คือตัวของชีวิตนั่นเอง

มิร์ทิลล์ มองว่าด้วยการทำกิจกรรมซ้ำๆ อย่างมีแบบแผนและมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ แต่มีนัยสำคัญเป็นเวลายาวนานกว่าสัปดาห์ ไปจนถึงกว่าเดือน หริธร ศิลปินชาวไทยทำการทดลองกับแนวคิดของเวลาและสติรับรู้ ด้วยการมุ่งความสนใจไปยังองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของประสบการณ์ที่มนุษย์เรามีต่อโลกนี้ และการถ่ายทอดข้อเท็จจริงแห่งการดำรงอยู่ของตนเองเช่นนี้นี่เอง เป็นสิ่งที่สะท้อนรากเหง้าความคิดเชิงพุทธศาสนาและปรัชญาแห่งการดำรงอยู่(อัตถิภาวนิยม) ของเขา

เธอพูดถึงงานชุดที่โดดเด่นในนิทรรศการครั้งนี้ว่า ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์แห่งการผ่านเส้นทางชีวิตของหริธร ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานจิตรกรรม “พระพุทธเจ้า 2,000 รูป” ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยกรรมวิธีที่มีคุณลักษณะคล้ายกับพิธีกรรมหรือการสวดภาวนา จารึกเป็นเส้นทางแห่งชีวิตของศิลปิน เส้นสายลายรูปพระพุทธองค์นั่งทำสมาธิ ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานพื้นบ้าน ถูกวาดขึ้นด้วยน้ำมือของศิลปิน ด้วยการลงน้ำหนักหมึกอินเดียอิงก์ทับซ้อนหลายชั้น ผสานกับเฉดของสีส้มและแดง สร้างสรรค์ภาพที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของประกายอันเงียบสงบ และความสอดประสานกลมกลืนอันรุ่มรวยล้นเหลือ

นิทรรศการครั้งนี้ นอกจากจะประกอบด้วยภาพวาดพระพุทธเจ้าจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ถูกเข้ากรอบอย่างประณีต แสดงออกถึงรูปลักษณ์ที่เต็มไปด้วยระเบียบแบบแผน ในขณะเดียวกันก็ถูกขัดแย้งอย่างโดดเด่นด้วยเหล่าบรรดาประติมากรรมไม้อันดิบหยาบ หรือจะว่าไปก็คล้ายกับเสาสักการะ (Totems) ที่ถูกจัดวางอยู่กลางพื้นที่แสดงงาน โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่หริธรมีประสบการณ์ในการทำงานกับวัตถุดิบอย่างไม้ มอบแก่นสารให้เสาไม้เหล่านั้นด้วยอารมณ์ขันในเชิงกวี ที่แปรเปลี่ยนแนวคิดแห่งการดำรงอยู่ของความเที่ยงแท้ด้วยกิจกรรมที่เต็มไปด้วยเสรีภาพอันเปลือยเปล่าไร้ขอบเขตจำกัด

ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นของ มิร์ทิลล์ทิแบย์เรงซ์ มองเข้าไปถึงตัวงานทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะแนวจัดวางในนิทรรศการครั้งนี้

ว่าไปแล้วหากย้อนกลับไปดูผลงานของหริธร จากในอดีตที่ผ่านมา งานศิลปะขั้นพื้นฐานของเขาได้สร้างความประหลาดใจให้กับแวดวงศิลปะอย่างต่อเนื่องด้วยประติมากรรมอันแปลกใหม่ นับตั้งแต่ครั้งที่เขาจบการศึกษาในช่วงยุคทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมสำริด ปูนปลาสเตอร์ หรือประติมากรรมที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล

ผลงานของเขาที่แสดงทั้งในพื้นที่สาธารณะและหอศิลป์ มักจะได้รับอิทธิพลจากปรัชญาศาสนาพุทธ ซึ่งมักจะเป็นประสบการณ์เชิงโต้ตอบอันยิ่งใหญ่ รวมถึงการได้รับรางวัลสำคัญทางศิลปะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลสูงสุดของนิทรรศการ HENRY MOORE GRAND PRIZE EXHIBITION ครั้งที่ 7 ที่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Hakone-Utsukushi-Ga-Hara ที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2534

ผลงานของเขาถูกสะสมในคอลเลกชั่นส่วนตัวของผู้สะสมงานศิลปะทั้งไทยและต่างชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลศิลปะสาธารณะ ราชประสงค์ อาร์ต เมซ กรุงเทพฯ ในปี 2559 เทศกาลศิลปะข้างถนน บุกรุก ในปี 2556 พร้อมกันนั้นยังมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวในหอศิลป์ชั้นนำของกรุงเทพฯ อย่าง 100 ต้นสนแกลเลอรี่ ในปี 2547 ถัง คอนเทมโพรารีอาร์ต ในปี 2552

นอกจากนี้ ยังได้รับการว่าจ้างให้ทำงานศิลปะโครงการใหญ่ๆ อย่างพระพุทธรูปสำริดสูง 15 เมตร ในวัดธรรมมงคลกรุงเทพฯ ในปี 2551 และประติมากรรมนางเงือกสำริดสูง 4 เมตร บนเกาะเสม็ด ที่ว่าจ้างโดย บริษัทปตท. ในปี 2559

ชมนิทรรศการศิลปะชุดนี้ได้ที่ศูนย์ศิลปะ ตูดยุง ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ สอบถามโทร.08-4914-5499 (ภาษาอังกฤษ) และโทร.08-6312-1377 (ภาษาไทย) เฟซบุ๊ก : Toot Yung Art Center

หลุยส์ เฮส ไตรกีฬา แข่งกับตัวเองให้ดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577574

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 10:34 น.

หลุยส์ เฮส ไตรกีฬา แข่งกับตัวเองให้ดีที่สุด

โดย มัลลิกา นามสง่า

เวลาเกือบ 7 วัน เทคิวให้กับการถ่ายละคร แต่พระเอกช่อง 7 “หลุยส์ เฮส” ก็ยังมีเวลาให้กับการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ซึ่งตอนนี้กำลังทุ่มเทให้กับไตรกีฬา

“ผลงานที่กำลังออกอากาศอยู่ คือ ในคืนหนาวแสงดาวยังอุ่นและไฟหิมะ รอออกอากาศ มีจะเปิดกล้องเรื่อง ดวงใจขบถ ความจริงก็โฟกัสงานถ่ายละครเป็นหลักเลยครับ จะคาบเกี่ยวกัน 2 เรื่อง แต่การออกกำลังกายเป็นอะไรที่ทำควบคู่กันมาเสมอ

เริ่มจริงจังในการดูแลรูปร่างตอนเล่นเรื่อง หักลิ้นช้าง เพื่อจะได้ถอดเสื้อแล้วดูรูปร่างดี ส่วนเริ่มออกกำลังกายหนักๆ อย่าง Cross Fit ตอนเข้ากรมไปเป็นทหาร กลัวร่างกายไม่ไหว เราอยากแข็งแรง ก็ติดใจทำต่อเนื่องมาตลอดครับ”

เพียง 6 เดือนที่หลุยส์ได้สัมผัสกับการเล่นไตรกีฬา ยิ่งเล่นยิ่งชอบเพราะทำให้ได้รู้ศักยภาพตัวเอง และอยากทำให้ดีขึ้น “เมื่อก่อนผมวิ่งเทรล และมีวิ่งในป่า ว่ายน้ำในทะเล ปั่นจักรยานในป่า พายเรือคายัก

ก็มีคนบอกว่าเล่นอันนี้ได้ เล่นไตรกีฬาสบาย ผมไม่ปักใจเชื่อเท่าไร ก็ฝึกวิ่งกับเพื่อน แล้วลงสนามไตรกีฬากันทุกเดือน ก็เริ่มติดใจในกีฬานี้ พอไปแข่งงานแรก เวลาของผมกับคนที่เข้าอันดับหนึ่งไม่ต่างกันมาก เลยอยากลองฝึกให้แข็งแกร่งขึ้น

ผมว่าไตรกีฬาทุกคนทำได้นะครับ มันมีสเต็ปการซ้อม ค่อยๆ เพิ่มระยะเข้าไปเรื่อยๆ มันคล้ายๆ วิทยาศาสตร์ที่ทำแบบนี้แล้วผลตอบรับจะเป็นแบบนี้ เป็นกีฬาที่สนุกนะ

ผมจัดตารางการซ้อม ถ้าว่ายน้ำหนึ่งสัปดาห์ว่ายให้ได้ 3 ชั่วโมง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ใน 3 อย่างนี้ชอบว่ายน้ำน้อยสุด เวลาลงแข่งยังมีโมเมนต์ที่ตื่นเต้น แล้วอย่างที่รู้กันการว่ายน้ำทำให้เสียชีวิตมากสุดในไตรกีฬา น้ำลึก น้ำขุ่น คนเยอะ ตอนว่ายเรามองมือตัวเองไม่เห็น พอเราไม่มั่นใจต้องฝึกมาก ฝึกเทคนิคอย่างเดียว การว่ายน้ำเหมือนกอล์ฟ สำคัญที่เทคนิคถูกต้อง ความไวจะค่อยๆ มา ตอนฝึกผมใช้ทุ่นช่วยลอยน้ำเพื่อให้การว่ายน้ำยากขึ้น

จักรยานสนุก ซ้อมน้อยหน่อย อาทิตย์หนึ่งครั้ง 2 ครั้ง เทคนิคในการซ้อม คือ ฝึกให้ฮาร์ตเรตต่ำ โซนสองโซนสามให้หัวใจคงที่ ให้แก๊บของฮาร์ตเรตเราเพิ่มขึ้น เช่น ถ้าหัวใจเต้น 140 ครั้ง/นาที ความเร็วจักรยาน 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถ้าเราฝึกโซนนี้ หัวใจจะเต้นอยู่เท่าเดิม แต่ความเร็วของการปั่นจะเพิ่มขึ้น

วิ่ง ผมชอบมากที่สุด เพราะพอไปวิ่งเพิ่งรู้ตัวว่าเราวิ่งค่อนข้างเร็ว มีได้รางวัลบ้าง การซ้อมวิ่งจะกระจายเวลา อย่างตั้งเป้าหมาย 40 กิโลเมตร/สัปดาห์ ก็มีซ้อม อีซี่ รัน พักผ่อนกล้ามเนื้อขาให้เลือดสูบฉีด วิ่ง 5 กิโลเมตร วิ่งไปเรื่อยๆ ในเวลา 30 นาที เพราะถ้าแข่งผมใช้เวลาประมาณ 21 นาที อันนี้เป็นการคาดิโอหัวใจและให้กล้ามเนื้อหัวใจของเราพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

เทมเบิล รัน เป็นการวิ่งบวกความเร็วกับช้าสลับกัน ถ้าเราตั้งเป้า 500 เมตร วิ่งให้ได้ภายใน 1.40 นาที อีก 500 เมตร วิ่ง 3 นาที วิ่งเร็วให้กล้ามเนื้อคุ้นชิ้น เพื่อให้เราสปิน เอามาเชื่อมต่อกันได้ ให้กล้ามเนื้อมันชินในการได้พัก แล้วอัดความเร็วเพิ่มขึ้นไป

สุดท้าย ลอง รัน วันที่เราวิ่งเอาความอดทนของกล้ามเนื้อ วิ่งระยะ 12-20 กิโลเมตร ในความเร็วที่วิ่งได้เรื่อยๆ 20 กิโลเมตรต่ำกว่า 2 ชั่วโมง”

ตอนนี้เรียกว่า ไตรกีฬา คือ กิจกรรมที่หลุยส์ชอบมากๆ แม้จะถ่ายละครเกือบทั้งอาทิตย์ก็ต้องหาเวลาไปลงแข่ง ยิ่งการซ้อมยิ่งไม่ให้ขาด เพราะสำคัญมากประหนึ่งการลงแข่ง

“ไตรกีฬาเป็นกีฬาที่มีสมาธิกับตัวเอง เล่นเดี่ยวกับคนจำนวนมาก เราซ้อมเพื่อให้เราแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ได้อยู่กับตัวเองตลอด ทุกครั้งเวลาแข่งก็กดดัน แต่ผมบอกตัวเองเสมอว่า เราแข่งกับตัวเอง เวลาเล่นก็มีท้อ บอกตัวเองมันเหนื่อยมันร้อนไม่ไหวแต่อีกชั่วโมงเดียวทุกอย่างจะจบลงแล้ว เราจะนั่งบนเก้าอี้ ทำต่อให้จบทำให้เต็มที่ แล้วก็เป็นความทรมานที่ชอบ โมเมนต์เข้าเส้นชัยมีความสุขมากๆ

ผมยังไม่เคยเข้าถึงยืนบนโพเดียม แต่ติดท็อปเทนทุกรายการ มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า เราน่าจะไปยืนตรงนั้นได้ ผมเคยเข้าเส้นชัยเป็นคนที่ 4 แล้วคนเข้าที่ 3 เร็วกว่าผมแค่นาทีเดียว มันยิ่งทำให้เราฝึกมากขึ้น ทำให้เรามีความหวัง”

สิ่งที่ต้องระวังในการเล่นไตรกีฬา หลุยส์บอกว่า “แน่นอนที่สุด ทุกคนต้องรู้ร่างกายตัวเองว่าผ่านอะไรได้มากแค่ไหน เราไม่ควรทำเกินลิมิตของเรา ใจสู้แต่ร่างกายไม่ไหวน็อกกันมาหลายคนแล้ว ซ้อมให้ถึงที่สุด แพลนการซ้อมที่จริงจัง แต่อย่าซ้อมเยอะจนบาดเจ็บ

ตอนที่เราซ้อม เรารู้ว่าเราทำยังไง ตอนแข่งให้ทำแบบนั้น อย่าคิดว่าแข่งทำมากกว่าซ้อม เราซ้อมไปจนถึงจุดที่เราโอเค วันแข่งอย่ากดดันตัวเอง นอนให้เยอะ กินอาหารให้ถูก แมกนีเซียม โซเดียม โพแทสเซียม ร่างกายเราต้องใช้

ต้องมีความรู้จริงๆ ไตรกีฬามี 4 อย่าง คือ วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ และเรื่องการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ซึ่งมันเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬา คนแข่งระยะยาวเขาจะวางแผนต้องกินโซเดียมนาทีที่เท่าไรของการแข่งขัน กินน้ำนาทีเท่าไรของการแข่งขัน”

ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทหน้าที่ไหน หลุยส์ทำเต็มที่เสมอ และก่อนลงสนามจริงเขาก็ซ้อมอย่างเต็มที่ เพราะในการแข่งขันอาจมีโอกาสแค่ครั้งเดียว การเตรียมพร้อมให้ดีที่สุดย่อมนำสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดกลับมาตอบแทนเสมอ

ตามส่องเทรนด์จักรยานโลกปี 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577570

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ตามส่องเทรนด์จักรยานโลกปี 2019

โดย Withaya Heng

ปี 2018 ได้ผ่านพ้นไปพร้อมกับความเงียบเหงาของวงการจักรยานบ้านเรา หรือแม้แต่ในตลาดโลกก็มีการหดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ แต่การดำเนินธุรกิจก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป ยิ่งยุคนี้เป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีต่างๆ ก้าวไปเร็วมากๆ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด เรียกว่าเผลอแผล็บเดียวอาจจะกลับมาต่อไม่ติดเลยก็เป็นได้

วันนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลจากหลายๆ สำนักมาให้ดูกันว่าในปีนี้อะไรจะมา อะไรจะนำเทรนด์สำหรับปี 2019 นี้

1.ยุคแห่งเสือหมอบทรง Aero อย่างแท้จริง

เมื่อพูดถึงเสือหมอบทรง Aero หลายคนจะคิดถึงจักรยานทรงบางเฉียบ ลู่ลม และพานนึกขยาดถึงความกระด้างราวกับเป็นของคู่กัน ยังไม่นับความปวดหัวในการร้อยสายเบรก สายเกียร์ การเลือกอุปกรณ์ประกอบที่ค่อนข้างจุกจิก แต่ในปี 2019 นี้ เสือหมอบ Aero ได้เปลี่ยนไปแล้ว มีพัฒนาการให้เป็นมิตรกับนักปั่นมากขึ้น อย่าง Trek Madone SLR ตัวใหม่ที่ใช้การทดสอบในอุโมงค์ลมมาช่วยในการออกแบบ จักรยานทรง Aero จึงไม่จำเป็นต้องบางเป็นแผ่นกระดาษอีกต่อไป การเลือกอุปกรณ์ประกอบจึงสามารถเลือกใช้ได้กว้างมากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของการลดความกระด้าง Trek Madone SLR ยังออกแบบมาให้สามารถตั้งระยะการให้ตัวของหลักอานเพียงใช้หกเหลี่ยมขันตัวตั้งสองจุดหลังหลักอานและใต้ท่อบนเพื่อปรับความนุ่มนวลได้ตามใจคนปั่น

2.ดิสเบรก กำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานประจำรถ

ดิสเบรกเริ่มใช้กับเสือหมอบมาหลายปีแล้ว ในระยะแรกเป็นที่ถกเถียงกันมากถึงความจำเป็นและความปลอดภัย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่ามันไม่จำเป็นและเพิ่มน้ำหนักรถให้มากขึ้นแบบเสียเปล่า แต่หลังจากที่UCI ได้อนุญาตให้ทดลองใช้ในการแข่งขันรายการ Pro Tour ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา กลางปีที่แล้ว UCI ได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการให้เสือหมอบที่ติดตั้งดิสเบรกสามารถใช้ในการแข่งขันทุกรายการของ UCI ได้ นั่นหมายความว่าต่อจากนี้ไปดิสเบรกจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานคู่กับเสือหมอบทรงแอโร่ไปแล้ว

3.เบาะสั้นกำลังมา

Specialized ได้เปิดตัวเบาะแบบใหม่ที่มีขนาดสั้นกว่าปกติมาตั้งแต่ปี 2015 ด้วยปลายเบาะที่หดสั้นลงมากช่วยลดการกดทับขณะก้มปั่นในท่าหมอบได้เป็นอย่างดี พวกนักแข่งระดับโปรทัวร์ชอบใช้กันมาก แต่มันต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพิสูจน์ตัวกับนักปั่นระดับทั่วไปจนกระทั่งประสบผลสำเร็จ ในปีนี้แบรนด์เบาะจักรยานชื่อดังต่างลงมาร่วมวงเบาะสั้นกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่วงการเบาะ Selle Italia ได้ออกรุ่น Novas Boost Kit Carbonio Superflow มาให้ได้ลองกัน หรือเจ้าแห่งอุปกรณ์อย่าง PRO ก็มีรุ่น Stealth Carbon Saddle ถ้าไม่อยากตกเทรนด์คงต้องรีบหามาลองกันแล้ว

4.E-bike กำลังก้าวขึ้นไปสู่ระดับแข่งขัน

จริงๆ แล้วในตลาดโลก Electric bike หรือจักรยานไฟฟ้านั้นฮิตติดตลาดมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะตลาดเมาเท่นไบค์สายเอนดูโร่ แทบทุกแบรนด์จะต้องมีเวอร์ชั่นไฟฟ้าให้เป็นตัวเลือกควบคู่ไปด้วยเสมอ ด้วยมันสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย แต่มาปีหลังๆ เวอร์ชั่นไฟฟ้าดูจะมาแรงแซงหน้าขึ้นมาเป็นตัวทำตลาดหลักไปเสียแล้ว และยังได้ขยายฐานไปสู่จักรยานประเภทอื่นๆ เช่น จักรยานสองตอน จักรยานเพื่อการบรรทุกของอย่าง Cargo Bike ไปจนถึงจักรยานเอนดูโร่ระดับแข่งขัน ปีนี้จักรยานไฟฟ้าพัฒนาไปอีกขึ้นด้วยรูปทรงที่เพรียวบางลงและน้ำหนักที่เบาลง และตอกย้ำด้วยการที่ European Cycling Union ได้บรรจุการแข่งขันจักรยานไฟฟ้าทั้งเสือหมอบและเสือภูเขาอย่างเป็นทางการลงในโปรแกรมการแข่งขันตลอดปีนี้แล้วด้วย

5.ปีทองของ Smart Gadget

เทคโนโลยี Bluetooth ส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูงและเทคโนโลยี 5จี ที่กำลังจะมาถึงได้ช่วยพัฒนาอุปกรณ์จักรยานให้ก้าวล้ำขึ้นไปอีกขั้น Smart Watch ที่ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาอีกต่อไป หมวกกันกระแทกที่มาพร้อมระบบเชื่อมต่อเครือข่ายการนำทาง จุกลมยางที่สามารถบอกระดับแรงดันลมแบบ Real Time ผ่านทางสมาร์ทโฟน แว่นตากันแดดที่มาพร้อมจอแสดงภาพจากด้านหลังทำหน้าที่เป็นกระจกมองหลังไปในตัว รวมทั้ง Power Meter อุปกรณ์วัดแรงปั่นที่ส่งผ่านข้อมูลไร้สายแสดงประสิทธิภาพการปั่นไปที่มาตรวัดบนแฮนด์ จากอุปกรณ์ราคาแพงที่ต้องติดตั้งพิเศษก็กำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานโรงงานสำหรับ S-Works Venge 2019 เสือหมอบตัวท็อประดับหรูไปแล้ว

ติดตามตามติดเทคโนโลยีก้าวทันโลกแล้ว ก็อย่าลืมออกไปซ้อมปั่นกันบ้างนะครับ เดี๋ยวจะตามไม่ติดตามไม่ทันเพื่อนๆ ในกลุ่ม แล้วทีนี้อะไรก็ช่วยไม่ได้แล้วครับ