เหลียวหน้ามองหลัง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/525029

เหลียวหน้ามองหลัง การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

การพัฒนาและส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อพิจารณายุทธศาสตร์การพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ 10 ปี (พ.ศ. 2559-2568) และมุ่งสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Wellness) กำลังเดินหน้าอย่างได้ผล

ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่เดอะโกลบอล เวลล์เนส ทัวริซึ่ม อีโคโนมี บอกว่ามีมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท และขยายตัวปีละเกือบ 10% ในปีนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้กลุ่มผู้ประกอบการ 500 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 จากการจัดงานในปี 2558 ที่ผ่านมา

ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส โชว์เคส 2017 ที่เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพระดับโลก โดยธีมการจัดงานในปีนี้คือ Thailand a Paradise for Longevity นำเสนอบริการสุขภาพของประเทศไทยที่ส่งเสริมความมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีและมีความสุข

การจัดงานครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญให้ผู้ประกอบการด้านบริการสุขภาพของประเทศไทย ได้ร่วมประชุมและเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ (Buyer) ซึ่งเป็นตัวแทนขายบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพจากทั่วโลก ที่สำคัญคือร่วมนำเสนอภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางบริการสุขภาพที่ส่งเสริมความมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีและมีความสุข โดยมีกลุ่มผู้ซื้อจำนวน 60 ราย จาก จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิหร่าน กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ลาว เมียนมา เวียดนาม ออสเตรเลีย รัสเซีย เป็นต้น และจะมีกิจกรรมพาผู้ซื้อไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลและคลินิกต่างๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ของบริการเพื่อสุขภาพในประเทศไทยด้วย

เส้นทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Health Tourism) หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยเป็นการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกต่อการส่งเสริมและรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

โดยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ตามกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ซึ่งมีความพร้อมในด้านบริการทางการแพทย์และบริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆ บริการด้านการแพทย์ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาใช้บริการในประเทศไทย ได้แก่ การตรวจเช็กสุขภาพ การทำเลสิก ศัลยกรรมความงาม ทันตกรรม การผ่าตัด และการพักฟื้น เป็นต้น

นอกจากนี้ บริการด้านแพทย์ทางเลือกของไทย อาทิ นวดแผนไทย และสปา ก็มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาใช้บริการด้านสุขภาพในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีขอบเขตกว้างขวางโดยครอบคลุมตั้งแต่การเดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปจนถึงการท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมทางการแพทย์และการแพทย์ทางเลือก จึงเป็นการยากที่จะกำหนดขนาดของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยรวมได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในส่วนที่ใช้บริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนนั้น สามารถประเมินขนาดของตลาดในเบื้องต้นได้จากสถิติการเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทยของชาวต่างประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 60 จะเป็นชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย และร้อยละ 40 เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย

ในงาน อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เฮลท์ แอนด์ เวลเนส โชว์เคส 2017 ผู้ประกอบการโรงพยาบาลและคลินิกไทยชั้นนำของไทยร่วมโชว์นวัตกรรมทางการเเพทย์แห่งศตวรรษ ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางบริการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพระดับโลก

การดำเนินงานในระยะเร่งด่วน ภายใน 2 ปี พ.ศ. 2559-2560 เร่งจัดทำระบบประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติ (Landed Fee) การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนนำร่อง 7 จังหวัด ขยายเวลาพำนักในไทย กรณีเข้ารักษาพยาบาลกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน จาก 14-30 วัน เป็น 90 วัน จัดทำแพ็กเกจสุขภาพพัฒนาสถานบริการทั้งภาครัฐและเอกชนรองรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการเชิงสุขภาพ

ล่าสุดรัฐบาลได้เพิ่มมาตรการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการขยายเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทยเพิ่มมากขึ้นรวม 90 วัน สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมารับการรักษาพยาบาลในไทย นอกจากนี้ยังขยายระยะเวลาพำนักระยะยาว (Long Stay Visa) เป็นเวลา 10 ปี ให้แก่ชาวต่างชาติจาก 14 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองมาตรการจะช่วยส่งเสริมให้การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับโลกของประเทศไทยให้ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศมากยิ่งขึ้น

นพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมด้านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยจำนวนโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI ระดับโลก จำนวน 58 โรงพยาบาล มากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากบริการทางการแพทย์ทั่วไปที่ให้บริการแล้ว ประเทศไทยยังเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีโรงพยาบาลเฉพาะทางด้าน Functional & Regenerative Medicine หรือ สมุทัยเวชศาสตร์การแพทย์ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์แห่งศตวรรษ เน้นการรักษาสุขภาพเชิงป้องกันแบบบูรณาการ (Preventive & Holistic approach) เป้าหมายเพื่อส่งเสริมการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี (Longevity) ซึ่งเป็นเทรนด์การรักษาสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางของการบริการสุขภาพเวชศาสตร์ชะลอวัย หรือ Anti-Aging แห่งภูมิภาคนี้ เรามีแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน American Academy of Anti-Aging Medicine Certified จำนวน 500 คน ซึ่งมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

มุมมองนักวิชาการเห็นอนาคตสดใส

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็น 2 ประเภทหลักดังนี้ 1.การท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion Tourism) เป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตและพักผ่อนหย่อนใจ โดยแบ่งเวลาจากการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมาทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในที่พักแรม หรือนอกที่พักแรมอย่างถูกวิธี ตามหลักวิชาการและมีคุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริง

2.การท่องเที่ยวเชิงบำบัดรักษาสุขภาพ (Heath Healing Tourism) เป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยสดงดงามในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้วิถีชีวิตและพักผ่อนหย่อนใจ โดยแบ่งเวลาส่วนหนึ่งจากการท่องเที่ยวไปรับบริการบำบัดรักษาสุขภาพการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างแท้จริง เช่น การตรวจร่างกาย การรักษาโรคต่างๆ การทำฟันและการรักษาสุขภาพฟัน การผ่าตัดเสริมความงาม การผ่าตัดแปลงเพศ และอื่นๆ เป็นต้น โดยทั่วไปจึงมักมีการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่บรรจุโปรแกรมการเข้ารับบริการบำบัดรักษาโรค การรักษพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น การตรวจร่างกาย การรักษาโรคต่างๆ การท่องเที่ยวเชิงบำบัดรักษาสุขภาพจึงเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่มุ่งประโยชน์ต่อการรักษาฟื้นฟูสุขภาพนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

นพปฎล ธาระวานิช อาจารย์ประจำวิทยาลัยการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แสดงความคิดเห็นในรายการวิสดอม อเจนดา ว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทยนั้นมีมานานพอสมควรแล้ว อยู่ในแผนพัฒนายุทธศาสตร์การท่องเที่ยว

“มีนักท่องเที่ยวเข้าท่องเที่ยวเชิงสุขภาพค่อนข้างเยอะและมีอัตราการเพิ่มมากขึ้นทุกปี เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลาง มีการส่งเสริมในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจริงๆ แล้วมีอยู่ 2 มิติใหญ่ๆ การท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นทั้งทางวัฒนธรรมและธรรมชาติเพื่อความสุขสงบของร่างกายและจิตใจ เช่น การไปนั่งทำสมาธิ การไปนวด การไปสปาและอบตัวสมุนไพร ในอีกมิติหนึ่งคือการท่องเที่ยวในการรักษาโรคบำบัดฟื้นฟูร่างกายต่างๆ

ตอนนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่ในเมืองไทยเป็นระยะเวลายาวนานขึ้น หรือลองสเตย์ ที่เกื้อหนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ใช้เวลานานมากกว่า 30 วันขึ้นไปถือเป็นจุดแข็งของเรา ซึ่งมีหลายๆ เรื่อง ความพร้อมในการบริการทางการแพทย์ในเรื่องการรักษาฟื้นฟูต่างๆ แล้วคนไทยมีอัธยาศัยต้อนรักษาเป็นอย่างดี รวมถึงค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างต่ำ”

นพปฎล บอกว่า โลกของเราที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งต้องการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อให้อายุตัวเองยืนยาวขึ้นอีก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาในเมืองไทย อนาคตท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะทำรายได้ให้มากขึ้น และต้องให้นักท่องเที่ยวอยู่ได้นานขึ้น แต่มีจุดอ่อนคือเรื่องการสื่อสารด้านภาษาต่างประเทศ

การเสวนา Medical Tourism in SEA and A Case of Thailand หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อีก 1 การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ประเทศในอาเซียนถือเป็นผู้นำระดับสากล การเดินทางข้ามประเทศเพื่อหาทางรักษาโรคภัยไข้เจ็บหรือบำรุงดูแลรักษาสุขภาพในต่างแดนเป็นอีกหนึ่งเทรนด์มาแรงและเป็นธุรกิจทำเงินของประเทศในอาเซียน หลังจากประเทศขายดีเชิงสุขภาพระดับโลก ได้แก่ อันดับ 1 ประเทศไทยตามมาด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ดร.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลก มีขนาดใหญ่มากและมีจำนวนผู้เข้ารับบริการถึง 4 ล้านคน/ปี เหตุผลส่วนใหญ่คือการบริการที่มีคุณภาพ ความรวดเร็วในการรักษา รวมถึงเหตุผลด้านค่าใช้จ่าย

“อย่างไรก็ตาม การหลั่งไหลเข้ามารับบริการจากนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและสุขภาพ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวและกลุ่มที่ใช้สวัสดิการการทำงานเดินทางมาใช้บริการด้านการรักษาสุขภาพในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการบริการด้านการแพทย์ของไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ รวมถึงการแพทย์อีกหลายมิติที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญ แต่การท่องเที่ยวในลักษณะนี้ยังขาดการประชาสัมพันธ์และทำการตลาดยังไม่มากนัก เป็นที่มาของการวางยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ”

ข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผู้ประกอบการอาจจะขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ อาทิ จีน และบางประเทศในอาเซียน (เวียดนาม อินโดนีเซีย) ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ ในขณะที่ระบบสาธารณสุขในประเทศดังกล่าวอาจจะยังไม่เพียงพอกับความต้องการของคนในประเทศ ส่งผลให้กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลยังต่างประเทศ และไทยก็น่าจะเป็นหนึ่งประเทศเป้าหมายสำหรับลูกค้าในกลุ่มดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจจะต้องปรับตัวและชูกลยุทธ์การตลาดและการให้บริการที่สอดรับกับความต้องการของลูกค้าแต่ละประเทศ

มนตร์ริสา ลีนุตพงษ์ ดำน้ำผจญภัยใต้ทะเลลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 พ.ย. 2560 เวลา 10:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524883

มนตร์ริสา ลีนุตพงษ์ ดำน้ำผจญภัยใต้ทะเลลึก

 โดย ปอย

ภาพงดงามประหนึ่งดินแดนหลุดไปอีกโลก หาดสีชมพูสวยเกินบรรยายคือ จุดหมายปลายทาง หลังจากทุ่มเทเป็นนักดำน้ำลึก โบว์-มนตร์ริสา ลีนุตพงษ์ ดีไซเนอร์และสไตลิสต์ เจ้าของแบรนด์ Skin On Skin Monrissa เลือกทริปแรกสำหรับการดำน้ำที่นี่ เกาะโคโมโด หรืออุทยานแห่งชาติโคโมโด ความสดของธรรมชาติถูกรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก และเมื่อปี 2011 ยังได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งใหม่

โบว์-มนตร์ริสา เล่าเรื่องกีฬาแอดเวนเจอร์ เริ่มฝึกดำผิวน้ำ เรียกว่า สนอร์เกอลิ่ง (Snorkeling) ดำน้ำไม่เกิน 5-8 เมตร เป็นการดำน้ำตัวเปล่า คือใช้แค่หน้ากาก ตีนกบ ท่อหายใจ ไม่มีระบบช่วยหายใจอื่น เช่น ถังอากาศ ซึ่งเหมาะสำหรับการชมปะการังน้ำตื้น ใช้อุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น ได้แก่ หน้ากาก (Mask) สำหรับการดูสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ท่อหายใจ (Snorkel) สำหรับไว้หายใจ สวมเสื้อชูชีพ (Life Jacket) สำหรับพยุงตัวไม่ให้จมน้ำติดตัวไว้เพื่อความปลอดภัย ตีนกบ (Fin) สำหรับใช้ในการเคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น

พอได้ชิมลางดำน้ำตื้น ก็อยากสัมผัสความท้าทายต่อไป ลองดำลึกดู แล้วเมื่อลองลงลึกกับการดำน้ำ แบบ Scuba ครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งที่สวยงามมาก

“รู้เลยว่ามันเป็นสิ่งที่โบว์รัก ซึ่งภายใต้ความลึกมากๆ ก็ทำให้นักดำน้ำ เกิดความรู้สึกท้าทายได้ทั้งสิ้นค่ะ โลกใต้น้ำให้ความสงบนิ่ง แล้วยังทำให้เราเห็นนิสัยของตัวเองด้วย โบว์จะมุ่งไปข้างหน้าเร็วจนบางครั้งไม่ใส่ใจอุปกรณ์ เรียกว่าเลินเล่อก็ได้ ครูเลยให้เป็นลีดเดอร์นำเพราะตำแหน่งนี้ เราจะดูแลอุปกรณ์ดีขึ้น

ในขณะเดียวกัน เมื่อเราดำไปอยู่ใต้น้ำแล้ว ไม่ว่าจะในสภาพไหน เช่น สำหรับโบว์เป็นนักดำน้ำลึกที่มีประสบการณ์น้อย ก็ยังรู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกถึงความนิ่งสงบของโลกใต้น้ำได้อย่างชัดเจนค่ะ ความรู้สึกท้าทายและสงบนิ่งในเวลาเดียวกันนี้ เป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นจากกีฬาแอดเวนเจอร์อย่างอื่น”

มนตร์ริสา เลือกไปเรียนกับ BSAC สถาบันสอนดำน้ำที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ย่อมาจาก British Sub-Aqua Club เกิดจากชมรมดำน้ำของชาวอังกฤษ และมีกฎในการสอนค่อนข้างเข้มงวด เพราะอิงจากสภาพแวดล้อมในอากาศหนาวเย็นเป็นหลัก สถาบันนี้โด่งดังมากในญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้

“คุณครูจักรพงษ์ ศรีประสม สอนทักษะการดำน้ำเบื้องต้น เรียนครอบคลุมทุกอย่างที่สำคัญ วันแรกคุณครูเริ่มสอนทฤษฎียาวๆ ไปค่ะ วันที่สอง ช่วงเช้าเริ่มเรียนภาคปฏิบัติกันในสระว่ายน้ำ ลึกราว 5 เมตร การเรียนในภาคปฏิบัติก็คือการใช้อุปกรณ์ ต้องทำความรู้จักกับอุปกรณ์ทุกชิ้น และใช้งานให้เป็น ทักษะการลอยตัว การเคลียร์น้ำในหน้ากาก การเคลียร์หู เป็นต้น

โบว์ไปเรียนที่เกาะเต่า วันที่สามพร้อมลงน้ำแล้วค่ะสำหรับภาคปฏิบัติในทะเล เช้าได้ลงทะเล 15 เมตร 2 ไดฟ์ และวันที่สี่ ลงทะเลลึกไปอีก 18 เมตร 2 ไดฟ์ค่ะ

เรียนกับ BSAC มีการเพิ่มทักษะช่วยเหลือผู้อื่นในหลักสูตรด้วย นักเรียนจับคู่กันเป็นระบบบัดดี้ คอยดูแลและช่วยเหลือกันทั้งบนบกและในน้ำ เวลาไปดำน้ำจริงก็เช่นกัน บัดดี้สำคัญมาก

เรียนจบคอร์สจากเกาะเต่าแล้ว จุดหมายโลกสีครามจุดต่อไปเลือกไปดำน้ำที่เกาะ Komodo ไปกับกลุ่ม Blue Manta โดยผู้จัดทริปดำน้ำที่มีชื่อเสียง คือ Elegance Travel ก็มีแต่คนบอกว่า เรือดีมาก เส้นทางที่ทริปจัดจะเจอสัตว์น้ำก็เยอะมาก ถ้ามาเดสติเนชั่นตั้งแต่ครั้งแรกแบบนี้ ให้ระวังมาตรฐานการทริปต่อๆ มา จะสูงเกินไป พี่ๆ ดำน้ำไปด้วยก็แซว ระวังไปดำที่อื่นแล้วจะไม่ฟินนะน้อง (หัวเราะ) ทริปนี้ไป 10 วัน

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีหมู่เกาะและภูเขาไฟมากมาย ภูมิประเทศจะแตกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็จริงค่ะ การเดินทางครั้งนี้ครบทุกรสชาติชีวิตเลย ได้สัมผัสกับธรรมชาติทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทุ่งนา ป่า เขา น้ำตก วิวทะเลสาบ 3 สี ซึ่งก็เป็นอุทยานแห่งชาติ Kelimutu National Park อีกแห่ง ตั้งอยู่บนเกาะฟลอเรส ที่นี่มีเกาะเล็กๆ อีก 26  เกาะ ซึ่งชื่อของเกาะนั้นตั้งตามชื่อมังกรโคโมโด สัตว์เลื้อยคลานใหญ่ที่สุดอาศัยอยู่

การดำน้ำไปเป็นกลุ่ม เพื่อน มิตรภาพบนเรือทำให้มีความสุขมาก เป็นทริปแรกดีที่สุดยอดจริงๆ ค่ะ ตื่นมาตอนเช้าเจอโลมากระโดด บ่ายฟังเพลงเร็กเก้สด โดยทีม Dive Leader ตกเย็น ก็ลงดำน้ำเจอเต่าแมนต้า ฉลามเยอะมาก แน่นอนค่ะว่าโลกใต้น้ำที่นี่น่าตื่นเต้นที่สุด เจอสิ่งต่างๆ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตแปลกตามาก และที่สุดของที่สุดคือพะยูน ซึ่งอาจไม่มีแล้วในทะเลไทยนะคะ รุ่งขึ้นตื่นมาดูพระอาทิตย์ตกดิน ปีนภูเขาสูดอากาศ ชมวิวสวยสุดอีก

อันดับต่อไปคือทริปอันดามันค่ะ แล้วก็จะกลับไปอินโดนีเซียที่ราชา อัมพัต และฟิจิ ค่ะ อยากดำให้ถึง 100 ไดฟ์ ซึ่งตอนนี้สะสมได้ 27 ไดฟ์เองค่ะ (หัวเราะ) แล้วเรียนต่อ Advance Diving หลักสูตรดำน้ำขั้นสูง ได้ดำน้ำในสภาพการดำน้ำที่มีความหลากหลายใต้ท้องทะเลมากขึ้นค่ะ”

ธุวชิต วิไลโอฬาร สุขใจที่ได้อยู่ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 พ.ย. 2560 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524880

ธุวชิต วิไลโอฬาร สุขใจที่ได้อยู่ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว

โดย ภาดนุ

แอ๊ป-ธุวชิต วิไลโอฬาร (วัย 37 ปี) อดีตนักร้องนำวง The Positive ของค่ายการ์เด้น มิวสิค ในเครืออาร์เอสฯ ปัจจุบันได้มาสังกัดค่าย 2 Degrees และได้ปล่อยซิงเกิ้ลเพลง “ขอตื่นแค่ในฝัน” ออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกันไปแล้ว ล่าสุดแอ๊ปกำลังมีผลงานซิงเกิ้ลใหม่ชื่อเพลงว่า “สุขใจที่ได้เหงา” ที่กำลังจะปล่อยให้แฟนๆ ได้ฟังกันในช่วงเดือน พ.ย.นี้ ทางยูทูบและจูคซ์ นอกจากการเป็นนักร้องแล้ว หนุ่มคนนี้ยังมีมุมที่รักธรรมชาติและรักต้นไม้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ารู้สึกสุขใจที่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวรอบๆ ตัวเป็นอย่างยิ่ง

“โดยปกติแล้วผมชอบปลูกต้นไม้หรือดอกไม้มานานแล้ว แต่ก่อนผมอยู่ทาวน์เฮาส์ เลยไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ปลูกต้นไม้มากนัก แต่ตอนนี้ผมมาซื้อบ้านเดี่ยวเป็นของตัวเองโดยอยู่มาได้ 8 ปีแล้ว บ้านหลังนี้อยู่ตรงถนนศรีนครินทร์ จึงมีพื้นที่พอจะปลูกต้นไม้ดอกไม้ได้บ้าง จริงๆ แล้วผมเป็นผู้ชายชอบดอกไม้ที่มีสีสันหรือมีกลิ่นหอมนะ (หัวเราะ) ที่ผ่านมาก็เคยปลูกดอกราชาวดี ดอกพุด พุดน้ำบุษย์ และบุหงาส่าหรี ผมจะเน้นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมๆ ที่ปลูกมาก็มีทั้งต้นที่ตายบ้างรอดบ้าง เนื่องจากพื้นที่ในบ้านมันมีจำกัด แถมแดดก็แรงด้วย

ต่อมาผมก็ลองปลูกไม้ผลอย่างต้นทับทิมบ้าง เพราะมีความหลังฝังใจว่าบ้านเก่าของพ่อแม่ที่อยู่ จ.นครราชสีมา เคยปลูกต้นทับทิมไว้ ด้วยความที่ดินดี ต้นทับทิมก็เลยออกลูกดก ผมเลยได้กินทุกวัน ก็เลยรู้สึกชอบมาจนทุกวันนี้ แต่ด้วยความที่ผมปลูกต้นทับทิมในกระถางปูน แถมตอนนั้นยังไม่ค่อยมีความรู้ เน้นใส่แต่ปุ๋ยเคมี ต้นทับทิมก็ออกดอกออกผลนะ แต่ผมก็ไม่กล้ากิน (หัวเราะ) เพราะรู้ว่าเราใส่ปุ๋ยเคมีเยอะไป อ้อ! แล้วผมยังปลูกต้นเชอร์รี่ด้วย ซึ่งก็ปลูกในกระถางเหมือนกัน แต่พอดินแห้งต้นมันก็เริ่มจะตาย”

แอ๊ปบอกว่า จุดเปลี่ยนในการปลูกพืชของเขาก็คือ การที่เขาได้มีโอกาสไปเข้าคอร์สอบรมเกี่ยวกับ “ศาสตร์พระราชา” ที่อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) และโจน จันได จัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ แรกๆ ก็รู้แค่ว่าอาจารย์ยักษ์ปลูกข้าว ส่วนโจน จันได ดูแลเรื่องเมล็ดพันธุ์พืช แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้วก็ได้พบว่าความรู้เกี่ยวกับกสิกรรมธรรมชาตินั้นช่วยตอบโจทย์คนเมืองที่ไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้อย่างเขาได้ดีมากๆ

“อาจารย์ยักษ์บอกว่า ‘ศาสตร์พระราชา’ คือศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ทรงสอนไว้ ว่าเราต้องเลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช เพราะพืชเติบโตได้ด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์ นี่คือหลักคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนนั้นผมไปอบรมที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ในการเข้าอบรมครั้งนั้นเสียค่าอบรม 3,000 บาท ตอนนั้นผมไปกับเพื่อนๆ กลุ่มไบค์ ไฟน์เดอร์ ซึ่งผมว่าพวกเราได้ความรู้คุ้มค่ามากกว่าค่าอบรมที่จ่ายไปมากมายนัก

เมื่อกลับมาทำให้ผมรู้เรื่องการเลี้ยงดินเพื่อให้ดินเกิดความสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ต้นไม้ที่เราปลูกนั้นสมบูรณ์ไปด้วย ที่สำคัญเราต้องมีการห่มดินทุกครั้งก่อนที่จะปลูกพืชอะไรก็ตาม โดยใช้ฟางมาห่มดินหรือวางคลุมดินเป็นอันดับแรก ซึ่งผมก็มานึกย้อนหลังถึงตอนที่ผมเคยปลูกต้นไม้ ซึ่งผมจะทิ้งให้ต้นไม้และดินโดนแดดตลอดทั้งวัน เลยทำให้ความชื้นในดินระเหยออกไปหมดเพราะความร้อน แต่ถ้ามีฟางคลุมหน้าดินอยู่ก็จะทำให้ความชื้นไม่ระเหยไป ดินจะยังคงชุ่มชื้นอยู่ แล้วฟางที่นำมาห่มดินก็ยังช่วยกรองแสงแดดไปในตัวด้วย จึงทำให้ดินอุดมสมบูรณ์อยู่ได้”

แอ๊ปบอกว่า ความรู้ที่ได้มาอีกอย่างคือ การให้ปุ๋ยแบบแห้งชามน้ำชาม นั่นคือต้องเตรียมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแห้งใส่ลงไปในดินส่วนหนึ่งด้วย อีกส่วนหนึ่งจะเป็นปุ๋ยหมักน้ำ ซึ่งจะมีรูปแบบคล้ายๆ กับน้ำหมักชีวภาพที่สามารถนำมารดต้นไม้ได้ เมื่อสลับกันให้อาหารดินแบบแห้งชามน้ำชามก็จะทำให้ดินกลับมามีธาตุอาหารที่สมบูรณ์และกลายเป็นดินดี

“ต้นไม้บางชนิดที่ผมปลูกไว้ในกระถาง เมื่อผมกลับมาถึงบ้าน แม้ผมจะไม่ได้ย้ายต้นไม้เหล่านั้นมาลงดินโดยตรงก็ตาม แต่ผมก็จะใช้วิธีห่มดินโดยใช้ฟางโรยไว้ทั่วกระถางและใส่ปุ๋ยธรรมชาติช่วย และเมื่อมีโอกาสได้ปลูกต้นไม้ในกระถางใบใหม่ ผมก็จะเริ่มต้นจากสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ตั้งแต่การผสมดิน ห่มดิน ใส่ปุ๋ยแห้ง รดปุ๋ยน้ำ ให้เกิดจุลินทรีย์ธรรมชาติ เกิดธาตุอาหารในดิน โดยทิ้งดินไว้ 1 สัปดาห์แล้วจึงค่อยปลูกต้นไม้ลงไป

ปัจจุบันนอกจากปลูกต้นไม้ในกระถางประเภทไม้ดอกไม้ประดับแล้ว ตอนนี้ผมก็เริ่มปลูกไม้กินได้อย่าง กะเพรา ใบหูเสือ ซึ่งเป็นสมุนไพรกินได้ ผมได้มาตอนไปกับกลุ่มไบค์ ไฟน์เดอร์ โดยค้นพบว่าคนในพื้นที่เขาใช้ใบหูเสือกินกับลาบ อีกอย่างมันเป็นไม้ล้มลุก แค่ใช้ก้านปักไว้ในดินก็สามารถแตกหน่อแตกใบโตขึ้นมาได้ แล้วยังมีต้นอ่อมแซ่บ ซึ่งเป็นพืชกินใบด้วยเช่นกัน ใบของมันสามารถคั้นเป็นน้ำคลอโรฟิลล์ได้ด้วย ผมว่าการที่เราไปเข้าคอร์สเรียนมา ทำให้รู้ว่ามีพืชบางอย่างรอบๆ ตัวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันนำมาทำเป็นอาหารได้มากมาย พูดง่ายๆ ว่าพืชหลายชนิดเป็นไม้ล้มลุกที่มีประโยชน์มากทีเดียว”

แอ๊ปบอกว่า ทุกวันนี้บ้านที่ตัวเองอยู่ไม่ค่อยเหลือพื้นที่ให้ปลูกพืชมากนัก เขาจึงใช้พื้นที่บางส่วนของโรงรถปลูกกะเพราขาวใบเล็ก ซึ่งเขาได้มาจากต่างจังหวัดเพื่อไว้กินเองตอนทำอาหาร ที่สำคัญยังนำไปแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ กินด้วย เรียกว่าไม่ต้องซื้อหากะเพราให้วุ่นวายอีกต่อไป

“ผมว่าศาสตร์พระราชาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงคิดขึ้นมานี้มีประโยชน์ต่อชาวไทยทุกคนมากๆ เพราะคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือ การที่คนเราสามารถปลูกพืช ปลูกข้าว เลี้ยงปลา ฯลฯ ไว้เพื่อเลี้ยงตัวเองได้อย่างพอเพียง ไม่เดือดร้อน เมื่อเหลือแล้วจึงค่อยแบ่งปันให้ผู้อื่นต่อไปนั่นเอง พืชชนิดไหนสามารถปลูกกินเองได้ก็ทำเลย ซึ่งข้อดีก็คือเราไม่ต้องไปเสี่ยงกับสารเคมีตกค้างเหมือนพืชผักที่เราซื้อเขา เพราะเราปลูกเอง เราย่อมรู้ว่าเราใส่อะไรลงไป

เดิมทีผมเป็นคนโคราช บ้านของครอบครัวผมก็อยู่ต่างจังหวัดทั้งคู่เลย ตั้งแต่เรียนจบผมเคยคิดว่าอยากจะมีที่ทางของตัวเองอยู่ที่ต่างจังหวัด เพราะเวลาที่ว่างเว้นจากการทำงานในเมือง เราก็สามารถจะไปพักพิงกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติได้ แต่ตอนนี้เนื่องจากเราเป็นวัยที่ยังต้องทำงานอยู่ จึงต้องอยู่ในเมืองไปก่อน ตอนนี้ผมก็เริ่มเก็บหอมรอมริบเพื่อจะได้มีพื้นที่ส่วนตัวที่ต่างจังหวัด มีบ้าน มีสวน ให้อยู่อาศัยได้สบายๆ ซึ่งมันเป็นความฝันที่ผมตั้งใจจะทำให้เป็นจริงให้ได้”

แอ๊ปเสริมว่า ในอนาคตถ้ามีที่ดินของตัวเอง พืชชนิดแรกที่จะปลูกก็คือ ต้นตีนเป็ด หรือต้นพญาสัตบรรณ ซึ่งมันจะออกดอกในช่วงหน้าหนาว เมื่อเดินผ่านก็จะได้กลิ่นหอมๆ ของมันฟุ้งเข้าจมูกเลยล่ะ

“ถ้ามีสวนของตัวเองจริงๆ ผมคิดว่าคงปลูกไม้กินได้เป็นหลัก เช่น ส้มโอ ขนุน และอื่นๆ ที่สามารถเดินไปเก็บมากินได้เลย จริงๆ พ่อผมก็พอมีที่ที่ต่างจังหวัดอยู่บ้าง เมื่อก่อนท่านยังยุให้ผมไปเรียนด้านเกษตรเลย แต่ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญสักเท่าไหร่ ในใจยังคิดว่าจะไปปลูกพืชทำไม เรามีเงินเราก็สามารถหาซื้อได้นี่นา แต่ทุกวันนี้พอมีความรู้บ้างแล้ว ก็ทำให้รู้ว่าการปลูกพืชไว้กินเองมันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในอนาคตถ้าเรามีพืชผักผลไม้เป็นของตัวเอง เราก็จะไม่อดแน่นอน พูดได้ว่ามันคือความยั่งยืนที่คนไทยทุกคนควรจะคิดไว้ เพราะเราจะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อ

ตอนนี้ผมยังทดลองปลูกข้าวด้วยนะ แต่ว่าผมทดลองปลูกในกระบะเก่าๆ โดยนำเมล็ดข้าวมาปลูกดู เพราะอยากเห็นรวงข้าวที่กำลังเติบโต แรกๆ ก็หว่านซะเยอะเลย เพราะคิดว่าอยากเห็นรวงข้าวเยอะๆ ปรากฏว่าต้นอ่อนของข้าวมันขึ้นมานะ แต่พอโตเป็นต้นใหญ่แล้วมันไม่ออกรวง เพราะมันแย่งอาหารกันกิน คือหว่านเมล็ดข้าวมากไป ต่อมาผมก็ปลูกให้น้อยลงโดยหย่อนเมล็ดข้าวลงไปในอีกกระถางแบบไม่ตั้งใจ ปรากฏว่าเมล็ดข้าวที่เราหย่อนไว้ไม่กี่เมล็ด ตอนนี้ก็ได้อย่างใจเลย เพราะมันออกรวงหนาสวยงามมาก จนทำให้ผมคิดว่าอยากจะปลูกข้าวในที่ดินจริงสัก 2-3 ไร่ ซึ่งคุณพ่อก็บอกว่า ถ้าจะปลูกจริงๆ ท่านก็มีที่ดินที่ต่างจังหวัดให้นะ ซึ่งในอนาคตผมคิดว่าจะลองไปปลูกข้าวดูแน่นอน”

เอาละ ใครที่เป็นแฟนของแอ๊ปสามารถติดตามซิงเกิ้ลใหม่ของเขาได้ทาง YouTube, JOOX และคลิปวิดีโอสั้นเป็นตอนๆ กับการเป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของเพจเฟซบุ๊ก : Bike Finder Thailand

3 ข้อควรรู้สู้ปัญหาศีรษะล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 17:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524781

3 ข้อควรรู้สู้ปัญหาศีรษะล้าน

ปัญหาศีรษะล้านถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่กวนใจที่หลายคนน่าจะกำลังหาวิธีจัดการกับปัญหานี้อยู่

ปัญหาศีรษะล้าน ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหากวนใจของหลายๆ คน โดยเฉพาะคุณผู้ชาย เพราะกว่า 96% ของปัญหาศีรษะล้านล้วนมาจากพันธุกรรม ทำให้การจัดการกับปัญหานั้นแลดูจะเป็นเรื่องยาก แต่หากจะบอกว่าไม่มีทางออกเลยก็คงจะไม่ถูก เพราะปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ เรื่องเส้นผมก็เช่นเดียวกัน

1. ฮอร์โมนไม่ใช่สาเหตุหลักของปัญหาศีรษะล้าน – หลายๆ คนมีความเชื่อว่าผู้ชายที่เผชิญกับปัญหาศีรษะล้าน มักพบว่ามีฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าผู้ชายที่ผมดกหนา ซึ่งระดับของฮอร์โมนเพศชายอาจสัมพันธ์กับภาวะผมบางหรือผมร่วงในเพศชายหรือหญิงได้ แต่ในผู้ที่มีฮอร์โมนปกติ ก็ยังพบว่าสามารถมีภาวะผมร่วงหรือบางได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ระดับของฮอร์โมนจึงไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้การเกิดปัญหาศีรษะล้านที่ชัดเจนได้

2. ใส่หมวกไม่ได้ทำให้ศีรษะล้าน – แท้จริงแล้วการใส่หมวกไม่มีส่วนที่ทำให้เส้นผมหลุดร่วงหรือบางลง แต่อาจมีส่วนทำให้เกิดความอับชื้นและคันศีรษะจากเหงื่อ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ กับหนังศีรษะตามมา ส่วนการมัดผมหรือดึงผมแน่นๆ เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน จะทำให้เส้นผมนั้นหลุดออกจากตอของเส้นผม จนอาจเกิดแผลเป็นเล็กๆ ที่ตอของเส้นผม ทำให้ผมไม่สามารถขึ้นในตอผมดังกล่าวได้อีก ซึ่งหากมีแผลเป็นเล็กๆ เกิดขึ้นจำนวนมากก็ทำให้ผมดูบางลงได้ เพราะแผลเป็นไปปิดกั้นการเกิดใหม่ของเส้นผมนั่นเอง

3. การใช้น้ำมันมะกอกไม่ได้ช่วยให้เส้นผมดกดำขึ้น – หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการใช้น้ำมันมะกอกหรือทำทรีตเมนต์จะช่วยให้มีเส้นผมดกดำขึ้นได้ แต่แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่การบำรุงหรือหมักผม ซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยให้เส้นผมแลดูมีสุขภาพดีขึ้นได้ แต่รูขุมขนของเส้นผมก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิม

4 ข้อควรทำเมื่อออกกำลังกายแล้วปวดกล้ามเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 16:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524768

4 ข้อควรทำเมื่อออกกำลังกายแล้วปวดกล้ามเนื้อ

วิธีป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย

เทรนด์สุขภาพและการออกกำลังกายกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ ซึ่งหลายคนมักนิยมการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเล่นฟุตบอล ที่จะเน้นการใช้กล้ามเนื้อส่วนล่างเป็นหลัก และเป็นส่วนที่สามารถเกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย อาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจึงเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่ออกกำลังกายทุกคน การป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บอย่างถูกวิธีจะช่วยเซฟกล้ามเนื้อ ให้ทุกคนสามารถออกกำลังกายได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

1. สวมอุปกรณ์ป้องกันข้อต่อ – ใส่รองเท้าที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับกีฬาแต่ละชนิด วอร์มร่างกาย ยืดกล้ามเนื้อก่อนการเล่นกีฬา เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อ ลดปัญหาของกล้ามเนื้อที่ยืดมากเกินไป

2. พักการใช้กล้ามเนื้อส่วนที่บาดเจ็บ – เมื่อมีอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อแล้ว ควรพักการขยับบริเวณที่บาดเจ็บให้น้อยที่สุด เพื่อลดการบาดเจ็บซ้ำซ้อน

3. ยกบริเวณบาดเจ็บให้สูงขึ้น – หาอะไรรองตรงส่วนที่กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ยกให้สูงขึ้น เพื่อลดอาการบวมและอักเสบ

4. ประคบกล้ามเนื้อ – ประคบเย็นบริเวณบาดเจ็บเป็นเวลา 10 – 15 นาที ทุก 1 – 2 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการบีบนวด การประคบร้อน หรือทายาที่ร้อนบริเวณบาดเจ็บในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบ ปวด และบวมมากขึ้น

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 15:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524765

4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก

เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกถือเป็นอีกโรคที่คร่าชีวิตผู้ป่วยได้เป็นอันดับต้นๆ ในบรรดาโรคที่มีพาหะจากสัตว์อย่าง ยุงลาย โดยเฉพาะในภูมิประเทศเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย พบผู้ป่วยไข้เลือดออกอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งโรคไข้เลือดออกนี้สามารถเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ดังนั้นการรู้เท่าทันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไข้เลือดออก จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะช่วยป้องกันโรคร้ายนี้ได้

1. เนื่องจากไข้เลือดมีพาหะโดยยุงลาย จึงควรป้องกันการเกิดโรคด้วยการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งควรกำจัดลูกน้ำ ยุงลายที่มักจะวางไข่ในน้ำนิ่ง ให้เปลี่ยนน้ำในแจกันบ่อยๆ สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด หรือทายากันยุง และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ

2. ผู้ป่วยไข้เลือดออกมักมีไข้สูง 39 – 40 องศาเซลซียส ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามตัว แต่มักไม่มีน้ำมูกหรือไอ ตัวแดง รวมทั้งมีอาการเลือดออก เช่น เลือดกำดำไหล เลือดออกตามไรฟัน หรืออาเจียนเป็นเลือด ซึ่งระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 วัน

3. วิธีตรวจไข้เลือดออกด้วยตัวเอง ให้ใช้หนังยางรัดบริเวณเหนือข้อศอกเพื่อตวรจเช็คชีพจรประมาณ 5 นาที และ ใช้เหรียญ กดลงบนท้องแขน หากเกิดจุดสีแดงขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 10 จุด ให้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคไข้เลือดออก

4. โรคไข้เลือดออกยังไม่มีการรักษาให้หายขาดในทันที มีเพียงแต่การประคับประคองอาการของโรค ให้ทานยาพาราเซตามอลเพื่อช่วยลดไข้ หากมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจดูจำนวนเกล็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือด ควรทานอาหารที่ย่อยง่าย ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายขับสารพิษออกมา งดของมันของทอด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดง ดำ น้ำตาล เพราะจะทำให้การแยกสีเลือดออกในปัสสาวะทำได้ยาก

Feel grounded and relaxed

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 15:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524766

Feel grounded and relaxed

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

“เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณหายใจได้ลึก ยาว คุณกำลังบอกร่างกายให้ผ่อนคลาย” การหายใจเข้า- ออก ช้า ด้วยความใส่ใจ ด้วยความตระหนักรู้ (Mindful Breaths) จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงแล้วส่งข้อความไปที่ระบบประสาทให้เกิดความผ่อนคลาย ในชีวิตประจำวันของคนหลายคน อาจเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ จากการทำงานเพราะเราใช้งานสมอง ใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ระบบในร่างกายทำงานรวน อารมณ์ไม่ดี ขาดความสมดุลเป็นบ่อเกิดแห่งโรค แล้วความร่วงโรย

คำว่า  “Feeling Grounded” หลายคนอาจเคยได้ยิน คุณครูโยคะหลายๆ ท่าน ทั้งครูไทยและครูต่างชาติ พูดหลายครั้งแล้ว ซึ่งหลายๆ คนอาจจะยังไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ของคำนี้ และครูก็สังเกตว่ายังมีนักเรียนอีกหลายคนที่ยังไม่ตระหนักรู้หรือสัมผัสถึงหรือหยั่งรากในการฝึกโยคะอาสนะได้เพราะการรับรู้ถึงส่วนของร่างกายที่ติดต่อผืนโลกแล้วส่งพลังงานเชื่อมโยงในขณะฝึกโยคะอาสนะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเราใส่ใจและมีสติอยู่กับปัจจุบัน ตามรู้  รับรู้ ทุกขณะ ที่เราฝึก

วันนี้ครูจะนำเสนอท่าโยคะดัดแปลงแบบง่ายๆ มาจากท่าเด็กหมอบ ซึ่งจะช่วยยืดแขน ไหล่ และแผ่นหลัง ให้ยาวขึ้น ทั้งยังช่วยลดความเมื่อยล้า ลดอาการปวดหลัง ปวดคอได้ โดยขณะที่ฝึกให้โฟกัสที่ลมหายใจเข้า-ออก ให้ลึกยาว แล้วผ่อนคลายร่างกายทุกส่วน

วิธีปฏิบัติ

1.ให้เริ่มต้นจากท่าแมว  (รูป 1)

2.หายใจเข้า ยืดขาซ้ายไปด้านหลัง (รูป 2)

3.หายใจออก พับขาขวาเข้ามาด้านในเล็กน้อย (รูป 3)

4.หายใจเข้า งอขาซ้ายมาไขว้ด้านหลังขาขวา (รูป 4)

5.หายใจออก โยกลำตัวไปด้านหลัง เหมือนกับเราดึงก้นไปหาขาด้านหลังคล้ายท่าเด็กหมอบ แต่ท่านี้ก้นไม่ได้สัมผัสส้นเท้าหลัง ที่สำคัญคือ การยืดแขน ยืด ไหล่ ยืดแผ่นหลัง ให้รู้สึกสบาย รู้สึกยาวที่ด้านหลัง วางหน้าผากลงพื้น ค้างท่าประมาณ 1 นาที โดยขณะค้างท่าให้หายใจเข้า-ออก ลึกและยาว สู่ความตระหนักรู้ แล้วฟีลกราว์ดเด็ด (Feel Grounded) จากนั้นค่อยๆ คลายท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 5)

พบกับคลาสพิเศษ สร้างความตระหนักรู้ในการใช้แกนกลางของร่างกาย ผ่านการฝึกหยินโยคะ การเรียนรู้ที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผืนดิน การหยั่งราก และการงอกงาม เพื่อความผ่อนคลายสู่อิสรภาพได้ที่โยคะสุตราสตูดิโอ ในเดือน พ.ย. 2560

@YogaSutra Studio พบกับ Mind & Body Series; Core Awareness Base on Yin By Kru Taew (4 Saturdays @ 1.30-3.00 pm) 4 เสาร์ เริ่มครั้งแรกวันที่ 4 พ.ย. 2560 (สำรองที่นั่ง รับจำนวนจำกัด) โทร.02-636-6758-9

‘ล้ง 1919’ ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 14:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524763

'ล้ง 1919' ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมเจ้าพระยา

โดย ปอย

ลงบีทีเอสตากสินประตู 2 แล้วรอลงเรือที่มีสัญลักษณ์โคมจีนสีแดง ล่องเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาชมความสวยงามสองฝั่งน้ำ

จุดหมายคือบ้านเก่าแก่ตระกูล “หวั่งหลี” ที่หลับใหลยาวนาน วันนี้มรดกของบรรพบุรุษถูกปลุกตื่นคืนชีวิตชีวา ในนาม “ล้ง 1919” (LHONG 1919) ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 โดยมีทายาท รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ผู้ก่อตั้งโครงการ รับหน้าที่ในการสร้างสรรค์พื้นที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ ท่าเรือ “ฮวย จุ่ง ล้ง” สถานที่จุดเชื่อมความสัมพันธ์อันรุ่งเรือง ช่วงยุคทองของการค้าระหว่างไทย-จีน ตั้งแต่รัชกาลที่ 4

เมื่อกาลเวลาผ่านไป การคมนาคมอื่นๆ ที่ทันสมัยขึ้น เข้ามาแทนที่การค้าทางเรือ ท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง ถูกลดบทบาทลง กระทั่งวันนี้ “ตระกูลหวั่งหลี” ในฐานะเจ้าของ ต้องการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม

 หัวเรือใหญ่ รุจิราภรณ์ กล่าวว่า บ้านหวั่งหลีต่างเห็นพ้องกันว่า การปลุก ฮวย จุ่ง ล้ง ให้ตื่นมารับวันลอยกระทงวันเพ็ญเดือน 12 ปีนี้ ต้องรักษารูปร่างหน้าตาแบบดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งสร้างครั้งแรก

 เมื่อได้บูรณะขึ้นมาแล้ว จะเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชน นักเรียนนักศึกษา รวมถึงนักท่องเที่ยว เข้ามาเยี่ยมชมสถานที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ ชาวจีนโพ้นทะเล ที่คงการบูรณะวัสดุแบบโบราณ เช่น ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังรอบวงกบประตู หน้าต่าง บูรณะใช้สีตรงกับของเดิม ค่อยๆ บรรจงแต้มเติมรอยจางให้ชัดขึ้น โดยไม่ได้เอาสีสมัยใหม่เข้าไประบายทับ

 การบูรณะผนังอิฐส่วนแตกล่อน ก็คงสภาพไว้ตามนั้น บูรณะโดยการใช้ปูนจากธรรมชาติแบบเก่าแก่ บูรณะช่วงรอยต่อที่แตก เพื่อไม่ให้ปูนหลุดล่อนไปมากกว่าเก่า ส่วนโครงสร้างไม้สัก ส่วนไหนชำรุดก็นำไม้จากส่วนอื่นๆ ของอาคารมาต่อเติม โดยไม่ทิ้งไม้เก่า

รุจิราภรณ์ ฉายภาพย้อนไปยุคทองของการค้าไทย-จีน คือหลังจากมีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปิดฉากการค้าเสรีกับต่างประเทศในสยามประเทศ ตั้งแต่นั้นมาพ่อค้าต่างประเทศก็เข้ามาติดต่อค้าขายอย่างอิสระ เมื่อมีการเปิดเมืองท่า พระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) ริเริ่มลงทุนสร้างเรือกลไฟ บรรทุกสินค้าที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงแล่นในมหาสมุทร

การสร้างสถานที่แห่งนี้ ราวปี 2393 เป็นท่าเรือชื่อ ฮวย จุ่ง ล้ง หมายถึงท่าเรือกลไฟ

“ถือเป็นแหล่งการค้าธุรกิจ ตัวอาคารท่าเรือเป็นร้านค้า และโกดังเก็บสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง โดยจอดเรือที่ท่าเรือด้านหน้า และนำสินค้ามาโชว์ในร้านในอาคาร เหมือนเป็นโชว์รูม ซึ่งนับเป็นท่าเรือกลไฟที่ใหญ่ที่สุดของไทยในสมัยนั้นเลยค่ะ

 จนในปี 2462 ตระกูล ‘หวั่งหลี’ โดย ตัน ลิบ บ๊วย ได้เข้ามาเป็นเจ้าของอาคารท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง คนใหม่ต่อจากพระยาพิศาลศุภผล (ชื่น พิศาลบุตร) และได้ปรับท่าเรือดังกล่าวให้กลายเป็นอาคารสำนักงานและโกดังเก็บสินค้า สำหรับกิจการการค้าของตระกูลหวั่งหลี

ต่อมาได้ปรับโกดังเก็บสินค้าการเกษตรที่ขนส่งมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่อยู่อาศัยให้เช่าราคากันเองสำหรับพนักงานในพื้นที่เรื่อยมา” รุจิราภรณ์ เล่าประวัติบรรพบุรุษ

ที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมใจของชุมชนจีน ที่ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว คลองสาน ประดิษฐานอยู่คู่ ฮวย จุ่ง ล้ง มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนปัจจุบัน เจ้าแม่หม่าโจ้วทำจากไม้ มี 3 ปาง ปางแรก คือปางเด็กสาว ให้พรด้านการขอบุตร ปางที่สอง คือปางผู้ใหญ่ ให้พรในด้านการค้าขายเงินทอง และปางที่สาม คือปางผู้สูงอายุ เชื่อว่าท่านประทับอยู่บนสวรรค์ และมีเมตตาจิตสูง

ทั้ง 3 ปางนี้ เป็นองค์ที่ชาวจีนนำขึ้นเรือเดินทางมาจากเมืองจีน เมื่อมาถึงเมืองไทยจึงอัญเชิญประดิษฐานที่ศาลแห่งนี้ อายุเก่าแก่มากกว่า 167 ปี

คนจีนเดินทางโพ้นทะเลมาถึงฝั่งประเทศไทยก็จะมากราบสักการะท่านที่คุ้มครองให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และเมื่อจะเดินทางกลับจีนก็จะมากราบลาเจ้าแม่หม่าโจ้วศูนย์รวมจิตใจของคนจีนในแผ่นดินไทย คนจีนทำการค้าในไทยจนเจริญร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็ล้วนก่อร่างสร้างตัวมาจากที่นี่

คุณค่าเชิงสุนทรียะด้านสถาปัตยกรรม ฮวย จุ่ง ล้ง ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีน นิยมมากในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน พื้นและเครื่องหลังคาสร้างจากไม้ เสาสร้างลักษณะป่องกลาง ลักษณะเป็นหมู่อาคารแบบ ซาน เหอ หยวน ผังอาคารโบราณ ลักษณะอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกัน 3 ด้าน เป็นผังรูปทรงตัว U มีพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างอาคารทั้ง 3 หลัง เป็นลานอเนกประสงค์

 อาคารประธาน ด้านในเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว ส่วนอาคารอีก 2 หลังด้านข้าง ใช้เป็นอาคารสำนักงานและโกดังสินค้า

อีกเสน่ห์ที่พลาดไม่ได้คือ การค้นพบจิตรกรรมฝาผนังโบราณ ซ่อนตัวอยู่ภายใต้สีที่ฉาบทับไว้ซ้ำไปมาหลายต่อหลายชั้นมายาวนาน เป็นการเขียนสีด้วยพู่กันลงบนผนังปูน จึงทำให้จิตรกรรมเหล่านั้นยังคงผนึกไว้ และไม่ถูกลบหายไป กอปรกับลักษณะการออกแบบและขนาดของแต่ละห้องที่แตกต่างกัน สะท้อนความเป็นศูนย์รวมช่างฝีมือชาวจีนในอดีต

โครงการบูรณะเชิงอนุรักษ์ปรับโฉมสู่บทบาทใหม่ให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ สำหรับการจัดกิจกรรม นิทรรศการ งานเลี้ยงสังสรรค์ ร้านอาหาร-คาเฟ่ ร้านจำหน่ายสินค้าศิลปะและงานฝีมือของเหล่าศิลปินรุ่นใหม่ สถานที่พักผ่อนชมวิวริมแม่น้ำ และพิพิธภัณฑ์ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยจีนในอดีต

โครงการ ล้ง 1919 ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่บนถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน เปิดให้บริการแล้วในเดือนนี้ คลิกดูรายละเอียดเฟซบุ๊ก LHONG1919 สอบถามข้อมูลโทร. 09-1187-1919

ไร่นายทองก้อน ผักสลัดปลอดสารส่งตรงถึงมือคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 14:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524761

ไร่นายทองก้อน ผักสลัดปลอดสารส่งตรงถึงมือคุณ

โดย วรธาร ภาพ : เฟซบุ๊กไร่นายทองก้อน ออร์แกนิกฟาร์ม

ไร่นายทองก้อน ออร์แกนิกฟาร์ม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บอกเลยว่าเป็นมากกว่าไร่ธรรมดา ทั้งที่เพิ่งทำมาได้แค่ 2 ปี

ใครไปดูมาแล้วคงทราบดี อย่างแรก ทุกอณูพื้นที่ของไร่ไม่มีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง พืชผักผลไม้นานาชนิดที่ปลูกไม่ว่าพืชเชิงเดี่ยว เช่น อ้อย มันสำปะหลัง หรือพืชผักสวนครัว และผักสลัด ปลูกแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และทั้งสองอย่างผสมกันทั้งสิ้น

สอง เป็นโรงเรียนสอนปลูกผักและทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เอง สำหรับคนที่สนใจฟรี แถมเลี้ยงข้าวฟรีอีกต่างหาก

สาม เป็นแหล่งศึกษาดูงานเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่เพียงคนไทยหรือหน่วยงานต่างๆ ในไทย ต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ต่างเดินทางมาดูงาน

และสี่ เป็นแหล่งขายพืชผักออร์แกนิกที่ใครก็มาซื้อได้ถึงที่ และยังมีบริการส่งถึงบ้านอีกด้วย

เจ้าของไร่คือ ดร.ดำรงศักดิ์ แก้ววงษ์ไหม อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ปัจจุบันได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรได้ 2 ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆ มาร่วม 10 ปี

“พอสอนไปถึงจุดหนึ่งก็คิดว่าคนไม่เห็นภาพว่าสิ่งที่เราทำนั้นจะได้ผลไหม? ทำแล้วมีตลาดรองรับหรือเปล่า? หรือมีแต่ทฤษฎี พอดีมีที่แปลงหนึ่งที่ปากช่อง จึงตัดสินใจทำให้ดูเป็นเหมือนโชว์รูม ต่อมาขยายไปชัยภูมิและสุโขทัย

จากที่ต้องเดินทางไปสอนตามหน่วยงานต่างๆ ร้องขอมา เป็นใครอยากมาเรียนก็สอนให้ฟรี เลี้ยงข้าวด้วย ผมอยากให้เกษตรกรเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องไปเป็นหนี้ แล้วผมไม่หวงวิชา”

ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ดร.ดำรงศักดิ์ ถือว่าประสบความสำเร็จ ทั้งปลูกพืชปกติ พืชเชิงเดี่ยว เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์ม หรือแม้แต่พืชผักสวนครัวมากมาย เช่น มะเขือเทศ หอม ถั่วฝักยาว มะละกอ รวมถึงผักสลัดที่มีมากถึง 12 ชนิด ในวิถีอินทรีย์ 100%

“ผมใช้ปุ๋ยอินทรีย์สูตรผมเองชื่อ ‘อย่างทองก้อน’ เป็นสูตรที่ใช้จุลชีพปรุงธาตุอาหารให้ผัก ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้บาซิลัสและน้ำหมักสูตรต่างๆ อาทิ น้ำหมักยาฉุน น้ำหมักพริกแกง ในการไล่แมลง เพราะฉะนั้นพืชผักทุกอย่างที่นี่จึงปลอดภัย ไร้กังวล ไม่มียาฆ่าแมลง”

ดร.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากพืชผักไม่มีสารเคมีและยาฆ่าแมลงแล้วรสชาติอร่อยด้วย ซึ่งมีการวิจัยออกมาแล้วว่าผักที่ปลูกแบบอินทรีย์รสชาติจะอร่อย เพราะปริมาณสารประกอบโพลีฟีนอลสูงกว่าผักที่ปลูกในวิถีการใช้สารเคมี

“อย่างผักสลัดที่ไร่รสชาติอร่อยมาก ตอนปลูกก็ปลูกง่ายๆ แต่ใส่ใจในทุกรายละเอียด และคัดสรรเมล็ดพันธุ์คุณภาพโดยใช้ของบริษัท ดัทช์ กรีนเนอรี่ ซึ่งจะส่งผลต่อรสชาติผักที่ดี”

เจ้าของไร่นายทองก้อน กล่าวว่า การทำการเกษตรในแบบของเขาค่อนข้างเรียบง่าย ทำไปเรื่อยๆ และบอกคนกินเสมอว่า เขาปลูกผักให้เป็นผัก ให้คงรสชาติ คุณประโยชน์ และความปลอดภัย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และเงินไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา

“แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญ คือทำอย่างไรให้คนไทย ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินเกิดได้กินอาหารที่ปลอดภัย และคนที่หันมาทำเกษตรควรจะยืนอยู่ด้วยความภาคภูมิ มากกว่าให้ใครมาสงสารว่าอยู่แบบทุกข์ยากเพ้อพร่ำไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้มีอะไร”

สำหรับพืชผักของไร่นายทองก้อนจะมีพ่อค้าแม่ค้า เจ้าของร้านอาหารมาซื้อถึงที่ไร่ ยกเว้นผักสลัดจะมีบริการส่งถึงบ้าน 1 กิโลกรัม พร้อมน้ำสลัด 1 ขวด รวมค่าส่ง 240 บาท แต่ถ้าใครมาซื้อถึงในไร่กิโลกรัมละ 100 บาท สนใจอยากกินผักสลัดอร่อยสดจากไร่นายทองก้อน โทรสั่งได้ที่เบอร์ 09-3569-9366

ลาดา อาภาภัทร + บุญโทน คนหนุ่น แบบอย่าง ‘ความดี’ ที่ได้จากคุณพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 13:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524753

ลาดา อาภาภัทร + บุญโทน คนหนุ่น แบบอย่าง ‘ความดี’ ที่ได้จากคุณพ่อ

 โดย ภาดนุ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ลาดา” อาภาภัทร สุขสวัสดิ์ชล หรือ ลาดา อาร์สยาม นักร้องสาวสวย บุคลิกร่าเริงสดใส วัย 19 ปี ที่หลายคนเห็นแล้วรู้สึก ว้าว! ในความน่ารักของเธอ

ลาดาเป็นคนรุ่นใหม่มากความสามารถที่มีดีกรี Miss Smart Teen จากเวทีประกวด Miss Teen Thailand 2013 และยังเคยฝากฝีมือในงานละครมาแล้วจากเรื่อง “ธิดาแดนซ์” ทางช่อง 3 และ “มนต์รักอสูร” ทางช่อง 8

เมื่อมีทั้งความสวย ความสามารถ และพรสวรรค์ในการร้องเพลง เธอจึงได้เดินตามความฝันด้วยการเป็นนักร้องค่ายอาร์สยามสมใจ โดยปล่อยซิงเกิลแรกที่ชื่อ “แชะ แชะ (อยากเซลฟี่กับเธอ)” ไปแล้ว

เรียกว่าเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้น (ลูกสาวคนเดียว) ของคุณพ่อ “บุญโทน คนหนุ่ม” เจ้าพ่อเพลงแหล่ที่คนไทยรู้จักกันดี และในช่วงต้นปี 2561 เธอก็จะมีซิงเกิลใหม่ให้แฟนๆ ได้ติดตามเช่นกัน

ลาดาพูดถึง คุณพ่อบุญโทน

“หนูได้เข้ามาเป็นนักร้องค่ายอาร์สยาม เพราะเคยมาออกรายการ ‘เสียงสวรรค์พิชิตฝัน’ ที่ปะป๊าเป็นคอมเมนเตเตอร์ในรายการ หนูก็มาร้องสนุกๆ เพราะจะมีเทปที่ชวนญาติๆ ของคนในรายการมาร้องอยู่เทปหนึ่ง ด้วยความที่ร้องเพลงกับปะป๊ามาตั้งแต่ 6 ขวบก็เลยทำได้ ไม่รู้สึกเขิน พอค่ายอาร์สยามเปิดออดิชั่น หนูก็ลองมาเทสต์เสียงดู จึงได้เป็นนักร้องฝึกหัดอยู่ 1 ปี และปีนี้จึงได้มีซิงเกิลแรกออกมาค่ะ

“ตอนเด็กๆ หนูเป็นเด็กกิจกรรมตัวยงตั้งแต่เรียนชั้นประถม-มัธยม อยู่ที่ จ.ราชบุรี มีทั้งไปออกค่ายทำงานจิตอาสาปลูกป่าชายเลน ทำกิจกรรมสันทนาการด้วยการร้องเพลงให้น้องๆ ฟัง หนูทำความดีเพื่อสังคมมาเรื่อยๆ พอโตขึ้นมาเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนูก็ได้รับรางวัลลูกกตัญญู จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย

“เมื่อได้มาเป็นนักร้องก็ไปทำกิจกรรมกับค่ายอาร์สยาม เช่น ไปร้องเพลงสร้างความสนุกสนานในวันเด็กให้กับเด็กพิการ นำของใช้ ขนม และตุ๊กตาไปมอบให้น้องๆ แล้วก็มีการอ่านหนังสือเสียงให้คนพิการด้วยค่ะ”

ลาดาบอกว่า ต้นแบบในการทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เธอได้มาจากคุณพ่อของเธอ แล้วพ่อยังเป็นต้นแบบในการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ อีกด้วย เรียกว่าถ่ายทอดกันมาทางสายเลือดโดยตรงเลย

“ปะป๊าอยู่ในวงการเพลงมานานก็ไม่เคยมีข่าวเสียหายอะไรเลย หนูจึงได้ต้นแบบในการวางตัวมาจากปะป๊าโดยตรง อย่างการร้องเพลงแหล่ของปะป๊าก็ถือเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง ประกอบกับหนูได้เคยอ่านพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงกล่าวว่า ผู้ที่เป็นศิลปินนั้นต้องเป็นต้นแบบในการทำความดีให้กับคนในสังคม และต้องนำส่วนที่เราทำได้ดีที่สุดไปสร้างสรรค์สังคมให้เจริญยิ่งขึ้น

 “หนูจึงน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้ ตอนอยู่โรงเรียนหนูก็จะช่วยสอนน้องๆ ร้องเพลงแหล่ ซึ่งพวกเขาก็นำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนได้

“ปะป๊าชอบช่วยเหลือคนและมองโลกในแง่ดี จนหนูซึมซับนิสัยนี้มาด้วย ส่วนเรื่องการทำบุญก็มีคุณแม่เป็นต้นแบบเช่นกัน คือคุณแม่จะชอบชวนไปทำบุญและทำทานเป็นประจำ ถ้าถามว่าการทำความดีนั้นเราได้อะไรตอบแทน ก็ตอบได้ว่าอย่างแรกคือได้ความสุขค่ะ แม้ตอนเราทำดี คนอื่นอาจจะไม่เห็น หรือมองข้ามไป แต่ท้ายที่สุดเรารู้อยู่กับใจตัวเองว่าเราทำดี ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว หนูจึงพูดดี ทำดี และคิดดีต่อคนอื่นเสมอ แค่นี้ก็มีความสุขแล้วค่ะ”

ลาดาทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาคุณพ่อเป็นต้นแบบการใช้ชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็ก ทุกวันนี้คุณพ่อก็ก้าวเข้าสู่วัย 63 ปีแล้ว แต่ก็ยังขยันรับงานอีเวนต์ ทำขวัญนาค และงานเลี้ยงต่างๆ อยู่เสมอ เธอจึงอยากให้ท่านดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี อย่านอนดึก พักผ่อนเยอะๆ เพราะอยากให้ท่านแข็งแรงไปนานๆ

คุณพ่อบุญโทน พูดถึงลาดา

“ตั้งแต่วันแรกที่ลาดาเกิดมา จนเดินได้และรู้ความ ผมจะสอนให้เขาไม่หวงของกินก่อนเลย มนุษย์เราถ้าไม่หวงของกินแล้ว ก็จะกลายเป็นคนมีน้ำใจกับผู้อื่น ตั้งแต่เรียนชั้นประถม ลาดามักจะซื้อขนมไปฝากเพื่อนๆ อยู่เสมอ เรียกว่าเราปลูกฝังเขามาตั้งแต่เด็กๆ เลยในเรื่องความมีน้ำใจ การให้เกียรติผู้อื่น และการมีสัมมาคารวะ

“ตั้งแต่เลี้ยงลาดามา ผมกับภรรยาไม่เคยตีลูกเลย ถ้าเขาทำผิด ผมจะเรียกมาอบรมเป็นชั่วโมงๆ พูดสอนให้ฟังจนสำนึกได้ ว่าต่อไปอย่าทำผิดอีก ตอนเด็กๆ ลูกอาจจะร้องไห้โยเยบ้าง แต่เวลาผมอบรมนี่ ห้ามภรรยาเข้ามายุ่ง และเมื่อภรรยาอบรมลูก ผมก็จะไม่เข้าไปยุ่งเช่นกัน”

บุญโทนบอกว่า เมื่อลูกสาวเริ่มโตเป็นวัยรุ่น เขาก็จะสอนเสมอว่า ลูกต้องทำความดีเยอะๆ ให้สมกับเป็นลูกศิลปินที่มีคนรู้จักทั่วประเทศ เพราะเมื่อก่อนตัวเขาเองก็ชอบช่วยเหลือผู้คนมากมายจนจำไม่ได้ว่าช่วยใครไปบ้าง

“อย่างเมื่อก่อนผมจะร้องเพลงในคาเฟ่ ตอนนั้นผู้ชายคนนี้เป็นเด็กเสิร์ฟ วันหนึ่งเขาก็มาบอกกับผมว่า ตอนนี้เขาไม่มีเงินจะกินข้าวเลย ผมก็ช่วยเหลือเขาไปโดยไม่คิดอะไร เมื่อเร็วๆ นี้ผมไปรับงานร้องเพลงที่ จ.บุรีรัมย์ อยู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งมายกมือไหว้ ผมก็จำไม่ได้ว่าเป็นใคร เขาก็บอกว่าเขาคือเด็กเสิร์ฟที่ผมช่วยเหลือไว้เมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นเจ้าของโรงสีฐานะร่ำรวย ซึ่งเมื่อได้ยินแบบนี้ผมก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขมากๆ ที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือเขาในวันนั้น ผมจะสอนลูกสาวเสมอว่า ถ้าทำอะไรก็ต้องทำให้ดี ช่วยเหลือใครได้ก็ต้องช่วย คนเราแค่ไม่ทำชั่วเท่านั้น เราก็เป็นคนดีได้แล้ว

 “ยิ่งทุกวันนี้เห็นลูกสาวเป็นเด็กดี พูดจาไพเราะ ชอบช่วยเหลือคน รู้จักวางตัว ไม่ดูถูกคนที่ด้อยกว่า บอกเลยว่านี่คือความสุขที่สุดในชีวิตผมแล้ว พอลูกสาวเข้าวงการมาเป็นนักร้อง ก็มีเสียงคนพูดให้เข้าหูว่า ‘แหม ลูกสาวดูแบ๊ว ดูเรียบร้อยไปหรือเปล่า’ อันนี้ผมไม่ใส่ใจนะ เพราะคิดดูสิว่า คนเราถ้าจะดังควรดังในเรื่องดีใช่ไหม ไม่จำเป็นต้องดังในเรื่องข่าวเสียๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นพ่อแม่จะรู้สึกอายมากกว่า”

บุญโทนเสริมว่า ทุกวันนี้เขายังใช้พรสวรรค์ในการแต่งเพลงแหล่กับงานที่มีลูกค้าว่าจ้างตลอดปี จึงดูแลชีวิตครอบครัวได้ดีพอสมควร การที่ลูกสาวคนสวยเข้าวงการมาเป็นนักร้อง เขาห่วงอย่างเดียวคือเรื่องมีแฟน เพราะกลัวเจอคนไม่ดี ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นไม่ค่อยน่าห่วง เพราะมีคุณแม่คอยติดตามไปด้วยกันตลอด ทั้งไปเรียน หรือไปทำงานร้องเพลง

“นานๆ ผมจะอบรมลูกสักครั้ง แต่จะซีเรียสนะ สอนอะไรต้องจำ ผิดกับคุณแม่เขาที่จะสอนถี่ อบรมบ่อย จะออกแนวบ่นซะมากกว่า (หัวเราะ) ถ้าถามว่าผมคาดหวังไหม ว่าลูกสาวต้องโด่งดัง พูดตรงๆ ว่าพ่อแม่ทุกคนก็ย่อมต้องคาดหวัง แต่เราจะไม่ใช้วิธีไปฝากลูกสาวกับใครๆ เพื่อให้ได้งาน บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นพ่อลูกกัน ผมจะคิดว่าถ้าลูกแน่จริง ก็ต้องไปแคสติ้งงานหรือไปเทสต์เสียงเองสิ คือถ้าเขามีความสามารถจริงๆ เขาต้องมีโอกาสได้งาน ถ้าลูกขวนขวายเอง ผมกับภรรยาก็จะสนับสนุนเต็มที่

“ผมจะสอนลูกสาวอยู่เสมอว่า เวลาทำอะไรต้องทำให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุด แล้วการก้าวเข้ามาอยู่ในวงการนักร้อง ย่อมต้องมีทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดีตามมา อย่างพอหลายคนรู้ว่าลาดาเป็นลูกสาวผม ก็จะมีข่าวซุบซิบว่าพ่อดันลูกสาวนี่ แต่ที่จริงแล้วลูกสาวเขาใช้ความสามารถที่เขามีอยู่ เพื่อให้ได้มาเป็นนักร้องด้วยตัวเองจริงๆ เวลาลูกร้องเพลงออกงาน นานๆ ครั้งผมก็จะตามไปดูเพื่อติชมแนะนำลูก คือหัวอกพ่อแม่ทุกคน ผมว่าเราอยากจะดูแลลูกให้ดีที่สุด จนกว่าลูกเราจะโตเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละครับ”