รินรดา รวีเลิศ สำคัญที่สุดคือเวลาของครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524747

รินรดา รวีเลิศ สำคัญที่สุดคือเวลาของครอบครัว

โดย ฤดูกาล

บางคนอาจมองว่าการท่องเที่ยวคือความฟุ่มเฟือย แต่สำหรับ หยก-รินรดา รวีเลิศ ผู้ประกาศข่าวช่องเวิร์คพอยท์ กลับมองต่างออกไป

เพราะเธอใช้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งชาร์จพลังงาน และใช้เป็นช่วงเวลาเยียวยาความรู้สึกของคนในบ้านให้มีความสุขเสมอ

“หยกทำงาน 7 วัน ดังนั้นพอมีเวลาหยุดยาวก็อยากพาพ่อแม่และน้องๆ ไปเที่ยวพร้อมหน้า ไปใช้เวลาร่วมกันให้มากที่สุด และแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงแต่ถ้าเทียบกับการได้ใช้เวลาร่วมกันมันเทียบเป็นตัวเงินไม่ได้เลย”

 ในฐานะลูกสาวคนโต เธอเล่าวิธีเตรียมตัวสำหรับทริปครอบครัวว่า อันดับแรกต้องชี้เป้าหมาย โดยจะเป็นการตกลงกันของทุกคนในครอบครัวว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน ซึ่งประเทศนั้นต้องเหมาะกับทั้งผู้สูงวัยและลูกๆ

 จากนั้นหยกจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการทำการบ้าน โดยศึกษาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและไกด์บุ๊ก

 “หนังสือจะช่วยวางแผนการเดินทางได้เยอะเพราะมีเนื้อหาละเอียด ทั้งข้อมูลความรู้ เส้นทาง การเดินทาง และการเตรียมตัวแบบละเอียดยิบ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการวางแผนมาก”

 จากนั้นเมื่อคัดเลือกเมืองหรือจุดหมายปลายทางได้แล้ว เธอจะเปิดดูเส้นทางในแอพพลิเคชั่นกูเกิลแมป เพื่อวางลำดับก่อนหลังให้ง่ายต่อการเดินทาง ศึกษาระบบขนส่งสาธารณะ

รวมถึงปักหมุดร้านอาหารที่เด่นดังในเมืองนั้น เพื่อไม่ให้พลาดของอร่อยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในทุกทริป

“โชคดีที่ถึงแม้ว่าป๊ากับแม่จะอายุมากแล้ว แต่ใจเขาวัยรุ่นมาก เขาไม่ติดหรู ไม่ติดสบาย เพราะเขาตั้งธงเอาไว้ว่าถ้าไปเที่ยว เราควรจะทำอะไรที่ไม่เหมือนปกติ อย่างเช่นเวลาไปเที่ยวเราควรตื่นเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้น ไปดูวิถีชีวิตยามเช้า หรือนอนค่ำหน่อย เพื่อจะออกไปดูสีสีนยามค่ำคืน เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่เรียกว่าการเปลี่ยนบรรยากาศ” เธอกล่าวเพิ่มเติม

 เธอยกตัวอย่างทริปตะลุยญี่ปุ่นที่เมืองเกียวโต โอซากา โตเกียว ก่อนเดินทางเธอเตรียมข้อมูลไปปกติ แต่ที่น่าสังเกตคือพ่อและแม่ที่ชวนกันออกไปจ๊อกกิ้งรอบหมู่บ้าน ซึ่งเธอมารู้คำตอบทีหลังว่า เป็นเพราะท่านทั้งสองต้องการเตรียมร่างกายให้แข็งแรงเพื่อทริปญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

“เวลาไปเที่ยวป๊ากับแม่ไม่อยากให้ปัญหาสุขภาพและร่างกายมาเป็นอุปสรรค พวกท่านเลยเตรียมตัวก่อนเดินทางสองเดือน ซึ่งปรากฏว่าทริปญี่ปุ่นเป็นทริปที่เดินเยอะมาก แต่พวกท่านก็มีความสุขมาก ทำให้เราทุกคนมีความสุขไปด้วย”

นอกจากนี้ การเดินทางยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างมาก เนื่องจากทุกวันนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานและมีเวลาส่วนน้อยให้ครอบครัว

 ฉะนั้น การเดินทางจะทำให้ทุกคนได้นั่งคุยกันทั้งวัน ได้รับประทานอาหารพร้อมหน้าทุกมื้อ และที่สำคัญที่สุดคือ มีเวลาแห่งความสุขซึ่งจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีตลอดไป

“หยกเห็นหลายบ้านที่พูดคล้ายๆ กันว่า เสียดายที่ไม่ได้พาพ่อแม่เที่ยวตอนเขายังมีแรง ซึ่งเข้าใจว่าความพร้อมของแต่ละคนมาไม่เหมือนกัน บางคนพร้อมพาครอบครัวเที่ยวตอนสามสิบ หรือบางคนเกือบเกษียณแล้ว แต่หยกคิดว่า เราทุกคนสามารถจัดสรรเงินทองและเวลาได้

 เราอาจไม่ต้องไปเที่ยวถึงยุโรปหรือต่างประเทศ เพราะการไปเที่ยวต่างจังหวัดก็ถือว่าไปเที่ยวแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดเชื่อเถอะว่าพ่อแม่ไม่ซีเรียสว่าจะไปที่ไหน แต่เขาไปไหนก็ได้ที่มีครอบครัวไป และขอได้ใช้เวลาร่วมกันเท่านั้นเอง” เธอกล่าวทิ้งท้าย

6 วิธีดูแลผิวสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 13:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524743

6 วิธีดูแลผิวสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวทั้งจากการทาครีม และการเลือกทานอาหาร

ใครๆ ก็อยากมีผิวสวยสุขภาพดีกันทั้งนั้น ซึ่งการดูแลผิวนั้นสามารถทำได้ทั้งจากภายนอก อย่างการทาครีมบำรุง ครีมกันแดด หรือผลิตภัณฑ์ความงานต่างๆ และการดูแลจากภายใน อย่างการออกกำลังกายและเลือกรับประทานอาหาร ถ้าหากทำทั้งภายในและภายนอกคู่กัน ก็จะได้ประสิทธิภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปอีก

1. ทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี – เช็ดเครื่องสำอางออกด้วยคลีนเซอร์ก่อนล้างด้วยโฟมล้างหน้า เพื่อขจัดคราบเครื่องสำอางที่อาจตกค้างและอุดตันได้

2. บำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ – ทาครีมบำรุงที่เหมาะสมกับสภาพผิวทุกเช้าเย็น และอย่าลืมทาครีมกันแดดในทุกเช้า เพื่อป้องกันรังสียูวีที่จะมาทำร้ายผิวได้

3. ดื่มน้ำสะอาดประมาณ 2 ลิตรต่อวัน – น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญต่อร่างกาย การดื่มน้ำจะช่วยรักษาความชุ่มชื่น และความสมดุลให้แก่ผิวได้เป็นอย่างดี

4. ทานอาหารและทาครีมที่ช่วยต่อต้านการเกิด Anti-oxidant – ควรกินผลไม้สดที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบอร์รี่ ทับทิม ชา ส้มโอ อโวคาโด้ แครอท และใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารต่อต้านอนุมูลอิสระในผิว

5. พักผ่อนให้เพียงพอ – การพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยสร้างกระบวนการฟื้นฟู และซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่ให้ได้ผลดีที่สุด

6. ออกกำลังกาย – การออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นการขับสารพิษออกจากร่างกายทางเหงื่อได้ดีทางหนึ่ง ทำให้ระบบไหลเวียนต่างๆ ทำงานดีขึ้น ผิวพรรณก็จะสวยงาม ระบบขับถ่ายดีขึ้น แถมยังช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วย

ฉัตรชัย-ปวีณา วงศ์มหเจริญ สุขผ่านงานสร้างสรรค์ได้ไม่จำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 11:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524734

ฉัตรชัย-ปวีณา วงศ์มหเจริญ สุขผ่านงานสร้างสรรค์ได้ไม่จำกัด

 โดย  วราภรณ์ เทียนเงิน ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ซาลาเปาบัน 101” ของสองพี่น้องนักธุรกิจรุ่นใหม่ ฉัตรชัย-ปวีณา วงศ์มหเจริญ ซึ่งสร้างแบรนด์ ซาลาเปาโฮลวีต เพื่อสุขภาพรูปแบบใหม่ และตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่สนใจดูแลสุขภาพ จึงช่วยผลักดันแบรนด์เติบโตต่อเนื่อง

สองพี่น้อง ร่วมก่อตั้งแบรนด์ซาลาเปาบัน 101 (Bun101) ซาลาเปาโฮลวีต เป็นรายแรกของประเทศไทย หรือรายแรกในโลก มาจากทั้งคู่ต้องการสร้างสิ่งที่แตกต่าง และความสนใจดูแลสุขภาพ รวมถึงความผูกพันในซาลาเปา เมนูอาหารใกล้ตัวที่ได้รับประทานตั้งแต่เด็กๆ ทำให้มุ่งมั่นและสร้างแบรนด์ให้เติบโต ซึ่งในปัจจุบันมีสาขาในห้างสรรพสินค้าจำนวนหลายแห่งแล้ว

 ฉัตรชัย กล่าวว่า การทำธุรกิจ ไม่ง่าย และไม่ได้ประสบความสำเร็จจากการทำเพียงวันเดียว ทุกอย่างต้องผ่านบททดสอบหลายด้าน ในช่วงแรกเราทั้งสองคนต้องทำทุกอย่างในร้านเองทั้งหมด ดูแลทุกอย่าง

“การขนส่งสินค้า ไปส่งสินค้าด้วยตัวเอง ไปจนถึงหน้าที่ทำความสะอาดเอง อีกทั้งในระยะแรกได้เริ่มทำซาลาเปาสีขาวธรรมดา แต่พบว่ายังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเราทั้งคู่ หลังจากนั้นได้เปลี่ยนมาทำซาลาเปาโฮลวีต ถือเป็นบทพิสูจน์ให้เราได้เรียนรู้ และการเลือกทำซาลาเปาโฮลวีต ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค รวมถึงต้องกับความต้องการของเราที่จะสร้างธุรกิจให้มีความยั่งยืนในระยะยาว”

 ขณะที่ ปวีณา กล่าวว่า การทำธุรกิจก็เหมือนการเลี้ยงลูก ที่ต้องดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และตลอด 7 วัน

 “เราเคยมีความท้อถอยและมีอุปสรรคหลายด้าน แต่ทุกอย่างมีการมุ่งมั่น อดทน และสู้ให้มากพอ รวมถึงมีกำลังใจที่ดีประกอบกัน พร้อมกับต้องมีความรักในการทำซาลาเปา จึงสามารถร่วมฝ่าฟันทุกอย่างมาได้ โดยซาลาเปาบัน 101 ถือเป็นธุรกิจแรกของทั้งคู่และได้มาทำร่วมกัน อีกทั้งการบริหารธุรกิจต้องต่อยอดหาความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดที่จะเรียนรู้”

 สำหรับพี่น้องที่ได้มาบริหารร่วมกัน จึงได้มีการแบ่งหน้าที่บริหารงาน ฉัตรชัยจะดูแลหน้าร้านและการบริหารจัดการด้านการตลาด ส่วนปวีณาจะดูแลในด้านหลังบ้าน และการดูแลเมนูอาหารในร้าน ซึ่งในบางครั้งก็มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็มีการพูดคุยและหาข้อตกลงตรงกลาง มีความเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมร่วมแก้ปัญหาต่างๆ ไปผลักดันให้แบรนด์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ปวีณา กล่าวว่า การทำซาลาเปาที่ทั้งคู่ได้ศึกษาข้อมูลทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง และได้ทดลองทำเมนูซาลาเปาเอง ได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้การทำ และเปิดตัวเข้ามาสู่ตลาด

“โดยในช่วงแรกของการเปิดตัว ซาลาเปาโฮลวีต ซึ่งมีสีแตกต่าง จากซาลาเปาสีขาว ลูกค้าก็เกิดความสงสัย มีลูกค้าที่ปฏิเสธ แต่เมื่อลูกค้าได้ลองชิมซาลาเปา ต่างให้การตอบรับที่ดี”

สำหรับ ซาลาเปาโฮลวีต แป้งซาลาเปามาจากจมูกข้าวและน้ำมันรำข้าว รวมถึงเป็นสูตรที่ไม่มีไขมันทรานส์ เพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รับอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าหันมาใส่ใจการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อีกทั้งในร้านยังมีเมนูอาหารอื่นๆ หลายอย่างด้วย

 ขณะที่แนวคิดการบริหารธุรกิจในสไตล์คนรุ่นใหม่ ที่ในปัจจุบันมีพนักงานรวม 25 คนแล้ว จากจุดเริ่มต้นเพียง 2 คน โดยการบริหาร พร้อมเปิดกว้างให้ทุกคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และทีมงานทุกคนก็มีแนวคิดเดียวกัน ในการสนใจเรื่องดูแลสุขภาพ พร้อมกับการให้ความจริงใจแก่ลูกค้า พร้อมให้ข้อมูลทุกด้านและตรงไปตรงมา รวมถึงให้บริการที่ดี ส่งผลให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์

ทั้งคู่ทำธุรกิจร่วมกัน แต่ก็มีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกันด้วย ที่ต่างชื่นชอบการออกกำลังกายเหมือนกันในทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะการวิ่ง และการได้ออกกำลังกายยังช่วยในเรื่องการพักผ่อนทางจิตใจ รวมถึงการไปในสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่ ทำให้ได้รับแนวคิดใหม่ๆ กลับมา เป็นแรงขับเคลื่อนสร้างบริหารจัดการธุรกิจต่อไป อีกทั้งยังชื่นชอบในเรื่องการทำอาหาร คิดค้นสูตรและได้เรียนรู้ใหม่ๆ

ฉัตรชัย กล่าวถึงแผนงานว่า ในอนาคตที่วางแผนไว้ จะขยายสาขาซาลาเปาบัน 101 ใหม่ ปีละ 1-2 สาขา พร้อมกับการนำเสนอเมนูอาหารเพื่อสุขภาพใหม่ในร้านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างแบรนด์ ทำให้อยู่ในใจของผู้บริโภค กลุ่มครอบครัว และลูกค้าที่สนใจดูแลสุขภาพ พร้อมกับการสร้างแบรนด์ไทยให้เติบโตและขยายสาขาไปในต่างประเทศและในประเทศเพื่อนบ้าน

“ในโลก ยังไม่มีร้านซาลาเปาที่มีคอนเซ็ปต์ในแบบนี้มาก่อน เราต้องการสร้างแบรนด์ไทยให้อยู่ในใจลูกค้า นำเสนอเสน่ห์ของเมนูอาหารเอเชีย พร้อมผลักดันแบรนด์ให้เติบโตในประเทศเพื่อนบ้านให้สำเร็จ” ฉัตรชัย กล่าวทิ้งท้าย

เนตรนิภา สิญจนาคม วางแผนเผื่อเรื่องไม่คาดฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 11:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524732

เนตรนิภา สิญจนาคม วางแผนเผื่อเรื่องไม่คาดฝัน

ผู้อยู่เบื้องหลังงานต่างๆ ที่ถูกจัดแสดงบนเบื้องหน้าอันสวยหรู ถูกเรียกว่าคนทำอีเวนต์ หรืออาชีพ “นักสร้างฝัน” ที่ใช้แรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน อีกทั้งต้องทำให้เรื่องงานและเรื่องส่วนตัวมีส่วนผสมที่ลงตัว ถึงจะมีความสุขกับการทำงานที่แท้จริง

เพราะคนทำงานสายอีเวนต์ส่วนใหญ่ก็เป็นพวก “ใช้ใจทำงาน” ไม่แพ้คนทำงานสร้างสรรค์ประเภทอื่น “ออม” เนตรนิภา สิญจนาคม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัม ผู้ประกอบการอีเวนต์ ออร์แกไนเซอร์ สาวมั่นอีกคนหนึ่งที่ทำงานสายสร้างฝันและสร้างสรรค์กับอาชีพออร์แกไนเซอร์มาไม่น้อยกว่า 28 ปี เรียกว่าตลอดชีวิตของการทำงานก็ว่าได้

จากเด็กกิจกรรมในรั้วโรงเรียนสตรีวิทยาเข้าสู่มหาวิทยาลัย ด้วยเพราะเอนทรานซ์ไม่ติด จึงเลือกที่จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง บริหารธุรกิจ เอกโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ แต่ด้วยความสนใจที่อยากเรียนรู้ในสายงานสร้างสรรค์ จึงใช้เวลาที่มีนอกเหนือจากการเรียนทำงานไปด้วยเพื่อหาประสบการณ์

เสมือนหนึ่งเป็นกิจกรรมที่ควบคู่ไปกับการเรียน ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีกร งานเขียนบท งานละคร หรือแม้แต่การไปเป็นสตาฟฟ์ในงานต่างๆ เพื่อเรียนรู้ จนในที่สุดก็ได้ค้นพบและได้ทำในสิ่งที่รัก นั่นคือธุรกิจออร์แกไนเซอร์ ที่เป็นธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง สร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ได้ตอดเวลา

“ธุรกิจออร์แกไนเซอร์เมื่อ 25 ปีก่อน ก็ไม่เหมือนปัจจุบัน เป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ไม่ค่อยมีคนสนใจ กว่าจะได้ความรู้แต่ละเรื่องมาต้องลงมือทำด้วยตัวเองทั้งหมด เริ่มทำตั้งแต่อายุ 22 ปี ในช่วงที่เริ่มงานแรกๆ ยังเป็นบริษัทมัลติวิชั่นสไลด์อยู่ เราทำไปเรียนรู้ไป น่าจะเป็นฝ่ายขายคนเดียวที่ได้ทำผลิตด้วย เพราะตัวเองเป็นคนชอบเรียนรู้ จึงใช้ความสนุกและความอยากรู้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน” เนตรนิภา เท้าความหลัง

 งานออร์แกไนเซอร์จริงๆ แล้วไม่ใช่งานที่ง่ายนัก เธอชี้ว่าเป็นงานที่ต้องรู้จริง คิดจบ แก้ปัญหา และใช้เวลาให้คุ้มค่า ถึงจะออกมาดีได้

 “ตอนทำแรกๆ ก็ไม่คิดว่าจะทำนานแค่ไหน รู้แต่ว่าสนใจอะไร อยากรู้อะไรก็ทำไปให้เต็มที่ ทำไปทำมาก็รักและรักมากขึ้น เพราะเป็นงานที่สนุกและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ได้อยู่ตลอดเวลา จนถึงเวลาที่ได้แต่งงานและเปิดบริษัทออร์แกไนเซอร์ขึ้นมา ชื่อบริษัท เซ็นทรัม ซึ่งการมีบริษัทก็เหมือนมีลูกที่ต้องดูแลจนเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี

 “กระนั้นเองมารู้สึกตัวอีกทีก็ย่างเข้าเลข 5 แล้ว โดยชีวิตในวัยเลข 5 ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดนะ เมื่อก่อนเราอาจจะรู้สึกว่าพออายุ 50 จะต้องแก่ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่เคยรู้สึกแก่ เรามีความสุขทุกวัน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ยังมีแรงบันดาลใจในการทำงานและการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

เนตรนิภา บอกว่าพอมีความรู้มีประสบการณ์มากขึ้นก็อยากแบ่งปัน ก็เลือกที่จะนำไปสอนน้องๆ ตามมหาวิทยาลัยบ้าง รับน้องๆ ฝึกงานด้าน MICE และ Event มาสอนบ้าง

“ก็มีความสุขดี ครอบครัวก็เป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มในชีวิต คิดว่าตัวเองเป็นคนโชคดีที่มีครอบครัวดีและคอยให้กำลังใจ รู้ว่าเราทำงานหนักแค่ไหนตั้งแต่เปิดบริษัทจนทุกวันนี้ 20 กว่าปี ลูกๆ ก็โตขึ้นอย่างมีคุณภาพ ทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมาก็คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าได้ตลอด”

อนาคตหลังจากนี้ เธอก็เริ่มมองเรื่องความมั่นคง และการพักผ่อนหลังเกษียณไว้แล้ว โดยเราจะนำรายได้ที่เข้ามาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

“แบ่งเป็นเงินสำหรับค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว ที่จัดส่วนนี้เป็นก้อนแรก เพราะการเดินทางทุกครั้งจะสร้างจินตนาการให้กับการทำงาน เป็นการเติมเต็มให้กับเราและสมาชิก ส่วนเงินก้อนที่ 2 ก็จะจัดไว้เป็นทุนการศึกษาของลูกๆ และก้อนที่ 3 ก็จะเก็บไว้สำหรับอนาคต ซึ่งจะเป็นก้อนรวมสำหรับเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่คาดฝัน ส่วนอนาคตที่ไกลกว่านั้น ก็ไม่มีอะไรมาก เดินหน้าต่อไป ยังอยากทำอะไรให้ได้มากขึ้น ดีขึ้น เป็นประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมมากขึ้น

“เราเชื่อว่าเราก็เป็นคนหนึ่งที่มีศักยภาพ และสามารถทำอะไรเพื่อคนข้างหลังได้อีกมาก ก็ตั้งใจทุกอย่างที่ได้มีโอกาสทำ” เนตรนิภา ทิ้งท้าย

ข้อไหล่ติดยึด อย่ายึดติด… รีบรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 10:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524730

ข้อไหล่ติดยึด อย่ายึดติด... รีบรักษา

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล         sopitasavang2010@gmail.com

โรคเรื้อรังที่คนทำงานออฟฟิศหรือสำนักงาน ที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่จะเป็นกัน เมื่อมารู้ตัวก็เรื้อรังและเป็นมากเสียแล้ว นั่นคืออาการข้อไหล่ติดยึด

ข้อมูลจากเว็บไซต์โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้อธิบายถึงข้อไหล่ติดยึด (Frogen Shoulder) คือภาวะที่มีการขยับข้อไหล่ได้น้อย โดยมักจะเริ่มจากน้อยๆ เช่น ไม่สามารถยกไหล่ได้สุดหรือไขว่หลังได้สุด ต่อมาถ้าไม่ได้รับการรักษา จะเป็นมากขึ้นจนขยับได้น้อย หรือไม่ได้เลย

สาเหตุหลักของข้อไหล่ยึดติด การอักเสบของเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆ ข้อไหล่ ซึ่งเรียกว่า เยื่อหุ้มข้อไหล่ (Capsule) ปกติเยื่อหุ้มข้อไหล่จะค่อนข้างยืดหยุ่นและสามารถขยายตัวหรือหดตัว ตามการขยับของข้อไหล่ได้ แต่เมื่อเกิดภาวะข้อไหล่ติดยึดขึ้น เยื่อหุ้มข้อไหล่ดังกล่าวจะมีการอักเสบและหดตัวจนไม่สามารถยืดหยุ่นได้เหมือนเดิม ทำให้ขยับข้อไหล่ได้ลดน้อยลง และมีอาการปวดร่วมด้วยเสมอ

การกระแทกของข้อไหล่ การที่ขยับข้อไหล่เป็นเวลานาน การอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็นโดยรอบข้อไหล่ สามารถนำไปสู่การอักเสบของเยื่อหุ้มข้อไหล่ได้ทั้งสิ้นเมื่อเกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อไหล่ดังกล่าว ก็ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะข้อไหล่ติดยึดในที่สุด

 สำหรับการวินิจฉัยภาวะข้อไหล่ติดยึดต้องอาศัยการตรวจ การเคลื่อนไหวของข้อไหล่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการค้นหาสาเหตุของข้อไหล่ติดยึด เช่น มีการอักเสบฉีกขาดของเอ็นภายในข้อไหล่ มีหินปูนเกาะภายในข้อไหล่ ฯลฯ อีกสาเหตุหนึ่งที่มักทำให้ผู้ป่วยมีภาวะข้อไหล่ติดยึดได้มากขึ้น และรักษายากขึ้น คือโรคเบาหวานที่ขาดการควบคุมที่ดี

เมื่อหยิบข้อมูลจากหมอชาวบ้าน ชุดหนังสือสุขภาพ Bones Care Kit กระดูก 206 ชิ้นที่ควรใส่ใจ ได้กล่าวถึง 10 สัญญาณอันตราย เสี่ยงไหล่ติด หากใครมีอาการปวดจากการกระทำดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันที

1.เอื้อมหยิบของจากที่สูงไม่ได้ 2.เอี้ยวตัวหยิบของทางด้านหลังไม่ได้ เช่น เอี้ยวหยิบของที่เบาะหลังของรถยนต์ ขณะนั่งอยู่ที่เบาะหน้า 3.เอื้อมไปรูดซิปด้านหลังเสื้อไม่ได้ 4.ยกแขนเพื่อสวมเสื้อผ่านทางศีรษะไม่ได้ 5.ทำท่าตามระเบียบพักไม่ได้

6.ผลักบานประตูหนักๆ ไม่ได้ 7.เริ่มหมุนพวงมาลัยรถยนต์ลำบากขึ้น 8.ยกแขนขึ้นสระผมตัวเองลำบาก 9.เอื้อมไปล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลังลำบาก และ 10.ยกไหล่ลำบาก

สถาบันเวชศาสตร์การกีฬาและออกกำลังกายกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดข้อไหล่ติดหรือข้อไหล่ยึด มีดังนี้ “อายุ” ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40 และ 60 ปี มีโอกาสเกิดโรคนี้สูงกว่าคนวัยอื่น “การเคลื่อนไหวข้อไหล่น้อยลง” หากเกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ จนไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ระยะเวลาหนึ่ง จะพบว่าจะเกิดข้อไหล่ติดตามมา “โรคเบาหวาน” ผู้ป่วยเบาหวานจะมีอัตราการป่วยด้วยโรคนี้สูงกว่าคนปกติ และ “โรคอื่นๆ” พบว่าโรคบางอย่างสัมพันธ์ต่อการเกิดข้อไหล่ติด เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ และโรคหัวใจ

อาการเจ็บไหล่ เอ็นหัวไหล่อักเสบ และอาการของข้อไหล่ติด จะก่อให้เกิดอาการปวดเจ็บตื้อๆ โดยอาการปวดจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว อาการที่เด่นชัดคือการไม่สามารถขยับข้อไหล่ได้เลย มีอาการปวดเวลานอนทับ เจ็บไหล่ หรือเวลากลางคืนมาก อาการของโรคข้อไหล่ติดมี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1-ระยะเจ็บปวด ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการเจ็บปวดค่อยๆ เป็นมากขึ้น เมื่อโรคเป็นมากขึ้นอาจมีอาการปวดแม้ไม่ได้ทำอะไร ระยะนี้มักนาน 6 สัปดาห์ ถึง 9 เดือน พิสัยการเคลื่อนไหวของข้อลดลง

ระยะที่ 2-ระยะข้อยึด อาการปวดจากระยะแรกอาจยังคงอยู่แม้มักจะเริ่มมีอาการปวดลดลง พิสัยการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ในทุกทิศทางลดลง อาจส่งผลต่อกิจวัตรประจำวันอย่างมาก ระยะนี้ทั่วไปอาจนาน 4-9 เดือน หรืออาจนานกว่านี้ได้

และระยะที่ 3-ระยะฟื้นตัว อาการปวดจะลดลง พิสัยการเคลื่อนไหวของข้อไหล่จะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วง 5 เดือนถึง 2 ปี

 ข้อไหล่ติด โดยทั่วไปจะดีขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ซึ่งหลักในการรักษา คือการลดความเจ็บปวดและเพิ่มพิสัยของการเคลื่อนไหว มากกว่า 70% ของผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยรับประทานยาต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวดและบวม การฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ โดยตรงเข้าไปในข้อไหล่ ร่วมกับการทำกายภาพบำบัด การออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหว และการใช้ความร้อนเพื่อช่วยคลายการยึดติดก่อนที่จะออกกำลังกายยืด

เนื่องจากส่วนหนึ่งของผู้ป่วยที่มีข้อไหล่ติดนั้น มีสาเหตุจากภายในข้อไหล่เอง ซึ่งอาจจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด ดังนั้น แพทย์เฉพาะทางจะทำการตรวจแยกสาเหตุของอาการปวดก่อนวางแผนการรักษา หากอาการไม่ดีขึ้นด้วยการรักษาวิธีอื่นๆ แล้ว แพทย์อาจแนะนำให้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยวิธีการที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ การดัดข้อไหล่เมื่อดมยาสลบ และการผ่าตัดส่องกล้องข้อไหล่

แต่ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม การทำกายภาพบำบัดนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวและช่วยบรรเทาอาการปวด

นพ.สุวิชาญ บำรุงเชาว์เกษม สาขาออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้เขียนบทความชื่อ “ข้อไหล่ติด พิชิตได้” ไว้ว่า

“ข้อไหล่ติดเป็นอาการที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยใช้เวลาประมาณ 18-24 เดือน ขึ้นอยู่กับตัวคนไข้เอง ว่าให้ความร่วมมือและดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน การทำกายภาพบำบัด คุณหมอสามารถตรวจวินิจฉัยตามระยะเวลาและอาการของโรค พร้อมกับออกแบบท่าในการบริหารหัวไหล่ให้เหมาะสมกับคนไข้เป็นรายบุคคลไป ซึ่งคนไข้สามารถกลับไปทำเองได้ที่บ้าน

หากคนไข้มีระเบียบวินัยในการดูแลตัวเองจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและมีความสุขได้ไม่ยาก และถ้าหากอยากห่างไกลจากอาการหัวไหล่ติด ควรดูแลปัจจัยร่วมอื่นๆ ให้ดี ใครที่เป็นเบาหวาน ไทรอยด์ ต้องคอยควบคุม หลีกเลี่ยงท่าที่มีการเหวี่ยงหรือกระตุ้นให้หัวไหล่เกิดการอักเสบได้ง่าย แต่ถ้าเมื่อไหร่อักเสบแล้วต้องรีบมารับการรักษา เพียงเท่านี้ก็สามารถพิชิตปัญหาหัวไหล่ติดได้แล้ว”

ธีรัช วัฒนกิจรุ่งโรจน์ คนรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยใจอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 พ.ย. 2560 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524719

ธีรัช วัฒนกิจรุ่งโรจน์ คนรุ่นใหม่เปี่ยมด้วยใจอาสา

โดย วรธาร

คนรุ่นใหม่วัย 23 ปี ที่หัวใจงอกงามด้วยพลังของจิตอาสาเต็มเปี่ยม ธีรัช วัฒนกิจรุ่งโรจน์ หรือทัช บล็อกเกอร์หนุ่มเจ้าของ Unless You Try เพจที่สร้างอินสไปเรชั่นให้คนได้ไปลองทำกิจกรรมอาสาแปลกๆ เพื่อพัฒนาตัวเองและสร้างความสุขให้กับสังคม

ปัจจุบันทำฟรีแลนซ์ กราฟฟิกดีไซน์ และมีเดีย (ส่วนใหญ่ทำให้กับองค์กรเพื่อสังคม เช่น กรีนพีซ เป็นต้น) และกำลังจะเปิดบริษัทของตัวเองเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคม (SE) ชื่อ WOO! ในเร็วๆ นี้

ธีรัช เริ่มเป็นจิตอาสาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แต่มาเข้มข้นในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย (สาขาออกแบบ มหาวิทยาลัยมหิดล) จนกระทั่งเรียนจบมาได้ประมาณ 2 ปี ก็ยังเป็นจิตอาสาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคมอยู่เสมอมาไม่เคยหยุด นั่นเพราะเขามีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ และที่สำคัญสังคมก็ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาทำด้วย

 “ตอนเรียนมัธยมผมเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปประเทศเม็กซิโก พอกลับมาก็จัดค่ายเตรียมความพร้อมให้น้องๆ ที่จะไปต่างประเทศจากรุ่นผม พอเราทำก็รู้สึกดี ชอบ สัมผัสได้ถึงความสุข พอมีกิจกรรมอะไรๆ ก็มักจะเข้าไปร่วมตลอด จนกระทั่งเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ยิ่งได้ทำกิจกรรมอาสาบ่อยมาก

 ทว่า กิจกรรมอาสาแรกที่ทำตอนเรียนมหาวิทยาลัย เป็นโครงการครูบ้านนอกของมูลนิธิกระจกเงา ก็มีรุ่นพี่ เพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน ชวนไปเป็นครูอาสาอยู่บนดอย ผมก็ได้ขึ้นไปด้วย หลังจากนั้นมามีความรู้สึกอยากขึ้นดอยตลอด เรียกว่าเป็นโรคเสพติดดอยไปเลย (หัวเราะ) ขึ้นดอยทำกิจกรรมออกค่ายเกือบ 10 ครั้ง

 หลังจากนั้นก็มาจอยกับกลุ่มจิตอาสาของมหาวิทยาลัยด้วย ช่วยกันทำกับเพื่อนๆ โดยผมนั่งเป็นกรรมการอยู่ในกลุ่มด้วย แต่ก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ต่อมาผมกับเพื่อนๆ ก็มาตั้งกลุ่มกันเองไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ชื่อกลุ่มอาสาสร้างสัน ค่ายแรกของกลุ่มคือ บ้านพะละอึ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นทำกิจกรรมอาสาเพื่อสังคมไปเรื่อยๆ”

 พอเรียนจบมหาวิทยาลัย ขณะที่กลุ่มอาสาสร้างสันก็ยังอยู่และยังดำเนินกิจกรรมอยู่ ธีรัช ก็พยายามจะทำให้ทุกคนได้เห็นว่า สิ่งที่รัก (งานจิตอาสา) กับสิ่งที่ต้องหาเงินเลี้ยงชีวิตไปด้วยกันได้ เลยเอาสองอย่างมาผสมกันออกมาเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)

“ผมกำลังบริษัท WOO! ของตัวเองในอนาคตใกล้ๆ นี้ ผมว่ามันผสมกันระหว่าง ‘การให้’ กับ ‘การพักผ่อน’ ไปในตัว มิใช่ว่าจะให้ๆ อย่างเดียว แต่เรายังได้ผ่อนคลายและพักผ่อนด้วย สังคมได้ เราก็ได้ (ความสุข) วิน-วินกันไป แต่ตอนนี้ทำฟรีแลนซ์ กราฟฟิกดีไซน์ เก็บเงินไปก่อน และเป็นจิตอาสาไปเรื่อยๆ ถ้าเปิดบริษัท (SE) แล้วก็เชื่อว่าจะมีรายได้หักไปทำกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมได้” ธีรัช เล่าถึงการเป็นจิตอาสา

เกี่ยวกับงานฟรีแลนซ์ กราฟฟิกดีไซน์ ซึ่งเขาจบออกแบบมานั้น ส่วนใหญ่ธีรัชจะรับทำให้กับองค์กรเพื่อสังคมเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะเขาอยากมีส่วนร่วมด้วยในการสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น

“ถ้าองค์กรเพื่อสังคมผมคิดราคาไม่แพง ก็ช่วยๆ กัน เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมให้ดีในทุกๆ ด้านเท่าที่เราจะทำได้ แต่ถ้าบริษัททั่วไปก็คิดราคาสูงขึ้นมาหน่อย โดยองค์กรเพื่อสังคมที่ผมทำกราฟฟิกดีไซน์และทำมีเดียให้ เช่น องค์กรดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างกรีนพีซก็ทำให้หลายโปรเจกต์ ยกตัวอย่าง RightToCleanAir ขออากาศดีคืนมา ผมออกแบบทั้งแคมเปญเลย”

 ขณะที่งานจิตอาสา ธีรัช ก็ยังทำอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดขนาดว่าเดินไปเที่ยวต่างประเทศแบบแบ็กแพ็กก็พยายามหากิจกรรมอาสาทำในระหว่างท่องเที่ยว ซึ่งน้อยนักที่จะเห็นคนรุ่นใหม่ที่คิดและทำอย่างนี้

“เมื่อต้นปีผมเดินทางไปเที่ยวอินเดียเดือนเดียว เที่ยวแบบแบ็กแพ็ก ก็ได้เป็นจิตอาสาระหว่างเดินทางด้วย โดยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กและผู้ใหญ่ที่ย่านสลัมของอินเดียที่เมือง Rishikesh ประมาณ 1 อาทิตย์ รู้สึกประทับใจมากครับ ก็อยากให้ท่านผู้อ่านเข้าไปย้อนตามเรื่องราวนี้ได้ในเพจ Unless You Try ของผม ซึ่งมีเรื่องราวน่าติดตาม รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจในเพจ ผมก็จะเขียนคอนเทนต์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนเราเกิดฉันทะอยากทำสิ่งดีเพื่อสังคม”

หันมางานจิตอาสาเพื่อสังคมที่ประเทศไทยในปลายเดือน พ.ย.นี้ ธีรัชและทีมงานจะเดินทางไปที่บ้านห้วยดีหมี ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อสร้างแบรนดิ้ง พัฒนา ออกแบบโปรดักต์ แพ็กเกจจิ้งสินค้าหัตกรรรมให้กับชาวบ้าน พร้อมทั้งออกแบบทัวริสม์ และทำมาร์เก็ตติ้งให้ด้วย เป็นโปรเจกต์หนึ่งของบริษัท WOO! ที่ไม่ได้สตางค์ เพราะเขาทำให้ฟรีกับชาวบ้าน

“ผมทำเพราะผมมีความสุขในการให้ ก็เลยคิดทำต่อเนื่องมาตลอด ถ้าวันหนึ่งผมไม่มีความสุขในการให้คนอื่น ผมอาจจะหยุดทำก็ได้ ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมโอเค ผมมีความสุขดี และสังคมก็ได้จากสิ่งที่ผมทำด้วย” ธีรัช กล่าวทิ้งท้าย

อุปกรณ์สุดเจ๋ง สายหนังคาดกันขโมย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 พ.ย. 2560 เวลา 17:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524615

อุปกรณ์สุดเจ๋ง สายหนังคาดกันขโมย

ประเทศญี่ปุ่นออกอุปกรณ์สุดเจ๋งปนฮาเพื่อหวังว่าจะช่วยลดการขโมยของได้

เรื่องอุปกรณ์ครีเอทีฟ หรือของแปลกๆ ทั้งหลายต้องยกให้ประเทศญี่ปุ่นเลย ล่าสุดเขาได้ทำสายรัดร่มที่ (คาดหวังว่า) จะช่วยป้องกันการโจรกรรม จับตาดูสิ่งของของคุณให้ปลอดภัยได้

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นและช่างทำหนัง @kozeni_shk ได้แชร์ภาพอุปกรณ์สุดเจ๋งอย่างสายรัดคาดกันขโมย เป็นสายหนังสีต่างๆ ที่มาในรูปดวงตา ราวกับว่ากำลังจับจ้องข้าวของของคุณให้ปลอดภัยอยู่เสมอ

ก็ไม่รู้ว่าเจ้าสายหนังที่ถูกทำออกมานี้จะช่วยกันขโมยได้จริงๆ มั้ย เพราะเจ้าของแอคเคาน์ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นคนนี้ก็ได้ออกมาบอกแล้วว่า สายหนังคาดกันขโมยอันนี้ทำขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่หากจะช่วยทำให้ขโมยสะดุ้งได้บ้างยามที่กำลังจะหยิบข้าวของของคนอื่น ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยเลย

ที่มา: rocketnews24

5 สูตรทำสวยด้วยน้ำผึ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 พ.ย. 2560 เวลา 16:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524610

5 สูตรทำสวยด้วยน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งนอกจากจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังมีคุณสมบัติดีๆ ด้านความงามอีกเพียบ

น้ำผึ้งจัดว่าเป็นอาหารชั้นยอดที่ดีต่อร่างกาย เนื่องจากอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ทั้งฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม แมงกานีส สังกะสี เหล็ก และทองแดง ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายยามที่อ่อนล้าได้ นอกจากประโยชน์ด้านคุณค่าทางโภชนาการแล้ว น้ำผึ้งยังสามารถช่วยทำสวยได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว

1. รักษาสิว – สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิวอักเสบ ให้นำน้ำผึ้งมาแต้มที่สิวทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เนื่องจากน้ำผึ้งมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ไม่นานสิวที่อักเสบจะเริ่มยุบ โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้กลุ้มใจอีกด้วย

2. ดูแลเส้นผม – สูตรดูแลเส้นผมแบบไร้สารเคมีทำได้ง่ายๆ เพียงนำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา นำไปนวดเส้นผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 20-30 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็จะได้เส้นผมที่นุ่มและมีน้ำหนักมากขึ้น

3. บำรุงริมฝีปาก – สำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้น ให้ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา กับน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา บีบมะนาวเล็กน้อย คนผสมให้ละลายจนเข้ากัน นำมาทาที่ริมฝีปาก และถูเบาๆ ทิ้งไว้ซักพัก แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์

4. บำรุงเล็บ – น้ำผึ้งยังสามารถนำมาใช้บำรุงเล็บ โดยใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา ทาลงบนเล็บ ทิ้งไว้ 5 -10 นาทีแล้วล้างออก

5. บำรุงผิวรอบดวงตา – นำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำแร่อุ่นๆ ในสัดส่วนเดียวกัน แล้วนำสำลีชุบมาวางไว้รอบๆ ดวงตา ประมาณ 10-15 นาที ทำเป็นประจำ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยลดรอยหมองคล้ำรอบดวงตาลงได้

4 เทคนิคส่งเสริมสุขภาพแบบง่ายๆ ส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 พ.ย. 2560 เวลา 15:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524606

4 เทคนิคส่งเสริมสุขภาพแบบง่ายๆ ส่งท้ายปี

ร่างกายอยู่กับเราตลอดทุกปีไม่ว่าจะปีไหนๆ การดูแลสุขภาพจึงสามารถทำได้ง่ายๆ ทุกวัน

เทรนด์รักสุขภาพเป็นเทรนด์ฮิตของปีนี้เลยก็ว่าได้ และมีแนวโน้มว่าจะแรงดีอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี เนื่องจากร่างกายของเราอยู่กับเราตลอดทุกปี ไม่ว่าจะปีไหนๆ ก็ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หากใครไม่ได้เริ่มตั้งแต่เมื่อต้นปี ตอนนี้ก็ยังไม่สายที่จะหันมาดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ ส่งท้ายปี เพื่อให้ร่างกายที่แข็งแรงอยู่กับเราไปอีกหลายๆ ปีเลย

1. เลือกทานอาหาร – อาหารถือเป็นสิ่งหลักๆ ที่ควรใส่ใจเลย เพราะกินอย่างไรก็ได้อย่างนั้น อาหารรสจัด หวานจัด มัน และเค็มจัดเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะรสหวานที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนมารับประทานข้าวกล้องแทนข้าว หรือแป้งขัดขาว งดเนื้อสัตว์ย่อยยาก โดยเลือกรับประทานโปรตีนที่ได้จากเนื้อปลาหรือพืชตระกูลถั่วแทน

2. พักผ่อนให้เพียงพอ – คนเราควรนอนหลับ 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน หรืออย่างน้อยก็ควรนอนหลับให้สนิทโดยไม่ตื่นอย่างน้อย 90 นาที เพราะในเวลาที่เราหลับ วัฏจักรการทำงานของสมองจะใช้เวลาแต่ละรอบยาวประมาณ 90 นาที จะทำให้รู้สึกรีเฟรช อารมณ์ดีหลังจากตื่นนอน

3. อย่าโหมงานหนัก – ไม่ควรทำงานหักโหมและเครียดจนเกินไป สำหรับผู้ที่ทำงานออฟฟิศควรจัดท่านั่งให้เหมาะสม และลุกเปลี่ยนท่าทางอย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อป้องกันอาการปวดตามร่างกาย นอกจากนี้ ควรพักสายตา ทุกๆ 1-2 ชม.ด้วย

4. ออกกำลังกาย – ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที และ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยวิธีการง่ายๆ เช่น การเดินเร็ว 5 นาที สลับกับการเดินช้า 5 นาทีประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งการออกกำลังกายจะส่งผลให้ Growth Hormone ในร่างกายหลั่งออกมามากขึ้น ทำให้เรามีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและชะลอความอ่อนเยาว์ได้ด้วย

ของฝากสุดพิเศษไม่เหมือนใครจากตู้ทำคิทแคทในเกียวโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 พ.ย. 2560 เวลา 14:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524595

ของฝากสุดพิเศษไม่เหมือนใครจากตู้ทำคิทแคทในเกียวโต

ทำของฝากสุดลิมิเต็ดที่มีชิ้นเดียวในโลกได้ด้วยตัวเองที่ตู้ทำคิทแคทในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น

ช่วงอากาศหนาวๆ แบบนี้ ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ชาวไทยนิยมไปท่องเที่ยวกันเป็นอย่างมาก และเมื่อไปท่องเที่ยวแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราอดจะเสียเงินซื้อกลับมาไม่ได้ก็คงจะหนีไม่พ้นของที่ระลึกหรือของฝากที่ต้องหอบหิ้วกลับมากันสักเล็กน้อย คิทแคทก็เป็นอีกหนึ่งของฝากที่หลายคนมักจะนึกถึงกันเป็นอันดับต้นๆ เพราะมีรสชาติให้เลือกเยอะมาก แถมยังมีบางรสชาติที่มีขายเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือตามบางจังหวัดเท่านั้นด้วย ทางคิทแคทที่ประเทศญี่ปุ่นจึงมอบของขวัญสุดพิเศษ ให้ทุกคนสามารถออกแบบกล่องคิทแคทได้เอง เป็นของฝากที่ไม่เหมือนใคร และมีเพียงชิ้นเดียวในโลก

เจ้าตู้ทำคิทแคท Travel Memories Kit Kat ตั้งอยู่ที่ Omiyage Kaido หรือร้านขายของฝากในสถานีเกียวโตของรถไฟฟ้า JR โดยกล่องคิทแคทที่ได้จากตู้นี้จะเป็นคิทแคทรสชาเขียว หรือ Uji Matcha green tea Kit Kats วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำสมาร์ทโฟนของเราเชื่อมต่อกับตู้อัตโนมัติ Travel Memories Kit Kat จากนั้นก็สามารถเลือกรูปปริ้นท์ลงบนกล่องขนม เป็นคิทแคทที่ออกแบบเองได้เลย ที่สำคัญคือใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น ทำให้สามารถเข้าไปเลือกทำได้ระหว่างรอรถไฟฟ้ามา

นอกจากจะทำเป็นของที่ระลึกให้กับตัวเองแล้ว สามารถทำเพื่อส่งเป็นของฝากให้กับคนรู้จักได้อีกด้วย เนื่องจากด้านหลังของกล่องเขามีที่ว่างให้เขียนชื่อที่อยู่ให้เสร็จสรรพ เพียงแค่ติดสแตมป์ส่งก็ได้ของฝากในแพคเกจสวยเก๋ไปฝากคนอื่นแล้ว

สำหรับการใช้บริการตู้ Travel Memories Kit Kat นี้ มีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 400 เยน หรือประมาณ 120 บาทเท่านั้น ซึ่งตู้จะตั้งอยู่ที่เกียวโตไปจนถึงช่วงกลางเดือนเมษายนของปีหน้า ใครได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในช่วงระหว่างนี้ก็อย่าลืมแวะเวียนไปทำคิทแคทที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกกันได้เลย

ที่มา: rocketnews24