5 วิธีทำงานที่บ้านอย่างมีความสุขคู่สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 14:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524202

5 วิธีทำงานที่บ้านอย่างมีความสุขคู่สุขภาพดี

บางคนอาจปฏิบัติงานนอกสถานที่หรือทำงานจากที่บ้านได้ การปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะแก่การทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สมัยนี้คนรุ่นใหม่มักชอบออกไปทำงานนอกสถานที่ มากกว่านั่งนิ่งๆ อยู่แต่ในออฟฟิส บางหน่วยงานอาจอนุญาตให้เข้าบริษัทแค่เพียงบางวัน ในขณะที่บางส่วนก็รับงานฟรีแลนซ์ไปเลย หากตัดสินใจที่จะทำงานที่บ้านแล้ว การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องให้เหมาะกับการทำงาน รวมไปถึงการจัดสรรเวลาทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้บริหารเวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนได้ลงตัวยิ่งขึ้น

1. จัดมุมทำงานในบ้าน – การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะแก่การทำงานเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรจัดสรรให้น่านั่งทำงาน สะดวกสบาย อาจเปลี่ยนการตกแต่งโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆ เพื่อความไม่จำเจ และถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ในห้องนอน หรืออาจเปลี่ยนไปนั่งร้านกาแฟบ้างตามโอกาส

2. ถอยห่างจากครัว – การทำงานที่บ้านทำให้เราสามารถเดินเข้าครัวได้ง่ายขึ้น จริงอยู่ที่ว่าเราสามารถทำอาหารทานเองได้ทุกเมื่อ แต่การอยู่ใกล้ครัวอาจทำให้คุณทานเยอะขึ้น ส่งผลต่อน้ำหนักที่อาจพุ่งโดยไม่รู้ตัว และปัญหาสุขภาพที่ตามมา ดังนั้นควรจัดระเบียบการทานอาหาร ทานเป็นมื้อๆ เหมือนผู้ที่ทำงานในออฟฟิสปกติจะดีกว่า

3. จัดสรรเวลาพัก – การทำงานที่บ้านทำให้เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานได้มากและนานขึ้น บ้างอาจทำงานเพลินจนลืมดูเวลา ควรตั้งเวลาเพื่อพักสายตา ถอยห่างออกจากงานบ้าง และเมื่อหมดเวลาพักก็ค่อยกลับมาทำงานต่อ

4. จำกัดการใช้สมาร์ทโฟน – เมื่อได้อิสระในการทำงานที่บ้านแล้ว ปัญหาที่จะตามมาคืออยู่ไม่ห่างจากสมาร์ทโฟน บางทีคิดว่าจะเล่นแค่แป๊บเดียว แต่ก็เผลอกินเวลาไปหลายชั่วโมง ควรเตือนตัวเองอยู่เสมอไม่ให้จับสมาร์ทโฟนโดยไม่จำเป็น ไม่เล่นไปทำงานไป เพื่อให้งานเสร็จลุล่วงไปได้ตามเวลาที่ตั้งไว้

5. ออกกำลังกาย – ผู้ที่ทำงานที่บ้าน ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน มักได้เปรียบเรื่องเวลาที่เหลือเยอะขึ้นอยู่แล้ว จึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง เพราะหากตื่นนอนมา แล้วก็นั่งทำงานอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่ค่อยได้ขยับร่างกายล่ะก็ คงไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่นัก

6 กฎเหล็กสำคัญ เพื่อการลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 13:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524187

6 กฎเหล็กสำคัญ เพื่อการลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน

เคล็ดลับการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร เพื่อให้ลดน้ำหนักได้จริง

ในยุคนี้ใครๆ ต่างก็หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นเทรนด์ แต่เพื่อสุขภาพของแต่ละคนด้วย หลายคนที่ออกกำลังกายด้วยตัวเอง ไม่มีเทรนเนอร์คอยช่วยออกแบบโปรแกรมให้ บางครั้งอาจจะสงสัยว่าทำไมน้ำหนักถึงไม่ลดสักที สาเหตุของเรื่องนี้อาจเกิดมาจากการออกกำลังกายที่ผิด หรือการทานอาหารที่ยังไม่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน เพื่อให้ลดน้ำหนักได้สำเร็จตามเป้าหมาย เราเลยมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกัน

1. กินอาหารให้ได้แคลอรีและสารอาหารเพียงพอกับการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย

2. ใช้โปรแกรมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักที่มีสารอาหารครบถ้วน

3. หมั่นกินอาหารที่มีวิตามิน เกลือแร่ และไฟโตนิวเทรียนท์

4. วางแผนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

5. มีช่วงพักลดน้ำหนักเป็นระยะๆ เมื่อลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ตึงเครียดเกินไป

6. หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักมากเกินไป แต่ละครั้งไม่ควรลดเกิน 10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น

สารานุกรมไทย อย่าให้เป็นเล่มสุดท้าย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524158

สารานุกรมไทย อย่าให้เป็นเล่มสุดท้าย!

นับตั้งแต่เล่มแรกที่ตีพิมพ์ในปี 2516 ถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 48 ปีแล้ว มีหนังสือที่เผยแพร่ออกไป 41 เล่ม มีวิชาความรู้ต่างๆ ที่เผยแพร่ให้ศึกษาค้นคว้าได้ 300 เรื่อง ล่าสุดคือการจัดทำหนังสือสารานุกรมไทย ฉบับเทิดพระเกียรติ ธรรมิกราชาธิคุณ ประมวลหลักธรรมซึ่งทรงยึดถือ พระราชพิธี และขนบประเพณีที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ดำรงอยู่เป็นเอกลักษณ์และมรดกชาติ

ใครเคยได้ยินชื่อโครงการสารานุกรมไทยบ้าง ไม่ใช่สารานุกรมของชาวตะวันตกที่เผยแพร่ทั่วไปแบบเรียงตัวอักษรนะ แต่เป็นสารานุกรมไทยที่คนไทยคิดและคนไทยทำ รู้หรือไม่คนไทยคนแรกที่คิดทำเอนไซโคลพีเดียฉบับภาษาไทย ก็คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9

 

 

เช่นเดียวกับตัวโครงการสารานุกรมไทยฯ หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ได้มีพระบรมราโชบายที่จะสืบสานพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมราชชนกนาถ ในการจัดทำสารานุกรมไทยสืบไป

 

ดร.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ เลขาธิการโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ยังมีพระราโชบายด้านการศึกษา 4 ประการ คือ

1.ทัศนคติที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเกี่ยวกับบ้านเมืองและสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครอบครัวและชุมชน

2.ให้สร้างพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงเข้มแข็ง โดยสอนให้รู้จักว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

3.สร้างการมีงานทำและสร้างอาชีพ ระบบการศึกษาต้องมุ่งให้ผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำ

4.ต้องสร้างคนให้เป็นพลเมืองดีของบ้านเมือง

ดร.ฑิตติมา เล่าถึงหลักการจัดทำหนังสือว่า สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ฯ เป็น “หนังสือของพ่อ” เล่มเดียวที่มีพระราชประสงค์ให้ทุกคนได้อ่าน เนื่องจากเป็นสารานุกรมแบบไทยที่คนไทยทำ โดยทรงกำหนดหลักการของการบรรจุสรรพวิชาและเนื้อหาสาระ เพื่อตอบสนองความสามารถในการอ่านของเยาวชนในแต่ละระดับด้วยพระองค์เอง คือส่วนเด็กเล็ก ส่วนเด็กกลางและส่วนเด็กโต

 

 

“ผู้อ่านย่อมบังเกิดด้วยความรู้ ความคิด ความฉลาดและความดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต อันจะช่วยบุคคลสามารถให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม และสามารถพึ่งพาส่วนรวมได้ในอนาคต”

ดร.ฑิตติมา เล่าว่า ด้วยพระราชประสงค์นี้ สารานุกรมไทยฯ จึงมีหลักในการออกแบบให้แต่ละเล่มมีสาระความรู้ที่หลากหลาย ในแต่ละเล่มจะมี 7 สาระวิชาบรรจุอยู่ เช่น วิทยาศาสตร์และการแพทย์ เทคโนโลยี ขนบประเพณี วัฒนธรรมไทย เป็นต้น การบรรจุสรรพวิชาดังกล่าว ก็เนื่องจากทรงเห็นว่าความรู้เชื่อมโยงกัน แต่ละสาขาวิชาต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ต้องต่อยอดซึ่งกันและกัน โลกทั้งโลกเชื่อมถึงกันหมด ความรู้ก็เช่นเดียวกัน

“การที่คนคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมานั้น ต้องอาศัยสรรพวิชาที่กว้างขวาง ความรู้แต่อย่างเดียวไม่พอ หากต้องรอบรู้และรู้รอบ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาชีวิตของตัวเองได้ แก้ไขปัญหาสังคมได้ ประโยชน์สูงสุดที่หมายของพระองค์ท่านคือชาติบ้านเมือง” ดร.ฑิตติมา เล่าอนาคตของโครงการสารานุกรมฯ คือการเผยแพร่หนังสือสารานุกรมออกไปให้กว้างขวางสมกับพระราชประสงค์ โดยเมื่อครั้งที่โครงการสารานุกรมฯ ดำเนินงานครบ 30 ปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำรัสว่า “สารานุกรมฯ นี้ เป็นงานด้านการศึกษาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเอาพระทัยใส่ที่สุด”

ดร.ฑิตติมา เล่าว่า การได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทำงานที่โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ตั้งแต่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นรางวัลชีวิตที่หาค่ามิได้ ทั้งนี้ จะได้น้อมนำพระราชดำริเพื่อดำเนินนโยบายโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ในอนาคต โดยปีหน้า 2561 มีแผนจัดสร้างเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ที่บรรจุเนื้อหาจากหนังสือลงในเว็บไซต์ เพื่อให้ทันกับการเผยแพร่ข้อมูลในระบบโซเชียลมีเดีย

“โครงการสารานุกรมไทยฯ ตั้งเป้าหมายเป็นห้องสมุดดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบภายใต้มาตรฐานสากล ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปอ่านหนังสือได้ทุกเล่มในโครงการฯ จากทุกอุปกรณ์” ดร.ฑิตติมา เล่า

 

 

 

นอกจากนี้คือโครงการที่จะผลักดันให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม สนองพระราชปณิธานให้สารานุกรมไทยได้แพร่หลายอย่างทั่วถึง โดยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนบริจาคเงินเท่าราคาหน้าปกสารานุกรมไทย 1 เล่ม 250 บาท ในทุกวันเกิดและในวันสำคัญของชาติไทย วันที่ 5 ธ.ค.ของทุกปี

“อุปสรรคคือทุนดำเนินงานที่จำกัด โดยโครงการฯ ไม่สามารถขึ้นราคาหนังสือได้ คงราคา 250 บาท มาตั้งแต่เล่มแรกปี 2516 ถึงปัจจุบัน ทั้งที่ต้นทุนต่อเล่มคือ 444 บาท”

ปัจจุบันโครงการฯ มีนโยบายในการแจกและจำหน่ายอย่างละครึ่งของยอดพิมพ์ต่อปี 1.5 หมื่นเล่ม นั่นหมายความ ต่อปีมีเพียง 7,500 เล่มเท่านั้น ที่จะได้ส่งต่อไปยังกลุ่มเยาวชนเป้าหมาย ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

“มีโรงเรียน 3 หมื่นโรงเรียน แต่เรามีความสามารถแจกได้แค่ปีละ 7,500 เล่มเท่านั้น นั่นหมายความว่า เราต้องหาเงินสนับสนุนให้ได้ปีละ 10 ล้านบาท ถึงจะแจกให้ได้ 1 เล่มต่อ 1 โรงเรียนทั่วประเทศเป็นอย่างน้อย” ดร.ฑิตติมา กล่าว

ล่าสุด เมื่อปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มดาราจิตอาสา นำโดย “ฝันดี-ฝันเด่น” ชักชวนเพื่อนดารานักร้องคนดัง 60 คน ทุกคนถือสารานุกรมไว้ในมือและถ่ายรูปโพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเอง รณรงค์ให้ช่วยกันอุดหนุนหนังสือสารานุกรมฉบับเทิดพระเกียรติ ธรรมิกราชาธิคุณ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ทุกคนกล่าวขวัญ

ทั้งหมดถือเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ รวมทั้งเป็นนิมิตหมายที่จะก้าวต่อด้วยนโยบายเชิงรุกปีหน้า เงินบริจาคสำหรับเท่าๆ กับการตระหนักรู้ของประชาชนในชาติว่า “หนังสือของพ่อ” มีความหมายสำหรับ “พ่อ” แค่ไหน

“ไม่เพียงโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนจะดำรงอยู่ต่อไป แต่พระราชประสงค์ของพระองค์ที่ทรงต้องการให้เยาวชนไทยมีโอกาสที่จะรอบรู้สรรพวิชาที่เชื่อมโยง และหนังสือได้เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วถึง ก็จะดำรงอยู่ต่อไปด้วย” ดร.ฑิตติมา เล่า

โยโย่เอฟเฟกต์ เรื่องไม่เล็กของคนคิดรีดหุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 พ.ย. 2560 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524166

โยโย่เอฟเฟกต์ เรื่องไม่เล็กของคนคิดรีดหุ่น

ถอดรหัส “Yoyo Effect” ปัญหาหนักใจของหลายคนที่พยายามลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน

โยโย่เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect) ปัญหาหนักใจของหลายๆ คนที่พยายามลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน พอลดแล้วก็กลับมาอ้วนอีก ไม่ผอมอย่างถาวร เป็นเพราะเหตุใด สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ ชวนมาทำความเข้าใจกับ นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่และเตรียมพร้อมสู่การลดน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จ

โยโย่เอฟเฟกต์ คือภาวะที่น้ำหนักตัวเด้งขึ้นๆ ลงๆ ส่วนใหญ่จบลงด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจนมากกว่าก่อนเริ่มลด หรือบางคนอาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องแม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกาย ก็ยังไม่สามารถควบคุมน้ำหนักตัวเองได้ ลักษณะเหมือนกับลูกดิ่งโยโย่นั่นเอง

สาเหตุหลักของโยโย่เอฟเฟกต์ คือพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่ไม่ถูกต้อง บวกกับการใช้ยาลดความอ้วน โดยเฉพาะโปรแกรมลดน้ำหนักที่ใช้การอดอาหารหรือควบคุมอาหารจนขาดพลังงานเข้าสู่ร่างกายอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงขาดความสมดุลในการเผาผลาญและการเก็บพลังงาน ทำให้สูญเสียความสามารถในการเผาผลาญของร่างกาย เมื่อกลับมากินตามเดิมจึงกลับมาอ้วนเหมือนเดิมหรือมากกว่า สำหรับผู้ที่อายุยังน้อยและมีร่างกายแข็งแรง อาจไม่รู้สึกโยโย่ในการลดน้ำหนักครั้งแรก แต่หากยังฝืนลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องต่อไป ก็จะรู้สึกได้ว่าการลดน้ำหนักยากขึ้นเรื่อยๆ และจบลงด้วยภาวะน้ำหนักตัวโยโย่ในที่สุด

ผลกระทบของโยโย่ อันตรายกว่าที่คิด เมื่อเกิดภาวะน้ำหนักตัวโยโย่ หมายความถึงร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะไขมันเกินร่วมกับภาวะมวลกล้ามเนื้อลดลง และระบบการเผาผลาญในร่างกายมีความเสียหายอย่างรุนแรง เรียกว่า เสียสุขภาพมากกว่าตอนที่น้ำหนักเกินเพียงอย่างเดียวเสียอีก และยังเป็นบ่อเกิดของโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด ไขมันพอกตับ โรคเบาหวาน และที่สำคัญที่สุดคือ การฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้กลับมาดังเดิมจะทำได้ยาก และใช้เวลานานกว่าการลดน้ำหนักอย่างถูกต้อง หรือหลายคนไม่สามารถมีสุขภาพฟื้นกลับคืนได้อีกเลย

ของฝากจากญี่ปุ่นใหม่ล่าสุด คิทแคทรสโตเกียวบานาน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 17:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524029

ของฝากจากญี่ปุ่นใหม่ล่าสุด คิทแคทรสโตเกียวบานาน่า

คิทแคทออกขนมรสใหม่ตามของฝากฮอตฮิตของประเทศญี่ปุ่น โตเกียวบานาน่า

หากพูดถึงขนมที่เป็นของฝากจากประเทศญี่ปุ่น หลายคนน่าจะนึกถึงขนมเนื้อนุ่มๆ สอดไส้คัสตาร์ดอย่าง โตเกียวบานาน่า กันเป็นอันดับต้นๆ แน่นอน เนสท์เล่ประเทศญี่ปุ่นจึงปึ๊งไอเดีย ออกคิทแคท ขนมที่เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ มาในรสโตเกียวบานาน่า จำหน่ายเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

ขนมหวานสุดพิเศษนี้มีที่มาจากความสำเร็จของการวางจำหน่ายขนมโตเกียวบานาน่า ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 จนกระทั่งปัจจุบันได้พัฒนาออกรสชาติต่างๆ ออกมามากมายหลากหลายมายิ่งขึ้น ทั้งสอดไส้คัสตาร์ด ชาเขียว หรือถั่วแดง ตอนนี้พวกเขาจึงจับมือกันทำขนมหวานใหม่ โดยทำโตเกียวบานาน่ามารวมกับคิทแคท ขนมขายดีอีกชนิดของประเทศญี่ปุ่น

โดยคิทแคทรสโตเกียวบานาน่า ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของโตเกียวบานาน่า ทั้งรสชาติ และแพคเกจ ที่นำมาใส่ในกล่องสีเหลี่ยมรูปทรงถอดแบบมาจากกล่องขนมโตเกียวบานาน่าเป๊ะๆ นอกจากนั้นยังปั้มลายกล้วย ลงบนชิ้นคิทแคทอีกด้วย

Tokyo Banana Kit Kats มีวางจำหน่ายทั้งแบบกล่องเล็กขนาด 8 ชิ้น ราคา 650 เยน หรือประมาณ 188 บาท และแบบกล่องใหญ่ขนาด 15 ชิ้น ราคา 1,200 เยน หรือประมาณ 350 บาท โดยเริ่มขายที่ Tokyo Okashi ซึ่งตั้งอยู่ที่ Ichiban-gai ภายในสถานี Tokyo ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน – 9 มกราคม หลังจากนั้นผลิตภัณฑ์จะถูกทยอยส่งไปจำหน่ายยังร้านค้าอื่นๆ ทั่วภูมิภาคคันโต

ที่มา: rocketnews24

4 น้ำตาลที่ทานน้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 15:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524016

4 น้ำตาลที่ทานน้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ได้

น้ำตาลถือเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์อยู่มากก็จริง แต่ควรทานในปริมาณที่เหมาะสม เพราะทานน้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ได้

น้ำตาล หรืออาหารรสหวานๆ กินเมื่อไรก็ช่วยให้อารมณ์ดี ที่สำคัญน้ำตาลยังถูกจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ซ่อนอยู่ในอาหารแทบจะทุกชนิดก็ว่าได้ แม้แต่ในอดีตที่เรายังไม่มีน้ำตาลแปรรูปอย่างทุกวันนี้ เราก็ยังมีน้ำตาลฟรุกโตสที่ให้รสหวานซ่อนอยู่ในผลไม้ หรือในน้ำผึ้ง แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าน้ำตาล แม้จะมีรสหวานที่ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่เราก็ไม่ควรบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

1. ฟรุกโตส น้ำตาลที่มีอยู่ในธรรมชาติ ที่ได้จากผักผลไม้ ที่มาพร้อมกับกากใยและสารต้านอนุมูลอิสระ ให้ประโยชน์ในการช่วยสร้างไขมันที่ตับ แต่หากร่างกายได้รับมากเกินไป จะส่งผลให้ไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ที่เกิดจากการกินอาหารที่ให้พลังงานสูง จนทำให้เกิดไขมันพอกในตับ เพิ่มระดับกรดยูริคและความดันเพิ่มสูงขึ้น

2. กลูโคส เป็นน้ำตาลโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถดูดซึมได้ทันที ที่มักพบได้ในข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำผึ้ง ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะองุ่นถูกพบว่ามีปริมาณกลูโคสจำนวนมาก และเนื่องจากเป็นน้ำตาล ที่ถูกดูดซึมได้ง่าย ทำให้เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงต้องระมัดระวังในการกินเป็นพิเศษ แต่ในขณะเดียวกันกลูโคสก็มีประโยชน์สำหรับผู้ที่รู้สึกอ่อนเพลีย หรือผู้ป่วยที่ต้องการพลังงานอย่างรวดเร็ว

3. ซูโครส คือชื่อที่ถูกเรียกในทางเคมี ซึ่งก็คือ น้ำตาลทราย ที่เราคุ้นเคยกันดีและให้ความหวานมากที่สุด ผสมระหว่างฟรุกโตส และกลูโคส ในส่วนของกลูโคสจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยให้พลังงานและเพิ่มน้ำตาลในเลือด ในขณะที่ฟรุกโตสจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนให้กลายเป็นกลูโคสเสียก่อน จึงจะสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้

4. นํ้าตาล 1 ช้อนชานั้น ให้พลังงานประมาณ 15 กิโลแคลอรี ซึ่งปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา ยิ่งไปกว่านั้นเราอาจไม่รู้เลยว่าอาหารและเครื่องดื่มที่เรากินแต่ละวันล้วนซ่อนน้ำตาลไว้มากกว่าที่คิด ซึ่งน้ำตาลในอาหารนอกจากจะเพิ่มปริมาณแคลอรีที่เรากินเข้าไปแล้ว ยังทำให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เราจึงจำเป็นต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจตามมา

กระเป๋าแฮนด์เมด ลายการ์ตูนตามสั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 14:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/524002

กระเป๋าแฮนด์เมด ลายการ์ตูนตามสั่ง

กระเป๋าแฮนด์เมดลายการ์ตูนสุดน่ารักฝีมือคนไทย

NANAJITTANG คือชื่อแบรนด์ที่แสดงออกมาในรูปแบบของลายเส้นตัวการ์ตูนที่ต้องการสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่นลงไปในสิ่งของ เช่น กระเป๋า หลายๆ คนซึ่งต่างจิตต่างใจ หากมาคลิกชอบงานมีรอยยิ้มมีความสุข นั่นคือความสำเร็จที่คิดไว้แต่แรกเริ่มของ คุณโบ พรศรี อุ้มมงคล และคุณแต๋ม ศุวลักษณ์ ใสดี สองสาวสมัยใหม่เจ้าของแบรนด์ชื่อเก๋ นานาจิตตัง

มันเกิดมาจากความชอบทำงานแฮนด์เมด ชอบวาดรูปมาตั้งแต่สมัยเรียนสถาปัตย์ อยากหารายได้เสริม จึงเริ่มทำสมุดเย็บมือลายเป็นงานฟอนต์คำออกขายตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่จะเรียกว่ามาเป็นที่รู้จักอย่างมาก ตอนที่มาเริ่มวาดตัวการ์ตูนลงไปในงาน ซึ่งในขณะนั้นเริ่มจากไปรับกระเป๋าผ้ามาทำการเพนท์ วาดตัวการ์ตูนที่คิดขึ้นมาเองจากความคิดความชอบ ใส่ความเป็นตัวเองลงไปแล้วนำไปขาย ปรากฏว่า 20 ใบที่ลองทำออกมาขายหมดเกลี้ยง จึงเป็นจุดที่นานาจิตตังใช้เป็นจุดขายตั้งแต่นั้น

ในตอนนี้ทำกระเป๋าเองทำให้สามารถแตกยอดจากกระเป๋าผ้าแบบสะพายข้าง ไปเป็นกระเป๋าในรูปแบบต่างๆ อย่างกระเป๋าใส่เหรียญ ถุงผ้า กระเป๋าสะพายหลัง กระเป๋าถือ กระเป๋าทรงแฟ้ม กระเป๋าทรงโท้ท (tote bag) หรือแม้แต่กระเป๋าใส่กระดานวาดรูป และยังคงไว้ซึ่งสมุดที่ทำแต่แรกเริ่ม อีกทั้งยังแตกไลน์ มีเสื้อยืด หมวก และหมอนอีกด้วย สิ่งที่เป็นจุดขายอีกอย่าง คงเป็นเรื่องการสั่งทำได้ อยากได้ผ้าแบบไหน สีไหน รูปแบบไหน ตัวการ์ตูนลักษณะไหน ใส่ข้อความอะไร นานาจิตตังทำให้ได้หมด ราคามีตั้งแต่ 50 บาทถึงหลัก 1,000 บาท เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย

กำลังขยายตลาดทางออนไลน์ให้มากยิ่งขึ้น เพราะคนต่างชาติเข้ามาสนใจงาน โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่เป็นชาติที่ชื่นชอบในตัวการ์ตูน จนอยากให้แบรนด์ก้าวไปสู่นอกประเทศได้มากยิ่งขึ้น แม้ในเรื่องการตลาดจะยังไม่โตมาก แต่ในด้านการเติบโตของแบรนด์ตอนนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ทั้งคู่พอใจ

ใครที่สนใจงานแฮนด์เมดน่ารักๆ ของนานาจิตตัง ดูได้ที่ บีทีเอส สยาม ทางออก 3 ตลาดรัชดาไนต์ เเละเร็วๆ นี้ที่ พารากอนและสยามเซ็นเตอร์

4 เคล็ดลับบริหารเงินให้ดีเพื่อมีเหลือให้เที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 13:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523993

4 เคล็ดลับบริหารเงินให้ดีเพื่อมีเหลือให้เที่ยว

เคล็ดลับการบริหารเงินเพื่อให้มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้สอยและพักผ่อนหย่อนใจ

คนรุ่นใหม่ต่างก็อยากมีทั้งเงินเก็บและเงินไว้เที่ยวตามไลฟ์สไตล์ Work Hard, Play Harder ที่มักจะทุ่มเทให้กับการทำงานหนัก แต่ก็ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ไม่เว้นแต่เรื่องการบริหารเงิน ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ตามแบบเมืองใหญ่ๆ ในหลายประเทศ เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ โดยผู้คนในประเทศดังกล่าวมักจะช็อปปิ้งสินค้าและบริการผ่านทางสมาร์ทโฟนโดยใช้ QR code แต่ยิ่งเทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นเท่าใด การเรียนรู้ในการบริหารและการใช้เงินยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เราลองมาดูเคล็ดลับดีๆ ที่ช่วยบริหารเงินให้มีเหลือเที่ยวกันดีกว่า

1. แบ่งเงินที่ได้ประจำเป็นสัดส่วน – ควบคุมรายจ่ายในแต่ละเดือนให้น้อยกว่ารายได้ แบ่งรายการใช้จ่ายเป็นสัดส่วน เช่น รายจ่ายประจำ รายจ่ายจำเป็นที่คาดว่าจะต้องเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ค่ารักษาพยาบาล โดยมีเงินเหลือเก็บประมาณ 10% ของรายได้ในแต่ละเดือน เพื่อนำเงินมาใช้เวลาฉุกเฉิน และนำเงินไปลงทุนบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นซื้อกองทุนหุ้น สลากออมสิน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ให้เช่าหรืออื่นๆ

2. กันเงินไว้สำหรับไปเที่ยว – การเข้มงวดกับการเก็บเงินที่มากเกินไปอาจจะเกิดการเครียดได้ ดังนั้นควรจะแบ่งเงินไว้เพื่อการท่องเที่ยว อาจจะเริ่มต้นที่ 5% ของเงินเดือน ปีหนึ่งก็ควรมีทริปใหญ่สักทริป เพราะนอกจากการได้ไปเที่ยวจะเป็นการ ชาร์จแบตให้ตัวเองจากการทำงานแล้ว ยังเป็นการสร้างประสบการณ์และความทรงจำที่มีค่าให้กับชีวิตด้วย

3. อย่ามองข้ามการสะสมแต้ม – คนยุคใหม่จะจับจ่ายใช้สอยทั้งทีก็ต้องคิดถึงความคุ้มค่ามาเป็นอันดับหนึ่ง โดยปกติแบรนด์ต่างๆ มักจะมี Rewards Program เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า เช่น บัตรเครดิต ที่สามารถเก็บแต้มแลกสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ หรืออย่างค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เราสามารถใช้บัตรเครดิตจ่ายแทนเงินสดได้ เช่น Grab ที่นอกจากจะสะดวกสบายแล้ว ยังได้คะแนนสะสมจากโปรแกรม GrabRewards เพื่อไปแลกส่วนลดบัตรโดยสารเครื่องบิน หรือส่วนลดค่าโดยสารได้ด้วย

4. ใช้บัตรเครดิตอย่างมีสติ – ควรตั้งสติก่อนการใช้บัตรเครดิตทุกครั้ง โดยคำนวณการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้ง อย่าใช้เกินความสามารถที่เราจะจ่ายเงินคืนในเดือนถัดไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ ซึ่งเป็นการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แถมยังต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มอีกด้วย

สบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำสุดเจ๋ง อาบให้ตัวหอมกลิ่นไก่ทอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 11:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523972

สบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำสุดเจ๋ง อาบให้ตัวหอมกลิ่นไก่ทอด

เคเอฟซีที่ประเทศญี่ปุ่น ออกสบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ เป็นกลิ่นไก่ทอดอันเป็นเอกลักษณ์ของเคเอฟซี

เมื่อพูดถึงร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังอย่าง เคเอฟซีแล้ว เรามักจะนึกถึงกลิ่นไก่ทอดหอมๆ ร้อนๆ ควันคลุ้งๆ กันเป็นอย่างแรก เพื่อเอาใจผู้ที่หลงรักกลิ่นอาหารชวนหิวนี้ ทางเคเอฟซีจึงผลิตบาธบอม หรือสบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ กลิ่นไก่ทอดขึ้นมา เพื่อเอาใจผู้บริโภค อาบกันให้ตัวหอมกลิ่นไก่ทอดตามต้นตำรับของเคเอฟซีไปตลอดทั้งวัน

บาธบอมเป็นสบู่สำหรับแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ ซึ่งลักษณะของมันจะเป็นลูกกลมๆ เมื่อหย่อนลงไปในอ่างอาบน้ำแล้ว จะแตกตัวฟู่พร้อมส่งกลิ่นหอม และกระจายสีออกมาในน้ำที่อยู่อ่าง ซึ่งบาธบอมจากเคเอฟซีนี้ก็ได้ทำลักษณะเป็นก้อนรูปร่างคล้ายชิ้นไก่นักเก็ต โดยทำร่วมกับแบรนด์ญี่ปุ่นที่ชื่อ Village Vanguard

แต่น่าเสียดายที่เจ้าสบู่ไก่ทอดนี้มีเพียง 100 ชิ้น และมีเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แถมมีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้อีกต่างหาก เพราะทางเคเอฟซีไม่ได้นำออกวางจำหน่ายทั่วไป แต่ใช้เป็นของรางวัลสำหรับลูกค้าที่ร่วมแคมเปญทางแอคเคาน์ทวิตเตอร์ของ KFC Japan ระหว่างวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน นี้เท่านั้น

ที่มา: rocketnews24

ลึกซึ้งถึงสกุลช่าง ในศาลาลูกขุนรอบพระเมรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/523952

ลึกซึ้งถึงสกุลช่าง ในศาลาลูกขุนรอบพระเมรุ

พระเมรุมาศถือเป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยนี้ การก่อสร้างที่พิถีพิถันโดยเหล่าช่างศิลป์จากทั่วประเทศที่ร่วมแรงร่วมใจกัน และหลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นับเป็นอีกหนึ่งวาระดีที่คนไทยจะได้เรียนรู้ถึงคุณค่าด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทย ผ่านนิทรรศการพระเมรุมาศที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมเป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 2-30 พ.ย. 2560 ดังนั้น นอกจากข้อปฏิบัติด้านการแต่งกายและมารยาทในการเข้าชมที่พึงปฏิบัติแล้ว การศึกษาศิลปะอย่างลึกซึ้งจากงานพระเมรุนี้ จึงนับเป็นสิ่งที่ผู้สนใจด้านศิลปะไม่ควรพลาด

ภายในนิทรรศการพระเมรุมาศ นอกจากศาลาทรงธรรมที่บอกเล่าพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจนานัปการแล้วนั้น สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ เช่น ศาลาลูกขุน ทั้ง 6 หลัง ยังบอกเล่าและเป็นส่วนขยายขั้นตอน เรื่องราวการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศในทุกๆ ส่วน แสดงแนวคิดและขั้นตอนการทำงาน ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานประติมากรรมและจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ งานประณีตศิลป์ในส่วนของพระโกศจันทน์ พระโกศทองคำ เครื่องสังเค็ด และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ รวมทั้งการเตรียมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธี ตลอดจนการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ผ่านมา

ศาลาลูกขุน “สมมติเทวพิมาน”

ศาลานิทรรศการสมมติเทวพิมาน จัดแสดงสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ ประกอบด้วย หุ่นจำลองพระเมรุมาศและพระจิตกาธานในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เห็นรายละเอียดของพระเมรุมาศอย่างใกล้ชิด รวมถึงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเมรุมาศในอดีตเพื่อเป็นความรู้ให้กับประชาชนอีกด้วย

พระจิตกาธาน คืออะไรและอยู่ส่วนไหนในพระเมรุมาศ?

ข้อมูลจากหนังสือธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพ โดยคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวถึงพระจิตกาธาน ว่า เชิงตะกอน หรือฐานที่ทำขึ้นสำหรับเผาศพ เป็นคำที่ใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ประกอบด้วยแท่นฐานสำหรับเผาทรงสี่เหลี่ยม ภายในใส่ดินเสมอปากฐานสำหรับวางฟืน ไม้จันทน์ พระจิตกาธาน มักประดับตกแต่งด้วยกระดาษสีและเครื่องสด เช่น ดอกไม้ ใบไม้ ใบตอง หยวกกล้วยและผลไม้บางชนิด เป็นต้น สำหรับเป็นเครื่องกันไฟในการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั้น พระจิตกาธานตั้งอยู่บนฐานชาลาชั้นบนสุดภายในบุษบกองค์ประธาน

ศาลาลูกขุน “ตระการวิจิตรศิลปกรรม”

เพื่อศึกษาเรื่องราวภายในพระจิตกาธานให้มากขึ้น ศาลานิทรรศการตระการวิจิตรศิลปกรรมจึงเป็นจุดที่ห้ามพลาด ด้วยเป็นศาลาจัดแสดงหีบพระบรมศพจันทน์ พระโกศจันทน์ ท่อนฟืนไม้จันทน์ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และเครื่องสดที่ใช้ประกอบพระจิตกาธาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ยึดถือตามแบบของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 6 โดยรวบรวมช่างหลวง ช่างฝีมือ 4 ภาค มากกว่า 300 คน ในการจัดทำเครื่องสดประกอบพระจิตกาธานครั้งนี้ โดยชิ้นงานที่จัดแสดงในนิทรรศการพระเมรุ ร้อยละ 90 เป็นของจริงที่ถอดมาจากพระเมรุมาศองค์จริง สำหรับเครื่องสดที่ใช้ประกอบพระจิตกาธานทั้งเถาปาริชาต และตาข่ายดอกรักจากฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ล้วนเป็นของจริงที่อัญเชิญลงมาจากบนพระจิตกาธาน โดยดอกไม้จะสามารถอยู่คงทนได้นานหลายปี

นอกจากนี้ นิทรรศการยังจัดแสดงเครื่องมือช่างและความรู้เทคนิคเชิงช่างในการใช้ลายซ้อนไม้ประดิษฐ์หีบพระบรมศพจันทน์และพระโกศจันทน์ โดยอธิบายความรู้อย่างเข้าใจง่ายเพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปทดลองทำเองที่บ้านได้ ซึ่งเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้ความสำคัญกับวิชาช่างของประเทศไทย

ศาลาลูกขุน “ณ วิธานสถาปกศาลา”

ภายในเป็นนิทรรศการขยายแบบสู่การก่อสร้าง ซึ่งข้อมูลจากกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร เผยว่า การก่อสร้างพระเมรุมาศของในหลวง รัชกาลที่ 9 กรมศิลปากรได้ออกแบบมาถึง 8 แบบ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีพระราชกระแสรับสั่งให้การออกแบบพระเมรุมาศในครั้งนี้ว่า “ไม่ให้เหมือนที่เคยมีมา” และมีพระราชวินิจฉัยเลือกพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอด 7 ชั้นเชิงกลอน

พระเมรุมาศทรงบุษบกของในหลวง รัชกาลที่ 9 จะมีลักษณะพิเศษในหลายๆ ด้านไม่เหมือนที่เคยมีมาเป็นการสืบสาน และเกิดการพัฒนาศิลปกรรมงานช่างในหลายแขนง นอกจากนี้ การก่อสร้างพระเมรุมาศยังใช้วัสดุบางอย่างทั้งในการก่อสร้าง และการประดับตกแต่งที่เปลี่ยนตามยุคสมัย เช่น การใช้ไฟเบอร์กลาสมาแทนงานซ้อมไม้ ซึ่งเป็นการสร้างชิ้นงานแทนลายแกะสลักนอกจากจะช่วยย่นระยะเวลาแล้ว ก็ยังรักษารูปแบบของศิลปะการออกแบบดั้งเดิมไว้ได้ โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นเหล็กรูปพรรณนำมาประกอบและยึดกันด้วยนอต มีจำนวนมากกว่า 4 หมื่นชิ้น น้ำหนักรวม 800 ตัน ไม่มีการตอกเสาเข็มเป็นรากฐาน

ศาลาลูกขุน “ประติมาสร้างสรรค์”

การจัดสร้างประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีการใช้หลักแนวคิดตามคติความเชื่อไตรภูมิ และมีหลักการจัดวางที่สอดคล้องกันกับงานสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ และยังเป็นประติมากรรมที่มีรูปแบบตามแบบสมัยรัชกาลที่ 9 ศาลานิทรรศการประติมาสร้างสรรค์ จึงจัดแสดงชิ้นงานประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ โดยมีใจความสำคัญหลัก คือ การจัดแสดงขั้นตอนและวิธีการทำประติมากรรม ซึ่งมีความแตกต่างกันตามเทคนิคของช่าง ทั้งจากสำนักงานช่างสิบหมู่ เพาะช่าง ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ และช่างปั้นปูนสด จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นปูนตำสูตรเพชรบุรี สัตว์หิมพานต์ที่ใช้ตกแต่งบริเวณสระอโนดาตบริเวณฐานสี่มุมของพระเมรุมาศ ประกอบด้วย สัตว์หิมพานต์ตระกูลสิงห์ ม้า และวัว รวมถึงสัตว์ผสม ประมาณ 120 ชิ้นงาน

ทั้งหมดนี้นอกจากจะทำให้เห็นถึงความแตกต่างกันของประติมากรรมแล้ว ยังทำให้เห็นถึงความหลากหลายของงานศิลปหัตถกรรมไทยโบราณที่ไม่อาจพบเห็นได้ทั่วไป โดยงานประติมากรรมทั้งหมดในศาลานิทรรศการเป็นชิ้นงานจำลองเสมือนจริงเพื่อให้ประชาชนเห็นรายละเอียดได้อย่างใกล้ชิด และเห็นความล้ำค่าของงานศิลปะไทย

ศาลาลูกขุน “ยาตรากฤษฎาธาร”

ศาลานิทรรศการยาตรากฤษฎาธารว่าด้วยการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ โดยได้จัดแสดงต้นแบบของพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ซึ่งเป็นต้นแบบก่อนลงมือสร้างจริง ล้อของพระมหาพิชัยราชรถ (วงใหญ่) และล้อของราชรถน้อย (วงเล็ก) ซึ่งทั้งสองล้อเป็นล้อจริง ทว่า ไม่ได้ใช้ในวันงานพระราชพิธี เชือกของพลฉุดชัก โดยกรมอู่ทหารเรือได้นำเชือกที่ใช้ฉุดชักมาจัดแสดง ส่วนประกอบพระมหาพิชัยราชรถ เช่น ปีกแมลงทับ ธงงอ และผ้า และแสดงให้เห็นถึงขั้นการบูรณปฏิสังขรณ์ การลงรักและติดกระจกประดับ รวมถึงการจัดแสดงข้อมูลถึงลักษณะของพระที่นั่งราเชนทรยานและพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย และการสร้างพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยและราชรถปืนใหญ่ด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนที่ต้องการชมพระราชรถองค์จริง สามารถเข้าชมได้ที่ โรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติซึ่งเปิดให้ชมในบริเวณใกล้เคียงกัน

ศาลาลูกขุน “สวรรค์บรรจงวาด”

ศาลานี้จะเล่าถึงแนวคิด ตลอดจนขั้นตอนการวาดจิตรกรรมในฉากบังเพลิง โดยนำเรื่องราวพระราชกรณียกิจในหลวง รัชกาลที่ 9 มาวาดเป็นภาพประกอบเป็นส่วนหนึ่ง ทางคณะทำงานได้นำเรื่องราวของพระนารายณ์อวตาร พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ที่มีทั้งหมด 10 ปาง แต่น้อมนำมาเพียง 8 ปาง วาด 4 ทิศ 4 ด้าน แต่ละด้านมี 4 ชิ้น แต่ละชิ้นมี 2 ส่วน คือด้านบนกับด้านล่าง ด้านบนเป็นเนื้อหาเทวดาที่อวตารลงมาทำความดี และเป็นการรับเทวดากลับคืนสู่สรวงสวรรค์ ส่วนด้านล่างเป็นโครงการพระราชดำริแต่ละด้าน หมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ ฉากบังเพลิงและจิตรกรรมฝาผนังโครงการพระราชดำรินำสัมผัสพระสุเมรุ

ความพิเศษของนิทรรศการพระเมรุมาศ มีศาลานิทรรศการนำสัมผัสพระสุเมรุที่ตั้งอยู่ในทับเกษตร ด้านหน้าทางเข้าก่อนถึงศาลาลูกขุนเพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้มีโอกาสสัมผัสความสวยงามของพระเมรุมาศ รวมถึงงานศิลปะและประติมากรรมประดับตกแต่ง

ผู้พิการทางสายตาจะมีอาสาสมัครพานำชม โดยเริ่มต้นจากแผนผังพระเมรุมาศในรูปแบบภาพนูนต่ำเพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้สัมผัสไปพร้อมกับจินตนาการได้ถึงอาณาเขตและลักษณะของอาคารก่อสร้างในบริเวณพระเมรุมาศ จากนั้นจะได้สัมผัสพระเมรุมาศสามมิติ งานสถาปัตยกรรมพื้นฐาน เช่น การซ้อนชั้นไม้ และการทำศิลปะผ้าทองย่น สาบสีสอดแวว และงานประติมากรรมที่จำลองมาทุกขนาด เช่น พญาครุฑ เป็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณชั้นชานชาลาของพระเมรุมาศ ราวบันไดพญานาค สัตว์หิมพานต์ เทวดานั่งส้นหรือเทวดาอัญเชิญโคมไฟประดับรอบพระเมรุมาศในเวลากลางคืน

ทั้งหมดผู้พิการทางสายตาสามารถสัมผัสแทนการมองด้วยตา รวมถึงสามารถรับทราบข้อมูลเบื้องต้นของประติมากรรมแต่ละชิ้นโดยสังเขปผ่านอักษรเบรลล์ และซีดีเสียงบรรยายนิทรรศการ ส่วนผู้พิการทางการได้ยินจะมีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ

อาจกล่าวได้ว่า ศาลานิทรรศการนำสัมผัสพระสุเมรุได้รวบรวมใจความสำคัญของพระเมรุมาศไว้ถึงร้อยละ 70 เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาและทางการได้รับชมส่วนประกอบต่างๆ ของพระเมรุมาศไม่ต่างจากคนทั่วไป

สำหรับการเตรียมตัวเพื่อศึกษาและซึมซับความรู้ด้านศิลปกรรมไทยในงานพระเมรุมาศนั้น ควรศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากแผ่นพับที่นิทรรศการแจกให้และสามารถสอบถามขอความรู้จากเจ้าหน้าที่ที่คอยบรรยายได้ด้วยเช่นกัน