5 วิธีรับมืออาการซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 13:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521842

5 วิธีรับมืออาการซึมเศร้า

วิธีรับมือกับความโศกเศร้าเสียใจ เพื่อไม่ให้นำไปสู่อาการซึมเศร้า

ถึงแม้เวลาผ่านพ้นกว่า 1 ปี แต่น้ำตาแห่งความโศกเศร้าไม่เคยเหือดหายไปจากใจของคนไทย นับตั้งแต่ทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งความเสียใจนั้นเกิดขึ้นได้ แต่เพื่อไม่ให้นำไปสู่ความซึมเศร้า ก็มีวิธีการที่จะรับมือ

1.พยายามอย่าอยู่คนเดียว – ทุกคนควรสังเกตคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เพื่อนร่วมงาน เมื่อโศกเศร้ามากๆ หรือร้องไห้ฟูมฟาย อาจเกิดอาการหายใจถี่ มือ เท้าเกร็ง จนหมดสติเป็นลมได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้พิการ รวมถึงเด็กๆ ที่อาจสับสนกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นของผู้ใหญ่ ซึ่งควรให้กำลังใจกันอยู่เสมอ สำหรับใครที่รู้สึกเศร้า สะเทือนใจ ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่คนเดียว ให้ออกไปพบไปพูดคุยกับคนรอบข้าง

2.ร่วมกิจกรรมอาสา – เปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นพลังแห่งความดี ซึ่งการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมอาสาจะช่วยให้รู้สึกดี และรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองที่ได้มีส่วนช่วยเหลือผู้อื่น หรืออาจจะรวมกลุ่มกันทำความดีด้วยวิธีต่างๆ เช่น สวดมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล บริจาคเลือด บริจาคร่างกาย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3.หากิจกรรมทำ – อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ว่าง นั่งเหม่อใจลอย ซึ่งจะยิ่งทำให้รู้สึกเศร้า ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ เพื่อให้รู้สึกสบายใจ นอกจากนั้น ยังมีคนจำนวนมากที่มักถ่ายทอดความโศกเศร้าออกมาเป็นเรื่องราว คำพูด หรือความเรียงบอกเล่าเรื่องราวถึงความประทับใจต่อพระองค์ท่านในแง่มุมต่างๆ ก็สามารถทำได้ แต่ก็ควรแสดงออกแต่พอดี

4.แสดงความจงรักภักดี – การน้อมนำแนวปรัชญา พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส หรือแม้แต่บทเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ มายึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เช่น บทเพลง ใกล้รุ่ง ที่แฝงความหมายการรอคอย ความหวัง ความสำเร็จที่ดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา ทั้งยังสามารถสื่อไปถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ รวมถึงการยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต

5.ดูแลสุขภาพร่างกาย – ไม่ควรลืมดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองและคนรอบข้าง มีหลายคนเศร้าเสียใจ ร้องไห้ ไม่ยอมกิน ไม่นอน จนอาจทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมได้

ที่มา: M2F

 

สีสันพันธุ์ไม้ เรียบง่าย สง่างาม สมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521802

สีสันพันธุ์ไม้ เรียบง่าย สง่างาม สมพระเกียรติ

พันธุ์ไม้ 4 ระดับ งดงามอย่างพอเพียง

ความงดงามของพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างรอบพระเมรุมาศ เผยเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใกล้มาถึง หลังจากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ได้ทำการออกแบบพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบ โดยยึดคติความเชื่อแต่โบราณราชประเพณี คำนึงถึงความสวยงามสมพระเกียรติ ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริที่โดดเด่นมาจัดแสดง
โดยมีการสร้างสระน้ำ 4 มุม กังหันน้ำชัยพัฒนาจำนวน 3 ตัว แก้มลิง หญ้าแฝก แปลงนาขั้นบันได

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พระเมรุมาศสง่างามสมบูรณ์ คือ พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับสีเหลือง ที่ประดับตกแต่งบริเวณรอบๆ กว่าแสนต้น

กัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยา ผู้ได้รับมอบหมายจากกรมศิลปากร ให้เป็นผู้ออกแบบตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับรอบพระเมรุมาศ กล่าวถึงการออกแบบและตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับรอบพระเมรุมาศว่าสวนนงนุชได้ทำการศึกษาเรื่องพันธุ์ไม้มงคล และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นข้อมูลพันธุ์ไม้ที่นำมาประกอบพระเมรุมาศจึงเน้นที่ความเรียบง่าย ทว่าสง่างาม สมพระเกียรติ แบ่งเป็นไม้ 4 ระดับ ประกอบด้วย พันธุ์ไม้ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน

“พระเมรุมาศและอาคารประกอบต่างๆ โดยส่วนใหญ่มีสีทอง สีเหลือง การเลือกพันธุ์ไม้ตกแต่งสวนรอบพระเมรุมาศ จะต้องกลมกลืนกับพื้นที่รอบมณฑลพิธี ที่กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบภูมิทัศน์ ซึ่งประกอบด้วย โครงการในพระราชดำริ จำลองนาข้าว กังหันชัยพัฒนา ดังนั้นเราจะเน้นพันธุ์ไม้ที่ให้ดอกสีเหลือง ซึ่งสื่อถึงในหลวง รัชกาลที่ 9เมื่อประชาชนมองจากสนามหลวงเข้ามาในพระเมรุมาศและโดยรอบ จะเห็นสีเหลืองอร่ามไปทั่วพื้นที่ สวยงามมาก”

ผู้อำนวยการสวนนงนุช อธิบายว่า พันธุ์ไม้ทั้ง 4 ระดับ ประกอบด้วย พันธุ์ไม้ขนาดใหญ่ได้แก่ ต้นตะโก เป็นไม้ที่พบเห็นได้ในรั้ววัง และตามวัดสำคัญ จำนวน 90 ต้น โดยจะประดับนอกรั้วราชวัติ ฝั่งตะวันออก พันธุ์ไม้ขนาดกลาง ประกอบด้วย ข่อยช่อ บอนไซต้นไทรเกาหลีแท่ง

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ไม้สำคัญ ได้แก่ ต้นใบไม้สีทอง ต้นแก้ว ต้นแก้วแคระ หน้าวัวใบหรือ King of Kings ส่วนพืชคลุมดิน จะใช้ดอกดาวเรือง ต้นเข็มเชียงใหม่ กล้วยไม้ดินนอกจากนี้ มีต้นชะแนบทอง ใบไม้สีทองประดับพระเมรุมาศ มีลักษณะเป็นพุ่มสีเหลืองทอง รวมถึง ต้นเข็มพิษณุโลกที่มีลักษณะเป็นพุ่มดอกเข็มสีขาวนวลและพุ่มแก้วเล็ก พุ่มแก้วใหญ่ ปลูกประดับบริเวณรอบพระเมรุมาศ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ต้นบอนไซ ต้นข่อยช่อ ประดับลงกระถาง ‘เลข ๙’ เป็นกระถางพิเศษจาก จ.ราชบุรี ออกแบบโดยกรมศิลปากร ส่วนกระถางบอนไซ เป็นตราสัญลักษณ์ และลวดลายตราธรรมจักร มีลักษณะพิเศษเฉพาะเราใช้ต้นดาวเรืองมากถึง 7 หมื่นต้น อยู่ในภาชนะคอกหมู่ เพื่อสร้างความงดงามให้กับพื้นที่

สวนนงนุชทำการเพาะต้นดาวเรืองไว้กว่า 2 แสนต้น เพื่อสำรองหากเกิดความเสียหายในช่วงก่อนงานพระราชพิธี จะเห็นว่าการสร้างสรรค์ครั้งนี้ จะใช้ไม้ดอกไม้ประดับน้อยชนิด เน้นความเรียบง่ายที่สุด พอเพียง แต่สง่างามสมพระเกียรติ เพราะจุดประสงค์ของการจัดสวน ก็เพื่อเพิ่มความสง่างามและเพิ่มสีสันให้พื้นที่ มิใช่สร้างสวนสวยที่บดบังพระราชพิธี

ถามว่า ทำไมเราเน้นดอกไม้สีเหลือง หนึ่งคือทุกครั้งที่ประชาชนคอยเฝ้ารับเสด็จในหลวง รัชกาลที่ 9 พวกเราจะสวมเสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของพระองค์ท่าน วันนี้ประชาชนสวมเสื้อสีดำมาส่งเสด็จ การประดับพื้นที่โดยรอบด้วยสีเหลืองก็สื่อถึงพระองค์ท่านเช่นเดียวกัน โดยสวนนงนุชเตรียมพันธุ์ไม้ไว้มากกว่าจำนวนที่คาดว่าต้องใช้ เพราะเมื่อจัดตกแต่งจริงอาจใช้เพิ่มเติมให้แต่ละพื้นที่สมบูรณ์ที่สุด ส่วนพันธุ์ไม้นานาชนิดที่ใช้ประดับพระเมรุมาศ จะคัดเลือกให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เพื่อถวายแด่ในหลวง ร.9 ทรงสถิตในดวงใจพสกนิกรไทยตลอดไป” กัมพล กล่าวสรุป

ดอกไม้สีเหลือง3 ชนิดในเขตรั้วราชวัติ

ดร.ประภัสสร อารยะกิจเจริญชัยนักวิชาการไม้ดอก มูลนิธิโครงการหลวงกล่าวว่าเมื่อต้นปี 2560 โครงการหลวงได้รับการประสานจากกรมศิลปากร ให้ร่วมส่งไม้ดอกสีเหลืองตกแต่งพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร โดยได้ดำเนินการคัดเลือกดอกไม้เมืองหนาว 3 ชนิด ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนได้ดีที่สุด ได้แก่ เบญจมาศ โซลิกแอสเทอร์ และเดเลีย ชนิดละ3,000 กระถาง จำนวนทั้งสิ้น 9,000 กระถาง สำหรับตกแต่งพระเมรุมาศในเขตรั้วราชวัติ

“โครงการหลวงได้เลือกเบญจมาศเป็นดอกไม้หลักในการประดับตกแต่งพระเมรุมาศเนื่องจากเป็นพืชที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้แก่ชาวบ้านเพื่อปลูกเป็นอาชีพและเป็นไม้ดอกที่ทนความร้อนได้ดี ซึ่งเหมาะแก่การประดับตกแต่งในพื้นที่กลางแจ้ง โดยเลือกเบญจมาศ 6 สายพันธุ์ ที่มีสีเหลือง แบ่งเป็นพันธุ์ต้นสูง 2 สายพันธุ์ และพันธุ์กระถาง 4 สายพันธุ์”

เบญจมาศเป็นไม้ดอกหลัก ที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นอาชีพตั้งแต่ปี 2528 และเป็นไม้ดอกเมืองหนาวจากต่างประเทศชนิดแรกๆ ที่นำมาปลูกทดสอบในประเทศไทย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโครงการหลวง ปัจจุบันเบญจมาศเป็นรายได้หลักของเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของโครงการหลวง

“สำหรับโซลิกแอสเทอร์ โครงการหลวงเคยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก แม้ว่าปัจจุบันจะไม่ส่งเสริมแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังนิยมปลูกเป็นอาชีพ โดยเมื่อโซลิกแอสเทอร์ออกดอกสะพรั่งพร้อมกัน จะเป็นสีเหลืองอร่ามคล้ายสีทองคำ และชนิดสุดท้าย เดเลีย มีความโดดเด่นเรื่องความสวยงามของรูปทรงดอก โดยได้คัดเลือก 2 สายพันธุ์ ที่มีกลีบดอกหนาและดก เพื่อให้ทนกับอากาศร้อนได้ดี ไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดโครงการหลวงได้นำต้นพันธุ์ไปให้เกษตรกรปลูก จากนั้นซื้อกลับคืนเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร” ดร.ประภัสสร กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม จากสภาวะฝนตกหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความคงทนของไม้ดอกที่นำไปตกแต่งพระเมรุมาศ โดยเฉพาะดอกเดเลียที่ค่อนข้างบอบบาง ทว่าโครงการหลวงได้สำรองไม้ดอกทั้ง 3 ชนิดไว้ เพื่อนำไปสลับปรับเปลี่ยนและคงความสวยงามไว้ตลอดงานพระราชพิธี

นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้ประสานให้โครงการหลวงนำผักไปประดับตกแต่งเพิ่มเติม สรุปได้คัดเลือกกะหล่ำปลี (เขียวและแดง) ผักกาดกวางตุ้ง โอ๊คลีฟเขียว และโรสแมรี โดยทั้งหมดเป็นผักที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเช่นกัน

3 พันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติ

หลังจากที่สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ได้ออกแบบพระเมรุมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยนำคติความเชื่อโบราณราชประเพณี พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาจัดแสดงผ่านการก่อสร้างและปรับแต่งภูมิทัศน์นั้น

กรมการข้าว ได้คัดเลือกข้าวเฉลิมพระเกียรติ 3 สายพันธุ์ ให้กรมศิลปากรจัดภูมิสถาปัตยกรรมแปลงนาข้าวรอบพระเมรุมาศ ที่จะจัดแสดงบริเวณพื้นที่ด้านนอกรั้วราชวัติด้านทิศเหนือ ทางเข้าออกของพระเมรุมาศ โดยบริเวณขอบคันนาออกแบบเป็นสัญลักษณ์เลขเก้าไทยสีดินทอง ที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของพสกนิกรชาวไทย โดยใช้กลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ระยะต้นกล้า คือ พันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นตัวแทนของข้าวภาคกลางซึ่งนิยมปลูกกันมาก เมื่อปลูกแล้วจะมีทรงกอตั้ง ใบสีเขียวมีขนเหมาะที่จะนำมาจัดแสดงในระยะต้นกล้า

ระยะแตกกอ คือ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ105 เป็นตัวแทนของข้าวในภาคอีสานและเหนือ ที่นิยมปลูกข้าวพันธุ์นี้กันมากถึง 1 ใน 3ของพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ หรือราว 25 ล้านไร่เมื่อนำมาจัดแสดงระยะแตกกอ จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากลำต้น

ระยะออกรวง คือ พันธุ์ข้าว กข 31 หรือพันธุ์ปทุมธานี 80 เป็นพันธุ์ข้าวที่ตั้งชื่อเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสในหลวง รัชกาลที่ 9 พระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่ออยู่ในระยะออกรวงจะชูรวงสวยงาม ไม่โน้มรวงลงกับพื้นเหมือนพันธุ์อื่นๆ โดยในการจัดแสดงครั้งนี้ จะนำข้าวที่อยู่ในระยะพลับพลึงเกือบเป็นสีเหลืองทองมาจัดแสดงในแปลงนา

สุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริที่ส่งมอบข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพื่อนำไปปลูกในแปลงนาข้าวรอบพระเมรุมาศ โดยข้าวสายพันธุ์นี้มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็มโดยเฉพาะข้าวที่ปลูกบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้จะมีความหอมโดดเด่นกว่าพื้นที่อื่นซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เป็นพื้นที่วิจัยและส่งเสริมให้เกษตรกรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ไปอย่างกว้างขวาง

ข้าวทั้ง 3 สายพันธุ์ ล้วนใช้พื้นที่ทดลองและขยายพันธุ์ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา จนเกิดสายพันธุ์ที่ดีในการเพาะปลูก ทำให้ชาวนามีรายได้มั่นคงและมีความร่มเย็นเป็นสุข โดยคาดว่าช่วงพระราชพิธีระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค.นี้ แปลงนาจะเป็นทุ่งรวงทองที่มีกลิ่นหอม สะท้อนความร่มเย็นแห่งแผ่นดินรัชกาลที่ 9

การจัดสวนและการประดับตกแต่งพันธุ์ไม้ในพระราชพิธีเป็นอีกหนึ่งส่วนของงานที่ยิ่งใหญ่ความเรียบง่ายและเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสีสันพันธุ์ไม้ ส่งเสริมให้ภูมิทัศน์รอบพระเมรุมาศงดงาม และยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในหลวงรัชกาที่ 9 ผู้เป็นดั่งดวงใจของพสกนิกรไทยทั้งชาติ

 

ความหมายของดอกไม้จันทน์แต่ละแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2560 เวลา 10:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521815

ความหมายของดอกไม้จันทน์แต่ละแบบ

ความหมายของดอกไม้จันทน์ทั้ง 7 แบบ

ดอกไม้จันทน์ คือสิ่งเล็กๆ ที่พสกนิกรชาวไทยร่วมกันประดิษฐ์เพื่อแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำหรับใช้ในวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย โดยการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ที่ทางกรุงเทพมหานครได้จัดสอนทำดอกไม้จันทน์มีทั้งสิ้น 36 แบบ เช่น ดารารัตน์ กุหลาบ กุหลาบป่า กุหลาบหนู กุหลาบเวียงพิงค์ แก้ว รัศมีจันทน์ ลีลาวดี กรประทีบ บุปผาสยาม มาลีศรีจันทน์ บัว ดาวเรือง ซึ่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ได้คัดเลือกดอกไม้จันทน์ที่ทำง่ายๆ 7 แบบ จาก 36 แบบ ที่กรุงเทพมหานครบอกว่าจะถูกส่งไปตามวัดต่างๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร ดังนี้

1. ดอกดารารัตน์ หรือดอกแดฟโฟดิล (Daffodil) ดอกไม้ทรงโปรดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงพระราชทานให้แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อยู่เสมอ เมื่อครั้งยังทรงศึกษาและประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดอกดารารัตน์นิยมใช้มอบให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก เพื่อบอกว่าไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน และยังหมายถึง เกียรติยศ ความกล้าหาญ สัญลักษณ์ของความหวัง ชื่อดอกดารารัตน์ยังมีความหมายที่ลึกซึ้ง โดยคำว่า “ดารา” หมายถึง ดวงดาว คือสิ่งที่อยู่สูงสุด คำว่า “รัตน์” หมายถึง แก้ว คือ สิ่งที่มีค่า

2. ดอกชบาทิพย์ เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงการดับสูญและความเป็นทิพย์ และเพื่อเป็นการถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดอกชบาทิพย์จึงเป็นดอกไม้ที่สร้างสรรค์และประดิษฐ์ขึ้น เพื่อสื่อถึงการดับสูญและความเป็นทิพย์ และเพื่อเป็นการถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้ทรงสถิตในดวงใจของประชาราษฎร์ชั่วนิรันดร์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ดอกลิลลี่ แสดงออกถึงความรักที่บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับดอกกุหลาบสีขาว ยังแสดงออกถึงความซื่อสัตย์และเทิดทูนด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งดอกลิลลี่สีขาวยังแสดงออกถึงความซื่อสัตย์และเทิดทูนด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

4. ดอกกุหลาบ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันบริสุทธิ์ ด้วยอานุภาพแห่งความจงรักภักดีของทวยราษฎร์ที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในองค์พระประมุขของชาติ เพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

5. มาลีศรีจันทน์ ที่มาเป็นการจำลองแบบจากดอกไม้ตามจินตนาการอันมีความงดงาม แสดงถึงความรักที่ประชาชนมีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

6. แก้ว ต้นแก้วมีความหมายอันเป็นมงคล เพราะเชื่อว่าการปลูกแก้วไว้ประดับบ้านจะได้รับแต่สิ่งที่ดีงาม อีกทั้งยังช่วยให้สมาชิกในบ้านมีจิตใจเบิกบาน แจ่มใส บริสุทธิ์สูงสุด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป เหมือนดั่งความรักที่ราษฎรชาวไทยมีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

7. ดอกรัศมีจันทน์ หมายความถึง รัศมีของพระจันทร์ที่ส่องแสงสว่างในยามค่ำคืน เพื่อปัดเป่าความมืดมิดให้จางหายไป เกิดเป็นความสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้า ดั่งพระบุญญาบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการปัดเป่าทุกข์ และบำรุงสุขให้แก่พสกนิกรไทยทั่วทุกคนเสมอมา

ที่มา: M2F

 

ทุนในหลวง สู่การสร้างคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2560 เวลา 14:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521657

ทุนในหลวง สู่การสร้างคน

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

“…การให้การศึกษาถือว่าเป็นการให้สิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นการหล่อหลอมวางรูปแบบให้แก่อนุชน ทั้งทางความรู้ความสามารถ ทั้งทางจิตวิญญาณ ผู้มีหน้าที่ให้การศึกษาทุกตำแหน่งหน้าที่ จึงมีความรับผิดชอบอย่างยิ่งต่อชาติบ้านเมือง ในการสร้างพลเมืองที่ดี…”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๐)

เงินของในหลวง หรือพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ส่วนหนึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเป็นทุนการศึกษา มีหลายทุน แตกต่างกันไปตามแต่ละ เป้าหมายของทุน แต่วัตถุประสงค์หลักของทุนพระราชทาน นั่นคือ พระราชประสงค์ที่ต้องการส่งเสริมการศึกษา เพราะการมีความรู้ของพลเมือง นำไปสู่พัฒนาตัวเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

การได้รับทุนพระราชทานนี้ สร้างความภาคภูมิใจและซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้ของผู้รับ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ สนับสนุนให้ไปศึกษาเล่าเรียน อาจเรียกแบบภาษา ชาวบ้านว่า “ในหลวงส่งเรียน”

และอีกสิ่งหนึ่งที่ประเมินค่าไม่ได้จริงๆ ก็คือการเป็น “นักเรียนทุนคิง” หรือนักเรียนที่ได้รับทุนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวค่ะ ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตเลยก็ได้

“ทุนอานันท์” เพื่อส่งเสริมการศึกษาเฉพาะทาง

ทุนอานันทมหิดล ตั้งขึ้นเมื่อปี 2498 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ที่ใฝ่ใจการศึกษา มีโอกาสไปศึกษาวิชาการชั้นสูงบางวิชา ณ ต่างประเทศ โดยทรงหวังในพระราชหฤทัยว่า เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาแล้วจะได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาการที่ศึกษามา

ต่อมาในปี 2502 มีพระบรมราชวินิจฉัยให้เปลี่ยนสภาพจาก “ทุน” เป็น “มูลนิธิอานันทมหิดล” โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์เป็นทุนเริ่มแรก จำนวน 2 หมื่นบาท

โดยทุนพระราชทานนี้ ไม่กำหนดวงเงินของทุน ให้เรียนเต็มที่ พร้อมค่าหนังสือ รวมทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พักอาศัย ดำรงชีวิต ไม่มีสัญญาผูกมัดใดๆ ไม่ต้องใช้ทุน ไม่กำหนดระยะเวลา ไม่กำหนดว่าต้องกลับประเทศ ด้วยมีพระราชประสงค์ให้ผู้รับทุนมีความสำนึกรับผิดชอบด้วย ตัวเอง

ปัจจุบัน สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานมูลนิธิอานันทมหิดล ทรงร่วมพิจารณาการพระราชทานทุนสนับสนุนการศึกษาในแผนกวิชาต่างๆ ซึ่งมีแบ่งเป็น 8 แผนก คือ แผนกแพทยศาสตร์ แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกเกษตรศาสตร์ แผนกธรรมศาสตร์ (ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คัดเลือก) แผนกอักษรศาสตร์ แผนกทันตแพทยศาสตร์ แผนกสัตวแพทยศาสตร์ แผนกวิศวกรรม ศาสตร์ แต่ละปีจะมี 8 คนที่ได้รับทุน แต่หากปีนั้นแผนกใดไม่มีผู้มีคุณสมบัติ เหมาะสมก็ละเว้นได้

ทำอย่างไรจึงได้ทุนอานันทมหิดล

คุณสมบัติของผู้ที่ได้รับทุนอานันทมหิดล ระบุอย่างง่ายเพียง “เป็นคนดี คนเก่ง” โดยการเป็นคนเก่ง มีเกณฑ์วัดชัดเจน เช่น ต้องจบการศึกษาเกรดเฉลี่ย 3.5 ขึ้นไป ไม่มีอุปสรรคด้านภาษา แต่คุณสมบัติด้านคุณธรรม อาจต้องใช้วิจารณญาณและการติดตามดูจากอาจารย์ผู้ใกล้ชิด ทั้งความขยันหมั่นเพียร ความประพฤติดี

ผู้ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล มาจากการสรรหาและคัดเลือกจากอาจารย์ และคณะกรรมการแผนกวิชา ที่จะเสาะหาผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งความสามารถทางวิชาการและมีคุณธรรม ไม่ได้มีการเปิดรับสมัครชิงทุนเหมือนกับทุนการศึกษาประเภทอื่น

62 ปีที่จัดตั้งทุนอานันทมหิดลขึ้นมา มีบัณฑิตจบการศึกษาแล้วทั้งสิ้น 360 คน และอยู่ระหว่างการศึกษา 51 คน ซึ่งบัณฑิตที่จบการศึกษาเกือบทุกราย ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และกลับมาทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

นักเรียนทุนอานันทมหิดล ตัวอย่างที่กลับมาทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง ด้านการแพทย์ อาทิ นพ.จรัส สุวรรณเวลา แพทย์ท่านแรกที่ได้รับพระราชทานทุน อานันทมหิดล นพ.ประเวศ วะสี นักเรียนทุนปี 2500 นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี นักเรียนทุนปี 2517 สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นักเรียนทุนปี 2525

ส่วนนักเรียนทุนด้านเศรษฐกิจ อาทิ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน

จากหัวใจของนักเรียนทุนอานันท์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกแพทยศาสตร์ ปี 2527 ไปศึกษาต่อด้านศัลยกรรมตกแต่ง กลับมาเป็นผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมตกแต่ง ในด้านการแก้ไขความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนกระทั่งเกษียณ และเกษียณมา 8 ปีแล้ว ก็ยังไปทำอยู่โดยไม่รับค่าตอบแทน

นพ.จรัญ เล่าว่า ตอนเข้าเฝ้าฯ ถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านถามว่าไปเรียนอะไร ก็ได้ทูลเล่าว่า เป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง ตั้งใจไปเรียนแก้ไขความพิการชนิดรุนแรง สมัยนั้นประเทศไทยยังทำไม่ได้ เด็กที่ส่งเข้ามารักษา กุมารแพทย์ต้องส่งกลับ เพราะรักษาไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ โลกเองก็เพิ่งประสบความสำเร็จในการผ่าตัดผู้พิการใบหน้าชนิดรุนแรงก่อนหน้าเพียง 10 กว่าปี จึงตั้งใจไปเรียนคนแรกและกลับมาสอน

พระองค์ท่านตรัสว่า คณะกรรมการอยากจะให้เซ็นสัญญาเพื่อให้กลับมาใช้ทุน แต่พระองค์ย้ำว่าไม่มีการเซ็นสัญญา กลับมาเป็นอาจารย์ รับราชการดีที่สุด กลับมาเอกชนก็ได้ ถือว่าช่วยคนไทยด้วยกัน แต่ถ้าไม่กลับมาเลยก็ถือว่ามีวิชาชีพเลี้ยงตน

“ท่านตรัสแบบนี้ ณ วินาทีนั้น เราตั้งใจกลับเมืองไทยแน่นอน และรับราชการจนกระทั่งเกษียณ โดยตัวเองได้ทุนปี 2527 และกลับมาปี 2529 กลับมาทำงานที่ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตน์ แก้ไขความพิการบนใบหน้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนเกษียณ”

หากถามว่า 62 ปีที่ผ่านมา ทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ได้ส่งนิสิตนักศึกษาไปเรียนต่อคิดเป็นมูลค่าเท่าใด คงคิดเป็นเงินหลายล้านบาท ความคุ้มค่าเป็นตัวเงินคงยาก แต่ประเมินผลลัพธ์ที่ได้กลับมามีคุณค่ามหาศาล จากความรู้ความสามารถจากนักเรียนทุนแต่ละแผนกที่สำเร็จการศึกษา นำมาปรับใช้และพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าจนทุกวันนี้ และทุนมูลนิธิอานันทมหิดลนี้จะสานต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ไม่ใช่ว่าจะมีเพียงทุนอานันท์เท่านั้น ยังมีทุนพระราชทานอีกหลายทุน ที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ที่พระองค์ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่จะส่งเสียให้ลูกหลานคนไทยได้รับการศึกษา

แม้ว่าปัจจุบันมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ให้ทุนการศึกษาจำนวนมาก แต่สำหรับนักศึกษาแล้วการได้รับ “ทุนพระราชทาน” นั้น ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดในชีวิต และน้อมสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

 

น้อมรำลึก บันทึกประวัติศาสตร์ ความทรงจำถึงรัชกาลที่ ๙ ในดวงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2560 เวลา 14:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521691

น้อมรำลึก บันทึกประวัติศาสตร์ ความทรงจำถึงรัชกาลที่ ๙ ในดวงใจ

กาลเวลายาวนานถึง 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ เป็นช่วงชีวิตที่พสกนิกรชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย ล้วนมีความทรงจำมากมายภายใต้ร่มพระบารมี ได้รับรู้ถึงพระราชจริยวัตร พระอัจฉริยภาพ และพระราชกรณียกิจ นานัปการของพระองค์ท่าน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรได้จัดกิจกรรมร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีการจัดทำของที่ระลึก อาทิ เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร แสตมป์ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเก็บสะสมสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ ด้วยความระลึกถึงพระองค์ท่านไม่เสื่อมคลาย

สถาบันการเงินเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีกิจกรรมรำลึกอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบต่างๆ และเป็นตัวกลางในการรับจอง-แลกธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก โดยในช่วงเวลาสุดท้ายของการไว้อาลัยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักก็มีการรวบรวมประวัติศาสตร์มาบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพื่อบันทึกไว้ในหัวใจตลอดกาล

นิทรรศการ “รักในดวงใจนิรันดร์”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดนิทรรศการ “รักในดวงใจนิรันดร์” โดยอัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์และพระบรมฉายาลักษณ์ที่อยู่ในความครอบครองของกรรมการธนาคาร ผู้บริหาร พนักงาน รวมทั้งที่เป็นทรัพย์สินของธนาคาร ในรูปแบบผลงานจิตรกรรม ภาพถ่าย ภาพพิมพ์ ภาพเชิงสัญลักษณ์ ที่สื่อถึงพระองค์ท่าน นอกจากนี้ ยังมีภาพที่สื่อถึงความรักในหัวใจที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 นำมาร้อยเรียงจัดแสดงในรูปแบบจอภาพเคลื่อนไหวอีกด้วย

“รูปที่มีทุกบ้าน” ที่นำมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้มีกว่า 120 ภาพ ในจำนวนนี้เป็นผลงานของศิลปินชื่อดัง เช่น พระบรมสาทิสลักษณ์ โดย ระเด่น บาซูกิ อับดุลลาห์ และจักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นต้น ขณะเดียวกันยังมีภาพผลงานของพนักงานที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านการวาดภาพสีน้ำในสมุด เพื่อเก็บบันทึกเป็นความทรงจำตั้งแต่วันเสด็จสู่สวรรคาลัยถึงปัจจุบัน

ศูนย์กลางของสถานที่จัดนิทรรศการ เป็นภาพของผู้บริหารสูงสุด 3 คนของธนาคารไทยพาณิชย์ ได้แก่ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร และอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการ

ผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้นำมาร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งนี้

นิทรรศการ “รักในดวงใจนิรันดร์” ที่รวบรวมภาพพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรอันงดงามที่ตราตรึงอยู่ในใจพสกนิกร จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค.เป็นต้นไป ณ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่

หนังสือ ธนบัตร ร.๙ : ๗๐ ปี ใต้ร่มพระบารมี

ธนาคารธนชาต ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) เป็นช่องทางสั่งจองหนังสือ ธนบัตร ร.๙ : ๗๐ ปี ใต้ร่มพระบารมี โดยความพิเศษของหนังสือเล่มนี้ ได้รวบรวมข้อมูลและรูปภาพธนบัตรในรัชกาลที่ 9 ครบทุกแบบ ทุกชนิดราคา ทุกรุ่น และทุกลายเซ็น เป็นคลังความรู้ด้านประวัติศาสตร์ธนบัตรไทยที่ล้ำค่าและสมบูรณ์แบบควรค่ากับการสะสมไว้ และยังถูกลิขสิทธิ์โดยได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว

ภาพของธนบัตรทุกภาพที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ เป็นธนบัตรสะสมที่เป็นสมบัติส่วนตัวของ บุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ที่เพียรพยายามเก็บสะสมมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ด้วยความรักและชื่นชอบในงานศิลปะ

“ธนบัตรที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ นอกจากมูลค่าบนหน้าธนบัตรแล้ว ธนบัตรยังเปรียบเสมือนบทบันทึกทางประวัติศาสตร์และงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่ทรงคุณค่า สามารถสะท้อนเรื่องราวของวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และความมีเอกลักษณ์ของไทยในช่วงเวลาที่ธนบัตรแต่ละฉบับถูกนำออกใช้ในห้วงเวลานั้นได้ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะสะสมธนบัตรให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน” บุญชัย กล่าว

หนังสือ ธนบัตร ร.๙ – ๗๐ ปี ใต้ร่มพระบารมี มีขนาด 30.5 x 24 เซนติเมตร หน้าปกแข็ง พิมพ์พิเศษปั๊มสีทองเค 4 สีทั้งเล่ม เนื้อในกระดาษอาร์ตด้าน 128 แกรม จำนวน 416 หน้า น้ำหนักหนังสือ 2.4 กิโลกรัม ราคา 1,200 บาท โดยสามารถสั่งจองได้ที่เคาน์เตอร์ธนาคารธนชาตทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งหากจองภายในวันที่ 30 พ.ย. จะมีราคาเพียง 999 บาท และสามารถซื้อตรงได้ที่ MOCA Bangkok

E-Book ธนบัตรรัชกาลที่ ๙

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานที่พิมพ์ธนบัตรเพื่อใช้หมุนเวียนในประเทศ และหลายครั้งที่ได้ออกธนบัตรที่ระลึกที่จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ แต่ละแบบ แต่ละชนิดราคา ไม่เพียงแค่มีมูลค่าตามราคาที่ตราไว้ หากแต่ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีความงดงามทางศิลปะ และทรงไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจของทั้งผู้เก็บสะสมและผู้รังสรรค์ธนบัตรนั้นๆ

หนังสือ ธนบัตรรัชกาลที่ ๙ นี้ ธปท.จัดทำขึ้นเป็นหนังสือรวมภาพธนบัตรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ออกใช้หมุนเวียนตลอด

รัชสมัยของรัชกาลที่ 9 นับตั้งแต่ พ.ศ. 2491 รวม 9 แบบ และมีภาพธนบัตรที่ระลึกในโอกาสมหามงคลต่างๆ รวม 22 แบบ เอกลักษณ์แห่งองค์พระมหากษัตริย์และความเป็นไทย เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้เข้าถึงหนังสือเล่มนี้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ธปท. จึงได้จัดทำหนังสือในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ และเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีในรูปแบบ E-Book ได้ที่ http://www.bot.or.th/broadcast/EBook/commemorativebook/index.html

 

มีเงินหลายบัญชี บริหารให้ดีต้องทำอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2560 เวลา 11:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521644

มีเงินหลายบัญชี บริหารให้ดีต้องทำอย่างไร

เรื่อง : โยโมทาโร่ภาพ : เอพี

ปัญหาอย่างหนึ่งสำหรับคนที่บริหารจัดการเงินเก่งๆ ก็คือ การมีสมุดบัญชีเงินฝากหลายบัญชี บางคนมีครบทุกธนาคาร ธนาคารละ 2 บัญชี รวมๆ กันที่เปิดอยู่ในประเทศไทยก็ 10 กว่าเล่มเห็นจะได้ มีตั้งแต่บัญชีเงินเดือน เงินเก็บ เงินเที่ยว เงินกองทุน เงินเล่นหุ้น บัญชีขายของออนไลน์

บางคนก็มีหลายบัญชี เพราะเห็นแก่ของแถมเปิดบัญชี เช่น บัตรเอทีเอ็มลายโดราเอมอน หรือหมีในแอพไลน์ โดยที่ไม่ตระหนักว่าบัญชีเหล่านี้อาจสร้างปัญหาให้กับคุณมากกว่าเดิม ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ คุณจะเสียค่ารักษาบัตรเอทีเอ็มปีละ 200 บาท/บัญชี ถ้าคุณมี 10 บัญชี และทุกบัญชีทำหมดก็จะเสียถึงปีละ 2,000 บาท ซึ่งเอาไปซื้อหุ้นได้พอสมควร

นอกจากนี้ การมีจำนวนบัญชีมากเกินไปทำให้คุณอาจละเลยบัญชีที่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะปกติแล้วจะมีการใช้งานประจำอยู่ไม่เกิน 3 บัญชีเท่านั้น คือ บัญชีเงินเดือน เงินออม และเงินสำหรับการลงทุนในกองทุนหรือหุ้นต่างๆ

ต่อมาเราจะได้ดอกเบี้ยน้อย ปกติแล้วหากคุณเทเงินเก็บไว้ในบัญชีสะสมทรัพย์ ที่ให้ดอกเบี้ยสูงเพียงบัญชีเดียว คุณก็จะได้ดอกเบี้ยตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นการมีบัญชีที่เหมาะสมแนะนำว่า ควรจะมีอยู่ประมาณ 4 บัญชีก็พอ ก็คือ บัญชีเงินเดือน บัญชีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน บัญชีลงทุน และบัญชีเพื่อความสุข

1.บัญชีเงินเดือน

เป็นไปตามชื่อสำหรับใช้ในการรับเงินเดือน และเก็บไว้ใช้สำหรับการใช้จ่ายอื่นๆ เมื่อได้เงินเดือนมาแล้วแบ่งไปใส่ในเงินเก็บตามเป้าหมาย และให้เหลือพอใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวันอย่างไม่ลำบากเกินไป ซึ่งจะช่วยให้เราประเมินรายรับรายจ่ายต่อเดือนได้มากขึ้น

2.บัญชีเงินออมฉุกเฉิน

เก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น สำหรับการใช้จ่ายฉุกเฉินเมื่อปัญหาต้องใช้เงินเร่งด่วน เงินในบัญชีนี้ควรจะมีอย่างน้อยๆ ประมาณ 6-12 เท่าของเงินเดือนที่ได้รับเต็มๆ ที่ช่วยให้เราอยู่ได้ อย่างน้อยๆ 1 ปีกรณีตกงาน เป็นเงินเก็บก้อนแรกที่เราควรทำให้ครบตามเป้า แล้วถ้ากรณีที่มีเงินเดือนสูงขึ้นเราก็ต้องปรับให้มีเงินในบัญชีนี้สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

3.บัญชีลงทุน

เป็นบัญชีที่เหลือจากบัญชี “เงินฉุกเฉิน” อาจจะเรียกว่าเป็นเงินเก็บก็ได้ไม่มีจำกัด ว่าจะต้องเก็บในรูปแบบของบัญชีออมทรัพย์ อาจจะเก็บในรูปแบบของกองทุนหรืออะไรก็ได้ตามที่คุณชื่นชอบ โดยต้องมีการวางแผนให้ดีว่าจะกระจายเงินไปให้แต่ละบัญชีในสัดส่วนเท่าไร บัญชีนี้จะเป็นตัววัดความมั่งคั่งของเราได้ดี ยิ่งมีรวมกันมากเท่าไรก็ยิ่งสบายใจมากขึ้นเท่านั้น

4.บัญชีเพื่อความสุข

เป็นบัญชีสำหรับลงทุนแบบหนึ่ง แต่ใช้เพื่อการท่องเที่ยว หรือซื้อสิ่งของที่อยากได้ หรือเป้าหมายอื่นๆ บัญชีนี้อาจจะใช้เงินเหลือประจำวัน เช่น ตั้งเป้าใช้เงินวันละ 200 บาท หากเหลือก็เอามาเก็บในบัญชีนี้ หรือหากมีรายได้เสริมทางอื่นๆ ก็เอามาเก็บในบัญชีนี้ได้ เป็นต้น เป็นบัญชีที่จะมีหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้ามีก็จะช่วยให้คุณเห็นภาพของเงินที่จะเก็บและใช้ได้ชัดเจนขึ้น

สุดท้ายแล้วการมีกี่บัญชีนั้น ไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัว เพราะประเด็นสำคัญคือ การรู้จักเก็บ และรู้ความเคลื่อนไหวในสถานะการเงินของตัวเอง เพื่อการบริหารจัดการด้านการเงินได้ดีขึ้นนั่นเอง คุณจะบริหารจัดการ 10 บัญชีก็ได้ หากทุกบัญชีให้ประโยชน์ด้านการเงินแก่คุณเพิ่มมากขึ้น n

 

คนดังจิตอาสา ทำดีถวายพ่อครั้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2560 เวลา 10:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521674

คนดังจิตอาสา ทำดีถวายพ่อครั้งสุดท้าย

จากเหตุการณ์สูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของพสกนิกรชาวไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา เผยให้เห็นเหตุการณ์ในแง่มุมดีๆ มากมาย ซึ่งตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาท่ามกลางความโศกสลด ทำให้เห็นภาพของประชาชนไทยหลายสาขาอาชีพ ออกมาทำความดีเพื่อดำเนินรอยตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร กันมากมาย ทั้งกลุ่มบุคคลมีชื่อและผู้ปิดทองหลังพระอย่างเงียบๆ

โดย…กองบรรณาธิการ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์, IG : แฮ็ค ชวนชื่น, เดือนเต็ม

ความดียังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพียง ณ ท้องสนามหลวง แต่กระจายตัวไปในทุกพื้นที่ เมื่อถึงวันที่พระเมรุมาศงดงามสมบูรณ์ ตระหง่านสง่าเบื้องหน้าประชาชนชาวไทย ก่อนงานพระราชพิธีสำคัญจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 ต.ค.นี้ การเปิดเผยจากตัวแทนฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีชื่อมาร่วมบอกเล่าประสบการณ์การเป็นจิตอาสาในงานครั้งสำคัญนี้

“ชวน หลีกภัย” ภาพจิตรกรรมฉากบังเพลิง

อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กำลังจดจ่อมือถือพู่กันจรดลงภาพสีน้ำมันภาพเทวดานางฟ้า อันเป็นผลงานส่วนหนึ่งของงานจิตอาสาเขียนภาพจิตรกรรมฉากบังเพลิง ส่วนประกอบหนึ่งในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งหลายคนคงรู้แล้วว่า ก่อนที่ท่านชวนจะศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่านเคยเรียนที่คณะจิตรกรรม สำเร็จการศึกษาโรงเรียนศิลปศึกษา แผนกจิตรกรรมและประติมากรรม เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร (วิทยาลัยช่างศิลป์ ในปัจจุบัน) มาก่อน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดใจถึงการมาเป็นจิตอาสาถวายงานครั้งสุดท้ายว่า ได้ร่วมสเกตช์โครงร่างภาพและออกแบบผ้านุ่งเทวดา และใช้ลายผ้าจากภาคต่างๆ มาใส่ในชุดเทวดา นับเวลากว่า 2 เดือนที่ได้ใช้ทั้งฝีมือทางด้านจิตรกรรมและความมุ่งมั่น เพื่อถวายงานแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ชวน หลีกภัย

“ผมก็เหมือนกับประชาชนทั่วไป มีโอกาสใช้ความรู้ด้านศิลปะมาถวายพระองค์ ก่อนหน้านี้ผมไปช่วยงานอยู่ที่โรงหล่อ แต่ผมไม่ถนัดงานปั้นมากนัก สำหรับภาพจิตรกรรมพอมีความรู้อยู่บ้าง เพราะสมัยเรียนก็เคยซ่อมแซมภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทมาแล้ว ผมก็เลยลองมาดูที่ช่างสิบหมู่ แผนกช่างจิตรกรรมที่ตั้งอยู่ที่นครปฐม ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโรงหล่อ ทำให้ผมได้เจอรุ่นพี่รุ่นน้องเต็มไปหมด เริ่มแรกมาช่วยเขียนภาพดอกบัวก่อน จากนั้นได้รับมอบหมายให้เขียนเทวดาในฉากบังเพลิง

งานจิตรกรรมฉากบังเพลิงเป็นงานละเอียดต้องใช้เวลามาก ผมมีหน้าที่ลงสีเทวดานางฟ้า เสร็จจากลงพื้นก็มานุ่งผ้าให้เทวดานางฟ้าและทำสีสำหรับปิดทองต่อไป เฉลี่ยแล้วมาช่วยงานสัปดาห์ละ 2-3 วัน ในช่วงเช้าของทุกสัปดาห์กินเวลานานถึง 2 เดือนเต็ม ผมตั้งใจทำถวายพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย และเป็นงานที่ทำด้วยมือของตัวเอง ครั้งนี้ผมได้ออกแบบลายผ้าเทวดาทั้ง 11 องค์เป็นพิเศษ

นี่คือการถวายงานพระองค์ครั้งเดียวในชีวิต เพราะไม่มีอีกแล้วที่เราจะเห็นช่างผู้ชำนาญการมารวมตัวกันมากขนาดนี้ แต่ละคนใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้ออกมาแต่ละองค์ ภาพจะต้องเหมือนจริง ทำให้งานจิตรกรรมยากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ถ้าทำแบนๆ สองมิติอาจเสร็จไปแล้ว ต้องทำให้เทวดามีกล้ามเนื้อต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญ” อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในฐานะศิลปินจิตอาสา

“เดือนเต็ม สาลิตุล” 80 วันแสนภูมิใจ

เดือนเต็ม สาลิตุล ดารานักแสดงรุ่นใหญ่ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ทุ่มเทกับการทำงานจิตอาสา หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องของเธอเกี่ยวกับการเป็นส่วนหนึ่งของทีมอาสา สร้างพระหีบและพระโกศจันทน์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ต่อไปนี้คือ 80 วันแห่งการทำงาน สิ่งที่ติดอยู่ในใจและสิ่งที่ล่วงเลยผ่าน บุญกุศลและผลแห่งจิตอธิษฐาน ที่จะติดตามดารานักแสดงหญิงผู้นี้ตราบจนชีวิตหาไม่

“นับเป็นบุญที่สุดในชีวิต และเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ที่ได้มีโอกาสทำงานถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9”

เดือนเต็ม สาลิตุล

เดือนเต็ม เล่าว่า งานของเธอคือการเป็นส่วนหนึ่งของทีมอาสา มีหน้าที่ช่วยเจ้าหน้าที่ชำนาญการตกแต่งพระหีบและพระโกศจันทน์ ร่วมกับสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร แม้จะเป็นหน้าที่น้อยนิด หากนำความปลาบปลื้ม ได้ทุ่มเททำงานตลอด 80 วันเต็ม หรือตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ.นี้ เป็นการทำงาน 80 วัน ไม่เหน็ดเหนื่อย และไม่อางขนางต่อปัญหาความร้อนความหิวใดๆ โดยไปถึงที่ทำงานที่ท้องสนามหลวงเวลา 10.30-11.00 น. กระทั่งเวลา 19.30 น. จึงเลิก ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เริ่มเวลา 11.00 น. และเลิกเวลา 16.00 น. ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกระทั่งพระหีบและพระโกศจันทน์เสร็จสมบูรณ์

“ดิฉันตั้งปณิธานที่จะทำอย่างเต็มที่ ถือว่าเราเป็นข้ารองพระบาท แต่ตั้งแต่ภพชาตินี้ จะขอเป็นข้ารองพระบาททุกภพทุกชาติไป” เดือนเต็มเล่าอีกว่า ได้อธิษฐานจิตเพื่อถวายงานพระองค์ท่าน “เมื่อแรกไม่ทราบว่าจะได้ทำอะไรบ้าง จนที่สุดได้มาทำพระหีบแล้วพระโกศจันทน์ ซึ่งเป็นส่วนที่ใกล้พระองค์ท่านมากที่สุด เป็นที่ประทับหลังสุดท้ายของพระองค์ท่าน สำหรับตัวเองถือเป็นมหัศจรรย์และบุญกุศลชั่วชีวิต

เราจบนาฏศิลป์ กรมศิลปากร เรียนบัลเลต์มา ถือว่าไม่ได้จบมาโดยตรงกับงานที่อาสา หากแต่ชอบเรียนรู้ศิลปะ วาดภาพ การเพนต์สี ซึ่งได้มาเรียนรู้โดยตรงจากคณะทีมจัดสร้างพระโกศจันทน์ สำนักช่างสิบหมู่ ในกลุ่มงานสร้างพระหีบและพระโกศจันทน์ ทำหน้าที่ลอกลาย ขัดเกลาหน้าไม้ เรียนรู้มาเรื่อย กระทั่งได้มีส่วนในการลงสีที่พระหีบ ปิดทองพระหีบ ถือเป็น 80 วันเปี่ยมพลังแห่งความภูมิใจและเต็มหัวใจที่จะถวายงานพระองค์ท่าน” นักแสดงรุ่นใหญ่ให้ภาพ

“แฮ็ค ชวนชื่น” เกือบ 1 ปีที่ปิดทองหลังพระ

อีกหนึ่งนักแสดงตลกที่ทุ่มเทให้งานจิตอาสาที่ทุ่มทั้งตัวถวายให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เต็มหัวใจ ชื่อของ แฮ็ค ชวนชื่น หรือ ธวัชชัย คชาอนันต์ ได้รับการพูดถึงมากขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่วงท้ายของการเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. จนถึงวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา คลื่นพสกนิกรหลั่งไหลเดินทางมาร่วมกราบถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั้งวันทั้งคืน แฮ็คต้องทำงานหนักขึ้นถึงตี 2 ตี 3 ทว่าก็มิได้ทำให้เขาท้อแต่อย่างใด และยังเผยในอินสตาแกรมส่วนตัวว่า “เหนื่อยแค่นี้ไม่ถึงธุลีที่พ่อทำ”

หากนับแล้วเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 200 วัน ที่นักแสดงตลกคนนี้ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่ออำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชน ที่ผ่านมานักแสดงตลกคนนี้ร่วมเป็นจิตอาสาฝ่ายบริการประชาชน ณ ท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันแรกๆ ที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในพระบรมมหาราชวัง

แฮ็ค ชวนชื่น

แฮ็ค เผยว่า ในช่วงแรกของงานอาสา เริ่มจากการไปแจกของกับเต็นท์อาสาฯ ของป่อเต็กตึ๊ง ดูแลผู้บาดเจ็บร่วมกับเต็นท์พยาบาล ระยะหลังเมื่อการจัดระเบียบแถว หรือการแจกอาหารเป็นระบบมากขึ้น เขาอยู่ในจุดรอคอย ถนนหน้าพระธาตุ ตรงกับประตูวิเศษไชยศรี

“ตอนนั้นทำหน้าที่เหมือนประชาสัมพันธ์ คอยจัดระเบียบแถวในโซนถนนหน้าพระธาตุ ดูแลตั้งแต่การแต่งกาย ข้อปฏิบัติตนหลังเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง บางทีคนเหนื่อยๆ มา ถ้าช่วยให้เขาได้ผ่อนคลายด้วยการพูดคุย ก็ทำให้ความเครียดคลายลงไปบ้าง

มาเป็นจิตอาสาไม่น้อยกว่า 200 วัน ถามว่าเหนื่อยไหม ถ้าตอบว่าไม่เหนื่อยก็ผิดปกติ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าเราเหนื่อยน้อยกว่าคนอื่น เพราะมีคนเหนื่อยมากกว่าผมอีกเยอะ เขาเหล่านั้นทำงานปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง มีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง บางคนไม่ได้กลับบ้านเป็นสัปดาห์ๆ คนเหล่านี้เป็นบุคคลเบื้องหลังจริงๆ ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งอาจจะมีคนรู้จัก ก็เลยมีคนพูดถึงมากในระยะนี้ แต่จริงๆ ต้องกราบหัวใจของจิตอาสาที่ทำงานตั้งแต่ต้นจนจบทุกคน เพราะพวกเขาสุดยอด

งานอาสาก็มีหลายกลุ่ม ประชาชนทั่วไปที่มาแจกอาหาร น้องๆ นักเรียนนักศึกษาที่มาช่วยเก็บขยะ หรือมาช่วยเข็นรถสำหรับผู้สูงอายุ และอีกมากมาย ผมมองว่าคนเหล่านี้ทำงานปิดทองหลังพระทั้งหมด เขาอาจไม่ใช่คนดัง ไม่ใช่เซเลบเท่านั้นเอง

สำหรับผมทำแล้วสบายใจ รู้ตัวว่าทำอะไรและทำเพื่อใคร แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” นักแสดงตลก กล่าวปิดท้ายอย่างกินใจ

 

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521419

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

โดย ปณิฏา ภาพ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เป็นที่ประจักษ์กันเป็นอย่างดีสำหรับพระอัจฉริยภาพในหลายๆ ด้านของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะทางด้านศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านดนตรี, จิตรกรรม รวมทั้งการถ่ายภาพ ซึ่งภาพที่ทุกคนเห็นชินตา ไม่ว่าจะเสด็จฯ ไป ณ แห่งหนตำบลใด พระองค์จะทรงมีกล้องถ่ายรูปติดพระวรกายไปด้วยเสมอ

ตั้งแต่วันนี้-7 ม.ค. 2561 ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (Through the Lens of His Majesty King Bhumibol Adulyadej) ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (ฺBangkok Art & Culture Center-BACC) โดยมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน” เพื่อน้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะองค์อัครศิลปินและพระมหากรุณาธิคุณในฐานะองค์อุปถัมภ์งานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

สำหรับภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่นำมาแสดงในครั้งนี้มีจำนวน 200 ภาพ มี นิติกร กรัยวิเชียร เป็นภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ โดยเขาเล่าในวันเปิดงานว่านิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำเสนอภาพถ่ายฝีพระหัตถ์จาก 3 ช่วงรัชกาล ได้แก่ ช่วงต้นรัชกาล จัดแสดงภาพถ่ายยุคขาวดำ พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรส พระราชธิดา ตั้งแต่วันพระราชสมภพ และพระบรมวงศานุวงศ์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ช่วงกลางรัชกาลจัดแสดงภาพทรงงาน ณ สถานที่และโครงการต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร การชลประทาน การพัฒนาท้องถิ่น และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะที่ช่วงปลายรัชกาลจัดแสดงภาพคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล ทัศนียภาพอันงดงามต่างๆ และภาพสุนัขทรงเลี้ยง

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ครั้งนี้ มีทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่ ภัณฑารักษ์ นิติกร กรัยวิเชียร ช่างภาพที่มีโอกาสถวายงานราชสำนัก คัดเลือกนำมาแสดงจำนวน 200 ภาพ ถือเป็นการรวบรวมภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มาจัดแสดงให้ชมมากที่สุดครั้งหนึ่ง

“ครั้งล่าสุดที่มีการจัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ คือ ปี 2535 หรือ 25 ปีมาแล้ว นั่นก็แสดงว่าคนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า 25 ปี ไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้แน่ๆ หรืออาจจะเคยชมกันในอินเทอร์เน็ตบ้าง ในนิตยสารบ้าง สำหรับครั้งนี้ ถือว่าเป็นการรวบรวมภาพฝีพระหัตถ์มาจัดแสดงได้สมบูรณ์แบบที่สุด

ทุกภาพคือประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงฉายภาพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประทับในเรือกองทัพ ที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงละเอียดในภาพด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดฉายภาพครอบครัว ภาพที่นำมาจัดแสดงช่วงต้นรัชกาลจึงเป็นภาพถ่ายยุคขาวดำ ทรงฉายภาพพระราชโอรส พระราชธิดา โปรดการถ่ายรูป ทั้งแบบแคนดิด และออฟฟิเชียลพอร์เทรต ผมถือว่าเป็นเรื่องวิเศษมากๆ ที่ได้เห็นภาพทุกๆ พระองค์ในวัยเยาว์ ทรงฉายภาพครอบครัวได้บรรยากาศอบอุ่นมากครับ”

สำหรับยุคกลาง นิติกร กล่าวว่า ทรงถ่ายภาพประชาชนในโอกาสแปรพระราชฐาน ภาพงานโครงการพระราชดำริเมื่อเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วประเทศ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ฯ จึงบันทึกความรักความผูกพันของพระเจ้าแผ่นดินและคนไทยไว้ได้อย่างคมชัดอย่างยิ่ง

นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นหนึ่งในนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาด นอกจากแต่ละภาพจะเป็นบันทึกทางหน้าประวัติศาสตร์ อย่างที่ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการได้บอกเอาไว้แล้ว ยังแสดงให้เห็นมุมมองในเชิงศิลปะ ความที่ทรงเป็นผู้นำสมัย รวมทั้งพระอารมณ์ขันของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เป็นอย่างดี

อย่างเช่น ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แบบย้อนแสง เป็นภาพซิลลูเอทกลางทุ่งแสนงดงาม หรือจะเป็นภาพแลนด์สเคป เมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร ภาพคนท้องถิ่นต่างๆ ภาพแมลงเกาะบนใบไม้ ภาพนกเข้าแถวกันบนหลังคา

นอกจากนี้ ยังมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์สไตล์ “เซลฟี่” ที่พระองค์ทรงตั้งกล้องบันทึกภาพขณะทรงทรัมเป็ต ภาพถ่ายพระฉายา (เงา) ของพระองค์เอง ภาพถ่ายคุณทองแดงสุนัขทรงเลี้ยง ติดบัตรอนุญาตเข้าเขตพระราชฐาน ฯลฯ

นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (Through the Lens of His Majesty King Bhumibol Adulyadej) จัดแสดงที่ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันนี้-7 ม.ค. ศกหน้า

 

ประวัติศาสตร์ดนตรี ผ่านชีวิต’ไคล์ฟ เดวิส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521418

ประวัติศาสตร์ดนตรี ผ่านชีวิต'ไคล์ฟ เดวิส'

โดย แหนง-ดู

ตั้งชื่อเรื่องได้ดี และก็เป็นจริงตามนั้น … เพราะว่า บทเพลง (และศิลปิน) ที่ ไคล์ฟ เดวิส มีส่วนในการสร้างสรรค์นั้นล้วนเป็นผลงานซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี เป็นเพลงฮิตเพลงดังที่บรรเลงประกอบทุกช่วงอายุของเรา ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เชื่อก็ลองมาดูสารคดีเรื่องนี้ Clive Davis: The Soundtrack of Our Lives

สารคดีชีวิตของผู้เฒ่า ไคล์ฟ เดวิส ซึ่งปัจจุบันอายุ 85 ปี ดำรงตำแหน่งซีซีโอของโซนี่ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และยังไม่พร้อมที่จะเกษียณตัวเอง เขาเขียนอัตชีวประวัติ The Soundtrack of My Life ออกมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และปีนี้หนังสารคดีซึ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของเขาก็ออกฉาย ผลงานการกำกับโดยนักตัดต่อและกำกับหนังสารคดี – คริส เพอร์เคล ก่อนที่แอปเปิ้ลมิวสิคจะซื้อไปจัดจำหน่ายในรูปแบบดิจิทัล

หนังเรื่องนี้ให้รายละเอียดที่หลากหลายรอบด้าน แต่อาจจะไม่ลึกนักเกี่ยวกับ “ไอคอน” แห่งอุตสาหกรรมดนตรีผู้นี้ หนังพาเราไปรู้จักกับอาชีพการงานของ ไคล์ฟ เดวิส ในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง โปรดิวเซอร์ (และผู้จัดงานปาร์ตี้แกรมมี่) แนะนำคนดูให้รู้ว่า เขาคือผู้นำพาโคลัมเบียเรคอร์ดส ซึ่งแต่เดิมเชี่ยวชาญดนตรีแจ๊ซและบลูส์ เดินทางมาสู่วงศ์วานร็อก ป๊อป ฮิปฮอป และอื่นๆ ในเวลาต่อมา เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลงอริสตา ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิตและศิลปินดังมากมายนับไม่ถ้วนตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา เขาผู้ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับกาลเวลา บางครั้งออกจะล้ำกว่ากาลด้วยซ้ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ประเด็นหนึ่งที่หนังนำเสนอ แต่ไม่ลงลึกนักก็คือ เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของ ไคล์ฟเดวิส ผู้ที่เกิดในครอบครัวยิว และสูญเสียพ่อแม่ไปตอนเป็นวัยรุ่น จากทนายความกลายมาเป็นประธานค่ายเพลงโคลัมเบีย เรคอร์ดส (ปัจจุบันเป็นค่ายเพลงที่เก่าแก่ที่สุดในโลก) ซึ่งเป็นงานที่เขาไม่คิดหรือฝันถึงมาก่อน

เรื่องราวและเส้นทางของ ไคล์ฟ เดวิส บอกเล่าผ่าน คนร่วมงาน ศิลปิน นักวิจารณ์ ผู้บริหารค่ายคู่แข่ง ลูกๆ และตัวของเขาเอง โดยมีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวซึ่งน่าสนใจมาประกอบ ที่สำคัญคือ มีบทเพลงมากมายหลากหลายยุคให้ได้ฟัง ส่วนใหญ่จะตัดมาแบบสั้นๆ แนะนำว่า ถ้ายังค้างคาอยากจะฟังเต็มๆ ยาวๆ ก็ไปหาซาวด์แทร็กประกอบสารคดี ซึ่งรวม 34 เพลงจากหลากหลายศิลปินไว้ให้ฟังจนอิ่มเลยทีเดียว

สำหรับบรรดาคนดังซึ่งพร้อมใจกันมาปรากฏตัวในสารคดีเรื่องนี้รวมถึง แบร์รี มาริโลว์, พอล ไซมอน, อาร์ต การ์ฟังเกล, เจนิส จอปลิน, แพตตี สมิธ, บรูซ สปริงสทีน, เดวิด เกฟเฟน, อรีธา แฟรงคลิน, ร็อด สจวร์ต, คาร์ลอส ซานตานา, เบบีเฟซ, ไซมอน โคเวลล์,ฌอน พัฟฟี คอมบ์ส, อลิเซีย คีย์ส ฯลฯ

สารคดีเน้นเรื่องราวความสัมพันธ์ (ที่เกือบจะเหมือนพ่อ-ลูก) ระหว่าง ไคล์ฟ เดวิส และ วิทนีย์ ฮิวสตัน นับตั้งแต่วันที่เขาพบเธอตอนเป็นวัยรุ่น ก่อนนำมาเจียระไน กลายเป็นนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกยุคนั้น เรื่อยมาถึงยุคตกต่ำ ก่อนจะจากไปอย่างช็อกโลก

แน่นอนว่า ในเมื่อหนังเรื่องนี้ ไคล์ฟเดวิส เข้ามามีส่วนร่วมด้วย การวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดถึงในแง่ลบจึงออกมาอย่างเบาบาง รายละเอียดเรื่องการทำงานร่วมกับศิลปิน การให้คำแนะนำกับทีมงาน การวิเคราะห์คาดเดาว่า เพลงไหนจะมา แทร็กไหนจะโด่งดัง ประเด็นนี้ไม่ได้เจาะลึกเข้าไป ซึ่งน่าเสียดาย เพราะหลายคนน่าจะอยากรู้ รวมไปถึงการมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดนตรีจากมุมของผู้อยู่มาเนิ่นนานก็ขาดหายไปเช่นกัน

แต่ถึงอย่างไร หนังเรื่องนี้ก็ยังมีคุณค่าน่าชมในแง่ที่เป็นมุมมองเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทนายความที่ไม่มีแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจเพลงใดๆ มาก่อน ภายหลังกลับกลายมาเป็นชายผู้เป็นแรงผลักดันมหาศาลต่อทิศทาง และความเป็นไปในวงการเพลงมานานหลายทศวรรษ

Clive Davis: The Soundtrack of Our Lives เป็นหนังที่มิวสิคเลิฟเวอร์ (โดยเฉพาะคนที่ชอบหลากหลายแนวทางดนตรี แจ๊ซ ร็อก ฮิปฮอป อาร์แอนด์บี คันทรี่ ฯลฯ) น่าจะเพลิดเพลิน เหมือนกับได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์วงการดนตรีไปด้วย ได้เปิดตาและเปิดหู รับรู้เบื้องลึกเบื้องหลังงานเพลงหรือศิลปินที่ชื่นชอบ

และ ณ จุดหนึ่งสารคดีเรื่องนี้ถึงกับทำให้คนดูหลั่งน้ำตาได้อย่างไม่คาดคิด

 

ต้าปิง นักเขียนท็อปเทนของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 11:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521416

ต้าปิง นักเขียนท็อปเทนของจีน

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน/โพสต์บุ๊กส์

“เป็นเด็กดีนะ” หนังสือแปลดีๆ อีกเล่มจากโพสต์บุ๊กส์ วันนี้ขอแนะนำผู้เขียน “ต้าปิง” ผู้ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 10 อันดับนักเขียนที่ทำยอดขายถล่มทลายสูงสุดแห่งจีนแผ่นดินใหญ่ปีล่าสุด มาทำความรู้จักเขากันเลยดีกว่า

ก่อนจะเป็นนักเขียน ต้าปิงเป็นนักดนตรีและเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ของสถานีท้องถิ่นในมณฑลซานตง หากในวันหนึ่งจังหวะหนึ่ง เขาก็ปลีกวิเวกจากชื่อเสียงและความโด่งดัง แล้วเดินทางไปทั่วประเทศ ไม่เพียงในประเทศแต่เขาเดินทางไปทั่วโลก นำมาซึ่ง “คน” และ “ฉาก” ที่รวมอยู่ในซีรี่ส์ “ต้าปิงเฉี่ยวอู” (เป็นเด็กดีนะ) นั่นเอง

ต้าปิงเขียนหนังสือเล่มแรกในปี 2013 ถึงปัจจุบันปี 2017 รวม 5 เล่ม ทุกเล่มกลายเป็นซีรี่ส์ขายดีที่ทำยอดจำหน่ายต่อเนื่อง เล่มแรกทำสถิติยอดขาย 1.5 ล้านเล่ม ภายใน 2 เดือน ติดอันดับหนังสือขายดีประจำปีของอเมซอนไชน่า โดยแต่ละเล่มทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านเล่ม รวมทั้งหมด 5 เล่มทำยอดจำหน่ายทั้งสิ้นกว่า 12 ล้านเล่มแล้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นี่คือเรื่องจริงที่เปี่ยมพลัง หนังสือบอกเล่าเรื่องจริง ซึ่งทำให้ได้รับรู้ชีวิตที่คนบางคนอาจไม่มีวันได้สัมผัส ความพิเศษยังอยู่ที่การเดินเป็นเส้นขนานระหว่างเรื่องเล่าและเรื่องจริงในชีวิตจริงของคนคนนั้นที่ยังดำเนินอยู่ต่อไป เสน่ห์มาจากความจริงที่สัมผัสได้ลึกๆ และรากเหง้าเหงาๆ ของความเป็นคนในชีวิตของคนทุกคน

“คนโหยหาสิ่งที่ตัวเองไม่มี การที่หนังสือประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้อ่านส่วนใหญ่โหยหารากเหง้า ชีวิตและความเป็นจริงของชีวิต”

การเดินทางสู่โลกของต้าปิงเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ทั้งสุข เศร้า เหงา ตลก บางครั้งก็นำมาซึ่งความประหลาดใจที่ได้รู้ว่าบนโลกมีคนแบบนี้ มีวิถีชีวิตแบบนี้ และมีเรื่องราวแบบนี้ เบื้องหลังการเขียนคือโพยรายชื่อจำนวน 200 รายชื่อ ที่ต้าปิงได้จดและจำไว้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะเขียนถึงเรื่องราวของคนเหล่านี้

“ผมใช้วิธีหลับตาจิ้ม จิ้มไปถูกรายชื่อไหน ผมก็เขียนเรื่องของคนนั้น รายละเอียดทั้งหมดประเดประดังขึ้นมาเหมือนคลังอารมณ์และความรู้สึก” ต้าปิงเล่า

ต้าปิงยังเล่าให้ฟังถึง ต้าปิงเฉี่ยวอูแปลตรงตัวว่า “กระท่อมของต้าปิง” กระท่อมซึ่งเขาเปิดพื้นที่ให้กับนักดนตรีพเนจรจากทั่วประเทศ ตั้งอยู่ที่ยูนนาน บรรยากาศล้อกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของยูนนานแต่เดิม ที่นักเดินทางจากทั่วประเทศเดินทางมาค้าขาย เมื่อคิดถึงบ้านก็ล้อมวงรอบกองไฟ ผลัดกันร้องเพลงประจำถิ่นที่ตัวจากมาให้คลายเศร้า ที่นี่ก็เป็นอีกแหล่งที่ต้าปิงได้พบเจอผู้คนและเรื่องราวต่างๆ

หัวใจงานเขียนชิ้นนี้ ต้าปิงบอกว่าคือการให้ความสำคัญกับ “คน” มากกว่า “สถานที่” แต่ละตอนหนึ่งๆ คือชีวิตของคนคนหนึ่งที่ติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึง เล่มหนึ่งมี 12 ตอน หมายถึง 12 คน ปัจจุบันเขียนไปแล้ว 5 เล่ม และคงใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่าชีวิตนี้ ที่จะเขียนถึงคนทั้งหมดในโพยรายชื่อ ที่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 300 รายชื่อเข้าไปแล้ว

“เหลืออีก 250 คน ที่จะต้องเขียน ผมอยากได้เวลาอีก 200 ปี (ฮา)”

ปัจจุบันนักเขียนหนุ่มยังใช้ชีวิตเป็นเส้นขนานกับการเดินทาง เขาเดินทางบ่อยมาก ไม่ใช่เพื่อหาเรื่องมาเขียน แต่เพื่อตอบสนองต่อสัญชาตญาณความเป็นตัวเอง กระท่อมต้าปิงก็ยังเปิดการแสดงในทุกค่ำคืน พร้อมๆ กับนักร้องพเนจรจำนวนมาก ที่ผลัดกันขึ้นร้องและแสดงบนเวทีแห่งชีวิต

ต้าปิงอายุ 37 ปี อย่างที่บอกว่าเขายังไม่เหนื่อยกับการเดินทาง หนังสือของเขาเล่มที่ 4 เขียนที่ขั้วโลกใต้ หนังสือเล่มที่ 5 เขียนที่ขั้วโลกเหนือ แฟนๆ กำลังติดตามว่า เล่มต่อไปจะเขียนที่ใด ลืมบอกไปว่าต้าปิงชอบเมืองไทยนะ เขาเคยมาใช้ชีวิตที่ภาคเหนือ ที่ ป่าเขาในเชียงรายและเชียงใหม่ ไม่แน่ว่าเล่มต่อไปของต้าปิง อาจเขียนที่เมืองไทยก็ได้

ขอบคุณล่าม : ศุณิษา เทพธารากุลการ