ศิลปะแห่งศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521410

ศิลปะแห่งศรัทธา

โดย มัลลิกา นามสง่า

นับเป็นการจัดแสดงผลงานจิตรกรรมครั้งสำคัญของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ซึ่งรวบรวมผลงาน 112 ภาพ (ณ วันนี้) ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความศรัทธา เพื่อสื่อสารพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ใช้ชื่องาน โครงการสร้างสรรค์ ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐ การจัดแสดงผลงาน ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมศิลป์ และ 23 วิธีทรงงาน

นัยของตัวเลข ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐ อาจารย์ปรีชา เผยว่า 89 เท่ากับพระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 /70 เท่ากับจำนวนปีที่ทรงครองราชย์ / 4447+ หมายถึงจำนวนโครงการในพระราชดำริ / = 9 ตัวเลขทั้งหมด คือ ในหลวง รัชกาลที่ 9 / และเลข10 สื่อถึงการรับและสานต่อจากรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลที่ 10

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผลงานที่นำมาจัดแสดง แบ่งเป็นการสร้างงาน 2 ช่วงใหญ่ คือ ก่อน 13 ต.ค. 2560 และหลัง14 ต.ค. 2560 ซึ่งนับเป็นการสร้างงานในห้วงเวลา 35 ปีในชีวิตการทำงานศิลปะของอาจารย์ปรีชา

“งานเยอะๆ เป็นภาพที่วาดช่วงหลังสวรรคตประมาณ 70 กว่าภาพ ก็เหมือนคนไทยทุกคนที่รู้สึก เป็นช่วงที่เรามีพลัง ในอีกแบบ มีเรื่องที่อยากสื่อสาร

ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2560 ผมทำงานทุกวันทำอย่างไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสแสดงหรือไม่ รู้แต่ว่าอยากทำและต้องทำ ทุกอย่างตกผลึกมาจากทั้งชีวิตของผมที่มีบุญอยู่ในช่วงแผ่นดินของรัชกาลที่ 9 ส่วนในงานที่มีอยู่ก่อนแล้ว ผมก็ไปขอความอนุเคราะห์จากเจ้าของผลงานนำมาร่วมแสดง

งานที่สร้างขึ้นทีหลังไม่ขาย ให้เป็นสมบัติของลูกชายและลูกสาว รูปที่ 112 ผมวาดเมื่อวันสวรรคตครบ 365 วัน และผมตั้งใจจะวาดภาพที่ 113 ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ”

ส่วนเทคนิคการสร้างงานนั้น มีทั้งสีน้ำ สีน้ำมันสีอะครีลิก ดิน ปากกา ดินสอ แม้กระทั่งใช้มือแทนพู่กันก็มี ซึ่งเป็นไปตามห้วงความรู้สึก

“ผมศรัทธาในหลวงในแง่มุมต่างๆ ดังนั้น รูปออกมามีวิธีการไม่ซ้ำกันเลย ศิลปะอยู่ที่ใจไม่อยู่ที่รูปแบบ สไตล์เป็นแค่เปลือก ผมสร้างงานที่สะท้อนความรู้สึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9

บางรูปเป็นนามธรรม บางรูปเสมือนจริง หลายๆ รูปไม่มีพระพักตร์ในหลวงเลย แต่ทุกรูปสื่อสารถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่ทำงานชุดนี้ อยากให้คนมาดูแล้วรู้สึก เข้าใจ จดจำ ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำ ผมอยากสอนให้คนดูงานศิลปะคิดชอบ กระทำชอบ

เหมือนเราเป็นคนเล่านิทานให้ลูกหลานเข้าใจในหลวงรัชกาลที่ 9 ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำหลายมุม พระองค์ทรงงานวางแนวคิดเอาไว้แล้วให้เราเอาไปพัฒนาชาติ พัฒนาตัวเองต่อ งานชุดนี้ต้องการส่งสารความหมายเตือนสติให้คนไทยรู้จักพอดีรู้จักพอเพียง”

อาจารย์ปรีชาบอกว่า ศิลปะไม่ต้องดูเอาเรื่องก็ได้ แต่ดูให้รู้สึก “ผมเป็นอาจารย์สอนวิชาศิลปะวิจักษ์ งานชุดนี้อยากสอนคนให้ดูศิลปะ ไม่ต้องสนใจฝีมือดีไม่ดี ไม่ต้องรู้เรื่อง ขอแค่รู้สึก รู้คิด รู้จินตนาการ ตีความด้วยตัวของเราเองไม่ต้องคิดตามศิลปิน เนื้อหา เทคนิค ส่วนอื่นๆ เป็นองค์ประกอบของความรู้สึกแล้วต้องมั่นใจในความรู้สึกของเรา ถ้าดูงานมัวแต่จะดูเอาเรื่องเราไปไหนไม่ได้เลย เรามาดูงานกลับไปเราต้องอิ่มเอม เข้าใจ รู้สึกออกมา”

นอกจากผลงานจริงที่จัดแสดงให้ชมแล้ว อาจารย์ปรีชายังจัดทำหนังสือรวบรวมภาพผลงานในนิทรรศการนี้ ซึ่งมีผลงานจำนวน 111 ภาพ“ผมออกแบบหนังสือเอง มี 2 ปก ภาษาไทยและอังกฤษ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้สภากาชาดไทย”

นิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2560 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ส่วนหนังสือเล่มละ 4,999 บาท สั่งจองได้ที่ร้านเดอะ แกลเลอรี ช็อป

การจัดงานครั้งนี้ จัดแบบ Crowdfunding คือไม่มีผู้สนับสนุน แต่ให้ทุกคนร่วมเป็นเจ้าภาพ ด้วยการสนับสนุนโครงการผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทยสาขาพหลโยธิน 40 ชื่อบัญชี นิทรรศการพระราชกรณียกิจ ร.9 – 89/70/4447+= 9 เพื่อการกุศลโดย วช. เลขที่บัญชี 9864093177 รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้สภากาชาดไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.แปดสิบเก้าทับเจ็ดสิบ.com

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบอย่างที่ดีของนักกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521408

ในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบอย่างที่ดีของนักกีฬา

โดย สมแขก

“…การกีฬานั้น ย่อมเป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้วว่า เป็นปัจจัยในการบริหารร่างกายให้แข็งแรง และฝึกอบรมจิตใจให้ผ่องแผ้วร่าเริง รู้จักแพ้และชนะไม่เอารัดเอาเปรียบกัน มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน สามัคคีกลมเกลียวกัน อย่างที่เรียกกันว่ามีน้ำใจเป็นนักกีฬา…” จากความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท ในพิธีเปิดการแข่งขันกรีฑาประจำปี ณ กรีฑาสถานแห่งชาติ วันที่ 1 ธ.ค. 2498

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้รับคำสดุดีจากนานาประเทศว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ทรงเป็นองค์อัครศิลปิน ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักปกครอง ฯลฯ และพระอัจฉริยภาพอีกด้านหนึ่งที่ได้รับการยอมรับคือ “การกีฬา” พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในทวีปเอเชียที่สามารถครองรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันและเป็นที่ยอมรับในวงการกีฬาเรือใบระดับโลก ทรงได้รับชัยชนะร่วมกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ (ในขณะนั้น)ในการแข่งขันเรือใบ ประเภท โอ.เค. ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2510 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดการกีฬาและสนพระราชหฤทัยในกีฬาหลายประเภทตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เช่น สกีหิมะ สกีน้ำแข็ง ว่ายน้ำเรือใบ แบดมินตัน กอล์ฟเล็ก เครื่องร่อน เป็นต้น นอกจากทรงสนพระราชหฤทัยแล้วยังทรงศึกษาข้อมูลของกีฬาแต่ละประเภทอย่างละเอียด ทรงฝึกฝนจนปฏิบัติได้ดี นับเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกีฬา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

กีฬาแบดมินตัน เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่พระองค์สนพระราชหฤทัย พระองค์ทรงแบดมินตัน สัปดาห์ละ 3 วัน ที่สนามแบดในสวนจิตรลดา โดยโปรดให้มีการปรับแต่งหอประชุมภายในศาลาผกาภิรมย์ สวนจิตรลดา เปลี่ยนให้เป็นสนามแบดมินตันมาตรฐาน เพื่อทรงแบดมินตัน ทรงเคยรับสั่งกับผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้านกีฬาว่า “กีฬาแบดมินตันเป็นกีฬาหนึ่งในไม่กี่ประเภทที่คนไทยสามารถจะไต่เต้าไปสู่ระดับโลกได้ เพราะไม่เสียเปรียบทางด้านรูปร่าง และพละกำลังมากจนเกินไป เพียงแต่อาศัยความคล่องแคล่วว่องไวกับปฏิภาณไหวพริบของผู้เล่น คนไทยก็สามารถเอาชนะต่างชาติได้ไม่ยาก”ไม่น่าเชื่อว่าในปัจจุบันประเทศ ไทยจะมีนักกีฬาแบดมินตันในมือวางอันดับต้นๆ ในระดับโลกอย่างที่ทรงวิเคราะห์ไว้อย่างแม่นยำ

การออกกำลังกายตามแนวทางปฏิบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั้น พระองค์ได้ทรงปฏิบัติอย่างถูกหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกขั้นตอน และออกกำลังพระวรกายอย่างสม่ำเสมอ โดยอยู่ในความพอดี ดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สัมมนาเรื่องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ วันที่ 17 ธ.ค. 2523

“…ร่างกายของเรานั้น ธรรมชาติสร้างมาสำหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉยๆ ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะเจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว ดังนั้นผู้ที่ปกติทำการงานโดยไม่ได้ใช้กำลัง หรือใช้กำลังแต่น้อย จึงจำเป็นต้องหาเวลาออกกำลังกายให้พอเพียงกับความต้องการตามธรรมชาติเสมอ ทุกวัน…”

จากเรื่องราวในหนังสือ “สองธรรมราชา”โดย อัครวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ มีเรื่องราวตอนหนึ่งเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยระบุว่า ทรงออกกำลังพระวรกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ทรงสนพระราชหฤทัย และทรงโปรดการบริหารพระวรกายด้วยการวิ่ง โดยพระองค์จะทรงวิ่งครั้งหนึ่งเป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ถ้าเป็นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานก็จะทรงวิ่งในศาลาดุสิดาลัย ทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เองอย่างถูกหลักวิชาทางวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกขั้นตอน อาทิ มีการจดบันทึกพระชีพจร ความดันพระโลหิตทั้งก่อน และหลังทรงออกกำลังกายพระวรกายอย่างสม่ำเสมอ และทรงศึกษาตลอดเวลาว่าควรจะเริ่มต้นออกกำลังกายพระวรกายแล้วอย่างไรโดยทรงเช่นนี้เป็นกิจวัตร เป็นแบบฉบับของนักกีฬาที่ดี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาเพิ่มเติมว่าควรจะเริ่มต้นออกกำลังพระวรกายอย่างไร โดยทรงปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตรมาตลอด เพื่อให้พระวรกายของพระองค์แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังพระวรกายอย่างพอดี ไม่น้อยไปไม่มากไป มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการออกกำลังกายเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ข้าราชบริพารหลังการออกกำลังพระวรกายประจำวัน เพื่อฟื้นฟูพระวรกายหลังจากประชวรในช่วงปี พ.ศ. 2525 ความตอนหนึ่งว่า “การออกกำลังกายนั้น ถ้าทำน้อยไป ร่างกายและจิตใจก็จะเฉา ถ้าทำมากเกินไป ร่างกายและจิตใจก็ช้ำ”

ถือเป็นหัวใจของการออกกำลังกายโดยแท้ แสดงถึงความเข้าพระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้งในแนวทางการออกกำลังกายที่ถูกต้องซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการออกกำลังกายที่ประชาชนทั่วไปควรตระหนักและยึดถือเป็นแนวทางในการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันของตัวเอง

 

เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาที่เปี่ยมด้วยความรัก สุพจน์ หลี่จา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521404

เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาที่เปี่ยมด้วยความรัก สุพจน์ หลี่จา

โดย สมแขก

อีกหนึ่งบุคคลที่ทำให้เรารู้จักชุมชนหมู่บ้านปางสา และทำให้ภาพรอยพระบาทที่ดำเนินผ่านชุมชนชาวเขาแห่งนี้ได้ดีขึ้น ก็คือ จะแฮ-สุพจน์ หลี่จา ผู้จัดการโครงการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารในการสร้างเสริมสุขภาวะ เครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา เขามีโอกาสได้รับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะนั้นจะแฮยังเด็กเกินกว่าจะจดจำรายละเอียดและรับรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างรางเลือน

ความทรงจำของหนุ่มลีซูคนนี้ที่จดจำได้ก็คือ ในหลวงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากเรียนหนังสือและภาพในวัยเด็กเริ่มแจ่มชัดขึ้นต่อเมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แล้วได้กลับมาทำงานร่วมกับชาวชาติพันธุ์ เขาจึงเริ่มเสาะหาเรื่องราวของพระองค์ท่าน ตลอดจนแนวทางที่พระองค์พระราชทานไว้ให้แก่ชาวชาติพันธุ์ นั่นคือ เศรษฐกิจพอเพียง

จะแฮ บอกว่า สิ่งที่เขาได้ยินตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเติบโตขึ้น ก็คือความเมตตาและความรักที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีให้ชาวชาติพันธุ์ “คนรุ่นเก่าพูดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้จะมีชีวิตที่มีคุณภาพชีวิตดีงามได้อย่างไร เขาซาบซึ้งที่พระองค์ท่านทรงตรากตรำเข้าไปหาเขาในพื้นที่ เสวยพระกระยาหารแบบเดียวกับชาวชาติพันธุ์ ความซาบซึ้งกลายเป็นความเชื่อและศรัทธา รักหวงแหนต่อในหลวงรัชกาลที่ 9”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ความภาคภูมิใจก่อตัวขึ้นหนาตัวจนกลายเป็นปณิธานที่จะดำเนินรอยตามพระราชาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง “ภาพจำในหลวงของผม ต้องบอกว่าตอนที่พระองค์ท่านเสด็จมาที่หมู่บ้านปางสา ผมยังตัวเล็กอยู่ ได้เห็นภาพต่างๆ แม้ไม่ได้ใกล้ชิด ณ วันนั้นผมอาจไม่รู้ว่าพระองค์ท่านรับสั่งอะไรบ้าง แต่เพราะพระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้เรียนหนังสือ และความโชคดีของผมคือมีโอกาสได้เรียนหนังสือ เป็นคนรุ่นแรกที่ได้เรียนหนังสือ และจบปริญญาตรีและปริญญาโทคนแรกในชุมชนหมู่บ้านปางสา แล้วก็ได้มาศึกษาสิ่งที่ในหลวงตรัสในวันเวลาที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มา

ถามจากคนเฒ่าคนแก่ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 มาทำอะไรไว้ให้ พอรู้ก็มาถอดความทำงานสืบสานเจตนารมณ์ของพระองค์ท่านทำทุกอย่างที่ในหลวงทรงเคยทำไว้ สิ่งหลักคือเราจะทำให้คนได้ระลึกถึงบุญคุณของพระองค์ท่าน เช่น ในหลวงให้ชุมชนผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อ

ริโภคในครัวเรือน เราก็ทำตามในเรื่องสวนผักของพ่อ มีผ้าป่าพันธุ์พืชเพื่อแจกจ่ายให้คนไปปลูกแบ่งปันในการบริโภคอาหาร มีมหกรรมอาหารชนเผ่า ในหลวงทรงประทับใต้ต้นแขริมแม่น้ำจันทน์ โครงการก็รื้อฟื้นให้ชุมชนรักษ์น้ำและอนุรักษ์พันธุ์ปลามากขึ้น เพื่อให้มีอาหารที่มีโปรตีน ในหลวงเสด็จฯ มาที่โรงเรียนที่เราเรียนหนังสือ ทุกวันนี้โรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนในชุมชนเรียนหนังสือมากขึ้น และผมก็เป็นตัวอย่างว่าไปเรียนหนังสือและกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน

ส่วนตัวเองก็ดำเนินชีวิตตามรอยในหลวง ผมมีพื้นที่การเกษตรของตัวเอง ปลูกพืชไม่ใช้สารเคมีใดๆ มีชีวิตที่เรียบง่าย เพาะปลูกทำการเกษตรเพื่อหล่อเลี้ยงชีพในครอบครัวและแบ่งปันไปสู่คนในชุมชนและสังคม เพราะเราสอนคนอื่นเราก็ต้องทำให้เห็นด้วย เป็นตัวอย่างที่ดีงาม ใช้มิติความรักความเมตตา สอดคล้องกับภูมิปัญญา ผมมองว่าสื่อที่ดีงามที่สุดคือสื่อบุคคล เมื่อเราสามารถเป็นสื่อบุคคลได้ ก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้พื้นที่เป้าหมายต่างๆ ในกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์กับพี่น้องทั่วประเทศ

ความหมายที่พระองค์ท่านพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เฉพาะเรื่องอาหาร สิ่งที่แฝงอยู่ในนั้นคือเรื่องของความรัก ความเอื้ออาทร ความเมตตาของในหลวงแฝงเพื่อให้ทุกคนมีความรัก ความสามัคคี เห็นใจผู้อื่น มีความเอื้ออาทรกัน สามารถดำรงชีวิตท่ามกลางวัฒนธรรมที่งดงาม มีความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่ในหลวงได้แฝงไว้กับระบบเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น หน้าที่ของผมก็คือการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีความรัก ความสามัคคี ดำเนินรอยตามพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 นี่คือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมต้องกลับมาทำงานในชุมชนของตนเอง และรวบรวมขยายสื่อสารกับคนในตำบล ในอำเภอ ให้คนมีความรักและระลึกถึงบุญคุณของพระองค์ท่าน”

จะแฮ เล่าในสิ่งที่เขาทำและเผยความรู้สึกของชาวชาติพันธุ์ หลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตครบ 1 ปี “ในหลวงได้มอบความรักเป็นมรดกที่สำคัญที่ทำให้พี่น้องชาติพันธุ์ นั่นคือสิ่งที่พวกเรายึดมั่นมาตลอด สิ่งที่เราสื่อสารออกไปกับคนรุ่นใหม่ ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเต็มไปด้วยความรัก โดยใช้หลักเหตุผล สิ่งที่ในหลวงแฝงไว้คือความรักความเมตตา การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข พี่น้องชาติพันธุ์เองก็ได้รับรู้

เท่าที่ผมได้ทำงานและพูดคุยกับชาวบ้าน แม้ว่าวันนี้ในหลวงไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว สิ่งที่พวกเรายึดมั่นและสืบทอดจากความรักความเมตตา สิ่งที่จับต้องได้ที่สุดคือการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำรัสตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง อย่างที่นาที่ในหลวงพระราชทานให้ พวกเราจะดำรงและใช้ประโยชน์จากผืนดินแห่งนี้ในการผลิตอาหาร เลี้ยงลูก เลี้ยงดูครอบครัว ไปสู่ลูกหลานตราบนานเท่านาน”

 

3 อาหารควรทานเพื่อบำรุงตับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 16:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521328

3 อาหารควรทานเพื่อบำรุงตับ

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ควรใส่ใจดูแล ซึ่งอาหารบางชนิดก็มีส่วนช่วยในการบำรุงตับให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่มีหน้าที่สะสมพลังงานและกำจัดสารพิษที่เข้าสู่ร่างกาย รวมไปถึงผลิตน้ำดีและสารอาหารบางชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย หลายคนมักจะละเลยการบำรุงตับ เนื่องจากเป็นอวัยวะภายในที่เรามองไม่เห็น จนเผลอทำร้ายตับไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่งอาจมีส่วนทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติและเกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย ดังนั้นจึงควรหันมาใส่ใจดูแลตับกันให้มากขึ้น ทั้งนี้การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงตับมากเช่นกัน

1. กะหล่ำปลี – กะหล่ำปลีเป็นผักที่หาทานง่าย นำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย ที่สำคัญคือมีส่วนช่วยในการต่อต้านมะเร็งตับ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ทั้งยังช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดี สามารถล้างสารพิษและทำความสะอาดลำไส้ ซึ่งจะทำให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. เห็ด – ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง หรือเห็ดนางฟ้า อาหารจำพวกเห็ดล้วนมีคุณสมบัติในการช่วยล้างพิษ ทั้งยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. แครอท – เราเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงได้ด้วยแครอท เนื่องจากมีหลากหลายคุณสมบัติที่มีส่วนช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในแครอท มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง และสามารถกำจัดไขมันส่วนเกินจากตับได้

 

6 เคล็ดลับวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 15:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521326

6 เคล็ดลับวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ

การออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นสิ่งที่ได้ง่ายๆ แต่หากวิ่งผิดวิธีก็อาจทำให้บาดเจ็บได้เช่นกัน

การวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเพียงแค่มีรองเท้าวิ่งคู่ใจสักคู่ ก็สามารถออกวิ่งได้แล้ว แต่ด้วยความง่ายนี้ บางคนอาจจะประมาท หรือออกกำลังกายผิดวิธี ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ เราจึงมีเคล็ดลับในการวิ่งที่จะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากฝากกัน เพื่อให้ทุกคนสุขภาพดีแบบไม่เจ็บตัว

1. วอร์มก่อนวิ่ง – การเตรียมความพร้อมให้ร่างกายถือเป็นสิ่งสำคัญในทุกการออกกำลังกาย ก่อนออกวิ่งควรวอร์มอัพเพื่อให้เครื่องร้อนเล็กน้อย ถือเป็นการยืดเส้น เตรียมกล้ามเนื้อก่อนใช้งาน

2. วิ่งให้ถูกวิธี – โดยปกติผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้วิ่งโดยการลงปลายเท้าหรือลงส้นเท้า แต่ที่ถูกต้องควรจะวิ่งในท่าที่ทำให้เรารู้สึกสบาย เป็นธรรมชาติของตัวเอง เหนื่อยน้อย และไม่บาดเจ็บ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. หาจุดสมดุลของร่างกาย – นอกจากการลงส้นเท้าให้เข้ากับสรีระแล้ว ผู้วิ่งต้องหาแกนกลางของร่างกายเพื่อรักษาสมดุล โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ย่อเข่าในขณะที่เท้าสัมผัสกับพื้น เพื่อลดการบาดเจ็บ และไม่ก้มหน้ามากจนเกินไปในขณะวิ่ง

4. แกว่งแขน – ถ้าเราปรับให้แขนและขามีความสัมพันธ์กัน เช่น แกว่งแขนในทิศทางที่ถูกต้อง จะทำให้การวิ่งนั้นดีขึ้น และลดการใช้พลังงานของระบบภายในของร่างกายลดลง ซึ่งจะส่งผลให้วิ่งได้เร็วและนานขึ้น

5. คูลดาวน์ – เมื่อวิ่งเสร็จแล้วควรคูลดาวน์ด้วยการลดความเร็วลงและยืดเส้นประมาณ 10 – 30 นาที เพราะจะช่วยให้อุณหภูมิและการเต้นของหัวใจค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ จนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ รวมถึงการลดปัญหาการบาดเจ็บที่เกิดจากกรดแลคติกในขณะวิ่ง

6. รองเท้าวิ่ง – รองเท้าวิ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้วิ่ง การเลือกรองเท้าจึงควรคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลัก เลือกขนาดที่พอดี ไม่คับหรือหลวมเกินไป รวมไปถึงอาจเลือกที่มีนวัตกรรมที่ช่วยปกป้องเท้า รองรับน้ำหนัก ลดอาการบาดเจ็บได้ด้วย

 

‘ความดี’ สิ่งที่เราทำถวายในหลวงได้ตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521322

‘ความดี’ สิ่งที่เราทำถวายในหลวงได้ตลอดชีวิต

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

21 ต.ค. 2560, วันนี้เป็นเวลา 373 วันแล้วที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต และอีกไม่ถึงสัปดาห์จะถึงงานพระราชพิธีสำคัญ, พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

แม้เวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตจะผ่านมาเป็นปีแล้วแต่ความเศร้าและอาลัยยังอยู่ในใจของคนไทยทั่วประเทศไม่จางหาย แต่แม้จะยังอยู่ในช่วงเวลาที่โศกเศร้าผู้เขียนเองสังเกตเห็นผู้คนทั้งที่รู้จัก ไม่รู้จัก จำนวนมากลุกขึ้นมาทำกิจกรรมที่เป็นการทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งการทำกิจกรรมในนามองค์กรบริษัท สมาคม กลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่ทำคนเดียว ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย แตกต่างออกไป ทั้งการบริจาค การเข้าให้ความช่วยเหลือ การสมัครเป็นจิตอาสา รวมถึงการบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

มีเพื่อนคนหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาถามตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ตลอด 70 ปีที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อคิดค้นหนทางที่จะทำให้ประชาชนที่ยากไร้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเจริญ มีการพัฒนา แล้วเราในฐานะประชาชนได้ทำอะไรเพื่อตอบแทนถึงเศษเสี้ยวที่ท่านทำเพื่อประเทศหรือยัง แต่ในบทสนทนาของเราก็จบด้วยข้อสรุปว่า มีอย่างหนึ่งที่เราทุกคนสามารถทำถวายพระองค์ท่านได้ตลอดชีวิตของเราเลย นั่นคือการทำความดี ชื่นชมให้กำลังใจกับคนที่ทำความดี เพื่อให้เกิดการส่งต่อความปรารถนาดีต่อกันไปเรื่อยๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จริงๆ แล้วการทำและส่งต่อความดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เพียงแต่ทำในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัว ตามกำลัง

มีตัวอย่างของบุคคลท่านหนึ่งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้รู้จัก เขามักทำสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่น่าประทับใจ บุคคลท่านนี้คือ “คุณต่อ ปิยะ ซอโสตถิกุล” บุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงธุรกิจธนาคารในฐานะอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ และปัจจุบันหันมาบริหารธุรกิจครอบครัวในกลุ่มซีคอนกรุ๊ปเต็มตัว

สิ่งเล็กๆ ที่คุณต่อทำไม่เคยขาดคือการช่วยเหลือผู้คนที่กำลังลำบาก อย่างช่วงเช้าวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา หากจำกันได้ ได้เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ คุณต่อก็ได้นำรถส่วนตัวที่ตัวรถสูงสามารถวิ่งในพื้นที่น้ำท่วมได้ ไปรับส่งผู้คนในย่านซอยสุขุมวิท 35-55 ผู้คนที่ได้ใช้บริการมีทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนแก่ คนไทย ต่างชาติ วิ่งรับส่งอยู่อย่างนั้นกว่า 4 ชั่วโมงจนน้ำลด

นอกจากนี้ สิ่งที่คุณต่อทำเป็นประจำคือ การซื้อของใช้จำเป็นให้คนเร่ร่อนที่ผ่านไปพบเห็น โดยเฉพาะคนเร่ร่อนย่านสวนลุมพินี ที่คุณต่อจะไปวิ่งออกกำลังกายทุกเช้า ล่าสุดก็ไปซื้อสบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน อาหารให้คนเร่ร่อนพร้อมกับนั่งกิน นั่งคุย สุดท้ายก็ยกเสื้อสีดำของตัวเองให้เขาไปอีก ด้วยเหตุผลว่าถึงวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ จะได้มีเสื้อดำใส่กับคนอื่นเขา

ในห้องเรียนที่ผู้เขียนกำลังศึกษาคณะนิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอง ก็ได้พบกับเพื่อนที่ทำดีเพื่อเพื่อนสม่ำเสมอตั้งแต่ปีแรกจนปีนี้ปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเรียนไม่เคยขาดตกบกพร่อง สำหรับใครที่เคยเรียนนิติศาสตร์ภาคบัณฑิต จะรู้ซึ้งถึงความหิน ไม่ใช่เฉพาะเนื้อหาวิชาที่ยากและเยอะ แต่ต้องต่อสู้ภาระการงานที่มากโข เพราะคนที่มาเรียนภาคนี้เกือบทั้งหมดเป็นคนที่ทำงานแล้ว ต้องแบ่งเวลางาน เวลาเรียน เวลาอ่านหนังสือกันให้ลงตัว

โดยการฝ่าฟันสอบผ่านวิชาต่างๆ มาได้เกือบจะตลอดหลักสูตรของคนกว่า 100 ชีวิต มาจากความสม่ำเสมอของเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่คอยอัดเทป ส่งไฟล์เสียงบรรยาย ทำเอกสารสรุป และคอยติวเพื่อเตรียมสอบซ่อมให้กับเพื่อนกลุ่มที่สอบตกในการสอบภาคปกติ (การเรียนนิติศาสตร์ จะมีการสอบในภาคปกติและซ่อมในภาคฤดูร้อน)

ตัวอย่างของคุณต่อและเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ที่คอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมรุ่นการเรียนของผู้เขียน เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของคนในสังคมที่เลือกทำสิ่งที่ดีเล็กๆ แต่สม่ำเสมอเพื่อคนอื่น และผู้เขียนเองเชื่อว่าในสังคมยังมีผู้คนที่ทำดีแบบนี้อยู่อีกจำนวนมาก

ไม่รู้จะเป็นการหวังที่สูงเกินไปหรือไม่ ผู้เขียนเองอยากให้ช่วงเวลาที่ผู้คนในสังคมกำลังลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ เพื่อถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเวลานี้ เปลี่ยนแปลงเป็นแรงส่งการทำดีต่อกันของผู้คนในสังคมที่จะยังคงอยู่ต่อๆ ไป เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน หลังจากที่ดูจะห่างเหิน เป็นสังคมตัวใครตัวมันไปมากในช่วงที่ประเทศไทยมีปัญหาทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา

การเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เล็กๆ ต่อผู้คนรอบข้างในวันนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้าแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึงก็เป็นได้ หรือแม้อนาคตยังมาไม่ถึง ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้เดี๋ยวนั้นเมื่อลงมือทำคือ ความรู้สึกที่ดี

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาว่าจะทำสิ่งใดเพื่อถวายตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 เพียงลงมือทำสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” และทำถวายพระองค์ท่านไปตลอดชีวิต เท่านี้คุณก็มีส่วนทำให้ประเทศและโลกใบนี้ดีขึ้นแล้ว

 

Sound Meditation

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521321

Sound Meditation

 โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

คลื่นเสียง คือการสั่นสะเทือนที่สัมผัสได้ในทุกส่วนของการดำรงคงอยู่ เสียงไม่ได้เพียงแค่ได้ยินด้วยหูเท่านั้น แต่เซลล์ทุกๆ เซลล์ในร่างกายได้ยินหมดจนถึงระดับโมเลกุล คุณรู้หรือไม่ว่าพลังแห่งเสียงส่งผลกับเราในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นในระดับยีน ระดับพลังงาน คลื่นสมอง ฮอร์โมน ส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึก ระบบประสาท ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรคด้วย เพราะการสั่นสะเทือนส่งผลถึงกระบวนการได้ยินภายใน เพราะว่าในร่างกายของเรามากกว่า 60% เป็นน้ำ ซึ่งเสียงจะเดินทางได้ดีในของเหลวมากกว่าในอากาศ

คลื่นเสียงเดินทางได้เป็น 15 เท่าในน้ำ มากกว่าเดินทางในอากาศ เลือดของเรา 92% ก็เป็นน้ำ สมองและกล้ามเนื้อ 75% เป็นน้ำ และกระดูกก็มีน้ำถึง 22% ดังนั้นทุกๆ เซลล์ในร่างกาย จึงเกิดการสั่นสะเทือนด้วยคลื่นเสียง

มนุษย์เราทุกวันนี้ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ คิดงาน วางแผนธุรกิจ จึงต้องใช้งานสมองฝั่งซีกซ้ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การจัดระบบ การคำนวณ การใช้เหตุผล การใช้ภาษา ซึ่งเมื่อมากเกินไปย่อมก่อให้เกิดความเครียด ปวดหัว บางคนก็ปวดหนักมากจนลงไปสะสมในกล้ามเนื้อแถวคอ บ่า ไหล่ หลัง ส่งผลให้นอนไม่ค่อยหลับ จนในที่สุดประสิทธิภาพในการทำงานก็จะลดลง อย่าลืมว่าความเครียดที่ไม่ได้รับการปล่อยออกหรือขับออกไป ไม่ได้ระบายมันออกไป จะเป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยไข้เจ็บ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในขณะที่สมองฝั่งซีกขวา ซึ่งเป็นเรื่องของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ดนตรี และจังหวะ รวมถึงจิตสำนึก ไม่ค่อยได้รับการกระตุ้นหรือการสั่นสะเทือน การทำสมาธิด้วยพลังแห่งเสียงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในสมองของคุณ ทำให้สมองฝั่งซีกซ้ายเงียบลง ได้พักผ่อน ลดความเครียด ไม่ต้องใช้ความดิด

หากคุณร้องเพลงที่มีเนื้อร้อง และมีความหมายในเพลง สมองซีกซ้ายของคุณยังคงใช้งานอยู่ในเรื่องของภาษา ความหมายของเนื้อร้อง คุณฟังแล้วสมองคุณก็ประมวลผลทางความคิด เพลงทั่วไปที่คุณฟังอยู่ จึงไม่ได้ทำให้สมองฝั่งซ้ายคุณได้เงียบลงจริงๆ ไม่ได้พักผ่อนลึกๆ จริงๆ ซึ่งเป็นการมองในแง่การบำบัด ครูก็ยังคงฟังเพลงทั่วไปอยู่นะคะ เช่น แนวแจ๊ซที่ครูชอบมากๆ แนวป๊อป แนวอาร์แอนด์บี หรือเพลงเพื่อชีวิตต่างๆ แต่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการใช้พลังแห่งเสียงบำบัดสำหรับศาสตร์โยคะที่มีมานานหลายพันปีนี้ มีรายละเอียดที่ต่างกัน

ดังนั้นแล้วสำหรับเคอตันคอนเสิร์ต จะทำให้สมองฝั่งซ้ายคุณเงียบลง ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้สมองซีกขวาของคุณทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น กระตุ้นพลังแห่งศิลปะ กวี ความคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้อารมณ์และความรู้สึกของคุณอยู่ในภาวะสมดุล ในชั้นเรียนคุณจะรู้สึกถึงการปลดปล่อย อารมณ์ดี และเป็นอิสรภาพ รวมทั้งการปล่อยอีโก้ให้ลอยไปในอากาศ ความมีตัว ถือตน เจือจางลง เหลือเพียงแค่พลังงาน จนเกิดความสำนึกรู้ตัวที่เปี่ยมไปด้วยสติ

พบกับคลาสพิเศษส่งท้ายปีนี้ได้ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ที่โยคะสุตราสตูดิโอ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์ และเฟซบุ๊กของโยคะสุตราสตูดิโอ มาร่วมกันปลดปล่อย ร่วมกันระบาย อารมณ์ที่มันสะสมไว้ เก็บกดไว้ออกมากันค่ะ ศิลปะแห่งดนตรีที่ไม่ได้มีเพียงแค่การปลดปล่อยแต่ยังเป็นพลังแห่งสมาธิบำบัด มาร่วมกันแบ่งปันพลังงานและฝึกสมาธิบำบัดกับพลังแห่งเสียงกัน

พลาดแล้วจะเสียใจเพราะเป็นคลาสส่งท้ายปี เราจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ในปีหน้าที่สดใสและเบิกบาน…

 

7 วิธีบอกลาอาการอาหารไม่ย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521319

7 วิธีบอกลาอาการอาหารไม่ย่อย

รวมวิธีที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด จุกเสียด

อาการอาหารไม่ย่อยอาจเกิดขึ้นกับทุกคนได้ทุกเวลาโดยที่เราไม่คาดคิด และแน่นอนว่าก็คงไม่มีใครอยากอยู่ในสถาวะจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดกันไปทั้งวันอยู่แล้ว เราจึงรวบรวมวิธีที่จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการเหล่านั้น ที่เป็นผลข้างเคียงมาจากอาการอาหารไม่ย่อยมาฝากกัน

1. เคี้ยวอาหารให้นานขึ้น – การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดและนานขึ้น นอกจากจะช่วยให้อาหารย่อยง่ายแล้ว ยังทำให้อิ่มเร็วอีกด้วย

2. ไม่ทานข้าวคำน้ำคำ – ควรลดการดื่มนํ้าระหว่างทานข้าว เพราะจะทำให้ท้องอืด ย่อยอาหารลำบาก กรดในกระเพาะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ย่อยอาหารได้ไม่สมบูรณ์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ลดกรดจากภายนอก – งดทานพวกน้ำอัดลม คาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือการกินผลไม้หลังกินอาหารที่มีไขมัน เนื่องจากไขมันจะย่อยช้า ผลไม้จึงบูดก่อนที่จะได้ย่อย ทำให้เกิดแก๊สขึ้น

4. ลดการทานเปรี้ยวและเผ็ด – อาหารรสเปรี้ยวและเผ็ดจัด เป็นตัวสร้างกรดในกระเพาะอาหารให้มากขึ้น จนอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหารได้เช่นกัน

5. เลือกทานอาหาร – ควรงดทานอาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ รวมไปถึงอาหารจำพวกแป้งสาลี นม โดยเฉพาะอาหารที่มีเส้นใยมาก เพราะเป็นตัวดูดซับน้ำไว้ เมื่อพองตัวจะทำให้ท้องอืด เกิดอาการจุกแน่น

6. ไม่ออกกำลังกายอย่างหนักทันทีหลังกินอาหาร – เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้เลือดที่ควรจะไปเลี้ยงระบบย่อยอาหาร ถูกดึงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อแทน ทำให้เลือดไปเลี้ยงระบบย่อยไม่เพียงพอ

7. สมุนไพรช่วยย่อย – สมุนไพรบางชนิด เช่น ขิง ตะไคร้ กะเพรา ยาหอม มีประสิทธิภาพในการช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารได้ด้วยเช่นกัน

 

ทุ่งพระเมรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 14:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521318

ทุ่งพระเมรุ

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล

“สนามหลวง” เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 126 ลงวันที่ 13 ธ.ค. พ.ศ. 2520 มีเนื้อที่ 74 ไร่ 63 ตารางวา

ท้องสนามหลวงกำลังมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อันเป็นที่รักยิ่งอย่างหาเสมอเหมือนของปวงชนชาวไทย

ท้องสนามหลวง หรือ สนามหลวง เป็นสนามขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล กรุงเทพมหานคร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ท้องสนามหลวง เดิมเรียกว่า ทุ่งพระเมรุ เนื่องจากใช้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ ครั้นเมื่อปี 2398 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเรียกจาก “ทุ่งพระเมรุ” เป็น “ท้องสนามหลวง” ดังปรากฏในประกาศว่า

“ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งแลเป็นการอวมงคล มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ‘ทุ่งพระเมรุ’ นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไปที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น ให้เรียกว่า ‘ท้องสนามหลวง’”

จากเดิมทีที่เรียกกันว่า “ทุ่งนาวัดมหาธาตุ” ในรัชกาลที่ 3 มีการทำนาที่นี่เป็นทางการ หรือในสมัยนั้นเรียกว่า “เป็นการหลวง” ประสงค์จะให้ปรากฏไปถึงนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะญวน ซึ่งมักมีเหตุบาดหมางกันเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ว่าเมืองไทยบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร มีไร่นา แม้กระทั่งใกล้ๆ พระราชวัง เนื่องจากไทยเอาใจใส่ในการสะสมเสบียงอาหารไว้เพื่อไม่ประมาท จนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่ 4 จึงเลิกทำนา

เพราะฉะนั้นก่อนจะกลายเป็น “สนามหลวง” นอกจากเรียก “ทุ่งนาวัดมหาธาตุ” แล้ว ยังมีชื่อเรียกว่า “ทุ่งพระเมรุ” อีกชื่อหนึ่ง เพราะสถานที่แห่งนี้ใช้เป็นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดฯ ให้สร้างบริเวณสำหรับการพระราชพิธีพืชมงคล และพิธีพิรุณศาสตร์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ข้างในสร้างหอพระเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำหรับการพิธี มีพระพุทธคันธารราฐ เป็นต้นหลังหนึ่ง มีพลับพลาหลังหนึ่ง ข้างพลับพลาน้อย สร้างบนกำแพงแก้วสำหรับประทับทอดพระเนตรในเวลามีพระราชพิธีพืชมงคลหลังหนึ่ง และสร้างฉางไว้ข้าวนาหลวงในบริเวณนั้นด้วยอีกหลังหนึ่ง โปรดฯ ให้เรียกว่า “ท้องสนามหลวง” จึงพากันเรียกว่า “ท้องสนามหลวง” มาจนบัดนี้ แต่สิ่งก่อสร้างต่างๆ นั้นทรุดโทรม ถึงรัชกาลที่ 5 จึงโปรดฯ ให้รื้อเสีย

โดยข้อมูลส่วนนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร ได้เขียนถึง “วิวัฒนาการของสนามหลวง” ไว้อย่างละเอียด และเพจชมรมประวัติศาสตร์สยาม นำมาเผยแพร่ ซึ่งมีการกล่าวถึงที่มาของการเปลี่ยนชื่อ “ทุ่งพระเมรุ” มาเป็น “ท้องสนามหลวง” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไว้ว่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงตัดสินพระราชหฤทัยย้ายพระนครมาอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ฝั่งเดียวนั้น ทรงตั้งกำหนดเขตพระบรมมหาราชวังขึ้นที่บางกอก โดยโปรดย้ายพวกจีนซึ่งตั้งรกรากอยู่เดิมร่นไปทางใต้ที่สำเพ็ง และให้รื้อกำแพงเมืองกรุงธนบุรีลงเหลือไว้แต่คลองคูเมืองเดิมล้อมรอบพระบรมมหาราชวังกับวังหน้า และก็ให้เว้นที่ดินระหว่างวังหลวงกับวังหน้าไว้เป็นท้องสนามหลวง มีพื้นที่เพียงครึ่งเดียวของสนามหลวงในปัจจุบัน เพราะพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งด้านทิศเหนือเป็นวังหน้า

ท้องสนามหลวงได้ใช้ประโยชน์ในครั้งแรกคืองานพระเมรุพระบรมอัฐิพระชนกแห่งรัชกาลที่ 1 ต่อจากนั้นได้ใช้เป็นสถานที่เพื่องานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่อยู่ตลอดมา จนประชาชนเรียกที่ดินตำบลนี้ว่า “ทุ่งพระเมรุ” ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรำคาญพระทัยนัก จึงได้ออกประกาศว่าด้วยท้องสนามหลวงและสนามชัย เมื่อ พ.ศ. 2398 มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้น คนอ้างการซึ่งนานๆ มีครั้งหนึ่งเป็นการอัปมงคลมาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า “ทุ่งพระเมรุ” นั้นหาชอบไม่ ตั้งแต่นี้สืบไป ที่ท้องนาหน้าวัดมหาธาตุนั้นให้เรียกว่า “ท้องสนามหลวง” เป็นอันได้ความว่า “ท้องสนามหลวง” นั้น ได้เรียกอย่างทางราชการเมื่อ พ.ศ. 2398

สำหรับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้มีการจัดสร้างพระเมรุมาศ และพระเมรุ ทั้งหมด 4 ครั้งด้วยกัน ได้แก่ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ในปี 2527 งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปี 2538 งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี 2551 และงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในปี 2554

ปัจจุบันท้องสนามหลวงอยู่ในการกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร ตามที่ประกาศใน หน้า 4 เล่ม 129 ตอนพิเศษ 180 ง ราชกิจจานุเบกษา 26 พ.ย. 2555

ระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการใช้ การบำรุง และการดูแลรักษาพื้นที่ท้องสนามหลวง พ.ศ. 2555 โดยที่กรุงเทพมหานครเห็นว่า ท้องสนามหลวงเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี และงานที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้น ประกอบกับได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และตั้งอยู่ใกล้สถานที่สำคัญของชาติ คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง และศาลหลักเมือง จึงสมควรต้องมีระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการใช้ การบำรุงและการดูแลรักษาพื้นที่ท้องสนามหลวงไว้เป็นการเฉพาะ

 

ลงทุนคอนโด หาข้อมูลให้แน่นไว้จะได้ไม่พลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 13:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521312

ลงทุนคอนโด หาข้อมูลให้แน่นไว้จะได้ไม่พลาด

 โดย อณุสรา ทองอุไร

ความไม่รู้คือความเสี่ยง แต่ความรู้คือตัวช่วยในการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะหากอยากจะลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ใครมักพูดกันว่า คอนโดล้นตลาด หากเข้ามาทำคอนโดให้เช่าในยุคนี้ อาจจะพลาดได้ง่ายๆ

ลงทุนคอนโดมิเนียม มักมีปัญหามากมายที่คนไม่ลงมือทำจริงมักไม่เข้าใจ แม้จะพยายามศึกษาข้อมูลมาอย่างดี ซึ่งก็ช่วยผ่อนความเสี่ยงให้เบาบางลงได้บ้าง แต่เตรียมตัวให้พร้อมรับมือ แม้จะยังไม่เกิดปัญหาขึ้น ก็คงไม่มีอะไรเสียหาย

มีข้อมูลน่าสนใจ 3 ขั้นตอน ลดข้อพลาด ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในคอนโดนั้น ต้องหาข้อมูลให้แน่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ให้น้อยลง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

1.ข้อมูลแน่นไว้ไม่พลาด

ก่อนที่จะลงทุนซื้อคอนโดให้เช่า ควรวิจัยศึกษาข้อมูลทั้งด้านทรัพย์สินและสภาพแวดล้อมอย่างเต็มกำลังที่สุด ลงพื้นที่ดูสภาพแวดล้อม เช่น บริเวณโดยรอบนั้นเป็นอย่างไร? อนาคตของพื้นที่ใกล้เคียงจะเป็นอย่างไร? คอนโดนั้นมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมหรือไฟไหม้หรือไม่?

อย่าประมาทควรตรวจสอบความชัดเจนของข้อมูล จากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้คนที่น่าจะมีความรู้จริงมากกว่า เช่น พูดคุยกับตัวแทนอสังหาริมทรัพย์เพื่อตรวจสอบราคาทรัพย์สินโดยรอบ

ข้อผิดพลาดของการลงทุนคอนโดที่มักเกิดขึ้นในตลาดบ่อยครั้ง คือการซื้อในราคาที่สูงเกินไป ควรพิจารณาความเหมาะสมของราคากับสภาพคอนโดนั้น เพื่อจะได้ตัดสินใจว่า มันคุ้มค่ากับราคาและค่าใช้จ่ายในอนาคตหรือไม่ เปรียบเทียบราคาคอนโดที่มีสภาพคล้ายกันในพื้นที่โดยรอบ

2.รู้เท่าทันการเงินไม่มีเจ๊ง

รู้งบประมาณตัวเอง การลงทุนคอนโดที่ก้าวกระโดดเกินตัว เกินระดับเงินทุนที่มี ยิ่งไม่มีประสบการณ์ด้วยแล้ว ย่อมเกิดข้อพลาดได้ง่าย ควรเริ่มต้นการลงทุนด้วยงบประมาณที่เอื้อมถึงจะดีกว่า จะได้ไม่เป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป ตั้งงบประมาณเงินทุน แล้วจึงค้นหาพื้นที่ตั้งคอนโดที่มีระดับราคาอยู่ในงบประมาณ ไม่มองที่มีราคาสูงเกินงบประมาณ แม้ว่าดูแล้วน่าสนใจก็ตาม ควรจะรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายที่กรมที่ดิน ค่าประกัน ค่าส่วนกลาง เป็นต้น

ต้องรู้ว่าเป้าหมายการลงทุนคอนโดครั้งนี้คืออะไร เป็นไปตามแผนการที่วางไว้หรือไม่? จะมีหลักยึดและไม่ไขว้เขว เลี่ยงการตัดสินใจลงทุน เพราะชอบคอนโดนั้นเป็นการส่วนตัว ซึ่งอยู่นอกเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ รูปลักษณ์จะเป็นกับดักอารมณ์ที่เกิดข้อพลาดทางการเงินได้ เช่น ต้องการลงทุนคอนโดเพื่อปล่อยเช่า แต่เลือกลงทุนห้องที่ตกแต่งดีเกินไป มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง เกินกว่าจะนำมาเป็นห้องเช่า เป็นต้น

ให้เวลากับผลตอบแทน บางคนเข้าใจว่าการลงทุนคอนโด แบบเก็งกำไรจะให้ผลตอบแทนดี คืนทุนเร็ว ชนิดจับเสือมือเปล่า ซึ่งจะเป็นจริงได้ เมื่อเป็นนักลงทุนตัวจริงที่เข้าใจจริงๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายหรือจะเกิดขึ้นกับทุกคนได้ การเก็งกำไรอาจให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็ต้องแลกกลับมาด้วยความเสี่ยงต่อการขาดทุนเช่นกัน ควรใช้เวลาเลือกคอนโดลงทุนที่ดีมีศักยภาพ แล้วคอยดูผลตอบแทนที่ค่อยโตขึ้นไปเรื่อยในอนาคตดีกว่า

3.ไม่คิดเองเออเอง

อีกหนึ่งปัญหาข้อพลาดสำหรับการลงทุนคอนโด คือการวาดฝันอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ การลงทุนอสังหาฯ ไม่มีอะไรที่รวยง่ายรวยเร็ว หากกำลังคิดว่าคอนโดที่เลือกลงทุนนั้น เหมาะสมทุกอย่างและมีศักยภาพในอนาคตจริง มีอะไรเป็นหลักฐานยืนยันเหตุผลตามความจริงของสิ่งนั้นได้บ้าง เช่น ที่ดินผืนนี้ยังไงก็ต้องร้อนแรง เพราะบริเวณนี้ไม่แปลงที่ดินผืนใหญ่แบบนี้อีกแล้ว

ลงทุนคอนโด ควรมองครบรอบด้าน ไม่ว่าจะเรื่องปรับปรุง ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ค่าพื้นที่ส่วนกลาง เตรียมแผนรองรับฉุกเฉินไว้บ้าง จินตนาการภาพเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นให้การลงทุนครั้งนั้น หากคอนโดที่เลือกลงทุน ดูจะไม่เป็นไปตามที่หวังเอาไว้ เช่น ต้องการลงทุนเก็งกำไรเอาส่วนต่างราคา หากขายได้ช้าเกินไป อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นการปล่อยเช่า หรือท้ายที่สุดอาจจะต้องขายขาดทุน หรือเก็บเป็นที่พักอาศัยส่วนตัว