เที่ยวทั้งบ้าน เบิกบานยกครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 13:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521307

เที่ยวทั้งบ้าน เบิกบานยกครัว

โดย ฤดูกาล

เปิดประสบการณ์และสร้างความผูกพันในครอบครัวด้วยการออกไปเที่ยวเปิดโลกกว้าง เป็นใจความสำคัญหลักของเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวทั้งบ้าน” ของครอบครัวแสนอบอุ่น นำทีมโดย คุณพ่อเบส-สิทธิวิชญ์ เจริญรัชต์ภิญโญ แม่อ้อ ลูกสาว และลูกชาย

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2560 พ่อเบสบันทึกการเกิดขึ้นของเพจนี้ไว้ว่า

“เพจนี้เกิดขึ้นเพราะมีความฝันที่อยากจะพาครอบครัวเล็กๆ ของเราไปเที่ยวให้มันทั่วโลกเลย อยากไปเปิดประสบการณ์ให้ลูกเรียนรู้ เพราะมีความเชื่อว่า ความรู้นอกห้องเรียน ก็สำคัญไม่แพ้ในห้องเรียนเหมือนกัน และมีแนวคิดส่วนตัวอีกว่า ความคิดและไอเดียใหม่จะมาพร้อมกับการเดินทางไปที่ใหม่ๆ เสมอ จึงตัดสินที่จะเริ่มออกเดินทาง ซึ่งอาจจะช้ากว่าหลายคน แต่อย่างน้อยผมก็ได้เริ่มละครับ และก็กำลังแพลนทริปต่อไปเรื่อยๆ ก็เลยอยากใช้พื้นที่ในเพจนี้เป็นที่เก็บเรื่องราวการเดินทางที่สามารถแบ่งปัน หรือให้คนอื่นมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จุดมุ่งหมายที่สำคัญเลยอีกอย่างหนึ่งคือ อยากจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้ครอบครัวอื่นๆ เริ่มออกเดินทาง อาจจะไม่ใช่เดินทางไปต่างประเทศไกลๆ อาจจะเป็นเพียงแค่การเดินทางไปต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวใกล้ๆ บ้านก็พอ ถึงแม้จะมีเพียงแค่ 1 ครอบครัวที่เริ่มหันมาท่องเที่ยวกับครอบครัว แค่นี้ผมก็ดีใจมากๆ แล้วครับ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนได้ แล้วคุณจะรู้ว่า การพาครอบครัวเที่ยว มันทั้งสนุกและมีความสุขมากๆ เลย”

“ปกติครอบครัวเราอยู่ที่เชียงใหม่ และสลับกับเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศอยู่เรื่อยๆ เวลามาทั้งที เรามักเล็งที่เที่ยวที่เดินทางสะดวก ยิ่งติดรถไฟฟ้ายิ่งง่าย เพราะไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอดรถหรือเจอรถติด สำหรับเรื่องของสถานที่เที่ยว ครอบครัวที่มีลูกวัยกำลังโตแบบเรา ถ้าได้ที่เที่ยวที่ลูกสนุก พ่อแม่เองก็เพลิน แถมมีโอกาสได้แทรกบทเรียน สอนเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับเด็กๆ จะดีมากเลยครับ” พ่อเบส กล่าว

ปัจจุบันเพจเที่ยวทั้งบ้านมียอดไลค์มากถึง 2.7 แสนไลค์ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี นอกจากเรื่องราวการท่องเที่ยวของครอบครัวสุดน่ารัก พ่อเบสยังเป็นผู้บันทึกภาพได้งดงาม และผลิตวิดีโอได้สนุกสนาน จนเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างของเพจครอบครัวทั่วไป

อย่างทริปนิวซีแลนด์เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พ่อเบสได้พาภรรยาและลูกๆ ไปตามล่าแสงใต้กับทางช้างเผือก ไปค้นหาถ้ำหนอนเรืองแสง และขับรถบ้านผจญภัยรอบประเทศ หรือทริปล่าสุดในช่วงปิดเทอม เขาได้พาลูกๆ ไปสนุกบวกได้ความรู้ที่ มาดามทุสโซ กรุงเทพฯ

“ลองมามาดามทุสโซ กรุงเทพฯ ครั้งแรกประหลาดใจเหมือนกันครับ ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีอะไรให้เราชม เล่น สัมผัสเยอะกว่าแค่หุ่นขี้ผึ้งคนดัง เด็กๆ ได้เรียนรู้ประวัติบุคคลสำคัญในหลากหลายวงการของโลก เล่นกิจกรรมอินเตอร์แอ็กทีฟใหม่ๆ ทดลองศิลปะตอนทำแวกซ์แฮนด์ และที่ชอบที่สุด คือโรงภาพยนตร์โฟร์ดีที่ฉายเรื่องไอซ์เอจตอนพิเศษ ตัวการ์ตูนที่เด็กๆ ชอบมาครบเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนจริงๆ ที่ดีมากๆ คือ ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ดูฟรีตลอด 15 นาที แบบครบทุกประสาทสัมผัส จุใจมากๆ” เขากล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ พ่อเบสยังเชื่อว่า การได้ออกไปเที่ยวสามารถสร้างประสบการณ์และความรู้ใหม่ๆ ไม่แพ้การเรียนรู้ในห้องเรียน โดยมีความฝันว่า อยากพาตัวเองไปเหยียบ ไปสัมผัส และไปดูทุกๆ ที่ที่ใจอยากไปบนโลกใบนี้

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปสัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวนี้ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวทั้งบ้าน และเว็บไซต์ www.tiewtungbaan.com

 

ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ความสุขในชีวิตสร้างได้ทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521297

ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ความสุขในชีวิตสร้างได้ทุกวัน

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

หลายคนคุ้นเคยกับชื่อของ ดร.ฐิติพร สงวนปิยะพันธ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าหรู เพราะหลายปีมานี้ เธอทุ่มเทอย่างหนักในฐานะผู้ริเริ่มและผู้อำนวยการ Luxellence Center ศูนย์สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้านลักซ์ชัวรี่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ซีพี ออลล์

แต่จากนี้ สังคมจะได้เห็นเธอในบทบาทใหม่มากขึ้น หลังจากที่ตัดสินใจถอยออกมาจากงานประจำ เพื่อทุ่มเทกับการเป็นคุณแม่เต็มตัว ควบคู่ไปกับการกลับมาสานต่อธุรกิจแบรนด์เครื่องประดับของครอบครัว

ดร.ฐิติพร กล่าวว่า นอกจากปีนี้จะเป็นปีที่แบรนด์เซ็ตเต้จะครบรอบ 10 ปีพอดี จึงเลือกใช้โอกาสนี้รีแบรนด์และปรับโฉมร้านให้เป็น Multi Brand Jewellery Retailer ร้านแรกในประเทศไทย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ภายใต้ชื่อ เซ็ตเต้เพคคาติ ที่ไม่เพียงประกอบด้วยเครื่องประดับของแบรนด์ตัวเองแล้ว ยังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าด้วยการนำเข้าแบรนด์เครื่องประดับชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์มิสซิส (miSIS) จากอิตาลี และแบรนด์ชีลิน (Qeelin) จากฝรั่งเศส-ฮ่องกง มาไว้ในร้าน

ปีนี้ยังเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เพราะเธอก้าวสู่บทบาทใหม่ที่ยิ่งใหญ่นั่นคือการเป็นคุณแม่

“แต่งงานมา 5 ปีแล้วค่ะ ในที่สุดก็ได้เป็นคุณแม่สมใจ ที่ผ่านมายอมรับว่าเป็นผู้หญิงบ้างาน แต่ก็เคยบอกกับตัวเองว่าถ้ามีเมื่อไหร่ลูกจะหยุดทำงานหนัก เพราะฉะนั้นพอมีลูกจริงๆ เราก็เลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับโฟกัสในชีวิตใหม่เสียที เรากำลังก้าวผ่านเฟสของชีวิตแห่งการทำงานมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงที่เราต้องทุ่มเทให้กับลูกอย่างจริงจัง

“เรามักนึกถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า บริษัทถ้าไม่มีเรา ก็ยังมีพนักงานคนอื่น แต่ถ้าลูกไม่มีเรา เขาก็ไม่มีใคร เพราะฉะนั้นเราจึงตั้งใจกับตัวเองว่าจะเลี้ยงดูเขาเอง ช่วง 2-3 เดือนแรกเราเลี้ยงเขาเองไม่ต้องพี่เลี้ยง จนช่วงที่ต้องกลับมาทำงานถึงต้องเริ่มมีพี่เลี้ยง“

ในเมื่อโฟกัสชีวิตเปลี่ยน ดร.ฐิติพร ยอมรับว่า เส้นทางชีวิตจากนี้ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไป เธอเริ่มเฟดออกจากงานประจำ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงถ่ายโอนงานให้กับผู้อำนวยการคนใหม่ แต่เธอยังไม่ทิ้งบทบาทเวิร์กกิ้งวูแมน เพราะจะกลับมาลุยธุรกิจครอบครัวเต็มตัว นำความรู้ ประสบการณ์ คอนเนกชั่นที่มีทั้งหมดมาลงสนามจริง

“จากแต่ก่อนเราอาจจะอยู่ในฝ่ายวิชาการ ให้ความรู้ ตอนนี้เราจะนำความรู้ที่ถ่ายทอดให้คนอื่น มาใช้จริงบ้าง ข้อดีของการทำธุรกิจของตัวเองคือ สามารถบริหารจัดการเวลาได้ ทุกวันนี้ลูกยังเล็ก ก็ต้องอาศัยบริหารเวลา ออกมาประชุมนอกบ้านไม่เกิน 4-5 ชั่วโมงก็กลับ อนาคตถ้าลูกโต เราอาจจะพาลูกไปออฟฟิศด้วย”

ถามว่าต้องบริหารจัดการหลายบทบาทในเวลาเดียวกันแบบนี้ ดร.ฐิติพร มีเคล็ดลับอย่างไร คำถามนี้ทำเอาผู้บริหารสาวคลี่ยิ้มก่อนตอบว่า

“เต้นรำค่ะ สมัยเรียนปริญญาโท และปริญญาเอกอยู่ต่างประเทศชอบเต้นรำมาก เรียนจริงจังเพื่อการแข่งขันเลย จนช่วงที่กลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ก็ยังเต้นอยู่บ้าง แต่พอแต่งงานก็เฟดๆ ไป เชื่อมั้ยว่าสามีก็ใช้มุขมาขอเรียนเต้นรำเพื่อจีบเรา” (หัวเราะ)

ดร.ฐิติพร บอกเล่าอย่างออกรสว่า ข้อดีของการเต้นรำคือ เป็นการคาร์ดิโออย่างหนึ่งที่ให้ผลลัพธ์ดีมาก ได้บริหารทุกส่วนในเวลาเดียวกัน แถมยังได้ฝึกเรื่องบุคลิกภาพการยืน เดิน นั่งไปในตัว แถมยังเป็นกิจกรรมที่ฝึกเรื่องการโฟกัสและสมาธิได้เป็นอย่างดี

“ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงการเต้นรำนะ เพราะเป็นกิจกรรมที่เราชอบ เวลาเต้นรำแล้วเหมือนเราได้ปลดปล่อยกลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย ซึ่งนี่อาจจะเป็นเสน่ห์ของการเต้นรำ และเพราะแพสชั่นที่มีนี่เองทำให้เรายอมเปิดคลาสสำหรับสอนเต้นรำบ้าง เพราะเราเองก็ไม่ได้มีเวลาสอนมากนัก อย่างคู่ที่มาเรียน ก็อย่างเช่น คู่ของเจย์-จริยดี สเปนเซอร์ วสุ วิรัชศิลป์ กับ จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์”

นอกจากการเต้นรำที่ช่วยให้ ดร.ฐิติมา สวยไม่สร่าง คือ วิธีคิดและทัศนคติการมองโลกที่เชื่อว่า ”เราทำได้”

“วิธีคิดเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นสามารถจัดการได้ มองว่าปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้องานที่มีไว้ให้เราแก้ไข และหาทางออก เมื่อนั้นก็จะไม่เครียด และไม่ทุกข์ อย่างช่วงที่มีลูก คนถามเยอะมากว่า เหนื่อยมั้ย เราตอบเลยไม่เหนื่อย เพราะถ้าใจเรายังผูกกับความคิดว่าไม่มีความสุขกับสิ่งที่เป็น คิดลบๆ เราจะมีความสุขได้อย่างไร ถามว่าวันนี้มองว่าเราประสบความสำเร็จ หรือพอใจกับชีวิตหรือยัง ส่วนตัวเราพยายามสร้างความสุขให้ตัวเองในทุกวัน”

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคตเธอยังมีฝันที่อยากจะไปให้ถึง ในด้านธุรกิจเธออยากผลักดันให้เซ็ตเต้กลายเป็นแบรนด์เครื่องประดับไทยอันดับต้นๆ ที่คนไทยนึกถึง ส่วนตัวเธอเองยังรักบทบาทของการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าหรูที่มีความรู้ทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ จึงอยากให้ความรู้ด้านนี้ต่อไป ผ่านรูปแบบการบรรยายหรืองานเขียน ส่วนในบทบาทของการเป็นแม่ แน่นอนว่าเธอหวังให้ลูกเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไป

 

เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521295

เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

โดย พรเทพ เฮง

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชพิธีที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 โดยวันที่ 26 ต.ค. 2560 เป็นวันถวายพระเพลิง คณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

คณะรัฐมนตรีรับทราบมติที่คณะอนุกรรมการฯ ฝ่ายจัดการพระราชพิธีฯ กำหนดวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 พร้อมทั้งพิจารณาหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ และกำหนดจำนวนริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศไว้ดังต่อไปนี้

+ วันพุธที่ 25 ต.ค. 2560

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

+ วันพฤหัสบดีที่ 26 ต.ค. 2560 (คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษด้วย

เวลา 07.00 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมศพออกพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยริ้วกระบวนที่ 1 ริ้วกระบวนที่ 2 และริ้วกระบวนที่ 3

เวลา 17.30 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

เวลา 22.00 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง

+ วันศุกร์ที่ 27 ต.ค. 2560

เวลา 08.00 น. พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ เชิญพระบรมอัฐิสู่พระบรมมหาราชวัง โดยริ้วกระบวนที่ 4

+ วันเสาร์ที่ 28 ต.ค. 2560

เวลา 17.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

+ วันอาทิตย์ที่ 29 ต.ค. 2560

เวลา 10.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยริ้วกระบวนที่ 5

เวลา 17.30 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วกระบวนที่ 6

ในห้วงเวลาแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้สร้างความโศกเศร้าอาดูรแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง แม้ต่างก็รับรู้ว่าการพรากจากเป็นธรรมดาของโลก ตามนัยแห่งศาสนาที่เชื่อมร้อยอยู่กับวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมิวเซียมสยาม ซึ่งได้จัดเสวนาเรื่อง “เสด็จสู่แดนสรวง : ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ” และได้จัดทำหนังสือชื่อเดียวกันออกมาเป็นที่ระลึกและแจกจ่ายกับประชาชนและโรงเรียนต่างๆ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆ ที่สืบทอดจากโบราณสู่ปัจจุบันและส่งต่อความถูกต้องไปสู่อนาคต

เสด็จสู่แดนสรวง

จากบทบรรณาธิการของ ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประมวลขมวดองค์ความรู้ของหนังสือ “เสด็จสู่แดนสรวง” ไว้ก็คือ จากจุดจบสู่จุดเริ่มต้น

พิธีศพสามัญชนกับเจ้าต่างกันที่คติความเชื่อทางศาสนาและฐานันดรของผู้วายชนม์ที่กำกับทำให้พิธีการและพิธีกรรมมีความแตกต่างกัน ถ้าถอดสิ่งที่อาจเรียกว่าเป็นอาภรณ์อันห่อหุ้มพิธีศพออกทั้งหมดแล้ว พิธีศพทั้งสามัญชนและเจ้าต่างมีจุดร่วมกันคือ ความปรารถนาที่จะส่งดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่ภพภูมิที่ดีคือสรวงสวรรค์

ทว่าด้วยคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธที่เปรียบพระมหากษัตริย์เป็นดังอวตารภาคหนึ่งของเทพเจ้าหรือเป็นพระโพธิสัตว์ในร่างของมนุษย์ ผสมผสานกับความเชื่อในเรื่องความตายดั้งเดิมของคนในภูมิภาคนี้ ทำให้งานพระบรมศพและพระศพของเจ้ามีการสร้างพระเมรุ เพื่อให้พระองค์กลับคืนสู่สวรรค์พิภพ ต่างจากสามัญชนที่ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้พระราชพิธีและธรรมเนียมปฏิบัติของพระมหากษัตริย์เต็มไปด้วยรายละเอียดและขั้นตอนมากมายเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพระราชพิธีพระบรมศพและงานพระเมรุได้โดยสะดวก สามารถแบ่งพระราชพิธีพระบรมศพออกได้เป็น 4 ส่วน

หลักคือ ส่วนแรก เป็นการจัดการเกี่ยวกับพระบรมศพนับจากการสรงน้ำจนถึงบรรจุลงในพระโกศ ส่วนที่สอง เป็นพิธีกรรมต่างๆ ในระหว่างการตั้งพระบรมศพ และการปฏิบัติตนของผู้ที่มีชีวิต ส่วนที่สาม เป็นเรื่องของกระบวนแห่พระบรมศพและงานพระเมรุ สุดท้าย ส่วนที่สี่ เป็นการถวายพระเพลิงและพิธีกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังจากการถวายพระเพลิงแล้ว

จะเห็นได้ว่าในงานพระบรมศพและพระเมรุนั้นเต็มไปด้วยความรู้มากมายที่สะท้อนทั้งรากทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนในภูมิภาคนี้ และอิทธิพลของศาสนาพุทธและพราหมณ์ ซึ่งได้ผสมผสานกันและหลายสิ่งหลายอย่างยังคงสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์

พิธีพระบรมศพนับเป็นขั้นตอนประณีตมีรายละเอียดต่างๆ มาก บทความเรื่อง พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์โดยสังเขป โดย ผศ.ดร.พัสวีสิริ เปรมกุลนันท์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดให้เห็นภาพรวมของขั้นตอนและแบบแผนเกี่ยวกับพระราชพิธีพระบรมศพนับตั้งแต่ต้นจนจบ คือ นับตั้งแต่ขั้นตอนการสรงน้ำและถวายเครื่องทรงพระบรมศพไปจนถึงการจัดเก็บพระบรมอัฐิ ทำให้เกิดภาพและความเข้าใจต่อพระราชพิธีชัดเจนขึ้น และมีความน่าสนใจในแง่มุมของประวัติศาสตร์ศิลปะด้วย

ผศ.ดร.พัสวีสิริ เขียนในบทความแจกแจงว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีนั้น เป็นช่วงเวลาอันยาวนานที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกร ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ในขณะเดียวกันก็นับเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ ที่ได้ว่างเว้นจากการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นกัน

ความน่าสนใจบางประการจากการพระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งสะท้อนถึงราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณเป็นสำคัญ รวมถึงคติที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพระพุทธรูปที่สัมพันธ์กับพระราชพิธีพระบรมศพ

พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์เป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นตามโบราณราชประเพณีอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศแห่งพระเจ้าแผ่นดิน ขั้นตอนอันสลับซับซ้อนต่างๆ ในการจัดการพระบรมศพของพระมหากษัตริย์เมื่อสวรรคต เป็นเรื่องเฉพาะสำหรับเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแม้ไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างชัดเจนในทุกรัชกาล แต่สันนิษฐานว่าขั้นตอนหลักของการจัดการพระบรมศพเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา อาทิ การสรงน้ำชำระพระบรมศพและถวายพระสุคนธ์สรงพระบรมศพ การถวายพระภูษาอาภรณ์และเครื่องพระมหาสุกำ

การประดิษฐานพระบรมศพภายในพระมหาปราสาท กระบวนแห่พระบรมศพและกำรออกพระเมรุมาศ เป็นต้น จากประชุมคำให้การกรุงศรีอยุธยารวม 3 เรื่อง หลักฐานดังกล่าว ทำให้เห็นภาพขั้นตอนที่สำคัญของพระราชพิธีนี้ซึ่งคงได้ปฏิบัติถวายพระมหากษัตริย์เมื่อสวรรคต อันสะท้อนถึงคติความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนดั่งองค์สมมติเทพที่เสด็จจุติลงมาปกครองแผ่นดิน

พระราชพิธีพระบรมศพพระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นพระราชพิธีที่สะท้อนถึงแนวคิดและคติความเชื่อทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขั้นตอนต่างๆ อันได้แก่ การสรงน้ำพระบรมศพ การถวายเครื่องพระมหาสุกำ การสร้างพระเมรุมาศ และการเก็บรักษาพระบรมอัฐิ ได้ถือปฏิบัติสืบเนื่องจากธรรมเนียมในราชสำนักสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อบริบททางสังคมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4-5 ทำให้มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในพระราชพิธีนี้ให้ต่างไปจากเดิม ที่สำคัญ เช่น รูปแบบของพระเมรุมาศ การบรรจุพระบรมอัฐิที่พระพุทธอาสน์ของวัดประจำรัชกาล เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่น่าสังเกตประการหนึ่ง คือการถวายเครื่องต้นทรงพระบรมศพที่ประกอบด้วยภูษาอาภรณ์และเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ที่เสมือนเครื่องทรงของพระพุทธรูปทรงเครื่องต้นอย่างจักรพรรดิราช รวมถึงการนำพระชฎาและเครื่องประดับไปหลอมยุบเพื่อหล่อเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์นั้น สะท้อนถึงคติความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์เปรียบประดุจพระพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นสมมติเทพ ขั้นตอนต่างๆ ที่ตามมาในพระราชพิธีพระบรมศพได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน พระราชพิธีพระบรมศพจึงเป็นพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณีที่จัดขึ้นอย่างประณีตและยิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศแห่งพระเจ้าแผ่นดิน

พัฒนาการธรรมเนียมไว้ทุกข์ จากระเบียบรัฐสู่มารยาทสังคม

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เขียนบทความพัฒนาการธรรมเนียมไว้ทุกข์ จากระเบียบรัฐสู่มารยาทสังคม ได้สาธยายไว้ว่า นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับธรรมเนียมการไว้ทุกข์ โดยเฉพาะในเรื่องของการแต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ซึ่งเป็นขนบการไว้ทุกข์แบบใหม่ จนเป็นทำเกิดข้อฉงนในสังคม

ทว่าแท้ที่จริงแล้ว ขนบการไว้ทุกข์ของไทยมีความหลากหลายมากมายตั้งแต่อดีต ทั้งนี้เพราะมีการรับเอาขนบจากโลกภายนอกมาไม่ว่าจากอินเดีย จีน และตะวันตก ผสมผสานกับขนบดั้งเดิมในภูมิภาค ทำให้มีการพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนตามสังคมและสภาวการณ์ของโลก ท้ายที่สุดการที่เราจะยึดติดว่าขนบไว้ทุกข์ที่เคยเห็นกันเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นขนบดั้งเดิมจึงไม่ถูกต้องนัก เพราะสะท้อนการขาดความเข้าใจมิติทางประวัติศาสตร์ไป

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2442 ได้ให้คำจำกัดความว่า การแสดงเครื่องหมายตามธรรมเนียมประเพณีว่าตนมีทุกข์เพราะบุคคลสำคัญในครอบครัวเป็นต้นวายชนม์ไป แต่เอกสารรุ่นเก่าได้ให้สาเหตุของการไว้ทุกข์ ดังในประกาศนุ่งขาวว่า “เครื่องซึ่งแต่งตัวไว้ทุกข์ไปช่วยงานศพ” และในประกาศเรื่องโกนผมว่า “ให้ข้าในกรมโกนศีศะ เปนการแสดงความเคารพ”

จากการสืบค้นเอกสารที่เก่ากว่ารัชกาลที่ 5 เช่น หมายโกนผมในคราวพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต ประกาศโกนผมในคราวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พจนานุกรมฉบับของปาลเลอกัวซ์และของบรัดเลย์ ไม่ปรากฏศัพท์คำว่า “ไว้ทุกข์” แต่เพิ่งจะมาปรากฏในราชกิจจานุเบกษา สมัยรัชกาลที่ 5

ดังนั้น จึงทำให้เชื่อว่ามีแนวความคิดบางประการที่เปลี่ยนแปลงไป ในสมัยรัฐจารีต นับจากกรุงศรีอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้านาย ข้าราชบริพาร และไพร่ จะมีธรรมเนียมการไว้ทุกข์ด้วยการแต่งกายด้วยชุดสีขาว ยกเว้นผ้านุ่งที่จะมีการกำหนดสีสันแตกต่างกันไปตามฐานันดรและตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม นอกจากนี้ ในอดีตยังมีการโกนผมด้วยเพื่อแสดงความอำลัย

ต่อมาเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4-5 เป็นต้นมา เมื่อราชสำนักสยามได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ทำให้มีการกำหนดสีเสื้อผ้าในการแต่งกายไว้ทุกข์ใหม่ สีขาวได้ถูกกำหนดให้ใช้กับผู้ตายที่มีตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมสูงกว่า ในขณะที่สีดำถูกกำหนดให้ใช้ในทางตรงกันข้าม ด้วยการที่สังคมก้าวสู่รัฐสมัยใหม่ที่อิงกับการทำงานตามเวลามากขึ้น ทำให้ราชสำนักจำเป็นต้องกำหนดจำนวนวันในการไว้ทุกข์ที่แน่นอน และยังสร้างระเบียบต่างๆ ขึ้นผ่านเครื่องแบบและประกาศต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อำนาจของสถาบันกษัตริย์ได้ลดลง ทำให้งานพระเมรุถูกลดขนาดลง ไม่ก็ยกเลิกไปสำหรับเจ้านายบางพระองค์ ชุดไว้ทุกข์สีดำที่เป็นชุดของผู้น้อยได้ถูกเลือกขึ้นมาเป็นสีมาตรฐานของงานศพแทน แต่จุดหักเหที่สำคัญที่ทำให้ขนบธรรมเนียมประเพณีในการไว้ทุกข์ทั้งที่อุทิศให้กับเจ้าและขยายไปถึงพระสงฆ์กลับมา คือการก้าวขึ้นมามีอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

อาจกล่าวได้ว่า ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ได้มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อปรับให้ทันสมัยเป็นสากล และสะท้อนการรับเอาวัฒนธรรมที่หลากหลายในสังคม หากแต่ธรรมเนียมการไว้ทุกข์ที่ใช้ปฏิบัติกันในทุกวันนี้ แท้ที่จริงคือกฎระเบียบแบบแผนทางราชการที่ราษฎรนำมาใช้จนกลายเป็นมารยาททางสังคมในท้ายที่สุด

………..

เรียบเรียงข้อมูลจาก : หนังสือ “เสด็จสู่แดนสรวง : ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ”

 

พระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521294

พระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9

  ในช่วงตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา คนไทยได้มีโอกาสเห็นและชื่นชมพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จำนวนมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าปลื้มปีติในการที่จะรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีนิทรรศการที่เกี่ยวกับพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 มากมายในทุกสถานที่ซึ่งมีกิจกรรมเกี่ยวกับงานศิลปะ

จุดสำคัญที่เห็นได้ชัดว่า ศิลปะภาพถ่ายและภาพวาดไม่ได้อยู่ห่างไกลกับผู้คนในสังคมไทย สุนทรียรสผ่านความจงรักภักดีที่กลั่นออกมาจากหัวใจของคนทำงานศิลปะ ไม่จำเพาะการจัดแสดงที่หอศิลป์หรือแกลเลอรี่ต่างๆ แต่พระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ถูกจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองที่เป็นแหล่งรวมผู้คนและการเดินทางไปมาสะดวก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งหลายทั้งปวงสะท้อนให้เห็นว่าในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสถิตอยู่ในหัวใจของศิลปินทุกคนทุกแขนงที่ต่างทำงานออกมา โดยเฉพาะพระบรมสาทิสลักษณ์ที่มีการวาดออกมาเพื่อรำลึกถึงพระองค์ด้วยความชำนาญและความสามารถของศิลปินแต่ละคนที่ถ่ายทอดออกจากห้วงลึกของหัวใจ

ในช่วงเวลาที่เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนคนไทยจะได้มีโอกาสชมพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างเต็มอิ่ม ซึ่งคงจะมีให้ชมกันไปอย่างยาวนานแน่นอน โดยสามารถติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับงานนิทรรศการศิลปะต่างๆ ที่จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์และพระบรมสาทิสลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อไปชม รำลึกในพระหากรุณาธิคุณ และส่งพระองค์เสด็จสู่แดนสรวง

 

3 ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายของกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521292

3 ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายของกระดูก

กระดูกเป็นอวัยวะที่ถูกสร้างและเสื่อมสลายไปตามเวลา แต่จะมีบางปัจจัยที่ไปเร่งการสลายของกระดูกมากขึ้น

กระดูกเป็นอวัยวะสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของร่ายกาย หลายคนอาจคิดว่ากระดูกเป็นอวัยวะที่แข็งแรง คงทน แต่แท้จริงแล้วเซลล์กระดูกสามารถถูกสร้างและเสื่อมสลายไปได้ตามกาลเวลา โดยช่วงวัยเด็กถึงวัยรุ่นจะเป็นช่วงที่กระดูกพัฒนาเร็วมาก เซลล์สร้างกระดูกจะทำงานเร็วกว่าเซลล์สลายกระดูก พออายุ 20-25 ปี กระดูกจะมีความแข็งแรงมากที่สุด และช่วงอายุ 30-40 ปี ร่างกายจะเริ่มสร้างกระดูกช้าลง กระดูกจึงค่อยๆ บางลงตามอายุที่มากขึ้น แต่ก็จะมีปัจจัยบางอย่างที่ไปเร่งการสลายกระดูกก่อนวัยอันควรได้

1. ภาวการณ์อักเสบ – การอักเสบทำให้ร่างกายหลั่งสารที่เป็นตัวกระตุ้นเซลล์สลายกระดูกที่เรียกว่า RANKL เมื่อเกิดการอักเสบเรื้อรัง เซลล์สลายกระดูกจะถูกเร่งให้ออกมาสลายเนื้อกระดูกมากกว่าปกติ จนนำมาสู่โรคกระดูกพรุน

2. ระดับฮอร์โมนเพศ – ฮอร์โมนเพศมีหน้าที่ควบคุมการสร้างและการสลายเซลล์กระดูกให้สมดุล เมื่ออายุเกิน 30 ปี ระดับฮอร์โมนเพศจะเริ่มลดลง และลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่วัยทอง ส่งผลให้การสร้างช้ากว่าการสลาย ดังนั้น เราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มวลกระดูกของเราจะลดลงเมื่อสูงวัยขึ้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. วิถีชีวิต – ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย นอนหลับไม่เพียงพอ ชอบกินแป้ง น้ำตาล มักทำให้ฮอร์โมนบางชนิดสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดสภาวะอักเสบเรื้อรัง

 

รมิดา ธนาจรัสรัช งานอาสารู้สึกถึงคำว่า ‘เสียสละ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521291

รมิดา ธนาจรัสรัช งานอาสารู้สึกถึงคำว่า ‘เสียสละ’

 โดย ราตรีแต่ง

เมื่อได้ทราบข่าวสำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะพสกนิกรไทย

“น้ำทิพย์” รมิดา ธนาจรัสรัช จึงรวมตัวกับเพื่อนสนิททำงานจิตอาสา เพื่อทำความดีถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ครั้งสำคัญที่สุด

มีข่าวว่าประชาชนหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ตั้งใจเดินทางมากราบพระบรมศพ ซึ่งอาจจะไม่ได้เข้าในพระราชวัง เพราะเสื้อผ้าไม่สุภาพ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รมิดา และกลุ่มเพื่อนจึงจัดจุดบริการให้ยืมชุดเสื้อผ้าดำไว้ทุกข์ โดยทุกคนมีความตั้งใจสูง เริ่มรวบรวมระดมทุนจากเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และผู้อยากมีส่วนร่วมทำความดีในครั้งนี้

“ความตั้งใจทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากตอนเด็กๆ เลยค่ะ ทิพย์ได้เห็นคุณพ่อ (พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์) รับราชการทหารได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ ได้ทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทในหลวง รัชกาลที่ 9 คุณพ่อเล่าให้ฟังตลอดค่ะว่าพระองค์ท่านทรงงานเหนื่อยขนาดไหนเพื่อประชาชนทั่วทั้งประเทศ ทำให้ซึมซับในความจงรักภักดีที่คุณพ่อและคุณแม่มีต่อพระองค์ท่าน”

การจัดจุดให้บริการยืมเสื้อผ้าโทนสีดำเพื่อคนยากจน ซึ่งเป็นชุดเหมาะสมตามที่สำนักพระราชวังกำหนด ในช่วงแรกมาตรฐานค่อนข้างเคร่งครัด เสื้อผ้าต้องเป็นสีดำล้วน ห้ามสีลวดลาย ห้ามใส่เสื้อยืดคอกลม คอวี

น้ำทิพย์ บอกว่า บางคนไม่มีเลย จึงนำเสื้อโปโลสีดำสำหรับหญิงและชาย ผ้าถุง กางเกงสแล็กส์ เนกไท รวมถึงรองเท้าหุ้มส้นสีดำที่เพื่อนๆ รวบรวมของกันมาที่บูธ โดยได้รับความอนุเคราะห์ประสานพื้นที่จาก สน.ชนะสงคราม

โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 ช่วงแรกประชาชนไม่ทราบว่ามีจุดบริการให้ยืมชุดสีดำ เมื่อเผยแพร่ข่าวจากสื่อมวลชน จึงมีหน่วยงานเอกชน บุคคลต่างๆ ร่วมบริจาคเสื้อโปโล ผ้าถุง รองเท้า กางเกงเข้ามาร่วมมากมาย ทำให้มีเสื้อผ้าจำนวนมากพอบริการประชาชน จนถึงวันสุดท้ายที่ให้เข้ากราบพระบรมศพรวมทั้งสิ้น 342 วัน

“งานอาสารู้สึกถึงคำว่าเสียสละ การเป็นผู้ให้เพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอย่างแท้จริงค่ะ ซึ่งในแต่ละวันต้องพบเจอกับประชาชนทุกรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งการชื่นชม การต่อว่าในการให้ข้อมูลสำหรับการแต่งกายที่ถูกต้อง การแสดงท่าทีไม่เปลี่ยนชุด เพราะคิดว่าชุดใดก็สามารถเข้ากราบได้

แต่ส่วนใหญ่ก็จะได้รับคำขอบคุณ และรอยยิ้มกลับมา ทุกๆ เหตุการณ์เป็นบททดสอบจิตใจของเราอย่างหนึ่ง ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี ทำให้ทั้งยิ้มกับน้ำใจ มิตรภาพ และร้องไห้เพราะความท้อหลายต่อหลายครั้ง” น้ำทิพย์ เล่าแบบน้ำตารื้นๆ

“ทุกครั้งที่ท้อเราก็จะนึกถึงพระองค์ท่าน พอได้สติเราได้ทบทวนว่าทั้งหมดที่ทำไปเพื่อใคร พระองค์ทรงเหนื่อยกว่าเราเพื่อปวงชนชาวไทยมาตลอด 70 ปี เพียงแค่นี้เราไหว เราต้องทำได้ ทั้งหมดนี้เป็นจุดที่ทำให้เราสู้ต่อไป

ประชาชนของพ่อมีหลายรูปแบบค่ะ เราต้องรองรับอารมณ์ผู้คนที่เข้ามา มีทั้งคนยากไร้ไม่มี ไปจนถึงคนที่มีและแต่งกายผิดระเบียบค่ะ ส่วนใหญ่ใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายสีขาว ซึ่งจริงๆ ต้องเป็นสีดำล้วน บางคนก็เป็นผ้าลูกไม้ซีทรู ซึ่งดูไม่เหมาะสม บางคนก็เป็นสูทสีน้ำเงิน สีน้ำตาล ซึ่งต้องเป็นสีดำล้วน

ก็เข้าใจว่าทุกคนก็ไม่ได้มีเสื้อผ้าสีดำพร้อม บางคนอุตส่าห์ไปยืมเพื่อนบ้านแต่ก็ยังไม่ถูกต้องตามระเบียบ แต่พอเราแนะนำทุกคนก็ยอมค่ะเปลี่ยนเพื่อแต่งกายให้สมพระเกียรติในการเข้ากราบพระองค์ท่าน”

สิ่งที่ประทับใจน้ำทิพย์มากๆ คือมีคุณตาคุณยายมายืมชุดไปแล้วเดินเอาชุดกลับมาคืน ซึ่งระยะทางเดินมาคืนชุดก็ไกลพอสมควร บางคนก็เดินไมค่อยไหว

“คือซาบซึ้งในความตั้งใจและความซื่อสัตย์ ก็ต้องบอกว่าการนำชุดมาคืนเพื่อจะได้มีชุดไว้สำหรับให้ประชาชนคนอื่นได้ยืมต่อไปนะคะ บางคนสติไม่สมประกอบ หรือพิการเดินไม่สะดวก ก็มาต่อแถวเข้ากราบพระองค์บ่อยครั้ง จนเป็นขาประจำในการยืมชุด เราเลยให้ชุดไปโดยไม่ต้องลำบากมาคืน บางคนยกมือไหว้และขอบคุณเราทั้งน้ำตา เป็นสิ่งที่ได้กลับคืนมา เป็นภาพความประทับใจที่จำไม่รู้ลืมค่ะ”

น้ำทิพย์ บอกเล่าถึงความรู้สึกที่ออกมาจาห้วงลึกภายในของตัวเธอว่า การได้เห็นคนจากทุกระดับของสังคม ได้พบคนทุกรูปแบบ ได้พบมิตรภาพกับเหล่าจิตอาสาที่มีหัวใจดวงเดียวกัน รวมตัวกันเพื่อทำงานเพื่อสังคม เห็นรอยยิ้ม และคราบน้ำตาของความปลื้มปีติกับคนที่เข้ากราบพระองค์ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ค่อนข้างยาวนาน จิตอาสาทุกคนเข้ามาที่บูธเพื่อมาช่วยกันแบบไม่เคยย่อท้อ

“เราทุกคนเป็นจิตอาสาโดยแท้ที่มารวมตัวกัน โดยไม่ได้ค่าตอบแทน ทุกคนมีใจตั้งมั่นมากๆ ทุ่มเทมากๆ แม้ว่าทุกคนมีภาระหน้าที่ต่างกันมีทั้งทำงานประจำ หรือทำธุรกิจส่วนตัว ได้แต่ความปีติในใจกับการได้ทำเพื่อพ่อหลวง ได้ความรู้สึกอบอุ่นรักใคร่กลมเกลียวสำหรับอาสาด้วยกัน”

จนถึงวันสุดท้ายที่สิ้นสุดการเข้ากราบพระบรมศพ น้ำทิพย์และทีมจิตอาสาภูมิใจได้ทำความตั้งใจได้ทำสำเร็จตลอด 342 วัน

“ทิพย์ขอจดจำสิ่งเหล่านี้ไปเล่าให้รุ่นลูกรุ่นหลานเราฟังได้ ต่อจากวันนี้จิตอาสาทุกคน ในจุดบริการเปลี่ยนชุดเพื่อกราบพ่อ ตั้งใจรวมตัวกันทำความดีเพื่อคนอื่นต่อไปค่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน ซึ่งอาจจะไม่ได้ไปเป็นหมู่คณะ แต่เป็นบริการในจุดต่างๆ ที่ตัวเองถนัดค่ะ”

 

กาณต์จีรา สุกสี นักเรียนโรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ มีพระราชาเป็นครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 18:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522385

กาณต์จีรา สุกสี นักเรียนโรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ มีพระราชาเป็นครู

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

“ตอนอยู่ ม.6 พระองค์ทรงถามก่อนเสด็จฯ กลับว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เรายังไม่ทันได้ตอบ พระองค์ตรัสว่า จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี กลับมาทำประโยชน์ให้กับสังคม”

แพร-กาณต์จีรา สุกสี เล่าถึงนาทีสำคัญในชีวิต ที่เป็นดังแสงส่องทางให้เธอประกอบสัมมาชีพ

ปัจจุบัน กาณต์จีราทำงานเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

อดีตเธอเป็นนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล และนักเรียนทุนพระราชทาน มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ

โรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ ชื่อ วังไกลกังวล

“ถ้ามีคนถามว่าจบมาจากโรงเรียนไหน จงบอกเขาเถิดว่า มาจากโรงเรียนบ้านนอกเล็กๆ ที่ชื่อ วังไกลกังวล”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ติดไว้เตือนใจนักเรียนทุกรุ่น ณ โรงเรียนวังไกลกังวล

ตัวอักษรนี้กาณต์จีราอ่านทุกวัน และก็รู้สึกภาคภูมิใจ เมื่อเวลาล่วงเลยตั้งแต่เข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จวบจนวันนี้ กาณต์จีราสามารถถ่ายทอดพระบรมราโชวาทนี้ได้โดยไม่ต้องอ่านตามตัวอักษร และไม่ใช่การท่องจำ หากทุกๆ คำฝังแน่นในสามัญสำนึก และเธอภาคภูมิใจยิ่งนัก

กาณต์จีรา อาศัยที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ่อ พี่ชาย พี่สาว ก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวังไกลกังวล และปี 2543 เธอมีโอกาสเข้าเรียน

“รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะมีแค่ถนนเส้นเล็กๆ กั้นระหว่างโรงเรียนกับพระราชวัง เวลาเดินไปโรงเรียนแพรจะชะเง้อมองตลอด และในพระราชวังมีแบ่งเขตเป็นสวนสาธารณะให้ประชาชนมาวิ่ง เด็กนักเรียนเรียกกันว่า ทะเลน้อย เพราะตรงนั้นจะมีสระน้ำอยู่ เคยเข้าไปตอนเรียนวิชาพละ

อยู่โรงเรียนก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป มีซนบ้าง แต่ไม่เสียงดังมาก และเรียบร้อย เพราะโรงเรียนมีผู้ใหญ่มาบ่อยๆ

เวลามีขบวนเสด็จเราก็จะชะเง้อมองตลอด แต่ไม่เคยเห็นพระองค์ เห็นแต่รถยนต์พระที่นั่งที่วิ่งผ่านไป ตอนนั้นก็มีความคิดเหมือนคนอื่นๆ อยากเห็นในหลวงใกล้ๆ บ้าง”

ลูกศิษย์ของพระเจ้าแผ่นดิน

กาณต์จีรา เล่าว่า เมื่อก่อนไม่เคยจดบันทึกความทรงจำในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนวังไกลกังวล แต่เนื่องด้วยได้ไปออกรายการโทรทัศน์ต่างๆ มีสื่อมวลชนจากหลายสำนักมาขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเป็นนักเรียนและได้ถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9

ทำให้เธอต้องจดบันทึกเพื่อย้อนดูว่าได้กล่าวสิ่งใดผิดพลาดไปบ้างจะได้นำมาแก้ไข หรือมีความตอนใดตกหล่นไม่ได้นำมาเล่าทั้งๆ ที่น่าสนใจ และอีกประการสำคัญในยามแก่เฒ่า ไม่แน่เธออาจจะหลงลืม การจดบันทึกไว้จะเป็นสมบัติล้ำค่าของตัวเองและของวงศ์ตระกูล

การเรียนการสอนในโรงเรียนวังไกลกังวล นอกจากเรียนกับคุณครูแล้ว ยังได้เรียนกับครูตู้ ซึ่งเป็นการสอนผ่านจอ นักเรียนร่วมเรียนไปพร้อมกันหลายแห่งทั่วประเทศ

บางครั้งห้องเรียนของเธอก็ถูกเลือกเป็นนักเรียนของครูตู้เสียเอง “ช่วงแรกๆ ไม่ค่อยชินที่เรียนไปมีกล้องมาจับแล้วถ่ายทอดสด บางทีเราก็ไม่กล้าที่จะถามคุณครู แต่พี่ๆ ทีมงานบอกให้ทำตัวปกติ อย่าเกร็ง พอผ่านไปนานๆ ก็ไม่รู้สึกแล้ว เรียนถามตอบได้ปกติ ลืมว่ามีกล้องอยู่”

อีกการเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต คือการได้ร่วม “รายการศึกษาทัศน์” ตั้งแต่ ม.1-6 เป็นรุ่นแรกของรายการ ซึ่งเป็นรายการที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชประสงค์ให้จัดทำขึ้น และออกอากาศผ่านระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน

“หลังจากได้ทำรายการมีคนถามกันเยอะมาก ทำไมเราได้ถูกคัดเลือกให้ดำเนินรายการ เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ต้องมีเส้นสายแน่ๆ ไม่ใช่เลยค่ะ แพรเป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดา ครอบครัวก็ฐานะปานกลาง กำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก วันนั้นมาโรงเรียนทำกิจกรรมดนตรีไทย พี่ทีมงานชวน”

ความคิดในวัยเยาว์ แค่ได้ทัศนศึกษานอกโรงเรียน ประหนึ่งท่องเที่ยวด้วยนั้น จะพลิกชีวิตของตัวเอง และจะได้มีโอกาสตามเสด็จฯ ในหลวง รัชกาลที่ 9

“คนอาจมองว่าโชคดีมาก แต่สำหรับหนูถือเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นมงคลชีวิตค่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เป็นลูกศิษย์ของพระเจ้าแผ่นดิน”

กาณต์จีราเล่าย้อนเหตุการณ์ที่มิอาจลืม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “ครู” สอนกาณต์จีราและเพื่อนๆ

“ตอนแรกที่ถ่ายทำชื่อ น้ำพระทัยจากในหลวง เกี่ยวกับฝนหลวง คุณครูพาไปพบวิทยากร เรานักเรียน 4 คน ก็ถามมีสคริปต์ให้ เทปแรกๆ ก็เกร็งๆ แต่ทำไปนานๆ ก็ถามเองตามความสนใจของเราได้”

ความทรงจำจากครั้งแรกนี้เองที่กาณต์ จีราบอกว่า แม้จะเล่าเป็นพันๆ ครั้งก็ไม่เบื่อและอยากจะเล่า พลาดไม่ได้เด็ดขาด คือ การเล่นดรายไอซ์ตามประสาเด็กที่รู้สึกสนุกเวลาเห็นควันพวยพุ่ง หากแต่พี่ๆ ทีมงานได้บันทึกเทปไว้ และในหลวงทอดพระเนตร

“ผ่านมาเกือบ 3 ปี ได้ตามเสด็จฯ ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง (30 ต.ค. 2544) เรื่องฝนหลวง พระองค์ทรงจำได้ และบอกว่าเล่นดรายไอซ์อันตราย ซึ่งพี่ทีมงานก็บอกแล้วว่า ทุกเทปจะส่งให้พระองค์ตรวจสอบ พระองค์เปรียบเป็นโปรดิวเซอร์ของรายการ”

ณ โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า (6 ต.ค. 2544) สถานที่แรกที่เธอได้ตามเสด็จฯ “รู้ตัวล่วงหน้าวันเดียวว่ามีครูพิเศษมาสอน คือ ในหลวง ตอนนั้นกังวลมาก แม่ก็ช่วยหาเสื้อผ้าชุดใหม่ ดูสะอาดที่สุด คือรู้ตัวเย็นแล้วค่ะ ถ้ามีเวลาหนูก็อยากซื้อใหม่ แต่ตอนนั้นไม่ทันจริงๆ”

พอถึงวันเนื้อตัวเย็นเฉียบ ในใจท่องคำราชาศัพท์เพราะเกรงใช้ผิด ยืนตัวเกร็งไม่กระดุกกระดิกอย่างเคย

“ได้ไปชมการสาธิตการบำบัดน้ำในตู้บำบัดน้ำ ในการทดสอบคือปล่อยปลาทองที่ไวต่อน้ำลงในบ่อที่ได้รับการบำบัดระยะแรก

ปลาทองกระโดดตกลงมาหน้าพระพักตร์ เรายังตกใจอยู่ ได้ยินเสียงพระองค์บอกว่า ช่วยชีวิตปลาด่วน เราก็ลุ้นพี่ก็ช่วยกัน ปลารอดค่ะ”

ยังมีเหตุการณ์ที่เป็นการน้อมนำมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตกระทั่งปัจจุบัน “ท่านทอดพระเนตรเห็นเด็กๆ ถือสมุดจด พอจะเสด็จฯ กลับท่านก็บอกว่า ที่เห็นจดๆ ต้องจำ ไม่ใช่ไม่จดแต่ไม่จำไม่เกิดประโยชน์ ให้ทำความเข้าใจที่เราจดด้วยแล้วเราก็ตอบพร้อมกัน เพคะ”กราบฉลองพระบาท

แม้จะเล่าเหตุการณ์ตอนตามเสด็จฯ อยู่หลายครั้ง แต่กาณต์จีราก็จะนึกเรื่องใหม่ๆ ได้อยู่เสมอนั้น เพราะมีความทรงจำที่ประทับใจ สูงสุดหลายสิ่ง

“พี่ทีมงานบอกว่า พยายามให้พระสุรเสียงของท่านเข้าไวร์เลสหนูด้วย เผื่อของพระองค์เสียจะได้มีสำรอง แล้วตอนที่จะเสด็จฯ กลับ หนูยืนแถวหน้าก็พยายามยืนตรงท่าน แล้วตอนก้มกราบก็กราบไปที่ฉลองพระบาทแล้วเอามือมาลูบหัว ไม่ได้เงยหน้าสบตา หนูคิดแค่ว่าเป็นจังหวะที่ดีครั้งแรกในชีวิต ไม่รู้ว่าจะมีครั้งที่สองที่สามอีกไหม”

หรือพระอารมณ์ขันที่พระองค์ตรัสกับทีมงานว่า “ให้ปิดรายการด้วยไหม” นั้นแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทอดพระเนตรทุกเทปรายการจริงๆ

มีครั้งหนึ่งทรงถามว่า “รู้ไหมว่า ฝ.ล. (ชี้ไปที่กระเป๋าเสื้อของข้าราชบริพาร) ย่อมาจากอะไร”

นักเรียนตอบพร้อมกันว่า “ฝนหลวงเพคะ”

พระองค์ก็ตรัสว่า “ย่อมาจากฝูงลิง” ซึ่งช่วยลดความเกร็งให้แก่เด็กๆ ได้

พระองค์ทรงมีพระเมตตามาก “พี่ทีมงานเล่าให้ฟัง มีตอนหนึ่งกล้องจับภาพนักเรียนในรถชมวิวข้างทาง แล้วกล้องจับไปที่ประตูรถไม่ได้ลงกลอน ภาพนั้นเพียงวินาทีเดียวเอง ท่านทรงเรียกทีมงานไปเตือนว่า อย่าลืมล็อกประตูรถทุกครั้ง จะเป็นอันตรายต่อเด็ก”

การตามเสด็จฯ ครั้งที่ 3 คือ พื้นที่ป่าชายเลนเขตป่าสงวนแห่งชาติคลองเก่า-คลองคอย (16 พ.ย. 2545)

“ยุงตัวใหญ่กัดเจ็บมาก ทางเดินก็เป็น กรวด เวลาคุกเข่าหัวเข่าเป็นรอยบุ๋มเต็มไปหมด แต่ตอนนั้นเราลืมความเจ็บความเหนื่อย โฟกัสไปที่พระองค์ เพราะเราเดินไปไหนท่านก็ไปเหมือนกัน โดนยุงกัดเหมือนกัน มองดูจากด้านหลังเสื้อท่านก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ”

ครั้งที่ 4 โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนา สิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย (15 ก.ค. 2557) “มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตามเสด็จด้วย ตอนนี้อยู่ ม.6 แล้ว คิดว่าเป็นครั้งสุดท้ายแน่ๆ

ขณะรอกราบส่งเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ กราบทูลในหลวงว่า เด็กกลุ่มนี้ตามเสด็จตั้งแต่เด็กๆ บัดนี้กำลังจะจบ ม.6

ในหลวงก็ทรงมีพระอารมณ์ขันตรัสว่า นึกว่าจบมานานแล้ว ถ้ามีตามเสด็จอีกให้ปลอมตัวเป็นนักเรียนมาใหม่”

กาณต์จีรา เล่าด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา และในครานั้นยังมีเหตุการณ์สำคัญ คือ “พระองค์เดินไปที่รถยนต์พระที่นั่งยกกล้องมา เรียกเด็กที่ตามเสด็จตั้งแต่เด็กจนจะจบ ม.6 มาถ่ายรูป ซึ่งวันนั้นมี 2 คน แพรกับเพื่อน ตอนนั้นเพิ่งเข้าใจว่าคนดีใจจนร้องไห้เป็นยังไง”

สานต่อพระราชปณิธาน

หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนวังไกลกังวล กาณต์จีราได้รับทุนพระราชทาน มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จนจบระดับปริญญาโท และทำการที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ทันที

“ได้เข้าเฝ้าฯ ครั้งสุดท้ายตอนเรียนจบปริญญาตรี (พ.ศ. 2552) ท่านเสด็จฯ มาทอดพระเนตรแข่งเรือที่เขาเต่า แพรเป็นคนกล่าวถวายรายงาน ข้าพเจ้าอดีตนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ได้เคยตามเสด็จในรายการศึกษาทัศน์ ตอนนี้ศึกษาจบปริญญาตรีและทำงานที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ…

ท่านก็ตรัสถามว่า สบายดีไหม แพรตอบ สบายดีเพคะ”

จากนั้นเธอก้มลงกราบพระบาท แต่คราวนี้ไม่โดนฉลองพระบาท และไม่ลืมเอามือลูบศีรษะเป็นมงคลชีวิตอีกครั้ง

“ทุนไม่มีสัญญาว่าต้องกลับมาทำงานชดใช้ แต่เรารู้สึกว่าเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณตั้งแต่เด็ก เมื่อเรามีโอกาสได้อยู่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ที่พระองค์พระราชทานกำเนิด เพื่อพระราชทานความห่วงใยให้แก่ผู้ประสบภัย อย่างน้อยเราได้สานต่อพระราชปณิธานของพระองค์

เวลาไปออกพื้นที่ประสบภัย เราเหมือนได้นำความห่วงใยของพระองค์ไปมอบให้ประชาชน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ถุงสีเขียวคือถุงยังชีพ พระราชทานเป็นกำลังใจจากพระราชา

มีเหตุการณ์น้ำท่วมตอนปี 2554 มีพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่มีใครไปถึง น้ำท่วมมิดชั้นหนึ่ง เราแล่นเรือไปประกาศให้ชาวบ้านรู้ มี คุณยายเปิดหน้าต่างจากชั้น 2

แพรบอกคุณยายนำถุงพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาให้ แล้วมีพระรูปให้ด้วย แพรจำความรู้สึกนั้นได้ คุณยายจับพระรูปยกมือไหว้ท่วมหัว เหมือนรอใครสักคนมาถึง ไม่มีหน่วยงานไหนมาถึง แต่ถุงจากพระราชามาถึง

ในการทำงานจุดนี้แพรรู้สึกว่าได้เป็นผู้รับด้วย เวลาลงพื้นที่เอาสิ่งของไปแจก เหมือนเรานำความห่วงใยของพระราชาไปให้เขา ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่มีความทุกข์ แต่เขามีความสุขเมื่อได้รับของพระราชทาน

จุดนี้เราได้ทำงาน ได้เอาของล้ำค่า ไปเยียวยาความรู้สึกสูญเสีย เรานำกำลังใจไปให้ บางคนเป็นผู้บริจาคเงินให้มูลนิธิ พอเขากลายเป็นผู้ประสบภัย เขาไม่คิดว่าเขาจะได้รับกลับคืน”

ทุกวันนี้สิ่งที่กาณต์จีรายึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตคือ “แพรได้เห็นพระองค์ทรงงานหนัก เวลาที่รู้สึกท้อ เดินทางไกลยากลำบาก เราเหนื่อยแค่นี้ยังไม่เท่าเศษเสี้ยวของสิ่งที่พระองค์ทำ”

เหมือนพระราชดำรัสของพระองค์ “ทำงานกับฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขที่ได้ทำกับผู้อื่น”

สิ่งนี้กาณต์จีราได้ตระหนักแล้ว

 

3 คุณประโยชน์ของน้ำแร่ธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 17:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521178

3 คุณประโยชน์ของน้ำแร่ธรรมชาติ

ปัจจุบันเทรนด์การดื่มน้ำได้เปลี่ยนไป น้ำแร่ธรรมชาติจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพ

หลายคนอาจเคยสงสัยว่าน้ำแร่ต่างจากน้ำเปล่าทั่วไปอย่างไร แท้จริงแล้วการดื่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอะไรก็ตามก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น แต่หากเลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ ก็จะยิ่งได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากน้ำแร่ธรรมชาติมักจะมีแร่ธาตุมากกว่าน้ำดื่มทั่วไป ทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟลูออไรด์ โซเดียม ไบคาร์บอเนต และซัลเฟต ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้สุขภาพของเราดียิ่งขึ้น

1. เนื่องจากน้ำแร่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และฟลูออไรด์ จึงทำให้มีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน

2. น้ำแร่สามารถช่วยปรับสมดุลร่างกายได้ เนื่องจากโพแทสเซียมจะทำงานร่วมกับโซเดียม ในการรักษาสมดุลของเกลือแร่ ความเป็นกรดเป็นด่างของร่างกาย ช่วยให้การทำงานของระบบหลอดเลือดหัวใจทำงานได้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตเพื่อป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ส่งเสริมการทำงานของระบบร่างกาย โดยไบคาร์บอเนตจะช่วยส่งเสริมการทำงานของแคลเซียมและแมกนีเซียมในร่างกาย ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงซัลเฟตซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกรดอะมิโน ที่เป็นหน่วยย่อยของโปรตีนที่จำเป็นในร่างกาย

 

5 วิธีดูแลสมองให้แข็งแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 15:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521173

5 วิธีดูแลสมองให้แข็งแรง

สมองก็เหมือนกับร่างกายส่วนอื่นๆ ที่จำเป็นต้องดูแลและบริหารสมองอยู่เสมอ

นอกจากร่างกายส่วนอื่นๆ แล้ว สมองก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญมาก และจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างดี รวมไปถึงหมั่นบริหารสมองอยู่เสมอ เพื่อให้สมองแข็งแรงนั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอยู่คู่กับเราไปนานๆ

1. โภชนาการ – ดูแลให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และทานอาหารเช้าทุกวัน เพราะอาหารเช้าจะเป็นตัวช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของสมอง

2. พักผ่อนให้เพียงพอ – การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทั้งในด้านการใช้ความคิด และการตื่นตัวของสมอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ฝึกสมอง – ร่างกายที่แข็งแรงจำเป็นต้องได้รับการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่นเดียวกับสมองของเรา การใช้สมองในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงเกมที่ใช้สมอง เช่น หมากกระดาน เกมคำศัพท์ เกมประเภทตัวเลข ล้วนเป็นการบริหารสมองที่ดีทั้งสิ้น

4. ออกกำลังกาย – ควรออกกำลังกายให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดอย่างเต็มที่ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง การออกกำลังกายจะมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองส่วนของการตัดสินใจและความจำด้วย

5. จัดการความเครียด – สมองของเราทำงานได้ดีในขณะที่เรามีความสุข พยายามลดภาวะความเครียด ผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิ หางานอดิเรก หรือไปเที่ยวพักผ่อนเมื่อรู้สึกว่ามีความเครียดมากจนเกินไป

 

4 สัญญาณเตือนเล็บเสียสุขภาพแย่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521159

4 สัญญาณเตือนเล็บเสียสุขภาพแย่

ลักษณะของเล็บที่บ่งบอกว่าเป็นเสียเสีย อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในอนาคต

เล็บถือเป็นส่วนเล็กๆ ในร่างกายที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ทำชอบทำเล็บและโดนสารเคมีกันอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้เล็บที่มีสุขภาพดีจะต้องผิวเรียบ ไม่ขรุขระ หนาและแข็งกำลังพอดี แต่หากเล็บเริ่มที่จะมีสุขภาพไม่ดีแล้ว อาจมีสัญญาณบอกมากมาย ซึ่งสัญญาณเหล่านั้นอาจจะบอกโรคที่เราเสี่ยงที่จะเป็นได้อีกด้วย

1. เล็บบาง – โดยปกติแล้วเล็บสุขภาพดีจะต้องแข็งและหนากำลังพอดี หากเล็บบาง เปราะง่าย อาจเป็นสัญญาณของเล็บเสีย ซึ่งมักเกิดจากการล้างมือบ่อยๆ โดนน้ำบ่อย หรือทำเล็บเป็นประจำ

2. เล็บหนาผิดปกติ – นอกจากเล็บบางแล้ว การที่เล็บหนาผิดปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายเล็บ อาจเกิดจากโรคเชื้อรา หรือโรคสะเก็ดเงินได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. เล็บผิดรูป – เล็บที่สุขภาพดีทั่วไปจะมีลักษณะเรียว ขึ้นแบบตั้งตรง โค้งมนเล็กน้อย หากเล็กเริ่มมีลักษณะแอ่นผิดรูปเหมือนช้อน อาจเกิดจากภาวะโลหิตจาง หรือขาดธาตุเหล็ก หรือหากเล็บมีสีผิดปกติ เล็บขาวครึ่งเล็บ หรือพบจุดขาวๆ บนเล็บ อาจเป็นสัญญาณบอกว่ากำลังขาดสารอาหารอย่างอยู่

4. ผิวหนังรอบเล็บผิกปกติ – หากผิวหนังรอบเล็บมีอาการบวมแดง เป็นขุย มีสีเขียว รอบเล็บขรุขระเหมือนเป็นเชื้อรา แต่ไม่ใช่เชื้อรา อาจเกิดจากการที่เล็บโดนน้ำยาทำความสะอาด พอโดนสารเคมีซ้ำๆ จึงทำให้เกิดการอักเสบ และบวมแดงได้