ลูกประคบไมโครเวฟ ตอบโจทย์ออฟฟิสซินโดรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521140

ลูกประคบไมโครเวฟ ตอบโจทย์ออฟฟิสซินโดรม

คลายปวดกล้ามเนื้อด้วยลูกประคบสมุนไพรไทยที่ถูกปรับให้ทันสมัยและใช้งานสะดวกขึ้น

สองหนุ่มสาวพนักงานประจำที่อยากจะทำธุรกิจของตัวเองกับเขาบ้างอย่าง ษิญาดา ดำรงเดชาพันธ์ (นุ่น) และนพดล ญาณพจน์ (ดล) จับมือกันทำแบรนด์ “Maleeya Natural Products” ลูกประคบในรูปลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยใช้งานสะดวก

จุดเริ่มต้นเกิดจากนุ่นที่ชอบศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัด สมุนไพรไทย ใช้สินค้าที่ทำมาจากวัตถุดิบธรรมชาติ และที่สำคัญคือ ชื่นชอบการนวด พอถึงช่วงอายุหนึ่งก็อยากจะมีธุรกิจของตัวเอง จึงมองหาผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ และคิดว่าสินค้าที่มีความเป็นไทยน่าจะเหมาะกับตลาดต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

เมื่อเล็งตลาดตรงนี้ ก็เริ่มมองหาสินค้าที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยตั้งแต่แรกเห็น นั่นก็คือ “ลูกประคบสมุนไพรไทย” ที่มีชื่อเสียงเรื่องคลายปวดกล้ามเนื้อ แต่ด้วยที่คนส่วนใหญ่ เมื่อเห็นลูกประคบจะนึกถึงความยุ่งยากในการใช้งาน ต้องนึ่งลูกประคบ หรือต้องไปทำที่ร้านนวดเท่านั้น นุ่นจึงปิ้งไอเดียที่จะทำลูกประคบสมุนไพรให้ใช้งานง่ายและสะดวกมากๆ สำหรับคนยุคสมัยนี้ ส่วนดลมีความรู้ด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ จึงรับหน้าที่ออกแบบแพ็กเกจให้ดูทันสมัย ซึ่งถือว่าเป็นความลงตัวตามโจทย์ที่ทั้งสองคนคิดไว้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ลูกประคบของ Maleeya Natural เป็นสูตรโบราณดั้งเดิมที่คัดสรรสมุนไพรมากกว่า 10 ใส่ลงไป ที่เด่นๆ คือ ไพรและว่านนางคำอบแห้ง มีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ผลิตโดยกลุ่มแม่บ้านที่มีภูมิปัญญาด้านนี้โดยเฉพาะ นุ่นนำมาปรับใช้ใหม่ ทำแค่ 2 ขั้นตอนเท่านั้น ไม่ต้องนึ่งให้เสียเวลา แค่นำลูกประคบแช่น้ำแล้วนำเข้าไมโครเวฟทำให้ร้อนแล้วนำมาใช้ได้เลย ใช้ง่ายและรวดเร็ว แต่ถ้าใครอยากนึ่งแบบดั้งเดิมก็สามารถทำได้เช่นกัน 1 ลูกสามารถใช้ซ้ำได้ 4 – 5 ครั้ง

ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่วัยทำงาน ที่นั่งทำงานเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม ก็สามารถมาแตะประคบผ่อนคลายในเวลานั่งทำงานได้ง่ายๆ ซึ่งยุคสมัยนี้ คนเริ่มกลับมาตามหาสิ่งที่เป็นธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่แต่กลุ่มลูกค้าสูงอายุเท่านั้น โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติทั้งเอเซียและยุโรป จะชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มาก เพราะจากรูปลักษณ์และคุณสมบัติที่บ่งบอกความเป็นไทยแล้ว ยังมีแพ็กเกจที่ทันสมัย ราคาไม่แพง สามารถซื้อหาเป็นของฝากของใช้ได้ไม่ยาก มี 2 ขนาด คือขนาด 150 ก. ราคา 250 บาท และขนาด 50 ก. ราคา 150 บาท

นอกจากลูกประคบแล้ว ยังมีอโรม่าน้ำหอม ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวเบลนด์ขึ้นมาใหม่ไม่มีแอกอฮอล์ มีทั้งหมด 7 กลิ่่น คือ รุ่งอรุณ นิทรา ภวังค์ วรุณ ลตา ชันดา สบาย เป็นแมจิกโมเม้นท์ราคา 350 บาท อนาคตจะมีสินค้าที่จะนำออกวางขายในเดือนหน้าเป็นผ้าประคบหลังสมุนไพร อโรม่าบำบัด ที่ใช้งานสะดวกและร้อนนาน ที่สามารถใช้ซ้ำได้เป็น 100 ครั้ง

ใครที่ปวดเมื่อยอยากจะหาลูกประคบไว้ผ่อนคลายง่ายๆ ที่บ้าน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ FB: Maleeya Natural Products IG: maleeya_thai_natural Line: @maleeya โทร. 08-0456-8829

ที่มา: M2F

 

“อาร์แกน” น้ำมันแห่งความงามอันทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521129

“อาร์แกน” น้ำมันแห่งความงามอันทรงคุณค่า

ความเป็นมาและประโยชน์อันล้ำค่าของน้ำมันอาร์แกน

หากพูดถึงส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติอันล้ำค่า หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “น้ำมันอาร์แกน” (Argan Oil) ที่เหล่าแบรนด์ความงามระดับโลกเลือกใช้ วันนี้เฮดแอนด์โชว์เดอร์ มาเผยเรื่องราวความพิเศษของน้ำมันอาร์แกน

1. ชาวโมร็อกโกเชื่อกันว่าต้นอาร์แกนเปรียบเสมือน “ต้นไม้แห่งชีวิต” เพราะเป็นพืชที่เติบโตท่ามกลางทะเลทราย รากที่ยั่งลึก และใบมีขนาดเล็ก ลำต้นเต็มไปด้วยหนามคดเคี้ยว ทำให้ต้นอาร์แกนมีความทนต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง แม้อยู่ในสภาวะขาดน้ำ หรือท่ามกลางลมแล้ง แต่กลับมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี จากการเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่พิเศษของต้นอาร์แกนนี้นำมาซึ่งน้ำมันบริสุทธิ์

2. ในหนึ่งวันชาวเบอร์เบอร์ (Berbers) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศโมร็อกโก สามารถผลิตน้ำมันอาร์แกนได้ในปริมาณน้อยมาก เนื่องจากมีกระบวนการผลิตที่ยุ่งยาก โดยจะนำผลอาร์แกนสุกจำนวน 35 กก. ไปตากแห้งแล้วแกะให้เหลือแต่เมล็ดอาร์แกนเปลือกแข็ง จากนั้นต้องกระเทาะเปลือกเพื่อนำแต่เนื้อในของเมล็ดไปผ่านกระบวนการสกัดเย็นจนได้น้ำมันบริสุทธิ์เหลือเพียง 1 กก.เท่านั้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. น้ำมันอาร์แกนถือเป็น Magic Oil หรือ Liquid Gold ของชนเผ่าเบอร์เบอร์ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารสำคัญแล้ว ยังเป็นเคล็บลับความงามของผู้หญิงในชนเผ่านี้มาตั้งแต่ยุคโบราณอีกด้วย

4. เมื่อได้ทำการศึกษาพบว่าน้ำมันอาร์แกนอุดมไปด้วยวิตามินอี และกรดไขมันสำคัญที่ช่วยชะลอริ้วรอย รักษาความยืดหยุ่น และให้ความชุ่มชื้นและเอิบอิ่มให้กับผิว บำรุงให้เส้นผมและเล็บแลดูนุ่มนวล สุขภาพดี ทำให้น้ำมันอาร์แกนถูกขนานนามว่าเป็นน้ำมันแห่งความงาม

5. นับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา สมเด็จพระราชาธิบดีฮะซันที่ 2 แห่งโมร็อกโก สนับสนุนให้ดำเนินธุรกิจส่งออก ทำให้น้ำมันอาร์แกนเป็นที่นิยมและโด่งดังไปทั่วโลก กลายเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้ในเครื่องประทินความงาม

ที่มา: M2F

 

4 อุปกรณ์ช่วยชีวิตยามฝนพร่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2560 เวลา 17:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/521000

4 อุปกรณ์ช่วยชีวิตยามฝนพร่ำ

ของใช้ที่ควรพกติดกระเป๋าในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนฝนตกบ่อย

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยจนเราคาดเดาไม่ได้ บางครั้งแดดออกอยู่ดีๆ พอเราก้าวขาออกจากที่ร่มปุ๊บฝนก็เทลงมาปั๊บอย่างกับนัดกันไว้ หากเราเจอสภาพอากาศที่แปรปรวนแบบนี้อยู่บ่อยๆ เราต้องเตรียมรับมือด้วยการพกอุปกรณ์ที่จำเป็นติดกระเป๋าหรือโต๊ะทำงานเอาไว้บ้าง เพื่อช่วยชีวิตเราในยามที่ต้องเผชิญกับสายฝนแบบไม่คาดคิด

1. ร่ม – อุปกรณ์พื้นฐานที่ควรมีอย่างยิ่งที่ในช่วงเวลาแบบนี้ คือร่มน่ารักๆ สักคัน ถ้าอยากให้สะดวกอาจจะเลือกเป็นร่มพับที่พกติดกระเป๋าง่ายๆ หรือถ้าอยากให้ดูแฟชั่นนิดๆ จะเลือกเป็นร่มใสสไตล์ญี่ปุ่นก็ได้เช่นกัน

2. เสื้อกันฝน – นอกจากร่มแล้ว เสื้อกันฝนก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สามารถช่วยเราได้ในยามที่ไม่สะดวกกางร่ม อย่างตอนอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ หรือในช่วงที่ฝนตกหนักจนร่มเอาไม่อยู่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. รองเท้ายาง – ในช่วงอากาศแบบนี้ต้องเก็บรองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าผ้าใบคู่โปรดไปก่อน แล้วหักมาพกรองเท้ายางที่สามารถลุยน้ำได้โดยไม่พักยับเยินแทน ซึ่งในปัจจุบันก็มีรองเท้าที่ทำจากยางออกมาหลายแบบ ทั้งรองเท้าแตะ คัชชู รองเท้าสาน หรือแม้แต่รองเท้าบูทกันฝน

4. ซองใส่เอกสาร – ย้อนกลับไปช่วงวัยใสที่ยังพกแฟ้มเอกสารพลาสติกน่ารักๆ กันอยู่ ไอเท็มเหล่านั้นสามารถนำกลับมาใช้ได้ในช่วงเวลาแบบนี้เลย เพราะนอกจากจะน่ารักแล้ว ยังช่วยป้องกันเอกสารสำคัญต่างๆ ของคุณไม่ให้เปียกได้อีกด้วย

 

4 เคล็ดลับล้างหน้าอย่างถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2560 เวลา 15:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520990

4 เคล็ดลับล้างหน้าอย่างถูกวิธี

การล้างหน้าที่ถูกวิธีจะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ดูสุขภาพดียิ่งขึ้น

การล้างหน้าใครว่าไม่สำคัญ นอกจากการบำรุงผิวให้สวยเปล่งปลั่ง หรือการแต่งหน้าเพื่อกลบจุดด้อยเสริมจุดเด่นแล้ว การล้างหน้าก็เป็นอีกหนึ่งพื้นฐานที่จะช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีได้ หากล้างหน้าอย่างถูกวิธี บำรุงผิวให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ผิวสวยสุขภาพดีก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

1. ไม่ล้างหน้าบ่อยเกินไป – บางคนจะชอบคิดว่าล้างหน้าบ่อยๆ จะช่วยให้ผิวหน้าสะอาด แต่แท้จริงแล้วการล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวแห้ง และอาจส่งผลให้ไปเร่งการผลิตน้ำมัน ทำให้หน้ามันกว่าเดิมได้ด้วย โดยทั่วไปแล้วควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้งเช้าเย็นก็เพียงพอ

2. ไม่สครับผิวบ่อยเกินไป – การสครับผิวเพื่อผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกไปถือเป็นสิ่งที่ดี แต่หากสครับบ่อยครั้งเกิน อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ควรสครับผิวแค่สัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง และเลือกเม็ดสครับที่ละเอียด ไม่บาดผิว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ห้ามใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดหน้า – หลายคนมักจะละลายเรื่องผ้าเช็ดหน้า โดยใช้ผ้าเช็ดตัวมาเช็ดหน้าด้วยเลยผืนเดียว แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผิด เนื่องจากผิวหน้าเราบอบบางกว่าผิวกาย ต้องการการดูแลที่มากกว่า ควรเลือกผ้านุ่มๆ เพื่อแยกใช้สำหรับเช็ดผิวหน้าโดยเฉพาะ และเปลี่ยนผ้าเช็ดหน้าบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

4. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว – นอกจากวิธีการล้างหน้าแล้ว โฟมล้างหน้าและการดูแลผิวหลังล้างหน้าก็สำคัญเช่นกัน ควรเลือกใช้โฟมล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิว หากเป็นคนผิวมันอาจเลือกใช้แบบเจล คนผิวแพ้ง่ายก็อาจเลือกแบบที่อ่อนโยน รวมไปถึงตรวจเช็คสภาพผิวของตัวเอง และเลือกสกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนด้วยเช่นกัน

 

3 วิธีเลือกทานสลัดให้ผอมจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2560 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520980

3 วิธีเลือกทานสลัดให้ผอมจริงๆ

แม้สลัดจะดูเหมือนเมนูสุขภาพ แต่หากเลือกวัตถุดิบที่แคลอรี่สูง ก็อาจจะมีไขมันมากกว่าชีสเบอร์เกอร์ก็ได้

เมื่อพูดถึงสลัด หลายคนจะมองว่าเป็นเมนูเพื่อสุขภาพ เพราะมีผักใบเขียว และผลไม้นานาชนิด แต่แท้จริงแล้วสลัดบางจานก็อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบที่มีไขมันสูง เช่น ขนมปังกรอบ ไก่ทอด ชีส เบคอน หรือน้ำสลัดก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่จะมาเพิ่มแคลอรี่ในจานเพื่อสุขภาพของคุณได้ การทานสลัดจึงต้องเลือกวัตถุดิบที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อให้เป็นเมนูสุขภาพอย่างแท้จริง

1. หากอยากเพิ่มโปรตีนในสลัด ให้เลือกเมนูที่มีเนื้อไก่ กุ้ง หรือปลาย่าง แทนการนำไปทอด และระวังอาหารจำพวกโปรตีนที่มีแคลอรี่สูง เช่น ไส้กรอก

2. หลีกเลี่ยงเครื่องเคียงที่มีไขมันสูง เช่น ชีส เบคอน หมี่กรอบ หัวหอมทอด ซาวครีม ขนมปังกรอบ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. เลือกน้ำสลัดไขมันต่ำ น้ำสลัดใส หรือน้ำสลัดงาญี่ปุ่น แทนน้ำสลัดแบบครีมที่มีปริมาณแคลอรี่สูงถึง 75 แคลอรี่ต่อช้อนโต๊ะ และลองใช้วิธีการเอาส้อมจุ่มในน้ำสลัดแล้วจิ้มผักสลัดทาน แทนการราดน้ำสลัดลงในจาน เพื่อให้ปริมาณน้ำสลัดที่น้อยลง แต่ยังคงได้รสชาติจองน้ำสลัดในทุกคำ

 

3 วิธีตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2560 เวลา 13:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520975

3 วิธีตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง

โรคมะเร็งเต้านมมีวิธีตรวจด้วยตัวเองแบบง่ายๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยง

โรคมะเร็งเต้านม นับเป็นอีกโรคหนึ่งที่หากผู้ป่วยสังเกตถึงความผิดปกติของตนเองได้รวดเร็ว ก็จะทำให้ผลการรักษาเป็นไปได้อย่างดีมากยิ่งขึ้น โดยผู้ป่วยระยะเริ่มต้นมีโอกาสหายขาดได้ถึงร้อยละ 80 ของ ในขณะที่ผู้ป่วยระยะลุกลามมักจะมีโอกาสการหายขาดที่ลดน้อยลง ซึ่งมีจำนวนหญิงไทยจำนวนถึงร้อยละ 20 ที่เข้าพบแพทย์เมื่อมีอาการในระยะที่ลุกลามแล้ว ดังนั้นการตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีการเบื้องต้นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจตรวจแมมโมแกรมที่ควรตรวจเป็นประจำทุกปี เมื่อมีอายุ 50 ปี ขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือการเช็คเต้านมด้วยตนเอง 3 วิธี ดังนี้

1. แบบแนวนอนขึ้นลงขนานกับลำตัว ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง คลำสลับขึ้นลงและไปมาให้อย่างทั่วทั้งเต้านม

2. แบบก้นหอยหรือแบบตามเข็มนาฬิกา คลำจากบริเวณหัวนมวนออกตามเข็มนาฬิกา จนถึงบริเวณรักแร้ ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้บีบหัวนมดูว่ามีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลออกมาหรือไม่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. แบบรัศมีรอบเต้า เริ่มจากส่วนบนเต้านมเข้าหาฐานและขยับนิ้วหัวแม่มือจากฐานถึงหัวนมทำซ้ำเป็นรัศมีรอบเต้านม

อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ก็สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ ดีขึ้นได้ หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ระยะของโรคและชนิดของมะเร็งเต้านม ได้แก่ การผ่าตัด การฉายรังสี การรักษาด้วยยา ทั้งยาต้านฮอร์โมน และยาเคมีบำบัด

 

ตามรอยพ่อ… ผ่าน 3 สถานที่แห่งความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520932

ตามรอยพ่อ… ผ่าน 3 สถานที่แห่งความทรงจำ

 

ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่พระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีต่อพสกนิกร จะสถิตในดวงใจของชาวไทยทั่วหล้าตราบนิรันดร์
ใครที่คิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 สุดหัวใจ หรือต้องการซึมซับพระอัจฉริยภาพและแนวพระราชดำริที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้เป็นอย่างดีให้คนไทยได้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ สามารถไปตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่าน 3 สถานที่แห่งความทรงจำอันทรงคุณค่าที่คัดสรรมาแล้วว่าควรค่าแก่การไปเยือน

รับรองว่ามาแล้วไม่เพียงกลับไปพร้อมความภาคภูมิใจที่ได้เกิดบนผืนแผ่นดินไทย แต่ยังได้แรงบันดาลใจดีๆ มากมายกลับไปเป็นของแถม เพราะทุกพระจริยวัตร และพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ล้วนเป็นแบบอย่างอันดีงามที่พสกนิกรน้อมนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ที่สำคัญแต่ละแห่งที่คัดสรรมานั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้มีวันหยุดยาว เพราะแต่ละแห่งสามารถเดินทางเช้าไปเย็นกลับได้แบบสบายๆ

ยลมรดกศิลป์แห่งแผ่นดิน ณ หออัครศิลปิน

ผู้ที่ชื่นชอบในงานศิลปะไม่ว่าจะแขนงไหนก็ตาม ต้องมาเยือนหออัครศิลปิน แหล่งรวมมรดกศิลป์อันล้ำค่าของแผ่นดินที่ควรค่าแก่การศึกษา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี โดยมุ่งใช้เป็นสถานที่แสดงผลงานด้านศิลปวัฒธรรมอันทรงคุณค่าของพระองค์ ในฐานะองค์อัครศิลปินทั้ง 9 ด้าน ได้แก่ ด้านหัตถกรรม กีฬา วรรณศิลป์ จิตรกรรม ถ่ายภาพ ภูมิสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ดนตรี และการพระราชนิพนธ์เพลง นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่จัดแสดงประวัติและผลงานอันทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติอีกด้วย

อาคารสีขาวของหออัครศิลปิน โดดเด่นด้วยหลังคาทรงไทยหน้าจั่วสูงแบบไทยประยุกต์ 3 ชั้น ประกอบด้วยอาคารหลัก ซึ่งใช้จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระปรีชาสามารถด้านศิลปะ รวมทั้งผลงานศิลปะฝีพระหัตถ์ขององค์อัครศิลปินรายล้อมด้วยอาคารรูปตัวยู (U) ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “อัครศิลปินรายล้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ ซึ่งพระองค์ทรงให้การอุปถัมภ์” ภายในนิทรรศการมีการใช้สื่อผสมที่ทันสมัย ได้แก่ วีดิทัศน์ คอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย และวิดีโอซีดี เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเยี่ยมชมให้กับผู้มาเยือน

ไฮไลต์ที่มาแล้วห้ามพลาดคือ ผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์จำนวนทั้งสิ้น 37 ภาพ โดยมีภาพฝีพระหัตถ์องค์จริง ซึ่งเป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบที่ไม่ปรากฏชื่อจำนวน 4 ภาพ และภาพสำเนา 33 ภาพ ส่วนด้านหัตถกรรมนำเสนอแบบจำลองเรือใบซูเปอร์มด และเครื่องมือที่ทรงใช้ในการต่อเรือ ด้านประติมากรรมและการถ่ายภาพ จัดแสดงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตมาจัดแสดงจำนวน 40 ภาพด้วยกัน และด้านคีตศิลป์และการพระราชนิพนธ์เพลงโดยเฉพาะ ห้องนี้พลาดไม่ได้เพราะมีการนำเสนอบทเพลงพระราชนิพนธ์ในรูปแบบดนตรี 3 มิติเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ซึมซับเรื่องราวของ “พ่อ”ผ่านหอจดหมายเหตุฯ

หลังจากชมหออัครศิลปินเสร็จแล้ว ถ้ายังไม่หมดแรง สามารถเดินต่อมาที่ “หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกัน โดยกรมศิลปากรได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้นในมหามงคลโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เพื่อเป็นศูนย์กลางการรวบรวม เก็บรักษาเอกสารสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนเอกสารการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติต่างๆ

บนพื้นที่ 75 ไร่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติฯ ถูกออกแบบให้เป็นอาคารแบบไทยประยุกต์ ประกอบด้วย 4 อาคาร คือ อาคารสำหรับเก็บเอกสารจดหมายเหตุ และอาคารให้บริการค้นคว้า ส่วนอีก 2 หลังเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจรวม 27 หัวข้อ ตลอดจนภาพถ่ายที่หาชมได้ยาก พร้อมกับเอกสาร จดหมายเหตุ สื่อโสตทัศนศึกษา

อาคารจัดแสดงต้อนรับผู้มาเยือนด้วยหลากหลายโซนให้เดินชมเพลินๆ ไฮไลต์คือ “โซนพสกนิกรจงรักภักดี” ชวนให้เพลินไปกับการจำลองบรรยากาศบ้านเรือนในอดีตที่มีการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของประชาชนในแต่ละยุคสมัย ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ดวงตราไปรษณียากร ปฏิทิน วารสาร และนิตยสาร นอกจากนี้ยังมีการจำลองร้านตัดผมและร้านถ่ายรูปในอดีตที่มีการประดับพระบรมฉายาลักษณ์ และธงเฉลิมพระเกียรติ

ก่อนจะย้อนวันวานไปศึกษาพระราชประวัติตั้งแต่เมื่อครั้งเสด็จพระบรมราชสมภพ ณ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงปฐมบทแห่งการพัฒนา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มาสู่โครงการในพระราชดำริมากมาย ปิดท้ายด้วยโซนพระบารมีปกเกล้า จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ในหัวข้อรูปที่ประชาชนชาวไทยทุกบ้านมีไว้สักการะ

ทั้งหออัครศิลปินและหอจดหมายเหตุฯ ตั้งอยู่ที่ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เปิดให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) เปิดตั้งแต่เวลา 09.30-16.00 น. เข้าชมได้ฟรี

วิถีเกษตรตามรอยพ่อ ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้นในปี 2539 ก่อนจะแยกตัวเป็นองค์การมหาชนในปี 2552 บนอาณาเขตอันกว้างใหญ่กว่า 300 ไร่ ถูกแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ กลุ่มพิพิธภัณฑ์ภายในอาคาร ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกสนาน” ผ่านนิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวพระราชกรณียกิจ พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ ทั้งด้านเกษตร ดิน และน้ำ ด้วยสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ โฮโลแกรม นิทรรศการ 4 มิติ และกลุ่มพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง พร้อมลงมือปฏิบัติ” โซนนี้เปิดโอกาสให้ซึมซับกับวิถีเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่แบบนอกตำรา ถูกใจเกษตรตัวจริงและคนเมืองที่สนใจทำเกษตร

ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์มีชีวิตนี้ ชวนให้ตื่นตาตื่นใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในอาคาร ด้วยคณะหุ่นจำลองขบวนพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถัดเข้ามาจะพบกับโซน “กษัตริย์เกษตร” ต้อนรับทุกคนด้วยโรงภาพยนตร์ขนาด 120 ที่นั่ง ที่เตรียมไว้สำหรับฉายภาพยนตร์การ์ตูน 3 มิติ ที่เกี่ยวเนื่องกับกษัตริย์เกษตร 5 เรื่อง ได้แก่ “เรื่องของพ่อในบ้านเรา” “แผ่นดินของเรา” “ทรัพย์ดินสินนํ้า” “เมล็ดสุดท้าย” และ “ไผ่รวกกับตะวันผู้ยโส” จากบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะฉายหมุนเวียนตามรอบ แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยผู้ชมจะได้รับแว่น 3 มิติเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชม

ชมภาพยนตร์จบแล้ว ยังสามารถเดินชมโซนต่างๆ ภายในอาคาร อาทิ นิทรรศการ “วิถีเกษตรของพ่อ” “นวัตกรรมของพ่อ” แสดงนวัตกรรมที่ทรงคิดค้นและจดสิทธิไว้เป็นมรดกทางปัญญา แต่ที่พลาดไม่ได้คือโซน “คิดถึงพ่อไม่ลืมเลือน” ซึ่งจัดทำขึ้นใหม่เพื่อถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการจำลองกำแพงพระบรมมหาราชวัง และภาพบรรยากาศของพสกนิกรชาวไทยที่หัวใจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในวันที่เดินทางมาร่วมขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่สนามหลวง พร้อมฉายวีดิทัศน์ย้อนวันวานอันแสนเศร้า นับตั้งแต่สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์

ทัวร์จนทั่วอาคารแล้ว ใครที่ยังพลังเหลือสามารถเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์อาคารอื่นๆ อาทิ พิพิธภัณฑ์วิถีน้ำ พิพิธภัณฑ์ดินดล หรือจะขึ้นรถพ่วงไปชม “พิพิธภัณฑ์เกษตรตามรอยพ่อ” และ “พิพิธภัณฑ์เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งจะมีการสาธิตไร่นา และการทำสวนตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียงเต็มพื้นที่อันเขียวขจีรอบๆ พิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือน ยังจัดให้มีตลาดนัดเศรษฐกิจพอเพียงให้ช็อปสินค้าเกษตรปลอดภัยกลับบ้านด้วย

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตั้งอยู่ที่ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนครเดิม) จ.ปทุมธานี เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์และวันนักขัตฤกษ์) เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชมขึ้นอยู่กับอาคารที่เข้าชม สำหรับผู้ใหญ่เริ่มต้นที่ 40 บาท เด็กเริ่มต้นที่ 20 บาท

สุดสัปดาห์นี้ใครที่กำลังมองหากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ อย่าพลาดตามไปสัมผัสเรื่องราวของ “พ่อ” ให้ครบทั้ง3 แห่ง

6 วิธีหลับอย่างมีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2560 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520942

6 วิธีหลับอย่างมีคุณภาพ

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน การได้กลับถึงบ้านล้มตัวในห้องนอน ดูจะเป็นการฟื้นฟูร่างกายแต่ละวันได้ดีที่สุด

ทอม เบรดี้ ควอเตอร์แบ็กชื่อดังจากทีมนิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ แชมป์โลก 4 สมัย ผู้เห็นความสำคัญของการนอนหลับ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายให้คงสมรรถภาพอยู่ในระดับสูงสุด มีความสำคัญต่อโปรแกรมเทรนนิ่งแบบองค์รวม เขาได้เผยถึง 6 วิธีในการช่วยให้นอนหลับสบาย และตื่นขึ้นมาพร้อมกับสภาพร่างกายที่ฟื้นคืนสภาพ รู้สึกเจ็บปวดน้อยลง แม้ออกกำลังกายมาอย่างหนัก ดังนี้

1. ปิดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดสัก 30 นาทีก่อนนอน เพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อมสำหรับการพักผ่อน

2. อุณหภูมิจะต้องเหมาะกับร่างกาย ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป (สอดคล้องกับการอ้างอิงของสมาคมโรคจากการนอนหลับแห่งประเทศไทย)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. หมั่นทำความสะอาดไม่ให้สิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้ามาในห้องนอน ไม่ว่าจะเป็นขนสัตว์หรือฝุ่น เพราะจะทำให้การหายใจติดขัดได้

4. เข้านอนให้เป็นเวลา เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการพักผ่อน

5. สร้างบรรยากาศห้องให้เงียบ ปราศจากเสียงรบกวนใดๆ

6. สวมชุดนอน Under Armour เพื่อให้ร่างกายคืนสภาพจากการออกกำลังกายได้เร็ว และช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ชุดนอนไฮเทค Athlete Recovery Sleepwear ทอด้วยเทคโนโลยีพิเศษไบโอเซรามิก ซึ่งช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังจากออกกำลังกายอย่างหนักได้เป็นอย่างดี ที่ทอมได้ชวนแบรนด์ แอทลีทของ Under Armour เควิน ฮาร์ลีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม และผู้บริหารคนอื่นๆ จากอันเดอร์ อาร์เมอร์มาดูวิธีสาธิตการรักษาอาการบาดเจ็บบริเวณน่องจากแมทช์การแข่งขันเมื่อปี 2557 ด้วยการใช้ผ้าที่ทำจากไบโอเซรามิกมาพันบริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งสามารถช่วยได้จริงหลังจากการแข่งขัน จนทำให้อันเดอร์ อาร์เมอร์สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มชุดนอนขึ้นมา

ที่มา: M2F

 

6 สิ่งที่ควรทำก่อนทานบุฟเฟ่ต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2560 เวลา 18:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520814

6 สิ่งที่ควรทำก่อนทานบุฟเฟ่ต์

สิ่งที่ควรทำก่อนทานอาหารมื้อใหญ่ๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับหุ่นและน้ำหนัก

หากคุณวางแผนที่จะไปทานอาหารมื้อใหญ่ๆ หรือต้องไปทานบุฟเฟ่ต์กับกลุ่มเพื่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็กลัวจะกระทบกับหุ่นที่อุตส่าห์ออกกำลังกายมา หรือกลัวจะน้ำหนักขึ้นฮวบฮาบเพียงเพราะเผลอตามใจปากไปแค่มื้อเดียว เราเลยมีตัวช่วย 6 สิ่งที่ควรทำตาม ก่อนที่จะไปทานอาหารมื้อใหญ่ๆ เพื่อให้กระทบกับร่างกายของเราให้น้อยที่สุด

1. จิบชาเป็ปเปอร์มิ้นท์: กลิ่นหอมของมิ้นท์มีส่วนช่วยลดความอยากอาหารลงได้

2. ดื่มน้ำหนึ่งแก้ว: โดยปกติแล้วกระเพาะอาหารสามารถจุอาหารและของเหลวได้ประมาณหนึ่งลิตร การดื่มน้ำสักแก้วก่อนมื้ออาหารจะทำให้อิ่มไวขึ้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ทานแอปเปิ้ล: การทานแอปเปิ้ลก่อนมื้ออาหาร 15 นาทีจะช่วยให้ทานน้อยลง เนื่องจากเส้นใยในแอปเปิ้ลจะทำใหอิ่มเร็วขึ้น

4. ออกกำลังกาย: การออกกำลังกายก่อนออกไปทานอาหารมื้อใหญ่ๆ ประมาณ 15 นาที สามารถไประงับการผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความหิวได้

5. นอนหลับให้เพียงพอ: การนอนกลับไม่เพียงพอนั้นมีส่วนทำให้ร่างกายอยากอาหารมากขึ้น ดังนั้นก่อนจะจัดหนักกับอาหารมื้อใหญ่ ควรแน่ใจก่อนว่าวันนั้นพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว

6. อย่าอดอาหาร: อย่าอดอาหารเพื่อไปจัดหนักมื้อใหญ่ทีเดียว เนื่องจากร่างกายจะสะสมพลังงานไว้ยามที่อดอาหาร ทำให้ไม่เกิดการเผาผลาญ สะสมเป็นไขมันส่วนเกิน ควรทานอาหารตามปกติเพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ

ที่มา: thehealthsite

 

4 พฤติกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2560 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520810

4 พฤติกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคที่น่ากลัว แต่หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพียงเล็กน้อยก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้

โรคมะเร็งเป็นโรคที่น่ากลัว และแน่นอนว่าใครๆ ก็ไม่อยากเป็น ซึ่งโรคนี้ยังไม่มีใครค้นพบสาเหตุที่ตายตัว แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยง และทำให้เราห่างไกลจากโรคนี้ได้พอสมควร การที่จะห่างไกลโรค เราสามารถเริ่มได้ด้วยตัวเอง

1. ไม่สูบบุหรี่: การไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนเลย หรือการเลิกสูบบุหรี่มาอย่างน้อย 5 ปี จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้

2. เลิกดื่มแอลกอฮอล์: การงดดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มให้น้อยลง จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้ โดยผู้หญิงไม่ควรดื่มเกินหนึ่งขวดต่อวัน และผู้ชายไม่ควรดื่มเกินสองขวด แต่หากงดได้ ก็ควรหลีกเลี่ยงไปเลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. มีดัชนีมวลกายที่ดี: ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI ที่เหมาะสม คือ ระหว่าง 18.5 ถึง 27.5

4. ออกกำลังกายเป็นประจำ: การออกกำลังกายเป็นประจำ โดยออกกำลังกายอย่างหนัก 75 นาที หรือออกกำลังกายแบบปานกลาง 150 นาที จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้

ที่มา: health