สุธิราช วงศ์เทวัญ กับชีวิตง่ายๆ ในความพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520266

สุธิราช วงศ์เทวัญ กับชีวิตง่ายๆ ในความพอเพียง

โดย : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : กุ้ง สุธิราช

ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ของโครงการ “ก้าวตามรอยพ่อ” ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ ดารานักร้องและลิเกคนดัง ผู้ก้าวตามรอยพ่อ ก้าวตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทุกวันนี้เขาใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง และกล้าพูดว่าชีวิตของเขาคืนสู่ความสุข คืนสู่ความช้า คืนสู่ความชุ่มเย็น ผลจากการใช้ชีวิตด้วยความรู้จักรู้ประมาณ ก้าวตามรอยพ่อ…วันนี้ ที่ชัยนาท บ้านเกิด

“การงานรัดตัว จนช่วงหนึ่งแทบจะไม่มีเวลาใช้ชีวิต” กุ้งเล่า

วันหนึ่งๆ ของดารานักร้องลิเกคนดัง มีตั้งแต่การถ่ายละคร จากนั้นก็ “ตี” ไปเล่นลิเก เช้ามาถ่ายละครต่อ สลับกับไปออกงานอีเวนต์ โชว์ตัวโชว์วง ยิ่งงานแน่นช่วงหน้างานชุก ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ชีวิตไม่เคยได้ช้า ต้องทำอะไรหรือมีอะไรให้ทำรีบเร่งตลอดเวลา เหนื่อยและพักผ่อนน้อย กลายเป็นเรื่องปกติ ที่ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า เครียดเหมือนกัน เห็นเป็นลิเกร้องรำทำเพลงสนุกสนาน แต่ก็เครียดไปอีกแบบและหลายๆ แบบ งานส่วนใหญ่อยู่เบื้องหน้า ถ้าผลงานการแสดงออกมาไม่ดีก็เครียดแล้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“โชคดีที่เป็นคนไม่เก็บ ไม่เครียดนาน ไม่เก็บความเครียดข้ามวันข้ามคืน และโชคดีกว่านั้นที่ได้เกิดมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ที่ได้มีโอกาสน้อมนำหลักปรัชญาเรื่องความพอเพียงของพระองค์ท่าน นำมาปรับใช้กับชีวิตและการทำงาน” กุ้ง เล่า

อยู่บ้านนอก ก็เป็นคนบ้านนอกน่ะสิ กุ้งพูดด้วยรอยยิ้มภาคภูมิว่า ภูมิใจที่เกิดมาอยู่ในตระกูลลิเก “วงศ์เทวัญ” นี้ ได้ทำมาหาเลี้ยงด้วยลิเกมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย จนมาถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ บ้านเกิดอยู่ที่ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ปัจจุบันได้ขยายต่อเติมบ้านหลังเก่าที่อยู่มาให้ดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น รวมทั้งสร้างบ้านใหม่อีกหนึ่งหลัง เชื่อมต่อติดกันอยู่ ครอบครัวญาติมิตรและทีมงานลิเกก็อยู่ด้วยกันที่นี่

“ญาติพี่น้อง ป้าลุง ยายตา น้าจิ้งหรีดขาว ก็อยู่แถวนี้ ละแวกใกล้ๆ กันทั้งหมด ที่ดินที่เป็นที่เช่าของวัด ซึ่งก็อยู่กันมาตั้งแต่ไหน ผมเองอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด ครั้งหนึ่งแยกตัวไปปลูกบ้านใหม่อยู่ที่สิงห์บุรี แต่ที่สุดก็ย้ายกลับมา เพราะเหงาทนอยู่คนเดียวไม่ไหว เราคุ้นเคยกับวงวานว่านเครือลิเกที่นี่” กุ้ง เล่า

ไม่เพียงผู้คนคุ้นเคยที่สนิทสนม “บ้าน” ของกุ้งยังรวมน้องหมาที่ทำให้การใช้ชีวิตที่บ้านมีความหมาย บ้านหลังนี้เลี้ยงหมามาหลายรุ่นหลายสมัย สมัยปัจจุบันคือหมา 4 ตัว ได้แก่ ฟุดฟิด แฟรงค์เฟิร์ต โอโม่ และฟีฟ่า เป็นพันธุ์ชิสุผสมพุดเดิ้ล ส่วนฟีฟ่าเป็นพันธุ์ฟินช์ค็อกเกอร์ ส่วนแมวอีกมากมายล้วนสมัครใจมา ได้ชื่อเป็นแมววงลิเก หรู-เริ่ด-เชิด-หยิ่งมาก

ทวีป-ชัยณรงค์ วงศ์เทวัญ ลิเกโด่งดังในเขตภาคกลาง พ่อและแม่อุ้มลูกชายไปเล่นลิเกมาตั้งแต่เล็ก เรียกว่าโตมากับวงลิเก แม้ตอนเด็กกุ้งจะขี้อายไม่น้อย และไม่คิดเลยว่าจะกล้าแสดงออกร้องรำต่อหน้าแฟนๆ เบื้องหน้าเวที แต่เพราะกุศโลบายของแม่ทวีป ที่ติดสินบนและเบี้ยบ้ายรายทางทุกคนที่รู้จัก ให้นำพวงมาลัยติดแบงก์ไปคล้องคอเด็กชายกุ้ง ที่รำเดี่ยวบนเวทีงานเลี้ยงส่งครูที่โรงเรียน ตั้งแต่นั้นกุ้งก็หันมาชอบทางลิเกและเอาดีจนได้เป็นพระเอกพระรองทันพ่อ-ชัยณรงค์ ที่จะลาโรงไป

“เล่นลิเกมาตั้งแต่อายุ 16-17 ปี และเรียกได้ว่าไม่เคยหยุดเลยตั้งแต่นั้น ชีวิตลิเกเป็นชีวิตที่ต้องบริหารจัดการ ทั้งวุ่นวายและทั้งต้องใช้ความเป็นมืออาชีพ ผมรู้ดี แต่มารู้ซึ้งก็เมื่อพ่อเสีย” กุ้ง เล่า

ความรู้สึกแทนพ่อ ต้องทำแทนพ่อ ก็เมื่อพ่อเสียชีวิตจากไปด้วยโรคมะเร็งตับ โดยกุ้งเริ่มเข้ามารับผิดชอบงานใหญ่เมื่อพ่อล้มเจ็บเมื่อ 2 ปีก่อน แม่พูดกับลูกๆ ในวันหนึ่งว่า จากนี้ไปแม่ขอดูแลพ่อนะ พี่น้องต้องไปช่วยกันดูลิเกนะ แม่หมายถึงเขากับน้องสาว วิรดา วงศ์เทวัญ พ่อป่วยเป็นมะเร็งตับก็เพราะพักผ่อนน้อย

กุ้ง เล่าว่า พ่อรักลิเกมาก พ่อรักอาชีพนี้ มิเคยอางขนางว่าต่ำต้อย ที่ผ่านมาพ่อที่แม้ตัวเองจะจบแค่ ป.4 แต่บริหารวงลิเกจนมีชื่อเสียงโด่งดัง วงศ์ตระกูลไม่เคยด่างพร้อย พ่อดูแลทีมงานด้วยเมตตา พระเดชมีบ้างแต่เน้นพระคุณมากกว่า ลูกน้องรักพ่อ เมื่อเขาเข้ามาดูแลแทนพ่อ ก็พยายามประคับประคอง ถ่ายทอดความรักความรู้สึกของพ่อต่อลิเกออกมาให้เต็มที่และให้ดีที่สุด

พ่อเสียชีวิตลงในเดือน ก.พ. 2560 ที่คิดว่าเสียใจมากแล้ว ยังไม่ใช่ เพราะในเดือน ต.ค.ของปีเดียวกัน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เสด็จสวรรคต นำมาซึ่งความอาลัยต่อกุ้งและครอบครัวเป็นที่สุด หากเขาได้แปรความเศร้าเป็นพลัง พ่อทิ้งวงลิเกที่พ่อรักและมีค่ามากไว้ให้ ภาระหน้าที่มีอยู่ เขาได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจเรื่องความพอเพียงมาใช้กับการบริหารวงลิเกของพ่อ เดินหน้าลิเก การแสดงพื้นบ้านของไทยให้ยืนยงคงอยู่ ให้สมกับเจตนารมณ์ของพ่อ และให้สมกับที่เกิดเป็นลูกของแผ่นดินไทย

ไม่เพียงเท่านั้น หากยังนำมาปรับใช้กับทุกเรื่องในชีวิต กระตุกชีวิตที่เร็วให้คืนสู่ความช้าและความสมดุล ชีวิตมีและเป็นไปด้วยความพอดี ไม่คิดแต่จะรวยหรือโลภอย่างมาก หากประกอบกิจการใด ก็โดยสุขุมคัมภีรภาพ ถือว่าได้ฝึกตนในฐานะที่เราเป็นลูกของพ่อ

“สำหรับผมแล้ว นี่คือการเติมเต็มความหมายของชีวิต พ่อและพ่อหลวงของปวงชน แม้ได้จากไป แต่เราต้องทำสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ให้ ให้งอกงาม งอกเงย โดยเฉพาะเรื่องศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เราในฐานะของศิลปินลิเกคนหนึ่ง จะขอทำประโยชน์ในจุดที่เรายืนอยู่” กุ้ง เล่า

ทุกวันนี้ กุ้งทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก ประกอบด้วย กิจกรรมเรื่องเพลงลูกทุ่งและงานอีเวนต์ ต้นสังกัดคืออาร์สยามกรุ๊ป ช่วงเย็นถ้าว่างจะนัดเตะบอลกับกลุ่มเพื่อน วันว่างเสาร์-อาทิตย์กลับบ้านไปหาแม่ที่ชัยนาท ใช้ชีวิตเรียบง่าย แม่คุยอะไรให้ฟังก็ฟัง นั่งคุยเรื่องการเรื่องงานก็ตอนนี้ หรือถ้าแม่นั่งดูละครก็นั่งดูไปพร้อมกับแม่ (และน้องหมาๆ) ถือว่าชีวิตจากนี้ขอดูแลแม่ ดูแลวงลิเกของพ่อ ดูแลศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทย

“เราเป็นลูกของพ่อ เราเป็นประชาชนของท่าน เราโชคดีมาก ชีวิตได้นำหลักความพอเพียงมาใช้ คือยึดเป็นหลักของชีวิตว่า พอนั้นแค่ไหน ณ จุดที่พอ คือใจสบายแล้ว เมื่อใจสบายก็ไม่รู้สึกว่าต้องแบกอะไร วงลิเกของพ่อ ผมเดินหน้าได้เพราะผมเดินนำลูกวงไปอย่างพอดีๆ ทุกคนมีความสุข ถ้าพ่อล่วงรู้ด้วยญาณวิเศษใดๆ ก็คิดว่าผมคงภูมิใจและพอใจ”

มองไปข้างหน้า ลิเกไทยไปได้และจะไปต่อ แต่ต้องปรับตัว ต้องพลิกบทบาท ต้องประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย และสอดผสานให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในสังคม ลิเกยุคนี้ต้องจับกระแสเป็น ต้องมีความรู้และให้ความรู้นั้นคืนกลับแก่ประชาชนแฟนลิเกผู้มีพระคุณ เรื่องลิเกแล้วกุ้งไม่ขอทิ้ง คิดตั้งแต่พ่อเสียว่า เรานี่แหละที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไป ชั่วชีวิตของเรานี่แหละ

ปัจจุบันกุ้งและคุณแม่-ทวีป รวมทั้งครอบครัววงศ์เทวัญ ยังได้สร้างแพริมน้ำขึ้นหลังหนึ่ง โดยปลูกแพกึ่งถาวรไว้ที่หน้าวัดวิหารทอง อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ และเป็นสถานพักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวชุมชนในพื้นที่ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังจากที่พระองค์ท่านได้เสด็จสวรรคตไม่นาน ใช้ชื่อว่า “แพของพ่อ”

ทุกวันนี้แค่ฝันถึงก็มีความสุขมากล้น ไม่ว่าจะฝันถึง “พ่อ” คนไหน ตื่นขึ้นมาด้วยความปลาบปลื้ม มีแรงลุกขึ้นทำงาน มีแรงบุกลุยต่อไปข้างหน้า ทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง ภายใต้หลักการของความพอเพียงนี้ กุ้งคิดว่า ไม่ว่าเขาจะอยู่ตรงจุดไหน หรือตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากใดๆ เขาจะรอด เขาจะเห็นหนทาง เพราะ “พ่อ” ที่ทำไว้ให้ และเพราะคำสอนของพ่อที่ได้ก้าวตาม &O5532;

 

5 วิธีปฏิบัติตัวในช่วงน้ำท่วมอย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 16:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520184

5 วิธีปฏิบัติตัวในช่วงน้ำท่วมอย่างปลอดภัย

ข้อควรปฏิบัติ และการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วม

ช่วงนี้คนกรุงเทพหลายคนอาจจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างไม่คาดฝัน ดังนั้นการเตรียมพร้อมรับมือ และรู้ข้อควรปฏิบัตจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราใช้ชีวิตกันได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

1. หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือการพายเรือบริเวณใกล้เสาไฟฟ้า เพราะถ้าหากมีกระแสไฟรั่วไหล อาจทำให้ไฟดูดและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

2. ย้ายปลั๊กไฟและสวิตซ์ไฟ ให้อยู่สูงกว่าระดับที่น้ำน่าจะท่วมถึง เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. บ้านที่มีเด็กเล็กควรดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิด ระวังอย่าให้เล่นน้ำ เพราะอาจจมน้ำ หรือโดนกระแสน้ำพัดไปได้ในกรณีที่น้ำเชี่ยว

4. ระมัดระวังสัตว์มีพิษที่อาจหนีน้ำขึ้นมาบนบ้านเรือน เช่น งู ตะขาบ แมลงป่อง ควรจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ และตรวจตราบริเวณบ้านสม่ำเสมอ

5. ระวังเรื่องสุขอนามัย ความสะอาดของอาหารและน้ำดื่ม รวมไปถึงโรคภัยไข้เจ็บที่มากับน้ำท่วม เช่น ท้องร่วง น้ำกัดเท้า

 

ช่วงวันพระราชพิธีและวิธีปฏิบัติตัวในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 15:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520182

ช่วงวันพระราชพิธีและวิธีปฏิบัติตัวในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

หมายกำหนดการช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 และแนวทางการปฏิบัติตัวของประชาชน

ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บางคนอาจจะยังงงๆ ว่าจะมีกำหนดการพิธีวันไหน และประชาชนอย่างเราสามารถมีส่วนร่วมได้ในช่วงไหนบ้าง เราจึงขอสรุปมาให้เข้าใจง่ายๆ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตัวกันได้อย่างถูกต้อง

13 – 29 ตุลาคม 2560: แต่งกายไว้ทุกข์

25 ตุลาคม 2560: พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท หลังจากนั้นจะอันเชิญพระบรมศพออกพระเมรุมาศที่ท้องสนามหลวง โดยประชาชนสามารถร่วมชมขบวนพระราชพิธีได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

26 ตุลาคม 2560: รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ โดยจะมีพระราชพิธีอันเชิญพระบรมโกศเวียนรอบพระเมรุมาศ และพระราชพิธีถวายพระเพลิง ซึ่งประชาชนสามารถร่วมวางดอกไม้จันทน์ได้ที่รอบท้องสนามหลวงและจุดที่จัดเตรียมไว้ทั่วประเทศ

27 ตุลาคม 2560: พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ

28 ตุลาคม 2560: พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

29 ตุลาคม 2560: พระราชพิธีอันเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานพระวิมาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวันบวรนิเวศวิหาร

30 ตุลาคม 2560: ออกทุกข์

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปร่วมงานพระราชพิธี หรือต้องใช้เส้นทางในบริเวณนั้น สามารถเช็ควิธีการเดินทาง การปิดเส้นทางจราจร และจุดจอดรถได้ที่ http://kingrama9.net/Journey

 

7 หนังสือของพ่อที่ควรค่าแก่การอ่านและเก็บสะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 14:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520168

7 หนังสือของพ่อที่ควรค่าแก่การอ่านและเก็บสะสม

หนังสือพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ควรค่าแก่การอ่านและเก็บสะสม

นอกจากพระราชกรณียกิจต่างๆ มากมายที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราทรงทำเพื่อพสกนิกรชาวไทยแล้ว ท่านยังมีพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและวรรณกรรมอีกด้วย ซึ่งท่านก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์งานเขียนไว้มากมายหลายเรื่อง ล้วนแล้วแต่มีเนื้อหาสาระที่ดี แฝงข้อคิดและคุณธรรม ควรค่าแก่การอ่านและเก็บสะสมเป็นอย่างยิ่ง

1. เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิทเซอร์แลนด์, 2489

“เมื่อข้าพเจ้าจากสยามสู่สวิทเซอร์แลนด์” เป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรก ซึ่งได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรายเดือน วงวรรณคดี ฉบับประจำเดือนสิงหาคม พ.ศ.2490 ต่อมาได้พิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในงานฌาปนกิจศพ นายอรุณ ทองงาม เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นบันทึกการเดินทางในช่วงที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2489 หลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ เนื้อหาพรรณนาถึงความรู้สึกของพระองค์ตอนจากเมืองไทย และความห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ โดยมีประโยคที่ชาวไทยหลายคนจำได้จากพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะละทิ้งอย่างไรได้”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

2. นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ, 2537

“นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” เป็นพระราชนิพนธ์ที่แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง “A MAN CALLED INTREPID” บทประพันธ์ของ เซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน ซึ่งพระองค์ใช้เวลาแปลนานถึง 3 ปี ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2520 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2523 โดยหนังสือเล่มนี้มีมากถึง 501 หน้า ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2537 โดยมอบรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนายอินทร์ หรือ INTREPID ชื่อรหัสของ เซอร์วิลเลียม สตีเฟนสัน ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยราชการลับของอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องล้วงความลับของเยอรมัน มารายงานต่อทางอังกฤษและอเมริกา เพื่อต่อต้านแผนการเข้าครอบครองโลกของนาซี ซึ่งนายอินทร์ก็ได้แสดงถึงความกล้าหาญ การยอมอุทิศตนเพื่อความถูกต้องและความยุติธรรม โดยไม่หวังลาภยศสรรเสริญใดๆ

3. ติโต, 2537

“ติโต” เป็นพระราชนิพนธ์ที่แปลจากต้นฉบับเรื่อง “Tito” ของ ฟิลลิส ออดี เมื่อปี พ.ศ.2519 ซึ่งพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในปี พ.ศ. 2537 โดยมอบรายได้จากการจัดจำหน่ายสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา หนังสือเล่มนี้พระองค์ทรงแปลเพื่อใช้ศึกษาเรียนรู้บุคคลที่น่าสนใจของโลกอีกคนหนึ่งอย่างจอมพลติโต หรือชื่อเดิมคือ โจซิบ โบรซ นายกรัฐมนตรีคอมมิวนิสต์คนแรก และประธานาธิบดีของประเทศยูโกสลาเวีย ติโตได้แยกประเทศออกจากโซเวียต พัฒนาและตั้งตนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์อิสระ รวมไปถึงเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมประเทศผู้ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด ทำให้เขากลายเป็นรัฐบุรุษของประเทศยูโกสลาเวีย

4. พระมหาชนก, 2539

“พระมหาชนก” มีที่มาจากเมื่อครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชผาติการาม เรื่องพระมหาชนก เมื่อ พ.ศ.2520 แล้วทรงสนพระราชหฤทัยจึงค้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฎก (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกายชาดก เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๒) และแปลตั้งแต่ต้นเรื่องโดยดัดแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น และให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน ซึ่งแปลเสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ.2531 แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ จัดพิมพ์ในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อปี พ.ศ.2539 โดยมีภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์อยู่ด้วย เช่น ภาพวันที่เรือล่ม โดยมีแผนที่อากาศแสดงเส้นทางพายุจริงๆ และภาพพระมหาชนกทรงว่ายน้ำ โดยมีนางมณีเมขลาเหาะอยู่เบื้องบน

5. พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน, 2542

“พระมหาชนก ฉบับการ์ตูน” ถูกจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี พ.ศ.2542 เพื่อให้สะดวกแก่การศึกษาทำความเข้าใจของเด็กและเยาวชน อีกทั้งยังมีการจัดพิมพ์เป็นฉบับอักษรเบรลล์ เพื่อเผยแพร่แก่คนตาบอดอีกด้วย โดยได้ ชัย ราชวัตร เป็นผู้วาดภาพการ์ตูนประกอบ ตามพระราชดำริของพระองค์ที่อยากให้ใช้ลายเส้นแบบไทยๆ

6. ทองแดง, 2545

“ทองแดง” เป็นหนังสือพระราชนิพนธ์ที่ติดอันดับขายดีที่สุดของประเทศในปี พ.ศ.2545 เผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษในเล่มเดียวกัน มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “คุณทองแดง” สุนัขทรงเลี้ยงตัวที่ 17 ของพระองค์ ที่มีสัมมาคารวะ กิริยามารยาทเรียบร้อย และในพระราชนิพนธ์ก็ได้ทรงยกย่องคุณทองแดงในเรื่องความกตัญญูรู้คุณของคุณทองแดงที่มีต่อแม่มะลิ “ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายมาเป็นคนสำคัญแล้วมักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณซึ่งเป็นคนต่ำต้อย ซึ่งข้อคิดในเรื่องนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต”

7. ทองแดง ฉบับการ์ตูน, 2547

“ทองแดง ฉบับการ์ตูน” ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระองค์ให้จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2547 เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น และดูสดใสน่ารักตามแบบฉบับของตัวละครอย่างคุณทองแดง

ที่มา: vcharkarn , finearts

 

บอดี้สแลม…bodysRUN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 13:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520163

บอดี้สแลม...bodysRUN

โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ไม่รู้ใครยังจำภาพยนตร์เรื่อง “Forrest Gump” ได้อยู่บ้าง เข้าใจว่าเข้าฉายในประเทศไทยเมื่อประมาณ 20 กว่าปีแล้วเห็นจะได้

ขอเท้าความถึงเล็กน้อยโดยภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนิยายขายดีของ “วินส์ตัน กรูม” เนื้อหาเกี่ยวกับชายที่ชื่อ “ฟอร์เรสต์ กัมพ์” ซึ่งเป็นผู้มีปัญหาทางสมอง เติบโตมาในช่วงเหตุการณ์สำคัญของโลกหลายเหตุการณ์ เช่น สงครามเวียดนาม สงครามเย็น รวมไปถึงการต่อสู้ในทางการเมืองระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน

ชีวิตวัยเด็กของ ฟอร์เรสต์ กัมพ์ ถูกคนดูแคลนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของสรีระที่เคยเป็นโรคโปลิโอในตอนเด็ก แต่จะด้วยปาฏิหาริย์หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาก็สามารถหายขาดจากโรคนี้ได้ จนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสามัญชนปกติ และก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีของอเมริกาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในภาพยนตร์มีหลายช่วงที่เป็นที่น่าจดจำของผม เพราะเต็มไปด้วยวรรคทองชวนให้คิดมากมาย โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “You’ve got to put the past behind you before you can move on. : คุณต้องทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง ก่อนที่จะก้าวไปข้างหน้า”

แต่ความทรงจำของผมที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การออกวิ่งรอบสหรัฐอเมริกา

ในภาพยนตร์ฟอร์เรสต์ กัมพ์ บอกว่า “ไม่รู้ว่าทำไมวันนั้นผมออกไปวิ่ง วิ่งไปสุดถนน แล้วก็คิดว่าน่าจะวิ่งไปให้สุดเมือง แล้วก็วิ่งให้สุดเขตกรีนโบว์ คิดอีกทีวิ่งข้ามรัฐไปเลย ไม่รู้ทำไมผมวิ่งไปเรื่อยๆ…”

การวิ่งของ ฟอร์เรสต์ กัมพ์ ในครั้งนั้นได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอเมริกามากมาย

ไม่เพียงเท่านี้ ยังสร้างชื่อให้กับ “ทอม แฮงค์” ที่รับบทเป็นฟอร์เรสต์ กัมพ์ จนสามารถคว้ารางวัลออสการ์ในฐานะนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครอง

ที่อยู่ดีๆ มาพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็เพราะผมไปเห็นความยิ่งใหญ่ที่ “พี่ตูน บอดี้สแลม” กำลังจะทำอีกครั้ง ด้วยการออกวิ่งจากภาคใต้สุดของประเทศไทยไปสู่ภาคเหนือสุดของประเทศไทยระยะทางรวมกว่า 2,000 กิโลเมตร

การวิ่งของพี่ตูนไม่ได้เหมือนกับฟอร์เรสต์ กัมพ์ เสียทีเดียว เพราะพี่ตูนออกวิ่งด้วยเหตุผลที่ต้องการระดมทุนให้ได้ 700 ล้านบาท เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาล 11 แห่ง แต่สำหรับฟอร์เรสต์ กัมพ์ กลับไม่มีเหตุผลอย่างที่ในภาพยนตร์ได้นำเสนอเอาไว้

“ถ้าการวิ่งของผมจะช่วยบันดาลใจให้คนที่ไม่เคยออกกำลังกาย ได้หันมาออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง เพื่อลดการเจ็บป่วย มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้มากขึ้น ก็จะช่วยลดภาระในโรงพยาบาลได้ด้วย

สิ่งที่หวังคือ ให้ทุกคนช่วยกันทำในสิ่งที่พอจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน หรือดูแลตัวเองก็ดีแล้ว อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ คนเล็กๆ ช่วยกันทำในสิ่งที่เราทำได้ อย่าคิดว่าเงินจำนวนน้อยของเราจะช่วยใครไม่ได้ หากช่วยในสิ่งที่ทำได้ก็จะสมทบให้กลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้” เป็นคำพูดที่พี่ตูนกล่าวไว้ในรายการเจาะใจ

ก่อนอื่นต้องขอยกย่องพี่ตูนไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ เพราะเป็นการสร้างกุศลครั้งยิ่งใหญ่ โดยกุศลที่สร้างนี้ไม่ได้เป็นการสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางวัตถุนิยม แต่เป็นการสร้างวัตถุเพื่อรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

สิ่งที่พี่ตูนลงมือทำนั้น ผมคิดว่าไม่เพียงแต่ต้องการเงินมาช่วยเหลือวงการแพทย์เท่านั้น แต่ในด้านหนึ่งแล้วต้องการใช้ “การวิ่ง” แทนการตะโกนบอกเสียงดังๆ เพื่อให้ใครต่อใครรวมไปถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองเรา ทราบถึงปัญหาการขาดแคลนงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยไปในตัวด้วย

ประเทศไทยมีงบประมาณประเทศที่ผ่านสภาปีละมากกว่าล้านล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุดในลำดับต้นๆ แต่ทำไมเราถึงได้ยินกันว่า “โรงพยาบาลขาดแคลนงบประมาณ”

นึกแล้วก็ละเหี่ยใจ ถ้าใครเป็นขาประจำที่ต้องไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐบ่อยๆ ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ก็จะทราบดีว่าต้องไปเข้าคิวรอตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

ถ้าโรงพยาบาลทั่วประเทศของเรามีความทันสมัยอย่างเท่าเทียมกันหมด ย่อมทำให้คนที่ขาดแคลนไม่ต้องเสียเงินและเสียเวลาเดินทางมาหาหมอไกลๆ แน่นอน

ตลอด 10 ปีมานี้ ประเทศเราหมดเงินไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการทำประชานิยมและซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

บอกแบบนี้ไม่ได้ต้องการต่อต้านประชานิยมหรือการซื้ออาวุธเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือการจัดลำดับความสำคัญของการใช้เงิน

การทำนโยบายประชานิยมเป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ชาวบ้านได้เข้าถึงโอกาสและเงินทุน การซื้ออาวุธก็จำเป็นเช่นกัน เพื่อรักษาความมั่นคงให้กับประเทศ

แต่ถามว่าถ้ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งควรใช้ไปกับอะไรระหว่าง “การแพทย์-ประชานิยม-ซื้ออาวุธ” ถามคำถามแบบนี้ทุกคนก็คงมีคำตอบอยู่ในใจ

ขอบคุณพี่ตูนอีกครั้งครับ ที่ทำให้คนไทยทุกคนช่วยกันหันมาตระหนักถึงปัญหานี้

 

สั่งสอนจนลืมสื่อสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520162

สั่งสอนจนลืมสื่อสาร

โดย  ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ ภาพ : อีพีเอ

ผมได้ช่วยให้คำปรึกษาพ่อแม่หลายท่าน ที่เคยเลี้ยลูกแบบสั่งสอนมาตลอด และคิดว่าการสั่งสอนคือการสื่อสารกับลูก จนวันที่ลูกเริ่มโต เข้าสู่วัยรุ่น ทีนี้ดันไม่สามารถสั่งและสอนได้เหมือนเดิม

พ่อแม่ที่มาปรึกษาเลยทั้งปวดหัวและกังวล เพราะมักคิดว่าตัวเองได้กลั่นกรองและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกแล้ว จึงทำให้ไม่สามารถทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงที่ “แย่” ลงของลูกได้ เพราะเคยน่ารัก เคยยอม เคยเชื่อว่าพ่อแม่ถูก แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่งดันมีความคิดเป็นของตัวเองและไม่ยอมเหมือนแต่ก่อน

พอมาถึงจุดนี้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็จะบ่นให้ผมฟังว่า เราสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ตอนนี้เลิกคุยกันไปแล้ว แต่จริงๆ สิ่งที่เกิดจริงไม่ใช่ปัญหาการสื่อสาร แต่เป็นการสอนแล้วไม่ฟัง การสั่งแล้วไม่ทำตามมากกว่า

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การสื่อสารจริงๆ ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่มันควรจะเป็น…

ปัญหาพ่อแม่ที่รักและดูแลลูกใกล้ชิดมาตลอด ใกล้จนทำให้เราลืมความจริงที่เจ็บปวดอย่างหนึ่งคือ เราเลี้ยงลูกได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น แล้วเราก็ต้องปล่อยเขา เพราะเราต้องเลี้ยงเขาให้โต (จากเรา) ไม่ใช่ติดเรา เราต้องเลี้ยงเขาเพื่อให้เขาดูแลตัวเองเป็น คือเป็นผู้ใหญ่ สมวัย เพราะในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติที่อยากมีความคิดเป็นของตัวเอง และอยากที่จะเลือกตัดสินใจอะไรต่างๆ ด้วยตัวเอง

ดังนั้น พอลูกมาถึงจุดเปลี่ยน จุดที่โตเป็นวัยรุ่น เราอาจต้องเตือนตัวเองให้ปูความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกที่ดีที่สุด ในแบบที่ต่างจากที่เราเคยคิด เคยได้รับแนวทางมา คือแทนที่จะเน้นสั่งสอน เพราะกลัวลูกถูกด่าว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” เป็นการปูทางลูกให้ลองทดสอบสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เพื่อฝึกเขาให้มีจุดยืน เรียนรู้เองบ้างว่าอะไรผิด อะไรถูก? โดยไม่เข้าไปสั่งสอนให้เขารู้สึกว่า เขาไม่ได้ลองคิดอะไรเองเลย

การหยุดสั่งสอนลูกเป็นเรื่องยาก สำหรับพ่อแม่ที่ชินกับวิธีเลี้ยงลูกแบบเดิม เพราะการพูดขัดแย้งของเด็ก ทำให้เรารู้สึกว่าลูกเรา “เถียงหัวชนฝา” จนเราไม่อยากสื่อสาร เพราะไม่ได้ดั่งใจ กลายเป็นว่าเราต้องฟังลูกบ่นมากขึ้น ขัดเรามากขึ้น เราเองก็ทำงานหนัก หาเลี้ยงลูกอยู่แล้ว ยังต้องมาฟังลูกบ่น เถียงกลับ ไม่เห็นด้วย

ส่วนใหญ่เมื่อลูกไปถึงจุดนี้ พ่อแม่หลายคนจะใช้ไม้ตายก็คือ มองลูกเป็นคนไม่ดี ไม่กตัญญูรู้บุญคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา ทำให้ลำบากใจ ที่เห็นส่วนใหญ่จะทำให้ลูกรู้สึกว่า ตัวเองไม่น่าเกิดมาเลย ถ้าเกิดมาแล้วพ่อแม่ลำบากขนาดนี้ (จริงๆ พูดบ่น ตัดพ้อลูกเท่านั้น ไม่ได้คิดแบบนั้นจริง แต่ลูกเครียดจริง)

พ่อแม่ส่วนใหญ่คิดว่า “การสื่อสารความคาดหวัง” คือ “การสื่อสารกับลูก” คือสิ่งเดียวกัน แต่จริงๆ สิ่งที่ทำเป็นการสั่งสอนมากกว่าการสื่อสารสองทาง พ่อแม่มักคิดว่าลูกก็คือลูก ไม่สามารถสะท้อนอะไรเกี่ยวกับพ่อแม่ได้ การสื่อสารสองทางจึงไม่เกิด

บางทีสิ่งที่ลูกตอบกลับอาจไม่ถูกหู แต่ถ้าเราตั้งใจฟังดีๆ เราอาจจะเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์ที่เรามีส่วนทำให้มันพลาดด้วยเช่นกัน

การสื่อสารกับลูกวัยรุ่น ต้องเป็นการสื่อสารสองทาง ถ้าพ่อแม่ยังออกแนวสั่งสอนเป็นหลัก และให้ลูกฟังอย่างเดียว ไม่พูดกลับ เราเองจะล็อกสมองไม่เรียนรู้อะไรจากลูก เพราะมองว่าลูกต้องเรียนรู้จากพ่อแม่เท่านั้น

ยิ่งยุคปัจจุบันลูกเปิดรับข้อมูลที่กว้างขึ้นจากโลกและอินเทอร์เน็ต ถ้าพ่อแม่ไม่เรียนไปพร้อมกับลูก ในที่สุดจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะลูกโตเกินที่จะอยากฟังอย่างเดียว และมักจะเป็นแทบทุกบ้าน เพราะเด็กวันหนึ่งก็ต้องโต โตตามวัยของเขา

จะว่าไปบางเรื่องลูกเขาก็รู้มากกว่าเรา เพียงแต่เราไม่อยากยอมรับเท่านั้น เพราะเราไม่เคยคิดว่า มันจำเป็นที่ต้องให้ลูกมาสอนพ่อแม่

พ่อแม่ที่สั่งสอนลูกจนชิน พอลูกโตมากๆ มักจะวางตัวลำบากขึ้น เพราะตัวเองเคยได้จัดการทุกอย่างให้ลูกทำตาม พอลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น พ่อแม่ที่ไม่เคยทำตัวเป็นเพื่อนจริงๆ ไม่เคยฟังแบบตั้งใจ ไม่เคยต่อรองกับลูก เหมือนเพื่อนทำกัน จะทำใจเป็นเพื่อนยาก และทำไม่ได้ในที่สุด แต่ถ้าถามพ่อแม่ทุกคนก็อยากเป็นเพื่อนกับลูก

ทุกคนเชื่อว่าได้เป็นเพื่อนกับลูก ถึงเวลาตอนปฏิบัติจริง มันยากกว่าสิ่งที่พ่อแม่คิดว่าตัวเองทำได้ เพราะเพื่อนเป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียม ที่สื่อสารสองทาง นอกจากนั้น ความเป็นเพื่อนยังเป็นเรื่องของการแสดงความรู้สึกว่าเข้าใจกัน รู้ใจกัน ยิ่งสนิทยิ่งรู้ว่าอะไรเรื่องเล็ก อะไรเรื่องใหญ่

ปัญหาปัจจุบันที่ผมเห็นประจำ และเป็นสิ่งที่ปวดหัวพ่อแม่แทบทุกบ้านคือ เมื่อลูกโตเป็นวัยรุ่น เรื่องเล็กๆ ของลูกกับของพ่อแม่มักไม่ตรงกัน เรื่องใหญ่ของพ่อแม่ เช่น ลูกเดินออกไปนอกบ้าน พ่อแม่อาจมองว่าอันตราย ลูกอยากทำสีผม พ่อแม่มองว่าไม่สุภาพ แต่ลูกมองว่าไม่เห็นมีอะไร ลูกกลับบ้านช้า การขอไปเที่ยวค้างต่างจังหวัดกับเพื่อน การกลับบ้านเอง พ่อแม่ก็มองว่าเป็นเรื่องใหญ่

ในทางกลับกัน เรื่องที่พ่อแม่มองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ กลับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับลูก เช่น เป็นสิว พ่อแม่มองว่าเดี๋ยวก็หาย แต่ลูกเครียดมาก เหมือนโลกจะแตก หรือลูกอกหัก เพิ่งเลิกกับแฟน พ่อแม่มองว่าไม่เป็นไร แต่ลูกเริ่มซึมเศร้า ไม่อยากเจอใคร จนใช้ชีวิตไม่ได้ เป็นต้น

การมองมุมลูก ยากตรงที่เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ของลูกกับของเรา มันมักสวนทางกัน จนทำให้เราเริ่มกลับมาสั่งสอนให้ลูกเอาตามทางเรา เพราะเราไม่อยากฟังทางของลูก เรามองการสื่อสารกับการสั่งสอนเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเราไม่ชินที่ลูกไปคนละทางกับเรา เรากลัวลูกเป็นเด็กไม่ดี กลัวเขาเสียคน ซึ่งพอเข้าใจได้ เพราะเขาเปลี่ยนไป ไม่น่ารักเหมือนเก่า

พ่อแม่ไทยส่วนใหญ่สื่อสารความรักไม่เป็น มักคิดว่าการเตือน การสั่งสอน นั้นคือความรักแล้ว เพราะเราอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่ทางจิตวิทยา ลูกเมื่อโตขึ้น เขาต้องการจากเรามากกว่าการสั่งสอนสิ่งเล็กๆ ที่เราพอปรับได้ เพื่อให้การสื่อสารของเราไม่ได้มีแต่การสั่งสอน จนเขาตึง อาจทำได้โดย

1.พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาเชื่อ สิ่งที่เขาคาดหวังบ้าง แล้วเรียนรู้ไปกับเขา แทนที่จะรีบบอกว่าเราคาดหวังอะไรจากเขา เราอาจฟังก่อนว่าจุดยืนลูกคืออะไร? แล้วค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ ทำความเข้าใจกันว่าพ่อแม่มองเหมือนหรือต่างอย่างไร? แต่อย่ารีบสื่อสารความคาดหวัง จนกว่าเราจะเข้าใจจุดยืน สิ่งที่ลูกหวังให้เรียบร้อยก่อน

2.ใช้เวลากับลูกโดยฝึกฟังเขามากขึ้น อย่าเพิ่งรีบคิดว่า “เรื่องเล็ก” เพราะเราอาจทำให้เขาไม่อยากคุยกับเราอีก เพราะมันไม่สำคัญสำหรับเราพอ เขาเลยไม่อยากเสียเวลาคุย

3.เป็นกระจก คือ “ทวนความรู้สึกลูก” ถ้าเขาบอกว่า “พ่อแม่ไม่เข้าใจ” ก็ต้องทวนความรู้สึกแล้วถามว่า ที่บอกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจยังไง ลูกลองเล่าให้ฟังหน่อย ง่ายๆ คือ เราต้องไม่ด่วนสรุปตัดสิน ต้องไม่มองว่าความคิดเขาไร้สาระ พยายามคิดว่าตอนเราอายุเท่าเขา เราก็อาจเคยคิดแบบนี้มาก่อนก็ได้

ทั้งหมดเป็นคำแนะนำเบื้องต้นที่เราอาจต้องรีบทำความเข้าใจ ก่อนที่เราจะไม่สามารถสื่อสารกับลูกได้อีก เพราะเรามัวแต่สั่งสอน จนลืมสื่อสารนั่นเอง

 

ไมค์ แพล็กซ์ตัน สนุกกับการสร้างอนาคตคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 13:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520161

ไมค์ แพล็กซ์ตัน สนุกกับการสร้างอนาคตคนรุ่นใหม่

โดย วารุณี อินวันนา

ไม่บ่อยนักที่จะเห็นผู้บริหารชาวต่างชาติทำงานอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่องยาวนาน และสามารถสร้างทีมงานรุ่นใหม่ไฟแรงขึ้นมาโลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจประกันชีวิตอย่างน่าจับตามอง

ที่สำคัญได้ใจทีมงานไปแบบไม่มีช่องว่างระหว่างตำแหน่ง หนึ่งในนั้นต้องยกให้ ไมค์ แพล็กซ์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต วัย 68 ปี

ซีอีโอหนุ่มใหญ่ เล่าให้ฟังว่า เข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2547 ในตำแหน่งประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ (ซีอีโอ) ของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะมารับตำแหน่งที่บริษัท เอฟดับบลิวดี เมื่อปี 2556 จนถึงปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยร่วม 13 ปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พร้อมกับยืนยันว่าในปีนี้จะยังคงทำงานในประเทศไทยต่อไป แม้วัยจะถึง 68 ปีแล้วก็ตาม หนึ่งในเหตุผลที่ไม่ยอมเกษียณการทำงานและกลับคืนถิ่นกำเนิด เพราะรักวัฒนธรรมไทย ผู้คนมีนิสัยคล้ายๆ กับบ้านเกิดในชนบทที่ประเทศอังกฤษ จึงรู้สึกอบอุ่น

“ผมเป็นคนอังกฤษ เกิดในต่างจังหวัด มีบ้านอยู่ที่สเปน แต่ใจอยู่ที่ไทย เวลาส่วนใหญ่จะใช้ไปกับการเดินทาง เยี่ยมสาขาหรือตัวแทนในต่างจังหวัด โดยจะใช้รถยนต์มากกว่าการนั่งเครื่องบิน เพราะต้องการชื่นชมกับวิถีชีวิตของคนไทย และสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทยระหว่างการเดินทาง” ไมค์ กล่าว

ไมค์ เล่าความรู้สึกว่าวันนี้ยังคงมีเป้าหมายในชีวิตที่ท้าทาย มีพลังความสนุก เพราะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ยกตัวอย่างวันนี้ ทุกคนพูดถึงดิจิทัล ที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องนำมาพัฒนาเพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้า ก็ต้องอาศัยความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

“ส่วนผมเรียกตัวเองว่า ‘ไมค์ ยุคหิน’ ตอนนี้ใช้โทรศัพท์ 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งใช้โทรอย่างเดียว อีกเครื่องหนึ่งไว้รับส่งอีเมล ไว้ทำงาน และต้องใช้เวลาทำความเข้าใจแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น แอพที่ให้ลูกค้าเข้ามาดูว่ามีกรมธรรม์อะไรกับเรา ตรวจสอบโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ตัว การให้บริการต่างๆ รวมถึงไลน์ เฟซบุ๊ก เพื่อปรับตัวให้ทันกับทิศทางของโลกในอนาคต”

4 ปีที่ผ่านมา ไมค์ แจงว่าตั้งแต่มีการเปลี่ยนชื่อจากบริษัท ไอเอ็นจี ประกันชีวิต มาเป็นบริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ธุรกิจของบริษัทมีการเติบโตกว่า 400% และแบรนด์ได้ขึ้นมาติดอันดับต้นๆ ในใจคนรุ่นใหม่ และเป็นแบรนด์ใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุด ภายใต้ทีมการตลาดรุ่นใหม่ไฟแรง

“นับว่าผลงานออกมายอดเยี่ยมมาก ซึ่งในปี 2561 ตั้งความหวังไว้ว่าทีมงานจะสามารถนำพาบริษัทไปสู่เป้าหมายการเป็นอันดับ 5 ในอุตสาหกรรมประกันชีวิตไทย”

ไมค์ เล่าว่า การจะเป็นซีอีโอที่สามารถพิชิตเป้าหมายได้ ต้องศึกษาทั้งทฤษฏีและเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพราะส่วนตัวไม่ได้เรียนจบบริการ แต่จบมาทางด้านสถาปัตยกรรม และไม่มีมหาวิทยาลัยไหนสอนเรื่องการเป็นผู้บริหารที่ดี ฉะนั้นในทุกๆ ทีที่กลับบ้าน จะทบทวนว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง มีทั้งดีและไม่ดี

“ส่วนใหญ่รู้สึกว่าทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จึงต้องโค้ชตัวเองก่อน และต้องทำตัวแบบถ่อมตน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทีมงานได้แสดงความสามารถออกมา สร้างความไว้วางใจให้กับทีมงาน”

ในฐานะผู้บริหารต้องทำความรู้จักทีมงานที่รับผิดชอบแต่ละสายงานทุกคน จะทำให้ทราบว่าแต่ละคนมีความถนัดและความเชี่ยวชาญอะไร หลังจากนั้นก็ส่งเสริมให้แต่ละคนแสดงประสิทธิภาพนั้นออกมาอย่างเต็มที่ ไมค์ ชี้ว่าด้วยการให้โอกาสได้แสดงความคิด และทำแผนเกี่ยวกับการทำงานเสนอเข้ามาอย่างอิสระ เพื่อรวบรวมความคิดของแต่ละคน

“เพราะถ้าทำงานคนเดียว ตัดสินใจคนเดียว ก็จะได้ความคิดเดียว แต่ถ้าให้โอกาสคน 10 คน เสนอความคิดเข้ามา ก็จะได้ความคิดมา 10 อย่าง แล้วมาเลือกสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมกับให้เหตุผลทั้งด้านดีและด้านลบ เพื่อขอความเห็นอีกครั้ง”

ซีอีโอวัยเกษียณ ยืนยันว่าไม่ใช่คนชี้นิ้วสั่ง หรือชี้นิ้วต่อว่าคนอื่น เพราะในฐานะผู้บริหาร หากทีมงานทำงานออกมาไม่ดีหรือผิดพลาด แสดงว่าเราก็มีส่วนในความผิดพลาดนั้น

“อาจเกิดจากเราสื่อสารกับเขาไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน ฉะนั้นในคราวหน้าต้องแก้ไขด้วยการทำให้ชัดเจนขึ้น บอกให้ชัดขึ้นว่าผมต้องการอะไร และทีมงานเข้าใจที่ผมพูดว่าอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจตรงกัน งานจะได้เดินหน้าไปได้เร็ว และเมื่อให้โอกาสใครทำงานแล้ว ก็ปล่อยให้เขาทำงานเต็มที่

การทำงานแบบนี้ ทำให้ทีมงานพร้อมและสบายใจที่จะทำงานด้วย เมื่อเกิดปัญหาก็พร้อมที่จะเข้ามาพูดคุยแบบเปิดใจ ผมสามารถปลุกพลังและสร้างความสามารถของแต่ละคนให้มีมากขึ้นได้อีก ซึ่งแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคที่แตกต่างกัน คนเหล่านี้กลับมาปลุกพลังผมให้มีแพสชั่นในการทำงานทุกๆ วัน” ไมค์ กล่าว

ทั้งนี้ ไมค์ สรุปทิ้งท้ายว่า องค์กรเรามีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการช่วยลูกค้าแก้ปัญหา ต้องการทำให้คนไทยมีความคุ้มครอง ช่วยให้ลูกหลานของลูกค้าได้รับการศึกษา ให้ลูกค้าเกษียณอย่างสบายใจ และธุรกิจต้องมีการเติบโตที่สูงและรวดเร็ว ซึ่งผู้บริหารไม่สามารถทำได้เองลำพัง ต้องอาศัยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย

 

ตลาดร้านรวงย่านช่อง 5 สนามเป้า ย่อมเยา ช็อปง่ายสบายกระเป๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 13:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520159

ตลาดร้านรวงย่านช่อง 5 สนามเป้า ย่อมเยา ช็อปง่ายสบายกระเป๋า

โดย : อณุสรา ทองอุไร  ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

การช็อปปิ้งสำหรับคุณสาวๆ นั้น บ่อยครั้งไม่ใช่แค่การได้ซื้อของใหม่ๆ มาใช้ แต่มันคือการบำบัดจิตใจได้อย่างหนึ่ง

ว่าไปแล้วจะให้เดินซื้อแต่เฉพาะที่ห้างหรู หรือตามคอมมูนิตี้มอลล์โก้ๆ มันก็อาจจะเกินกำลังทรัพย์ไปในบางครั้ง

บางครั้งชีวิตอาจจะต้องการความเรียบๆ ง่ายๆ แบบที่เรียกว่าสูงสุดคืนสู่สามัญบ้างก็ได้ จะมาให้กินหรูอยู่สบายเกินตัวตลอดเวลาอาจจะลำบากกระเป๋าได้ในอนาคต

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การใช้ชีวิตให้เรียบง่าย แบบที่ผู้ใหญ่มักจะสอนเราไว้จนคุ้นหูก็คือ ทำตัวจนจะรวย ถ้าทำตัวรวยจะจน เพราะฉะนั้นลองใช้ชีวิตบ้านๆ สบายๆ จึงจะชวนไปเดินชมตลาดร้านรวงย่านช่อง 5 สนามเป้า

ลงรถไฟฟ้าบีทีเอส ฝั่งตรงข้ามช่อง 5 ลงมาก็ถึงทันที ตลาดตั้งเรียงขนานกับแนวถนน กินพื้นที่ยาวประมาณ 600 เมตร เริ่มตั้งแต่โรงพยาบาลพญาไท ไปจนถึงใต้ทางด่วนก่อนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ถือว่าเป็นตลาดที่รองรับคนทำงานออฟฟิศย่านนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลพญาไท ตึกออฟฟิศขนาดใหญ่ ครอบคลุมลูกค้าระเรื่อยไปตั้งแต่ย่านอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตีวงกว้างไปเกือบจนถึงซอยราชครู

สินค้าที่วางขายมีหลากหลายชนิด ทั้งเสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าผู้หญิงวัยทำงานแบบสาวออฟฟิศ เสื้อผ้าผู้หญิงใส่ลำลองวันหยุด เสื้อผ้าผู้หญิงทำงานนำเข้าจากต่างประเทศ เสื้อผ้าผู้หญิงแบบผ้าไหมผ้าฝ้ายพื้นเมือง เสื้อผ้าผู้ชาย เครื่องประดับ ของเก่าแนวแอนทีคก็มี แว่นตาแบบรับตรวจสายตากันตรงนั้นเลย

ชุดชั้นใน เสื้อยืด ของกิน ของใช้ อาหารแห้ง เบเกอรี่ ขนมไทยๆ ผลไม้นำเข้าก็ยังมี เรียกว่าเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแบบริมทาง ที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างครบครัน สินค้ามีหลายระดับไล่ตั้งแต่หลักสิบ หลักร้อยจนถึงหลักพัน บางร้านก็สามารถรูดบัตรเครดิตได้ด้วย

ตลาดจะเริ่มตั้งแต่ 07.00 น. จนถึง 13.30 น. เปิดวันจันทร์ถึงวันศุกร์ หลังจากนั้นตลาดจะเริ่มซาลงแล้ว โดยส่วนใหญ่แม่ค้าพ่อขายจะเวียนกันมาอาทิตย์ละวันสองวัน ดังนั้น หากเราซื้อของที่ไม่แน่ใจว่าจะใส่ได้พอดีหรือไม่อย่างไร ต้องถามพ่อค้าแม่ค้าว่ามาขายวันไหนบ้างจะได้ไปเจอกันได้ถูกวัน

ข้อดีของตลาดนัดแนวรถไฟฟ้าแบบนี้ก็คือ สินค้าจะมีความหลากหลาย เหมาะกับคนทำงานมากกว่าตลาดนัดทั่วไป เพราะคนขายรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป็นคนทำงานย่านนั้นพอมีกำลังซื้ออยู่บ้าง ของจะมีคุณภาพกว่าตลาดนัดทั่วไป

หลายครั้งที่ได้เจอสินค้าดีๆ ที่ไม่ได้มีขายทั่วไป เพราะทำมาเพื่อมาขายตลาดย่านออฟฟิศ 2-3 แห่ง เนื่องจากเป็นของทำมือไม่ได้มีจำนวนมากนัก จะมาขายอาทิตย์ละ 2-3 วัน ประจำการที่ตลาดนัด 3 แห่ง ชอบมาขายตลาดนัดออฟฟิศตามแนวรถไฟฟ้า เพราะคนเยอะ มีกำลังซื้อ ลูกค้ามีไลฟ์สไตล์พอที่จะเลือกใช้งานมือเก๋ที่ราคาไม่ได้ถูกเกินไป

เนื่องจากการมาขายที่ตลาดนัดไม่ได้เสียค่าเช่าที่แพงมากนัก วันละ 200 บาท ทำให้ต้นทุนไม่สูงเกินไป จนทำให้ราคาสินค้าไม่แพงมากนัก หากทำราคาต่อชิ้นให้ไม่เกิน 300-400 บาท จะเป็นราคาที่จับจ่ายได้ง่าย

สาวๆ คนไหนอยากได้งานแฮนด์เมดเก๋ๆ ราคาสบายกระเป๋า ลองออกไปเดินช็อปชิมชม ได้ที่ตลาดนัดหน้าสถานีช่อง 5 สนามเป้า เดินทางสะดวกสบาย ไม่ต้องเกรงปัญหารถติด ลงสถานีปุ๊บช็อปปั๊บได้ช่วงพักเที่ยง ครบครันทั้งของกินของใช้ ในเวลา 1 ชั่วโมง

ไม่ต้องกังวลจะเสียเวลางาน เวลามีน้อยใช้สอยให้ประหยัด คุ้มค่าทุกเวลานาที มีแค่ 1,000 ก็ได้ของเต็มกระเป๋า… เพียบเลย

 

เติมสีเขียวให้ชีวิต ที่ตลาดต้นไม้คลอง 15

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 13:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520158

เติมสีเขียวให้ชีวิต ที่ตลาดต้นไม้คลอง 15

โดย/ภาพ : กั๊ตจัง

สำหรับคนรักธรรมชาติ อยากให้บ้านมีพื้นที่สีเขียวสร้างอากาศบริสุทธิ์ให้กับบ้านใหม่ที่กำลังเข้าอยู่ หรืออยู่มานานแล้วอยากจะเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนต้นไม้ในบ้านให้สวยงามขึ้น

แนะนำให้มาที่ตลาดต้นไม้คลอง 14-15 ริมถนนรังสิต-นครนายก ซึ่งมีต้นไม้ให้คุณเลือกมากมายทั้งไม้ใหญ่และไม้เล็ก

ยอมลงทุนขับรถเดินทางมาเพียงแค่ชั่วโมงครึ่ง จะพบกับแดนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ประดับบ้านยอดนิยมนานาพันธุ์ ระยะทางยาวกว่า 10 กิโลเมตร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ตลาดคลอง 14 เป็นตลาดต้นไม้ขนาดกลางและขนาดใหญ่ เหมาะกับลูกค้าที่มีพื้นที่บ้านพอสมควร แต่ส่วนมากแล้วลูกค้าจะแวะเวียนเข้าไปที่คลอง 15 เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นตลาดไม้ดอกไม้ประดับ

หากเดินทางเข้าไปช่วงนี้ ต้นไม้ที่ขายดีที่สุดก็คือดอกดาวเรือง วางขายกันแทบทุกร้านต้นละ 10 บาท ดอกไม้อื่นๆ ราคาก็เฉลี่ยอยู่ที่ 10-250 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการปลูกและความนิยม แต่โดยรวมแล้วถือว่าถูกกว่าที่อื่นๆ เช่น จตุจักร หรือถนนเลียบด่วนรามอินทรา และตลาดต้นไม้ในเมือง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่ละร้านก็มีพื้นที่สำหรับการปลูกต้นไม้ของตัวเอง เพื่อการส่งขายโดยเฉพาะ ปลูกอยู่ข้างหลังร้านถึงเวลาก็ยกเอามาขายข้างหน้า ซึ่งร้านค้าต้นไม้ในเมืองส่วนมากก็จะรับจากที่นี่ไปขายต่อจากต้นละ 10 เป็น 20 บาท

เวลาเลือกซื้อ แนะนำให้ซื้ออย่างน้อยๆ 10 ต้น เผื่อเอามาปลูกลงดินที่บ้าน แล้วอาจจะมีบางต้นยืนตายก่อนก็มี หากซื้อรวมแล้วราคาเกิน 4,000 บาท ทุกร้านจะมีบริการส่งถึงบ้าน หลายคนใช้งบประมาณแค่ 1-2 หมื่นบาท พร้อมให้ร้านขายต้นไม้ออกแบบจัดสวนให้ ก็จะได้สวนสวยที่มีต้นไม้อยู่รวมกันอย่างสวยงามลงตัว

แต่เดิมบริเวณคลอง 14-15 ชาวบ้านย่านนี้ทำนาเป็นเสียส่วนมาก จนเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เริ่มมีร้านขายต้นไม้บริเวณริมถนนรังสิต-นครนายก ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไปเที่ยว จ.นครนายก เป็นอย่างมาก จากร้านค้าที่กระจุกตัวอยู่ริมถนนใหญ่ก็เริ่มขยายตัวเข้าสู่ด้านในจนมีระยะทางยาวมากกว่า 8 กิโลเมตร

กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของโครงการ Unseen Thailand ใครที่ปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น ปลูกแล้วมีปัญหา เดินทางมาที่นี่ พอซื้อต้นไม้กลับไป ก็สอบถามวิธีการลงดินการให้น้ำให้ปุ๋ย

บางทีเราก็มีปัญหาการปลูกต้นไม้อื่นๆ ในบ้าน มาถามคนขายก็จะได้ความรู้กลับไป จากประสบการณ์ตรงในการเพาะขยายจำหน่ายพันธุ์ไม้มานาน หากขาดเหลือสิ่งของจำเป็นในการทำสวนที่นี่ก็มีขายครบ ตั้งแต่กระถางสำหรับผู้เริ่มต้น ไปจนถึงกระถางมังกรอย่างดี ปุ๋ยมีให้ครบทุกสูตร ใครอยากปลูกสวนผักหรือสวนดอกไม้แนวตั้ง ก็มีให้เลือกครบครันมาที่เดียวจบทุกเรื่องการทำสวน

เวลาซื้อของต่อราคา แนะนำอย่างหนึ่งว่าให้ถามหลายๆ ร้าน ก่อนตัดสินใจ อย่าเพิ่งเห็นว่าถูกแล้วซื้อเลย เพราะอาจจะมีอีกร้านที่ถูกกว่า ส่วนมากร้านขายถูกจะอยู่ค่อนข้างลึก จากประสบการณ์ในการซื้อต้นไม้จากตลาดคลอง 15 พบว่าพ่อค้าแม่ค้ามักจะข่มราคาให้ลูกค้าเสียใจว่าไปซื้อร้านที่ขายแพงกว่า คราวหน้าจะได้มาร้านของเขาที่เดียว

แน่นอนคนซื้อสามารถแก้เกมข่มราคาจากพ่อค้าแม่ค้าได้ จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยซื้อกระถางต้นไม้พลาสติกใบขนาดกลางจากร้านแรกราคา 40 บาท จากนั้นไปซื้อปุ๋ยอีกร้านซึ่งขายกระถางเหมือนกัน เจ้าของร้านมักจะเช็กราคาร้านอื่นๆ ด้วยการถามจากลูกค้าว่าซื้อมาใบละเท่าไรหรือต้นละเท่าไร ให้หลอกตอบไปในราคาที่ถูกกว่าคือใบละ 30 บาท (ราคาจริงจากร้านแรก 40 บาท)

ถ้าร้านที่สองบอกราคา 30 บาทเท่ากัน ก็ซื้อเพิ่มจากร้านที่สองได้ (เพราะเขาจะขายในราคาที่ถูกกว่าร้านแรก) แต่ถ้าโชคดีเจอแม่ค้าที่ชอบข่มราคาให้ลูกค้าเสียใจที่ซื้อมาแพง โดยให้ราคาที่ 20-25 ก็จัดซื้อกันให้หนักๆ แต่อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะขายราคาไหนก็ถือว่าถูกอยู่ดี เมื่อเทียบกับร้านขายต้นไม้ในย่านอื่นๆ งบแค่ 2,000 บาท ก็ใส่ต้นไม้ ใส่ปุ๋ยได้เต็มคันรถ หรือจะซื้อเอาไปขายต่อยังคุ้มเลย

 

ใบตองตึง สร้างใหม่ให้มากกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 13:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520157

ใบตองตึง สร้างใหม่ให้มากกว่า

โดย โยโมทาโร่

เราคงเคยเห็นบ้านชาวเขาหรือคนท้องถิ่นในภาคเหนือที่มุงหลังคาด้วยวัสดุจากธรรมชาติอย่างใบตองตึง ซึ่งหลายคนอาจจะยังสงสัยว่าจะกันแดดกันฝนได้ดีแค่ไหน แต่คำร่ำลือจากทุกคนที่เคยได้อยู่ใต้ชายคาใบตองตึงแห้ง ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เย็นสบายกว่าหลังคาบ้านในปัจจุบันเป็นไหนๆ ทว่าจะให้จบแค่การเป็นหลังคาก็น่าเสียดาย

นักออกแบบมากฝีมืออย่าง ปรเมศร์ สายอุปราช เจ้าของแบรนด์ “Mr.Leaf” จากดินแดนล้านนา จึงนำใบตองตึงมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นในการทำเป็นกระเป๋าได้อย่างลงตัว ซึ่งไม่ใช่แค่ลวดลายใบตองตึงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเท่านั้นแต่ยังสามารถนำมาตกแต่งตัดเย็บให้มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของผู้ใช้งาน

เมื่อได้สัมผัสจะได้รับรู้ถึงกลิ่นอายของวัฒนธรรมและกลิ่นอายของดินแดนล้านนาแฝงอยู่ในตัว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

โดยปกติแล้ว ต้นตองตึง เป็นไม้ป่ายืนต้น มีใบคล้ายๆ กับต้นสัก แต่ใบตองตึงไม่มีขน ชาวบ้านนิยมนำใบสดมาเช็ดให้สะอาด แล้วใช้ห่อข้าว เหมือนกับใบตอง หรือใบบัวในภาคกลางนั่นแหละ ใบตองตึงเมื่อแก่และหล่นจากต้น เก็บมาจำนวนมากๆ นำมาทำเป็นตับมุงหลังคากระท่อมคล้ายจากหรือแฝก มีความทนทานได้ 4-5 ปี

เมื่อมีคุณสมบัติที่ดี ชาวบ้านในภาคเหนือสมัยโบราณใช้มุงหลังคาบ้าน ใช้ห่อข้าวเหนียวและของอื่นๆ และสามารถนำมารังสรรค์เป็นข้าวของเครื่องใช้ได้ แต่หากลองทำแล้วจะพบว่าสามารถทำได้และใช้งานได้จริง หากรู้จักนำมาประยุกต์รวมกับวัสดุสมัยใหม่ เพราะเป็นใบไม้ที่มีเส้นใยหนามาก

ปรเมศร์ จึงมีไอเดียที่จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่น หลังจากผ่านประสบการณ์ ลองผิดลองถูกและเรียนรู้วิชาจากญี่ปุ่นเกี่ยวกับการใช้เส้นใยธรรมชาติมากว่า 10 ปี นำใบตองตึงมาทำเป็นหมวก ร่ม เสื้อ ของใช้จิปาถะอื่นๆ

อย่างเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ และตู้ ในแบรนด์ที่ชื่อ “Mr.Leaf” ด้วยความพิเศษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทำให้สินค้าเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ในแถบตะวันออกอย่างไต้หวัน จีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย อีกด้วย

ส่วนประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีวางจำหน่ายมากนัก เพราะเทียบแล้วกลุ่มลูกค้าต่างชาติจะให้ความสนใจมากกว่า นอกจากดีไซน์ที่ทำให้ขายดี ก็คือเรื่องราคาที่ไม่ได้แพงอย่างที่คิด เริ่มต้นที่หลักร้อย ไปจนถึงหลักพันบาท ส่งออกจนได้รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2560 Best OTOP

ปรเมศร์ เผยว่า แม้สินค้ายากต่อการเลียนแบบ เนื่องจากใบตองตึงมีรูปแบบและเส้นใยเฉพาะตัว และได้รับความนิยมแต่ก็ยังต้องจะพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ชูจุดเด่นของสินค้าที่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นชุมชนและสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

นอกจากใบตองตึงก็ยังมีการนำกล้วยมาตัดเย็บร้อยเรียงเป็นของใช้ ทั้งกาบกล้วย ใบตอง เพราะมองว่ากล้วยกับชุมชนเป็นของคู่กัน และคนในชุมชนจะใช้กล้วยทำประโยชน์ตั้งแต่การทำพิธีกรรมตอนเกิด จนถึงงานศพ ซึ่งผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ “Mr.Leaf” ก็จะสามารถรับรู้และบอกต่อแก่คนใกล้ตัวได้

นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของผู้รักในความเป็นธรรมชาติและท้องถิ่น ที่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้ ผ่านสิ่งของเครื่องใช้ ไม่ใช่เพียงเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมโบราณ แต่ยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัวด้วย