หนูน้อยนักเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 12:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520150

หนูน้อยนักเดินทาง

โดย โยโมทาโร่

เด็กเล็กกับการเดินทางไกล ดูเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย แต่ไม่ใช่สำหรับครอบครัวเมษะมาน ที่ต้องเดินทางไกลอยู่เป็นประจำโดยมีน้องพอใจ (พอใจ เมษะมาน) วัย 3 ขวบ เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ด้วยกันเสมอ

“ด้วยความที่ครอบครัวของเราต้องเดินทางบ่อย เพราะงานเราต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ขึ้นเหนือล่องใต้อยู่ตลอด ในช่วงที่เขายังไม่ได้เข้าอนุบาล เราก็พาเขาเดินทางไปด้วยกัน เป็นครอบครัวที่เลี้ยงลูกเอง เวลาเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดก็ต้องพาลูกไปด้วย แต่พอลูกเข้าโรงเรียนก็ต้องปรับให้ช่วงเวลาในการทำงาน ที่จะต้องไปบรรยายความรู้เรื่องการประกันภัยทั่วประเทศ เป็นช่วงวันหยุดเพื่อที่ลูกจะได้มีเวลาเรียนมากที่สุด” ชนันท์ภัทร์ เมษะมาน คุณแม่เล่าที่มาการเดินทางของลูกน้อย

ชนันท์ภัทร์ เล่าต่อว่า เริ่มพาลูกไปเที่ยวตั้งแต่ 7 วันหลังคลอด ไปเที่ยวไม่ไกลจากบ้านมากนัก แต่ไปบ่อยจนเขากลายเป็นเด็กที่ชอบนั่งรถ และคุ้นชินกับการนั่งคาร์ซีทในรถ เพื่อความปลอดภัยตั้งแต่เด็กๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“เวลาเดินทาง เขาก็จะไม่งอแง รู้หน้าที่ว่าเวลาอยู่ในรถ เขาจะต้องทำตัวอย่างไร ต้องช่วยคุณพ่อ (ภาคภูมิ เมษะมาน) ดูเส้นทาง นั่งให้เรียบร้อย

การพาลูกไปเที่ยวแต่ละที่ ก็จะเน้นไปที่จังหวัดที่เรากำลังเดินทางไป แล้วก็ดูเรื่องฤดูกาลที่เหมาะสมกับการเที่ยวมาก่อนว่า ช่วงเวลานี้มีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง และแต่ละที่นั้นมีอะไรที่น่าสนใจที่คิดว่าลูกเราจะชอบ

ข้อมูลเหล่านี้เราก็สามารถค้นหาได้ในอินเทอร์เน็ตทั่วไป เมื่อเลือกได้แล้วเราก็จะถามกับลูกว่าอยากไปที่นี่ไหม ถ้าเขาอยากไปเราก็จะบอกกับเขาว่า ไปแล้วจะเจอกับอะไรบ้าง ให้ลูกได้รู้ได้เตรียมใจก่อนว่ากำลังจะได้เห็นอะไร”

ช่วงเวลาก่อนเดินทาง ชนันท์ภัทร์ ฉายภาพว่า ก็จะให้ลูกมาช่วยกันจัดกระเป๋า

“บอกลูกว่าเสื้อผ้าต้องมีกี่ชุด ให้เขาได้เลือกว่าอยากใส่ชุดไหนไป ชุดนี้จะเหมาะกับสภาพอากาศที่เรากำลังจะไปเจอไหม ในกระเป๋าก็ต้องมีนมหรือมีของที่ลูกอยากจะเอาไปด้วย เราก็ปล่อยให้เขาจัดกระเป๋าเอง เพื่อให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการเตรียมตัวเดินทาง แล้วค่อยมาช่วยจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งที่ช่วยทำให้การพาเด็กๆ เดินทางไปด้วยกันง่ายขึ้น ก็คือการบอกกับลูกตั้งแต่แรกว่า วันพรุ่งนี้เรามีโปรแกรมอะไรบ้าง เช่น พรุ่งนี้หนูต้องตื่นเช้าเพราะที่โรงเรียนมีงาน หรือพรุ่งนี้หลังเลิกเรียน เราจะต้องเดินทางต่อไปที่ไหน และที่นั่นจะมีอะไรบ้าง ให้ลูกได้รู้ตัวเองก่อนว่าพรุ่งนี้จะต้องทำอะไรล่วงหน้า”

อย่างทริปล่าสุด ชนันท์ภัทร์พาลูกไปเที่ยวชมปางช้าง กับที่ไนท์ซาฟารี จ.เชียงใหม่

“ที่เลือกที่นี่ก็เพราะเราชอบเล่าเรื่องช้างให้น้องฟัง เพราะง่ายต่อการสอนลูกถึงสัตว์ต่างๆ ว่ามีชื่ออะไรเป็นภาษาไทยและอังกฤษ และสัตว์แต่ละตัวมีพฤติกรรมอย่างไร เราก็เลยพาเขาไปเที่ยวที่ปางช้าง ซึ่งลูกก็จะได้เห็นสัตว์ของจริงเทียบกับภาพการ์ตูนที่เคยเห็นในหนังสือนิทาน ได้เห็นขนาดรูปร่าง หน้าตา และพฤติกรรมอย่างชัดเจน สวนสัตว์จะเป็นที่ที่เหมาะสมกับการพาเด็กไปเที่ยวได้เห็นสัตว์ที่เขาสนใจหลายๆ ชนิด”

คุณแม่น้องพอใจทิ้งท้ายว่า การที่พาลูกออกไปเที่ยวหรือไปทำงานด้วยกันบ่อยๆ ก็ทำให้เห็นพัฒนาการของลูกที่แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของความอดทนอดกลั้น

“น้องพอใจสามารถนั่งรถติดต่อกันหลายชั่วโมงได้โดยไม่มีอาการงอแง พูดคุยง่ายขึ้น ช่วยเหลือคุณแม่ เช่น การช่วยหยิบของ และช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ เบาแรงคุณแม่ได้มาก มีพัฒนาการในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันได้ดี มองเรื่องราวได้มีความหลากหลายมากขึ้น

พูดคุยกับเราได้หลายเรื่อง น้องจะชอบที่จะเล่าประสบการณ์ในการท่องเที่ยวกับเราว่าเขาได้เห็นอะไรบ้างได้เป็นเรื่องราว และเหมือนกับว่าทุกครั้งที่เดินทางไปด้วยกัน ความสัมพันธ์ความอบอุ่นที่มีในครอบครัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย”

 

สองซี้สุภาพบุรุษรักบี้ วรงค์กรณ์ คำเกิด + ชาตรี วรรณดิษฐ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520140

สองซี้สุภาพบุรุษรักบี้ วรงค์กรณ์ คำเกิด + ชาตรี วรรณดิษฐ์

โดย   สมแขก ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

เส้นทางทีมชาติของเพื่อนสุดซี้อดีตคู่ปรับตลอดกาล ในการแข่งขันกีฬาประจำโรงเรียนระหว่างวชิราวุธวิทยาลัย และ ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ทำให้ กล้วย-วรงค์กรณ์ คำเกิด กับ หยก-ชาตรี วรรณดิษฐ์ ชายหนุ่มทั้งสองวนเวียนมาเจอกันในสนามอยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนเกิดขึ้นสนิทนัก

จะเริ่มอีกครั้งก็เมื่อทั้งสองพ้นรั้วโรงเรียนมาแล้ว แม้จะอยู่คนละมหาวิทยาลัย แต่เมื่ออยู่ในสโมสรเดียวกัน เป็นรูมเมทกัน ซ้อมด้วยกัน แข่งด้วยกัน นั่นทำให้ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนซี้โดยปริยาย

กล้วย-วรงค์กรณ์ เล่าถึงรุ่นพี่ (หน้า) หยก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ผมเป็นนักกีฬารักบี้ของวชิราวุธวิทยาลัย ส่วนพี่หยกเป็นนักกีฬาของ ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย เวลาไปคัดตัวเยาวชนทีมชาติ หรือคัดตัวเข้าทีมชาติชุดใหญ่ ก็ได้เจอกันบ้าง ตอนแรกผมไปคัดเท่าไหร่ก็คัดไม่ติด พอเข้าได้แล้วก็อยากท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ เท่ากับตอนนี้รับใช้ชาติด้วย และเล่นให้กับสโมสรราชนาวี กองทัพเรือ เพราะผมก็รับราชการในสังกัดกองทัพเรือด้วย

ผมกับพี่หยกเจอกันบ่อยช่วงที่เราเล่นให้ทีมมหาวิทยาลัย ผมเล่นให้กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนพี่หยกเล่นให้กับทีมมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พอเราเล่นอาชีพก็ต้องไปเล่นให้ทีมสโมสร ช่วงนั้นเราสนิทกันเพราะต้องเดินทางไปซ้อมด้วยกันบ่อยๆ

ผมเรียนที่รังสิต และพี่หยกเรียนที่ประสานมิตร แต่พวกเราต้องไปซ้อมที่สมุทรปราการ ผมก็มาหาพี่หยกที่มหาวิทยาลัยก่อน แล้วค่อยเดินทางไปสนามพร้อมกัน ก็ทำอยู่แบบนี้ทุกอาทิตย์ สิ่งที่ทำให้เราสนิทกันเร็ว อาจจะเป็นเพราะว่าอายุรุ่นไล่ๆ กัน ส่วนใหญ่การจับคู่รูมเมทก็จะได้คู่กันมาตลอด

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือกลุ่มเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันบางคนก็เลิกเล่นรักบี้ไปแล้ว หลายคนแยกย้ายไปทำงาน รุ่นน้องมาใหม่ก็อายุค่อนข้างห่างกัน ผมกับพี่หยกก็ยังเล่นรักบี้อยู่ ไลฟ์สไตล์ของเราสองคนหลายปีมานี้ จึงเน้นไปที่ซ้อมอย่างเดียว แทบไม่ได้ไปเที่ยวไหนไกลๆ เท่าไหร่ ส่วนมากจะอยู่แค่สนามรักบี้ ห้องฟิตเนส กลับบ้าน

มากที่สุดก็ไปนั่งกินข้าว หรือไปฝากท้องกันที่บ้านผม คุณแม่ผมจะทำกับข้าวให้กิน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ไปเที่ยว ใช้เวลาส่วนใหญ่ในสนามซ้อม สถานที่เก็บตัว หลายคนบอกว่าสถานการณ์หรือสถานที่ทำให้เราสนิทกัน แต่ผมว่าทำให้เราได้เห็นใจและรู้จักตัวตนของเพื่อนเรามากขึ้น

สำหรับผมผ่านมาสิบปี พี่หยกก็ยังเป็นคนขี้เล่น สนุก เฮฮา และเจ้าเสน่ห์ (หัวเราะ) เขาเป็นพี่ใหญ่ที่สุดในทีม ทุกคนจะรักและเคารพเขาอยู่แล้ว เขารักน้องและช่วยเหลือน้องทุกคน เวลาผมมีความสุขหรือมีปัญหาเขาจะรับรู้เรื่องของผมตลอด สนิทกันมาก

เราเคยนั่งคุยกันเรื่องอนาคตในทีมชาติตลอด วิธีเติมกำลังใจให้กันของเรา ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าอย่าไปอะไรมาก เพราะหนักกว่านี้เราก็เคยเจอกันมาแล้ว คงไม่มีอะไรเหนือบ่ากว่าแรงของเราแล้ว เพราะเราก็ผ่านกันมาเยอะ ถ้าติดก็ติดไปด้วยกัน”

หนุ่มหน้า (หยก) ชาตรีขอเล่าบ้าง

หนุ่มใบหน้าคมคาย ยิ้มน้อยๆ ขณะที่กล้วยเล่าถึงตัวเขา หยกออกตัวว่าไม่เคยเล่าเปิดเผยความรู้สึกระหว่างเพื่อนให้กับคนอื่นฟังสักเท่าไหร่

หลังจบพลศึกษา จาก มศว หยกเคยไปเป็นครูสอนพละที่โรงเรียนเก่าที่เคยเรียนสมัยมัธยมมาด้วยพักหนึ่งก่อนจะมาเล่นรักบี้อาชีพและทำหน้าที่รับใช้ชาติเต็มเวลา

“ผมแก่กว่ากล้วย 2 ปี เราก็เจอกันในงานรักบี้ประเพณี ก็จะมีทีมเดียวที่เป็นคู่ปรับกัน และในมหาวิทยาลัยเราก็อยู่คนละทีม นอกนั้นก็อยู่ทีมเดียวกันมาตลอด เรียกว่าสิ่งที่พาเรามารู้จักกันก็คือกีฬา เราสองคนรู้จักกีฬารักบี้ก็เพราะเป็นกีฬาประจำโรงเรียน พอเล่นมาเรื่อยๆ ก็เหมือนกีฬาสร้างเพื่อนมากกว่า

ถ้าคนที่ชอบดูรักบี้ จะเห็นว่าเวลานักกีฬาเล่นรักบี้ในสนามเหมือนจะฆ่ากัน สุดท้ายพอจบจากเกมมา ก็เป็นเพื่อนพี่น้องกัน ไปไหนมาไหนมีอะไรให้ช่วยเหลือกัน ก็ได้รับแรงสนับสนุนตลอด

กีฬารักบี้ถ้าคนนอกมองอาจจะเป็นกีฬาป่าเถื่อน แต่ก็เล่นโดยสุภาพบุรุษ คือเรามีจังหวะเวลาในการทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา แต่เราไม่ทำกัน แม้เสื้อคนละสีเราก็แข่งกันเต็มที่ แต่จบเกมความสัมพันธ์เราก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้เกลียดกัน ผลแพ้ชนะเป็นเรื่องกีฬา ไม่ใช่ความสัมพันธ์

ถามว่าทำไมผมกับกล้วยจึงรู้สึกคลิกกัน เราสองคนมีอะไรหลายๆ อย่างที่คล้ายกัน เราคุยกันรู้เรื่อง ความคิดค่อนข้างจะเหมือนกัน ไม่ค่อยมีความคิดที่ขัดแย้งกัน อีกคนหนึ่งพูดหรือเสนอความคิดเห็น อีกคนหนึ่งจะคอยซัพพอร์ต และสนับสนุนทันที การเล่นกีฬาทีมเดียวกันทำให้เราเข้าใจกันง่ายขึ้น เหมือนมองตาก็รู้ใจ ยิ่งนิสัยคล้ายๆ กัน ก็เข้าใจกันมากขึ้น

กล้วยจะเป็นคนร่าเริงสนุกสนาน ภาษาบ้านๆ คือเป็นคนใจถึง ถึงไหนถึงกัน แล้วก็เวลาคุยด้วยสนุก และมีบางเรื่องที่เราปรึกษากันบ้าง บางทีเราคุยกันทุกเรื่องไม่เฉพาะเรื่องรักบี้ อาจจะเป็นเรื่องภายในชีวิตประจำวันทุกอย่าง

ข้อดีของเขาอีกอย่างหนึ่งคือเขารักเพื่อนฝูง ถ้าพูดถึงความประทับใจกับเขา คือเยอะมากเราอยู่กันมานานขนาดนี้ จะให้ผมบอกว่าประทับใจอะไรที่สุดในตัวกล้วยมันไม่มีที่สุด เราผ่านหลายๆ เรื่องมาด้วยกันมา สู้ด้วยกันมาบางทีก็ท้อ หันหน้ามาคุยกันว่าจะเอายังไงกับชีวิต จะไปต่อหรือหยุดแค่นี้ แต่สุดท้ายเราก็ตัดสินใจที่จะเดินต่อมาจนถึงทุกวันนี้

กับคำถามสุดท้ายว่า เพราะอะไรทำให้ทั้งสองคนยังรับใช้ชาติอยู่?

กล้วย : ผมเติบโตมาได้เพราะรักบี้ ทั้งเรื่องการเรียน การทำงาน กีฬาชนิดนี้ส่งผลให้ชีวิตผมมีทุกอย่างตอนนี้ และอีกอย่างเราสองคนยังเล่นอาชีพให้กับราชนาวีสโมสรอยู่ ซึ่งมีแข่งเรื่อยๆ ทุกปี ส่วนมากคนที่เล่นและเลิกเล่นไป ไม่ได้มีสโมสรเป็นหลักเป็นแหล่ง พอเขาเบื่อหรือมีงานประจำอย่างอื่นทำ ก็เล่นน้อยลงหรือเลิกเล่นไป พอเราเข้าสังกัดสโมสร ต่อสัญญาไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะเลิกเล่นตอนนั้นเราจึงจะหมดหน้าที่

หยก : ประการสำคัญนอกเหนือจากความรักต่อกีฬา และเพื่อนร่วมทีมก็คือ ตอนนี้ร่างกายของพวกเรายังไหวอยู่ จึงยังเล่นกันต่อ ทุกวันนี้พยายามซ้อมและเล่นให้ดี ตัวเราเองก็ยังอยากรู้ว่าตัวเองจะไหวได้แค่ไหนเหมือนกัน ถ้าเขาจะให้เราเลิกเล่นในวันใดวันหนึ่ง เราก็ไม่เสียใจ เพราะถือว่าที่ผ่านมาเราเต็มที่กับหน้าที่ของเราแล้ว

 

ชวินดา หาญรัตนกูล วางแผนเกษียณแบบผู้จัดการกองทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520137

ชวินดา หาญรัตนกูล วางแผนเกษียณแบบผู้จัดการกองทุน

โดย  จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การทำงานในภาคการเงินนั้น ชีวิตค่อนข้างวุ่นวายและเคร่งเครียด เพราะทุกวันต้องอยู่กับตัวเลข แต่ในอีกแง่มุมก็เป็นข้อดี เพราะการได้ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับเรื่องบริหารเงินคนอื่น ก็ทำให้ไม่ลืมใส่ใจการบริหารเงินของตัวเองเช่นกัน

ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย ก็เป็นหนึ่งในคนที่คร่ำหวอดอยู่ในภาคการเงินมานาน เป็นผู้จัดการกองทุน รับหน้าที่ดูแลกองทุนมานานกว่า 20 ปีแล้ว แน่นอนว่า ชวินดา ไม่ลืมการวางแผนชีวิตของตัวเองเพื่อรองรับวัยเกษียณ

ชวินดา เล่าว่า วางแผนการเงินของตัวเองไว้นานแล้ว ทันทีที่เริ่มวางแผนก็เห็นการเติบโตที่ดีด้านการเงิน ในช่วงแรกของการวางแผนการเป็นเพราะถูกบังคับด้วยความจำเป็นที่ต้องบริหารภาษีของตัวเอง แต่ต่อมาก็เริ่มนึกถึงอนาคตมากขึ้น การบริหารนั้นได้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การบริหารสภาพคล่องของตัวเอง การบริหารเงินทุนระยะยาวของตัวเอง และการบริหารสินทรัพย์ เช่น ที่อยู่อาศัย ที่มองว่าควรมีผสมเข้ามาอยู่ในพอร์ตการเงินตัวเองไว้ด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การใช้จ่ายเงินแต่ละเดือนของชวินดา จะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วนตามสไตล์คนมีครอบครัว ส่วนแรกจะคำนวณไว้เลยว่าควรมีสภาพคล่องไว้ใช้เท่าไรที่จะครอบคลุมการดูแลลูกด้วย ส่วนต่อมาก็แบ่งไปลงทุน และอีกส่วนเป็นการแบ่งเงินที่จะใช้บริหารภาษี เมื่อจัดแบ่งไว้ชัดเจนแล้ว ก็จะทำให้รู้ตัวว่าควรจะใช้เงินสดเท่าไร ใช้บัตรเครดิตเท่าไรต่อเดือน

ชวินดา เชื่อว่า เมื่อเกษียณแล้วคงห่วงอะไรแล้ว เมื่อมีการวางแผนไว้แล้ว แต่ถ้าให้มองวันนี้ก็คงยังไม่คิดเกษียณเร็วกว่ากำหนด เพราะเป้าหมายชีวิตยังไม่ได้ลุล่วง เมื่อไรก็ตามเป้าหมายในชีวิตสำเร็จลุล่วงแล้วก็คงพร้อมเกษียณแต่โดยดี ซึ่งก็น่าจะเป็นการเกษียณตามเวลาปกติที่คนอื่นเกษียณกัน โดยหลังเกษียณ ชวินดา วาดฝันไว้ว่า อยากไปทำหน้าที่ในการช่วยเหลือเด็กรุ่นใหม่

“การอยู่บนโลกการเงิน ทำให้หลังเกษียณไปแล้วก็มองว่า หากไม่ไปทำอะไรเลยก็คงจะบริหารเงินของตัวเอง แต่สิ่งที่อยากทำคือช่วยเด็กรุ่นใหม่ ด้วยการมีโอกาสไปอบรมสั่งสอนเด็กรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือพ่อแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูก”

สิ่งที่ ชวินดา มองว่าจะช่วยเด็กรุ่นใหม่ได้คือ การให้ความรู้ทางการเงิน เพราะทุกวันนี้สังคมไทยเลวร้าย ถ้าไม่ทำอะไรเลยจะเลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อเด็กไทยมีหนี้สูง และไม่ได้เป็นหนี้ที่จะสร้างความมั่งคั่งในอนาคต แต่เป็นหนี้เพื่อที่จะอวดตัวตน ซึ่งคนเหล่านี้คือคนที่ชวินดาอยากช่วย เพราะคนรุ่นใหม่คือพื้นฐานสำคัญของประเทศ สังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้ก็ต้องมาจากการวางพื้นฐานเด็กรุ่นใหม่ในวันนี้

นอกเหนือจากเรื่องการบริหารจัดการเงิน และวางแผนสิ่งที่จะทำไว้หลังเกษียณแล้ว อีกสิ่งที่ชวินดา ทำควบคู่ไปด้วย คือ การบริหารใจ บริหารสุขภาพร่างกายตัวเอง

ชวินดา ยอมรับโดยดีว่า การอยู่ในโลกของการเงิน ทำให้ใจไม่สงบเลย เพราะบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำมีความจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก ต้องบริหารทั้งคนและบริหารเงินของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ชวินดา ก็พยายามบริหารตัวเองเพื่อให้ใจสงบลงได้ด้วยการนั่งสมาธิก่อนนอนอย่างน้อย 15 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ส่วนช่วงกลางวันก็จะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการออกกำลังกายด้วยการเดิน ตั้งเป้าหมายอย่างน้อยที่สุดต้องเดินให้ได้ 1 หมื่นก้าวต่อวัน

ข้อดีของการเดินคือ เมื่อต้องไปทำงานที่ต่างประเทศซึ่งต้องเดินมากๆ ก็สามารถเดินได้สบายๆ และจากสิ่งที่ทำอยู่นี้ก็น่าจะทำให้ตัวเราเป็นคนเกษียณอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

“สิ่งที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุดคือสุขภาพ เพราะถ้ามีเงินแค่ไหนก็ไม่พอสำหรับอนาคตถ้าสุขภาพไม่ดี แต่เรื่องสุขภาพก็พูดยาก บางคนดูแลสุขภาพดีมาทั้งชีวิตก็ยังไม่ปลอดภัยจากโรค อย่างไรก็ตามเมื่อมีโอกาสก็ควรจะดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด ทำใจให้สบาย”

เหล่านี้คือวิถีชีวิตเพื่อเกษียณอย่างมีความสุขแบบฉบับผู้จัดการกองทุน

 

ประณีตศิลป์ ในดวงใจไทยทั้งชาติ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 10:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520136

ประณีตศิลป์ ในดวงใจไทยทั้งชาติ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวง ร.9

 โดย พรเทพ เฮง

การถวายความอาลัยและจงรักภักดีอย่างที่สุด ด้วยทุกศาสตร์ทุกแขนงมาร่วมด้วยช่วยกันและเป็นการรวมพลังแห่งความรัก

นั่นคือการจัดสร้างงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ เพื่อใช้ประกอบในพระราชพิธีและประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

คำว่า ประณีตศิลป์ (Elaboration Art) หรืองานประณีตศิลป์ เป็นการช่างฝีมือที่ประดิดประดอยขึ้นด้วยความละเอียดอ่อน พิถีพิถัน ตั้งอกตั้งใจ มุ่งเน้นคุณค่าทางความงาม ให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งสวยงาม มีคุณค่า ควรชมยิ่งกว่าประโยชน์ใช้สอย ผลที่ได้จึงเป็นงานศิลปภัณฑ์ที่มีความวิจิตรบรรจงงดงามอย่างยอดเยี่ยม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ชาติไทย เป็นชาติที่มีศิลปวัฒนธรรม และประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปรากฏหลักฐาน โบราณสถาน โบราณวัตถุ ที่เป็นงานประณีตศิลป์จำนวนมาก ที่ผ่านการคิดค้น สร้างสรรค์ ประดิษฐ์ขึ้นมา ด้วยความเพียรพยายาม ประณีต วิจิตร บรรจง สืบต่อกันมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี หรืออาจถึงพันปี งานที่จัดว่าเป็นประณีตศิลป์ของไทย ที่มีลักษณะเฉพาะตัวแสดงออกซึ่งค่านิยมทางความงามของคนในชาติ

กิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ประจำปี 2560 ครั้งที่ 5 เรื่อง “งานประณีตศิลป์เนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ” ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้ทำให้เห็นถึงกระบวนการรังสรรค์งานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ไทย ที่ถือเป็นสุดยอดที่หนึ่งของโลกที่หาใครเสมอเหมือน

สรรค์สร้างประดิษฐ์ประดุจนฤมิตรว่าเป็นของทิพย์

นิยม กลิ่นบุบผา ผู้ทรงคุณวุฒิผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปกรรมและช่างศิลปะไทย และที่ปรึกษาการจัดสร้างงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ เพื่อใช้ประกอบในพระราชพิธีและประกอบพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บอกว่า งานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ที่ถูกสร้างขึ้น มาจากคติความเชื่อ ความหมาย โดยชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการจำลองเทวโลก

“พระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทวราช พระราชฐานเวียงวังก็ประดุจทิพยสถานในสวรรค์ เพราะฉะนั้นงานประณีตศิลป์ที่ทรงอยู่ในฉลองพระองค์เลย ตั้งแต่ภูษาทรงเรื่อยไปจนถึงราชรถราชยานราชพาหนะก็คิดสรรค์สร้างประดิษฐ์ประดุจนฤมิตรว่าเป็นของทิพย์

องค์พระมหากษัตริย์ก็คือเทวราชหรือเทวดา เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของทิพย์จึงเป็นของที่ทั่วไปในโลกไม่มี เพราะฉะนั้นรูปลักษณ์ศิลปะจึงมีใช้เฉพาะองค์พระมหากษัตริย์และในพระราชสำนัก ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ที่ใช้เป็นของพระราชทานทั้งหมด เป็นผู้ที่เนื่องในองค์พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เป็นแกนกลางจุดสูงสุดในสมมติเทวราช ทำให้เทวดามาเชิญเครื่องต่างๆ เป็นเทพบริวารที่มาแวดล้อมเทวราชา”

นิยม ฉายภาพต่อว่า ศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีพระบรมศพ หมายถึงงานประณีตศิลป์ คืองานวิจิตรศิลป์ที่วิจิตรพิสดารยิ่งกว่า ซึ่งต้องทำอย่างประณีตบรรจง มีขั้นตอนการทำหลากหลายมาก ทำไมจึงเรียกพระเมรุมาศ ซึ่งคำว่า มาศ แปลว่า ทอง พระเมรุมาศจะเป็นทอง 80% และเป็นสีสลับเพื่อให้เห็นลาน 20% โดยเป็นทรงบุษบก ส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ด้วยความวิจิตรงดงามมาก เครื่องเมรุจะเป็นกระดาษเพื่อใช้ชั่วคราว

“ความจริงแล้วงานประณีตศิลป์คืองานวิจิตรศิลป์อย่างเต็มที่ ส่วนงานวิจิตรศิลป์ บางทีไม่ประณีตเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมีความสำคัญในการชี้บ่งบุคคลได้ว่างานประณีตศิลป์นี้ทำขึ้นเพื่อถวายพระมหากษัตริย์ เราจะรู้ว่าเป็นพระมหากษัตริย์ได้ก็ด้วยเครื่องประกอบอิสริยยศ เป็นเทวราชโดยสมมติ เป็นสมมติเทวราช การสร้างสรรค์ที่ปลงพระศพให้งดงามได้ทุกสิ่ง ซึ่งทั้งหมดเรียกว่างานประณีตศิลป์ แต่จะมีโครงใหญ่ๆ อยู่ โบราณไม่ได้แบ่งว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมหรืองานอะไรงานที่ช่างทำทั้งหมดคือ ช่างต่างๆ อย่างช่างเขียน ช่างเครื่องประดับ ช่างเครื่องล่าง เป็นต้น ทุกอย่างประณีตหมด มีจังหวะชั้นเชิงงดงามต่างๆ วันนี้เรียกตามการบริหารและสายงานที่ปฏิบัติตามหน้างานเป็นหมวดหมู่ตามระบบราชการ ทั้งหมดเป็นงานช่างมาตั้งแต่โบราณ

สวรรคต แปลว่า ไปสวรรค์ หมายความว่าเสด็จกลับสวรรค์ ซึ่งจะมีการส่งเสด็จ มีริ้วขบวนที่จะไปส่ง ที่ใส่โกศเพราะต้องมีเครื่องห่อหุ้มตามคติเดิม ที่เผาพระศพก็เป็นวิมานหรือพระเมรุมาศเป็นที่ประทับของเทพเจ้า หายวับไปในโลกมนุษย์และไปโผล่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามคติความเชื่อตามวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ของชาติไทยที่สืบทอดกันมายาวนานแล้ว”

งานประณีตศิลป์ นอกจากเป็นการรักษาคติความเชื่อตามวัฒนธรรมแล้ว นิยม ก็มองว่าเป็นการรักษากระบวนการงานช่างไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษสุดของชาติ

“งานศิลปกรรมและประณีตศิลป์สามารถแสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ตั้งแต่ขึ้นดำรงเป็นพระมหากษัตริย์ จนกระทั่งเสด็จสวรรคตเลย ไม่เท่านั้นงานประณีตศิลป์สามารถแสดงความเป็นชาติไทยทั้งชาติได้ด้วย

งานประณีตศิลป์หรืองานช่างมีความสำคัญยิ่งใหญ่มาก แต่เราไม่ค่อยได้สังเกตหรือดูให้ลึกซึ้งเข้าไปเท่านั้นเอง ถ้าพิจารณาและสังเกตจะพบว่างานประณีตศิลป์จะปรากฏในความเป็นไทยตั้งแต่เกิดจนตายของคนทุกคน”

รักษาสืบสานของเดิม พัฒนาสร้างสรรค์ฝีมือช่างและงานให้ก้าวหน้า

อำพล สัมมาวุฒธิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (วิจัยและพัฒนาศิลปกรรม) สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ชี้แจงว่าสำหรับงานประณีตศิลป์ในงานพระบรมศพ พระเมรุมาศ ซึ่งผู้ทำงานช่างจะต้องศึกษา แล้วทำตามรูปแบบเดิมมีการสืบสาน แต่ลอกของเดิมไม่ได้จึงต้องมีการสร้างสรรค์ ตรงนี้คือการพัฒนาฝีมือช่างและรักษาสืบสานของเดิม รวมทั้งพัฒนาสร้างสรรค์งานให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก

“งานช่างสิบหมู่ที่รับผิดชอบและดำเนินงานเพื่อการตกแต่งพระเมรุมาศให้วิจิตรงดงาม มีทั้งที่กรมศิลปากรทำเองและอาสาสมัครเข้ามาช่วยงาน ซึ่งทำให้งานสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว อาสาสมัครที่เป็นจิตอาสามีความอดทนมาก และทำเพื่อถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งงานจะมีหลายส่วน ในการจัดสร้างงานศิลปกรรมและงานประณีตศิลป์ประกอบพระเมรุมาศ ซึ่งมีงานประติมากรรมเยอะที่สุดตั้งแต่ผมทำงานมา มีรายละเอียดเยอะมาก”

อำพล บอกว่า สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร มีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดพระราชพิธีออกพระเมรุมาศตลอดมา ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ได้รับภารกิจในการดำเนินงาน ดังนี้

1.ประติมากรรมประดับพระเมรุมาศ ได้แก่ รูปหล่อ เทวรูป สัตว์หิมพานต์ เป็นต้น

รูปประติมากรรมที่สำนักช่างสิบหมู่ดูแลการสร้างนี้ ใช้ประดับตกแต่งบนพระเมรุมาศและบริเวณปริมณฑลของพระเมรุมาศ โดยเฉพาะบนพระเมรุมาศเมื่อพิจารณาตามผังแบบของพระเมรุมาศ จะประกอบด้วยชั้นต่างๆ ดังนี้ จากชั้นที่หนึ่งคือ พื้นล่างสุดที่ติดกับถนนรอบๆ พระเมรุมาศ ถัดขึ้นมาเป็นฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง สอง สาม ต่อขึ้นไปเป็นองค์มณฑปที่เป็นอาคารพระเมรุทรงมณฑปหรือบุษบกขนาดใหญ่ ประติมากรรมที่สถาปนิกผู้ออกแบบได้กำหนดพื้นที่จัดตั้งไว้ตามผังแบบ ดังนี้

มหาเทพ 4 พระองค์ ได้แก่

1.พระอิศวร (พระศิวะ) พระองค์ทรงประทานพรวิเศษให้แก่ผู้หมั่นทำความดี และยึดมั่นในศีลธรรม

2.พระนารายณ์ (พระวิษณุ) การอวตารของพระนารายณ์มามีชีวิตบนโลกเพื่อปราบยุคเข็ญ

3.พระอินทร์ พระผู้สามารถบันดาลความสุขให้แก่โลก ได้แก่ บันดาลให้เกิดฝนตกตามฤดูกาล บันดาลให้พืชพรรณงดงาม

4.พระพรหม พระผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์

มหาเทพทั้ง 4 เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรค์ พระมหาเทพทั้ง 4 พระองค์ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สาม ล้อมรอบองค์พระเมรุมาศ

จตุโลกบาล 4 พระองค์ ได้แก่

1.ท้าวธตรฐ ดูแลรักษาโลกด้านทิศตะวันออก

2.ท้าววิรุฬหก ดูแลรักษาโลกด้านทิศใต้

3.ท้าววิรูปักษ์ ดูแลรักษาโลกด้านทิศตะวันตก

4.ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสวัณ หรือท้าวเวสสุวรรณ ดูแลรักษาโลกด้านทิศเหนือ

ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 เป็นเทวดาผู้ป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่มนุษย์โลกไว้ทั้ง 4 ทิศ เสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรค์ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 พระองค์ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง บริเวณมุมล้อมรอบองค์พระเมรุมาศ

+ พระพิเนก หรือพระพิฆเนศวร เป็นบุตรแห่งองค์พระอิศวรและพระอุมาเทวี เป็นเทพแห่งความสำเร็จ ทรงฉลาดรอบรู้ในทุกศิลปะและวิทยา แสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงรอบรู้และทรงใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่ประชาชนเสมอมา องค์พระพิฆเนศวรได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สองในตำแหน่ง หน้าบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สามด้านทิศเหนือ

+ พระพินาย คือ พระโกญจนาเนศวร พระพินายะ หรือพระพินาย มีอีกนามว่า พระโกญจนาเนศวร เป็นโอรสของพระอิศวร มีศักดิ์เป็นน้องของพระพิฆเนศวร มีพระพักตร์เป็นช้างเช่นเดียวกับพระพิฆเนศวร เป็นเทพเจ้าแห่งช้างทุกชนิด เป็นผู้สร้างช้างเอราวัณ ช้างคิริยเมขละไตรดายุค และช้างเผือกในโลก และด้วยในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีช้างเผือกบังเกิดขึ้นหลายเชือกเป็นมหามงคลแก่ประเทศไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแก่ประชาชน ทรงจัดตั้งกองทุนการศึกษาขึ้นมากมาย เพื่อสร้างบุคลากรอันมีค่าเปรียบเช่นช้างเผือกที่อยู่ในป่านำมากลั่นกรองหล่อหลอมให้เป็นผู้มีคุณประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง องค์พระโกญจนาเนศวรได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สองในตำแหน่งหน้าบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สาม ด้านทิศเหนือคู่กับองค์พระพิฆเนศ มหาเทพทั้งสองพระองค์ คือ พระพิเนกและพระพินาย จัดสร้างพระรูปมาประหนึ่งรับเสด็จสู่สรวงสวรรค์

+ เทวดานั่งอัญเชิญบังแทรก/พุ่ม สำหรับรูปเทวดานั่งอัญเชิญบังแทรก/พุ่ม นี้ ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่หนึ่ง สอง และสาม รวมทั้งสิ้น 56 องค์ แบ่งหน้าที่ในการอัญเชิญคือประกอบติดตั้ง ฉัตรและบังแทรกตามที่สถาปนิกกำหนด

+ เทวดายืนอัญเชิญฉัตร สำหรับรูปเทวดายืนอัญเชิญฉัตรนี้ ได้กำหนดที่ประดิษฐานไว้บนฐานไพทีชั้นที่สาม ติดกับบันไดทางขึ้นพระมณฑปพระเมรุมาศ รวมทั้งสิ้น 8 องค์

+ สัตว์สำคัญประจำทิศ สัตว์สำคัญประจำทิศที่สำนักช่างสิบหมู่จัดสร้างขึ้น เพื่อติดตั้งบริเวณบันไดทางขึ้นของฐานไพทีแต่ละชั้น ซึ่งจะเรียงตามลำดับเปรียบดังทางขึ้นเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยป่าหิมพานต์ จนถึงชั้นระดับสูงที่เป็นที่อยู่ของครุฑ โดยเริ่มจากสัตว์มงคลสี่ประเภทที่เป็นที่เกิดของแม่น้ำสี่สาย

+ ป่าหิมพานต์ หรือเขาหิมพานต์ มีสระสำคัญๆ อยู่ 7 สระ สระอโนดาตเป็นสระหนึ่งในสระทั้ง 7 ที่มีธารน้ำทั้งหลายไหลลงมาที่สระนี้ พื้นสระอโนดาตเป็นแผ่นหินกายสิทธิ์ ชื่อมโนศิลา บริเวณที่เป็นดิน ก็เป็นดินกายสิทธิ์ชื่อหรดาล (ใช้ถูตัวได้ดี) น้ำใสสะอาด ท่าอาบน้ำมีมากมาย เป็นที่สรงสนานแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย รวมถึงเหล่าผู้วิเศษผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย เช่น ฤๅษี วิทยาธร ยักษ์ นาค เทวดา เป็นต้น

+ รอบสระอโนดาต มียอดเขารายรอบอยู่ 5 ยอดเขา ได้แก่

1.ยอดเขาสุทัสสนะ เป็นทองคำ รูปทรงโค้งตามแนวสระอโนดาต และปลายยอดเขา มีสัณฐานโค้งงุ้มดังปากกา โอบปิดด้านบนสระอโนดาตไว้ ไม่ให้โดนแสงอาทิตย์ แสงจันทร์

2.ยอดเขาจิตตะ เป็นรัตนะ

3.ยอดเขากาฬะ เป็นแร่พลวง หินแห่งยอดเขาสีนิล

4.ยอดเขาคันธมาทน์ ด้านบนยอดเขา เป็นพื้นราบเรียบ อุดมไปด้วยไม้หอมนานาพันธุ์

5.ยอดเขาไกรลาส เป็นภูเขาเงิน วิมานฉิมพลีแห่งพญาครุฑก็อยู่ที่เขาไกรลาสนี้

ยอดเขาทั้ง 5 (รูปทรงคล้ายยอดเขาสุทัสสนะ คือ มีสัณฐานโค้งงุ้มดังปากกา โอบปิดด้านบนสระอโนดาตไว้ ไม่ให้โดนแสงอาทิตย์ แสงจันทร์) ตั้งตระหง่านรายล้อมสระอโนดาตไว้ และมีเทวดารวมถึงนาคเป็นผู้ดูแลรักษา ธารน้ำทั้งหลายจากเขาหรือป่าหิมพานต์ทุกสารทิศจะไหลมาผ่านยอดเขา 5 ลูกนี้ (ลูกใดลูกหนึ่ง) จากนั้นก็จะไหลรวมลงสู่สระอโนดาต (เหตุที่ได้ชื่อว่า อโนดาต ก็เพราะมีเงื้อมผาโค้งงุ้มดังปากกา โอบบังแสงไว้ด้านบน ทำให้แสงอาทิตย์และแสงจันทร์ไม่สามารถส่องผ่านไปโดนน้ำได้ แสงเพียงลอดเข้าด้านข้างในแนวเหนือใต้ ตรงระหว่างรอยต่อยอดเขากับยอดเขาเท่านั้น สระนี้จึงได้ชื่อว่า “อโนดาต” แปลว่า ไม่ถูกแสงส่องให้ร้อน)

จากสระอโนดาตจะมีปากทางให้น้ำไหลระบายออกอยู่สี่แห่ง ทิศละแห่ง คือ

1.สีหมุข ปากแม่น้ำแดนราชสีห์ (เป็นถิ่นที่ราชสีห์อาศัยอยู่มาก)

2.หัตถีมุข ปากแม่น้ำแดนช้าง (เป็นถิ่นที่ช้างอาศัยอยู่มาก)

3.อัสสมุข ปากแม่น้ำแดนม้า (เป็นถิ่นที่ม้าอาศัยอยู่มาก)

4.อุสภมุข ปากแม่น้ำแดนโคอุสภะ (เป็นถิ่นที่โคอาศัยอยู่มาก)

ทำให้เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่ 4 สาย ไหลล่อเลี้ยงรอบนอกของเขาหิมพานต์ ก่อนลงสู่มหาสมุทร ดังนั้น สัตว์มงคล 4 ประเภท จึงได้แนวความคิดมาจากปากแม่น้ำสำคัญทั้งสี่สายและถิ่นที่อาศัยของสัตว์เหล่านี้

บริเวณพื้นด้านข้างของรูปสัตว์สำคัญจากด้านข้างหนึ่งของรูปสัตว์ชนิดหนึ่ง ผ่านมุมพระเมรุมาศสู่ด้านข้างอีกหนึ่งของรูปสัตว์อีกชนิดหนึ่งจะตกแต่งเป็นสระน้ำ เขามอที่ประดับไปด้วยพันธุ์พืชสวยงาม รูปปั้นสัตว์ขนาดย่อส่วนลงสีของสัตว์สำคัญเป็นลักษณะต่างๆ เพื่อให้เข้ากับเรื่องราวความเป็นป่าหิมพานต์ โดยได้ความร่วมมือจากเครือข่ายปฏิบัติงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตเพาะช่าง และคณะช่างอาสาสมัคร จ.เพชรบุรี โดยการนำของ สมชาย บุญประเสริฐ ในความดูแลของกรมศิลปากร

+ คชสีห์ และราชสีห์ สัตว์ทั้งสองเป็นสัตว์ใหญ่ที่ทรงพลังอำนาจอยู่เหนือกว่าสัตว์ทั้งปวงในป่าหิมพานต์ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แทนของข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันได้แก่ คชสีห์ เป็นตราประจำเสนาบดีที่สมุหกลาโหม เป็นสัญลักษณ์ผู้พิทักษ์แผ่นดินและพระมหากษัตริย์ แทนเหล่าทหารและตำรวจทุกเหล่าทัพ ราชสีห์ เป็นตราประจำเสนาบดีที่สมุหนายก เป็นคุณลักษณะที่ข้าราชการพลเรือนพึงมีในการปกครองดูแลทุกข์สุขของราษฎรแทนข้าราชการในทุกภาคส่วน

+ ครุฑ จะมีที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุในลักษณะเป็นวิมาน (วิมานฉิมพลี) และครุฑก็มีความสำคัญที่เป็นราชพาหนะแห่งองค์พระนารายณ์ ได้กำหนดที่ติดตั้งไว้ข้างบันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่สาม ด้านซ้าย-ขวาของในทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ ของพระเมรุ รวม 6 รูป

ส่วนประดับตกแต่งราวบันได ทางขึ้นของฐานไพทีแต่ละชั้น โดยประดับเป็นรูปพญานาค ดังนี้

– บันไดทางขึ้นอาคารซ่างและหอเปรื่องเครื่อง นาค 1 เศียร

– บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ 1 นาค 1 เศียร ขนาด 70 ซม. ยาว 150 ซม.

– บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ 2 นาค 3 เศียร ขนาด 70 ซม. ยาว 250 ซม.

– บันไดทางขึ้นฐานไพทีชั้นที่ 3 นาค 5 เศียร ขนาด 70 ซม. ยาว 350 ซม.

– บันไดทางขึ้นพระมณฑปกลางของพระเมรุ นาค 5 เศียร ขนาด 70 ซม. ยาว 510 ซม.

+ ส่วนประดับตกแต่งที่ฐานบัวเชิงบาตรของพระเมรุมาศ

1.เทพชุมนุม รอบฐานท้องไม้เชิงบาตรฐานไพทีชั้นที่สามของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง 60 เซนติเมตร จำนวน 108 องค์

2.เทพพนม ประดับรอบท้องไม้เชิงบาตรของฐานมณฑปกลางของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง 60 เซนติเมตร จำนวน 28 องค์

3.ครุฑยุดนาค ประดับรอบท้องไม้เชิงบาตรของฐานมณฑปกลางของพระเมรุมาศ ขนาดความสูง 60 เซนติเมตร จำนวน 28 รูป

+ เสาครุฑ ติดตั้งอยู่บนฐานไพทีชั้นที่สอง และชั้นที่สาม บริเวณมุมไพทีทั้งสี่ด้าน รวม 8 เสา เหนือครุฑตั้งฉัตรโลหะฉลุลาย

การดำเนินงานสร้างเพื่อใช้งานในครั้งนี้ กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายปฏิบัติงาน จากสถาบันสิริกิติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด และศูนย์ศิลปาชีพสีบัวทอง ในการควบคุมอาจารย์สุดสาคร ชายเสม

+ คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง

คุณทองแดงเป็นสุนัขเพศเมีย เป็นลูกของแดง ซึ่งเป็นสุนัขจรจัดบริเวณถนนพระราม 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงนำมาเลี้ยงไว้ พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ “เรื่องทองแดง (The Story of Tongdaeng)” ออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การสร้างต้นแบบรูปคุณทองแดงนี้ได้รับความร่วมมือจากอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านประติมากรรมของสำนักช่างสิบหมู่ คือ ชิน ประสงค์ เป็นผู้ดำเนินการปั้นต้นแบบ

2.จิตรกรรมฉากบังเพลิง และจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ

จิตรกรรมฉากบังเพลิงและจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบโดยมอบหมายให้ มณเฑียร ชูเสือหึง ตำแหน่งจิตรกรเชี่ยวชาญ และเกียรติศักดิ์ สุวรรณพงศ์ ตำแหน่งจิตรกรชำนาญการพิเศษ ดำเนินการ ประกอบด้วยฉากบังเพลิงประกอบพระเมรุมาศ มีทั้งหมด 4 ทิศ ดังนี้

นารายณ์อวตารปางที่ 2 กูมาวตาร เป็นเต่าทอง นารายณ์อวตารปางที่ 1 มัสยาวตาร เป็นปลากรายทอง จิตรกรรมฉากบังเพลิง นารายณ์อวตารปางที่ 7 รามาวตาร เป็นพระรามในรามเกียรติ์ นารายณ์อวตารปางที่ 6 ปรศุรามาวตาร เป็นพราหมณ์ชื่อปรศุราม (รามผู้ถือขวาน) ออกแบบโดย เกียรติศักดิ์ สุวรรณพงศ์

จิตรกรรมฉากบังเพลิง ออกแบบโดย มณเฑียร ชูเสือหึง นารายณ์อวตารปางที่ 4 นรสิงหาวตาร เป็นนรสิงห์ครึ่งคน นารายณ์อวตารปางที่ 3 วราหาวตาร เป็นหมูป่าเอกเขี้ยวเพชร นารายณ์อวตารปางที่ 10 กัลยาวตาร เป็นบุรุษขี่ม้าขาว นารายณ์อวตารปางที่ 8 กฤษณาวตาร เป็นพระกฤษณะ

จิตรกรรมโครงการพระราชดำริ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบโดย มณเฑียร ชูเสือหึง ตำแหน่งจิตรกรเชี่ยวชาญ โดยความร่วมมือกันระหว่างสำนักช่างสิบหมู่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเพาะช่าง ในการดำเนินงานเขียนจิตรกรรมโครงการพระราชดำริ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม ประกอบด้วย โครงการพระราชดำริหมวด ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างละ 4 โครงการ รวม 12 โครงการ และเทวดาชุมนุม

3.การจัดสร้างพระโกศจันทน์และช่อไม้จันทน์

พระโกศจันทน์และช่อไม้จันทน์ในครั้งนี้ ออกแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่ง นายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

พระโกศจันทน์ เป็นโกศแปดเหลี่ยม มียอดประกอบด้วยโครงลวดตาข่ายประดับลายฉลุเป็นลายไม้ซ้อนทั้งองค์ องค์พระโกศจันทน์สามารถถอดแยกได้เป็น 3 ส่วน สำหรับประกอบกันเป็นองค์พระโกศ พระโกศจันทน์เป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติแก่พระบรมศพและพระศพ จะถูกใช้เมื่ออัญเชิญพระโกศพระบรมศพหรือพระศพประดิษฐานยังพระจิตกาธานภายในพระเมรุ หลังจากเปลื้องพระลองชั้นนอกออกแล้ว เจ้าพนักงานจะนำพระโกศจันทน์เข้าประกอบพระโกศลองใน ซึ่งประดิษฐานบนตะแกรงเหล็กช่วงรัดเอวของพระจิตกาธาน เพื่อถวายพระเพลิง

การประดิษฐ์พระโกศจันทน์ เริ่มจากการใช้ลวดโครงเหล็กตัดตามรูปร่างและขนาดตามแบบมาเชื่อมกัน แล้วจึงนำตะแกรงลวดตาข่ายมาบุทับโครงภายนอกเพื่อไว้ติดลวดลายไม้จันทน์ ซึ่งจะนำไม้จันทน์ที่เป็นท่อน ซอยเป็นแผ่นบางๆ ตามขนาดที่ต้องการ เพื่อใช้ฉลุลวดลายตามขนาดที่กำหนด เช่น แปรรูปเป็นแผ่นรูปโค้งตามลักษณะลวดบัวต่างๆ ตามแบบ รวมทั้งทำการกลึงไม้เป็นยอดพระโกศจันทน์

พระโกศจันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีรูปลักษณะใกล้เคียงกับพระโกศจันทน์ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนบนเป็นพระโกศทรงแปดเหลี่ยมมีฝาเป็นทรงมงกุฎ ส่วนล่างเป็นพระหีบรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าปากผาย มีความแตกต่างอยู่ที่ลวดลายที่ใช้ในการโกรกลายซ้อนไม้ประดับที่ตัวพระโกศจันทน์ที่สร้างขึ้นด้วยไม้จันทน์

ช่อไม้จันทน์สำหรับในส่วนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ออกแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่งนายช่างศิลปกรรมอาวุโส สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร สำหรับช่อดอกไม้จันทน์ทั้งหมดนั้นจัดสร้างโดยสถาบันสิริกิติ์

4.ฉัตรประดับพระเมรุมาศ ฉัตรโลหะกลีบบัว ฉัตรฉลุลายโลหะ (โปร่ง) ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น

ฉัตรที่ประดับพระเมรุมาศประกอบด้วย ฉัตรโลหะกลีบบัว ฉัตรฉลุลายโลหะ (โปร่ง) ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น

1.ฉัตรโลหะกลีบบัว เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นโลหะบางฉลุลายเป็นกลีบบัวเป็นกลีบๆ ดัดให้ผายออกเล็กน้อย ประดับรอบชั้นฉัตร มีขนาดลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ มี 11 ชั้น ฉัตรกว้าง 120 เซนติเมตร สูง 820 เซนติเมตร ติดตั้งเป็นชุด ชุดละ 3 ต้น เรียงกัน ประกอบด้วยระบายฉัตรระบายสีเป็นทอง นากและเงิน จำนวนทั้งสิ้น 36 ต้น ซึ่งติดตั้งบริเวณด้านนอกของรั้วราชวัติ โดยรอบพระเมรุมาศ

2.ฉัตรโลหะฉลุลาย (โปร่ง) เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นโลหะฉลุลายทั้งผืนมาประดับล้อมรอบโครงระบายฉัตรเป็นชั้นๆ และมีลายคาดส่วนบนในแต่ละชั้นฉัตรเรียกมาลัยเกี้ยว ขนาดแต่ละชั้นฉัตรจะลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ เมื่อประกอบเสร็จลงรักปิดทองคำเปลวตกแต่ง ประกอบด้วย

+ ฉัตรโลหะฉลุลาย 7 ชั้น ขนาดกว้าง 90 เซนติเมตร สูง 370 เซนติเมตร จำนวน 12 คัน

+ ฉัตรโลหะฉลุลาย 5 ชั้น ขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร สูง 110 เซนติเมตร จำนวน 8 คัน

+ ฉัตรโลหะฉลุลาย 5 ชั้น ขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร สูง 142 เซนติเมตร จำนวน 4 คัน

+ ฉัตรโลหะฉลุลาย 3 ชั้น ขนาดกว้าง 30 เซนติเมตร สูง 80 เซนติเมตร จำนวน 26 คัน

3.ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น เป็นฉัตรที่มีโครงสร้างเป็นโลหะ มีระบายฉัตรเป็นผ้าสีตามกำหนด แต่ละชั้นเป็นผ้าระบายซ้อนกันสองชั้น ผนึกตกแต่งด้วยลายผ้าทองย่นที่ผ่านการฉลุลายเรียบร้อยแล้ว มีขนาดของชั้นฉัตรลดหลั่นกันตามขนาดที่ออกแบบ ประกอบด้วย

+ ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น 7 ชั้นฉัตร กว้าง 88 เซนติเมตร สูง 367 เซนติเมตร จำนวน 8 คัน ฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบเทวดายืนเชิญฉัตร บนฐานไพทีชั้นที่ 3

+ ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น 7 ชั้นฉัตร กว้าง 60 เซนติเมตร สูง 250 เซนติเมตร จำนวน 12 คัน ฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบบนเสาหัวเม็ดของพนักกันตกของฐานไพทีชั้นที่ 2

+ ฉัตรประดับลายผ้าทองย่น 5 ชั้นฉัตร กว้าง 50 เซนติเมตร สูง 180 เซนติเมตร จำนวน 28 คัน ฉัตรชุดนี้เป็นฉัตรที่ประกอบบนเสาหัวเม็ดของพนักกันตกของฐานไพทีชั้นที่ 1

5.การจัดสร้างพระโกศพระบรมอัฐิ

พระโกศทรงพระบรมอัฐิ คือพระโกศสำหรับบรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระราชินี หรือพระประยูรวงศ์มาแต่อดีต มักสร้างด้วยโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน หรือมีการใช้โลหะอื่นแล้วกะไหล่ด้วยทอง ประดับด้วยอัญมณี หรือรัตนชาติ เพื่อให้สวยงามสมพระเกียรติ มีลักษณะรูปทรงกระบอก ประกอบด้วยส่วนฐาน ส่วนตัวพระโกศที่เป็นทรงกระบอกปากผาย และมีฝาสำหรับปิดส่วนบน รูปทรงโดยรวมอาจมีรูปทรงเหลี่ยม (มักเป็นแปดเหลี่ยม) หรือทรงกลมแล้วแต่ความเหมาะสมในสถานภาพแต่ละพระองค์ ถ้าเป็นชั้นระดับสูงมักมียอดทรงมงกุฎ ยอดประดับด้วยพุ่ม หรือฉัตรตามฐานันดรศักดิ์ มีส่วนประดับตกแต่งให้งดงามสมพระเกียรติด้วยดอกไม้เอว (ส่วนฐาน) ดอกไม้เพชร หรือดอกไม้ไหว (ส่วนฝา) และเฟื่องพู่ระย้าที่ปากฝาพระโกศ ภายในบรรจุพระโกศศิลา (ทำด้วยศิลาสีขาว) เป็นทรงกระบอกมีฝาเช่นเดียวกัน เพื่อใช้สำหรับบรรจุพระบรมอัฐิเป็นพระโกศ (โกศศิลาจะอยู่ชั้นในรองจากพระโกศทองด้านนอก)

งานสร้างพระโกศพระบรมอัฐิครั้งนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน (4 รูปแบบ) ดังนี้

1.พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ออกแบบโดย อำพล สัมมาวุฒธิ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ

2.พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ออกแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่งนายช่างศิลปกรรมอาวุโส (จัดสร้างโดยสถาบันสิริกิติ์)

3.พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ออกแบบโดย ณัฐพงค์ ปิยมาภรณ์ นักวิชาการ ช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ

4.พระโกศพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ออกแบบโดย สมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร ตำแหน่ง นายช่างศิลปกรรมอาวุโส

6.การออกแบบเครื่องสังเค็ด

เครื่องสังเค็ดเป็นคำนาม หมายถึง ทานวัตถุมีตู้พระธรรม โต๊ะหมู่ เป็นต้น ที่เจ้าภาพจัดถวายแก่สงฆ์หรือภิกษุผู้เทศน์หรือชักบังสุกุลในเวลาปลงศพ สำหรับในพระราชพิธีครั้งนี้ กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ ได้รับภารกิจในการออกแบบเครื่องสังเค็ด ส่วนการจัดสร้างสำนักพระราชวังเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้ทางกรมศิลปากรช่วยควบคุมดูแลให้เป็นไปตามรูปแบบ ดังรายการต่อไปนี้

1.พัดรองสำหรับพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลการออกพระเมรุ

2.พัดรองสำหรับพระราชพิธีทรงบำเพ็ญกุศลพระบรมอัฐิ

3.พัดรองสำหรับถวายพระจีนนิกาย และอนัมนิกาย

4.ตู้สังเค็ดหรือตู้ใส่หนังสือประดับด้วยภาพพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก

5.ธรรมาสน์ปาติโมกข์

6.หีบพระปาติโมกข์พร้อมต่าง

7.การซ่อม สร้างเครื่องประกอบราชยาน (ผ้าระบายฉัตรพระมหาพิชัยราชรถ พระวิสูตรพระมหาพิชัยราชรถ ธงสามชายงอนราชรถ)

การซ่อม สร้างเครื่องประกอบราชยาน ประกอบด้วย

+ ผ้าระบายฉัตรพระมหาพิชัยราชรถ

+ ผ้าที่ใช้ประกอบบนชั้นฉัตรของพระมหาพิชัยราชรถ เป็นฉัตร 5 ชั้น เดิมเป็นผ้าตาดทองระบายสองชั้น มีผ้าฝาหลังคาปิดบนในแต่ละชั้น พระราชพิธีครั้งนี้จึงสร้างผ้าระบายฉัตรให้เป็น ผ้าตาดทองลายทองแผ่ลวด จำนวนทั้ง 4 คัน

+ พระวิสูตรพระมหาพิชัยราชรถ พระวิสูตรก็เช่นเดียวกันกับผ้าระบายฉัตร พระราชพิธีครั้งนี้ได้จัดสร้างผ้าพระวิสูตรขึ้นใหม่ให้เป็นผ้าตาดทองลายทองแผ่ลวด จำนวนทั้ง 4 ผืน

+ ธงสามชายงอนราชรถ

เนื่องจากธงงอนราชรถทุกองค์ได้สร้างไว้เป็นเวลานาน ทำให้สีผ้าซีดอ่อนลง แผ่นกระดาษทองเก่าเริ่มกรอบ ทองที่ปิดกระดาษมีความหม่นไม่สดใสเช่นเดิม จึงดำเนินการจัดทำขึ้นใหม่ เพื่อนำไปใช้ในขบวนพระราชอิสริยยศให้สมพระเกียรติและเป็นการอนุรักษ์ศิลปกรรมให้คงอยู่สืบไป

โดยจัดทำขึ้นทั้งสิ้น 5 ชุด ชุดละ 3 ธง รวม 15 ธง ประกอบด้วย ธงงอนของพระมหาพิชัยราชรถ ธงงอนของเวชยันตราชรถ ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข 9782 ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข 9783 ธงงอนของราชรถน้อยหมายเลข 9784

………..

ที่มาข้อมูลประกอบการเรียบเรียง : เอกสารประกอบในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์เสวนา ครั้งที่ 5 เรื่อง “งานประณีตศิลป์เนื่องในพระราชพิธีพระบรมศพ”

 

มอ’ไซค์จิตอาสารับส่งฟรี ทำดีถวายพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520129

มอ’ไซค์จิตอาสารับส่งฟรี ทำดีถวายพ่อ

โดย  แมงโก้หวาน ภาพ  เพจมอเตอร์ไซค์จิตอาสา มอ’ไซค์จิตอาสารับส่งฟรี

“ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนคิดถึงพ่อหลวงและอยากทำความดีถวายพระองค์ท่าน พวกเราก็เช่นกันครับอยากทำความดีถวายพระองค์และเก็บภาพความดีเหล่านี้ไว้ดูเวลาคิดถึงพระองค์”

ประโยคแรกของ อั๋น-พิษณุพงศ์ พันธุ์ภักดีผู้ประสานงานมอเตอร์ไซค์จิตอาสาและผู้ก่อตั้งเพจมอเตอร์ไซค์จิตอาสา ในการพูดคุยถึงการทำดีถวายพ่อของกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสา

พิษณุพงศ์ เล่าว่า กลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาทำดีถวายพ่อในปัจจุบันมีหลายกลุ่ม แต่กลุ่มของพวกเขาเริ่มให้บริการรับส่งประชาชนตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลศิริราชเรื่อยมา จากนั้นไดย้ า้ ยมาอยูห่ ลงั กระทรวงกลาโหม กอ่ นที่จะย้ายไปอยู่ตรงท่านิเวศน์ (ราช) วรดิฐ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ปัจจุบันได้ขยับมาอยู่ตรงบริเวณท่าช้างโดยจะมีกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาอีกกลุ่มหนึ่งคอยให้บริการอยู่ก่อนหน้า แต่ก็ทำงานร่วมกัน เนื่องจากทุกกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันคือการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพฯ

“การไปตั้งจุดให้บริการรับส่งประชาชนไม่ใช่อยากตั้งตรงไหนก็ได้นะครับ เราได้ประสานงานกับทางสำ นักงานเขตพระนครตลอด และขึ้นกับว่าสำนักงานเขตพระนครเองด้วยว่าจะให้ไปตั้ง หรือมูฟไปอยู่ตรงจุดไหนทั้งนี้ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย”พิษณุพงศ์ ให้ข้อมูล

ปัจจุบันกลุ่มมอไซค์จิตอาสาภายใต้การประสานงานของพิษณุพงศ์ ได้ให้บริการรับส่งประชาชนที่เดินทางมากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ใกล้จะครบ 1 ปี (เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9เสด็จสวรรคต) มีสมาชิกกลุ่มอยู่ที่ประมาณ70-80 คน ประกอบด้วยหลายสาขาอาชีพ เช่นข้าราชการ ประชาชน พนักงานบริษัทพร้อมให้บริการประชาชนไปจนเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“รูปแบบการทำงานของกลุ่มเราจะแบ่งหน้าที่กันทำ ก่อนนี้ตรงจุดท่าราชวรดิฐ เราจัดสมาชิกในกลุ่มจำนวนหนึ่งไปทำหน้าที่คอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของภาครัฐตลอดในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทันทีที่ประชาชนมายังจุดจอดรับส่ง สมาชิกของเราก็จะเข้าไปสอบถามความต้องการประชาชนว่าจะไปที่ไหน ยังไง

หรือมีอะไรให้ช่วยเหลือ หรือถ้าจะออกจากบริเวณดังกล่าวเพื่อเดินทางกลับบ้าน เราก็จะแจ้งให้จักรยานยนต์จิตอาสาของเราไปส่งยังจุดที่เขาสามารถไปต่อรถได้”

พิษณุพงศ์ บอกว่า ช่วงเย็นเป็นช่วงที่ประชาชนเนืองแน่นมาก สิ่งที่กลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาต้องทำ คือการระบายออกให้เร็วและมากที่สุด เพราะทางรถวิ่งเป็นวันเวย์ ฉะนั้นในการรับส่งประชาชนส่วนใหญ่จะอยู่ที่เวลาประมาณ2 ทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน และหลังจากเที่ยงคืนไปจนถึงตีสี่จะมีทีมหนึ่งของเราไปคอยช่วยเจ้าหน้าที่จัดแถวประชาชนและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มารอเข้ากราบพระบรมศพ ตรงโรงเรียน รด.เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบ

“ช่วงแรกๆ ที่มีการจัดระเบียบประชาชนเข้าแถวเพื่อเข้ากราบพระบรมศพอย่างเป็นระบบระเบียบตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครไปช่วยจัดแถวบางคนก็แทรกแถว บางคนเข้าผิดแถวบ้างพวกเราก็จัดทีมเข้าไปช่วยในส่วนนั้นโดยประสานงานกับทางเจ้า หน้าที่ตำรวจที่ประจำอยู่บริเวณดังกล่าว จัดแถวประชาชนไม่ให้กีดขวางทางจราจร โดยทำหน้าที่นี้ไปถึงตี 5 ทุกวัน ครั้นพอมาช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ประชาชนเริ่มบางตาก็ไม่มีการจัดแถวเพราะเป็นระบบระเบียบอยู่แล้วเนื่องจากคนมาเรื่อยๆ เพิ่งจะมาเริ่มจัดแถวอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เพราะประชาชนเดินทางมากราบพระบรมศพเยอะมาก”

พิษณุพงศ์ บอกว่า หลังจากวันที่ 5 ต.ค.ไปแล้วกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสาของพวกเขาก็ยังมีงานที่ต้องทำต่อไป เพราะพวกเขาได้ไปลงทะเบียนเป็นจิตอาสาพระราชทาน ดังนั้น ในช่วงระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค.จะเป็นวันที่พวกเขารวมตัวทำความดีถวายพ่อหลวงอีกครั้ง โดยเฉพาะวันที่ 26 ต.ค. ซึ่งเป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพฯประชาชนจะมากมายมหาศาล

“สำหรับสถานที่ตั้งจุดให้บริการรับส่งประชาชนตรงไหนนั้น ทางเราจะประสานกับทางสำนักงานเขตพระนครและเจ้าหน้าที่ตำรวจ จุดที่เล็งไว้คือตรงแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ต้องรอทางเขตพระนครยืนยันอีกครั้งหนึ่งนอกจากนี้เราได้ประสานเขตเพื่อขอความอนุเคราะห์ในเรื่องของยาปฐมพยาบาลเบื้องต้นชุดเล็ก เช่น ยาดมสำลี ไว้บริการประชาชนในยามฉุกเฉินด้วย”

ผู้ประสานงานกลุ่มมอเตอร์ไซค์จิตอาสา เปิดเผยในนามกลุ่มว่า ทุกคนรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำความดีถวายพ่อหลวงผู้เป็นที่รักเทิดทูนของคนไทย และพวกเขาก็อยากเก็บภาพแห่งความดีนี้ไว้เป็นความทรงจำที่ดีและเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่านตลอดไป

“หลังวันที่ 29 ต.ค.เป็นวันที่ภารกิจกลุ่มเสร็จสิ้น แต่ว่าเพจมอเตอร์ไซค์จิตอาสาของเรายังคงอยู่ต่อไปและพร้อมที่จะทำความดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่” พิษณุพงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่ม(ที่แม้รูปถ่ายของเขาก็ไม่ขอให้ลงเพราะเขาคิดว่าสมาชิกกลุ่มสำคัญทุกคน)กล่าวทิ้งท้าย

 

เตรียมชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520124

เตรียมชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โดย พรเทพ เฮง         phorntheps@posttoday.com

นิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะเปิดให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติชมความงดงามพระเมรุมาศตลอด 1 เดือน หลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

โดยนิทรรศการครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

นิทรรศการจะจัดขึ้นในวันที่ 1-30 พ.ย. 2560 ตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น. โดยประชาชนสามารถเข้าชมได้ทุกอาคารทุกบริเวณภายในมณฑลพิธี ซึ่งจะมีแผ่นคำบรรยายเพื่อให้ความรู้โดยสังเขปอยู่ในทุกๆ ส่วน และได้ทำระบบคิวอาร์โค้ดเพื่อให้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆ เก็บไว้ศึกษาภายหลังได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นิทรรศการภายในพระที่นั่งทรงธรรม จะจัดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” จัดแสดงเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ โดยแบ่งเป็น 5 ตอนที่ต่อเนื่องกัน ได้แก่ 1) เมื่อเสด็จอวตาร 2) รัชกาลที่ร่มเย็น 3) เพ็ญพระราชธรรม 4) นำพระราชไมตรี และ 5) พระจักรีนิวัตฟ้า

ในนิทรรศการจะมีทั้งภาพพระบรมฉายาลักษณ์และภาพยนตร์ที่หายาก ภาพอุปกรณ์ทรงงานในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรตลอดรัชสมัย จดหมายเหตุเรื่องราวการเจริญพระราชไมตรี มีภาพสามมิติรูปรางวัลต่างๆ ที่นานาประเทศน้อมถวายในฐานะพระมหากษัตริย์นักพัฒนา และการประมวลความคิดและความรู้สึกของประชาชนไทยต่อการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้

นิทรรศการภายในศาลาลูกขุนทั้ง 6 หลัง จะเล่าเรื่องราวการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศในทุกๆ ส่วน แสดงแนวคิดและขั้นตอนการทำงาน ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานประติมากรรม และจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ งานประณีตศิลป์ในส่วนของพระโกศจันทน์ พระโกศทองคำ เครื่องสังเค็ด และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

รวมทั้งการเตรียมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธี ที่จะทำให้เห็นการทุ่มเทแรงกาย แรงใจของหน่วยงานราชการ ช่าง ศิลปินทุกสาขา ตลอดจนเหล่าจิตอาสาและประชาชนที่เข้ามาร่วมทำงาน หรือมาสนับสนุนการทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งหมดก็เพื่อต้องการทำสิ่งที่ดีที่สุดถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ผู้เป็นที่รักยิ่งของเราทุกคน

ในทุกๆ วัน ระหว่างการชมนิทรรศการ จะมีการจัดแสดงดนตรีซึ่งหมุนเวียนกันระหว่างกรมศิลปากรและหน่วยงานต่างๆ และในตอนเย็นถึงค่ำจะมีการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ที่บริเวณหน้าพระเมรุมาศ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมบนเวทีด้านทิศเหนือ

ภายในบริเวณจะจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกประชาชนทุกกลุ่ม ทุกอาคารจะจัดทำทางลาดสำหรับผู้ที่มาด้วยรถเข็นหรือผู้สูงอายุ รวมทั้งจะมีการจัดนิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา ให้สามารถสัมผัสกับหุ่นจำลองพระเมรุมาศขนาดย่อส่วน รวมทั้งชิ้นส่วนตกแต่งงานสถาปัตยกรรม และงานศิลปกรรมประดับพระเมรุมาศ เช่น สัตว์หิมพานต์ เทวดา และชิ้นส่วนของประติมากรรมต่างๆ เป็นต้น

ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีและปลื้มปีติยิ่งนัก และเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งปวงพลาดไม่ได้สำหรับนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ครั้งนี้

 

5 ประโยชน์ของดอกดาวเรือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 17:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520038

5 ประโยชน์ของดอกดาวเรือง

นอกจากความสวยงามแล้ว ดอกดาวเรืองยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย

ณ ตอนนี้ ประเทศไทยคงเต็มไปด้วยแปลงดอกไม้สีเหลืองอร่ามของดอกดาวเรือง ดอกไม้ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากความสวยงามแล้ว ดอกดาวเรืองยังเป็นดอกไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีประโยชน์มากมายหลายอย่าง ทั้งการปลูกไว้ใช้เองตามครัวเรือน และการปลูกเพื่อใช้ทางการค้า

1. ใช้ประดับตกแต่ง – ด้วยกลีบดอกสีเหลืองที่เรียงตัวอัดแน่นกัน และอายุการใช้งานที่นานพอสมควร ทำให้ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้อีกหนึ่งชนิดที่นิยมปลูกไว้ประดับตามบ้านเรือนและอาคารสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดความสวยงาม

2. ใช้ทำพวงมาลัย – ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ยอดฮิตที่นิยมนำมารอยพวงมาลัย ใช้สำหรับไหว้พระ หรือในงานพิธีต่างๆ โดยจะตัดก้านออกให้สั้น เหลือเพียงแค่ตัวดอกเท่านั้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. ใช้จัดแจกันดอกไม้ – เนื่องจากดอกดาวเรืองมีอายุการใช้งานค่อนข้างนาน และมีสีสันที่สดใส ทำให้คนไทยนิยมนำมาจัดแจกันตั้งโต๊ะ ทั้งตามโต๊ะรับแขก หิ้งพระ และโต๊ะหมู่บูชา

4. ใช้ป้องกันแมลง – ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นฉุน ซึ่งเป็นกลิ่นที่แมลงไม่ชอบ ทำให้สามารถใช้เป็นดอกไม้เพื่อป้องกันแมลงได้ นอกจากนั้นดอกดาวเรืองยังมีสารที่ช่วยลดปริมาณไส้เดือนฝอยในดินได้อีกด้วย

5. ใช้ทำอาหารสัตว์ – นี่อาจจะเป็นประโยชน์ที่หลายคนเพิ่งเคยรู้ ดอกดาวเรืองเป็นพืชที่มีสารแซธโธฟีลสูง เมื่อตากแห้งแล้วสามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ได้ดี โดยเฉพาะอาหารไก่ เพราะจะทำให้ไข่แดงมีสีสดน่าทานยิ่งขึ้น

 

5 นิทรรศการน่าไป ร่วมระลึกถึงพ่อหลวงรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 16:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520035

5 นิทรรศการน่าไป ร่วมระลึกถึงพ่อหลวงรัชกาลที่ 9

รวมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ควรค่าแก่การไปชม

ตลอดเดือนตุลาคมที่ทุกคนร่วมกันถวายความอาลัยถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 องค์กรและหน่วยงานมากมายต่างก็พากันจัดนิทรรศการเพื่อชวนทุกคนมาร่วมระลึกถึงพ่อหลวง เราเลยรวบรวมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 5 แห่งที่ควรค่าแก่การไปชม เพื่อให้ทุกคนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย

1. นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแสดงผลงานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์รวม 200 ภาพ ทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่มาก่อนให้ประชาชนชาวไทยได้สัมผัส

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วันที่: 2 กันยายน – 7 มกราคม 2561

สถานที่: ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

2. นิทรรศการแสตมป์ของพ่อ ๒๔๙๓ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

นิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดช่วงระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ซึ่งบันทึกไว้บนดวงแสตมป์จำนวน 79 ชุด รวมทั้งหมด 353 แบบ โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เข้าชมฟรี พร้อมรับของที่ระลึกโปสการ์ดและบัตรภาพแสตมป์รัชกาลที่ 9

วันที่: 22 มิถุนายน – 31 ตุลาคม 2560 (ปิดวันจันทร์)

สถานที่: ที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ

3. นิทรรศการภาพถ่ายเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร KING OF KINGS

นิทรรศการจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์และภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านผลงานของ 16 ช่างภาพรับเชิญ รวมทั้งภาพถ่ายขาวดำจากคลังภาพถ่ายของพิพิธภัณฑ์

วันที่: 13 มิถุนายน – 29 ตุลาคม 2560 (ปิดวันจันทร์)

สถานที่: ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)

4. นิทรรศการศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์

นิทรรศการจัดแสดงภาพพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในลักษณะซุ้มสัญลักษณ์ขนาดใหญ่ ภายนอกเป็นภาพพีระมิดกลับหัว จัดโดยพิพิธภัณฑ์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

วันที่: 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2560 (ปิดวันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์)

สถานที่: พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน โรงพยาบาลศิริราช

5. นิทรรศการ STILL ON MY MIND ในดวงใจนิรันดร์

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์จัด 9 กิจกรรมตลอดเดือนตุลาคม 2560 นำโดย ภาพเขียนพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9 ยาวที่สุดในโลก 20 เมตร, นิทรรศการเหรียญกษาปณ์ แสตมป์หายาก และประติมากรรมทรงคุณค่า, การแสดงดนตรีเทิดพระเกียรติ, กิจกรรมสกรีนเสื้อแจกประชาชน 2,000 ตัว, กิจกรรมสอนวาดภาพเหมือนในรัชกาลที่ 9, นิทรรศการภาพเขียนทรงผนวช ธ สถิตในธรรมนิรันดร, กิจกรรมร้อยดวงใจเพื่อพ่อหลวงไทย รวบรวมนิทรรศการและกิจกรรมการทำความดีจาก 99 ศิลปิน, นิทรรศการภาพเขียนอันทรงคุณค่า 99 ภาพ จาก 60 ศิลปิน และเปิดให้จองเหรียญที่ระลึกรุ่นพิเศษรัชกาลที่ 9 อีกทั้งลานเซ็นทรัลเวิลด์ยังเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดสร้างซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

วันที่: 1 ตุลาคม – 31 ตุลาคม 2560

สถานที่: ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา: bacc , tcdc , rpst , centralworld

 

ดอกทิวลิป “คิงภูมิพล” สายพันธุ์สีเหลืองนวลทั้งดอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 14:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520022

ดอกทิวลิป “คิงภูมิพล” สายพันธุ์สีเหลืองนวลทั้งดอก

ดอกทิวลิปที่ได้รับการพระราชทานนามมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9

ดอกทิวลิปคิงภูมิพล เป็นดอกทิวลิปที่มีความสูงของก้านและดอกรวม 45 เซ็นติเมตร สีเหลืองนวล ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาจากดอกทิวลิปพรินซ์เคลาส์ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากดอกทิวลิปสายพันธุ์ดีจากประเทศเนเธอร์แลนด์

ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2549 เมื่อครั้งที่ประเทศไทยจัดงานเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มีเกษตรกรชาวดัตช์ เจ้าของบริษัท FA.P. Koeddiik & Zn นามว่า “กลาส คูไดค์” ได้เห็นภาพความประทับใจที่เหล่าพสกนิกรชาวไทย พร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองรอรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตั้งชื่อดอกทิวลิปที่เขาพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่ว่า “คิงภูมิพล”

และเขาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานนาม “คิงภูมิพล” ให้แก่ดอกทิวลิปสายพันธุ์ใหม่นี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2552

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อมาทางสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ได้ประสานขอซื้อหัวพันธุ์ดอกทิวลิป “คิงภูมิพล” จากนายกลาส คูไดค์ มาทดลองเพาะที่สถานีโครงการหลวงอินทนนท์ ปรากฏว่ามีอัตราการงอกที่ดี โดยดอกทิวลิปคิงภูมิพลชุดแรกได้ผลิบานเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2556

หลังจากนั้นก็ได้จัดแสดงนิทรรศการทิวลิปคิงภูมิพลเมื่อช่วงต้นปี พ.ศ.2556 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนทั่วไปได้สัมผัสกับดอกทิวลิปสายพันธุ์ดีสีเหลืองนวล อันได้ชื่อมาจากพลังความจงรักภัคดีที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อพระมหากษัตริย์ของพวกเขาเอง

ที่มา: welovethaiking

 

7 โทนสีสุภาพนอกจากสีขาวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 13:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/520003

7 โทนสีสุภาพนอกจากสีขาวดำ

รวมโทนสีสุภาพ นอกเหนือจากสีขาวและสีดำ สำหรับใส่เพื่อถวายความอาลัยแก่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในเวลาที่ชาวไทยไว้ทุกข์ช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บางคนอาจจะกังวลเรื่องเสื้อผ้า ว่าควรใส่อย่างไรให้เหมาะสม หรือในตู้เสื้อผ้าอาจจะไม่ได้มีเสื้อผ้าสีขาวและสีดำมากพอที่จะใส่ตลอดทั้งเดือน ซึ่งแท้จริงแล้วนอกจากสีขาวและสีดำ ยังมีสีสุภาพต่างๆ อีกมากมาย ที่สามารถใส่ไว้ทุกข์ถวายความอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เช่นเดียวกัน

1. สีเทา – เสื้อผ้าสีเทาเป็นสีพื้นฐานที่หลายคนน่าจะพอมีติดตู้เสื้อผ้ากันอยู่บ้าง นอกจากนั้นยังเป็นสีที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับสีดำมากที่สุด เหมาะอย่างยิ่งแก่การใส่ในช่วงไว้ทุกข์

2. สีน้ำตาล – เสื้อผ้าโทนสีอบอุ่นอย่างสีน้ำตาล เป็นอีกสีที่ถือว่าเป็นสีสุภาพ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลอ่อนก็สามารถจับมามิกซ์ในการแต่งตัวได้ง่าย ในช่วงไว้ทุกข์แบบนี้อาจจะเลือกเป็นชุดสีน้ำตาลเรียบๆ ไม่มีลวดลาย เพื่อให้ดูสุภาพมากที่สุด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

3. สีกรมท่า – สีกรมท่าเป็นสีโทนเย็น ออกน้ำเงินเข้ม เรียกตามสีเครื่องแบบของข้าราชการกรมท่าในอดีต เป็นสีที่ให้ความสงบนิ่ง เข้มแข็ง และถือเป็นอีกสีสุภาพที่สามารถสวมใส่ในช่วงไว้ทุกข์ได้อย่างเหมาะสม

4. สีกากี – สีกากีเป็นสีออกน้ำตาลปนเหลือง หรือเรียกอีกอย่างว่า สีสนิทเหล็ก เป็นอีกหนึ่งสีที่สามารถนำไปแต่งกับเสื้อผ้าสีอื่นๆ ได้ง่าย

5. สีเขียวเข้ม – เสื้อผ้าโทนสีเขียวถือเป็นอีกสีหนึ่งสีสามารถสวมใสในช่วงไว้ทุกข์ได้เช่นกัน โดยให้เลือกโทนสีเขียวหม่นๆ หรือสีเขียวนิลที่ดูสุภาพ แทนการสวมใส่สีเขียวที่ดูฉูดฉาด

6. สีโทป – สีโทป (Taupe) หรือสีชมพูอมน้ำตาลเทา เป็นสีโทนอบอุ่นที่ดูสวยงามทันสมัย ถือเป็นตัวเลือกที่ดีของสาวสมัยใหม่ที่ยังอยากได้ลุคสวยเก๋เพื่อเพิ่มความมั่น แต่ก็ยังดูสุภาพด้วยในเวลาเดียวกัน

7. สีเบจ – สีเบจ (Beige) เป็นสีโทนครีมหรือสีเนื้อ เป็นสีที่ดูสุภาพเรียบร้อย และให้ลุคที่ดูอ่อนหวาน สามารถสวมใส่ในช่วงไว้ทุกข์ได้ แต่ควรระวังเรื่องเนื้อผ้าไม่ให้ดูบางจนเกินไป เพื่อให้เหมาะสมแก่ช่วงนี้มากที่สุด