เกษตรกรรุ่นใหม่ใจอินดี้ ความหวังของเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433548

เกษตรกรรุ่นใหม่ใจอินดี้ ความหวังของเกษตรอินทรีย์

โดย…สมแขก ภาพ กลุ่ม Thailand Young Farmers

การเดินทางไปที่ จ.บุรีรัมย์ จังหวัดที่ไม่เพียงขึ้นชื่อเรื่องทีมฟุตบอล แต่ยังมีชื่อเรื่องเกษตรอินทรีย์และเป็นแหล่งผลิตข้าวที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งของไทย การร่วมทริปกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้ของชุมชนเกษตรอินทรีย์เปิดให้เห็นทั้งการรวมตัวกันที่แข็งแรงของเกษตรกรและภูมิปัญญาพื้นบ้านที่พร้อมถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ตลอดจนผู้คนที่แวะเวียนมาเยี่ยมชม

ดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ควรส่งเสริมขณะนี้คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร เดี๋ยวนี้เราปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้ จะปลูกข้าวอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องทำแบบผสมผสาน และข้าวที่ได้ก็ต้องมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ ทั้งนี้การที่จะทำให้ชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องอาศัยกำลังใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการลงพื้นที่ของเราก็เชื่อว่าทำให้เกษตรกรมั่นใจในช่องทางการตลาดด้วย” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า

อย่างไรก็ตาม ความหวังของประเทศชาติตอนนี้ คือ เรื่องเกษตรอินทรีย์ ที่นอกจากจะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในตลาดได้แล้ว ยังสร้างความยั่งยืนให้กับผู้ผลิตด้วย ปัจจุบันฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในไทยได้รับการรับรองมาตรฐานมีอยู่เกือบ 1 หมื่นแห่ง รวมพื้นที่กว่า 2 แสนไร่ นี่คือข้อพิสูจน์ว่านอกจากการนำวิถีอินทรีย์ดั้งเดิมกลับมาในรุ่นพ่อแม่ให้ได้แล้ว การสานต่อหรือการพลิกฟื้นของคนรุ่นใหม่คือแนวทางสร้างความมั่งคั่งอย่างแท้จริง

 

เกษตรคือแก่นสารชีวิต

และจากการติดตามกรมการค้าต่างประเทศเพื่อดูความสำเร็จของหนึ่งพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ทำให้ได้เจอกับ อุ้ม-คนึงนิตย์ ชะนะโม เกษตรกรรุ่นใหม่ ขณะที่เธอกำลังอธิบายเรื่องข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ในคูหากลุ่มเครือข่ายเกษตรกรภาคอีสาน อุ้มเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มทายาทเกษตร เธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พื้นฐานครอบครัวอุ้มเป็นเกษตรกร ในวัย 29 ปี เธอเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี (09D Sufficient Center) บ้านลุงม่วง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ อุ้ม บอกว่า เคยระเริงกับความสะดวกสบายในเมืองกรุงมาก่อน เพราะเธอเรียนปริญญาตรี 4 ปีในกรุงเทพฯ และทำงานเงินเดือนสูงเป็นเวลาปีกว่า ก่อนจะพบว่าไม่มีความสุขและอิสระที่แท้จริงจากกรงอันใหญ่นี้

อุ้ม เล่าว่า สาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจกลับบ้านได้ง่ายขึ้น ในตอนนั้นยังไม่ใช่อาชีพเกษตรกร แต่คือแม่ “เราตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้านดูแลแม่ ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ เราได้เงินเดือนค่อนข้างเยอะเราก็ใช้จ่ายไปเรื่อย รู้สึกว่าชีวิตไม่มีแก่นสาร เรารู้สึกว่าเรามาสู้อะไรกับเมืองหลวง และช่วงนั้นเป็นเวลาที่แม่ป่วยสิ่งที่คิดก็คือเราเป็นลูกแม่ไม่ใช่ลูกของบริษัทก็เลยกลับมาที่บ้าน พอกลับมาก็ยังไม่ได้คิดว่าจะทำงานเกษตรโดยตรงคิดว่าอาจจะมาสอบเพื่อเข้าทำงานเป็นข้าราชการในละแวกบ้าน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ ก็เลยทำงานเกษตรเริ่มจากการทำข้าวก่อน ปีแรกทำงานหลากสายพันธุ์ เพราะไปเรียนรู้กับพี่ตุ๊หล่างที่เขาเก่งเรื่องข้าวที่ จ.ยโสธร หลังจากนั้นเราก็ทำศูนย์เรียนรู้ที่หมู่บ้านของตัวเอง

 

“ที่ฉลาดเพราะได้เจอปราชญ์ในช่วงเวลาเดี๋ยวกันถึง  4 ท่าน คือ อาจารย์เดชา  ศิริภัทร อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร ผู้สืบสานศาสตร์แห่งพระราชา อ.โจน จันได อ.แก่นคำกล้า พิลาน้อย (ตุ๊หล่าง) เรียกได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์ผู้เบิกทางให้พบความสุข ความสุขที่แท้จริงมันอยู่ที่ใจ ทำให้หวนกลับมาถามหาแก่นสารในชีวิตตัวเองว่าเกิดมาทำไหม เพื่ออะไร พรุ่งนี้จะเอายังไง เราละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมของบรรพบุรุษมาทำอะไรในกรุงเทพฯ รากเหง้าเราเป็นชาวนาที่มันเป็นวิถี ควรกลับมาสืบทอด สร้างอาชีพบนวิถีให้ผู้คนได้รับรู้ ว่าจบธรรมศาสตร์มาทำนาทำสวนไม่ได้บ้านะคะ แต่เรามีความสุขดีด้วย มีความมั่นคงและสร้างความมั่งคั่งได้ มีเกียรติมากพอที่จะยืนหยัดในสังคมไม่ด้อยกว่าอาชีพอื่น แต่ปัญหาของเราตอนแรกคือไม่มีเงินทุน การมาทำเกษตรมันไม่ได้ง่ายดายสวยหรู เราไม่มีเงินเราต้องอยู่แบบไม่มีเงิน เรื่องต้นทุนสำคัญเหมือนกันสำหรับคนที่จะกลับมาอยู่บ้านและทำการเกษตร มาทำใหม่ๆ เครือข่ายก็สำคัญ ซึ่งตอนนี้อุ้มมีเครือข่ายทั้งกลุ่มทายาทเกษตรกร และอยู่ในกลุ่ม Thailand Young Farmers ซึ่งเป็นแหล่งรวมเกษตรกรสุดชิกไว้ (หัวเราะ) ตรงนี้ก็สร้างการรับรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ให้คนรุ่นใหม่ได้เยอะเหมือนกันค่ะ”

 

“ชีวิตที่บ้านมันมีความสุข ได้อยู่กับพ่อกับแม่ ได้อยู่กับคนที่เรารัก ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ตอนแรกอาจจะไม่ชอบหรอก แต่พอมาอยู่กับผืนดินจริงๆ เราพบว่าเขาให้เราอะไรเยอะมาก แต่ว่าต้องทนกับแรงกดดันรอบข้าง ชาวบ้านเขาจะพูดกระแทกกระทุ้งเรา ก็ต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้แล้วเราจะไปรอด ไม่ใช่แค่อุ้มแต่สำหรับลูกหลานเกษตรกรที่เรียนจบปริญญาแล้วอยากทำเกษตรกรรม เชื่อว่าจะโดนเหมือนกัน หลายคนมองว่านี่คือกระแสของคนที่อยากกลับบ้านเป็นเกษตรกร แต่หนูมองว่าถ้าเขากลับมาที่บ้านและทำจริงๆ นี่ความยั่งยืน การกลับมาทำเพื่อผืนแผ่นดินและกลับมาพัฒนาบ้านที่บ้านเกิดของเรานี่คือวงจรการพึ่งพาตัวเอง มีอาหารปลอดภัย ร่างกายแข็งแรง แต่ทั้งนี้มันก็ต้องผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากทั้งด้านจิตใจและทรัพย์สิน เพราะมันจะมีช่วงที่เราไม่มีเงิน มีแรงกดดันที่ต้องผ่านไปให้ได้ ต้อง
เตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม มันไม่ได้เพอร์เฟกต์เหมือนภาพของคนที่มีเงินแล้วมาทำเกษตร” คนึงนิตย์ ให้ข้อคิด

เรื่องราวของศูนย์แห่งนี้ยังมีอีกมากมายและรอต้อนรับเพื่อนๆ ที่อยากมาสัมผัสการเป็นเกษตรกรว่าความอยากเป็นเกษตรกรของเขาจะทำได้ไหมในตอนเริ่มต้น เธอก็เปิดสอนในพึ่งพาตัวเองผ่านสิ่งที่เธอได้ทดลองทำมาแล้ว

 

ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยาก

จากการพบกับอุ้มในวันนั้น ทำให้เราเสาะหาเกษตรกรรุ่นใหม่ซึ่งเป็นทายาทและมีแนวคิดที่จะพลิกฟื้นผืนนาจากเคมีสู่วิถีอินทรีย์ที่ยั่งยืนอีกหนึ่งคน เธอเรียกตัวเองว่า คุณบลู (ชาวนาผู้เลอโฉม) ผู้ดูแลบ้านสวนชวนกิน จ.ชัยนาท เจ้าของสินค้าการเกษตรกิจของชาวนา (KIJ KHONG CHAOW NA) บลูบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านกลุ่ม Thailand Young Farmers ว่า เธอก็เป็นเช่นเดียวกับอุ้มคือเป็นลูกชาวนา อยู่ในสังคมเล็กๆ ของ จ.ชัยนาท เป็นเด็กที่มีโอกาสดี พ่อแม่ส่งเสียให้เรียนมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งดังในเรื่องของการเกษตร แต่ขณะนั้นกลับไม่คิดเรียนคณะเกี่ยวกับการเกษตรเลย

“ความตั้งใจของพ่อแม่คือส่งลูกเรียนให้จบปริญญาตรี เพื่ออยากให้ได้งานดีๆ แต่งตัวดีๆ อยู่เมืองกรุงสบายๆ หลังจากเรียนจบก็ได้เริ่มทำงานมา 1 ปี ใช้ชีวิตในเมือง ลำบากแท้วุ่นวายทีเดียว ไม่มีเงินเดือนส่งกลับมาให้พ่อกับแม่เลย แต่พอกลับบ้านนอกทีไรสวยทุกที จนเริ่มเปลี่ยนงาน แห่งที่สองเงินดี งานมั่นคง ทำได้วันเดียวก็หนีกลับบ้านนอกยาวเลยทีนี้” บลู เป็นคนที่มีความอยาก 3 อยาก คือ อยากกิน อยากมี และอยากอยู่ เป็นแรงผลักดันให้กลับบ้าน เริ่มจากความอยากที่จะมีของกิน โดยที่ไปจ่ายตลาดน้อยที่สุดมีเห็ด มีผัก มีปลา และมีข้าวสารโดยมีแนวคิดที่ว่า ฉันจะสร้างอาหารที่ฉันกิน ด้วยมือของฉันเอง

บลู บอกต่อว่า เธออยากปลดหนี้ให้ครอบครัว “เคยตั้งคำถามกับตัวเองและถามพ่อกับแม่ว่า ทำไมพ่อกับแม่ทำนาตั้ง 70 ไร่ ชีวิตไม่เห็นดีขึ้นเลย ทำเกือบ 30 ปีก็มีหนี้เหมือนเดิม แล้วในเมื่อเรามีที่ดินตั้งเยอะขนาดนี้ชีวิตการเป็นเกษตรกร จะต้องเหนื่อย เปื้อนโคลน โดนคนอื่นมองแบบไร้เกียรติเหรอ แล้วอีกอย่างคือ เราทำนาแต่เราไม่เคยได้กินข้าวที่เราปลูกเองเลย เพราะอะไร เพราะเคมี!!!”

เพราะใช้สารเคมีในนาข้าว ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์จนถึงกระบวนการก่อนเก็บเกี่ยว ระบบนิเวศ หอย ปู ปลา หายไปหมด ผักข้างคันนายังไม่กล้ามาเก็บกิน ทำอย่างไรให้หนี้หมดก็ต้องลดต้นทุน เปลี่ยนวิถีการทำนาให้ไร้เคมีปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ ภายใต้ ชื่อสินค้า “กิจของชาวนา” โดยมีแหล่งผลิตจากบ้านสวนชวนกิน สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ดำเนินชีวิตในแบบที่เราต้องการ ลงมือสร้าง ของกินในบ้าน ผักสวนครัว เพาะเห็ด เลี้ยงปลา ปลูกข้าวโพด

“ความอยากสุดท้าย คือ อยากอยู่ดูแลพ่อแม่ในช่วงเวลาที่ท่านหัวเราะ ยิ้ม และดุว่าเราได้ มันมีความสุขมากๆ ดีกว่าที่กลับมาในช่วงที่ท่านไม่แข็งแรง แล้วได้ดูแลกัน บนเตียง โรงพยาบาล อยากอยู่กับธรรมชาติ สายลม แสงแดด ได้อยู่ในสถานที่สงบ ไม่ต้องวุ่นวายในเรื่องความเป็นอยู่ ไม่ต้องต่อแถวซื้อของ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สบายๆ และในอนาคต อยากจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของอาชีพเกษตรกร ที่มอซอ จน เปื้อน แต่เป็นอาชีพที่หลายๆ คนอิจฉา และพูดกันว่า ฉันอยากเป็นเกษตรกร ฉันอยากเป็นชาวนา” บลู ทิ้งท้ายได้อย่างเลอโฉมสมฉายาของเธอ

 

เรียนรู้จากปฏิวัติวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433258

เรียนรู้จากปฏิวัติวัฒนธรรม

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

50 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของหายนะทางการเมืองในประเทศจีนเริ่มต้นขึ้น-ปฏิวัติวัฒนธรรม

ย้อนไปอีกเกือบ 40 ปีก่อนหน้านั้น เหมาเจ๋อตงในวัยหนุ่มสมัยเปิดศึกยึดประเทศจีนกล่าวไว้ว่า “การปฏิวัติไม่ใช่การเลี้ยงดูปูเสื่อ ไม่ใช่การนั่งเขียนบทความ ไม่ใช่การวาดภาพจัดดอกไม้ จะให้สดสวยงาม จะให้สะดวกสบาย จะให้อ่อนโยน จะให้โอนอ่อนผ่อนตามด้วยความแสนดีอบอุ่น เป็นไปไม่ได้ การปฏิวัติคือจลาจล คือการเคลื่อนไหวด้วยความรุนแรงที่ชนชั้นหนึ่งกระทำเพื่อคว่ำอีกชนชั้นหนึ่ง!”

เด็ดขาดและชัดเจน

การปฏิวัติของเหมาเจ๋อตงสำเร็จลุล่วงจน พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ แผ่นดินจีนเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ในที่สุด เหมาเจ๋อตงคือผู้ที่มีแนวคิดถูกต้อง แต่ยุทธวิธีชักธงรบออกศึกอันยอดเยี่ยม ยากจะใช้ในการปกครองบริหารประเทศ

การบริหารประเทศของเหมาเจ๋อตงล้มเหลว ภัยธรรมชาติซ้ำเติม ผู้คนอดตายนับล้านจากนโยบายการจัดการปลุกระดมสร้างเศรษฐกิจกลวงๆ นำพาเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของชาวจีนย่อยยับ จนบรรดาสหายใต้บังคับบัญชาเหมาเจ๋อตงจำต้องแยกเขาออกจากอำนาจการบริหาร ทำได้แค่ให้เกียรติวางเขาไว้บนหิ้งให้เป็นไอดอลแห่งพรรคและประเทศ โดยปราศจากอำนาจการบริหารที่แท้จริง

แต่การประเมินความล้มเหลวจากสหายใต้บังคับบัญชานับวันก็มีแต่ชี้มาที่ไอดอลคนนี้ พร้อมทั้งแนวทางแก้ปัญหาปากท้องที่เห็นควรต้องผ่อนคลายอุดมการณ์สุดโต่ง กลายเป็นปมขัดแย้งภายในพรรคที่รอวันแตกหัก

เหมาเจ๋อตง คือ วีรบุรุษแห่งการปฏิวัติ และนี่คือโอกาสแห่งการปฏิวัติครั้งใหญ่อีกครั้ง ปฏิวัติล้มล้างพวกฉวยโอกาสเบี่ยงเบนอุดมการณ์สังคมนิยม ปฏิวัติล้มล้างวัฒนธรรมคร่ำครึที่ถ่วงความเจริญ-ปฏิวัติวัฒนธรรม

ด้วยการปลุกปั่นยุยงส่งเสริมของสหายกระหายอำนาจข้างกายเหมาเจ๋อตง การปฏิวัติวัฒนธรรม กลายเป็นหน้าที่ของคนทุกคนในชาติ โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวผู้เป็นพลังใหม่ของสังคม-ยุวชนเรดการ์ด (Red Guard)

อำนาจการตัดสินถูกผิดและการลงทัณฑ์ของผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกโยนแจกจ่ายให้กับ “ทุกคน” “ทุกคน” ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกับเหมาเจ๋อตง “ทุกคน” ที่ยึดถืออุดมการณ์หนึ่งเดียวของชาติ “ทุกคน” ที่บูชาเหมาเจ๋อตง “ทุกคน” ที่ไม่ใช่ทุกคน

เบื้องหน้าเวทีเต็มไปด้วยคำอ้างอุดมการณ์ แต่เบื้องหลังแท่นปราศรัยปลุกระดมคือการแย่งชิงอำนาจ และการขจัดเสี้ยนหนามที่หักหลังเหมาเจ๋อตง

เล่นให้หนักเล่นให้แรง เพราะการปฏิวัติไม่ใช่การเลี้ยงดูปูเสื่อ!

โบราณสถานและทุกสิ่งทุกอย่างที่เชื่อมโยงกับสังคมเก่าถูกรื้อทุบทำลาย พระพุทธรูปถูกเผา เด็กและเยาวชนไม่ต้องร่ำเรียนหนังสือ เยาวชนออกไปทำการรณรงค์เพื่อโลกใหม่ก็เพียงพอ

ยุวชนเรดการ์ดสามารถบุกเข้าบ้านเรือนใครก็ได้ เพื่อกระชากตัวผู้ต้องสงสัยมาประณาม ลงโทษ ซ้อม และทรมานจนถึงขั้นเสียชีวิตโดยไม่มีความผิด

ไม่เว้นแม้แต่นักวิชาการผู้เคยสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ นายพลซึ่งเป็นสหายร่วมรบในสงครามสร้างชาติกับเหมาเจ๋อตง หรือแม้แต่ประธานาธิบดีของชาติ-หลิวซ่าวฉี ก็ถูกยุวชนเรดการ์ดจับออกมาแขวนป้ายประจาน ประณาม กักขัง ซ้อม และทรมานจนเสียชีวิตลงในห้องมืดโดยลำพัง ที่ว่ามาข้างต้นคือเป้าหมายที่แท้จริงของการปฏิวัติครั้งนี้

แต่ผลข้างเคียงมีมากกว่านั้นมหาศาล ในวิถีชีวิตของผู้คนซึ่งไม่เคยเกี่ยวข้องกับเวทีการเมือง เพื่อนที่เห็นหน้ากันทุกวี่วัน อาจคอยแอบเก็บหลักฐานและหันกลับมาชี้ความผิดของเราเมื่อไหร่ก็ได้ เหมาเจ๋อตงและยุวชนเรดการ์ดจะให้ค่า ความชื่นชมอย่างสูงส่งกับผู้ซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ที่ชี้ได้ว่าใครคือศัตรูของสังคมใหม่

การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อตงไปไกลถึงการสลายโครงสร้างทั้งหมดของสังคม พระสงฆ์ถูกจับสึกป้ายน้ำหมึกประจานสังคมเก่า ครูถูกแขวนป้ายประจาน ราดน้ำร้อน ถ่มถุยโดยหมู่นักเรียนในความผิดที่ว่าสอนเนื้อหารับใช้ชนชั้นศักดินา พี่น้องตัดขาดกัน พ่อแม่พร้อมจะไม่ใช่พ่อแม่ได้ทุกเมื่อหากมีทีท่าว่ามีวิถีชีวิตหรือวิธีคิดต่างจากอุดมการณ์ที่เหมาเจ๋อตงว่าไว้ ลูกที่อยากรักษาตัวรอดถูกบังคับให้ประณามและลงโทษพ่อแม่ของตน

ความกดดันและหวาดระแวงในสังคมโกลาหลแบบนี้ ทำให้มีคนฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก นักคิดนักเขียนชื่อดังไม่น้อยจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย

มิคสัญญีเกิดขึ้นในทุกอณู กินเวลาทั้งสิ้นสิบปี (ค.ศ.1966-1976) จนชีวิตเหมาเจ๋อตงจบลง การปฏิวัติวัฒนธรรมจึงพอจะมีหนทางให้จบตามได้

ไม่ว่าใครก็บอกว่า นี่คือสิบปีที่มืดมน สิบปีที่สูญเปล่า มีแต่ความสูญเสีย สิบปีที่เป็นรอยแผลบาดลึกเข้าไปสู่ทุกคนที่มีส่วนร่วม ทั้งที่เป็นอาชญากรและเหยื่อ สิ่งดีเพียงสิ่งเดียวในการปฏิวัติวัฒนธรรม คือ ทำให้มนุษยชาติรู้ว่าอย่าผิดพลาดซ้ำรอยนี้อีกเป็นอันขาด

แม้มีปัจจัยอื่นร่วมด้วยก็ตาม แต่ความผิดอยู่ที่เหมาเจ๋อตงอย่างไม่ต้องสงสัย คนที่จะจุดไฟเริ่มต้นหรือดับความบ้าระห่ำระดับนี้ได้คือเขา

แต่อะไรเล่าคือเครื่องยนต์กลไกในการขับเคลื่อนความรุนแรงเข้าสู่ทุกภาคส่วน อะไรเล่าที่ทำให้เชื้อเพลิงมอดไหม้ตลอดสิบปี เหมาเจ๋อตงคนเดียวทำสิ่งนี้ไม่ได้

กลไกที่ว่าคือการสลายกลไกทั้งหมดของสังคม แล้วโยนอำนาจการตัดสินถูกผิดและลงทัณฑ์ให้กับฝูงชนซึ่งถูกปลุกปั่นให้บ้าคลั่งอุดมการณ์

อุดมการณ์ซึ่งความถูกต้องมีหนึ่งเดียว แต่วิธีการลงโทษผู้คิดต่างหลากหลายและรุนแรงไม่จำกัด

สังเวยความสะใจของฝูงชน จนเป็นเหตุการณ์รันทดของมนุษยชาติ และเมื่อความสะใจละลายหายไปในยุคสมัย ก็ทิ้งไว้แต่ตราบาปของอาชญากรและแผลเป็นของเหยื่อความรุนแรง

เหมาเจ๋อตงไม่อยู่แล้ว บุคคลที่มีอิทธิพลที่จะสร้างลัทธิบูชาบุคคลได้ระดับเหมาเจ๋อตงยังมองไม่เห็น แต่ฝูงชนซึ่งเรียกร้องประกาศกร้าวขออำนาจการตัดสินถูกผิด ขออำนาจลงทัณฑ์ยังมีให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จิตวิญญาณเหล่านั้นยังพอสัมผัสได้ทางเสียงระบายความรุนแรงในโซเชียลมีเดีย

ฝูงชนที่ไร้กลไกกำกับยังมีความไม่น่าไว้ใจแฝงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าฝูงชนนั้นจะเห็นสอดคล้องไปกับเรา เพราะเราและฝูงชนเหล่านี้อาจช่วยกันผลักดันให้เรากลายเป็นอาชญากรหมู่มาก

ท่ามกลางฝูงชนที่บ้าคลั่งคิดเห็นไปในทางเดียวกันทั้งหมด จำต้องมีกลไกบางอย่างที่จะตัดตอนอำนาจการลงทัณฑ์ผู้อื่นออกจากพวกเขา (และหรือพวกเรา) และในจิตวิญญาณรวมหมู่จำต้องมีกลไกที่ทำให้เสียงเห็นต่างเล็กๆ ลุกขึ้นถกเถียงชี้แจงความไม่เป็นธรรมได้โดยไม่โดนทำร้ายและทำลายทิ้ง

เมื่อใดที่กลไกทางสังคมเหล่านี้บกพร่องไป ไม่ว่าโดยจงใจหรือไม่ ทำให้ฝูงชนต่อติดกับอำนาจตัดสินและลงทัณฑ์ ก็จะเหลือแค่ใส่อุดมการณ์แห่งความรุนแรงลงไปเท่านั้น ก็สามารถปลุกเหตุการณ์คล้ายๆ ปฏิวัติวัฒนธรรมย่อมๆ ขึ้นมาได้อีกรอบ ส่วนถ้ามีบุคคลทรงอิทธิพลที่คอยประกาศกร้าวให้ความรุนแรงกลายเป็นความชอบธรรม ความรุนแรงนั้นจะส่งผลใหญ่โตขึ้นไปอีก

เราพึงเรียนรู้ประวัติศาสตร์หน้านี้ไว้ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยที่สังคมจีนเคยผิดพลาดอย่างหนักหน่วงมาแล้ว

 

‘พ่อหล่อสอนลูก’ อธิคม คุณาวุฒิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433288

‘พ่อหล่อสอนลูก’ อธิคม คุณาวุฒิ

โดย…เพรงเทพ ภาพ อนุชิต นิ่มตลุง

หลายขวบปีที่ อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Way ไม่ได้ออกรวมเล่มหนังสือของเขาออกมา

ในสถานการณ์ที่นิตยสารกำลังอยู่ในช่วงขาลง Way ก็ปรับสภาพเป็นนิตยสารรายหลายเดือนและเน้นหนักไปทางออนไลน์ แต่ก็ยังมีสำนักพิมพ์ WAY of BOOK ที่ออกงานรวมเล่มพ็อกเกตบุ๊กออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีนักอ่านที่จงรักภักดีในบุคลิกของหนังสือที่นี่ติดตามอย่างเกาะติด

“พ่อหล่อสอนลูก” (Papa, you’re handsome) ของ อธิคม คุณาวุฒิ ก็เป็นหนึ่งในหนังสือที่ออกมาจากสำนักพิมพ์นี้ โดยมีคำแนะนำว่าเป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวระหว่างเขาและลูกสาว ผ่านมุมมองน่ารักๆ ในการเล่าเรื่องแบบให้คำสอน ข้อคิดการใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่พบเจอ

 

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้เป็นบทความที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Way รายเดือนมาก่อนอย่างต่อเนื่องเดือนต่อเดือน อธิคม บอกว่า ชื่อหนังสือไม่ได้มีความหมายอะไรซับซ้อน เป็นการเสียดสีตัวเองและมีคนอื่นช่วยเสียดสีด้วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหน้าตาดี

“เป็นบทสนทนาของผู้ชายเกกมะเหรกเกเรคนหนึ่งที่ถึงเวลาต้องดูแลชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต ทุกอย่างผ่านการปรับตัว สูญเสียลักษณะเฉพาะบางอย่างไป ชีวิตมิสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะหาจุดสมดุลของความทุกข์ความสุขได้อย่างไร เป็นอย่างนี้มากกว่า” อธิคม เล่า

เขายอมรับว่าเป็นกิเลสเฉพาะตัวที่อยากบันทึกบทสนทนาของตัวเองกับบุตรไว้

“โดยเฉพาะเป็นการสนทนาในช่วงที่เขายังไม่มีขีดความสามารถตอบโต้เรามาก อยู่ระหว่าง 5-10 ขวบ ยังเถียงไม่ค่อยเก่ง เราก็สอนอินพุตไป ก็เลยอยากบันทึกไว้ช่วงขวบปีก่อนที่เป็นเด็กพรีทีนหรือก่อนวัยรุ่น เราสอนลูกอะไรไปบ้าง ส่วนกิเลสของคนทำงานเขียนก็อยากเสนอเนื้อความคิดที่เข้าท่าบ้าง ไม่เข้าท่าบ้าง โยนไปให้ผู้อ่านและสังคมช่วยกันประเมินคุณค่า เห็นด้วยไม่เห็นด้วย เกิดการถกเถียงกัน ก็เป็นหน้าที่ปกติของคนทำงานเขียน

 

“คิดโครงทั้งหมดก่อนแล้ววางไว้คร่าวๆ ที่คิดไว้ในหัวก็คือ เรากำลังคุยอยู่กับเด็กที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 10 ขวบ เด็กที่เกิดประมาณปี 2548-2549 หรืออาจจะเป็นคนที่โตมาอยู่ในช่องอายุ 20 ปี นี่คือโครงที่คิดไว้ ที่นำมารวมเล่มแค่ 35 ชิ้น จากที่เขียนไป 50-60 ชิ้น แล้วมีการนำมาปรับปรุงขัดเกลาต้นฉบับเยอะ”

อธิคมบอกถึงเบื้องหลังการทำงานบรรณาธิการที่คนอื่นๆ มาช่วยทำหนังสือเล่มนี้ เต็มไปด้วยความเต็มใจอย่างยินดีและมีความสุขมาก

“เพราะทุกๆ คนในกองบรรณาธิการมีส่วนร่วมและมีความสุข มีน้องในกองบรรณาธิการ 3 คน มาช่วยคัดจากงานเกือบ 60 ชิ้น แล้วได้ต้นฉบับมาจำนวนหนึ่ง แล้วได้คุณวีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ มาช่วยจัดวางเรื่องตามแบบของเขาที่สนใจในแบบวิธีการตัดต่อหนัง จากนั้นก็ส่งต้นฉบับที่ผ่านการจัดวางเรียงเรื่องแล้วให้ ทินกร หุตางกูร บก.เล่มอีกคน ซึ่งผมจับความรู้สึกได้ว่าเขาใส่ใจทำงานในเล่มนี้มากที่สุดเท่าที่ผมเคยทำงานร่วมกันมา ซึ่งไม่เอาภาษาของเขามาเป็นเกณฑ์ เนื่องจากภาษาในหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาพูด เขาพยายามรักษารสของภาษาพูดบางจังหวะเอาไว้ นี่คือส่วนของงานบรรณาธิการ ส่วนเรื่องของงานออกแบบรูปเล่มเป็นอาชีพอยู่แล้ว ก็เลยเอาหีบห่อแบบญี่ปุ่นมาห่อหุ้มสักหน่อย เชื่อว่าทุกคนมีความสุขในการทำงานหนังสือเล่มนี้”

 

เณ ทิฆัมพร เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433275

เณ ทิฆัมพร เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนชีวิต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อความฝันถูกสกัดด้วยความจริง ความจริงที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จุดกำเนิดเรื่องราวหลากอารมณ์ของ เณ-ทิฆัมพร พงษ์สุวรรณ สาวเสียงสวรรค์ที่ถูก “ความสวย” ปิดกั้นจนเกือบละทิ้งความฝันไป

เณเป็นคนโคราช ตั้งแต่จำความได้เธอเป็นคนชอบแสดงออก ชอบร้องเพลง ชอบเข้าประกวดตามงานวัด เป็นนักล่ารางวัลหน้าใหม่ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศบ้างบางเวที กระทั่งช่วงมัธยมปีที่ 5 เธอมีโอกาสเข้าประกวดบนเวทีระดับประเทศครั้งแรกในชีวิต “ดีใจมากที่ผ่านเข้ารอบ เพราะเราฝันมาตลอดว่าจะได้ประกวดใหญ่ อยากมีโอกาสเข้ากรุงเทพฯ อยากเป็นนักร้องอย่างที่ฝันไว้จริงๆ” ซึ่งสุดท้ายเธอได้รับรางวัลชนะเลิศ

 

เมื่อได้ถือถ้วยรางวัลชนะเลิศบนเวทีใหญ่ ความหวังของเธอก็สุกประกายบนเวที เพราะนอกจากจะได้เซ็นสัญญาทำเพลงครั้งแรกในชีวิต นั่นยังเป็นหนทางสู่ความฝันที่หวังมานาน “เหมือนชีวิตพลิกผัน” เธอกล่าว “จากเด็กผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่งที่อยากเป็นนักร้อง อยากมีเพลงของตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าอีกไม่นานเราคงจะได้ร้องเพลงออกทีวี แต่สิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นมันตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง” ชีวิตเธอเริ่มเข้าสู่ความขัดแย้ง “เพราะหลังจากที่ทำเพลงเสร็จ อัดทำเป็นซิงเกิ้ลเรียบร้อย แต่ทางค่ายยังไม่ทำเอ็มวีให้ เราก็รอ รอ รอ รอไปจนหมดสัญญา เป็นเวลากว่าสามปี และพบกับจุดจบที่ว่าเราไม่มีโอกาสไปแข่งเวทีอื่น และเพลงที่เคยทำไว้ก็ยกเลิกไป”

ในตอนนั้นเณเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายพร้อมกับความผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต เธอฝันสลายโดยที่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ และสิ่งที่ทำให้หญิงสาวบอบช้ำมากกว่าความผิดหวังคือคำตอบที่ได้รับกลับมา “เขาบอกว่าเณหน้าตาไม่มีจุดขาย ไม่รู้จะขายอะไร” น้ำเสียงเธอดูราบเรียบ “ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มีจุดขาย เพราะเรามาประกวดร้องเพลง จุดขายคือขายเสียง ไม่ใช่หน้าตา แต่ตอนนั้นจะฟ้องร้องอะไรเขา เราก็ไม่รู้เรื่อง บ้านเราก็ไม่มีเงิน ทำได้แต่ปล่อยให้มันผ่านไป แล้วมาเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเอง”

 

แสงปลายอุโมงค์ที่เธอเคยเห็นเมื่อ 5 ปีก่อนหายวับไปกับตาเพียงแค่คำว่า เธอไม่สวยพอ คนที่อยู่ข้างเธอยามนั้นคือพ่อและแม่ ที่อยากให้เธอกลับมาสู้อีกครั้งด้วยการเข้าไปเรียนร้องเพลงในกรุงเทพฯ ทำให้หนทางสายดนตรีกลับมาชัดเจนและจริงจัง ทว่าก็เรียนได้เพียงสักพัก เธอก็เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกรอบ

“ในตอนที่ทุกอย่างกำลังจะกลับมาดี ก็ต้องมาสูญเสียแม่ที่รักไปทำให้รู้สึกขาดกำลังใจที่สำคัญของชีวิต ตอนนั้นเณเลยรู้สึกท้อแท้มาก และบอกกับตัวเองว่าให้หยุดไว้ก่อน หยุดให้ตัวเองได้พักบนเส้นทางสายนี้”

 

เณใช้เวลาพักใจ 1 ปี เพื่อกลับไปเรียนมหาวิทยาลัยจนจบ แต่ความฝันของเธอไม่มีวันจบอยู่แค่นั้น “ความสามารถสำคัญกว่าหน้าตา แม่พูดแบบนี้เสมอ ถ้าเสียงดีมีคุณภาพจริงๆ สักวันก็จะมีคนมองเห็น” แต่สังเวียนประกวดร้องเพลงยุคใหม่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะไม่ได้แข่งแค่เสียงร้องแต่ยังต้องประชันหน้าตา

“เณตระเวนไปออดิชั่นทุกที่ แต่ไม่ได้สักที่” เธอกล่าวเสียงสั่น “ซึ่งแปลกไหมที่มีคนชมว่าเสียงดี แต่ไม่ให้เณผ่านเข้ารอบเลย” เธอจึงเริ่มพิจารณาตัวเองถึงสาเหตุของความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งสมมติฐานที่สามารถเป็นได้มากที่สุดคือ หน้าตา

 

เวลาล่วงเลยไปจนเธอมีครอบครัวและลูกชาย 1 คน ล่วงไปพร้อมๆ ความฝันที่ยังรอวันเติบโต จนเธอตัดสินใจสมัครเข้าร่วมรายการ Let Me In THAILAND ที่อาจเป็นหนทางใหม่ให้เข้าใกล้ความฝันมากขึ้น

“เณเขียนสตอรี่ว่าอยากเป็นนักร้อง แต่โดนตัดโอกาสไปเพราะหน้าตา” เธอเล่า “กรรมการเสียดายเสียงเราจึงให้โอกาสผ่านเข้าไปสู่รอบ 12 คนสุดท้ายได้ไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี 4 เดือน ดีใจมาก และดีใจที่สุดตรงที่แฟนเข้าใจเรา เขายอมลาออกเพื่อมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก เพราะอยากให้เราทำตามความฝันให้ถึงที่สุด”

เธอเล่าปัญหาให้ฟังว่า ใบหน้าของเธอไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต แต่เจอปัญหาด้านจิตใจมากกว่า จากคำล้อเลียนหรือคำดูถูกจากคนรอบข้าง เพราะลักษณะใบหน้าที่มีโหนกแก้มสูง กรามใหญ่ จนมีคนล้อว่า ไอ้หน้าเหลี่ยมบ้าง น้องโหนกบ้าง แต่นั่นก็ไม่ทำให้เธอน้อยเนื้อต่ำใจจนรับตัวเองไม่ได้

 

สิ่งที่เธอทำคือ ลดโหนกแก้ม ตัดกราม ทำหน้าทรงวี ขยับขากรรไกรเข้าทั้งบนและล่างโดยการตัดกระดูก ปรับโครงหน้าให้เข้ารูป ตัดปีกจมูกให้เล็กลงและใส่ปลายจมูกเพิ่มเข้าไป ฉีดไขมันทั้งหน้าเพื่อให้
หน้าดูอิ่ม และทำหน้าอก ส่วนที่ไม่ได้ทำเหลือเพียงดวงตาและปากเท่านั้น

การปรับเปลี่ยนใบหน้าทำให้เธอมีความหวังในการเป็นนักร้องอีกครั้ง เพราะนอกจากจะทำให้เป็นคนใหม่ เธอยังมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ซึ่งความรู้สึกแรกที่ได้เห็นหน้าตัวเองคือความดีใจ เพราะสิ่งที่คนอื่นเคยพูดล้อเลียน ตอนนี้จะไม่มีอีกแล้ว

“หน้าเราเปลี่ยนไปจริงๆ เปลี่ยนเป็นหวานขึ้น พอส่องกระจกแล้วมันยิ้มกว้างขึ้น และมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกลับไปแข่งขัน จะกลับไปเป็นนักร้องให้ได้” จากนั้นเพียงไม่นานเมื่อเธอกลับมาประเทศไทย ทางค่ายยุ้งข้าวเรคคอร์ดได้ติดต่อชวนไปทำเพลง

 

“คิดอยู่ในใจว่านี่ฝันไปหรือเปล่า เพราะมันเกินความคาดหวังไปมาก เณดีใจ ดีใจมากๆ ที่ทำความฝันเป็นจริงแล้ว อยากให้แม่มายืนอยู่ตรงนี้ด้วยกัน อยากให้แม่เห็นสิ่งที่สนับสนุนลูกคนนี้มาตลอดชีวิต” และคนสำคัญอีกหนึ่งคนที่เธอต้องขอบคุณคือสามี คนที่มองเธอจากภายในมิใช่หน้าตา “เณโชคดีมากที่ได้เจอคนที่เข้าใจและรักเราจากข้างในจริงๆ เพราะความสวยภายนอกนั้นไม่จีรัง เพราะหน้าตาไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญ เพราะไม่ว่าจะสวยขนาดไหนแต่จิตใจไม่ดีก็คงอยู่กับใครไม่ได้นาน”

สุดท้ายเธอได้ฝากข้อความไปถึงผู้หญิงทุกคนว่า อย่าคิดถึงแต่สิ่งภายนอก อย่าคิดว่าตัวเองไม่สวย อย่าคิดว่ามีโอกาสไม่เท่าคนอื่น เพราะเธอเชื่อว่าถ้าพยายาม ลองหลายๆ วิธีการ สักวันฝันนั้นจะเป็นจริง “ตอนนี้ความฝันของเณเป็นจริงแล้ว เณได้เป็นนักร้อง มีเพลงของตัวเอง สามารถหาเงินได้จากสิ่งที่เรารัก มีครอบครัวที่มีความสุข ซึ่งมันเพียงพอแล้ว แม้ว่าจะใช้เวลานานไปหน่อย แต่บทสุดท้ายมันก็มีความสุขเหมือนกัน” เธอจบการสนทนา

 

ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ บริดจ์ สร้างสมาธิกับงานออกแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433168

ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ บริดจ์ สร้างสมาธิกับงานออกแบบ

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์ ภาพ… นภวัตร แสงวัฒน์

เบื้องหลังความสวยงามของสถานที่หลายแห่งรวมถึงบูธภายในงานแสดงสินค้าต่างๆ ถูกเนรมิตให้เป็นไปตามความต้องการของผู้จัดงาน และเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้เข้าเยี่ยมชมสถานที่เหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลงานที่มาจากผู้ชายที่ชื่อ “ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์” ประธานกรรมการ บริษัทออกแบบ ตกแต่ง ก่อสร้าง และบริหารจัดการ สำหรับอุตสาหกรรม ตกแต่งภายใน การแสดงสินค้า พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ และการตลาดทางเลือก รวมถึงกิจกรรมการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 26 ปี

ในอีกมุมหนึ่ง ชยวัฒน์มีกิจกรรมส่วนตัวที่ทำให้มีสมาธิในการออกแบบและบริหารงาน นั่นคือเกมกีฬา บริดจ์ (Bridge) ที่เป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุนสนานและวิธีการคิดแบบบูรณาการ รวมถึงการจัดลำดับความคิดที่เป็นแบบแผนอย่างมีระบบ การคิดวิเคราะห์ การแยกแยะ และคิดอย่างเป็นตรรกะ

ชยวัฒน์ เล่าว่า บริดจ์แรกเริ่มนิยมเล่นกันมากในประเทศอังกฤษ ความน่าสนใจของเกมกีฬาบริดจ์คือทุกครั้งที่เสร็จสิ้นการแข่งขันจะมีกระดาษเฉลยให้ผู้เล่นทำความเข้าใจว่าต้องใช้วิธีใดจึงจะได้คะแนนมากที่สุด ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาฝีมือในครั้งต่อไปจึงสร้างความท้าทายให้กับผู้เล่นอยู่เสมอ

 

นอกจากนี้ เกมกีฬาชนิดดังกล่าวต้องเล่นเป็นทีมทำให้เกิดความร่วมมือและการเดาใจกัน อีกทั้งยังฝึกความอดทนและการมีมนุษยสัมพันธ์รวมถึงการมีน้ำใจเป็นนักกีฬารู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย ซึ่งสามารถต่อยอดไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันและทางธุรกิจด้านพันธมิตรและเครือข่ายที่ขยายได้อย่างไม่รู้จบ

“บริดจ์ยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้มีพัฒนาการด้านการฝึกสมองของผู้สูงอายุอย่างผมที่วันนี้ก้าวมาถึงวัย 65 ปีแล้ว เกมกีฬาบริดจ์เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยชะลอการเป็นอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้” ชยวัฒน์ กล่าว

จุดเริ่มต้นที่ชื่นชอบเกมกีฬาชนิดนี้มาจากการชักชวนของเพื่อมสมัยอุดมศึกษาที่ตั้งชมรมขึ้นมาต่อจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปความทะเยอทะยานอยากพัฒนาฝีมือการเล่นจึงได้พัฒนาตนเองอย่างจริงจังจนกระทั่งมีโอกาสติดทีมชาติเป็นตัวแทนไปแข่งขันในรายการต่างๆ อาทิเอเชียนเกมส์ เป็นต้น ซึ่งผลงานที่ดีที่สุดคือการได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย

แม้ว่าการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบตลอดเวลาที่ผ่านมายาวนานจะไม่เคยเป็นผู้คว้าชนะเลิศอันดับ 1 เลยสักครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่มีความคิดจะเลิกเล่น เพราะความพ่ายแพ้หรือความท้อแท้ในการแข่งขัน เนื่องจากเชื่อมั่นในความคิดที่ว่า

 

“ไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือแพ้ก็ตาม เมื่อเกมจบลงสิ่งที่ตัวเองได้กลับไปคือประสบการณ์ เช่นเดียวกันกับการทำธุรกิจไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร เมื่อระยะเวลาผ่านไปเราจะได้มุมมองในการแก้ไขปัญหาของทั้งตัวเองและของพนักงานในองค์กรหรือแม้กระทั่งคนอื่นที่แตกต่างกันออกไป”

ชยวัฒน์ บอกต่ออีกว่า เมื่อเวลาที่ได้ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ ทำให้สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จได้ โดยการประยุกต์สิ่งต่างๆ อาทิ การนำแนวคิดที่ได้จากการกิจกรรมดังกล่าวปลูกฝังให้พนักงานทุกคนยึดมั่นในความเป็นธรรมาภิบาล ความยุติธรรม และเกิดการแบ่งปัน ให้องค์กรเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น คิงส์เมน เป็นบริษัทดีไซน์และก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้นั้น สิ่งแรกที่บริษัทคำนึงถึงคือทำอย่างไรให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดหรือไม่เกินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเลย

เรียกได้ว่า เอาสิ่งที่ชื่นชอบมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับกับงานและสังคมได้อย่างลงตัว

 

สตาร์ทอัพ เพื่อสังคม สานฝันแว่นเพื่อคนตาบอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433160

สตาร์ทอัพ เพื่อสังคม สานฝันแว่นเพื่อคนตาบอด

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

นวัตกรรมหลายอย่างถูกคิดค้นมาจากโปรเจกต์ของนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้ได้สูญหายไปพร้อมกับนักศึกษาที่เรียนจบไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไม่ได้นำมาต่อยอด หรือพัฒนาต่อ แต่มีนักศึกษาที่เห็นความสำคัญของโปรเจกต์ว่ามันสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ได้อีก จึงเป็นที่มาของการต่อยอดโปรเจกต์แว่นตาอัจฉริยะวิชั่นเนียร์

นันทิพัฒน์ นาคทอง และบุษภาณี พงษ์ศิริยาภรณ์ ซึ่งเป็น 2 ใน 3 ของผู้ทำโครงการแว่นตาอัจฉริยะสำหรับผู้พิการทางสายตาเป็นโปรเจกต์ก่อนเรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ขอเดินหน้าสานโปรเจกต์ให้เป็นจริงต่อแม้ว่าจะเรียนจบแล้ว โดยได้ร่วมมือกันทำสตาร์ทอัพ ชื่อว่า วิชั่นเนียร์(Visionear) ควบคู่ไปกับการศึกษาต่อปริญญาโท ซึ่งนันทิพัฒน์เลือกศึกษาต่อปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเช่นเดิม ส่วนบุษภาณีเลือกศึกษาปริญญาโท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเช่นกัน

นันทิพัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งวิชั่นเนียร์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับเพื่อนทำโครงการแว่นตาอัจฉริยะสำหรับผู้พิการทางสายตาเป็นโปรเจกต์เรียนจบ เมื่อครั้งศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ซึ่งเวลานั้นไม่ได้ทำโครงการนี้เป็นเชิงธุรกิจเลย กระทั่งเมื่อเรียนจบแล้วจึงเริ่มมองว่า หากปล่อยให้โครงการนี้เป็นแค่เพียงโครงการที่ทำให้เรียนจบ ไม่มีเงินทุน ก็คงไม่สามารถผลักดันให้แว่นตาอัจฉริยะถูกนำไปใช้จริงได้ จึงน่าจะต่อยอดโครงการแว่นตาอัจฉริยะให้กลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์) ได้ เพราะธุรกิจเพื่อสังคมสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองได้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนจบแล้วบางคนแยกย้ายไปทำงานประจำเรียบร้อยแล้วจึงเหลือกันอยู่ 2 คน ช่วยกันเดินหน้าโครงการนี้ต่อเพื่อให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม พร้อมดึงคนใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มเติม หลักๆ คือเรื่องการปรับปรุง การออกแบบแว่นตาอัจฉริยะ ซึ่งก็ได้ไปหารือกับ REDEX บริษัทด้านการออกแบบที่ทีมงานก็เป็นอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่จบการศึกษาแล้วมาทำบริษัทเชี่ยวชาญการออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ก็มีหน่วยงานอื่นๆ ที่ทีมวิชั่นเนียร์ได้เข้าไปร่วมโครงการต่างๆ ที่จัดขึ้นเข้ามาสนับสนุนธุรกิจด้วย ได้แก่ มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมาจากการร่วมโครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ได้คอยให้คำปรึกษาแนวทางเรื่องธุรกิจ และล่าสุดก็ได้เข้าร่วมอบรมในโครงการดีแทคแอคเซอเลอเรท ปีที่ 4 โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ และก็ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 11 ทีมที่มีโอกาสจะได้เงินทุนทีมละ 5 แสน-1.5 ล้านบาท พร้อมรับการสนับสนุนในเชิงพาณิชย์ โดยมี ทิวา ยอร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขายดีดอทคอม (Kaidee.com) เป็นผู้ให้คำแนะนำทีม ไม่เพียงเท่านี้ก็ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเงินทุนแบบให้เปล่าช่วงที่ผ่านมา ประมาณ 1 ล้านบาท

นันทิพัฒน์ เล่าย้อนไปถึงช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะว่า จุดเริ่มต้นมาจากประเทศไทยมีผู้พิการทางสายตามากถึง 3 แสนคน ในจำนวนนี้ครอบคลุมคนที่สายตาพร่ามัวและตาบอดสนิท ด้วยเหตุนี้จึงได้เข้าไปพูดคุยกับพี่ๆ ที่พิการทางสายตาในสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาว่าพี่ๆ เหล่านี้ยังมีปัญหาเรื่องอะไรที่เผชิญอยู่บ่อยๆ บ้าง เพราะเทคโนโลยีที่ช่วยในการนำทางให้ผู้พิการทางสายตาก็มีอยู่แล้ว โดยหลังพูดคุยก็ได้คำตอบมาว่าผู้พิการทางสายตาจะเจอปัญหาเรื่องไม่สามารถใช้วิธีการคลำแล้วแยกแยะสิ่งของหลายอย่างที่ต้องใช้หรือเจอในชีวิตประจำวันได้ เช่น ขวดซอสที่มีลักษณะเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าภายในเป็นซอสประเภทไหน หรือเสื้อผ้าที่สัมผัสก็จะไม่ทราบว่าเป็นสีอะไร

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเลือกทำแว่นตาที่สามารถถ่ายภาพสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าแล้วอธิบายให้ผู้พิการทางสายตาที่สวมแว่นนั้นฟังได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งก็จะเลือกเฉพาะสิ่งที่ผู้พิการทางสายตาคลำแล้วแยกไม่ออกเท่านั้นในการอธิบาย เช่น การแยกสี การอธิบายผลิตภัณฑ์จากบาร์โค้ด การแยกแยะชนิดธนบัตร และการแยกแยะเรื่องการเปิด-ปิดไฟ เป็นต้น

“พวกเราอยากทำแว่นตาอัจฉริยะให้คนตาบอดใช้ ซึ่งก็ใช้เวลาพัฒนากว่า 1 ปี โดยรูปแบบการใช้งานแว่นตาก็คือตัวแว่นจะมีกล้องถ่ายรูปอยู่ข้างหน้า ซึ่งผู้ที่ใช้งานจะชูผลิตภัณฑ์ที่ต้องการให้แยกแยะขึ้นในระยะไม่ไกลเกิน 1 ฟุตหน้าแว่นตา จากนั้นระบบในแว่นตาอัจฉริยะจะประมวลผลในเวลาเสี้ยววินาทีเพื่อระบุให้ผู้ใช้งานทราบ โดยปัจจุบันจัดทำให้สามารถอธิบายได้3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน และระบบประมวลผลอยู่ในแว่นตาเลย ไม่จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ตจึงจะประมวลผล” นันทิพัฒน์ กล่าว

สำหรับที่มาของหลักการชูของขึ้นมาด้านหน้าแว่นตาไม่เกิน 1 ฟุต ที่ให้แว่นอัจฉริยะประมวลผลนั้น นำมาจากวิธีการถ่ายภาพเซลฟี่ของผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะเริ่มจากการนำโทรศัพท์มือถือมาแปะที่หน้าแล้วดึงออกมาด้านหน้าเพื่อถ่ายภาพ โดยทีมวิชั่นเนียร์เลือกระยะไม่เกิน 1 ฟุต เพราะหากไกลกว่านั้นอาจทำให้แยกแยะผลิตภัณฑ์ด้านหน้ายากเกินไป

ในกรณีที่ผู้พิการทางสายตาต้องการแยกแยะธนบัตรที่อยู่ตรงหน้าว่าเป็นธนบัตรชนิดราคาเท่าไหร่นั้น ปัจจุบันระบบประมวลผลของวิชั่นเนียร์ยังรองรับเฉพาะธนบัตรไทยเท่านั้น แต่อนาคตก็คงพัฒนาเพิ่มเติม ส่วนความสามารถที่แว่นตาอัจฉริยะบอกได้ว่า ไฟเปิดหรือปิดอยู่นั้นทำขึ้นเพราะว่าถึงแม้ผู้พิการทางสายตาจะไม่ได้ใช้ไฟในบ้านตัวเองหรือตามสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อมีคนแวะเวียนมาหาที่บ้านหรือสถานที่นั้นๆ ก็อาจต้องเปิดไฟ ซึ่งหลายครั้งคนพิการทางสายตาอาจไม่ทราบว่าไฟยังเปิดอยู่ ทำให้ต้องเสียค่าไฟเพิ่มโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นแว่นอัจฉริยะก็จะช่วยบอกได้

นันทิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตัวเองจะทำหน้าที่ในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่ใช้กับแว่นตาอัจฉริยะ ส่วนบุษภาณีจะทำหน้าที่คอยดูแลเรื่องการออกแบบตัวแว่นตา เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายกับแว่นตาอัจฉริยะไว้ว่า ภายในสิ้นปีนี้จะต้องเริ่มเปิดตัวและวางจำหน่ายแว่นตาอัจฉริยะได้จริง ประเมินไว้ว่าจะขายราคา 4,000-5,000 บาท ซึ่งแว่นตาอัจฉริยะจะต้องชาร์จแบตเตอรี่เหมือนกับโทรศัพท์มือถือและต้องอัพเดทระบบเหมือนกัน โดยมองไว้ว่าอาจนำแว่นตานั้นไปเชื่อมต่อไว-ไฟ หรือเชื่อมต่อสายยูเอสบีเพื่ออัพเดทระบบประมวลผล

ทั้งนี้ วิชั่นเนียร์ไม่ได้หยุดแค่การนำแว่นตาอัจฉริยะขายได้จริงภายในประเทศไทยเท่านั้น เพราะเป้าหมายต่อไปของวิชั่นเนียร์ก็คือ ต้องการต่อยอดนำแว่นตาอัจฉริยะขยายไปจำหน่ายในต่างประเทศด้วย โดยเริ่มต้นจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก่อน ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้วิชั่นเนียร์จะต้องพัฒนาแว่นตาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับภาษาได้เพิ่มเติมในอนาคต

ปัจจุบันกำลังศึกษาความต้องการตลาดอยู่ว่าประเทศไหนมีความต้องการมากที่สุด เพื่อประกอบการพัฒนาแว่นตาจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ผู้พิการทางสายตาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนผู้พิการทางสายตาในภูมิภาคเอเชีย และหากดูทั่วทั้งเอเชียมีผู้พิการทางสายตาคิดเป็นครึ่งหนึ่งของผู้พิการทางสายตาทั่วโลกเลย

ท้ายนี้ นันทิพัฒน์ กล่าวว่า แว่นตาอัจฉริยะของไทยได้รับการตอบรับที่ดีจริงๆ ไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานในประเทศ เพื่อให้แว่นตานี้ถูกนำไปใช้ได้จริง ล่าสุดก็มีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่ติดต่อทางทีมวิชั่นเนียร์เข้ามา เพราะสนใจลงทุนในวิชั่นเนียร์ด้วยเช่นกัน

นี่เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นฝีมือพัฒนานวัตกรรมของเด็กไทยไม่ได้แพ้ชาติใดในโลกเลย

 

สิ่งที่ขาดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/433084

สิ่งที่ขาดไม่ได้

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมเดาไม่ได้ว่าวันๆ หนึ่งคนไทยกินน้ำปลามากน้อยขนาดไหน ไม่แน่อาจจะเท่าสระว่ายน้ำของโอลิมปิกก็ได้ ที่จะไม่กินก็มีกลุ่มที่กินอาหารมังสวิรัติ กับชาวภูเขารุ่นก่อนๆ เท่านั้น น้ำปลามันเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ถ้าไม่กินก็ยุ่งเอาเรื่องเหมือนกัน จะกินก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง อาหารตามสั่ง อยากเติมเค็มนิดหนึ่ง ถ้าร้องขอเกลือนอกจากถูกมองหน้าแล้ว อาจจะโดนย้อนว่าทำไมไม่พกขวดเกลือมาเอง

ผมเองทำของกินเองก็ชอบที่จะใส่เกลือ แต่ก็ต้องมีน้ำปลาไว้ เพราะบางอย่างต้องใช้น้ำปลา แค่ยำหมูย่าง ยำกุนเชียง ก็ต้องใส่น้ำปลา เมื่อไหนๆ ก็ต้องใช้น้ำปลาอยู่แล้วก็เลือกหาน้ำปลาดีๆ ไว้ใช้ เวลาไปไหนๆ ชอบมองหาน้ำปลาดีครับ

ผมเคยมีเพื่อนสนิทเป็นชาวประมงพื้นบ้านอยู่หาดวอนนภา บางแสน ที่เมื่อหลายสิบปีก่อนยังทำประมงชายฝั่งอยู่ เวลาปลากะตักเข้า เขาจะดักอวนเอามาหมักทำน้ำปลากินเอง ใส่โอ่งหมัก รู้สึกว่าเป็นปลา 3 ส่วน เกลือ 2 ส่วน ใช้เวลา 8 เดือนถึงจะกินได้ ผมขอซื้อก็ไม่ขาย ให้มากินฟรี ที่จริงเขาคิดถูกถ้าเขาขายผมก็จะซื้อเยอะ แต่ให้มากิน 2 ขวด จะเอาหรือไม่เอา

 

 

กินน้ำปลาดีแล้วติด มันมีรส มีกลิ่นหอม ผมกลายเป็นคนหวงน้ำปลา ถ้าต้ม ยำ ตำ แกง ก็ใช้น้ำปลาโรงงาน เก็บน้ำปลาดีไว้ทำน้ำปลาพริกอย่างเดียว เมื่อน้ำปลาดีหายากก็ต้องค้นหา ไปทะเลที่ไหนก็ชอบถามคนแถบนั้นว่า มีที่ไหนทำน้ำปลาหมักโอ่งบ้าง เคยฟลุกไปเจอร้านขายของแห้งจากทะเล ก่อนจะถึงแสมสาร รู้สึกว่าจะชื่อผึ้งกลั่น ขายน้ำปลาทำเอง ได้น้ำปลามา 2 ขวด ห่อมัดมาอย่างดี ใครเอา Absolut Vodka มาแลกก็ไม่ยอม

ผมยังไปได้น้ำปลาปลาสร้อย จากศรีสำโรง จ.สุโขทัย นี่เป็นน้ำปลาน้ำจืด ทำจากปลาสร้อย กลิ่นหอมหวนไม่แพ้น้ำปลาจากปลากะตัก จะเป็นน้ำปลาจากปลาน้ำจืดหรือน้ำปลาจากปลาทะเลอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอให้หมักเองจริงๆ เดี๋ยวนี้ตามแหล่งใกล้น้ำทะเลและน้ำจืดที่เคยทำน้ำปลาเอง เริ่มทำน้อยลง เพราะปลาดีๆ หายาก แล้วอีกอย่างถ้าหมักขาย ต้องไปจดทะเบียน อย. ชาวบ้านเขาไม่อยากยุ่งยากกับราชการ ไม่ทำไม่ขายดีกว่า ถูกจับแล้วไม่คุ้ม

เรื่องของน้ำปลายังไม่มีแค่นั้น หลายคนคงจะได้ยินน้ำปลาหยด เป็นการเอาปลาทูสดหมักกับเกลือผมไม่แน่ใจเรื่องสัดส่วน แต่เมื่อหมักได้ที่แล้ว จะเอาถุงผ้าใส่ปลาที่หมักแล้วนั้น แขวนให้น้ำปลามันหยดติ๋งๆ ลงกะละมัง ที่ใช้วิธีนั้นเพราะปลาทูมันมีกากมากไม่ย่อยสลายง่ายเหมือนปลากะตักหรือปลาสร้อย เมื่อมันจะค่อยๆ หยด จึงเรียกว่าน้ำปลาหยด

เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว มีทำกันแถว บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งดั้งเดิมเป็นแหล่งปลาทูมหาศาลออกเรือไปเดี๋ยวเดียวก็ได้ปลาทูมาเต็มลำเรือ มากขนาดเหลือจากทำน้ำปลาแล้วก็เอามาสับ ต้มให้เป็ดกิน เดี๋ยวนี้ปลาทูยังมีบ้างเหมือนกันแต่นับได้เป็นตัวๆ เท่านั้น ไม่มีใครเพี้ยนเอามาทำน้ำปลาหยดกิน

 

ยังมีน้ำปลาอีกอย่างเป็นน้ำปลาเคยหรือน้ำปลากะปิ น้ำปลาชนิดนี้ยังมีครับ จะมีแถวริมทะเลแถบอ่าวเขากะโหลก ปราณบุรี อ่าวสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ คือเมื่อถึงหน้าตัวเคยหรือกุ้งละเอียด ที่สำหรับใช้ทำกะปิโดยเฉพาะ เมื่อมันขึ้นหน้าอ่าว ชาวบ้านจะมาไสด้วยอวน เอาไปล้าง คลุกเกลือหมักตากแดด บางแห่งเอาไปตำก่อนแล้วจึงเอามาตากแดด การตากนั้นจะแผ่ตากบนแผ่นหรือตาข่ายพลาสติกตาถี่ ซึ่งมีแผ่นสังกะสีรองอยู่ข้างใต้อีกที มีรางหรือร่องรับน้ำเคย มันจะหยดลงถังหรือกะละมัง เมื่อได้พอสมควรแล้ว เอาไปต้มใส่สับปะรดฝานติดเปลือก เคี่ยวจนสุก ทิ้งไว้แล้วกรอกใส่ขวดพลาสติกก็คือขวดน้ำดื่มยี่ห้อต่างๆ นั่นเอง นี่แหละน้ำปลาเคย รสเค็มเหมือนน้ำปลาทั่วไปแต่มีกลิ่นกะปิ

พอถึงหน้าทำกะปิรุ่นใหม่ ก็จะมีน้ำปลาเคยออกมาขายด้วย แถบอ่าวสามร้อยยอดมีวางขายเยอะ ขวดละ 10 บาท ผมเจอเมื่อไหร่ก็ซื้อมา เก็บได้นานเพราะสุกแล้ว เวลากินไข่เจียวร้อนๆ ทำน้ำปลาเคย ใส่พริกขี้หนู ใส่หอมแดง มันพอดีกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

เวลาตำน้ำพริกกะปิอ่อนเค็มก็ใส่น้ำปลาเคยหรือแม้กระทั่งทำหมูสามชั้นผัดกะปิ อ่อนหวานใส่น้ำตาล อ่อนเค็มใส่น้ำปลาเคย น้ำปลาเคยเหมาะกับอาหารที่ใช้กะปิ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าน้ำปลากะปิ

ไหนๆ ก็เป็นเรื่องน้ำปลาดีแล้ว มาดูน้ำปลาตามตลาดบ้าง ผมไม่ค่อยไว้ใจน้ำปลาถูกๆ ขวดละ 16 บาท 22 บาท ตามร้านก๋วยเตี๋ยวที่ยิ่งขายดี ยิ่งชอบใช้ เพราะคนกินเยอะ ใช้น้ำปลาดีๆ กำไรจะหดน้อย ดูข้างขวดเถอะครับ เขียนว่าน้ำปลาผสม แล้วจะมีใครรู้บ้างว่า เอาอะไรผสมกับอะไร หรือจะเป็นน้ำปลาโรงงานที่มียี่ห้อก็เถอะ บอกว่าเป็นน้ำปลาปลากะตักแท้ แล้วปลากะตักสมัยนี้นับตัวได้ปริมาณยังน้อยกว่าจำนวนโรงงานทำน้ำปลา แล้วทำออกขายทุกวัน เอาเวลา สถานที่ ขนาดไหนหมัก นี่เป็นเรื่องน้ำปลาแท้ๆ ยังอุตส่าห์ไปหาเรื่องกับโรงงานน้ำปลาเข้าอีกจนได้

 

Descendants Of The Sun ความรัก หน้าที่ และการเสียสละ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432538

Descendants Of The Sun ความรัก หน้าที่ และการเสียสละ

โดย…ว.แหวน ภาพ เอเอฟพี

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่คอลัมน์วิจารณ์หนังหรือซีรี่ส์ ฉันไม่ได้มาเล่าเรื่องย่อ มาวิพากษ์ผู้กำกับหรือนักแสดง ฉันกำลังทำหน้าที่ของผู้หวังดี ที่อยากเสนอมุมมองและทัศนคติที่มีต่อการใช้ชีวิต โดยมีฉากของซีรี่ส์เรื่องนี้เป็นเงาสะท้อนจางๆ อยู่ด้านหลัง เพื่อกระตุ้นให้มองเห็นภาพและการระลึกได้ง่ายขึ้น ใครอยากฟิน อยากจิ้น จิกหมอนนั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในซีรี่ส์เรื่องนี้ แม้จะไม่ได้มากพอจนทำให้ฉันอดรนทนไม่ได้ ต้องมากล่าวถึง แต่สิ่งซึ่งซ่อนอยู่ในนั้นต่างหาก ที่ทำให้ฉันทนไม่ไหวจนต้องลุกมาทำหน้าที่  “หน้าที่” ต่างหาก ที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้

สิ่งที่ฉันมองเห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องของความแตกต่างจากซีรี่ส์ทั่วๆ ไป หรือละครไทยบางเรื่อง คือการทำหน้าที่ของตัวละครทุกตัวอย่างเต็มที่ โดยอาจมีเรื่องความรักเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งละครหลายเรื่องฉันแทบไม่เห็นตัวละครทำหน้าที่ใดๆ เลย นอกจากวุ่นวายอยู่กับความรัก พระเอก นางเอก นางอิจฉา ประกอบอาชีพอะไร รู้ได้ แต่ไม่เห็นประเด็นการขับเคลื่อนหลัก ถูกโยนให้เป็นเรื่องของความรักแทบทั้งหมดทั้งสิ้น ราวกับว่าพวกเขากำลังใช้ความรักหาเลี้ยงปากท้อง ตีแผ่ชีวิตในมุมเดียว

Descendants Of The Sun เป็นเรื่องที่ทำให้ฉันตระหนักได้ถึงคุณค่าของชีวิต ฉันมองว่า “คุณค่าของชีวิตคนเรา มี 3 ระดับ” ระดับที่ 1 เป็นชั้นอนุบาล คือ การมองเห็นคุณค่าของตัวเองได้  เมื่อตัวเองได้ทำ ได้เป็น ได้เลือก ในสิ่งซึ่งตัวเองเป็นสุข ได้ทำงานที่รัก ได้รักคนที่อยากจะรัก ได้ความรู้สึกพึงพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ ฉันถือว่าสิ่งเหล่านี้ คือพื้นฐานของคุณค่าชีวิต

ระดับที่ 2 คือ การมองเห็นคุณค่าของตัวเอง เมื่อสามารถแยกแยะผิดถูกได้ ว่าสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ สิ่งไหนควรฝืน สิ่งไหนควรตามใจตัวเอง การรู้จักความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ สามารถยับยั้งความคิดหรือการกระทำของตัวเองได้ เมื่อค้นพบได้ด้วยตัวเองว่าทำไม่ถูก คิดผิด หรือพลาด สามารถจัดการกับชีวิตตัวเองให้อยู่ในร่องในรอยได้ ยึดมั่นในหน้าที่ และดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรมที่ดีงามได้ นั่นคือ “คุณค่าของชีวิตที่เหนือขึ้นไปอีกระดับ”

และระดับที่ 3 คือ “ระดับของการเสียสละ” ฉันถือว่าเป็นการสร้างคุณค่าในระดับสูงสุด เป็นการมองเห็นคุณค่าของตัวเอง เมื่อตัวเองได้เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น ละทิ้งตัวตน เพื่อความสุขของผู้อื่น การเสียสละที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพื่อคนคนเดียว เพื่อคนหมู่มาก หรือเพื่อประเทศชาติ เป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ เป็นเกียรติ และเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชีวิต

ซีรี่ส์เรื่องนี้…ทำให้ฉันมองเห็นไปถึงระดับสูงสุด มิใช่แค่ประเด็นพื้นฐานเพียงความรักที่เกิดขึ้นระหว่างชายหญิง มิใช่การแสวงหาความรักเพื่อตัวเอง แต่มันทำให้ฉันซาบซึ้งและเต็มตื้นในคำว่า “หน้าที่” และ “การเสียสละ” เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการแต่งแต้มสีสันที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบขึ้น เพราะเราเองก็ต้องยอมรับว่า “ความรัก” เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีของชีวิต เป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจ คอยโอบอุ้มชีวิตเราให้มีพลังในการทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่ให้มันครอบงำทั้งชีวิตของเรา เรื่องนี้ทำให้ฉันเห็นการขับเคลื่อนชีวิตรอบด้าน การจัดวางความรักได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ฟาดงวงฟาดงา หึง แก้แค้น ประชดประชัน ด่าทอกันอย่างไร้ซึ่งเหตุผล เป็นการสร้างคุณค่าให้ตัวละครแต่ละตัวอย่างน่ายกย่อง

เราทุกคนต่างมีบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันในสังคม บางหน้าที่ก็เอื้อประโยชน์ให้เราแสวงหาความสุขได้แค่เฉพาะตัวเอง แต่บางหน้าที่ก็เกิดขึ้นมาพร้อมความเสียสละโดยอัตโนมัติ ทุกอาชีพมีความงามเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกจัดวางหน้าที่ และชีวิตส่วนตัวให้สมดุลกันได้อย่างไร เมื่อไรก็ตามที่เราจัดการได้พอดี นั่นถือว่าเรามีคุณค่าอยู่ในระดับสอง และก็จงหาโอกาสสร้างคุณค่าเพิ่มขึ้นไปในระดับสาม ซึ่งไม่ทุกคนหรอกที่อยู่บนโลกนี้จะทำได้ “โอกาส” มิใช่แค่รอให้เกิดขึ้นพร้อมกับหน้าที่และความรับผิดชอบ เราไม่จำเป็นต้องรอไปเป็นทหาร ถึงจะทำเพื่อประเทศชาติได้ เราแค่หา “โอกาส” เล็กๆ ในแต่ละวัน แบ่งปัน เอื้อเฟื้อ เสียสละ ยอม ให้ เราทำได้ในทุกๆ จังหวะของชีวิต อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นเหมือนนักแสดงในละครบางเรื่อง ที่ขับเคลื่อนร่างกายไปวันๆ เพียงเพื่อแสวงหาความรัก โดยไม่มีใครมองเห็นเลยว่า “เราทำอะไรได้มากกว่านี้”

ฉันดูซีรี่ส์เรื่องนี้จบ ถ้าสามารถจับความรู้สึกของฉันใส่ไว้ในขวดโหลได้ ความน่ารักของนักแสดง ความรัก ฟิน จิ้น จิกหมอน มันจะลอยตลบอบอวลบางๆ เบาๆ อยู่ด้านล่าง ความมุ่งมั่น และการระลึกถึงหน้าที่ของตัวเองก่อตัวเป็นก้อนใหญ่ๆ อยู่ด้านบน และเมื่อเปิดฝาขวด สิ่งแรกที่ลอยมาปะทะหน้าฉันเป็นลำดับแรกๆ คือคำถามที่ว่า “เรามีคุณค่าแค่ไหนต่อประเทศชาติ?”

เรื่องบางเรื่อง ก็ต้องอาศัยอะไรบางอย่างมาสะกิด!

เข้าไปพูดคุยหรืออ่านมุมมองความคิดของ ว.แหวน ได้ที่ www.facebook.com/Worwaenfanpage

 

แม่หมอรุ่นใหม่ 3 สาว 3 สไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432537

แม่หมอรุ่นใหม่ 3 สาว 3 สไตล์

โดย…อนุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์  แถมเงิน, ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย รายงานตัวเลขไว้ว่า มีเงินสะพัดในแวดวงธุรกิจการดูหมอเมื่อปี 2549 สูงเกือบ 2,500 ล้านบาท (เฉพาะคนในกรุงเทพฯ เท่านั้น) นี่ผ่านมา 10 ปีถึงวันนี้ ปี 2559 คาดว่าน่าจะเฉียด 5,000 ล้านบาทไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่ว่าเศรษฐกิจจะขึ้นหรือลงธุรกิจนี้ไม่เคยซบเซา ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแค่ไหน แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นอย่างไร แต่ในเรื่องของจิตใจนั้นก็ไม่มีอะไรจะช่วยปลอบประโลมใจในยามทุกข์ร้อนได้ดีเท่ากับการไปพึ่งนักพยากรณ์หรือหมอดู ที่มีมากมายหลายศาสตร์ต่างๆ ให้เลือกได้ตามใจชอบ เพราะเข้าถึงง่ายมีหลายระดับราคาให้เลือกตามกำลังซื้อ หมอดูจึงถือเป็นเพื่อนยากยามทุกข์ใจของใครหลายคน

ที่ช่วยทำหน้าที่เตือนใจเปรียบเสมือนชีวิตที่อาจจะเจอพายุฝนจะได้เตรียมร่มเตรียมเสื้อกันฝนเอาไว้ไม่ให้ชีวิตเปียกปอนมากจนเกินไป

อร-สุพิชญ์ชญา จินาชาญ

 

 

ซินแส-อร (เพาเวอร์ริช)

อร-สุพิชญ์ชญา จินาชาญ จบปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ เอกวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไปเป็นแอร์โฮสเตส สายการบินเกาหลีแอร์อยู่เกือบ 20 ปี เริ่มเบื่อจึงออกมาเป็นฟรีแลนซ์เป็นอาจารย์พิเศษสอนให้กับคนที่อยากไปเป็นแอร์ พร้อมกับไปเรียนเป็นโค้ชชิ่ง หลักสูตรดังของอเมริกาที่มาเปิดสาขาที่ประเทศไทย รับงานอิสระ ประกอบกับเล่นหุ้นและลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ ควบคู่กันไป ปัจจุบันเธอเป็นเจ้าของรายการท่องเที่ยว ชื่อ in love destination ทุกวันพุธเที่ยงคืนทางช่อง 7 สี และเป็นพิธีกรคู่กับสามี (ต๋อย วงไฮแจค) เป็นรายการเกี่ยวกับท่องเที่ยว แฟชั่น และศาสตร์ฮวงจุ้ย

จนวันหนึ่งได้อ่านหนังสือเรื่องฮวงจุ้ย ของซินแสดังอย่าง อาจารย์มาศ เคหาสน์ธรรม อ่านแล้วเกิดปิ๊งแวบประทับใจเพราะอาจารย์เขียนเป็นเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และสถิติไม่งมงาย อ่านงานของอาจารย์ทุกเล่ม เพราะอาจารย์มาศเองก็จบด้านวิทยาศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสนใจไปเรียนกับอาจารย์ครบทั้ง 13 หลักสูตร ทั้งฮวงจุ้ย ฤกษ์ยาม และโหงวเฮ้งครบวงจรเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนเริ่มนำมาใช้กับตัวเองและคนรอบตัว ได้ผลตอบรับที่ดี จึงดูขยายวงไปเรื่อยๆ และอาจารย์มาศก็ชวนไปร่วมงานกับท่านหลายครั้ง

 

“อรไม่เรียกตัวเองว่าหมอดูนะคะ ลักษณะงานของเราเป็นซินแส แม้อาจจะไม่ได้ถือแผ่นหล่อแก แบบคนรุ่นก่อน เราใช้หล่อแกในไอแพดที่มีความแม่นยำเที่ยงตรง ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์และสถิติศาสตร์ของฮวงจุ้ย ดูทิศทางลม ดูดิน ดูน้ำ ไม่มีอะไรงมงาย มีหลักการที่พิสูจน์ได้ มีความน่าเชื่อถือ อรไม่ชอบดูหมอดู ไม่เชื่ออะไรที่งมงายและพิสูจน์ไม่ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ เมื่อก่อนไม่สนใจเลย จนได้ไปเรียนอย่างจริงจังและมีหลักการ จนได้ใช้วิชาพิสูจน์ว่าได้ผลจริงช่วยเติมเต็มพลังชีวิตได้ จึงเริ่มรับดูฮวงจุ้ยเป็นงานเสริมมาปีกว่าแล้วค่ะ”

เธอ กล่าวว่า ตามศาสตร์ความเชื่อของจีนนั้น เชื่อว่าชีวิตมนุษย์ต้องมีหลักวิชาห้าธาตุ ตามศาสตร์พยากรณ์จีนโบราณที่สืบทอดต่อกันมาเป็นพันปี เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ถึงความแม่นยำ ซึ่งมีอยู่ 3 ศาสตร์ด้วยกัน 1.ศาสตร์ชะตาฟ้าดิน เป็นการพยากรณ์จากการเปลี่ยนแปลงของเคลื่อนย้ายของดวงดาว 2.ศาสตร์ชะตาคน การพยากรณ์จากวัน เดือน ปีเกิดของมนุษย์ ดูบุคลิกลักษณะที่เรียกว่า โหงวเฮ้ง 3.ศาสตร์ชะตาดิน การพยากรณ์ชัยภูมิที่อาศัยจากผืนดิน แสงและลม ตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งคนเราจะดีหรือร้ายพิจารณาจากององค์ประกอบ 3 ข้อนี้

อันญ่า-กัญจน์ณภัส ชอง

 

อันญ่า-ยิปซีมหัศจรรย์

อันญ่า-กัญจน์ณภัส ชอง อดีตพริตตี้วัย 36 ปี เธอจบการศึกษาปริญญาโทคณะบริหารด้านธุรกิจ SME จากมหาวิทยาลัยสยาม ตอนที่เรียนปริญญาตรีก็ทำงานเป็นพริตตี้อยู่ 3-4 ปี จนจบปริญญาโท เคยเป็นดาราสมทบในละคร “เป็นต่อ” อยู่หลายตอน ไปทำงานด้านธุรกิจร้านอาหารอยู่พักใหญ่ จนกลับมาทำธุรกิจของที่บ้าน คือ การส่งข้าวไปยังยุโรป เธอเป็นลูกคนเดียวมีคุณพ่อเป็นชาวสิงคโปร์

คุณตาของเธอเป็นนักโหราศาสตร์ไทยดูแบบกระดานชนวนสมัยก่อนนี้เลย ส่วนคุณแม่ดูดวงด้วยเลข 7 ฐาน 7 ดวงไทยเช่นกัน โดยคุณแม่ทำร้านสังฆภัณฑ์ และรับดูดวงเป็นงานอดิเรก เธอเล่าว่า ตอนเด็กคุณตาเคยทำนายไว้ว่าโตขึ้นเธอจะเป็นนักพยากรณ์ ซึ่งแต่ก่อนเธอไม่สนใจเลย โดยเฉพาะดวงไทยที่มีความละเอียดยุ่งยากไม่คิดจะเรียนจากคุณแม่เลยด้วย

แต่เธอกลับชอบไพ่ยิปซี เพราะเห็นว่าไพ่ลวดลายสวยดี ตอนเรียนมัธยมปลายไปเดินร้านหนังสือเจอหนังสือของ ขุนทอง อสุนี เธอจึงซื้อมาอ่านและศึกษาด้วยตัวเอง แล้วก็เอามาดูเล่นกับเพื่อน พอเรียนมหาวิทยาลัยก็ลืมๆ ไป จนจบปริญญาโทเริ่มมีปัญหาทางบ้าน ธุรกิจของคุณพ่อมีปัญหา เธอจึงเริ่มหันมาสนใจการดูดวงจากไพ่ยิปซีอีกครั้ง โดยคราวนี้ไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราวกับอาจารย์สิน มีสัตย์ อยู่ 6 เดือนและเริ่มดูดวงอย่างจริงจังกับเพื่อนๆ คนรู้จัก ไปออกงานแฟร์ตามมหาวิทยาลัย 2-3 แห่ง เริ่มเป็นที่รู้จักและคนที่มาดูเธอก็คอยติดตามผลที่ทำนายไปว่าถูกต้องไหม ก็ได้ผลตอบรับที่ดี เธอจึงฝึกปรือทักษะอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งไปเรียนดวงไทยสัตตเลขที่สถาบันโหราศาสตร์วิทยา ของอาจารย์ธนกร สินเกษม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพยากรณ์ของเธอให้ครบถ้วน

 

“คือไหนๆ จะมาทางนี้ ก็อยากจะเรียนให้ถูกต้องตามหลักการเป็นศิษย์มีครู งานหลักก็ยังทำอยู่นะคะ การดูดวงเหมือนเป็นของหวานในชีวิต ได้ค่าขนมและได้ช่วยคนที่เขาทุกข์ใจ เราไม่ได้หวังรวยกับตรงนี้ ค่าครูเพียง 399 บาท ดูไม่จำกัดเวลาจนกว่าเขาจะหมดข้อสงสัย ใครลำบากมาหนูก็ไม่เก็บค่ะ ให้เขาไปทำบุญ ดูแบบจริงจังตั้งใจ แนะนำให้เขาแก้ไขในสิ่งที่ถูกที่ควร ไม่ให้ทำอะไรที่เพ้อเจ้องมงาย และไม่รับจัดการอะไรให้ ทุกอย่างเขาให้ไปทำบุญของเขาเองค่ะ เราจะไม่เรียกเงินใดๆ นอกเหนือจากค่าครูเท่านั้น”

โดยคนที่มาดูกับเธอจะเป็นวัยรุ่นกับคนทำงานมาดูกันเยอะที่สุดในช่วงนี้

ชัญญ่าไพ่ยิปซีออราเคิล

ชัญญ่า-ชัญญาภัค วิทยาอนุมาส อดีตพิธีกรเดินสายตามงานอีเวนต์เมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา และเคยเป็นดาราสมทบให้กับค่ายอาร์เอสและช่อง 7 อยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่อง “หลงเงาจันทร์” ที่มี กบ สุวนันท์ เป็นนางเอก ประกบคู่กับสเตฟาน และเป็นคนที่หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม ยกย่องให้เธอเป็นราชินีไพ่ยิปซี

ในวัย 40 ปี เธอจบการศึกษาที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยหอการค้า ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเคยมีโฆษณาอยู่ 2-3 ชิ้น หลังจากนั้นมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่เกือบ 2 ปี และไปเป็นเลขานุการที่บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ก็ออกมาเดินสายทำงานเป็นพิธีกรตามงานอีเวนต์กับค่ายอาร์เอสอยู่ปีกว่า จึงกลับไปช่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์กับครอบครัวที่ จ.ชลบุรี จนถึงปัจจุบัน และยังทำธุรกิจเล็กๆ ด้านความงามอีก 2-3 อย่าง เช่น ร้านสักคิ้วและเครื่องสำอางชัญญ่าซีเคร็ด มีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจที่เธอทำเองปีละหลายสิบล้านบาท

ชัญญ่า-ชัญญาภัค วิทยาอนุมาส

 

ปัจจุบันเธอรับดูดวงด้วยไพ่ยิปซีควบคู่กับไพ่ออราเคิล สัปดาห์ละ 3-4 วัน ที่ กทม. ที่เหลือเธอจะกลับไปช่วยงานอสังหาริมทรัพย์ที่ จ.ชลบุรี ร่วมกับคุณพ่อและน้องชาย เธอดูหมออย่างจริงจังมาเกือบ 15 ปี คนที่เธอดูดวงให้ครั้งแรก คือ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง จนเขาบอกว่าเธอแม่นจึงเริ่มรับดูให้คนทั่วไปด้วยค่าครูเพียง 189 บาท เมื่อ 14 ปีที่ผ่านมา จากปากต่อปากถึงบัดนี้หลายคนยกย่องให้เธอเป็นราชินีไพ่ยิปซีและไพ่ออราเคิล เนื่องจากคำทำนายที่แม่นยำและจิตใจที่แน่วแน่ในการช่วยคลายทุกข์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ของเธอ

เธอ เล่าว่า คุณปู่ของเธออพยพมาจากประเทศจีน มาอยู่ประเทศไทยด้วยการยึดอาชีพซินแสดูดวง และตอนเธอเป็นเด็กคุณปู่เคยดูดวงเธอไว้ว่า ต่อไปเธอจะต้องเป็นหมอดูอาชีพแน่ๆ และยังสอนเธอว่าไม่ให้เอาเปรียบคน แต่จงช่วยคนด้วย ดังนั้นคนที่มาดูดวงกับเธอ ถ้าใครที่กำลังลำบากยากแค้น เธอจะไม่เก็บเงินเขา และใครมาดูดวงก็จะบอกให้ไปทำบุญอยู่เสมอ

แรกเริ่มสนใจศึกษาไพ่ยิปซีด้วยตนเอง เหมือนมีพรสวรรค์ที่จดจำได้รวดเร็วและเหมือนมีซิกท์เซนส์ เริ่มดูครั้งแรกจากไพ่ยิปซี จนเมื่อ 7-8  ปีที่ผ่านมามีอาจารย์ทางศิลปะท่านหนึ่งวาดรูปไพ่ออราเคิลชุดใหญ่ 90 ใบ และไพ่ชุดจุดเทียน ชุดเล็ก 75 ใบ ให้เธอเพื่อดูประกอบกับไพ่ยิปซี เธอจะดูควบคู่กันทีเดียว 3 สำรับ คือ ดูอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็เป็นที่กล่าวขานกันหนาหูว่าเธอทำนายได้แม่นยำ จนมีดารา นักร้อง นักการเมือง และนักธุรกิจก็มาดูกับเธอมากมาย แม้กระทั่งนักเล่นหุ้นหลายคนก็ยังเป็นแฟนคลับดูดวงกับเธอ

“เราจะดูด้วยความถูกต้องมีหลักการ หาทางแก้ไขให้ด้วยหลักการที่ไม่งมงายให้เขาไปทำบุญในสิ่งที่ถูกที่ควร ไม่ได้หวังแต่จะเอาเงินอย่างเดียว เราหวังจะได้ทำบุญให้เขาหายทุกข์ใจไม่ซ้ำเติมความทุกข์ของเขาด้วยการเรียกเงินหรือให้ทำอะไรที่ไร้เหตุผลไม่มีประโยชน์กับเขา ถ้าเราดูแบบไม่มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ เราก็จะเสื่อม เรามีครูบาอาจารย์ ต้องอยู่ในศีล 5 ดูด้วยศาสตร์และเซนส์ที่แท้จริง ห้ามเดา ห้ามมั่ว ต้องรักษาความลับลูกค้า โดยเราจะนำเงิน 10 เปอร์เซ็นไปทำบุญ ไม่โอ้อวดตัวเองเกินจริง เวลาดูดวงชัญญ่าดูโหงวเฮ้งเป็นก็จะดูควบคู่กับการดูไพ่ไปให้ด้วยเลย ดูละเอียดไม่มีเม้ม”

เธอ เล่าว่า ปัญหายอดนิยม 3 อันดับแรกที่มาปรึกษาหมอดู คือ ปัญหาในเรื่องการงาน ปัญหาเรื่องการเงิน และปัญหาความรัก แต่คนกรุงเทพฯ เริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาในเรื่องการงานมากขึ้น และยิ่งเศรษฐกิจหรือการเมืองไม่ดี พบว่าความถี่ในการใช้บริการหมอดูเพิ่มขึ้น

จึงพอจะสรุปได้ว่า ไม่ว่าหมอดูจะขึ้นราคาค่าบริการ แต่คนกรุงเทพฯ ก็ยังนิยมไปใช้บริการหมอดูอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหมอดูดังหน้าใหม่ๆ คนยิ่งอยากไปทดลองความแม่นยำอยู่เสมอ และวงการนี้ไม่เคยซบเซา

 

8 ความไม่จริงใจที่บริษัทมีต่อคุณ รู้แล้วเตรียมหาทางหนีทีไล่ดีๆ เอาไว้เลย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/432323

8 ความไม่จริงใจที่บริษัทมีต่อคุณ รู้แล้วเตรียมหาทางหนีทีไล่ดีๆ เอาไว้เลย!

เด็กสาวที่เพิ่งจบไฟในตัวมีเยอะมาก ยอมทำงานพลีชีพ แต่สิ่งที่ได้รับนี่อยากกลอกตามองบนซัก 10 ที เราก็เอาแต่น้อยใจว่าทำไมบริษัทถึงทำกับเราอย่างนี้ เขาตอบแทนเราด้วยความไม่จริงใจจนทำใจรักองค์กรไม่ไหว หรือโทษว่าชีวิตลูกจ้างคงเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่คือ 8 ความจริงที่เราอาจแจคพอตเจอได้บ่อยๆ

1. ตบหัวแล้วลูบหลังด้วยคำพูด เขาพูดกับพนักงานดีแสนดี ชื่นชมในความความสามารถความเก่ง แต่ปลายปีมี evaluation เงินเดือนไม่ขึ้น ตำแหน่งไม่ได้โปรโมต ดองเราไว้อย่างนั้น แล้วก็มาตาสว่างว่าที่แท้กลัวฐานเงินเดือนเราขึ้น แล้วต้องขึ้นแบบนั้นทุกปี เราก็ทุ่มเทไปสิ ต่อมาอีกหลายปี เราจะเริ่มไม่อินกับคำชม บอกไปว่าพอเถอะค่ะ ตาสว่างแล้ว

2. พูดอย่างนึง ความจริงทำอีกอย่าง ฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้าชอบพูดว่า “รู้หรือเปล่าอย่าไปบอกใครนะ เงินเดือนหนูน่ะมากกว่าคนอื่นในบริษัทเลยนะ” แต่ตอนหลังไปรู้มาโดยบังเอิญว่าคนอื่นๆ ได้มากกว่าเราหมดเลย โกหกกันสินะ

3. เสี้ยมพนักงานให้ตีกันเอง ทำเป็นเหมือนเข้าข้างเรา ซัพพอร์ตเรา แต่ก็ไปพูดอย่างนั้นกับคนที่เราแข่งขันอยู่ หวังจะให้เราแพร่งพรายความผิดของอีกฝ่าย แล้วสุดท้ายก็มาโบ้ยว่าได้ยินมาจากเรา ทำให้เกลียดกัน แย่งความดีความชอบกันเป็นดราม่า แล้วตีหน้าซื่อว่าไม่รู้อะไรเลย

4. พี่ที่ทำหน้าใสๆ พูดเพราะๆ น่ากลัวมากกกก บางทีเราสงบปากสงบคำเอาไว้ไม่ว่าจะมีพี่ที่น่ารักมาคุยแค่ไหน เราก็คุยดินฟ้าอากาศ ละครดาราไปแล้วกัน แต่เรื่องว่าคนอื่นในออฟฟิศ บ่นว่าเบื่อว่าเซ็ง อยากได้พูดเด็ดขาด ความมาแตกทีหลังว่าทำเป็นให้คำปรึกษา แต่ทุกคำที่เราพูดถึงหูอีกฝ่ายหมดเลย เข้าหน้าไม่ติดก็ทีนี้ แย่กันไปหมด

5. มีอะไรใช้วิธีสืบลับหลังมากกว่าถามต่อหน้า อยากรู้ข้อมูลบางอย่าง บริษัทกลับไม่มาถามเราตรงๆ แต่เรียกลูกน้องเราไปถาม ถ้าลูกน้องไม่รู้เรื่องก็งงๆ แปลกๆ แต่ถ้าลูกน้องไม่ชอบเราอยู่แล้ว ทีนี้เตรียมตัวเละเป็นโจ๊กได้เลย เพราะเขาจะไม่มีวันชอบคุณอีกต่อไป

6. สนใจแต่ยอดขายจนลืมความเหนื่อยยากทุกคน ในทีมที่พยายามสู้ฝ่าวิกฤต เศรษฐกิจที่โหดร้าย ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่ถ้ายอดขายไม่เป็นที่น่าพอใจ เขาก็ไม่มองว่าทีมทำมามากแค่ไหน บางทีก็มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ยอดขายไม่เวิร์ค ทำคุณบูชาโทษไปเรื่อยๆ

7. บีบคนให้ทรมานเล่น เวลาที่เขาอยากให้ใครลาออกโดยไม่ต้องจ่ายแพคเกจชดเชย หรืออยากให้ไปตรงไหนที่เขาชอบ เช่น เราเก่งงานครีเอทีฟ แต่ให้เราไปขายงาน ไปทำมาร์เก็ตติ้ง คนมีความสามารถจริงก็ทำได้นะ แต่ทำแล้วไม่มีความสุข บริษัทก็หาได้แคร์ไม่

8. ตามงานอย่างไม่ละเว้นชีวิต รู้ทั้งรู้ว่าเราลาป่วย หรือลาพักร้อน แต่ก็ยังไลน์ ยังโทรมาจิกให้เราส่งงานแบบไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ถ้าเราไม่สนใจ กลับมารู้ชะตากรรมว่าโดนด่าหนักแน่ ก็ต้องปลีกเวลามาทำ เซ็งอารมณ์สุดๆ ไปเลย

สุดท้ายแล้วอาจจะถึงเวลาที่เราต้องคิดว่าจะอยู่ที่บริษัทต่อไปแบบปลงๆ เพราะภาระที่บ้านเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ ผ่อนรถผ่อนบ้านก็ยังมี เราก็อดทนหลับหูหลับตาทำหน้าที่ตัวเองไปให้ดีที่สุด อย่างน้อยเรายังภูมิใจในตัวเอง พร้อมเมื่อไหร่ค่อยติดปีกไปทำงานกับที่ที่มีความจริงใจ ไม่แอบงุบงิบลับหลัง อย่าท้อ อย่าหมดหวังก่อนแล้วกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : CLEO Thailand